Showing posts with label SINGAPORE. Show all posts
Showing posts with label SINGAPORE. Show all posts

Friday, May 29, 2026

I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, approximately 90min, A+30)

 

Favorite Scene: The opening scene of POSSESSED ผีเข้า (2026, Pete Kasidej Sundararjun กษิดิ์เดช สุนทรารชุน, A+30)

 

รู้สึกว่า ผีเข้า เป็นหนังที่ห้ามพลาดแม้แต่ “นาทีแรก” ของหนัง เพราะฉากเปิดของหนังหรือแม้แต่นาทีแรกของหนังมันก็พูดถึง “ข่าวลือ” ต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวละครคุณครู แล้วข่าวลือต่าง ๆ เหล่านั้นก็อาจจะทำให้เรานึกถึงอะไรต่าง ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

ว่าแต่ใครแสดงเป็นคุณครูในหนังเรื่องนี้น่ะ เหมือนเป็นนักแสดงชายที่เราเคยเห็นบ่อยมาก แต่เราจำชื่อเขาไม่ได้

+++

 

ตารางชีวิตฮิสทีเรียสำหรับต้นเดือนมิ.ย. 2026

 

WEDNESDAY 3 JUNE 2026

 

13.00 – 20.45 ภาพยนตร์ 13 เรื่องในเทศกาลภาพยนตร์สั้นจุลนิพนธ์ เอกภาพยนตร์ คณะ ICT มหาวิทยาลัยศิลปากร ครั้งที่ 15

ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

THURSDAY 4 JUNE 2026

 

13.00 FILMLOVERS! (2024, Arnaud Desplechin, France)

At Thai Film Archive

 

15.30 EVERYBODY KNOWS (2018, Asghar Farhadi, Spain, 133min)

At Thai Film Archive

 

FRIDAY 5 JUNE

 

14.30-16.54 THE SHADOWLESS TOWER (2023, Zhang Lu, China, 144min)

ที่โรงละคร ชั้น 2 ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ

 

19.20 TILFF: WORLD SPECTRUM 1 (SHORT FILM)

At Paragon 13

 

SATURDAY 6 JUNE 2026

 

12.00 SWEET ANGEL BABY (2024, Melanie Oates, Canada, 96min)

At Paragon 14

 

14.20 LUCKY, APARTMENT (2024, Kangyu Ga-ram, South Korea, 96min)

At Paragon 13

 

16.40 BLUE (1993, Derek Jarman, UK, 79min)

At Paragon 13

 

20.20 CONCERNING MY DAUGHTER (2023, Lee Mi-rang, South Korea, 106min)

At Paragon 14

 

SUNDAY 7 JUNE 2026

 

12.00 CAMELLIA PROJECT: THREE QUEER STORIES AT BOGIL ISLAND (2005, Choi Jin-sung, Hee-il Leesong, So Joon-moon, South Korea, 90min)

At Paragon 13

 

14.20 BARBARA FOREVER (2026, Brydie O’Connor, USA, documentary, 102min)

At Paragon 13

 

16.50 TELL ME THAT YOU LOVE ME (2025, Kim Jho Kwang-soo, South Korea, 73min)

At Paragon 13

 

20.30 TILFF: WORLD SPECTRUM 3 (SHORT FILM)

At Paragon 14

(เราเคยดู TERENCE DAVIES TRILOGY ไปแล้ว เราก็เลยอาจจะเลือกมาดูโปรแกรม World Spectrum 3 แทน)

 

MONDAY 8 JUNE 2026

 

17.00 JOURNEY TO THE WEST (2021, Kong Dashan, China, 118min)

ที่โรงละคร ชั้น 2 ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ

 

TUESDAY 9 JUNE 2026

 

14.30 RAINS OVER BABEL (2025, Gala del Sol, Colombia, 113min)

At Paragon 14

 

16.50 404 STILL REMAIN (2024, Uhm Ha-neul, South Korea, 103min)

At Paragon 14

 

19.20 WINTERING (2024, Jang Jun-young, South Korea, 66min)

At Paragon 14

 

WEDNESDAY 10 JUNE 2026

 

13.00 PEAFOWL (2022, Byun Sungbin, South Korea, 115min)

At Paragon 14

 

15.00-18.00 อาจจะไปดูนิทรรศการ LIVING IN AN ELASTIC TIME ที่ The Jim Thompson Art Center

 

18.00 SECOND-HAND FANTASIES (SHORT FILM)

At Paragon 14

 

20.40 AVANT-GAY (SHORT FILM)

At Paragon 14

 

THURSDAY 11 JUNE 2024

 

13.00 THE DAMNED UNITED (2009, Tom Hooper, UK/USA, 98min)

At Thai Film Archive

 

15.30 ESCAPE TO VICTORY เตะแหลกแล้วแหกค่าย (1981, John Huston, 116min)

At Thai Film Archive

 

FRIDAY 12 JUNE 2026

 

18.00 TIME AND WATER (2026, Sara Dosa, Iceland/USA, documentary, 93min)

At Lido Connect

 

ICT

https://web.facebook.com/filmsenior.ICTSU/posts/pfbid0SFxL7E793iLrjwhc4Zi4jHsrVMfTp1VMRBGZGxKydv8Vso58YJTaz8Zzne5g5KtHl

 

เทศกาลภาพยนตร์ ภาพแห่งเทียนถาน

https://web.facebook.com/cccinbangkok/posts/pfbid021kaqSHLCtGJw6CrCJXmkhpXaYebux7VxyFj59rKf2boYGuj5PJE3cAYkFaF3wxA5l

 

TILFF

https://tilff-thailand.com/

 

CCCL FILM FESTIVAL

https://web.facebook.com/ccclfilmfest

 

+++

 

ลูกหมีบอกว่า THE BEAR (1988, Jean-Jacques Annaud, France/USA, A+30) คือหนึ่งในภาพยนตร์ที่ลูกหมีชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต

+++

 

เพิ่มหนังสองเรื่องนี้เข้าไปในรายชื่อ “หนังที่มีอะไรบางอย่างใกล้เคียงกัน แล้วบังเอิญออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน”

 

88. GROUNDHOG DAY (1993, Harold Ramis, USA)

+ SMOKING/NO SMOKING (1993, Alain Resnais, France, 4hrs 58mins)

 

เราชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้อย่างสุดขีด แต่เพิ่งสังเกตว่ามันออกฉายปีเดียวกัน หนักมาก ๆ

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10224847974130010&set=a.10221574828503415

+++

 

เมื่อวานเราได้ไปดูหนังเรื่อง วิมานมะพร้าว THE COCONUT CASTLE (1991, Teerapat Foongdech ธีรภัทร ฟุ้งเดช, A+30) กับ GUNG HO (1986, Ron Howard, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา พอดูหนังเสร็จ เราก็ไปกินอาหารเย็นที่ร้าน Rustico Salaya ที่อยู่ใกล้ ๆ หอภาพยนตร์ (ร้านอยู่ห่างจากหอภาพยนตร์ 3.87 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 10 นาที) ร้านนี้เป็นร้านอาหารอิตาเลียน มีเมนูพิซซ่าและพาสต้าให้เลือกเยอะแยะมากมาย อาหารอร่อยดี อยากกลับมากินอีก ร้านเปิด 11.30-21.00 น. ปิดวันจันทร์

 

ร้าน RUSTICO นี้อยู่ใกล้ ๆ ร้าน ANYA’S PLACE ที่เราเพิ่งมากินเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน อร่อยทั้งสองร้าน และเหมือนมีร้านอาหารอีกหลายร้านในบริเวณนั้นที่เรายังไม่เคยไปลองกิน แต่อาจจะไปลองกินในอนาคต อย่างเช่น

 

1. กับข้าว ชาวประมง

2. มายาวี เรสโตรองต์

3. D’EIFFEL SALATHAMMASOP 64

4. GOTOKU เป็นร้านชาบู

5. AJO BY LINO PIZZA

+++

ME AND MY COUNTRY PORNOGRAPHY (2022, Lin Htet Aung, Myanmar, 8min, A+30)

 

กราบตีน Lin Htet Aung หนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของเขาที่เราได้ดู ส่วนอีก 2 เรื่องก็คือ ONCE UPON A TIME, THERE WAS A MOM (2023) และ A METAMORPHOSIS (2025) และหนังทั้ง 3 เรื่องนี้นึกว่าคือคำนิยามของ “ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป”

 

IT’S RAINING FROGS OUTSIDE (2021, Maria Estela Paiso, Phillipines, 14min, A+30)

 

เราเข้าใจว่า เป็นหนังเกี่ยวกับการสูญเสียตัวตนในช่วงที่ผู้คนกักตัวในช่วงโควิด

 

INTO THE VIOLET BELLY (2022, Thuy-Han Nguyen-Chi, Belgium, about Vietnam, 19min, second viewing, A+30)

 

ก่อนหน้านี้เราเคยทำลิสท์หนังที่มีฉาก “พลิกบนลงล่าง พลิกล่างขึ้นบน” โดยเฉพาะหนังที่กำกับโดยผู้หญิง แล้วเรารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่า มันมีหนังบางเรื่องที่เราเคยดู ที่มีฉากแบบนี้ แต่เรานึกชื่อหนังไม่ออก

 

พอเราได้มาดู INTO THE VIOLET BELLY รอบสอง เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า มันคือหนังเรื่องนี้นี่เอง ที่มีฉากแบบนี้ แต่เรานึกชื่อไม่ออกตอนที่เราทำลิสท์ในปีที่แล้ว

 

สรุปรายชื่อหนังที่มีฉาก “พลิกบนลงล่าง พลิกล่างขึ้นบน” ที่เราได้ดู

 

1. INTO THE VIOLET BELLY (2022, Thuy-Han Nguyen-Chi, Belgium, about Vietnam, 19min, second viewing, A+30)

 

2. THE SPIRIT LEVEL (2023, Taiki Sakpisit, A+30)

 

3. AND THE FISH FLY ABOVE OUR HEADS (2025, Dima El-Horr, Lebanon, documentary, 70min, A+30)

 

4. KEEPER (2025, Osgood Perkins, A+30)

 

5. LANDMARKS (2025, Lucrecia Martel, Argentina, documentary, 119min, A+30)

 

6. MAKING SHADOWS SPEAK (2025, Wantanee Siripattananuntakul, 15min, A+30)

 

7. SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski, Germany, A+30)

+++

 

I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, approximately 90min, A+30)

 

1. ถือเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่เตรียมชิงอันดับ 1 หรือไม่ก็ top ten ของเราประจำปีนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นลองเทคไม่ตัดภาพเลยนาน 90 นาที ผู้กำกับถ่ายทางเดินในอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ โดยเราเข้าใจว่าเป็นการเดินวนรอบอาคารในทุก ๆ ชั้น ตั้งแต่ชั้น 1 จนถึงชั้น 21 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุด แต่ไม่ได้ขึ้นไปบนดาดฟ้า

 

 2. ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ชั้น 1 ของอาคารนี้มีร้านค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนชั้นสองไม่มีห้องพัก ห้องพักเหมือนจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 3 ขึ้นไป โดยตัวอาคารเหมือนมี 4 ด้าน ด้านละราว ๆ 6 ห้อง เพราะฉะนั้นแต่ละชั้นจะมีห้องพักราว 24 ห้องมั้ง เพราะฉะนั้นในหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นทางเดินหน้าห้องพักราว 456 ห้อง (24 ห้องต่อชั้น คูณ 19 ชั้น)

 

3. ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำตอนรุ่งสาง และเราจะเห็นผู้คนในอาคารแห่งนี้ปรากฏตัวออกมาเป็นครั้งคราว รวม ๆ กันแล้วไม่น่าจะเกิน 10 คน

 

4. เรามีความสุขกับการดูหนังอะไรแบบนี้มาก ๆ เหมือนมันช่วย reset หัวสมองของเราให้ไม่ต้องไปโฟกัสกับเรื่องราวแบบหนังทั่ว ๆ ไป และปล่อยให้เราคิดระบบในการดูหนังเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ เราก็เลย enjoy กับการดูทางเดินในแต่ละชั้นไปเรื่อย ๆ และคอยสังเกตสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่บนทางเดินในแต่ละชั้น

 

5. เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในนิทรรศการ SPACING THE INHERENT การเว้นระยะห่างโดยธรรมชาติ ที่ ART4C ART CENTER แล้วก็รู้สึกว่า การเอาภาพยนตร์เรื่องนี้มาปะทะกับภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ในนิทรรศการมันน่าสนใจดี เพราะถ้าหากเราดูภาพยนตร์เรื่องนี้เพียงโดด ๆ เราอาจจะรู้สึกว่า อาคารที่อยู่อาศัยแห่งนี้มันดูสะอาด เป็นระบบระเบียบ แต่อาจจะ “ไร้ชีวิตชีวา” หรือ “ไร้ความเป็นตัวของตัวเอง”

 

แต่พอมันมาฉายคู่กับหนังเรื่องอื่น ๆ ในนิทรรศการ หนังเรื่องนี้ก็เลยเหมือนสะท้อนให้เห็นว่า ถึงแม้อาคารแห่งนี้จะดูไร้ชีวิตชีวา แต่ถ้าหากเราเลือกได้ เราก็ขอใช้ชีวิตอย่างสงบแต่น่าเบื่ออยู่ในอาคารแห่งนี้ ดีกว่าที่จะใช้ชีวิตแบบ “ไม่มีพสุธาจะอาศัย” เหมือนในหนังเรื่อง INTO THE VIOLET BELLY (2022, Thuy-Han Nguyen-Chi, Belgium, about Vietnam, 19min, second viewing, A+30)

 

และดีกว่าที่จะใช้ชีวิตใน “ประเทศบ้านเกิดที่ดูเหมือนจะไม่เป็นมิตร” แบบใน A PIGEON’S JOURNEY ON THE BIRTH OF A NATION เลือน:ย้ายรัง (2026, Weerapat Sakolvaree, video installation, approximately 30mins, A+30) และ ME AND MY COUNTRY PORNOGRAPHY (2022, Lin Htet Aung, Myanmar, 8min, A+30)

 

และดีกว่าที่จะใช้ชีวิตอย่างยากจน ในอาคารซอมซ่อแบบใน THE RIVER THAT NEVER ENDS (2022, JT Trinidad, Philippines, 19min, A+30) คือเหมือนความสุขของชีวิตนางเอกใน THE RIVER THAT NEVER ENDS คือการได้มีเวลาว่าง นั่งดูผักตบชวาลอยไปลอยมาในแม่น้ำไปเรื่อย ๆ

 

เราก็เลยรู้สึกว่า กูขอใช้ชีวิตแบบน่าเบื่อใน I’M COMING UP ก็ได้นะ ถ้าหากคุณภาพชีวิตของประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนมันดูแย่กว่าแบบนี้ 55555

 

6. พอดู I’M COMING UP แล้วเราก็เลยจินตนาการว่า อยากให้มีคนทำหนังเรื่อง “อพาร์ทเมนท์นรก” ที่ยาว 270 นาที หรือ 4 ชั่วโมง 30 นาที โดยหนังเป็นลองเทค 90 นาที จำนวน 3 เทคมาต่อกัน

 

6.1 ลองเทค 90 นาทีแรก เป็นการตั้งกล้องถ่ายอพาร์ทเมนท์ด้านนึง เห็นห้องหลายสิบห้องในเฟรมภาพนั้น แบบหนังเรื่อง BLOCK B (2008, Chris Chong Chan Fui, Canada/Malaysia, 20min) คือถ้าใครเคยดู BLOCK B คงนึกออกว่า ฉากนี้ภาพมันจะออกมาเป็นแบบใด และหนังจะเล่าเรื่องโดยใช้วิธีการแบบใด คนดูจะได้รับรู้เรื่องราวความขัดแย้ง ตบตีกันอย่างรุนแรงระหว่างผู้เช่าอพาร์ทเมนท์ หรือชีวิตคนต่าง ๆ ในอพาร์ทเมนท์นี้ แต่คนดูจะต้องคอยจับสังเกตเอาเองว่า เสียงด่าทอ หรือเสียงฆาตกรรมที่ได้ยินนั้น มันน่าจะมาจากห้องไหน

 

6.2 ลองเทคในนาทีที่ 91-180 เป็นการถ่ายแบบหนังเรื่อง I’M COMING UP กล้องไล่ไปตามทางเดินในแต่ละชั้น ตั้งแต่ชั้นหนึ่งจนถึงชั้น 21 คนดูจะได้เห็นผู้เช่าอพาร์ทเมนท์แต่ละคนอย่างถนัด ๆ ถ้าหากพวกเขาโผล่ออกมานอกห้อง

 

6.3 ลองเทคในนาทีที่ 181-270 เป็นฉากกล้อง CCTV ในห้องของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ในฉากนี้คนดูจะได้เห็นว่า ถ้าหากมองผ่านกล้อง CCTV ที่ติดอยู่ตามทางเดิน, บันได, ลิฟท์ ในอาคารแห่งนี้ แล้วเราจะเห็นความจริงอะไรบ้าง โดยฉาก CCTV นี้อาจจะออกมาคล้ายหนังเรื่อง RED ROAD (2006, Andrea Arnold, UK, A+30)

 

ส่วนเนื้อหาของ “อพาร์ทเมนท์นรก” นั้น อาจจะเป็นหนังแนวไหนก็ได้ หรือเป็นหลาย ๆ แนวมารวมกัน เพราะว่าผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนนางเอกของหนังอย่าง FLAT GIRLS (2025, Jirassaya Wongsutin), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในละครทีวี MELROSE PLACE (1992-1999), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนังบู๊สะท้อนสังคม แบบ DHEEPAN  (2015, Jacques Audiard, France), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าตัวเองเหมือนอยู่ในหนัง thriller แบบ REAR WINDOW (1954, Alfred Hitchcock), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนัง horror แบบ TOOLBOX MURDERS (2004, Tobe Hooper), ผู้เช่าบางคน อาจจะรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนังอย่าง “บุปผาราตรี”, บางคนอาจจะนึกว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนังตลกร้ายแบบ HIGH-RISE (2015, Ben Wheatley, UK)  และผู้เช่าบางคน อาจจะรู้สึกว่าตัวเองสวยแบบ surreal เหมือนอยู่ในหนังอย่าง THE CORRIDOR (1995, Sharunas Bartas, Lithuania) อะไรทำนองนี้ 55555

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0KYcyqx7hFKbi3mscR35uZ78vBwNc3YpP55K1gFZiFLB4dpF6ekGJ8A7zCwniRq7Bl

 

 

Monday, November 17, 2025

PHANTOMS OF ENDLESS DAY (GHOST LOOPS) (2025, Ho Tzu Nyen, Singapore, video installation, A+30)

 

PHANTOMS OF ENDLESS DAY (GHOST LOOPS) (2025, Ho Tzu Nyen, Singapore, video installation, A+30)

 

1. ตัววิดีโอจริง ๆ สร้างโดย AI และน่าจะมีความยาวหลายชั่วโมง เพราะมันเรียงสลับสับเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ เหมือนไม่รู้จบ แต่เราได้นั่งดูวิดีโอนี้แค่ 45 นาทีนะ

 

2. วิดีโอมี 4 จอ จอนึงพูดถึงทหารญี่ปุ่นโดยใช้ภาษาญี่ปุ่น, จอที่สองพูดถึงทหารอังกฤษโดยใช้ภาษาอังกฤษ, จอที่สามพูดถึงทหารจีนคอมมิวนิสต์โดยใช้ภาษาจีน ส่วนจอที่สี่พูดถึงหนุ่มสาวคู่นึง และใช้ภาษาที่เราไม่รู้ว่าคือภาษาอะไร มันคือภาษามลายูหรือเปล่า โดยตัวละครทั้ง 4 กลุ่มนี้เหมือนผจญภัยในป่า+ทุ่งหญ้า และเผชิญกับเสือ + เสือสมิง

 

3. พอดูตัวละคร 4 กลุ่มเผชิญกับเสือสมิงในป่าลึกลับแบบนี้ เราก็เลยคิดว่า จริง ๆ แล้วควรมีการสร้างหนัง “ธี่หยด 4” หรือ DEATH WHISPERER 4 โดยทำออกมาเป็น video installation หรือ computer game แบบนี้ได้เลยนะ ให้ตัวละครในธี่หยด เข้าป่า แล้วเผชิญกับความลี้ลับต่าง ๆ ที่สร้างภาพโดย AI 55555

 

4. PHANTOMS OF ENDLESS DAY เป็นวิดีโอที่ดูสนุกมาก เราต้องคอยหมุนตัวไปมาเพื่อดูวิดีโอ 4 จอ เพราะตัวละครในแต่ละจอมักจะสลับกันพูดแบบ voiceover เพราะฉะนั้นพอจอไหนเริ่มพูด เราก็จะหมุนตัวไปดูจอนั้นเป็นหลัก

 

ไม่แน่ใจว่า “ความ 4 ภาษา” ปะทะกันตลอดเวลาแบบนี้ ในแง่นึงคือการสะท้อนความเป็น “พหุวัฒนธรรม” ของสิงคโปร์ด้วยหรือเปล่า

 

5. เนื้อหาในจอญี่ปุ่นจะโหดร้ายทารุณสุดขีด เพราะมันพูดถึงการที่ทหารญี่ปุ่นเข่นฆ่าชาวจีนจำนวนมากในสิงคโปร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

 

6. เนื่องจากภาพในหนังเรื่องนี้สร้างโดย AI ตลอดทั้งเรื่อง เราก็เลยพยายามนึกว่า เราเคยดูหนังที่ใช้ภาพจาก AI ตลอดทั้งเรื่องเรื่องไหนบ้าง ตอนนี้ก็เลยนึกออกแค่ 5 เรื่อง (ไม่นับพวกมิวสิควิดีโอที่สร้างจาก AI นะ)

 

โดยหนัง AI อีก 4 เรื่องที่เราได้ดูก็คือ

 

6.1 EMISSARY SUNSETS THE SELF (2017, Ian Cheng, A+30)

 

เหมือนหนังเรื่องนี้ก็เป็น “หนังไม่รู้จบ” เหมือนกัน เพราะเราเดาว่าหนังเรื่องนี้ใช้ AI ในการสร้างภาพไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นตัวละครในหนังก็เลยเหมือนทำอะไรไปได้เรื่อย ๆ แบบไม่รู้จบ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ

 

6.2 AIMAGINATION (2023, Tanapong Thepparak, Warat Bureephakdee, Midjourney AI, documentary, A+15)

 จินตนากานท์ (ธนพงศ์ เทพรักษ์วรัตต์ บุรีภักดี, Midjourney AI / 19.59 นาที

 

อันนี้ใช้ภาพนิ่งที่สร้างโดย AI ตลอดทั้งเรื่อง

 

6.3 THE EGGREGORES’ THEORY (2024, Andrea Gatopoulos, Italy, 16min, A+30)

อันนี้ใช้ภาพนิ่งที่สร้างโดย AI ตลอดทั้งเรื่อง

 

6.4 VERNACULAR DREAMSCAPES: NOCTURNAL DREAM DISPOSAL (2024, Marc Richter, Germany, 9min, A+30)

 

อันนี้ใช้ภาพเคลื่อนไหวที่สร้างโดย AI เป็นส่วนสำคัญ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ

 

7. เหมือนพอดูหนังหลาย ๆ เรื่องที่ใช้ภาพจาก AI เหล่านี้แล้ว เราก็เลยพบว่า

 

7.1 ภาพและภาพเคลื่อนไหวจาก AI ตอนนี้สามารถนำมาใช้รองรับ “การเล่าเรื่อง” ได้แล้ว

 

7.2 ภาพและภาพเคลื่อนไหวจาก AI ตอนนี้สามารถนำมาใช้รองรับ “การนำเสนอไอเดียของผู้กำกับ” ได้แล้ว

 

7.3 คุณลักษณะเด่นของภาพ+ภาพเคลื่อนไหวจาก AI ในตอนนี้คืออารมณ์ surreal, ความเหนือจริง, ความหลอน, ความ otherworldly คือถ้าหากผู้กำกับคนไหนต้องการอารมณ์ส่วนนี้เป็นหลัก ก็ใช้ภาพจาก AI ได้

 

7.4 คุณลักษณะเด่นของภาพเคลื่อนไหวจาก AI ในตอนนี้ ก็คือ “อารมณ์ตลก” จากความไม่สมจริง ความไม่สมประกอบของ “มนุษย์” ในภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเราว่า Radu Jude ใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้ดีสุดขีดในหนังเรื่อง DRACULA (2025, Rad Jude, Romania, A+30) และอารมณ์ตลกแบบนี้ก็พบได้ใน PHANTOMS OF ENDLESS DAY ด้วยเช่นกัน

 

7.5 แต่สิ่งที่เรายังไม่พบจาก “หนัง AI” ในตอนนี้ก็คือ “อารมณ์ซาบซึ้ง” แบบที่พบได้ในหนังของ Eric Rohmer, Hong Sang-soo, Mike Leigh, John Cassavetes, Paul Morrissey, Mikio Naruse, etc. อะไรทำนองนี้น่ะ เหมือนอารมณ์แบบนี้ยังต้องการการนำเสนอผ่าน “มนุษย์ที่ดูสมจริง” อยู่

 

ก็ต้องรอดูว่า เทคโนโลยี AI จะพัฒนาไปถึงจุดนั้นได้เมื่อไหร่ หรือเทคโนโลยี AI อาจจะไม่จำเป็นต้องพัฒนาไปถึงจุดนั้นก็ได้ เพราะที่มันเป็นอยู่นี้ มันก็มีประโยชน์ในแบบของตัวมันเองอยู่แล้ว และเราก็ชอบ “ความเหนือจริง + ความฮา” ที่เกิดจาก “หนัง AI” เท่าที่เราเคยดูมามาก ๆ

 

+++

 

สรุปว่าตอนนี้เราได้ดู BEAUTIFUL DUCKLING (1965, Lee Hsing, Taiwan, A+30) และ THE DUCKLING เป็ดน้อย (1968, Prince Panupan Yukol พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล, A+30) ไปแล้ว ก็เลยได้แต่รอว่า จะมีคนนำหนังเรื่อง DON’T TORTURE A DUCKLING (1972, Lucio Fulci, Italy) มาลงโรงฉายในไทยด้วยนะคะ จะได้ดูครบ “ไตรภาค DUCKLING” 55555 หรือถ้าหากมีคนจัดงาน LUCIO FULCI RETROSPECTIVE ในไทยด้วย ก็จะดีมาก ๆ เลยค่ะ

 

Sunday, July 31, 2022

AN ISLAND DRIFTS

 

ผลตรวจประจำวันอาทิตย์ที่ 31 ก.ค. 2022ไม่ติด

 

ตอนแรกนึกว่าตัวเองติดโควิดแน่แล้ว เพราะเมื่อวานมึนหัวตอนเช้า ก็เลยนอนกลางวันตั้งแต่ 11.00-15.00 น. ตื่นมาแล้วอาการดีขึ้น แต่พอดึก ๆ ก็มึนหัวมาก เหมือนเป็นไข้ เลยแดกพาราไป 2 เม็ด กับฟ้าทะลายโจร 4 เม็ด รู้สึกเหมือนเป็นไข้ตลอดทั้งคืน แต่ตัวไม่ร้อนนะ แต่มึนหัวเหมือนกับตอนที่เป็นไข้น่ะ

 

ตอนนี้ก็เลยไม่แน่ใจว่าอาการมึนหัวเกิดจากอะไร ถ้าไม่ได้เกิดจากโควิด หรือว่าเกิดจากที่เราโดนฝนตกใส่หัวตอนนั่งมอเตอร์ไซค์ไปดูหนังเรื่อง DELICIOUS ที่ DOC CLUB เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา คือวันนั้นเราเห็นแดดมันออกจ้าแล้วนะ เราก็เลยนั่งวินมอเตอร์ไซค์ออกจากซอยไป แต่ปรากฏว่ามันก็มีฝนตกพรำ ๆ ลงมาใส่หัวเราทั้ง ๆ ที่แดดออกจ้านี่แหละ ซวยมาก ๆ

 

A SUNDAY IN PORTSMOUTH (2022, Sigurd Kølster, Denmark, 24min, A+25)

 

1.พอเป็นหนังพูดภาษาอังกฤษแบบไม่มีซับไตเติล เราก็เลยตามเนื้อเรื่องไม่ทันในจุดที่ว่า ตกลงแล้วปมปัญหาในชีวิตของพระเอกคืออะไรกันแน่

 

2.สะเทือนใจกับปมปัญหาของนางเอกมาก ๆ ที่เป็นโรคเกี่ยวกับตา ซึ่งจะทำให้กลายเป็นคนตาบอดในเวลาต่อมา ดูแล้วนึกถึงตอนที่ตัวเองมีอาการจอประสาทตาฉีกขาด 4 จุดในปี 2019 และตอนที่เราผ่าตัดต้อกระจก 3 ครั้งในปี 2020-2021 แต่อาการของนางเอกหนักหนากว่าของเราหลายเท่า เพราะโรคของเธอดูเหมือนจะเป็นโรคที่รักษาไม่ได้

 

3.รู้สึกกึ๋ย ๆ นิดหน่อยในฉากที่พระเอกพยายามพูดต่อต้านการฆ่าตัวตาย

 

 

AN ISLAND DRIFTS (2021, Vivian Ip, Singapore, 19min, A+25)

 

เรื่องของการกดขี่กันเป็นชั้น ๆ ครูใหญ่ต้องการสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน ก็เลยเหมือนปรับหลักสูตรตารางสอนใหม่ ซึ่งยิ่งเป็นการเพิ่มความเคร่งเครียดให้กับครูและเด็ก ๆ ครูบางคนไม่เห็นด้วย แต่ตัวละครเอกของเรื่องซึ่งเป็นครูหนุ่มเห็นด้วย เพราะเขาต้องการสร้างผลงานดี ๆ และเขาก็จะไปกดดันเด็ก ๆ นักเรียนเพื่อให้เด็ก ๆ มีผลการเรียนดี ๆ เช่นกัน แต่การที่เขาไปเข้มงวดกับเด็ก ๆ ก็เลยส่งผลให้เด็กคนนึงกระโดดตึกตายไปเลย

 

ชอบการแสดงของครูหนุ่มในหนังเรื่องนี้มาก ๆ ดูแล้วนึกถึงคนบางคนที่เรารู้จักในชีวิตจริงที่มีอากัปกิริยาบุคลิกลักษณะแบบนี้ คือเราก็บรรยายเป็นคำพูดไม่ถูกเหมือนกัน แต่เหมือนกับว่า คนที่ “แคร์สายตาของคนอื่น ๆ” และต้องการให้ “ตัวเองดูดี ดู perfect ในสายตาของคนอื่น ๆ” คนที่ “แคร์มาตรฐานของสังคม” พยายามทำให้ตัวเองดูดีตามเกณฑ์ที่สังคมกำหนดไว้ บางคนมันมีบุคลิกลักษณะแบบครูหนุ่มในหนังเรื่องนี้จริง ๆ

Monday, December 13, 2021

TIONG BAHRU SOCIAL CLUB (2020, Tan Bee Thiam, Singapore, A+30)

 

TIONG BAHRU SOCIAL CLUB (2020, Tan Bee Thiam, Singapore, A+30)

 

spoilers alert

--

--

--

--

--

 

 

1. Thomas Pang น่ารักมาก ฉันรักเขา

 

2. ตอนดูก็ชอบสุด ๆ นะ แต่ก็งงกับหนังประมาณนึง เพราะตอนแรกนึกว่ามันจะเป็นหนังไซไฟแบบ THE STEPFORD WIVES (2004, Frank Oz), PARADISE HILLS (2019, Alice Waddington) หรือ GET OUT (2017, Jordan Peele) ที่ภายใต้ฉากหน้าที่สงบสุข มีความชั่วร้ายแฝงอยู่ แต่ปรากฏว่ามันไม่เป็นเช่นนั้น เหมือนพระเอกดูหัวอ่อนมาก ๆ แต่ก็มีความสุขไปได้เรื่อย ๆ ท่ามกลางการถูก monitor อย่างเข้มงวด แม้แต่ในตอนที่ร่วมรักกับเมียตัวเอง

 

คือตอนดูจะรู้สึกว่า มันคงเสียดสีอะไรบางอย่างในสิงคโปร์ แต่เราไม่แน่ใจว่าคืออะไร

 

3.แต่พอได้คุยกับเพื่อน ๆ ก็เลยมีการตั้งทฤษฎีกันว่า หนังอาจจะเสียดสีประชากรหลายคนในสิงคโปร์ ที่หัวอ่อนสุด ๆ ว่านอนสอนง่ายมาก ๆ ซึ่งไม่ใช่ประชากรกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่เคยได้รับการนำเสนอในหนังอย่าง TO SINGAPORE, WITH LOVE (2013, Tan Pin Pin) และ THE RETURN (2015, Green Zeng) แต่อย่างใด

 

4. ฉากที่รู้สึกว่าน่าสนใจมากในหนัง คือฉากที่นักเคลื่อนไหวมาปลุกระดมชาวบ้านให้ไม่ขายบ้าน แต่ชาวบ้านรวมตัวกันขับไล่นักเคลื่อนไหวออกไป เพราะพวกเขาต้องการเงินที่จะได้จากการขายบ้าน แต่ไม่สนใจความทรงจำที่มีต่อสถานที่หรือชุมชน คือการนำเสนอชาวบ้านแบบนี้นี่มันเป็นอะไรที่แปลกหูแปลกตามาก ๆ สำหรับคนนอกสิงคโปร์อย่างเรา ซึ่งเป็นคนที่คุ้นชินกับการนำเสนอภาพชาวบ้านแบบชุมชนป้อมมหากาฬ, ชุมชนกระดาษ (ตรอกเจริญไชย ย่านเยาวราช ที่ถูกเวนคืนที่ดินเพื่อทำสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินวัดมังกร), etc. ที่ผูกพันกับถิ่นที่อยู่ของตัวเองอย่างรุนแรง เราก็เลยรู้สึกสนใจมาก ๆ ว่าฉากดังกล่าวในหนังเรื่องนี้มันสมจริงหรือเกินจริง (เพื่อเสียดสี) มากน้อยแค่ไหน

 

5.รู้สึกว่าถ้าหากเราเป็นตัวละครในหนังเรื่องนี้ เราคงเป็นคนทำทัวร์แมวที่ถูกไล่ออกเป็นรายแรก 555555

 

6.การทำงานรับฟัง complain ของพระเอก ก็ทำให้เรานึกถึงเรื่องที่เราเคยได้ยินว่า รัฐบาลสิงคโปร์ส่งเจ้าหน้าที่ไปทำงานรับฟัง complain แบบนี้ตามตึกที่อยู่อาศัยของชาวบ้านเป็นประจำ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ในความเป็นจริงนั้น การทำงานแบบนี้ช่วยแก้ทุกข์สุขของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน คือเราว่าการส่งคนไปรับฟัง complain ของประชาชนตามตึกแบบนี้เป็นสิ่งที่ดีนะ แต่ในหนังเรื่องนี้ดูเหมือนกับว่า งานที่พระเอกทำมันดูไม่มีประสิทธิภาพจริง ๆ ยังไงไม่รู้

 

7.จริง ๆ แล้วเราว่าหนังเรื่องนี้ควรฉายควบกับหนังที่เราชอบสุด ๆ อีกเรื่อง ซึ่งก็คือ LIVING A BEAUTIFUL LIFE (2003, Corinna Schnitt,  13min) เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้ทำให้เรา “นึกไปเองว่ามันจะมีการระเบิดอย่างรุนแรงในช่วงท้าย แต่กลับไม่มีการระเบิดใด ๆ ทั้งสิ้น” 555

 

คือ LIVING  A BEAUTIFUL LIFE ทำให้เรารู้สึกเหมือนดูหนัง Michael Haneke ที่ตัวละครชนชั้นกลาง/คนรวยที่น่าหมั่นไส้ ไม่ได้รับการลงโทษใด ๆ ทั้งสิ้นน่ะ เพราะหนังเรื่องนี้นำเสนอคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวร่ำรวยสองคน ที่มีชีวิตเพียบพร้อม ทั้งสองบรรยายถึงชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เปี่ยมด้วยความสุขสุดขีดของตัวเองไปเรื่อย ๆ ซึ่งเรารู้สึกว่าถ้าหากตัวละครสองตัวนี้ไปอยู่ในหนังของ Haneke พวกมึงต้องไม่รอดแน่ ๆ พวกมึงต้องเจอดีแน่ ๆ ในช่วงท้ายของหนัง แต่ปรากฏว่าหนุ่มสาวผู้ร่ำรวยและเปี่ยมสุขทั้งสองไม่เจออะไรแบบนั้นเลย มันเหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้ทำให้เราจุดชนวนระเบิดในใจตัวเอง และคิดว่า “ระเบิดในใจเรา” จะได้รับการระบายออกผ่านทางหนัง หนังจะ satisfy เราด้วยการให้เราได้ release ระเบิดในใจออกมาในช่วงท้าย แต่หนังเรื่องนี้กลับไม่ทำแบบนั้น เราก็เลยฝังใจกับหนังเรื่องนี้มาก ๆ ลืมหนังเรื่องนี้ไม่ลงตลอดช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา

 

เหมือน TIONG BAHRU SOCIAL CLUB ก็ส่งผลกระทบกับเราในแบบที่คล้าย ๆ LIVING A BEAUTIFUL LIFE คือเรานึกว่าหนังมันจะเฉลยว่าชุมชนนี้มีความชั่วร้ายแฝงอยู่ หรือไม่ก็มีกลุ่มตัวละครเป็นโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง, มีคนฆ่าตัวตายต่อหน้าทุก ๆ คนในชุมชน หรือมีการล่มสลายอย่างรุนแรงของชุมชนนี้ในที่สุด  แต่ปรากฏว่าหนังไม่ได้ satisfy เราในแบบนั้นเลย เราก็เลยรู้สึกว่าหนังมันมีอะไรคล้าย ๆ กับ LIVING A BEAUTIFUL LIFE ในแง่นี้

 

 

Sunday, October 03, 2021

MY BROTHER (2020, Shreela Agarwal, India, 22min, A+30)

 

MY BROTHER (2020, Shreela Agarwal, India, 22min, A+30)

 

หนังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานต่างด้าวสองคนในสิงคโปร์ คนนึงเป็นชายหนุ่มชาวอินเดีย อีกคนเป็นเด็กชายชาวอินโดนีเซีย ทั้งสองพูดกันคนละภาษา ก็เลยคุยกันไม่ได้ แต่ทั้งสองพยายามหลบหนีตำรวจสิงคโปร์ไปด้วยกัน โดยที่ชายหนุ่มชาวอินเดียดูเหมือนจะไม่ต้องการให้เด็กอินโดนีเซียมาติดสอยห้อยตามเขา แต่เด็กอินโดนีเซียก็ไม่รู้ว่าจะหนีไปไหน ก็เลยคอยตามหนุ่มอินเดียไปเรื่อย ๆ

 

จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้เสี่ยงมากๆ ที่จะกลายเป็นหนังคลิเช่ฟูมฟายสูตรสำเร็จมาก ๆ เลยนะ เพราะจุดประสงค์ทางอารมณ์ของหนังเหมือนต้องการสร้างความซาบซึ้งทางอารมณ์, บอกว่าเพื่อนมนุษย์ควรช่วยดูแลกัน และเราควรเห็นใจคนงานต่างด้าวอะไรทำนองนี้ คือถ้าหากมันพยายามเร้าอารมณ์ซาบซึ้งแบบหนักมือ มันจะให้อารมณ์คล้าย ๆ โฆษณาไทยประกันชีวิตอะไรแบบนั้นไปเลย

 

แต่เราก็ยอมรับหนังเรื่องนี้ได้นะ เพราะเราว่ามันไม่ฟูมฟายมากเกินไป และเราชอบที่หนังเอาตัวละครคนอินเดียกับอินโดนีเซียมาปะทะกันในสิงคโปร์ เราว่ามันเป็นสิ่งที่น่าสนใจดี

 

เหมาะฉายควบกับหนังเรื่อง THE CHILD & THE SOLDIER (2000, Reza Mirkarimi, Iran) ที่พูดถึงเรื่องของทหารหนุ่มกับเด็กชายที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องเดินทางไปด้วยกัน

https://www.imdb.com/title/tt0266705/?ref_=nm_knf_i3

 

#signesdenuit2021

Monday, May 25, 2020

FLAT (2020, Lei Yuan Bin, Singapore, 143min, A+30)


FLAT (2020, Lei Yuan Bin, Singapore, 143min, A+30)

1.หนังเรื่องนี้เป็นเหมือนการบันทึกกิจวัตรประจำวันของ artist หญิงคนนึงขณะอยู่บ้าน (เข้าใจว่าเป็นแฟลต 4 ห้อง) ในช่วง Covid-19 ระบาด แต่เราดูหนังเรื่องนี้ด้วยความไม่รู้ว่ามันเป็น documentary หรือ fiction เพราะฉะนั้นขณะที่เรากำลังดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นการฉายทาง youtube แบบครั้งเดียวจบ ไม่มี re-run เราก็เลยสันนิษฐานไว้ก่อนว่ามันอาจจะเป็น fiction ก็ได้ เราก็เลยไม่กล้าเดินไปกินน้ำในช่วง 100 นาทีแรก ถึงแม้เราจะหิวน้ำมากก็ตาม 55555

คือถ้าหากเราเดินไปกินน้ำ เราก็จะต้องละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 30 วินาทีน่ะ แล้วเรากลัวว่า ใน 30 วินาทีนั้น อยู่ดีๆก็อาจจะมีการฆาตกรรมเกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดจุดพลิกผันใหญ่โตอะไรใน 30 วินาทีนั้น ก็ได้ แล้วเราก็จะพลาดฉากสำคัญไป

แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้ไปได้ราว 100 นาที เราก็เดาว่ามันคงเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆตลอดทั้งเรื่องน่ะ คงเป็นการบันทึก+ถ่ายทอดกิจวัตรประจำวันไปเรื่อยๆ เราก็เลยกล้าละสายตาจากหน้าจอ แล้วเดินไปกินน้ำได้ 55555

2.ไม่รู้ทำไมถึงดูแล้วไม่เบื่อเลย ทั้งๆที่หนังไม่มี “เหตุการณ์สำคัญ” หรือเส้นเรื่องแบบหนังเล่าเรื่องทั่วไป คงเป็นเพราะผู้กำกับแม่นยำในการวางเฟรมภาพ และรู้ว่าแต่ละฉากควรยาวเท่าไรมั้ง อย่างในฉากที่นางเอกนอนหลับนี่ เราก็ต้องนั่งดูเธอนอนหลับไปเรื่อยๆ แต่ก็ดูแล้วไม่เบื่อ

3.ช่วงแรกๆดูแล้วจะนึกถึง JEANNE DIELMAN, 23 QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLLES (1975, Chantal Akerman) มากๆ เพราะ JEANNE DIELMAN ก็เป็นการจับภาพกิจวัตรประจำวันของผู้หญิงในที่พักเล็กๆของตัวเองเหมือนกัน และเป็นหนังที่ดูแล้วตราตรึงมากๆเหมือนกัน แต่ JEANNE DIELMAN มีเส้นเรื่องบางๆ และมีพัฒนาการของตัวละครด้วย ในขณะที่ FLAT ไม่มีความเปลี่ยนแปลงของตัวละครเกิดขึ้น

4.อีกสิ่งที่แตกต่างกันระหว่าง JEANNE DIELMAN กับ FLAT ก็คงเป็น main activity ของตัวละครมั้ง เพราะเหมือนใน JEANNE DIELMAN ฉากที่ตราตรึงมากๆในหนังคือการทำอาหารของนางเอก แต่ใน FLAT นั้นมีฉากทำอาหารแทรกเข้ามาหลายครั้งก็จริง แต่มันจะสั้นๆ เร็วๆ และเรามักจะเห็นแค่ด้านหลังของนางเอกในฉากทำอาหาร ส่วนใน JEANNE DIELMAN นั้นเราจะเห็นด้านหน้าของนางเอกในขณะทำอาหาร

main activity ของนางเอก FLAT เหมือนจะเป็นการออกกำลังกาย เพราะหนังใส่ฉากออกกำลังกายเข้ามาหลายครั้งมาก

เราว่าผู้กำกับของหนังทั้งสองเรื่องคงรู้แหละว่า กิจกรรมใดดู spectacle มากที่สุดสำหรับนางเอก+สถานการณ์ของนางเอก+พื้นที่ที่ใช้ถ่ายทำน่ะ เพราะการทำอาหารใน JEANNE DIELMAN มันดูงดงามและ spectacle ในแบบของมันเอง  ส่วนการทำอาหารใน FLAT มันดูไม่ spectacle ในขณะที่การออกกำลังกายของนางเอกใน FLAT มันดูเป็นกิจกรรมที่ร่างกายของตัวละครมีการเคลื่อนไหวมากที่สุดแล้ว มันก็เลยคล้ายๆจะเป็นกิจวัตรประจำวันที่น่าจะดูเพลินที่สุดอย่างนึง

5.เราแอบจับเวลาตอนนางเอกของ FLAT ทำท่า plank ด้วย 55555 เพราะเราอยากรู้ว่าคนอื่นๆเขา plank กันได้นานกี่นาที เพราะปกติแล้วเราทำได้แค่ 2 นาทีเท่านั้น และเรารู้ว่าหนังเรื่องนี้คงถ่ายนางเอกทำท่า plank ตั้งแต่ต้นจนจบน่ะ คงไม่มีการตัดภาพไปฉากอื่นๆในกลางคัน

6.ฉากที่สนุกที่สุดในหนัง คงเป็นฉากที่นางเอกคุยกับเพื่อนๆผ่านทางโปรแกรม ZOOM มั้ง เพราะในฉากอื่นๆเราไม่เห็นเธอคุยกับใครเลย มีอยู่ฉากเดียวในหนังนี่แหละที่เธอได้คุยกับเพื่อนๆ

7.ฉากที่ประทับใจที่สุดในหนัง คือฉากที่เราเขียนถึงไปแล้วเมื่อวานนี้ คือฉากที่นางเอกเอาตุ๊กตาโดเรมอนไปซัก แล้วเหมือนเธอจะคุยกับตุ๊กตาไปด้วย มันทำให้เรานึกถึงเวลาที่เราเอาตุ๊กตาหมีไปซักเหมือนกัน

8.อีกฉากที่ประทับใจมาก คือฉากที่หนังบันทึกภาพนางเอกขณะถอดเสื้อหลายตัวออกจากไม้แขวน เพราะมันก็เป็นกิจวัตรที่เราทำทุกสัปดาห์เหมือนกัน แต่เราไม่ค่อยเห็นกิจกรรมนี้ได้รับการถ่ายทอดในหนังน่ะ

คือในหนังหลายๆเรื่อง มันจะมีฉาก “ตากผ้า” น่ะ มีฉากตัวละครเอาผ้าไปแขวนที่ราว แต่มันไม่ค่อยมีหนังที่ตัวละครเอาผ้าที่ตากเสร็จแล้วออกจากไม้แขวน มันเหมือนกับว่าการตากผ้าเป็นอะไรที่ spectacle (ยกตัวอย่างเช่น ในหนังเรื่อง FLIGHT OF THE INNOCENT (1992, Carlo Carlei) ที่มีฉากตากผ้าที่คลาสสิคมาก) และเหมาะจะบันทึกไว้ในภาพยนตร์ แต่การปลดเสื้อที่ตากเสร็จแล้วออกจากไม้แขวนทีละตัว ทีละตัว เป็นอะไรที่ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจจะบันทึกมาก่อน ยกเว้นในหนังเรื่องนี้

9.อีกฉากที่ประทับใจมาก คือฉากที่เหมือนนางเอกนั่งดูทีวีนานหลายนาที แล้วหนังถ่ายโดยใช้วิธีให้นางเอกหันหน้าเข้าหากล้อง แล้วนางเอกก็แสดงปฏิกิริยาต่อรายการที่ดูไปเรื่อยๆ ซึ่งน่าจะเป็นรายการตลก เพราะนางเอกหัวเราะอยู่หลายครั้ง

คือเราว่าฉากนี้มันดูเหมือน “ผู้ชมกำลังส่องกระจกดูตัวเอง” อยู่กลายๆน่ะ เพราะผู้ชมหลายๆคนก็คงนั่งดูหนังเรื่องนี้ในห้องอยู่คนเดียวเหมือนนางเอก ฉากนี้ก็เลยให้ความรู้สึกที่ประหลาดมาก มันเหมือนเรากำลังดูตัวเองอยู่ในจอหนัง/จอคอมพิวเตอร์ไปเรื่อยๆ

คือถ้าหนังถ่ายฉากนี้โดยให้นางเอก “หันข้าง” เข้าหากล้อง มันจะไม่ได้ความรู้สึกแบบนี้น่ะ มันก็จะเป็น “ผู้ชมดูตัวละครที่กำลังดูจอทีวี” แต่พอหนังให้นางเอกหันหน้าเข้าหากล้อง เพราะฉะนั้น “จอทีวี” ที่นางเอกมอง มันก็เลยเหมือนจะทาบทับหรือซ้อนเหลื่อมกับ “จอคอมพิวเตอร์” ที่เรากำลังจ้องมองไปยังนางเอก และพอ “จอทีวีในโลกที่ตัวละครอาศัยอยู่” กับ “จอคอมพิวเตอร์ในโลกแห่งความเป็นจริงที่เราอาศัยอยู่” มันซ้อนเหลื่อมกัน มันก็จะเกิดความรู้สึกเหมือนหน้าจอกลายเป็น mirror ขึ้นมา หรือเป็นสะพานเชื่อมมิติบางอย่างขึ้นมา

10.อีกฉากที่ชอบสุดๆในหนัง คือฉากที่นางเอกจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างตอนกลางคืน ขณะฝนตก แล้วนางเอกก็เดินออกไปจากเฟรมภาพ แต่กล้องยังคงจับภาพบรรยากาศฝนตกข้างนอกต่อไปเรื่อยๆอีกนานหลายนาที มันเหมือนกับว่าฉากนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่ฉากในหนังเรื่องนี้ ที่ให้ความสำคัญกับบรรยากาศรายรอบ แทนที่จะให้ความสำคัญแต่กับ “สิ่งที่นางเอกทำ”

ฉากข้างต้นเหมือนเป็นการสร้างความคล้องจองกับอีกฉากในช่วงท้ายเรื่องด้วย เพราะในท้ายเรื่อง จะมีฉากที่กล้องมองออกไปนอกหน้าต่างห้องนานหลายนาทีเหมือนกัน แต่เป็นเวลากลางวัน เราเห็นตึกต่างๆ และเห็นเมฆครึ้ม แล้วพอกล้องจับภาพทิวทัศน์ตอนกลางวันไปแล้วนานหลายนาที นางเอกถึงค่อยๆโผล่เข้ามาในเฟรมภาพนี้

11.ดู FLAT แล้วนึกถึงหนังสั้นไทยหลายๆเรื่องในเทศกาลภาพยนตร์ THAILAND COVID FILM FESTIVAL เพราะเหมือนกับว่าหนังสั้นไทยหลายๆเรื่องในเทศกาลนี้ ก็พยายามบันทึกภาพชีวิตผู้คนในช่วงเกิดโรคระบาดเหมือนกัน แต่เราเข้าใจว่า เทศกาลนี้กำหนดความยาวของหนังแต่ละเรื่องให้ไม่เกิน 5 นาทีมั้ง หนังไทยแต่ละเรื่องในเทศกาลนี้ก็เลยนำเสนอภาพชีวิตคนได้อย่างสั้นมากๆ รวบรัดมากๆ ในขณะที่ FLAT สามารถนำเสนอกิจวัตรประจำวันต่างๆได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องคั้นเอาแต่ “สาระสำคัญ” มานำเสนอ

12.ถ้าหากถามว่าดู FLAT แล้วนึกถึงหนังไทยเรื่องไหน เราก็นึกถึง SUNDAY (2010, Siwapond Cheejedreiw, 24min) น่ะ เพราะ SUNDAY ก็เป็นการบันทึกภาพกิจวัตรประจำวันในบ้านของ subjects เหมือนกัน และ subjects ของหนังทั้งสองเรื่องนี้ก็ชอบออกกำลังกายในบ้านเหมือนกัน แต่อาจจะแตกต่างกันตรงที่ใน SUNDAY นั้นตัว subjects เป็นคนหลายคนในครอบครัวเดียวกัน ส่วนใน FLAT นั้น subject มีแค่คนเดียว

Monday, December 21, 2015

SI TI KAY (2015, Noor Effendy Ibrahim, stage play, A+30)

SI TI KAY (2015, Noor Effendy Ibrahim, stage play, A+30)

--เป็นละครเวทีที่ใช้ประโยชน์จากเรือนร่างและมัดกล้ามอันกำยำของนักแสดงชายได้อย่างจั๋งหนับมากๆค่ะ จะเป็นรองก็แค่ละครเวทีเรื่อง GUY (2015, Atthapol Gatenuam)  เท่านั้นในด้านนี้

--เราเดาว่ามันอาจจะเป็นการเสียดสีสังคมสิงคโปร์นะ สังคมหลายเชื้อชาติที่บังคับให้ทุกคนทำตัวขาวบริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา

--แต่เวลาที่ดูละครเวทีเรื่องนี้เราจะนึกถึงหนังบางเรื่องที่นำเสนอภาพ “ครอบครัว และสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวที่ซ่อนความวิปริตไว้ภายใน” อย่างเช่นเรื่อง TEOREMA (1968, Pier Paolo Pasolini), ABNORMAL FAMILY (1984, Masayuki Suo), SITCOM (1998, François Ozon) และ THE HAMSTERS (2015, Gil González) เพราะละครเวทีเรื่องนี้ทำเหมือนกับว่าคนหลายเชื้อชาติเหล่านี้เป็นครอบครัวเดียวกัน และแต่ละคนซ่อนความวิตถารไว้ภายใน

--สิ่งที่ฮามากคือการที่นักแสดงหญิงคนเดียวในเรื่องส่งเสียงครวญครางเหมือนอยากมีเซ็กส์ตลอดเวลา แต่นักแสดงชายหนุ่มอีก 3 คนในเรื่องมัวแต่ลูบไล้กันเอง เล่นกันเองเกือบตลอดเวลา ก่อนจะเอานักแสดงหนุ่มหล่อ (John Cheah) มาช่วยบำบัดตัวละครหญิงแบบชั่วครู่ชั่วยามในช่วงหลังของเรื่อง




Sunday, August 30, 2015

1021 (2014, Vicknesh Saravanan, Singapore, C)

1021 (2014, Vicknesh Saravanan, Singapore, C)

เป็นหนังทมิฬเรื่องที่สองของสิงคโปร์ แต่เราดูแล้วก็รู้สึกว่าหนังอาจจะมีดีแค่ในแง่ความเป็น “cultural object” ของมันนะ

สิ่งที่น่าสนใจในหนังก็รวมถึงการสะท้อนภาพสิงคโปร์ได้ต่ำช้ามากๆ ราวกับว่าอยู่ในหนังอย่าง BAD LIEUTENANT: PORT OF CALL – NEW ORLEANS (2009, Werner Herzog, A+30) และเราว่าโทนซีเรียสของหนังเรื่องนี้มัน work ในบางฉาก แต่พอมันมารวมกับ “ความสะใจในฉากรุนแรง” แล้ว มันให้ความรู้สึกที่ “มากเกินไป” สำหรับเรา

คือหนังเรื่องนี้เป็นหนัง feel bad แต่มันไม่ใช่หนัง feel bad แบบ Michael Haneke หรือ Robert Bresson เพราะหนังกลุ่มนั้นมันจะหลีกเลี่ยงการนำเสนอภาพความรุนแรง แต่หนังเรื่องนี้มันเป็นหนัง feel bad แบบ “อำมหิตพิศวาส” (2006, ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) ที่เหมือนคนทำจะสะใจกับการนำเสนอภาพความรุนแรงในหนังด้วย

ซึ่งหนังที่คนทำสะใจกับการนำเสนอภาพความรุนแรงนี่ บางเรื่องมันก็ work สำหรับเรานะ อย่างเช่นหนังบางเรื่องของ Alwa Ritsila เพราะหนังของ Alwa มันมีความคัลท์, ความตลกขบขัน หรือ “ความไม่จริง” อยู่สูงน่ะ และเราว่าไอ้ “ความคัลท์/ตลก/ไม่จริง” นี่มันช่วยลดความรู้สึก feel bad ในใจเรา เวลาเราเห็นฉากรุนแรงในหนังของ Alwa

แต่พอความรุนแรงมันมารวมกับ “โทนซีเรียส” แบบในหนังเรื่อง 1021 แล้ว มันก็เลยเกิดความรู้สึกล้นเกินอย่างมากๆน่ะ เราก็เลยรู้สึกเสียดายหนังเรื่องนี้มากๆ เราว่าถ้าหากผู้กำกับรักษาโทนซีเรียสไว้ตามเดิม แต่เพลามือในการนำเสนอความรุนแรงในหนังลงไปได้บ้าง หนังมันจะออกมาโอเคขึ้น

ถ้าใครอยากรู้ว่าเราชอบวิธีการนำเสนอ “เนื้อเรื่องที่รุนแรง” ในหนังอย่างไร ขอให้ดูหนังอย่าง THE BLUE HOUR (2015, Anucha Boonyawatana) และ L’ARGENT (1983, Robert Bresson) เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด เพราะในหนังทั้งสองเรื่องนี้ มันมีการฆ่ากันอย่างรุนแรงในหนัง แต่หนังสามารถนำเสนอการฆ่ากันอย่างรุนแรงออกมาด้วยวิธีการที่โอเคมากๆๆๆ ในขณะที่หนังอย่าง 1021 คือตัวอย่างของวิธีการที่ไม่โอเคมากๆสำหรับเราในการนำเสนอภาพความรุนแรง


อย่างไรก็ดี ทุกอย่างมันก็มีข้อยกเว้นนะ หนังสิงคโปร์อย่าง PAIN (1994, Eric Khoo, A+30) ก็นำเสนอภาพที่รุนแรงมากๆเช่นกัน แต่เรากลับชอบมันมากๆ เพราะเรารู้สึกเหมือนกับว่า คนทำไม่ได้ “สะใจ” กับความรุนแรงในหนังน่ะ ในขณะที่หนังอย่าง 1021 นี่เราไม่แน่ใจว่า คนทำสะใจหรือเปล่า

Friday, May 22, 2015

SINGAPORE GIRL (2014, Kan Lume, Singapore, A+20)

SINGAPORE GIRL (2014, Kan Lume, Singapore, A+20)

1.ชอบมาก 555 จริงๆแล้วช่วงแรกชอบในระดับ A+30 เลยนะ แต่อารมณ์มันมา drop ลงตอนท้ายๆ เกรดก็เลยลดลง

สาเหตุที่ชอบมากเป็นเพราะเราชอบหนังแบบนี้นี่แหละ หนังที่แทบไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้น เป็นตัวละครคุยกันไปเรื่อยๆ และเป็นหนังที่พาฝันในแบบที่เราต้องการ

2.ดูแล้วนึกถึงอดีตของตัวเองตอนไปเที่ยวหัวหินกับเกาะเสม็ดแล้วได้รู้จักกับชายแปลกหน้า อิอิอิ แต่น่าเสียดายที่ชายแปลกหน้าที่ได้รู้จักในตอนนั้นเป็น straight ความพยายามในการเสยหีเข้าใส่ก็เลยไม่สัมฤทธิ์ผล

ฉากที่ทั้งสองเจอกันครั้งแรกก็ใช่มากๆ เพราะตอนไปหัวหิน การได้ทำความรู้จักกับชายแปลกหน้าก็เกิดขึ้นที่สระว่ายน้ำเหมือนกัน

หนังเรื่องนี้มันก็เลยพาฝันในแบบที่สนอง need ของเรามากๆ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับนางเอกหนังเรื่องนี้ คือสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเราเองในอดีต แต่มันไม่ได้เกิดขึ้น

3.ในขณะที่มัน “พาฝัน” สำหรับเรา เราก็รู้สึกว่ามันใกล้เคียงกับสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตเรามากกว่าหนังเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังอย่าง HAND IN THE GLOVE (2014, Yusuke Inaba, A+15) ที่เป็นตัวละครเดินเที่ยว+คุยกันตลอดทั้งเรื่องเหมือนกัน คือ HAND IN THE GLOVE มันพาฝันสำหรับเราเหมือนกัน แต่มันห่างจากชีวิตจริงเรามากเกินไป เพราะตัวละครพระเอกของ HAND IN THE GLOVE เป็น “เจ้าชาย” น่ะ เพราะฉะนั้นถึงแม้ HAND IN THE GLOVE จะมีสไตล์หนังที่เข้าทางเรา (หนังที่ตัวละครคุยกันตลอดทั้งเรื่อง โดยแทบไม่มีเหตุการณ์ดราม่ารุนแรงในเรื่อง) และมีการตอบสนองความต้องการทางเพศของเรา เราก็รู้สึกว่ามันห่างจากชีวิตจริงของเรามากเกินไป ในขณะที่ SINGAPORE GIRL มันดูเข้าใกล้ชีวิตจริงของเรามากขึ้นมาหน่อย
4.ดูแล้วนึกถึงหนังกลุ่มชายทะเลของ Eric Rohmer มากๆ ที่มันเต็มไปด้วยตัวละครคุยกันและเดินเที่ยวกันตามรีสอร์ทริมชายหาดเหมือนกัน โดยหนังกลุ่มนี้ประกอบด้วย LA COLLECTIONEUSE (1966), PAULINE AT THE BEACH (1982), THE GREEN RAY (1986) และ A SUMMER’S TALE (1996)

คือเวลาที่เราดูหนังของ Rohmer เราก็อยากให้มีคนสร้างหนังแบบนี้ที่ชายหาดภูเก็ต, สมุย, เสม็ด, หัวหินมากๆ เพราะฉะนั้นพอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยชอบมากเพราะมันตรงกับสิ่งที่เราเคยฝันไว้

แต่เกรดของหนังเรื่องนี้มันลดลงเพราะการเอาไปเทียบกับ Rohmer ด้วยแหละ คือเราว่าช่วงท้ายของ SINGAPORE GIRL มันขาดความละเอียดอ่อนทางอารมณ์หรือการตะล่อมทางอารมณ์เพื่อจะนำไปสู่ความโรแมนติกจริงๆน่ะ คือเราว่าช่วงท้ายของ SINGAPORE GIRL อารมณ์มันไปไม่ถึงจุดที่ต้องการสำหรับเราน่ะ เราก็เลยไม่ได้ชอบมันถึงขั้น A+30

5.ส่วนที่ชอบที่สุดคือฉากที่เราได้ยินเสียงตัวละครคุยกัน แต่ไม่เห็นตัวละคร คนดูได้เห็นแต่วิวรีสอร์ทแทน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงชอบฉากแบบนี้ คือเราว่านักแสดงสองคนในเรื่องก็เล่นใช้ได้ในสายตาของเรานะ แต่ฉากที่ไม่เห็นตัวละคร ได้เห็นแต่วิวของสถานที่ มันเข้าทางเรามากกว่า