Showing posts with label IMAGINARY FILM. Show all posts
Showing posts with label IMAGINARY FILM. Show all posts

Friday, August 14, 2026

GODZILLA VS. SCYLLA VS. THE SEA OGRESS

 

An imaginary film: GODZILLA VS. SCYLLA VS. นางผีเสื้อสมุทร

 

ไม่รู้ว่าถ้าหาก 3 ตัวนี้ปะทะกัน ใครจะแพ้ ใครจะชนะ แต่เราแอบเชียร์ Scylla 55555

 

มีใครเชียร์ Godzilla กับ นางผีเสื้อสมุทร บ้างคะ

 

เมื่อกี้เพิ่งไปอ่านตำนานของนาง Scylla ใน THE ODYSSEY เราก็เลยเพิ่งรู้ว่ามีบางคนเชื่อว่านาง Scylla เป็นธิดาของ Hecate ซึ่งเป็น goddess ที่เราชอบมาก ๆ ด้วย

 

Scylla กับ Charybdis ประจำการอยู่ที่ช่องแคบ Messina ที่คั่นกลางระหว่างเกาะซิซิลีของอิตาลีกับแคว้น Calabria ทางภาคใต้ของอิตาลี โดย Scylla จะอยู่บนชายฝั่งแคว้น Calabria ส่วน Charybdis ซึ่งเป็นนางอสูรอีกตนจะอยู่แถวชายฝั่งเกาะซิซิลี

 

อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า Charybdis นั้นได้กลายเป็นชื่อรางวัลทางภาพยนตร์ด้วยนะ ซึ่งก็คือรางวัล Golden Charybdis ที่มอบให้กับภาพยนตร์ที่ชนะเลิศในเทศกาลภาพยนตร์ Taormina Film Festival ที่จัดในเมือง Taormina บนเกาะซิซิลี ใกล้ช่องแคบ Messina

 

เทศกาลภาพยนตร์ Taormina นี้จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1955 โดยเทศกาล Taormina Film Festival ประจำปี 2026 นั้นถือเป็นเทศกาล Taormina ครั้งที่ 72

 

เราอยากรู้ว่ามีหนังเรื่องอะไรบ้างที่เคยชนะรางวัล “คาริบดิสทองคำ” เราก็เลยถาม Grok AI แล้วก็เลยได้ข้อมูลดังนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเชื่อถือได้หรือเปล่า อาจจะมีบางข้อมูลที่ผิดพลาดก็ได้

 

รายชื่อภาพยนตร์บางเรื่องที่เคยชนะรางวัล คาริบดิสทองคำ Golden Charybdis ใน Taormina Film Festival

 

1. MIYAMOTO MUSASHI VI (1971, Tomu Uchida, Japan)

 

2. THE AGONY OF MR. BOROKA (1972, Péter Bacsó, Hungary)

 

3. ONE SINGS, THE OTHER DOESN’T (1977, Agnes Varda, France)

 

4. THE BLOOD OF HUSSAIN (1980, Jamil Dehlavi, Pakistan)

 

5. THE FUNERAL (1985, Juzo Itami, Japan)

Thursday, August 13, 2026

THE ODYSSEY VS. THE FRIENDS

 

น่าดูสุดขีด เราชอบหนังเรื่อง I EVEN MET HAPPY GYPSIES (1968, Aleksandar Petrovic, Yugoslavia, A+30) มาก ๆ ด้วย หนังยูโกสลาเวียเรื่องนี้เคยมาฉายที่ห้องสมุด มหาลัย ธรรมศาสตร์ในวันที่ 22 ส.ค. 2010

+++

 

THE ODYSSEY ACCORDING TO...

 

เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, IMAX screen, A+15) พอดูแล้วก็เลยมาจินตนาการต่อเล่น ๆ ฮา ๆ แบบไม่จริงจังว่า ถ้าหากหนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับคนอื่น ๆ มันจะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

 

1. Paul Verhoeven

 

เห็นมีคนวิจารณ์ว่า THE ODYSSEY เวอร์ชั่นนี้ตัดฉากเซ็กส์ระหว่าง Odysseus กับ Circe และ Calypso ออกไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะ Christopher Nolan ต้องการทำให้พระเอกดูเป็นคนรักเดียวใจเดียว เข้ากรอบพระเอกหนังที่คนดูในยุคปัจจุบันจะยอมรับได้มากยิ่งขึ้น

 

เราก็เลยคิดว่า ถ้าหากเป็น Paul Verhoeven มากำกับหนังเรื่องนี้ หนังต้องอุดมไปด้วยฉากเซ็กส์ร้อนแรงอย่างแน่นอน ตัวละครคงจะหื่น, โหด, ดิบเถื่อน, บ้าเลือดมากยิ่งขึ้น ดูได้จาก FLESH+BLOOD (1985, Paul Verhoeven)

 

 2. Robert Eggers

 

เนื้อเรื่องเจาะเฉพาะช่วงที่ Odysseus เดินทางไปที่ริมขอบ Oceanus ดินแดนที่คนเป็นสามารถพูดคุยกับคนตายได้ Odysseus ได้พูดคุยกับ Tiresias และวิญญาณคนตายต่าง ๆ แน่นอนว่าหนังเน้นไปที่บรรยากาศหลอกหลอนจนสุดจะบรรยาย

 

3. Catherine Breillat

 

หนังเน้นไปที่เกมอำนาจระหว่างเพศหญิงเพศชาย โดยเล่าจากมุมมองของ Circe และ Calypso

 

4. Lav Diaz

 

หนังยาว 9 ชั่วโมง Odysseus และลูกเรือของเขากลายเป็นผู้ร้าย เป็นเหมือนคนขาวที่บุกเข้าปล้นสะดมภ์ ทำลายชนพื้นเมือง

 

3 ชั่วโมงแรกเล่าจากมุมมองของชาวเผ่า Ciconians ในเมือง Ismara ที่ Odysseus กับพรรคพวกบุกเข้าปล้นฆ่าหลังเดินออกจากกรุงทรอย หนังเน้นให้เห็นถึงผลจากการทำลายล้างของ Odysseus และความขมขื่นที่ชาวเผ่า Ciconians ต้องเผชิญ

 

ชั่วโมงที่สี่ของหนังเล่าถึงชีวิตอันสงบสุขอยู่ดี ๆ ของ Cyclops ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่นงดงาม ส่วนชั่วโมงที่ 5 และ 6 เล่าถึงความเลวร้ายที่ Odysseus กับพรรคพวกกระทำต่อ Cyclops

 

ชั่วโมงที่ 7 ถึง 9 ของหนัง เป็น Odysseus กับพรรคพวกแล่นเรือไปเรื่อย ๆ เผชิญทั้งแดดร้อนจัด, พายุฝน, ความหิวโหย คนดูจะสัมผัสได้ถึงความหิวโหย, ความเหนื่อยล้า, ความทุกข์ยากของตัวละครเหล่านี้ แล้วคนดูก็อาจจะแอบรู้สึกสมน้ำหน้า

 

5. Ulrike Ottinger

 

ตัวละครชายแท้บนเรือทยอยตายไปทีละคน ทีละคน และแน่นอนว่าในที่สุด Odysseus ก็ไม่รอดชีวิต ลูกเรือของเขามีรอดชีวิตแค่คนเดียว เพราะคนนั้นพอได้ยินเสียงนาง Sirens เขาก็ออกอาการสาวแตก ลุกขึ้นมาเต้น กระโจนลงจากเรือ ไปขึ้นเกาะนาง Sirens แล้วเผยธาตุแท้ความเป็นกะเทย กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนาง Sirens ไป

 

Penelope กับบรรดาสาวใช้วางแผนฆ่า suitors ทุกคนจนตายหมด แล้ว Penelope ก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นราชินีนักรบแห่ง Ithaca

 

6. Takashi Yamazaki

 

หนังเน้นไปที่ฉากการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่าง Cyclops กับ Godzilla, ฉากการต่อสู้ระหว่าง Laestrygonians (giant cannibals) กับ Godzilla และฉากการต่อสู้ระหว่าง Scylla (อสูรหลายหัว) กับ Godzilla เพราะในอดีตนั้น Odysseus เคยช่วยชีวิต Minila เอาไว้ Godzilla เลยอยากตอบแทนบุญคุณ

 

7. Scud

 

หลังจากนักรบหนุ่ม ๆ เหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในช่วงสงครามกรุงทรอยมานาน 10 ปี และต้องออกเดินทางบนเรือไปด้วยกัน ทุกคนก็เลยรู้สึกเงี่ยนมาก และก็เก็บกดความเงี่ยนไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขาก็เลยเริ่มเอากันเอง และตกหลุมรักกันเอง

 

เนื้อเรื่องดำเนินไปถึงฉาก climax เมื่อทุกคนบนเรือร่วมรักกันอย่างเมามันส์

 

หลังจากโชคชะตากลั่นแกล้ง แล่นเรือไปไม่ถึงบ้านสักที พวกเขาก็คิดว่า ไม่เป็นไร ในเมื่อทุกคนบนเรือตกหลุมรักกันเองแล้ว ก็ไม่ต้องกลับบ้านก็ได้ พวกเราไปตั้งต้นชีวิตกันใหม่ ครองรักด้วยกันในดินแดนแห่งใหม่ดีกว่า

 

เรือของ Odysseus แล่นไปเรื่อย ๆ ยังทิศตะวันตกในช่วงอาทิตย์อัสดง ชายหนุ่มหล่อล่ำกลัดมันบนเรือกอดรัดกันด้วยความรักอย่างดูดดื่ม เพลง GO WEST ของ Pet Shop Boys ดังขึ้นในตอนจบ

 

8. Christian Petzold

 

Penelope รำคาญพวก suitors อย่างมาก ๆ เธอก็เลยไปจ้างขอทานคนนึงให้มาปลอมตัวเป็น Odysseus เพราะว่าขอทานคนนั้นหน้าตาคล้าย Odysseus แล้วเธอก็แอบเผยความในใจให้ขอทานคนนั้นฟังว่า จริง ๆ แล้วเธอก็ไม่เคยรัก Odysseus จริง ๆ หรอกนะ แต่เธอเองก็ไม่อยากแต่งงานใหม่ เพราะเธอไม่อยากแบ่งบัลลังก์และราชสมบัติให้ใคร แน่นอนว่าขอทานคนนั้นจริงๆ แล้วก็คือ...

 

9. Pedro Almodovar

 

Penelope แอบมีใจหวั่นไหวให้กับ suitors นิสัยดีบางคน แต่เธอโดน “กรอบความเป็นสตรีที่ดีแบบสมัยโบราณ” ค้ำคออยู่

 

แน่นอนว่า Penelope รับบทโดย Penelope Cruz

 

10. พชร์ อานนท์

 

Penelope รับบทโดยโก๊ะตี๋ เธอบอก suitors ว่า เธอจะแต่งงานใหม่ก็ต่อเมื่อเธอทอผ้าเสร็จ แต่ผ่านมา 10 ปีแล้วเธอก็ทอไม่เสร็จ เพราะว่าเธอทอผ้าไม่เป็น

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, IMAX screen, A+15)

+ THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30)

 

มีการ spoil หนังทั้งสองเรื่องนี้

 

1. ปรากฏว่าพอเราได้ดู THE ODYSSEY แล้วเราก็ชอบน้อยกว่าที่คาดนะ และก็คิดว่าการดู IMAX อาจจะไม่จำเป็นสำหรับเราด้วยในกรณีของหนังเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เสียใจที่ได้ดู IMAX นะ เพราะว่าถ้าหากเราไปดูหนังเรื่องนี้ในจอปกติ แล้วเราชอบแค่ในระดับ A+15 เราก็อาจจะสงสัยไปจนชั่วชีวิตว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอ IMAX แล้วเราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นหรือเปล่า 55555 แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอ IMAX ไปเลย เราก็จะได้ไม่ต้องเผชิญกับ “ความสงสัย” นี้ คือสำหรับเราแล้วการดู IMAX ไม่น่าจะทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น แต่มันช่วยขจัด “ความสงสัย” ในใจเราได้

 

ชอบงานเขียนงานวิจารณ์ของคุณ Ming Panha และคุณ Noel Vera ที่มีต่อหนังเรื่อง THE ODYSSEY มาก ๆ อ่านของคุณ Ming Panha แล้วได้ความรู้เยอะมาก ๆ

 

ชอบประโยคนี้ของคุณ Noel Vera มาก ๆ “I sit through three hours of mid storytelling to be rewarded the visual equivalent of hamburger.

 

2. เราว่า THE ODYSSEY ก็สนุกและดูเพลินดีสำหรับเรา ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า TROY (2004, Wolfgang Petersen) นะ เพราะเราว่า Christopher Nolan เป็นคนทำหนัง “สนุก” และเร้าอารมณ์ผู้ชมได้เก่งน่ะ โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้ดนตรีประกอบในการหล่อเลี้ยงอารมณ์ตื่นเต้นของผู้ชม เนื้อเรื่องของ ODYSSEY ก็ติดตามได้ง่ายกว่า TROY ด้วย

 

และก็ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่ามินิซีรีส์ THE ODYSSEY (1997, Andrei Konchalovsky, 176min) ที่เคยมาฉายทางโทรทัศน์ช่อง 7 ด้วย ซึ่งมินิซีรีส์อันนั้นก็ทำได้ดีประมาณนึง แต่มันอาจจะ “สมจริง” เกินไปจนเราไม่ชอบ 55555 เพราะว่าจุดแข็งของเวอร์ชั่น Nolan ก็คือว่า Matt Damon หล่อกว่า Armand Assante น่ะ

 

คือ Armand Assante เป็นนักแสดงที่ดีมากนะ (โดยเฉพาะตอนที่เขาแสดงเป็นนโปเลียนใน NAPOLEON AND JOSEPHINE: A LOVE STORY) และถ้าหากวัดกันตามจริงแล้ว เขาอาจจะดู “สมจริง” กว่า Matt Damon ก็ได้สำหรับบท Odysseus แต่เราว่า Matt Damon ตรงสเปคเรามากกว่า เพราะฉะนั้นพอเราดู Matt Damon ในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยได้รับ “ความสุขทางเพศ” ไปด้วย ส่วนในเวอร์ชั่นของ Andrei Konchalovsky นั้น เราอาจจะได้ดู Odysseus ที่สมจริงกว่า แต่เราไม่ได้รับความสุขทางเพศจากการดู 55555 ขอยอมรับตามตรงค่ะ (เพราะฉะนั้นเราก็เลยจะไม่มีการด่าใครที่ยอมรับตามตรงว่า ชอบหนังเรื่องไหนน้อยลงนิดนึงเพราะดาราหญิงคนนั้นคนนี้ไม่สวยตรงตามสเปค เพราะเราเองก็มีความลำเอียงตรงนี้เช่นเดียวกัน 55555)

 

3. จุดที่โดนเรามากที่สุดจุดนึงในเวอร์ชั่นนี้ ก็คือความ dilemma ของตัวละคร Odysseus ที่ตรงกับตัวละครพระเอกของ OPPENHEIMER (2023, Christopher Nolan, A+30) เพราะว่าพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องนี้ต่างก็มีส่วนสำคัญในการสร้างอาวุธหรือเครื่องมือที่ใช้ในการเข่นฆ่าประชาชนจำนวนมากเหมือนกัน แต่ทั้งสองไม่ได้ทำไปเพราะความชั่วร้ายอำมหิตในใจ (ไม่ใช่คนประเภทที่มีความสุขในการฆ่าคน) แต่เหมือนสถานการณ์มันพาไปในระดับนึง เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า ตัวละครพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องนี้มันเผชิญกับ dilemma ที่น่าสนใจดีสำหรับเรา และทั้งสองต่างก็เผชิญกับความรู้สึกผิดในจิตใจที่ไม่น่าจะเลือนหายไปได้ง่าย ๆ เพราะว่าคนจำนวนมากต้องเสียชีวิตไปเพราะพวกเขา

 

ที่เราว่ามันน่าสนใจดีสำหรับเรา เพราะว่าถ้าหากตัวเราไปตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับสองคนนั้น เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เราจะเลือกทำอย่างไร เราจะ

 

3.1 เลือกอยู่นิ่งเฉย ปล่อยให้สงครามดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

 

3.2 หรือว่าเราจะเลือกทำแบบตัวละครทั้งสองคนนี้

 

3.3 หรือว่าเราจะเลือกกระทำอัตวินิบาตกรรม

 

3.4 หรือจะเลือกทำสิ่งอื่น ๆ

 

 เราก็เลยรู้สึกว่า dilemma ของตัวละครพระเอกใน THE ODYSSEY กับ OPPENHEIMER มันน่าสนใจสำหรับเรา และเราก็ได้แต่หวังว่า เราจะไม่ต้องเผชิญกับ “สงคราม” และ “ทางเลือกที่ยากลำบาก” แบบนี้ในชีวิตจริงของเรา

 

4. จุดที่เราชอบในระดับปานกลาง ก็คือ choice ของหนัง THE ODYSSEY ในการลดบทบาทของเทพเจ้าลงไปจนเกือบหมด คือในหนังเรื่องนี้มันยังมีสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่บ้าง อย่างเช่น ยักษ์ตาเดียว, เวทมนตร์ของ Circe, อสูร Scylla, โลกของคนตาย แต่เทพเจ้าในหนังไม่ปรากฏตัวให้เห็นเลย ตัวละครในหนังพูดถึง Zeus และ Poseidon แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาอาจจะแค่เผชิญกับ “ธรรมชาติ” ของท้องฟ้าและท้องทะเล

 

ส่วน Athena นั้นก็น่าจะเป็นเพื่อนในจินตนาการของ Odysseus ที่เกิดมาจากความรู้สึกผิดที่ Odysseus เห็นหญิงชาวทรอยคนนึงถูกบั่นคอกลางวิหารของเทพเจ้า

 

ที่เราบอกว่า “ชอบในระดับปานกลาง” เพราะเรารู้สึกว่า เราไม่ได้โดนใจอะไรกับสิ่งนี้เป็นการส่วนตัวน่ะ แต่เรามองว่า การที่หนังเลือก choice แบบนี้มันส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีจุดเด่นเฉพาะตัวที่น่าจดจำ คือเวลาที่เรานึกถึง ODYSSEY เวอร์ชั่นของ Nolan หนึ่งในสิ่งแรกที่เราจะนึกถึง ก็คือ Zendaya ในบท “เพื่อนในจินตนาการ” ที่เกิดจาก trauma ของ Odysseus

 

และเราก็ไม่แน่ใจด้วยว่า ถ้าหากหนังเลือกไปในอีกทางนึง คือทำเป็นหนังเทพเจ้าตบตีกันอย่างรุนแรงไปเลย หนังเรื่องนี้มันอาจจะ “สนุกยิ่งขึ้น” สำหรับเราก็ได้ 55555

 

5. อีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบในระดับปานกลาง ก็คือการที่โนแลนเลือกให้หนังเรื่องนี้สามารถใช้สะท้อนประเด็นการเมืองโลกในยุคปัจจุบันได้ ทั้งเรื่องของวิธีการต้อนรับผู้อพยพ, การอ้างความชอบธรรมแบบผิด ๆ ในการก่อสงคราม และเรื่องของความเสียหายจากสงคราม

 

ซึ่งเราว่าการที่หนังเลือกมาในแนวทางนี้ ทำให้หนังเรื่องนี้มี “จุดเด่นที่น่าจดจำ” เพียงแต่ว่าเราเองก็อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรรุนแรงกับเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว

 

6. พอหนังเรื่องนี้เลือกใช้ Matt Damon มารับบทนำ เราก็เลยนึกไปถึง GREEN ZONE (2010, Paul Greengrass) โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะฉะนั้นพอเราเอา GREEN ZONE กับ THE ODYSSEY มาต่อกัน เราก็จะได้หนังในจินตนาการเรื่องใหม่ เป็นหนังที่พูดถึง ทหารอเมริกันที่ถูกส่งไปรบในตะวันออกกลางด้วยเหตุผลที่ผิด ๆ เขากลายเป็นฟันเฟืองของสงคราม เขาเห็นการฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ในตะวันออกกลาง เห็นการฆ่าหญิงผู้บริสุทธิ์ (Zendaya) จนเขาหลอน กลายเป็น “ทหารผ่านศึก” ที่เผชิญกับ PTSD จนต้องไปรักษาสภาพจิตในโรงพยาบาลนาน 7 ปี (โรงพยาบาล Calypso)  และไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตครอบครัวแบบเดิมได้หรือไม่

 

เพราะฉะนั้นในแง่นึง GREEN ZONE + THE ODYSSEY ก็เลยอาจจะเหมาะฉายควบกับ THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE FRIENDS ก็นำเสนอตัวละครพระเอกที่คล้ายกับในย่อหน้าข้างต้น

 

พระเอกของ THE FRIENDS เป็นหนุ่มญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขามีภรรยาที่แสนดี แต่พอเขาถูกเกณฑ์ไปรบในสงคราม เขาก็เผชิญกับความเลวร้าย มีอยู่ครั้งนึงที่เขากับเพื่อน ๆ ทหารญี่ปุ่นอดอยากหิวโหยอยู่ในป่าฟิลิปปินส์เป็นเวลานาน พวกเขาเดินทางรอนแรมอยู่ในป่าจนไปเจอบ้านของชาวบ้านหลังนึง พวกเขาก็เลยจะเข้าไปหาอาหารกินในบ้านหลังนั้น แล้วพวกเขาก็อ้างว่าพวกเขาจำเป็นต้องฆ่าทุกคนในบ้านหลังนั้น ซึ่งรวมถึงเด็กเล็กด้วย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านในบ้านหลังนั้นไปบอกทหารฝ่ายศัตรู หญิงสาวคนนึงในบ้านหลังนั้นวิ่งหนีเตลิดเข้าไปในป่า พระเอก (Rentaro Mikuni) ก็เลยวิ่งตามหญิงคนนั้นไป เขาเห็นเส้นผมยาวของหญิงคนนั้นไหวกระทบแผ่นหลังของหญิงคนนั้นขณะที่เธอวิ่งหนีเตลิดไปเรื่อย ๆ และในที่สุดพระเอกก็วิ่งตามไปสังหารหญิงชาวบ้านคนนั้นได้ และในตอนนั้นเขาถึงค้นพบว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ท้องโตอยู่ด้วย หญิงคนนั้นไม่ได้วิ่งหนีเพียงเพื่อเอาชีวิตของตัวเองให้รอดเท่านั้น แต่เธอพยายามปกป้องชีวิตของลูกน้อยในครรภ์ของเธอด้วย

 

พระเอกรอดชีวิตมาได้จากสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เราเข้าใจว่าบาปผิดในจิตใจส่งผลให้เขารู้สึกว่า เขาไม่สมควรจะได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัวของตัวเองอีก เขาก็เลยไม่กลับไปหาเมียผู้แสนดีของเขาอีก และเขาก็เลยใช้ชีวิตอย่างเป็นโสดอยู่ตามลำพังตั้งแต่สิ้นสุดสงครามในปี 1945 จนมาถึงยุคปัจจุบันของหนังเรื่องนี้ที่น่าจะเป็นช่วงต้นทศวรรษ 1990 หรือเท่ากับว่าเขา exile ตัวเองออกจากครอบครัวและภรรยาของเขามาเป็นเวลานานกว่า 40 ปี

 

พอเขามีชีวิตย่างเข้าสู่วัยชรา เขาก็ได้ผูกมิตรกับเด็กชาย 3 คนโดยบังเอิญ เด็กชาย 3 คนนี้ก็เลยพยายามตามหาเมียเก่าของเขา

 

ฉากที่เมียเก่าของเขา (Chikage Awashima) ได้เจอหน้าสามีเก่าของเธอ หลังจากพลัดพรากจากกันมานานกว่า 40 ปี ถือเป็น one of my most favorite scenes of all time เลย คิดถึงฉากนี้ทีไร เราก็ร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมาก ๆ ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไปจริง ๆ สำหรับฉากนี้

 

เพราะฉะนั้นในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า นี่แหละ THE ODYSSEY นี่เหมาะฉายควบกับ THE FRIENDS มาก ๆ เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องพูดถึงพิษภัยของสงครามเหมือน ๆ กัน พระเอกของ THE ODYSSEY ก็เป็นทหารผ่านศึกเหมือนกัน รู้สึกผิดบาปกับการฆ่าคนในสงครามเหมือน ๆ กัน และความรู้สึกผิดนั้นก็กัดกร่อนจิตใจเขาอย่างรุนแรงมาก ๆ จนเป็น PTSD เหมือนกัน และพระเอกของหนังทั้งสองเรื่องนี้ก็พลัดพรากจากเมียรักเป็นเวลานานด้วย โดย Odysseus นั้นพลัดพรากจาก Penelope เป็นเวลานาน 20 ปี (สิบปีในสงครามกรุงทรอย และอีกสิบปีตอนเดินทางล่องเรือกลับบ้าน) ส่วนพระเอกของ THE FRIENDS นั้นพลัดพรากจากเมียรักเป็นเวลานานกว่า 40 ปี แต่เป็นการพลัดพรากที่เกิดจาก “ความรู้สึกผิดบาป” ในใจของเขาเอง ไม่ได้เกิดจากนาง Circe, Calypso, สัตว์ยักษ์อะไรใด ๆ

 

แน่นอนว่า เราชอบ THE FRIENDS มากกว่า ODYSSEY อย่างเทียบกันไม่ติด คือเราชอบมาก ๆ ที่ Christopher Nolan พยายามทำตัวละคร Odysseus ให้ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น และเป็นตัวละครที่ relate กับปัญหาการเมืองในยุคปัจจุบันได้ด้วย คือเราว่าความพยายามนี้ของ Nolan เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่เราว่า “การทำให้ตัวละครมีความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง” ไม่ใช่จุดแข็งของ Nolan น่ะ เขาไม่ใช่คนที่เก่งหรือถนัดจริง ๆ ในด้านนี้ และยิ่งถ้าหากเอา THE ODYSSEY กับ THE FRIENDS มาฉายเทียบกัน เราก็จะเห็นสิ่งนี้ได้ชัดมาก ๆ

 

7. พอเราดู THE ODYSSEY เราก็พบว่า เราชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของโนแลน และเราก็เลยค้นพบว่า จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ชื่นชอบ “สไตล์การกำกับ” ของโนแลนมากเป็นพิเศษน่ะ เพราะว่าสิ่งที่เราชอบมาก ๆ ในหนังหลาย ๆ เรื่องของเขา คือ “ไอเดียปัง ๆ ทางเนื้อเรื่อง” ของเขามากกว่า และสิ่งนี้ขาดหายไปใน THE ODYSSEY เพราะว่าเรารู้โครงเรื่องของ THE ODYSSEY ดีอยู่แล้วก่อนที่จะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะเราเคยอ่านเรื่องพวกนี้จากนิตยสารต่วยตูน พิเศษ, เคยเรียนวิชา Mythology และก็เคยดูมินิซีรีส์ของ Andrei Konchalovsky มาแล้ว และเราก็พบว่า choice ของโนแลนในการสร้างหนังเรื่องนี้ ด้วยการลดทอนบทบาทของเทพเจ้าลงจนเกือบหมด, ทำให้หนัง relate กับการเมืองในยุคปัจจุบัน และความกล้าหาญในการ casting นักแสดงแบบแหวกขนบ ถือเป็นอะไรที่เราชื่นชม แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรรุนแรงกับสิ่งเหล่านี้มากนัก

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยอาจจะสนุกกับหนังเรื่องนี้มากพอสมควร แต่ไม่ได้รู้สึกสนุกมากเท่ากับหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของโนแลน เพราะว่าหนังเรื่องนี้มันไม่ได้มีไอเดียปัง ๆ ทางเนื้อเรื่อง, มันเล่าเรื่องที่เรารู้เนื้อเรื่องดีอยู่แล้ว, มันไม่ได้เล่าเรื่องที่เราสนใจ และมันไม่ได้เล่าเรื่องที่เรารู้สึกอินด้วยมากนัก

 

ถ้าหากให้เรียงลำดับหนังของโนแลนที่เราเคยดู โดยเรียงตามลำดับความชอบ ก็อาจจะได้ดังนี้

 

7.1 MEMENTO (2000)

 

ไอเดียเรื่องการเล่าย้อนหลังเป็นอะไรที่ปังมากสำหรับเรา และเราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่มันเข้าโรงฉายในไทยเมื่อราว 25 ปีก่อน เราก็เลยรู้สึกว้าวกับไอเดียของหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่ถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่อง HAPPY END (1967, Oldřich Lipský, Czechoslovakia, A+30) ก่อนหน้าที่จะได้ดู MEMENTO เราก็คงชอบ MEMENTO น้อยลงนิดนึง เพราะว่า HAPPY END ก็เล่าเรื่องย้อนหลังเหมือนกัน แต่มันทำมาก่อน MEMENTO ถึง 33 ปี

 

7.2 INTERSTELLAR (2014)

 

ชอบการที่ตัวละครพลัดพรากจากกันเป็นเวลานาน และเราชอบเรื่องเวลาที่ไม่เท่ากันในแต่ละดวงดาวมาก ๆ เราว่าไอเดียนี้มันปังมาก ๆ และมันทำให้นึกถึงความเชื่อทางพุทธศาสนาโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย ที่ว่า

 

สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 50 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 100 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นยามา: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 200 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นดุสิต: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 400 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นนิมมานรดี: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 800 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 1,600 ปีในโลกมนุษย์

 

7.3 INCEPTION (2010)

 

ไอเดียของหนังเรื่องนี้ปังมาก ๆ สำหรับเรา ชอบการสร้างโลกของความฝันในหนังเรื่องนี้มาก ๆ และเราก็มักจะ “รู้ตัว” ว่าตัวเองอยู่ในความฝันหลายครั้งด้วย เราก็เลยอินกับหนังเรื่องนี้มากเป็นพิเศษในจุดนี้

 

แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ INCEPTION ในความเห็นของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ Christopher Nolan ไม่ได้ตั้งใจเลยแม้แต่น้อย ก็คือการที่ INCEPTION น่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับ one of my most favorite Thai films of all time และหนังไทยเรื่องนั้นก็คือ “อย่างน้อย/อย่างกลาง/อย่างมาก” (2011, Tritos Termarbsri, 90min)

 

7.4 OPPENHEIMER (2023)

เราชอบที่เขาหยิบเอาเรื่องของบุคคลคนนี้ขึ้นมาเล่า

 

7.5 THE DARK KNIGHT (2008)

 

เป็นหนึ่งในหนัง superhero เรื่องแรก ๆ ที่เข้าทางเรา เพราะมันสร้างตัวละครผู้ร้ายที่ทำให้เรารู้สึกกลัวมาก ๆ ได้ เหมือนผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้มันลงลึกถึงความดำมืดในจิตใจมนุษย์ได้มากกว่าผู้ร้ายในหนัง superheroes เรื่องก่อน ๆ หน้านี้ที่เราเคยดูมา

 

7.6 TENET (2020)

ไอเดียเรื่องเวลาถอยหลังเป็นอะไรที่ปังมาก

 

7.7 FOLLOWING (1998, UK)

 

หนังยาวเรื่องแรกของเขาก็แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจในการเขียนบทภาพยนตร์ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน และความหลงใหลในตัวละครเลว ๆ ฉลาด ๆ เราว่าหนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับหนังอีก 2 เรื่องที่ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งก็คือ THE GAME (1997, David Fincher) และ THE LONGEST NITE (1997, Yau Tat-chi, Johnnie To, Hong Kong) เพราะว่าหนังทั้ง 3 เรื่องเป็น crime film/film noir/thriller ที่มีบทภาพยนตร์ที่สุดตีนมาก ๆ ในด้านการหักเหลี่ยมเฉือนคม, ซับซ้อนซ่อนเงื่อน, พลิกไปพลิกมาเหมือนกัน

 

เราชอบ THE LONGEST NITE มากที่สุดใน 3 เรื่องนี้ เราว่า THE LONGEST NITE นี่น่าจะเป็น one of my most favorite screenplays of all time ได้เลย ส่วน FOLLOWING นั้นเราก็รู้สึกว่ามันน่าศึกษามาก ๆ ในแง่บทภาพยนตร์แนว film noir

 

7.8 DUNKIRK (2017)

 

7.9 DOODLEBUG (1997, UK, 3min)

เหมือนเป็นหนังขายไอเดียปัง ๆ ซึ่งเราถือว่าเป็นจุดแข็งของ Nolan อยู่แล้ว

 

7.10 THE PRESTIGE (2006)

 

7.11 THE ODYSSEY (2026)

 

7.12 BATMAN BEGINS (2005)

 

7.13 INSOMNIA (2002)

เราว่าหนังเรื่องนี้มีปัญหาคล้าย ๆ THE ODYSSEY เพราะว่า INSOMNIA มันรีเมคมาจากหนังนอร์เวย์ มันก็เลยเหมือนไม่ได้มี “ไอเดียด้านเนื้อเรื่องที่ปัง ๆ” มาจากตัว Nolan เอง

 

7.14 THE DARK KNIGHT RISES (2012)

 

8. ขอเสริมนิดนึงว่า พอเห็นตัวละคร Circe ใน THE ODYSSEY เราก็แอบคิดว่า เธอเหมือนจะเป็นบรรพบุรุษของนางเอก MORTE CUCINA ครัวสาว (2025, Pen-ek Ratanaruang, A+30) 55555

 

9.  ถ้าหากถามว่า หนังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานกรีกเรื่องไหนที่เราชอบมากที่สุด คำตอบก็คือ ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary) เพราะถึงแม้ ELECTRA, MY LOVE จะเล่าเรื่องของตัวละคร Electra ที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว (Electra เป็นบุตรีของ Agamemnon กับ Clytemnestra) แต่ Miklós Jancsó เป็นผู้กำกับระดับปรมาจารย์ตัวจริงของจริงน่ะ เขาสามารถดัดแปลงตำนานกรีกยุคโบราณให้กลายเป็น “หนังการเมือง” ที่เราดูแล้วรู้สึกเดือดพล่านและอินด้วยมาก ๆ ได้ เขาสามารถสร้างฉากต่าง ๆ ที่ดูแล้วรู้สึกว่ามันงดงามตระการตาและทรงพลังสุด ๆ ได้ การเคลื่อนกล้องและการจัดวางนักแสดงในแต่ละฉากในหนังของเขานี่ต้องกราบตีนของจริง เขาสามารถสร้างบทพูดของตัวละครที่กลายเป็นบทพูดระดับคลาสสิคได้ และเราชอบที่เขาไม่อินังขังขอบกับความสมจริงอะไรใด ๆ ด้วย เพราะหนังเรื่องนี้บอกไม่ได้ว่าเกิดในยุคสมัยใดบนโลกนี้ เพราะถึงแม้ตัวละครจะแต่งตัวแบบยุคโบราณ แต่ก็มีเฮลิคอปเตอร์มาเข้าฉากในหนังด้วย เราชอบการ create โลกทางภาพยนตร์แบบไม่ต้องแคร์อะไรแบบนี้มาก ๆ

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากใครดู THE ODYSSEY แล้ว เราก็ขอแนะนำให้ดู ELECTRA, MY LOVE ด้วยนะคะ เพราะเนื้อหาของหนังสองเรื่องนี้มันเชื่อมโยงกันค่ะ เพราะหนังทั้งสองเรื่องพูดถึง Agamemnon + Clytemnestra เหมือนๆ กัน

 

ขอจบด้วยตัวอย่าง “บทพูด” ของตัวละครใน ELECTRA, MY LOVE เพื่อแสดงให้เห็นว่า หนังที่สร้างจากตำนานกรีกแบบหนังของ Miklós Jancsó นี่แหละ คือหนังที่เข้าทางเราสุด ๆ ของจริง

 

9.1 " I, Electra, am speaking

Truth speaks and the law

Cursed be every tyrant

And blessed be every man who resists tyranny

Blessed be every man whom a tyrant destroys

 

I, Electra, who doesn't forget

While one person lives who doesn't forget

No one can forget

You have no power over me

Because Electra tortured is Electra

Electra dead is Electra

 

You have no power over me

Because I am justice

Though I know I can't kill you,

I wait and don't forget

Every man you killed lives on in me

 

9.2 “Once upon a time there lived in the faraway orient a wonderful bird. Brighter than the sun, more dazzling than the rainbow, lovelier than a jewel, for it was born of man's eternal dreams. Its father was liberty, its mother happiness. Wherever the bird flew, the heavy clouds parted, the sun shone, rainbows glistened in the sky, suffering abated, the oppressed stood tall, the weary gained strength, the poor grew angry. On it flew, westward, and people's faith grew stronger. Their strength increased.

 

And once landowners and factory workers cease to be, and there is neither bourgeois nor proletarian, rich or poor, oppressor or oppressed. Once there is not too much food for some, and not enough for others, when all may partake equally on the basket of plenty, when all shall sit as equals at justice's table, when the spirit shall shine in every window, then, and only then shall man live a life worthy of him, one of liberty, joy, peace. Yet the firebird shall still fly here above us, and still perish every day, to be reborn even more wondrous the day after. Blessed be your name,

 

REVOLUTION."

 

++++

 

เกือบลืมไปแล้วว่า Shizuka Kudo เคยเป็นสมาชิกวงสามสาววงนี้ด้วย วง Ushirokami Hikaretai (1987-1988) ส่วนสมาชิกอีกสองคนในวงคือ Akiko Ikuina และ Makiko Saito

https://www.youtube.com/watch?v=7878-4z_mgI

 

 

 

Sunday, July 26, 2026

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written by Grok AI)

 

ฉันรักเขา Spencer Oliver นักมวยในภาพยนตร์เรื่อง NOBLE ART (2003, Pascal Deux, France, documentary, A+30)

 

ภาพไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

3. OUR NEIGHBOR (1963, Li Hsing, Taiwan)

 

หนึ่งในหนังกลุ่ม healthy realism ของไต้หวันที่ดีงามมาก ๆ เหมือนหนังเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลมาจากหนังกลุ่ม Neorealist ของอิตาลีด้วย

 

เหมาะฉายควบกับ FOLKS UPSTAIRS (1926, Gerhard Lamprecht, Germany, 119min) มาก ๆ เพราะหนังทั้งสองเรื่องพูดถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน” เหมือนกัน และหนังทั้งสองเรื่องมีความ humanist มาก ๆ เหมือนกัน

+++

 

RIP CHUCK RUSSELL (1958-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับเพียงแค่ 6 เรื่อง โดยหนังของเขาที่เราเคยดูก็มีเรื่อง

 

1. A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS (1987)

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก Patricia Arquette, Laurence Fishburne และ Jennifer Rubin ร่วมแสดงในภาคนี้ด้วยนะ

 

เราชอบตัวละครของ Jennifer Rubin ในภาคนี้มาก ๆ เหมือนเธอมีวิทยายุทธ (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) ดูแล้วนึกถึงตัวละคร “สาววิทยายุทธ” ใน HOUSE (1977, Nobuhiko Obayashi, Japan)

 

2. THE BLOB (1988)

 

3. THE MASK (1994)

 

4. ERASER (1996)

 

5. THE SCORPION KING (2002)

 

6. JUNGLEE (2019, India, A+25)

 

สรุปว่า เราชอบ  A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS มากที่สุดในบรรดา 6 เรื่องนี้ ส่วน JUNGLEE เราก็ชอบมาก ในขณะที่ THE BLOB กับ ERASER นั้น จัดอยู่ในระดับพอดูได้ ส่วนหนังเรื่อง THE MASK กับ THE SCORPION KING นี่จัดอยู่ในกลุ่มหนังที่เราเกลียด

 

ภาพจาก A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS และ JUNGLEE

+++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

GIRL (2025, Shu Qi, Taiwan, A+30)

GIRL (2018, Lukas Dhont, Netherlands, A+30)

GIRL (2002, Dorothée Van Den Berghe, Belgium, A+30)

 

1. เราได้ดูหนังเรื่อง GIRL มาแล้ว 3 เรื่อง ทั้งของไต้หวัน, เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ ปรากฏว่าเราชอบสุดขีดทั้ง 3 เรื่องเลย ตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากที่สุด เราว่าทั้งสามเรื่องมีการกำกับที่ดีมาก ๆ และเหมือนทั้ง 3 เรื่องมันดีงามมาก ๆ ในแบบที่แตกต่างกันไป

 

2. GIRL (2018, Lukas Dhont, Netherlands, A+30) อาจจะโดดเด่นมากที่สุดในบรรดา 3 เรื่องนี้ เพราะมันเล่าเรื่องของกะเทยสาวแสนสวย ปัญหาเรื่อง gender ของเธอทำให้หนังเรื่องนี้มีความโดดเด่นมาก ๆ แต่เราอาจจะไม่ได้อินกับหนังเรื่องนี้มากนัก เพราะเราว่าตัวละครของเธอเรียบร้อยเกินไปจนเราแอบรำคาญตรงจุดนี้ 555

 

3. GIRL ของ Shu Qi ก็ดีงามมาก ๆ ชอบที่มันเหมือนเล่าชีวิตคนจริง ๆ ที่ต้องรับมือกับปัญหาต่าง ๆ และสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต โดยไม่ต้องมีบทเรียนอะไรชัดเจน คือเรารู้สึกว่าตัวละครต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ exist เพราะมันเหมือนเป็นคนจริง ๆ ที่ดำรงอยู่เพื่อชีวิตของตัวมันเองน่ะ ตัวละครในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่า มัน exist เพียงเพื่อเป็น function ทางบทภาพยนตร์และนำไปสู่บทสรุปอะไรบางอย่าง

 

3. GIRL ของเบลเยียมก็ดีงามสุดขีด จุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือมันเล่าทั้งเรื่องราวชีวิตของเด็กสาว, แม่ และยาย แต่ตัวแม่ในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เผชิญปัญหาชีวิตรุนแรงมากเท่ากับแม่ใน GIRL ของซูฉี

 

จุดนึงที่เราชอบใน GIRL ของเบลเยียมมาก ๆ ก็คือเด็กสาวนางเอกของหนังเรื่องนี้ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่สวย หนุ่ม ๆ ไม่มาสนใจเธอ เหมือนเธอคง want หนุ่ม ๆ แต่หนุ่ม ๆ ไม่ยอมเอาเธอ (ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

เราก็เลยอินกับ GIRL ของเบลเยียมอย่างรุนแรงที่สุดตรงจุดนี้ เพราะว่าตัวละครนางเอกใน GIRL ของ Shu Qi และ GIRL ของ Lukas Dhont ก็ยังคงดูเหมือนได้รับความสนใจจากหนุ่ม ๆ อยู่บ้าง ซึ่งเรามักจะไม่อินกับตัวละคร “สาวสวย” อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น GIRL ของเบลเยียมก็เลยมีจุดแข็งเหนือหนังเรื่องอื่น ๆ ตรงจุดนี้

 

4. ส่วนของไทยก็มีหนังเรื่อง “เด็กสาว” (2013, ฟ้า พูลวรลักษณ์) นะ แต่หนังเรื่องนี้ใช้ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่า BLOOM ซึ่งตัวเราก็ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ แต่เราเคยซื้อดีวีดีหนังเรื่องนี้เก็บเอาไว้

++++

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written and illustrated by Grok AI)

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid035vBvfhoNVRKiNmAMDU2rChbkWq2zi8vxE77BNbX12Zs4oE5jYw8TtVzhJUeQf8nPl

 

In a world where the divine realms of ancient India and Greece bleed into each other through a cosmic rift opened by rival gods (Vishnu and Zeus, each seeking to humble the other’s pantheon), two legendary abductions cross paths and ignite an epic war that spans oceans, empires, and destinies.

 

Act I: The Crossed Thefts

 

Paris of Troy, guided by Aphrodite’s promise of the world’s most beautiful woman, sails not to Sparta but through the rift to the forests of Panchavati. There he finds Sita, wife of the exiled prince Rama. Enchanted by her grace and convinced she is the true prize Aphrodite intended, Paris abducts her and returns to Troy, believing he has claimed an Eastern goddess.

 

At the same moment, Ravana of Lanka, seeking a consort worthy of his ten heads and vast power, learns of Helen of Sparta through the same rift. Viewing her as a living embodiment of desire greater even than Sita, Ravana descends upon Sparta in his Pushpaka Vimana, defeats Menelaus’s guards in a whirlwind of sorcery and strength, and carries Helen away to Lanka.

 

When Rama discovers Sita missing, he finds only Paris’s Trojan arrow and a scrap of Greek fabric. Across the seas, Menelaus learns Helen has been taken not by a Trojan prince but by a multi-headed rakshasa king. Both wronged husbands swear vengeance—but against the wrong civilizations.

 

Act II: Alliances of Fury

 

Rama, Lakshmana, and Hanuman gather the vanara army, yet their path leads not to Lanka but across the rift to the shores of Asia Minor. Meanwhile, Agamemnon assembles the Greek fleet—Achilles, Odysseus, Ajax, and the rest—not for Troy, but for the golden island of Lanka.

 

The two armies collide in confusion on neutral ground. Rama and Achilles nearly come to blows before realizing their true enemies have stolen each other’s queens. A fragile alliance forms: the disciplined dharma of Rama’s forces joins the fierce glory-seeking of the Greeks. Hanuman and Odysseus become unlikely strategists; Lakshmana and Patroclus spar as brothers-in-arms; Bhima’s raw power finds its match in Ajax.

 

In Lanka, Helen refuses to yield to Ravana, matching his intellect with Spartan steel and quiet defiance. In Troy, Sita maintains her purity and dignity, her unwavering devotion to Rama unsettling even the Trojan court. Paris grows increasingly desperate as he realizes Sita will never accept him; Ravana grows obsessed, seeing in Helen a prize that might finally silence the curse hanging over his line.

 

The gods intervene and interfere. Indra and Athena trade barbs and favors. Surpanakha and Cassandra exchange prophecies of doom. The rift widens, threatening to merge the worlds permanently.

 

Act III: Twin Sieges

 

The allied armies split. Rama, Achilles, and a mixed force of vanaras and Myrmidons lay siege to Troy to free Sita. Simultaneously, Agamemnon, Lakshmana, Odysseus, and Hanuman assault Lanka to reclaim Helen.

 

In Troy, the wooden-horse stratagem is reborn as a giant mechanical vanara engineered by Nala and Odysseus. Paris falls in single combat not to Menelaus, but to Rama, who grants him a warrior’s death after hearing his misguided passion. Sita is rescued, her trial by fire witnessed by both Greek and Indian gods.

 

In Lanka, the battle rages across bridges of floating stone and flaming arrows. Ravana’s brothers fall one by one. The final duel pits Ravana against a combined front: Achilles’ speed and spear against Ravana’s many arms, while Hanuman and Odysseus dismantle the city’s defenses from within. Helen herself turns the tide by freeing imprisoned Greek and vanara captives, proving she is no passive prize.

 

Ravana is defeated, but not before he curses the alliance: the two worlds will never fully separate again. Helen is restored to Menelaus, yet she carries knowledge of Lanka’s libraries that will reshape Greek thought. Sita returns to Rama, her ordeal having forged an unbreakable bond between the two cultures.

 

Epilogue

 

The rift slowly closes, but not before merchants, poets, and warriors carry stories both ways. The Ramayana gains verses of Trojan courage; the Iliad remembers a monkey-god who leapt the walls of Troy. Rama and Helen exchange a single, respectful glance across the battlefield of the gods—two figures who were never meant to meet, yet whose abductions rewrote both epics.

 

The novel explores dharma versus kleos (glory), the agency of the “stolen” women, the cost of divine games, and the strange kinship between honor-bound warriors from distant lands. It is a tale of crossed destinies, where the greatest kidnappings in myth collide—and force two ages of heroes to become one.

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written and illustrated by Grok AI)

 

ยอมรับเลยว่า Grok AI ทำให้กูเสพติดจริง ๆ คือจนถึงตอนนี้เรายังไม่มีเวลาไปดูหนังเรื่อง THE ODYSSEUS ของ Christopher Nolan แต่พอดีวันนี้เรามีเวลาว่างนิดนึง เราเลยทดลองให้ Grok AI แต่งพล็อตเรื่อง HELEN OF LANKA, SITA OF TROY และนี่คือผลงานการแต่งของ Grok AI โดยภาพประกอบก็วาดโดย Grok AI

 

สิ่งที่แอบฮาคือมีตัวละคร ภีมะ จาก มหาภารตะ โผล่เข้ามาในเรื่องนี้ด้วย ไม่รู้อีนัง Grok AI ใส่เข้ามาได้ยังไง 55555

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY

 

ในโลกที่อาณาจักรเทพเจ้าแห่งอินเดียโบราณและกรีกโบราณเชื่อมต่อกันผ่านรอยแยกจักรวาล ที่เกิดจากเทพเจ้าคู่แข่ง (พระวิษณุและซุส) พยายามลดทอนอำนาจของฝ่ายตรงข้าม การลักพาตัวในตำนานสองเรื่องจึงพัวพันกัน และจุดชนวนสงครามมหากาพย์ที่แผ่ขยายไปทั่วทะเล อาณาจักร และชะตากรรม

 

ภาคที่ 1: การลักพาที่ไขว้กัน

 

ปารีสแห่งทรอย ได้รับคำสัญญาจากอะโฟรไดท์ว่าจะได้หญิงงามที่สุดในโลก เขาจึงแล่นเรือไม่ใช่ไปสปาร์ตา แต่ผ่านรอยแยกไปยังป่าปัญจวัฏติ ที่นั่นเขาพบนางสีดา ภรรยาของเจ้าชายรามผู้ถูกเนรเทศ หลงใหลในความสง่างามของนางและเชื่อว่านางคือรางวัลที่แท้จริงที่อะโฟรไดท์ตั้งใจให้ ปารีสจึงลักพานางสีดากลับไปทรอย โดยคิดว่าตนได้ครอบครองเทพีจากตะวันออก

 

ในเวลาเดียวกัน ทศกัณฐ์ราวณะแห่งลงกา ผู้แสวงหาชายาที่คู่ควรกับสิบเศียรและอำนาจอันมหาศาล ได้รับรู้เรื่องเฮเลนแห่งสปาร์ตาผ่านรอยแยกเดียวกัน มองนางเป็นตัวตนแห่งความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่กว่าแม้แต่สีดา ทศกัณฐ์ราวณะจึงลงมาที่สปาร์ตาด้วยยานบุษบก เอาชนะทหารองครักษ์ของเมเนเลอัสด้วยเวทมนตร์และพละกำลัง แล้วพาเฮเลนกลับไปลงกา

 

เมื่อรามค้นพบว่าสีดาหายไป เขาพบเพียงลูกธนูของชาวทรอยและเศษผ้ากรีก ในขณะที่เมเนเลอัสทราบว่าเฮเลนถูกพาตัวไปไม่ใช่โดยเจ้าชายทรอย แต่โดยราชาอสูรสิบเศียร สามีทั้งสองที่ถูกกระทำผิดสาบานว่าจะแก้แค้น—แต่กลับมุ่งไปยังอารยธรรมที่ผิดฝั่ง

 

ภาคที่ 2: พันธมิตรแห่งความโกรธแค้น

 

ราม ลักษมณ และหนุมานรวบรวมกองทัพวานร แต่เส้นทางของพวกเขาไม่ได้มุ่งไปลงกา หากแต่ข้ามรอยแยกไปยังชายฝั่งเอเชียไมเนอร์ ในขณะเดียวกัน อะกาเมมนอนรวบรวมกองเรือกรีก—อะคิลลีส โอดิสซีอุส อาแจ็กซ์ และคนอื่นๆ—ไม่ใช่เพื่อทรอย แต่เพื่อเกาะทองคำแห่งลงกา

 

กองทัพทั้งสองปะทะกันอย่างสับสนบนดินแดนที่เป็นกลาง รามกับอะคิลลีสเกือบจะฆ่ากันก่อนจะตระหนักว่าศัตรูตัวจริงได้ขโมยราชินีของกันและกัน พันธมิตรที่เปราะบางจึงก่อตัวขึ้น: ธรรมะอันเคร่งครัดของกองทัพรามผสานกับจิตวิญญาณแห่งเกียรติยศของชาวกรีก หนุมานกับโอดิสซีอุสกลายเป็นนักวางแผนที่ไม่น่าเป็นไปได้ ลักษมณกับพาโทรคลัสฝึกฝนราวกับพี่น้อง ภีมะกับอาแจ็กซ์พบคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ

 

ในลงกา เฮเลนไม่ยอมจำนนต่อทศกัณฐ์ราวณะ เธอใช้สติปัญญาแบบสปาร์ตาและความท้าทายอันเงียบสงบต่อสู้กับเขา ในทรอย สีดารักษาความบริสุทธิ์และศักดิ์ศรี ความจงรักภักดีอันแน่วแน่ต่อรามทำให้แม้แต่ราชสำนักทรอยต้องสั่นสะท้าน ปารีสยิ่งสิ้นหวังเมื่อตระหนักว่าสีดาจะไม่มีวันยอมรับเขา ทศกัณฐ์ราวณะยิ่งหมกมุ่น มองเฮเลนเป็นรางวัลที่อาจทำให้คำสาปในสายเลือดของเขาเงียบสงบลงได้ในที่สุด

 

เทพเจ้าทั้งสองฝ่ายเข้าแทรกแซงและแทรกซ้อน อินทร์กับอะธีนาแลกเปลี่ยนคำเสียดสีและพรสุรปนักขากับแคสแซนดราแลกเปลี่ยนคำทำนายแห่งหายนะ รอยแยกขยายตัวกว้างขึ้น คุกคามที่จะรวมโลกทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างถาวร

 

ภาคที่ 3: การล้อมเมืองคู่ขนาน

 

กองทัพพันธมิตรแบ่งกำลัง ราม อะคิลลีส และกองกำลังผสมวานรกับเมอร์มิดอนล้อมทรอยเพื่อปลดปล่อยสีดา ในเวลาเดียวกัน อะกาเมมนอน ลักษมณ โอดิสซีอุส และหนุมานบุกโจมตีลงกาเพื่อทวงคืนเฮเลน

 

ในทรอย กลยุทธ์ม้าไม้ถูกสร้างใหม่เป็นวานรกลขนาดมหึมา ที่นละและโอดิสซีอุสร่วมกันออกแบบ ปารีสล้มลงในการต่อสู้ตัวต่อตัวไม่ใช่กับเมเนเลอัส แต่กับราม ผู้มอบความตายอย่างนักรบให้หลังจากได้ยินความหลงใหลที่ผิดพลาดของเขา สีดาได้รับการช่วยเหลือ การพิสูจน์ด้วยไฟของนางถูกเทพเจ้าทั้งกรีกและอินเดียเป็นพยาน

 

ในลงกา การรบดุเดือดบนสะพานหินลอยและลูกศรเพลิง พี่น้องของทศกัณฐ์ราวณะล้มลงทีละคน การดวลครั้งสุดท้ายนำทศกัณฐ์ราวณะเผชิญหน้ากับแนวร่วม: ความเร็วและหอกของอะคิลลีสปะทะกับแขนมากมายของทศกัณฐ์ราวณะ ขณะที่หนุมานและโอดิสซีอุสถอดระบบป้องกันเมืองจากภายใน เฮเลนเองเป็นผู้พลิกสถานการณ์ด้วยการปลดปล่อยเชลยชาวกรีกและวานร พิสูจน์ว่านางไม่ใช่เพียงรางวัลที่ไร้ซึ่งอำนาจ

 

ทศกัณฐ์ราวณะพ่ายแพ้ แต่ก่อนตายเขาสาปแช่งพันธมิตร: โลกทั้งสองจะไม่มีวันแยกจากกันอย่างสมบูรณ์อีกต่อไป เฮเลนกลับคืนสู่เมเนเลอัส แต่เธอพกพาความรู้จากห้องสมุดแห่งลงกาที่จะหล่อหลอมความคิดของกรีก สีดากลับคืนสู่ราม ผ่านการทดสอบที่หลอมรวมสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองวัฒนธรรม

 

บทส่งท้าย

รอยแยกค่อยๆ ปิดลง แต่ไม่ทันที่พ่อค้า กวี และนักรบจะนำเรื่องราวไปทั้งสองฝ่าย รามายณะได้รับบทกวีแห่งความกล้าหาญของชาวทรอย อีเลียดจดจำเทพวานรที่กระโดดข้ามกำแพงทรอย รามกับเฮเลนแลกเปลี่ยนสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพเพียงครั้งเดียวข้ามสนามรบของเทพเจ้า—สองตัวละครที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้พบกัน แต่การลักพาตัวของพวกเขาได้เขียนตำนานทั้งสองใหม่

 

นวนิยายเรื่องนี้สำรวจธรรมะกับเคลออส (เกียรติยศ) อำนาจการตัดสินใจของผู้หญิงที่ “ถูกลักพา” ราคาของการละเล่นของเทพเจ้า และมิตรภาพอันประหลาดระหว่างนักรบผู้ยึดมั่นในเกียรติจากดินแดนห่างไกล มันคือเรื่องราวของชะตากรรมที่ไขว้กัน ที่ซึ่งการลักพาตัวยิ่งใหญ่ที่สุดในตำนานได้ปะทะกัน—และบังคับให้นักรบสองยุคกลายเป็นหนึ่งเดียว

+++

 

วันนี้เราไปดูนิทรรศการ FORGETTING SADNESS TELLING STORIES (ลืม เส้า เล่า เรื่อง) ของ MaMa Gold ที่ Art4C เราประทับใจกับประวัติชีวิตของ MaMa Gold มาก ๆ เราก็เลยต้องถ่ายรูปแผ่นป้ายที่เล่าประวัติของศิลปินเก็บไว้ด้วย

+++

 

เพิ่งได้อ่านคอลัมน์นี้ เกี่ยวกับ “subculture of Thais who champion paper and drawing” ดีใจมากที่เขาพูดถึงต้นกำเนิดของนิตยสาร BIOSCOPE ในรูปแบบของ “หนังสือทำมือ” ด้วย

 

ส่วนตัวเรานั้นก็นิยมอ่านหนังสือต่าง ๆ ที่ทำจากกระดาษอยู่นะ ไม่ใช่เพราะว่าเราชอบกระดาษเป็นพิเศษหรืออะไร แต่เป็นเพราะว่าเราเป็นคนยุคเก่า เราอายุ 53 ปีแล้ว เราใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีอะไรต่าง ๆ ไม่ค่อยเป็น เราก็เลยยังคงเคยชินกับการฟัง tape cassette, จดบันทึกสิ่งต่าง ๆ ลงกระดาษสมุด และอ่านหนังสือที่พิมพ์บนกระดาษอยู่ เหมือนตัวเราส่วนหนึ่งยังคงใช้ชีวิตอยู่ในทศวรรษ 1980 55555

 

 

Friday, July 03, 2026

ANDTEAM VR CONCERT BOUNDLESS

 

Edit เพิ่ม: เสียดายที่ต้นโพสท์เขาลบไปแล้ว โดยโพสท์ต้นทางเขาเล่าว่าเขาไปตรงจุดชาร์ตแบตในสถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ แล้วก็พบว่ามีคนต่างจังหวัดจำนวนมากมาอยู่ตรงบริเวณนี้ คนต่างจังหวัดเหล่านี้เดินทางเข้ากรุงเทพแบบมาตายกันดาบหน้า เดินทางเข้ามาโดยไม่มีที่พักและก็ยังไม่รู้ว่าจะทำงานอะไร แต่พอมาถึงบางซื่อแล้วก็เริ่มหางานทำกันทันที โดยเฉพาะงานประเภทยามรักษาความปลอดภัยและแม่บ้าน คนเหล่านี้ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็เลยมาพบกันตรงจุดนี้เป็นครั้งแรก และพวกเขาช่วยเหลือเกื้อกูล ให้คำแนะนำกันและกันในการหางานทำในกรุงเทพ

+++

&TEAM VR CONCERT: BOUNDLESS (2026, ไม่รู้ชื่อผู้กำกับ, VR, concert film, A+30) และ MY IMAGINARY VR FILM

 

1. หลังจากที่เราเคยดูงาน VR ที่เป็น video installations และงาน A CONVERSATION WITH THE SUN (2024, Apichatpong Weerasethakul, VR, A+30) หรือที่เราเรียกเองว่า “ภารกิจพิชิตจู๋ยักษ์” ไปแล้ว คราวนี้เราก็เลยขอลองดูงาน VR CONCERT FILM ดูบ้าง พอดูแล้วก็พบว่า เทคโนโลยี VR นี่มันตอบสนองความต้องการทางเพศได้ดีมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เลยค่ะ 55555

 

พอดูหนังเรื่องนี้ &TEAM VR CONCERT: BOUNDLESS แล้ว เราก็เลยลองเสิร์ชดูว่า มีคนสร้างหนัง erotic VR บ้างแล้วยัง แล้วก็พบว่า มันมีเว็บไซต์หนังโป๊เกย์ VR เยอะมาก ๆ แต่เราไม่กล้ากดเข้าไปดู เพราะเรากลัวติดไวรัสคอมพิวเตอร์

 

แต่ก็ไม่ประหลาดใจที่มันมีหนังโป๊ VR เยอะมาก เพราะเทคโนโลยีนี้นี่มันน่าเอามาทำหนังแบบนี้จริง ๆ

 

ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนนำเทคโนโลยี VR มาสร้างหนังอีโรติกแบบที่พอฉายโรงได้บ้างนะคะ แบบหนังของ Scud และ Sarawut Intaraprom เผื่อดิฉันอาจจะตีตั๋วเข้าไปดูในโรงซ้ำหลายรอบค่ะ 55555

 

2. พอดู VR concert film แบบนี้แล้ว ก็เลยพบว่า มันทำให้รู้สึกเหมือนได้ใกล้ชิดเนื้อตัวของหนุ่มหล่อเหล่านี้มาก ๆ และมันสร้างความรู้สึกเหมือนเราได้อยู่ในสถานที่นั้นด้วย

 

ฉากที่ทำให้รู้สึกสยิวมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ คือฉากที่นักร้องหนุ่มหล่อ 9 คนในวง &TEAM ทยอยกันเดินเข้ามาหาเราทีละคน ทีละคน เพื่อจีบ/บอกรัก/พูดประโยคโรแมนติกกับเราทีละคน ทีละคน โดยมันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เขามาอยู่ตรงหน้าเราจริง ๆ มาก ๆ

 

คือฉากนี้ทำให้เราจินตนาการต่อไปเองเลยว่า เรากำลังมีอะไรกับหนุ่มหล่อเหล่านี้ทีละคน ทีละคน จนครบทั้ง 9 คน 55555

 

3. อีกฉากที่รู้สึกสยิวเหมือนกัน คือฉากที่นักร้องคนนึงนอนคว่ำ แล้วนักร้องคนอื่น ๆ ก็ช่วยกันยกตัวเขาลอยขึ้นไป แล้วก็ยกตัวเขาที่อยู่ในท่านอนคว่ำ เคลื่อนเข้ามาหาคนดู จนทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่า อีกแป๊บนึงเราจะเข้าไปอยู่ข้างใต้ตัวเขาแล้วนะ เขากำลังจะมานอนทับตัวเราแล้วนะ

 

แต่เสียดายมาก ๆ ที่ฉากนี้ไม่ได้ทำต่อไปจนถึงขั้นนั้น 55555

 

4. สรุปว่า ในวง &TEAM ดิฉันชอบสมาชิกแต่ละคนเรียงตามลำดับดังนี้

 

4.1  K

4.2 Maki

4.3 Jo

4.4 Harua

4.5 Yuma

ส่วนอีก 4 คนที่เหลือ EJ, Fuma, Nicholas, Taki นั้นชอบในระดับพอ ๆ กัน

 

5. เพราะฉะนั้นพอเราดู &TEAM VR CONCERT: BOUNDLESS แล้ว เราก็เลยสร้าง “หนัง VR” ในแบบที่เราต้องการ ในหัวของเราต่อในทันที โดยหนังเรื่องนี้จะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

 

5.1 ฉายในโรงภาพยนตร์ แต่เก้าอี้ที่นั่งดู ควรเป็นแบบ “เก้าอี้นวดไฟฟ้า” เพราะเราเคยนั่งเก้าอี้นวดไฟฟ้าแบบนี้แล้ว พบว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนโดนผู้ชายมาจับขึงแขนขาของเราไว้มาก ๆ และมันมีการคลึงเคล้นเนื้อตัวไปเรื่อย ๆ เจ็บหน่อย ๆ ในแบบที่เหมาะกับการดูหนังแบบนี้มาก ๆ 55555

 

5.2 เต็มไปด้วยนักแสดงหนุ่มหล่อที่ถอดเสื้อเกือบทั้งเรื่อง

 

5.3 มีฉากที่ให้นักแสดงหนุ่มหล่อแต่ละคน เดินเข้ามาหาเราทีละคน ทีละคน เพื่อ...

 

5.4 มุมกล้องในหนังเรื่องนี้จะแตกต่างจาก VR concert film เพราะใน VR concert film นั้น กล้องมักจะอยู่ในระดับเดียวกับใบหน้า, คอ, อกของนักแสดง หรือเป็นมุมมองจากด้านบนหน่อย ๆ เหมือนอยู่เหนือหัวนักแสดงนิดนึง เพื่อให้ผู้ชมมองเห็นนักแสดงได้หลายคนพร้อม ๆ กันจากมุมมองด้านบน

 

แต่กล้องในหนัง VR ในจินตนาการของเรานั้น จะมีหลาย moments ที่กล้องอยู่ในระดับตรงกับเอวของนักแสดงหรือต่ำกว่าเอวเล็กน้อย เป็นมุมมองแบบเสยขึ้นไปแล้วถึงเห็นใบหน้าของนักแสดง 55555

 

และก็มีหลาย moments ที่กล้องอยู่ใน position ที่เหมือนกับว่าอยู่ใต้ร่างของนักแสดงที่นอนคว่ำทับเราอยู่

 

รูปประกอบ 4 รูป (ที่ไม่ใช่รูปตั๋วภาพยนตร์) เป็นรูปจาก MY IMAGINARY VR FILM เรื่อง “ซอยปรารถนา 2569” รูปพวกนี้เราใช้ Grok AI สร้างขึ้นมานะ 55555

 

A CONVERSATION WITH THE SUN

https://celinejulie.blogspot.com/2025/01/a-conversation-with-sun-2024.html

 

  

 

Thursday, June 25, 2026

FAVORITE FILMS WHICH ARE MORE THAN 100 YEARS OLD

 


หนังที่มีอายุมากกว่า 100 ปีแต่เราดูแล้วก็ยังชอบสุดขีดอยู่ดี

 

ทุกเรื่องเป็น “หนังเงียบ”

 

(แน่นอนว่า “กาลเวลา” อาจทำร้ายหนังต่าง ๆ เหล่านี้ในบางแง่มุม แต่กาลเวลาไม่สามารถทำลายความสุขของเราที่ได้รับจากหนังเหล่านี้)

 

1. SANDOW (1896, William K.L. Dickson)

 

2. THE VACUUM CLEANER (1906, Segundo de Chomón, France, silent film, 4min)

 

3. FILIBUS (1915, Mario Roncoroni, Italy, silent film)

 

4. THE SECRET OF DELFT (1917, Maurits Binger, Netherlands, 70min)

 

5. THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, silent film, 223min)

 

6. NERVEN (1919, Robert Reinert, Germany, 110min)

 

7. THE OYSTER PRINCESS (1919, Ernst Lubitsch, Germany, 60min)

 

8. FROM MORNING TILL MIDNIGHT (1920, Karlheinz Martin, Germany, 65min)

 

9. FOOLISH WIVES (1922, Erich von Stroheim, USA, 147min)

 

10. THE JOYLESS STREET (1925, Georg Wilhelm Pabst, Germany)

+++

 

คิดถึงเหล่าบรรดาสามีเก่าของเรา วง SHONENTAI

 

ชอบเพลงนี้อย่างสุดขีด KIMIDAKENI (1987)

https://youtu.be/UWWmcR1Jfw4?si=HekLQknT4edaVq6E

+++

 

โปสเตอร์ GINTAMA: YOSHIWARA IN FLAMES (2026, Naoya Ando, Japan, animation, A+30)

 

ภาคนี้สนุกดี แต่ลูกหมีบอกว่า Elizabeth บทน้อยไปหน่อย ลูกหมีชอบตัวละคร Elizabeth

+++

 

FILM FESTIVAL WISH LIST – เทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS

 

เราเคยดูเวอร์ชั่นต้นแบบของ “เพื่อนรัก เพื่อนลับ” BEHIND THE SCREENS (2026) ซึ่งเวอร์ชั่นต้นฉบับก็คือ PERFECT STRANGERS (2016, Paolo Genovese, Italy, A+30) ที่เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์อิตาลีในกรุงเทพ PERFECT STRANGERS ติดอันดับ 78 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2017

 

หนังเรื่อง KHEL KHEL MEIN (2024, Mudassar Aziz, India, Hindi language) ที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS ก็เคยเข้าโรงฉายในกรุงเทพด้วย แต่ตอนนั้นเราไม่ได้ไปดู

 

PERFECT STRANGERS ของ Paolo Genovese นี่น่าจะเป็นหนึ่งในหนังที่ถูกรีเมคเยอะที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาเลยนะ เพราะว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับมันเป็นหนังปี 2016 แต่มันถูกรีเมคไปแล้ว 30 ครั้ง 30 ภาษา!!!!!! หนักมาก ๆ คือถูกรีเมคเป็นหนัง 30 เรื่องภายในเวลา 10 ปี ซึ่งรวมถึงเวอร์ชั่นกรีซ, สเปน, ตุรกี, Kannada in India, ฝรั่งเศส, เม็กซิโก, เกาหลี, ฮังการี, จีน, รัสเซีย, อาร์เมเนีย, โปแลนด์, เยอรมนี, เวียดนาม, ญี่ปุ่น, โรมาเนีย, สโลวาเกีย, อิสราเอล, เนเธอร์แลนด์, เลบานอน, นอร์เวย์, อินโดนีเซีย, ไอซ์แลนด์, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, บราซิล, เอสโตเนีย, แลตเวีย

 

อยากให้มีคนจัดเทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS ฉายหนังเรื่องนี้ครบทั้ง 31 ภาษา แล้วให้คนดูเขียนเปรียบเทียบว่าความแตกต่างกันระหว่างแต่ละเวอร์ชั่นมันสะท้อนความแตกต่างกันของทั้ง 31 ประเทศ/สังคมอย่างไรบ้าง ชิงเงินรางวัล 31000 บาท

 

หนังที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS (Paolo Genovese) ก็รวมถึง

 

INTIMATE STRANGERS (2018, J.Q. Lee, South Korea)

KILL MOBILE (2018, Miao Yu, China)

NOTHING TO HIDE (2018, Fred Cavayé, France)

BLOOD MOON PARTY (2020, Quang Dung Nguyen, Vietnam)

ADULT’S SITUATION (2021, Michio Mitsuno, Japan)

PERFECT STRANGERS (2022, Rako Prijanto, Indonesia)

PERFECT STRANGERS (2022, Wissam Smayra, Lebanon)

 

ไม่รู้ว่าใน NETFLIX มีหนังเรื่องนี้อยู่กี่เวอร์ชั่น (เราไม่ได้เป็นสมาชิก Netflix เราก็เลยไม่รู้)

+++

 

มีใครจำได้บ้างว่า quote นี้มันมาจากนิยายเรื่องไหนของทมยันตีน่ะ หรือว่าทมยันตีใส่ quote นี้ไว้ในนิยายหลายเรื่อง

 

“โชค.......
หฤโหดอยุติธรรมหนัก
อยุติธรรมนำเสริมบ่ว่างพัก
อยุติธรรมนำชักพาหมองมัว


ชะตา........
คอยแต่ชักนำข้าพาทำชั่ว
ชะตาพาข้าสู่ปลักเมามัว
ชะตาพาข้าชั่วอยู่เป็นนิตย์


กรรม.....
คอยเสริมซ้ำยามข้าพลาดพลั้งผิด
กรรมที่ข้าทำไว้ในชีวิต
กรรมประชิดตามทันช้ำใจหนัก


ชีวิต....................
มิเคยมีถิ่นสถิตย์อยู่เป็นหลัก
ชีวิตร่อนเร่คิดเจ็บจิตนัก
ชีวิตดับคงสุขสิ้นทุกเอย”

 

คือเรารู้สึกว่า เราเคยเห็นกลอนนี้ในนิยายเรื่อง “โซ่สังคม” ของทมยันตี แต่พอเราเสิร์ชในกูเกิล มีคนบอกว่ากลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “เพลงชีวิต” ของทมยันตี ซึ่งเราก็เคยอ่านเหมือนกัน และบางคนก็บอกว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “รอยมลทิน” ของทมยันตี

 

มีใครยืนยันได้ไหมว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่องใดกันแน่ของทมยันตี แต่เราเดาว่าทมยันตีอาจจะใส่กลอนนี้ไว้ในนิยายหลาย ๆ เรื่อง

+++

ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ UNTIL WE MEET AGAIN (2026, Takahiro Miki, Japan, A+30)

+++

 

ทดลองใช้ Grok แล้วพบว่ามันน่ากลัวจริง ๆ

https://web.facebook.com/photo?fbid=10244438653004738&set=a.10229204021028460

 

Friday, May 29, 2026

I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, approximately 90min, A+30)

 

Favorite Scene: The opening scene of POSSESSED ผีเข้า (2026, Pete Kasidej Sundararjun กษิดิ์เดช สุนทรารชุน, A+30)

 

รู้สึกว่า ผีเข้า เป็นหนังที่ห้ามพลาดแม้แต่ “นาทีแรก” ของหนัง เพราะฉากเปิดของหนังหรือแม้แต่นาทีแรกของหนังมันก็พูดถึง “ข่าวลือ” ต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวละครคุณครู แล้วข่าวลือต่าง ๆ เหล่านั้นก็อาจจะทำให้เรานึกถึงอะไรต่าง ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

ว่าแต่ใครแสดงเป็นคุณครูในหนังเรื่องนี้น่ะ เหมือนเป็นนักแสดงชายที่เราเคยเห็นบ่อยมาก แต่เราจำชื่อเขาไม่ได้

+++

 

ตารางชีวิตฮิสทีเรียสำหรับต้นเดือนมิ.ย. 2026

 

WEDNESDAY 3 JUNE 2026

 

13.00 – 20.45 ภาพยนตร์ 13 เรื่องในเทศกาลภาพยนตร์สั้นจุลนิพนธ์ เอกภาพยนตร์ คณะ ICT มหาวิทยาลัยศิลปากร ครั้งที่ 15

ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

THURSDAY 4 JUNE 2026

 

13.00 FILMLOVERS! (2024, Arnaud Desplechin, France)

At Thai Film Archive

 

15.30 EVERYBODY KNOWS (2018, Asghar Farhadi, Spain, 133min)

At Thai Film Archive

 

FRIDAY 5 JUNE

 

14.30-16.54 THE SHADOWLESS TOWER (2023, Zhang Lu, China, 144min)

ที่โรงละคร ชั้น 2 ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ

 

19.20 TILFF: WORLD SPECTRUM 1 (SHORT FILM)

At Paragon 13

 

SATURDAY 6 JUNE 2026

 

12.00 SWEET ANGEL BABY (2024, Melanie Oates, Canada, 96min)

At Paragon 14

 

14.20 LUCKY, APARTMENT (2024, Kangyu Ga-ram, South Korea, 96min)

At Paragon 13

 

16.40 BLUE (1993, Derek Jarman, UK, 79min)

At Paragon 13

 

20.20 CONCERNING MY DAUGHTER (2023, Lee Mi-rang, South Korea, 106min)

At Paragon 14

 

SUNDAY 7 JUNE 2026

 

12.00 CAMELLIA PROJECT: THREE QUEER STORIES AT BOGIL ISLAND (2005, Choi Jin-sung, Hee-il Leesong, So Joon-moon, South Korea, 90min)

At Paragon 13

 

14.20 BARBARA FOREVER (2026, Brydie O’Connor, USA, documentary, 102min)

At Paragon 13

 

16.50 TELL ME THAT YOU LOVE ME (2025, Kim Jho Kwang-soo, South Korea, 73min)

At Paragon 13

 

20.30 TILFF: WORLD SPECTRUM 3 (SHORT FILM)

At Paragon 14

(เราเคยดู TERENCE DAVIES TRILOGY ไปแล้ว เราก็เลยอาจจะเลือกมาดูโปรแกรม World Spectrum 3 แทน)

 

MONDAY 8 JUNE 2026

 

17.00 JOURNEY TO THE WEST (2021, Kong Dashan, China, 118min)

ที่โรงละคร ชั้น 2 ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ

 

TUESDAY 9 JUNE 2026

 

14.30 RAINS OVER BABEL (2025, Gala del Sol, Colombia, 113min)

At Paragon 14

 

16.50 404 STILL REMAIN (2024, Uhm Ha-neul, South Korea, 103min)

At Paragon 14

 

19.20 WINTERING (2024, Jang Jun-young, South Korea, 66min)

At Paragon 14

 

WEDNESDAY 10 JUNE 2026

 

13.00 PEAFOWL (2022, Byun Sungbin, South Korea, 115min)

At Paragon 14

 

15.00-18.00 อาจจะไปดูนิทรรศการ LIVING IN AN ELASTIC TIME ที่ The Jim Thompson Art Center

 

18.00 SECOND-HAND FANTASIES (SHORT FILM)

At Paragon 14

 

20.40 AVANT-GAY (SHORT FILM)

At Paragon 14

 

THURSDAY 11 JUNE 2024

 

13.00 THE DAMNED UNITED (2009, Tom Hooper, UK/USA, 98min)

At Thai Film Archive

 

15.30 ESCAPE TO VICTORY เตะแหลกแล้วแหกค่าย (1981, John Huston, 116min)

At Thai Film Archive

 

FRIDAY 12 JUNE 2026

 

18.00 TIME AND WATER (2026, Sara Dosa, Iceland/USA, documentary, 93min)

At Lido Connect

 

ICT

https://web.facebook.com/filmsenior.ICTSU/posts/pfbid0SFxL7E793iLrjwhc4Zi4jHsrVMfTp1VMRBGZGxKydv8Vso58YJTaz8Zzne5g5KtHl

 

เทศกาลภาพยนตร์ ภาพแห่งเทียนถาน

https://web.facebook.com/cccinbangkok/posts/pfbid021kaqSHLCtGJw6CrCJXmkhpXaYebux7VxyFj59rKf2boYGuj5PJE3cAYkFaF3wxA5l

 

TILFF

https://tilff-thailand.com/

 

CCCL FILM FESTIVAL

https://web.facebook.com/ccclfilmfest

 

+++

 

ลูกหมีบอกว่า THE BEAR (1988, Jean-Jacques Annaud, France/USA, A+30) คือหนึ่งในภาพยนตร์ที่ลูกหมีชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต

+++

 

เพิ่มหนังสองเรื่องนี้เข้าไปในรายชื่อ “หนังที่มีอะไรบางอย่างใกล้เคียงกัน แล้วบังเอิญออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน”

 

88. GROUNDHOG DAY (1993, Harold Ramis, USA)

+ SMOKING/NO SMOKING (1993, Alain Resnais, France, 4hrs 58mins)

 

เราชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้อย่างสุดขีด แต่เพิ่งสังเกตว่ามันออกฉายปีเดียวกัน หนักมาก ๆ

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10224847974130010&set=a.10221574828503415

+++

 

เมื่อวานเราได้ไปดูหนังเรื่อง วิมานมะพร้าว THE COCONUT CASTLE (1991, Teerapat Foongdech ธีรภัทร ฟุ้งเดช, A+30) กับ GUNG HO (1986, Ron Howard, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา พอดูหนังเสร็จ เราก็ไปกินอาหารเย็นที่ร้าน Rustico Salaya ที่อยู่ใกล้ ๆ หอภาพยนตร์ (ร้านอยู่ห่างจากหอภาพยนตร์ 3.87 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 10 นาที) ร้านนี้เป็นร้านอาหารอิตาเลียน มีเมนูพิซซ่าและพาสต้าให้เลือกเยอะแยะมากมาย อาหารอร่อยดี อยากกลับมากินอีก ร้านเปิด 11.30-21.00 น. ปิดวันจันทร์

 

ร้าน RUSTICO นี้อยู่ใกล้ ๆ ร้าน ANYA’S PLACE ที่เราเพิ่งมากินเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน อร่อยทั้งสองร้าน และเหมือนมีร้านอาหารอีกหลายร้านในบริเวณนั้นที่เรายังไม่เคยไปลองกิน แต่อาจจะไปลองกินในอนาคต อย่างเช่น

 

1. กับข้าว ชาวประมง

2. มายาวี เรสโตรองต์

3. D’EIFFEL SALATHAMMASOP 64

4. GOTOKU เป็นร้านชาบู

5. AJO BY LINO PIZZA

+++

ME AND MY COUNTRY PORNOGRAPHY (2022, Lin Htet Aung, Myanmar, 8min, A+30)

 

กราบตีน Lin Htet Aung หนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของเขาที่เราได้ดู ส่วนอีก 2 เรื่องก็คือ ONCE UPON A TIME, THERE WAS A MOM (2023) และ A METAMORPHOSIS (2025) และหนังทั้ง 3 เรื่องนี้นึกว่าคือคำนิยามของ “ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป”

 

IT’S RAINING FROGS OUTSIDE (2021, Maria Estela Paiso, Phillipines, 14min, A+30)

 

เราเข้าใจว่า เป็นหนังเกี่ยวกับการสูญเสียตัวตนในช่วงที่ผู้คนกักตัวในช่วงโควิด

 

INTO THE VIOLET BELLY (2022, Thuy-Han Nguyen-Chi, Belgium, about Vietnam, 19min, second viewing, A+30)

 

ก่อนหน้านี้เราเคยทำลิสท์หนังที่มีฉาก “พลิกบนลงล่าง พลิกล่างขึ้นบน” โดยเฉพาะหนังที่กำกับโดยผู้หญิง แล้วเรารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่า มันมีหนังบางเรื่องที่เราเคยดู ที่มีฉากแบบนี้ แต่เรานึกชื่อหนังไม่ออก

 

พอเราได้มาดู INTO THE VIOLET BELLY รอบสอง เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า มันคือหนังเรื่องนี้นี่เอง ที่มีฉากแบบนี้ แต่เรานึกชื่อไม่ออกตอนที่เราทำลิสท์ในปีที่แล้ว

 

สรุปรายชื่อหนังที่มีฉาก “พลิกบนลงล่าง พลิกล่างขึ้นบน” ที่เราได้ดู

 

1. INTO THE VIOLET BELLY (2022, Thuy-Han Nguyen-Chi, Belgium, about Vietnam, 19min, second viewing, A+30)

 

2. THE SPIRIT LEVEL (2023, Taiki Sakpisit, A+30)

 

3. AND THE FISH FLY ABOVE OUR HEADS (2025, Dima El-Horr, Lebanon, documentary, 70min, A+30)

 

4. KEEPER (2025, Osgood Perkins, A+30)

 

5. LANDMARKS (2025, Lucrecia Martel, Argentina, documentary, 119min, A+30)

 

6. MAKING SHADOWS SPEAK (2025, Wantanee Siripattananuntakul, 15min, A+30)

 

7. SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski, Germany, A+30)

+++

 

I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, approximately 90min, A+30)

 

1. ถือเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่เตรียมชิงอันดับ 1 หรือไม่ก็ top ten ของเราประจำปีนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นลองเทคไม่ตัดภาพเลยนาน 90 นาที ผู้กำกับถ่ายทางเดินในอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ โดยเราเข้าใจว่าเป็นการเดินวนรอบอาคารในทุก ๆ ชั้น ตั้งแต่ชั้น 1 จนถึงชั้น 21 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุด แต่ไม่ได้ขึ้นไปบนดาดฟ้า

 

 2. ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ชั้น 1 ของอาคารนี้มีร้านค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนชั้นสองไม่มีห้องพัก ห้องพักเหมือนจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 3 ขึ้นไป โดยตัวอาคารเหมือนมี 4 ด้าน ด้านละราว ๆ 6 ห้อง เพราะฉะนั้นแต่ละชั้นจะมีห้องพักราว 24 ห้องมั้ง เพราะฉะนั้นในหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นทางเดินหน้าห้องพักราว 456 ห้อง (24 ห้องต่อชั้น คูณ 19 ชั้น)

 

3. ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำตอนรุ่งสาง และเราจะเห็นผู้คนในอาคารแห่งนี้ปรากฏตัวออกมาเป็นครั้งคราว รวม ๆ กันแล้วไม่น่าจะเกิน 10 คน

 

4. เรามีความสุขกับการดูหนังอะไรแบบนี้มาก ๆ เหมือนมันช่วย reset หัวสมองของเราให้ไม่ต้องไปโฟกัสกับเรื่องราวแบบหนังทั่ว ๆ ไป และปล่อยให้เราคิดระบบในการดูหนังเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ เราก็เลย enjoy กับการดูทางเดินในแต่ละชั้นไปเรื่อย ๆ และคอยสังเกตสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่บนทางเดินในแต่ละชั้น

 

5. เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในนิทรรศการ SPACING THE INHERENT การเว้นระยะห่างโดยธรรมชาติ ที่ ART4C ART CENTER แล้วก็รู้สึกว่า การเอาภาพยนตร์เรื่องนี้มาปะทะกับภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ในนิทรรศการมันน่าสนใจดี เพราะถ้าหากเราดูภาพยนตร์เรื่องนี้เพียงโดด ๆ เราอาจจะรู้สึกว่า อาคารที่อยู่อาศัยแห่งนี้มันดูสะอาด เป็นระบบระเบียบ แต่อาจจะ “ไร้ชีวิตชีวา” หรือ “ไร้ความเป็นตัวของตัวเอง”

 

แต่พอมันมาฉายคู่กับหนังเรื่องอื่น ๆ ในนิทรรศการ หนังเรื่องนี้ก็เลยเหมือนสะท้อนให้เห็นว่า ถึงแม้อาคารแห่งนี้จะดูไร้ชีวิตชีวา แต่ถ้าหากเราเลือกได้ เราก็ขอใช้ชีวิตอย่างสงบแต่น่าเบื่ออยู่ในอาคารแห่งนี้ ดีกว่าที่จะใช้ชีวิตแบบ “ไม่มีพสุธาจะอาศัย” เหมือนในหนังเรื่อง INTO THE VIOLET BELLY (2022, Thuy-Han Nguyen-Chi, Belgium, about Vietnam, 19min, second viewing, A+30)

 

และดีกว่าที่จะใช้ชีวิตใน “ประเทศบ้านเกิดที่ดูเหมือนจะไม่เป็นมิตร” แบบใน A PIGEON’S JOURNEY ON THE BIRTH OF A NATION เลือน:ย้ายรัง (2026, Weerapat Sakolvaree, video installation, approximately 30mins, A+30) และ ME AND MY COUNTRY PORNOGRAPHY (2022, Lin Htet Aung, Myanmar, 8min, A+30)

 

และดีกว่าที่จะใช้ชีวิตอย่างยากจน ในอาคารซอมซ่อแบบใน THE RIVER THAT NEVER ENDS (2022, JT Trinidad, Philippines, 19min, A+30) คือเหมือนความสุขของชีวิตนางเอกใน THE RIVER THAT NEVER ENDS คือการได้มีเวลาว่าง นั่งดูผักตบชวาลอยไปลอยมาในแม่น้ำไปเรื่อย ๆ

 

เราก็เลยรู้สึกว่า กูขอใช้ชีวิตแบบน่าเบื่อใน I’M COMING UP ก็ได้นะ ถ้าหากคุณภาพชีวิตของประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนมันดูแย่กว่าแบบนี้ 55555

 

6. พอดู I’M COMING UP แล้วเราก็เลยจินตนาการว่า อยากให้มีคนทำหนังเรื่อง “อพาร์ทเมนท์นรก” ที่ยาว 270 นาที หรือ 4 ชั่วโมง 30 นาที โดยหนังเป็นลองเทค 90 นาที จำนวน 3 เทคมาต่อกัน

 

6.1 ลองเทค 90 นาทีแรก เป็นการตั้งกล้องถ่ายอพาร์ทเมนท์ด้านนึง เห็นห้องหลายสิบห้องในเฟรมภาพนั้น แบบหนังเรื่อง BLOCK B (2008, Chris Chong Chan Fui, Canada/Malaysia, 20min) คือถ้าใครเคยดู BLOCK B คงนึกออกว่า ฉากนี้ภาพมันจะออกมาเป็นแบบใด และหนังจะเล่าเรื่องโดยใช้วิธีการแบบใด คนดูจะได้รับรู้เรื่องราวความขัดแย้ง ตบตีกันอย่างรุนแรงระหว่างผู้เช่าอพาร์ทเมนท์ หรือชีวิตคนต่าง ๆ ในอพาร์ทเมนท์นี้ แต่คนดูจะต้องคอยจับสังเกตเอาเองว่า เสียงด่าทอ หรือเสียงฆาตกรรมที่ได้ยินนั้น มันน่าจะมาจากห้องไหน

 

6.2 ลองเทคในนาทีที่ 91-180 เป็นการถ่ายแบบหนังเรื่อง I’M COMING UP กล้องไล่ไปตามทางเดินในแต่ละชั้น ตั้งแต่ชั้นหนึ่งจนถึงชั้น 21 คนดูจะได้เห็นผู้เช่าอพาร์ทเมนท์แต่ละคนอย่างถนัด ๆ ถ้าหากพวกเขาโผล่ออกมานอกห้อง

 

6.3 ลองเทคในนาทีที่ 181-270 เป็นฉากกล้อง CCTV ในห้องของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ในฉากนี้คนดูจะได้เห็นว่า ถ้าหากมองผ่านกล้อง CCTV ที่ติดอยู่ตามทางเดิน, บันได, ลิฟท์ ในอาคารแห่งนี้ แล้วเราจะเห็นความจริงอะไรบ้าง โดยฉาก CCTV นี้อาจจะออกมาคล้ายหนังเรื่อง RED ROAD (2006, Andrea Arnold, UK, A+30)

 

ส่วนเนื้อหาของ “อพาร์ทเมนท์นรก” นั้น อาจจะเป็นหนังแนวไหนก็ได้ หรือเป็นหลาย ๆ แนวมารวมกัน เพราะว่าผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนนางเอกของหนังอย่าง FLAT GIRLS (2025, Jirassaya Wongsutin), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในละครทีวี MELROSE PLACE (1992-1999), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนังบู๊สะท้อนสังคม แบบ DHEEPAN  (2015, Jacques Audiard, France), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าตัวเองเหมือนอยู่ในหนัง thriller แบบ REAR WINDOW (1954, Alfred Hitchcock), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนัง horror แบบ TOOLBOX MURDERS (2004, Tobe Hooper), ผู้เช่าบางคน อาจจะรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนังอย่าง “บุปผาราตรี”, บางคนอาจจะนึกว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนังตลกร้ายแบบ HIGH-RISE (2015, Ben Wheatley, UK)  และผู้เช่าบางคน อาจจะรู้สึกว่าตัวเองสวยแบบ surreal เหมือนอยู่ในหนังอย่าง THE CORRIDOR (1995, Sharunas Bartas, Lithuania) อะไรทำนองนี้ 55555

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0KYcyqx7hFKbi3mscR35uZ78vBwNc3YpP55K1gFZiFLB4dpF6ekGJ8A7zCwniRq7Bl