Showing posts with label PALESTINE. Show all posts
Showing posts with label PALESTINE. Show all posts

Friday, June 19, 2026

HOMAGE BY ASSASSINATION

 

วันที่ 18 มิ.ย.ในปี 2025 เราได้ดู I A PIXEL, WE THE PEOPLE EPISODE 17-20 (2025, Chulayarnnon Siriphol, A+30)

 

+++

ผมก็จำไม่ได้เหมือนกัน แต่เดาว่า เวลาที่เซลีนกับจูลี่ใส่แหวนนี้ แล้วเข้าไปในบ้านผีสิง เซลีนกับจูลี่จะ “ยังคงมีสติรู้ตัว” ว่าตัวเองเป็นเซลีนกับจูลี่อยู่ และสามารถแก้ไขสถานการณ์ในบ้านผีสิงได้

 

เพราะก่อนหน้านี้เวลาที่เข้าไปในบ้านผีสิงสองครั้งแรก เซลีนกับจูลี่จะกลายเป็นเพียงแค่สาวใช้ที่ไม่มีสติรู้ตัว เล่นบทบาทของสาวใช้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดเวลา

+++

 

HOMAGE BY ASSASSINATION (1992, Elia Suleiman, USA, about Palestine, 23min, A+30)

 

1. Elia Suleiman กำกับและนำแสดงเองในหนังสั้นเรื่องนี้ เกี่ยวกับหนุ่มปาเลสไตน์ที่ตัดต่อหนังในนิวยอร์ค ในขณะที่เกิดสงครามอ่าวเปอร์เชียระหว่างสหรัฐกับอิรัก หลังจากอิรักบุกเข้ายึดครองคูเวตในปี 1990

 

สงครามในครั้งนั้นส่งผลให้อิรักโจมตีอิสราเอล ซึ่งรวมถึงเมืองที่มีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่ด้วย

 

2. หนังเฮี้ยนมาก ๆ มีความเป็นหนังทดลองสูงมาก เราชอบมาก ๆ

 

3. ตัวละครที่ตกอยู่ในสถานะที่น่าสนใจมาก ๆ คือผู้หญิงคนนึงที่เป็นชาว “อิรัก-ยิว” ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด คือเหมือนครอบครัวของเธอเป็นชาวยิวที่เคยอาศัยอยู่ในอิรัก แต่พอมีการก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมา ครอบครัวของเธอก็อพยพออกจากอิรักมาอยู่ในอิสราเอล แต่ครอบครัวของเธอก็ยังคงมีกลุ่มญาติ ๆ อาศัยอยู่ในอิรักต่อไป

 

เพราะฉะนั้นในช่วงที่อิสราเอล+สหรัฐ กับอิรักทำสงครามกัน ครอบครัวของเธอกับญาติ ๆ ก็เลยได้รับผลกระทบทั้งสองทาง พออิรักโจมตีอิสราเอล เธอก็ได้รับผลกระทบ แต่พอสหรัฐทิ้งระเบิดใส่อิรัก ญาติ ๆ ของเธอในอิรักก็ได้รับผลกระทบ

 

4. ฉากคลาสสิคในหนังเรื่องนี้คือฉากที่พระเอกต้มนมในหม้อ (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วเขาก็ยืนนิ่ง ๆ มองหม้อต้มนมไปเรื่อย ๆ เป็นเวลานานจนมันเดือด

 

ฉากที่มี “สุภาษิต” ต่าง ๆ ส่องไปที่ใบหน้าของพระเอก ก็เป็นฉากที่เราชอบมากเช่นกัน

 

5. หนังเรื่องนี้น่าจะได้รับแรงบันดาลใจจาก Jean-Luc Godard และมีการเอาคลิปจากหนังของ Godard สองเรื่องมาใส่ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือ HERE AND ELSEWHERE (1976) กับ HAIL MARY (1985)

 

6. ตอนนี้เราได้ดูหนังของ Elia Suleiman ไปเพียงแค่ 4 เรื่อง ชอบสุดขีดทั้ง 4 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

6.1 DIVINE INTERVENTION (2002)

 

6.2 CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE (1996)

 

6.3 THE TIME THAT REMAINS (2009)

 

6.4 HOMAGE BY ASSASSINATION (1992)

https://www.palestinefilminstitute.org/en/pfp/#homage

+++

 

เพิ่งเห็นว่า ถามหาความรัก (1984, Apichat Phopairot อภิชาต โพธิไพโรจน์, A+30) ที่นำแสดงโดยอัญชลี จงคดีกิจ มีลงให้ดูในยูทูบด้วย ดีใจมาก ๆ เราเคยดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์เมื่อ 42 ปีก่อน ถือเป็นหนังไทยอีกเรื่องที่เราชอบสุดขีดเลย

 

https://youtu.be/p0Cl-wClMOE?si=DMtt6NNVOHlX9xlK

+++

 

เมื่อวานเรานึกไม่ออกว่าเราเคยร้องไห้ให้กับ “ภาพยนตร์แอนิเมชั่น” เรื่องไหนบ้าง แต่ถ้าหากพูดถึง animation ที่ไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ที่ทำให้เราร้องห่มร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต ก็คงเป็น music video animation อันนี้แหละ THIS CAN’T BE US – ONE OK ROCK (2025, Inni Vision)

 

https://youtu.be/Io4Q7iN-moE?si=uqnzxZv06ycaheBf

+++

 

RUSLAN KULEVETS’ LIST

 

งดงามที่สุด กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

จริง ๆ แล้วตอนนี้เราก็ทำลิสท์หนังอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน แต่ยังทำไม่เสร็จ 55555

 

เรายังไม่เคยดูหนังของผู้กำกับเหล่านี้เลย – Peter Hutton, Jacques Perconte, Laida Lertxundi, Jean-Daniel Pollet, Joe Swanberg, Alice Guy, Monte Hellman, Nicolas Klotz, Mariano Llinás, Jodie Mack, Luc Moullet, Margaret Tait, Peggy Ahwesh, Sofia Bohdanowicz, Betzy Bromberg, Maureen Fazendeiro, Hollis Frampton, Ernie Gehr, Sylvain George, Rita Azevedo Gomes, Bette Gordon, Ken McMullen, Anne-Marie Miéville, Jenni Olson, Elisabeth Perceval, Jennifer Reeves, António Reis, David Rimmer, Jean-Claude Rousseau, Dan Sallitt

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02bz9PpoicvBXbKATsvq4s5r7fSM6YUKiMTrAzLjS18zYcHoZBCeRKJM373xidVPFCl&id=100006231229385

 


Wednesday, May 27, 2026

LAILA'S BIRTHDAY

 

จริง ๆ แล้วหนังของ Pasolini ที่อยากดูซ้ำรอบสองมาก ๆ ก็คือ NOTES TOWARDS AN AFRICAN ORESTES (1970, Pier Paolo Pasolini, Italy)

+++

 

เพิ่งรู้ว่า MINOTAUR (2026, Andrey Zvyagintsev, Russia) เป็นรีเมคของ Claude Chabrol ซึ่งน่าจะถือเป็นการรีเมคครั้งที่ 4 แล้วของหนังเรื่องนี้

 

เราชอบ THE UNFAITHFUL WIFE (1969, Claude Chabrol) และ UNFAITHFUL (2002, Adrian Lyne) มาก ๆ แต่เรายังไม่เคยดูเวอร์ชั่นรีเมคอีก 2 เวอร์ชั่นนะ ซึ่งก็คือ IN THE NAME OF LOVE (1995, Maryo J. de los Reyes, Philippines) และ  MURDER (2004, Anurag Basu, India)

 

ภาพจาก THE UNFAITHFUL WIFE

+++

 

A PIGEON’S JOURNEY ON THE BIRTH OF A NATION เลือน:ย้ายรัง (2026, Weerapat Sakolvaree, video installation, approximately 30mins, A+30)

 

มันอยู่ในจักรวาลเดียวกันกับหนังเรื่อง OBLIVION: THE ORIGINAL TEXTS เลือน: บทประพันธ์ดั้งเดิม (2024, บุรินทร์ เจ้าปลาบู่ทอง, 34min, A+30) ใช่ไหม เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนตัวละครหลักเป็นนก โดยมีการพาดพิงถึงตัวละครปลาบู่ทองด้วย 555

 

เหมือนหนังเรื่องนี้จะมีพาดพิงถึงวิกฤติร.ศ. 112 ด้วยนะ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

จริง ๆ แล้วหนัง 4 เรื่องนี้ ทั้ง A PIGEON’S JOURNEY ON THE BIRTH OF A NATION, OBLIVION: THE ORIGINAL TEXTS, NOSTALGIA (2022, Weerapat Sakolvaree) และ THE ETERNAL LABYRINTH (2022, Weerapat Sakolvaree, 30min) นี่มันเหมือนเป็น jigsaw ทางประวัติศาสตร์เลยนะ เหมือนหนังแต่ละเรื่องคือ jigsaw แต่ละชิ้น ที่พอเอามารวมกันก็จะยิ่งเห็นประวัติศาสตร์ชัดขึ้น

 

ดูในนิทรรศการ SPACING THE INHERENT ที่ Art4C ART CENTRE ซึ่งมีงานวิดีโอราว 7 ชิ้น

+++

 

ไตเติลละคร นาคี (1988, So Asanajinda, A+30)

 

ชอบนิยายของตรี อภิรุมหลาย ๆ เรื่องอย่างสุดขีดมาก และก็ชอบละคร นาคี เวอร์ชั่นนี้ด้วย (เราเคยดูแค่เวอร์ชั่นนี้เวอร์ชั่นเดียว)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1647175649892402

++++

 

ใครสนใจ Valeska Grisebach ที่กลับมาดังเปรี้ยงอีกครั้งในคานส์ปีนี้ ก็ดูหนังเรื่อง LONGING (2006, Valeska Grisebach, Germany, A+30) ได้ฟรีในเว็บไซต์ Goethe on Demand นะ

 

เหมือน Valeska Grisebach จะอยู่ในรุ่นเดียวกับ Maren Ade (TONI ERDMANN), Angela Schanelec (AFTERNOON) และ Maria Speth (THE DAYS BETWEEN) แต่เรายังไม่เคยได้ดูหนังของ Maria Speth เลย

+++

 

LAILA’S BIRTHDAY (2008, Rashid Masharawi, Palestine, 71min, A+30)

 

หนึ่งวันพันเหตุการณ์ของจริง เพราะนี่คือหนึ่งวันของชีวิตคนขับแท็กซี่ในปาเลสไตน์ แทบเป็นบ้า

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ฟรีออนไลน์ในเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute แต่เหมือนมันจะหมดเขตในอีก 1-2 วันนะ

 

Favorite Actor: Mohammad Bakri in LAILA’S BIRTHDAY (2008, Rashid Masharawi, Palestine, 71min, A+30)

+++

 

ลองซื้อ Mexicana Omelette มากิน เพื่อเป็นพลีแด่ Arturo Ripstein, Jaime Humberto Hermosillo, María Novaro, Carlos Reygadas, Julio Hernández Cordón

+++

TWILIGHT PORTRAIT (2011, Angelina Nikonova, Russia, A+30)

ดูทางดีวีดีที่เคยซื้อไว้นานแล้ว

+++

 

คราวนี้เทศกาลหนังจีนเลี่ยงไม่จัดชนกับ Taiwan Documentary Film Festival แต่มาจัดชนกับเทศกาลหนังเกย์ TILFF แทน

+++

 

ปอบผีฟ้า (1975, TV series, A+30) ถือเป็นอะไรที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของเรา คือน่ากลัวสุดขีดตั้งแต่ไตเติลเปิดเรื่องแล้ว ที่เป็นกลุ่มผู้หญิงรำ ๆ ผีฟ้าเอย

 

ฉากที่ติดตามาก ๆ มานานกว่า 40 ปี คือฉากที่กล้องแทนสายตาของ “ปอบ” ในตอนกลางวันแสก ๆ เป็นกล้องเคลื่อนมาจากระยะไกล แล้วค่อย ๆ ซูมเข้าไปใกล้เปลเด็กใต้ถุนบ้านหลังนึง ที่มีเด็กทารกนอนอยู่ เหมือนปอบจ้องจะกินเด็กทารกคนนั้น แล้วละครตอนนั้นก็จบลง ต้องรอลุ้นตอนต่อไปว่าเด็กจะถูกกินหรือไม่

 

อีกฉากที่ติดตามาก ๆ มานานกว่า 40 ปี คือตอนที่เด็กอายุราว ๆ 10 ขวบได้มั้งเหมือนเดิน ๆ อยู่ในโบราณสถานแห่งนึงตอนกลางวันแสก ๆ แล้วเจอปอบจะจับกิน แล้วก็มีลูกสมุนผีฟ้าโผล่มาห้ามไว้ บอกว่าเด็กคนนี้อยู่ในความอารักขาของผีฟ้า หรืออะไรทำนองนี้ อีปอบห้ามกินเด็กคนนี้

 

แน่นอนว่าอันนี้คือความทรงจำจากเมื่อ 40 กว่าปีก่อนนะ ก็ไม่รู้ว่าเราจำอะไรผิด ๆ ถูก ๆ บ้างหรือเปล่า

 

ส่วนผีจาก “ภาพยนตร์ไทย” ที่เรากลัวมากที่สุด น่าจะเป็น ผีหัวขาด (1980, Withit Utsahajit วิธิต อุตสาหจิต) ที่เราเคยเห็นทางทีวีตอนเด็ก ๆ  แต่เราไม่น่าจะเคยดูหนังเรื่องนี้เต็ม ๆ เรื่องนะ แต่ตอนเด็ก ๆ เราเห็นหนังเรื่องนี้มาฉายทางทีวีแล้วเรากลัวมาก ๆ

++++

 

MY NAME IS JOE (1998, Ken Loach, UK) is one of my most favorite ROMANTIC films of all time เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง

++++

 

ตอนเด็ก ๆ เมื่อราว 40 กว่าปีก่อน เราเคยได้ยินเพื่อน ๆ ในโรงเรียนประถมชอบพูดประโยคซ้ำ ๆ ว่า “เฮม่า มาลินี หัวใจเธอเท่ากาละมัง” ซึ่งพอเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ เราก็สงสัยว่า เพื่อนของเราในโรงเรียนประถม แต่งประโยคนี้ขึ้นมาเอง หรือว่าเขาจำมาจากโฆษณาหนังอะไรสักเรื่องของเฮม่า มาลินี มีใครเคยได้ยินประโยคโฆษณานี้มาก่อนไหมคะ ถ้ามีคนอื่น ๆ เคยได้ยิน ก็แสดงว่าเพื่อนของเราจำประโยคนี้มาจากโฆษณาภาพยนตร์ เขาไม่ได้แต่งมันขึ้นมาเอง

+++

 

เมื่อราว 2-3 ปีก่อนคุณเต้ ไกรวุฒิ เคยเขียนว่า เพื่อนของเขาทำวิจัยเรื่องการใช้ blue eyeshadow ในประวัติศาสตร์ฮอลลีวู้ด เพราะฉะนั้นพอเราได้ดู SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini, Italy, second viewing, A+30) ในโรงภาพยนตร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เราก็เลยนึกถึงสิ่งที่คุณเต้เคยเขียนไว้ เพราะเราพบว่าตัวละครในรูปนี้ใน SALO ใช้ eyeshadow หนักมาก แต่สีที่เธอใช้เหมือนเป็นสี light sea green มั้ง คือไม่ใช่สีฟ้าซะทีเดียว แต่เป็นสีฟ้าอมเขียว สีเขียวอมฟ้า อะไรทำนองนั้น อย่างไรก็ดี การใช้ eyeshadow ของเธอมันหนักจริง ๆ

 

พอเราลอง google ดู ก็พบว่า มีคนเขียนบทความเรื่อง blue eyeshadow ในภาพยนตร์ด้วย เป็นบทความที่เขียนโดย Isabelle Truman ลงในเว็บไซต์ DAZED ในปี 2023 ดีงามมาก ๆ เป็นบทความที่พูดถึงการใช้ blue eyeshadow ในภาพยนตร์หลายๆ  เรื่อง อย่างเช่น

 

1. CLEOPATRA (1963, Joseph L. Mankiewicz)

2. A WOMAN IS A WOMAN (1961, Jean-Luc Godard, France)

3. PINK FLAMINGOS (1972, John Waters)

4. CABARET (1972, Bob Fosse)

5. CLEOPATRA JONES AND THE CASINO OF GOLD (1975, Charles Bail, Hong Kong/USA)

6. BLUE VELVET (1986, David Lynch)

7. HACKERS (1995, Iain Softley, USA)

8. JACKIE BROWN (1997, Quentin Tarantino)

9. BUFFALO ’66 (1998, Vincent Gallo)

10. VELVET GOLDMINE (1998, Todd Haynes)

11. THE LOVE WITCH (2016, Anna Biller)

12. X (2022, Ti West)

 

ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนประทับใจการใช้ eyeshadow ในหนังเรื่องอื่น ๆ ก็แนะนำมาได้นะคะ

 

บทความใน DAZED

https://www.dazeddigital.com/beauty/article/57992/1/from-blue-velvet-to-buffalo-66-how-blue-eye-shadow-conquered-cult-film

+++

 

เรากับเพื่อน ๆ เคยดูหนังเรื่องนี้ JAMON JAMON ทางวิดีโอเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน แล้วเรายังคงจำประโยคที่เพื่อนพูดได้ไม่มีวันลืม ถึงแม้เวลาจะผ่านมานาน 30 กว่าปีแล้ว เพราะเพื่อนของเราพูดว่า “หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้เป็นญาติกัน”

 

Tuesday, May 12, 2026

TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN

 

LEMON TREE (2023, Rachel Walden, USA, 18min, A+30)

 

TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN (2025, Oscar Ruiz Navia, Colombia/Canada, 15min, A+30)

 

เราเดาว่านี่คือหนังส่วนตัวที่ผู้กำกับทำขึ้นเพื่ออุทิศให้กับน้องสาวของเขาที่เสียชีวิตไปในปี 2023 หนังประกอบด้วยภาพพื้นที่ต่าง ๆ ในโคลอมเบียและแคนาดา, ฟุตเตจโฮมวิดีโอที่ผู้กำกับกับน้องสาวเคยถ่ายไว้ในวัยเด็ก และเสียงประกอบที่เราเข้าใจว่า เป็นเสียงของน้องสาวที่เคยอัดเก็บไว้ และเสียงของคนที่เห็นวิญญาณของน้องสาว

 

ภาพบางส่วนในหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Oscar Ruiz Navia ที่เราเคยดูมาแล้ว เพราะว่าฟุตเตจโฮมวิดีโอของครอบครัวที่ไปเที่ยวชายทะเล ก็ทำให้นึกถึง CRAB TRAP (2009, Oscar Ruiz Navia, Colombia) ที่เคยมาฉายใน World Film Festival of Bangkok ส่วนภาพช่วงต้นเรื่อง ที่แสดงให้เห็นลานเล่นสเก็ตและ graffiti มากมาย ก็ทำให้นึกถึง THE MUSHROOMS (2014, Oscar Ruiz Navia, Colombia) ซึ่งเป็นหนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2017

 

ไม่แน่ใจว่าชื่อหนังเรื่องนี้ TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN หมายถึงอะไร เพราะเหมือนตัวหนังก็ไม่ได้มีการพูดถึงอะไรที่เกี่ยวข้องกับประโยคนี้ แต่ชื่อหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง COULD SEE A PUMA (2011, Eduardo Williams, Argentina, A+30) ที่ชื่อหนังก็สร้างความพิศวงพอ ๆ กัน 55555

 

TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN เหมาะฉายควบกับ THE EXISTENCE OF BABYLON ขัตติยนคร (2021, จารุพล เจริญพิเชฐ A+30) เพราะว่าหนังสองเรื่องนี้นำโฮมวิดีโอที่เคยถ่ายไว้ในอดีตมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้อย่างน่าประทับใจมาก ๆ เหมือนกัน

+++

 

เราชอบหนังเรื่อง DISCOURSE, EARTH พิภพบรรฑูรย์ (2001, อุทิศ เหมะมูล, 25min, A+30) อย่างรุนแรงมาก

+++

THE SALT FISHERMAN (2011, Ziad Bakri, Palestine, 18min, A+30)

 

เรียกว่าเป็น “หนังแอบเสิร์ด” ได้หรือเปล่า

 

Ziad Bakri เป็นลูกชายของ Mohammad Bakri ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง JENIN, JENIN (2003, documentary, A+30) และ JANIN, JENIN (2024, documentary, A+30) โดยที่ Ziad ให้พ่อของเขามานำแสดงในหนังสั้นเรื่องนี้ด้วย

+++

 

เราได้ดูหนังของ Hirokazu Koreeda ไป 13 เรื่อง และก็ชอบ THE THIRD MURDER (2017) มากที่สุดในบรรดา 13 เรื่องนี้

+++

 

เนื่องจากวันพฤหัสบดีนี้จะมีหนังเข้าฉายเยอะมาก แล้วหนังเก่าเราก็ยังดูไม่หมด เราก็เลยทำรายชื่อสรุปหนังโรงที่เราอาจจะดูในช่วงวันที่ 13-20 พ.ค. 2026

 

1. AI GLAE, MY BELOVED FRIEND ไอ้แกละเพื่อนรัก (1972, Surapol Tonawanig, 168min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

2. BILLIE EILISH: HIT ME HARD AND SOFT  -- THE TOUR LIVE IN 3D (2026, James Cameron, Billie Eilish, 114min)

 

3. THE CHILDREN OF CHAO PHRAYA RIVER ลูกเจ้าพระยา (1977, Charin Nuntanakorn, 124min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

4. ENHYPEN: IMMERSION IN CINEMAS (2026, South Korea, 56min)

 

5. GHOSTFLUENCER สาปเมือง (2026, Anawat Promjae, 105min)

 

6. GREETINGS FROM MARS (2024, Sarah Winkenstette, Germany, 85min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

7. IN THE GREY (2026, Guy Ritchie, UK, 98min)

 

8. THE KING’S WARDEN (2026, Jang Hang-jun, South Korea, 116min)

 

9. KRISHNAVATARAM – PART 1: THE HEART (HRIDAYAM) (2026, Hardik Gajjar, India, 150min)

 

10. MERRILY WE ROLL ALONG (2025, Maria Friedman, musical, 145min)

 

11. THE MOBARAK (2015, Mohammadreza Najafi, Iran, 80min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

12. MORTAL KOMBAT II (2026, Simon McQuoid, 116min)

 

13. MOTHER MARY (2026, David Lowery, 111min)

 

14. ON THE WATERFRONT (1954, Elia Kazan, 108min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

15. PATI PATNI AUR WOH DO (2026, Mudassar Aziz, India)

 

16. PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, 126min)

 

17. THE SHEEP DETECTIVES (2026, Kyle Balda, Ireland, 109min)

มีตัวละครพูดในช่วง end credits

 

18. THAT TIME I GOT REINCARNATED AS A SLIME THE MOVIE: TEARS OF THE AZURE SEA (2026, Yasuhito Kikuchi, Japan, animation, 105min)

 

19. 3 GOOD GUYS (2026, Boi Kwong, Singapore, 107min)

 

20. TOP GUN (1986, Tony Scott, 110min, เคยดูแล้วในรูปแบบวิดีโอเทป)

 

ภาพจาก THE KING’S WARDEN

+++

 

ชอบสุดขีด ทั้ง CRAZY FOR YOU, SMOOTH OPERATOR, EVERYBODY WANTS TO RULE THE WORLD ส่วนเพลง ONE NIGHT IN BANGKOK นี่ก็คลาสสิคมาก ๆ

+++

 

ปี 2009 นี่ถือเป็นอีกปีที่พีคสุดขีดสำหรับ cinephiles in Bangkok เพราะปีนั้นมีทั้งงาน ALAIN TANNER RETROSPECTIVE และ LAV DIAZ RETROSPECTIVE จัดขึ้นในกรุงเทพ และเราก็ยังคงจดจำความสุขในสองงานนี้ได้ดีแม้เวลาจะผ่านมานาน 17 ปีแล้วก็ตาม

+++

 

มีอย่างน้อย 5 เรื่องครับ เพราะว่าจิตรได้ดู JONAH WHO WILL BE 25 IN THE YEAR 2000 (1976), LIGHT YEARS AWAY (1981), IN THE WHITE CITY (1983), MESSIDOR (1979) กับ CHARLES, DEAD OR ALIVE (1969) ในงาน World Film ปีนั้น แต่ไม่แน่ใจว่าปีนั้นมีฉาย THE SALAMANDER (1971) ด้วยหรือเปล่า

++++

 

ดีใจสุดขีด Chaka Khan ซึ่งมีอายุ 73 ปี เพิ่งออกมิวสิควิดีโอเพลงใหม่ CHAKZILLA

https://youtu.be/jFrZ28YkFZ4?si=pJWclcLXREUTvw4p

 

Thursday, May 07, 2026

JENIN JENIN JANIN JENIN

 

1. กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เพิ่งรู้ว่า หนังเรื่อง NADA (1976, Claude Chabrol, France, 110min) ที่นำแสดงโดย Lou Castel เคยลงโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย โดยเข้าฉายที่โรงแมคเคนนา และใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “นาดา แก๊งค์”

 

Claude Chabrol นี่ถือเป็น one of my most favorite directors of all time เลย แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า หนังของเขาเคยเข้าโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย ก่อนหน้านี้เรารู้แต่เพียงว่า

 

1.1 มินิซีรีส์เรื่อง THE BLOOD OF OTHERS (1984, Claude Chabrol) ที่นำแสดงโดย Jodie Foster และดัดแปลงมาจากนิยายของ Simone de Beauvois เคยแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และเราก็เคยดูมินิซีรีส์เรื่องนี้ ชอบมาก ๆ

 

1.2 หนังเรื่อง DR. M (1990, Claude Chabrol) ได้ออกเป็นวิดีโอลิขสิทธิ์ในไทย

 

1.3 หนังเรื่อง THE FLOWER OF EVIL (2003, Claude Chabrol, A+30) เคยได้ฉายโรงในไทยในเทศกาลภาพยนตร์

 

1.4 หนังของเขาจำนวนมากมายหลายเรื่องได้ฉายในโรงภาพยนตร์ของ Alliance Française in Bangkok ซึ่งเราก็ได้ดูหนังหลายเรื่องของเขาในโรงภาพยนตร์ที่นี่นี่แหละ

 

แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีหนังเรื่องไหนบ้างของ Chabrol ที่เคยเข้าโรงฉายแบบ commercial release ในไทย เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่ได้รู้ว่า NADA เคยเข้าฉาย กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

 

2. ในภาพนี้ ส่วนบนน่าจะเป็นหนังเรื่อง “หนามยอกอก” (1979, Kornsawasdi กรสวัสดิ์, A+30) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

3. ในภาพนี้มีหนังอิตาลีเรื่อง SHADOW OF THE KILLER หรือ DEATH RAGE (1979, Antonio Margheriti) ที่นำแสดงโดย Barbara Bouchet  ด้วย โดยหนังเรื่องนี้เข้าฉายในไทยในชื่อเรื่องว่า “มาเฟียโล้น” น่าดูมาก ๆ

 

4. อยากดู “ทวนคู่สะท้านภพ” ที่เข้าฉายที่รามาด้วย แต่ไม่แน่ใจว่ามันคือหนังเรื่องอะไร มันคือ THE HAND OF DEATH (1976, John Woo, Hong Kong) หรือเปล่า

 

5. อยากดู “เดชดาบฟ้าผ่า” หรือ TRAVELLING SWORDSMAN (1978, Hsieh Yuh-chen, Taiwan) ด้วย

 

6. สัญชาตญาณโหด (1979, Permpol Choey-arun) ก็น่าดูสุดขีด แต่เราเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้น่าจะมีให้ดูในห้องสมุดของหอภาพยนตร์ ศาลายา

 

7. อยากดู “แผ่นเสียงตกร่อง” (1979, Apichat Phopairot อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์) อย่างรุนแรง เพราะ Apichat Phopairot ถือเป็นผู้กำกับหนังไทยที่เราชื่นชอบสุดขีด แต่เราไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้หายสาบสูญไปแล้วยัง กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

8. สรุปว่า ในโฆษณาหน้านี้ที่น่าจะมาจากปี 1979 มีทั้งหนังไทย, ฝรั่งเศส, อิตาลี, ฮ่องกง และไต้หวันลงโรงฉายในไทยพร้อมกัน และมีทั้งหนังของ Claude Chabrol, เพิ่มพล เชยอรุณ, อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์ และกรสวัสดิ์ ลงโรงฉายพร้อมกัน เริ่ดที่สุดค่ะ

+++

 

A BUNDLE OF SILENCES (2026, Sofia Gallisá Muriente, documentary, 24min, A+30)

 

เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้ว่ามันมีขบวนการเรียกร้องเอกราชให้ Puerto Rico ด้วย

 

PENKELEMES (2025, Onyeke Igwe, UK/Nigeria, documentary, 19min, A+30)

 

หนังเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย Ibadan ในไนจีเรีย

 

Onyeke Igwe นี่เป็นผู้กำกับที่เหมือนมาแรงมากในระยะหลัง เพราะเราเห็นชื่อเธอบ่อยมาก ๆ ชอบหนังเรื่อง SPECIALISED TECHNIQUE (2018) ของเธอมาก ๆ

 

ATASH (THIRST) (1994, Parine Jaddo, Lebanon, 14min, A+30)

 

เหมือนหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวอย่างน้อย 3 เรื่อง นั่นก็คือเรื่องของผู้กำกับ, เรื่องเล่าของผู้ชายที่เหมือนมีปัญหาอะไรสักอย่างกับกระจกและภรรยาของเขา และเรื่องเล่าของผู้หญิง เราชอบเรื่องเล่าของผู้หญิงอย่างรุนแรงมาก ถ้าหากเราจำไม่ผิด มันเป็นเรื่องราวของหญิงสาวในเลบานอนที่พบว่ามีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรงแถวบ้านของเธอ เธอก็เลยไปหลบในหลุมหลบภัย แล้วก็มีชายหนุ่มหลายคนมาชวนเธอไปร่วมรักด้วยกันในรถแวน เธอก็เลยไปร่วมรักกับชายหนุ่มหลายคนในรถแวนขณะที่เครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรง

 

เรื่องเล่าของผู้ชายน่าจะดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง THE BIG MIRROR (1977) ของ Mohamed Mrabet นักประพันธ์ชาว Morocco นิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Paul Bowles

 

End credits ของหนังเรื่องนี้มีขอบคุณ Rob Tregenza และ Haile Gerima ด้วย โดย Haile Gerima นั้นเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์แห่ง Ethiopia

 

เหมือนในโลกนี้มีหนังเรื่อง THIRST เป็นจำนวนเยอะมาก ๆ แต่ที่เราเคยดูแล้วชอบมากก็มีสองเรื่อง ซึ่งก็คือเรื่องนี้ของ Parine Jaddo กับ THIRST (2004, Tawfik Abu Wael, Palestine, A+30)

 

Haile Gerima

https://en.wikipedia.org/wiki/Haile_Gerima

 

THE BIG MIRROR

https://www.delibris.org/en/big-mirror

 

Parine Jaddo เคยกำกับภาพยนตร์มาแล้ว 5 เรื่อง

https://www.parinejaddo.com/films

 

++++

 

หนึ่งในสิ่งที่เรานึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจในขณะที่ดูภาพยนตร์เรื่อง THE DEVIL WEARS PRADA 2 (2026, David Frankel, A+25) ก็คือคุณนพพร ศุภพิพัฒน์ เพราะว่าในหนังเรื่องนี้ หนึ่งในตัวละครสำคัญก็คือ “นายทุนเจ้าของนิตยสาร” เราก็เลยนึกถึงคุณนพพรขึ้นมา เพราะคุณนพพรเป็นนายทุนเจ้าของนิตยสาร PULP ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด และชีวิตของคุณนพพรก็อาจจะมีบางเรื่องราวที่น่าสนใจที่เหมาะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มาก ๆ

 

เราชอบนิตยสาร PULP ของคุณนพพรมาก ๆ นิตยสารหนังเล่มนี้มีบทความดี ๆ มากมาย อย่างเช่นบทความ SOUTHEAST ASIA HORROR ของคุณอลงกรณ์ คล้ายสีแก้ว ในนิตยสาร PULP เล่ม 28 ฉบับเดือนพ.ย. 2005 บทความนี้พูดถึงหนังที่น่าสนใจมากมาย อย่างเช่น

 

1. CURSE OF THE OILY MAN (1956, P. Ramlee, Singapore/Malaysia)

2. PONTIANAK (1957, B. Narayan Rao, Singapore)

3.THE BLOOD DRINKERS (1964, Gerardo de Leon, Philippines)

4. GHOST WITH HOLE (1981, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

5. THE SNAKE QUEEN (1982, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

6. THE WITCH WITH FLYING HEAD กระสือสวาท (1982, Chang Jen-chieh, Taiwan/Hong Kong)

7. TIYANAK (1988, Peque Gallaga, Lore Reyes, Philippines)

 

คิดถึงนิตยสาร PULP มาก ๆ

+++

 

ANOMALIES IN A LANDSCAPE (2025, Félix Caraballo, Canada, 8min, A+30)

 

หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. หนังสวยสุดขีดมาก ๆ

 

AN AFTERNOON WITH A GNAWA (2026, Meena Nanji, Morocco, documentary, 12min, A+30)

 

เหมือนก่อนหน้านี้เรามักได้ยินแต่เรื่องที่ “คนขาว” จับเอาคนดำในแอฟริกาไปเป็นทาส แต่พอเราดูสารคดีเรื่องนี้ เราถึงเพิ่งรู้ว่าในอดีตช่วงหลายร้อยปีก่อนเคยมีชาวอาหรับและคนแอฟริกาเหนือ ที่จับเอาคนดำจำนวนมากจากส่วนอื่น ๆ ของทวีปแอฟริกาไปเป็นทาสใน Morocco ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

คนดำจำนวนมากที่ถูกคนอาหรับจับไปเป็นทาสเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก็เลยร้องเพลงเยียวยาจิตใจตนเอง และเกิดเป็นแนวเพลง Gnawa ขึ้นมา

 

IT MUST BE BECAUSE I DECIDED TO LEAVE (2025, Chen Zhuoyun, USA, 19min, A+30)

 

เห็นบางเทศกาลภาพยนตร์จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดี เพราะมันมีความเป็น diary และ autofiction ด้วย แต่ดิฉันขอไม่จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีนะคะ เพราะมันมีความ David Lynch มันมีความ “เหมือนฝัน บัณฑิตสกุล” มาก ๆ ค่ะ

 

ฉากรถไฟในหนังเรื่องนี้นี่คล้ายรถไฟในประเทศไทยมาก ๆ

 

https://www.dok-leipzig.de/en/film/it-must-be-because-i-decided-leave/archive

 

TO SUMMON A SEER (2026, Alan Medina, 8min, A+30)

++++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

BLOOD BERRIES (2025, Hathairat Phaholtap, documentary, A+30)

+ MONGREL (2024, Chiang Wei Liang + Yin You Qiao, Taiwan, A+30)

+ AIRY IN BUSAN (2026, Somphong Kunapratom, A+30)

 

ไตรภาคแรงงานไทยในต่างแดนยุคปัจจุบัน ทั้งในสแกนดิเนเวีย, ไต้หวัน และเกาหลีใต้

 

BLOOD BERRIES นี่ดูแล้วน่าตกใจที่สุด เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ “เจ้าหน้าที่ภาครัฐ” ด้วย มันก็เลยรุนแรงมาก ๆ และสแกนดิเนเวียนั้นดูภายนอกน่าจะเจริญกว่าไต้หวันและเกาหลีใต้ แต่ปรากฏว่าแรงงานไทยในหนังสารคดีเรื่องนี้กลับเผชิญกับความโหดร้ายทารุณอย่างมาก ๆ

+++

 

เราดูจากเว็บไซต์ Prismatic Ground ค่ะ แต่มันหมดเขตไปแล้ว คือเราเห็นคุณ Warut Pornchaiprasartkul แปะลิงค์ไว้ใต้โพสท์ของเขาในช่วง 8 โมงเช้าวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. 2026 แล้วมีเวลาดูแค่ราว ๆ 4 ชั่วโมงก่อนมันจะหมดเขตในช่วงราวเที่ยงวันจันทร์ เราก็เลยทันดูแค่ 7 เรื่องในเทศกาลนี้ค่ะ แล้วเราก็เพิ่งมีเวลาเขียนถึงหนัง 7 เรื่องที่ได้ดูในวันพุธ

 

ระหว่างที่เราดูหนังพวกนี้ในช่วง 08.30-12.00 น.ของวันจันทร์ เราก็เลยไม่ได้เขียนถึงหนังพวกนี้ในระหว่างที่ดูเลยค่ะ เพราะถ้าดูไปด้วย เขียนไปด้วย เราก็อาจจะมีเวลาดูได้แค่ 3 เรื่อง แทนที่จะดูได้ 7 เรื่อง 55555

https://www.prismaticground.com/year-six/program

+++

 

JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30)

 

รุนแรงมาก พอดูหนังสารคดีเรื่องนี้จบ เราก็เลยไปอ่านเพิ่มเติมจาก wikipedia เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อิสราเอลสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากในเมืองเจนินในปี 2002

 

Human Rights Watch reported that the refugee camp, which was the major battleground, suffered extensive damage. Witnesses stated unarmed people were shot and denied medical treatment, and as a result died. Human Rights Watch have regarded many killings to be unlawful such as the death of a 57-year-old wheelchair-using man who was shot and run over by a tank despite having attached a white flag on his wheelchair. A 37-year-old man who was paralysed was crushed under the rubble of his house, his family was not allowed to remove his body. A 14-year-old boy was killed as he travelled to purchase groceries during the temporary relief of the curfew that was imposed by the army. Medical staff were shot at (one nurse killed) while trying to reach the wounded even after clearly being in uniform displaying the red crescent symbol. 

 

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

Heather Graham เล่นเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ไล่ฆ่านางเอกใน THEY WILL KILL YOU จำเธอแทบไม่ได้เลย แต่ “ตัวละคร” ของเธออยู่ในระดับปานกลาง เหมือนเป็นตัวร้ายสาวผมทองรวย ๆ ที่ไม่ได้ฉลาดและไม่ได้มี aura มากนัก ในขณะที่ Patricia Arquette ได้บทตัวร้ายที่ดูน่าจดจำมากกว่า

+++

THE PARADISE OF THORNS วิมานหนาม (2024, Naruebet Kuno) ต้องออก DVD กลิ่นทุเรียนมาสู้แล้วค่ะ

++++

 

JANIN, JENIN (2024, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 60min, A+30)

 

อันนี้เป็นภาคต่อของ JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30) เพราะว่ากองทัพอิสราเอลบุกมาสังหารชาวปาเลสไตน์ในเมืองเจนินอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนาน 21 ปีจากภาคแรก

 

หนังเรื่องนี้มีการตัดต่อหลาย ๆ ฉากจากภาคแรกใส่เข้ามาเป็นระยะ ๆ และสิ่งที่หนักมากก็คือว่า ถ้าหากหลาย ๆ ฉากมันไม่ขึ้นตัวอักษรกำกับไว้ว่าอันนี้มันเป็นฉากจากปี 2002 หรือถ้าหากเราจำไม่ได้ว่าเราเคยดูฉากนี้ไปแล้วจากภาคแรก เราก็อาจจะแยกไม่ออกอีกต่อไปว่า ฉากไหนเป็นปี 2002 และฉากไหนเป็นปี 2024 เพราะว่าสภาพความเลวร้ายในเจนินยังคงเป็นเหมือนเดิม แม้เวลาจะผ่านไปนาน 21 ปีแล้วก็ตาม

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

 

งดงามที่สุด เห็นด้วยกับประโยคนี้มาก ๆ เพราะเราก็อยากดูหนังเรื่องนี้ของ Michael Snow ด้วยเช่นกัน

 

“อยากเห็นความเมจิค 17 เรื่องของคุณวีระ ตัดออกมาเป็นหนังยาวฉายปะทะ ‘Rameau’s Nephew’ by Diderot (Thanx to Dennis Young) by Wilma Schoen (1974, Michael Snow, 256 min) อย่างที่สุด”

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0FgHqwXUvpyyac3guuayKPmndVXtvsnq7HNA1fyGKtiVX6zLiDREv9TeDJU5cY9mPl&id=100063881677771

 

+++

ผมเคยดู PLATOON แล้วครับ แต่ผมชอบ Tom Berenger ในฐานะ “ดาราหล่อ” ครับ 55555 ผมก็เลยชอบเขามากที่สุดตอนที่แสดงใน IF TOMORROW COMES (1986, Jerry London, miniseries) กับใน BETRAYED (1988, Costa-Gavras) เพราะตอนนั้นเขาอายุ 30 กว่าปี และยังหล่อมากอยู่ในช่วงนั้น

 

ผมได้ดู INCEPTION แต่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่า เขาแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย 55555

Wednesday, March 11, 2026

OSCAR NOMINEES FOR BEST FOREIGN FILMS 2025 IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

Favorite Scene from CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE (1996, Elia Suleiman, Palestine, A+30) : ฉาก “ฝนตกลงมาเป็นวัฒนธรรม”

 

หนึ่งในฉากที่ชอบมาก ๆ ในหนังเรื่อง CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE คือฉากที่ Elia Suleiman กับผู้ชายอีกคนนั่งอยู่หน้าร้านขายของที่ระลึกใน Nazareth (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วอยู่ดี ๆ ก็เหมือนมีหนังสือตกลงมาตรงหน้าของทั้งสองคน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตกลงมาจากไหน ตกลงมาจากท้องฟ้าหรือเปล่า แล้วผู้ชายคนนึงก็พูดว่า “It’s raining culture.” หรือ “ฝนตกลงมาเป็นวัฒนธรรม”

 

เราชอบฉากนี้อย่างสุดขีดมาก เพราะเราไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร แต่เรารู้สึกว่ามันสร้างความประทับใจให้กับเราอย่างรุนแรงมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าฉากนี้ถือเป็น magical realism ได้ไหม

 

ส่วนตัวหนัง CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE โดยรวมนั้นเราก็ชอบมาก ๆ นะ กราบตีนมาก ๆ ที่หนังใช้โครงสร้างเหมือน ABOUT ENDLESSNESS (2019, Roy Andersson, Sweden, A+30) เพราะหนังเต็มไปด้วยฉากเล็ก ๆ เกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ที่ดูเหมือนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันมาเรียงร้อยต่อกันไปเรื่อย ๆ แล้วมันออกมาดีงามมาก ๆ

 

ส่วนการแสดงในหนังเรื่องนี้ ดูแล้วก็นึกถึง Buster Keaton กับ Jacques Tati มาก ๆ

 

สรุปว่าตอนนี้เราได้ดูหนังของ Elia Suleiman ไปเพียงแค่ 3 เรื่อง ซึ่งได้แก่เรื่องนี้, DIVINE INTERVENTION (2002) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite films of all time กับ THE TIME THAT REMAINS (2009) แล้วเราก็พบว่า หนัง 3 เรื่องนี้มันลดความเฮี้ยนลงเรื่อย ๆ เพราะว่า CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE มันดูมีความเป็นหนังทดลองมากสุด มันแทบไม่มีความ narrative ใดๆ อีกต่อไปเหมือนกับ ABOUT ENDLESSNESS ส่วน DIVINE INTERVENTION เริ่มมีความ narrative แทรกเข้ามาบ้าง ในขณะที่ THE TIME THAT REMAINS ดู narrative มากสุด

 

เราไม่มีความรู้เรื่องปาเลสไตน์นะ แต่พอดู CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE แล้วก็สงสัยว่า ช่วงปี 1996 นั้น ถือว่าเป็นช่วงที่ “บ้านเมืองยังดี” ใช่ไหม เมื่อเทียบกับช่วงเวลาในปี 2000-2026 ที่บ้านเมืองดูเหมือนจะทวีความเลวร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

คือจริง ๆ แล้วสถานการณ์ในช่วงปี 1996 มันก็ไม่ถือว่า “ดี” หรอกนะ เพียงแต่เราสงสัยว่า มันน่าจะ “ดีกว่าช่วงต่อ ๆ มา” เท่านั้นเอง คือเหมือนพอเราได้ดูหนังปาเลสไตน์ที่สร้างขึ้นในปีที่แตกต่างกัน เราก็เลยสงสัยว่า หนังเหล่านี้มันอาจจะบันทึกสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปด้วย

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางดีวีดีที่ซื้อไว้นานมากแล้ว

 

THE VOICE OF HIND RAJAB (2025, Kaouther Ben Hania, Tunisia/France/Palestine, A+30)

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

 

1. เนื้อเรื่องที่หนังเรื่องนี้เล่าออกมาโดยตรง มันสะเทือนใจมาก ๆ เหมือนตัวหนังมันช่วยลด “ระยะห่าง” ระหว่างเรากับ “ข่าวปาเลสไตน์” คือเวลาที่เราอ่านข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ที่ถูกสังหารหมู่จำนวนมากในกาซา มันจะมี “ระยะห่าง” ระดับนึงระหว่างเรากับข่าวที่เราอ่าน และระยะห่างนั้นมันส่งผลให้เรา “รับรู้ข้อมูล” แต่ไม่ได้มี emotional involvement อย่างรุนแรงสุดขีดกับข่าวที่เราอ่าน

 

แต่พอเราได้ดูหนังแบบนี้ มันก็เหมือนช่วยลดระยะห่างระหว่างเรากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราไม่ได้ “เพียงแค่” รับรู้ข้อมูลและรู้สึกเศร้าใจอีกต่อไป แต่มันทำให้หลายอย่างมันดูใกล้มากขึ้น ดูเป็นรูปธรรมมากขึ้น ฝังลึกในความทรงจำมากขึ้น และสลัดไม่หลุดมากขึ้น

 

2. แต่หนังเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อตัวเรา “ในทางอ้อม” อย่างรุนแรงด้วย ซึ่งเป็นผลกระทบในแบบที่หนัง “ไม่ได้ตั้งใจ” แม้แต่น้อย

 

คือพอหนังเรื่องนี้โฟกัสไปที่สมาชิกกลุ่มเสี้ยววงเดือนแดงที่พยายามอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ มันก็เลยทำให้เรานึกถึง “ความไม่สามารถทำอะไรได้” ของตัวเองในเรื่องอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น

 

2.1 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องปาเลสไตน์

2.2 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องกกต.

2.3 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในอะไรหลาย ๆ อย่างในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงกฎหมายไทย

2.4 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

2.5 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่อง Myanmar

2.6 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องฮ่องกง

2.7 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องยูเครน

2.8 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องอิหร่าน

2.9 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่อง Venezuela

2.10 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่อง Trump

ETC.

 

แต่ถึงแม้เราจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ไม่ประสบความสำเร็จจริง ๆ แต่ก็คงจะ “ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะพอทำได้” ต่อไปก็แล้วกัน

 

3. กราบตีน Kaouther Ben Hania ตอนนี้เราได้ดูหนังของเธอไปเพียง 4 เรื่อง และก็ชอบทั้ง 4 เรื่องอย่างสุดขีดมาก ๆ ทั้ง THE VOICE OF HIND RAJAB, IMAMS GO TO SCHOOL (2010, UAE/France/Tunisia, documentary, 76min), THE CHALLAT OF TUNIS (2013, Tunisia/France) และ BEAUTY AND THE DOGS (2017, Tunisia)

 

4. กราบขอบพระคุณบริษัทใดก็ตามที่ซื้อหนังเรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทย

-------

 

หนังที่ชิงออสการ์หนังต่างประเทศทั้ง 5 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบ

 

 

MY PREFERENTIAL ORDER FOR THE NOMINEES FOR OSCAR’S BEST FOREIGN FILM AWARD 2025

 

อย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วว่า ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ภาพยนตร์ทั้ง 5 เรื่องที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังต่างประเทศ ได้รับการ commercially released ในโรงภาพยนตร์ไทยครบทั้ง 5 เรื่อง ซึ่งปรากฏการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์นี้ ก็เลยส่งผลให้เราได้ดูหนังที่เข้าชิงสาขานี้ครบทั้ง 5 เรื่องด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปีสำหรับเรา เพราะครั้งล่าสุดที่เราได้ดูหนังที่เข้าชิงสาขานี้ครบทั้ง 5 เรื่อง คือหนังที่เข้าชิงประจำปี 2010 ส่วนหนังที่เข้าชิงสาขานี้ประจำปี 2011-2024 นั้น เราได้ดูไม่ครบทั้ง 5 เรื่องในแต่ละปี

 

เราก็เลยถือโอกาสนี้ มาเรียงลำดับความชอบหนังทั้ง 5 เรื่องดีกว่า แน่นอนว่าเราชอบทั้ง 5 เรื่องในระดับ A+30

 

1. THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil)

 

ชอบเรื่องนี้มากสุด ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ตามที่เราเคยเขียนถึงไปแล้วอย่างละเอียด เหมือนเป็นหนังที่เราชอบสุดขีดทั้ง “วิธีการกำกับภาพยนตร์” และ “ประเด็น/เนื้อเรื่อง” ของหนัง

 

2. THE VOICE OF HIND RAJAB (2025, Kaouther Ben Hania, Tunisia/France/Palestine)

 

ชอบเรื่องนี้เป็นอันดับสอง ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ตามที่เราเคยเขียนถึงไปแล้ว เพราะหนังเรื่องนี้ “ส่งผลกระทบในทางอ้อม” หรือ “ส่งผลกระทบในแบบที่ตัวหนังไม่ได้ตั้งใจ” ต่อตัวเราด้วย

 

แต่ถ้าหากพูดถึง “choice ทางการกำกับภาพยนตร์” แล้ว เราชอบหนังเรื่องนี้น้อยสุดในทั้ง 5 เรื่องนะ คือเหมือนเราไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรกับมันในทาง cinematic แต่เราชอบประเด็นที่หนังนำเสนอ และ “ผลกระทบในแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ” ที่หนังเรื่องนี้มีต่อตัวเรา

 

3. IT WAS JUST AN ACCIDENT (2025, Jafar Panahi, France, about Iran)

 

ชอบหนังเรื่องนี้เป็นอันดับ 3 คือเราชอบอะไรหลาย ๆ อย่างในหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก แต่สาเหตุที่มันติดเพียงแค่อันดับ 3 เป็นเพราะ

 

3.1 ถ้าหากเราเป็นตัวละครเอกในหนังเรื่องนี้ เราคงไม่จับผู้ชายคนนั้นมาตั้งแต่แรก ถ้าหากเรา “ไม่มั่นใจ” จริง ๆ คือพอตัวละครเอกทำในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง ระดับความอินของเราก็จะลดลงไปเยอะ

 

3.2 เราเคยดู DEATH AND THE MAIDEN (1994, Roman Polanski, UK) มาแล้วเมื่อ 30 ปีก่อน เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า อะไรบางอย่างในหนังเรื่องนี้มันเป็นการทำซ้ำ DEATH AND THE MAIDEN แต่เราชอบ IT WAS JUST AN ACCIDENT มากกว่าหนังของโปลันสกีนะ เพียงแต่ว่าพอเราได้ดูมันทีหลัง มันก็เลยลดความสดใหม่ลงไปนิดนึง

 

4. SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier, Norway)

 

4.1 เราก็เป็นอีกคนที่จูนติดกับหนังของ Dag Johan Haugerud มากกว่า Joachim Trier 55555

 

4.2 ชอบ SENTIMENTAL VALUE มากกว่า THE WORST PERSON IN THE WORLD (2021, Joachim Trier) นะ แต่เหมือน Joachim Trier เลือกประเด็นที่เราไม่ค่อยอินในหนังทั้งสองเรื่อง เพราะเรามักจะไม่อินกับ “หนังโรแมนติก” และ “หนังครอบครัว”

 

4.3 แต่สิ่งที่ชอบสุดขีดทั้งใน SENTIMENTAL VALUE และ THE WORST PERSON IN THE WORLD ก็คือการที่หนังมันนำเสนอ “พฤติกรรมของมนุษย์ที่ดูขัดกับหลักเหตุผล” หรือ “พฤติกรรมของมนุษย์ที่ยากจะอธิบายได้ในบางครั้ง” (อย่างเช่น ทำไมมึงต้องสติแตกตอนจะขึ้นแสดงละครเวที) และหนังทั้งสองเรื่องมันนำเสนอ “ความเป็นมนุษย์” ได้อย่างละเอียดอ่อนและจริงมาก ๆ

 

4.4 แต่เหมือนตัวเราไม่ค่อยอินกับ “ตัวละคร” ในหนังทั้งสองเรื่องน่ะ ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของ Joachim Trier แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์แต่ละคนมันแตกต่างกัน

 

แต่ถึงแม้เรา “ไม่อิน” กับหนังของ Joachim Trier แต่เราก็ดู SENTIMENTAL VALUE สองรอบในโรงภาพยนตร์นะ คือถึงแม้เรา “ไม่อิน” และ “ไม่ได้รู้สึกชอบหนังเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว” แต่พอหนังมัน “ดีจริง” และ “นำเสนอความเป็นมนุษย์ได้ละเอียดอ่อนจริง ๆ” เราก็ดูมันในโรงภาพยนตร์สองรอบได้ เหมือนมันเป็นการดูเพื่อให้เข้าใจมนุษย์คนอื่น ๆ ไม่ใช่ดูแล้วทำให้นึกถึงตัวเราเอง

 

4.5 พอเราได้อ่านว่า Joachim Trier ได้รับอิทธิพลจาก Yasujiro Ozu กูก็ตบเข่าฉาดเลย 555555 เพราะเราก็ admire หนังของ Ozu แต่เราไม่ได้ “รู้สึกอิน” หรือ “รู้สึกชอบเป็นการส่วนตัว” กับหนังของ Ozu เช่นกัน ยกเว้นเพียงเรื่อง EARLY SPRING (1956, Yasujiro Ozu, A+30) เพราะพระเอกหล่อ คือตัวละครหลาย ๆ ตัวในหนังของ Ozu มันดูเหมือน “แตกต่างจากเราอย่างรุนแรง” น่ะ

 

4.6 อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราชอบ SENTIMENTAL VALUE เพียงแค่อันดับ 4 เป็นเพราะว่าเราดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึง EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING (2000, Claude Mouriéras, France, A+30) แล้วเราชอบ EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING มากกว่าหนังนอร์เวย์เรื่องนี้มาก ๆ และพอมันมีตัวเปรียบเทียบแบบนี้ SENTIMENTAL VALUE ก็เลยซวยไป 55555

 

EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับพ่อวัยชรา (Michel Piccoli) ที่ทิ้งภรรยากับลูกสาว 3 คนไป แต่เขากลับมาเยี่ยมลูกสาวทั้ง 3 อีกหลังจากเวลาผ่านไปนาน 15 ปี โดยลูกสาวทั้งสามแสดงโดย Miou-Miou, Sandrine Kiberlain และ Natacha Régnier

 

คือแค่เห็น casting ก็บอกได้แล้วว่า ทั้ง EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING กับ SENTIMENTAL VALUE มัน “ทัดเทียม” กันแน่นอนในเรื่องฝีมือการแสดง แต่สิ่งที่ทำให้หนังฝรั่งเศสชนะใจเราก็คือ “ความเย็นชา” ที่ Miou-Miou กับ Sandrine Kiberlain มีต่อตัวละครพ่อในหนังเรื่องนี้นั้น มันรุนแรงสุดขีดมาก และมันก่อให้เกิด UNFORGETTABLE SCENES สำหรับเราที่ดูแล้วลืมไม่ลงไปจนวันตาย

 

4.7 อีกจุดที่ชอบมาก ๆ ใน SENTIMENTAL VALUE ก็คือมันทำให้นึกถึง CONTEMPT (1963, Jean-Luc Godard, France) โดยไม่ได้ตั้งใจ ตามที่เราเคยเขียนถึงไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

คือพอเราได้ดู SENTIMENTAL VALUE เราก็จินตนาการว่า ตอนที่ Joachim Trier โด่งดังจาก THE WORST PERSON IN THE WORLD ในปี 2021 เขาอาจจะได้รับการทาบทามจาก “สตูดิโอฮอลลีวู้ด” หรือ “บริษัทสตรีมมิง” ให้ “สร้างหนังที่ใช้ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง” และ “สร้างหนังที่พูดภาษาอังกฤษ”

 

Joachim Trier ก็เลยสร้าง SENTIMENTAL VALUE ขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์ส่วนนึงเพื่อตอบโต้บริษัทเหล่านั้น เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนจะบอกว่า “กูไม่ต้องการดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง” เพราะหนังที่กูอยากจะสร้างจริง ๆ มันมีความ personal involvement และควรจะใช้นักแสดงนอร์เวย์ พูดนอร์เวย์ อะไรแบบนี้ 555555 หนังที่กูอยากสร้าง คือหนังที่มี SENTIMENTAL VALUE มีคุณค่าทางจิตใจต่อตัวกูเองเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่หนังที่เน้น COMMERCIAL VALUE

 

เราก็เลยรู้สึกว่า การใช้ Elle Fanning ในหนังเรื่องนี้อาจจะคล้าย ๆ กับการใช้ Brigitte Bardot ใน CONTEMPT คือหนังทั้งสองเรื่องใช้ “ดาราสาวสวยชื่อดัง” เพื่อด่า “วัฒนธรรมการเชิดชูดาราสาวสวยชื่อดัง”

 

4.8 พอดู SENTIMENTAL VALUE แล้วก็เลยแอบสงสัยว่า หนังมันพูดถึงสไตล์การแสดงที่แตกต่างกันระหว่างนักแสดงฮอลลีวู้ดกับยุโรปด้วยหรือเปล่า เพราะเหมือน Rachel Kemp (Elle Fanning) พยายามอย่างเต็มที่ที่จะ “เข้าใจ” ตัวละครที่เธอแสดง ในขณะที่หนังยุโรปหลาย ๆ เรื่องไม่ได้ต้องการสิ่งนี้จากนักแสดง

 

ตัวอย่างเช่น

 

4.8.1 อันนี้คือสิ่งที่ Hanna Scygulla พูดถึง Rainer Werner Fassbinder

 

He never gave psychological explanations. He didn’t talk about roles or characters. He had very concrete ideas about the choreography of bodies and certain gestures that had to be accomplished. He would occasionally leave it to us to invent something. But most of the time he would arrive on set with these little drawings. They were very schematic.

 

4.8.2 ส่วน Marguerite Duras นั้น พยายามทำให้นักแสดง “ไม่มีสมาธิ” กับการแสดง หรือพยายามทำให้นักแสดง “เสียสมาธิ” ขณะแสดง

 

Compounding this limbo effect, Duras replayed the taped dialogue of India Song during filming, so that, listening to both their own words and screen directions, the actors would become distracted, less present to themselves.

 

เราก็เลยชอบจุดนี้ใน SENTIMENTAL VALUE มาก ๆ ด้วย ที่มันพูดถึงสไตล์การแสดงที่แตกต่างกัน

 

5. SIRAT (2025, Oliver Laxe, Spain)

 

ก็เป็นหนังที่เราชอบสุดขีดนะ แต่ถือว่าชอบน้อยที่สุดในทั้ง 5 เรื่อง เพราะว่าถ้าหากเราเป็นตัวละครในหนังเรื่องนี้ เราจะ “ตัดสินใจทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม” ตั้งแต่ต้นเรื่องเลยน่ะ คือพอทหารมาบอกให้เราอพยพ เราก็จะอพยพตามที่ทหารบอกไปเลย

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยดูหนังเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกที่ว่า “กูอยากรู้ว่า การที่มึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับกู มึงจะต้องเจอกับอะไรบ้าง” ซึ่งเราก็ชอบตัวละครในหนังเรื่องนี้นะ แต่เราก็จะรู้สึกมีระยะห่างจากตัวละครมากพอสมควรเพราะสาเหตุนี้แหละ

 

6. แต่ถ้าหากรวมหนังที่ไม่ผ่านเข้ารอบ 5 เรื่องสุดท้ายด้วย เราก็อาจจะชอบ SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski, Germany) มากที่สุดในบรรดาหนังที่แต่ละประเทศส่งเข้าชิงออสการ์นะ คือตอนนี้เรายังตัดสินใจไม่ได้ว่าเราชอบหนังเรื่องไหนมากกว่ากัน ระหว่าง THE SECRET AGENT กับ SOUND OF FALLING คืออาจจะต้องรอให้เวลาผ่านไปอีก 5 ปี เราถึงจะตอบได้ว่า ระหว่างหนังสองเรื่องนี้ หนังเรื่องใดที่ตราตรึงอยู่ในใจเราได้นานกว่ากัน

 

ประวัติการไม่ลงโรงฉายในไทยของหนังชิงออสการ์สาขานี้

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10242796042500502&set=a.10236655507790972

Hanna Schygulla on Fassbinder

https://lwlies.com/interviews/hanna-schygulla-rainer-werner-fassbinder-david-lynch

 

Marguerite Duras

https://www.criterion.com/current/posts/8082-india-song-and-baxter-vera-baxter-in-the-thrall-of-duras#:~:text=Marguerite%20Duras's%20India%20Song,films%20for%20nearly%20a%20decade.

++++

 

คลิป

https://web.facebook.com/reel/1433803541557647

 

จริง ๆ คือ “เรียงมั่ว” ครับ แต่พอดูแล้วก็พบว่ามันเรียงตามความเร็วในการวิ่งหรือเดินจริง ๆ ด้วย 55555

 

คือตอนแรกผมวางแผนจะใช้หนัง 10 เรื่องครับ แล้วก็วางแผนว่าจะเรียงคลิปแบบมีความเชื่อมโยงกัน อย่างเช่น จะเอาคลิป WEAPONS มาต่อจาก POSSESSION เพราะมัน “บ้าคลั่ง” เหมือนกัน และจะเอาคลิป THE 400 BLOWS มาต่อจาก MOVING เพราะมันเป็นตัวละครวัยรุ่นวิ่ง ๆ เหมือนกัน

 

แต่พออัปโหลดคลิปแบบ 10 เรื่องแล้ว facebook มันแบน ผมก็เลยอารมณ์เสีย ก็เลยต้องตัดคลิปจาก POSSESSION กับ THE 400 BLOWS ทิ้งไป แล้วผมก็จะรีบออกไปดูหนังด้วย ผมก็เลยเอาคลิปจาก 8 เรื่องที่เหลือมาเรียงมั่ว ๆ ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อจะได้ออกไปดูหนัง

 

แต่ในขณะที่ผม “เรียงมั่ว ๆ” เพื่อให้งานเสร็จโดยเร็วนั้น subconscious ของผมมันคงทำงานอยู่ และมันคง guide ให้ผมเรียงคลิปตามความเร็วในการเดินหรือวิ่ง ซึ่งผมก็ไม่รู้ตัวในเรื่องนี้ จนคุณ Warut มาสังเกตเห็น และเดาการทำงานของ subconscious ของผมได้อย่างถูกต้อง 55555 ขอบคุณมาก ๆ ครับ

++++

 

THE VOICE OF HIND RAJAB (2025, Kaouther Ben Hania, Tunisia/France/Palestine, A+30) ตอนสอง

 

เพิ่มเติมจากที่เขียนไปก่อนหน้านี้

 

พอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงงาน Q&A ของ Omer Fast ที่ Bangkok Kunsthalle ในวันที่ 7 มี.ค. 2026 ที่เพิ่งผ่านมามาก ๆ เพราะในงานนี้ Omer Fast เล่าว่า ผู้กำกับภาพยนตร์อย่างเขา มักจะเจอ crisis ระหว่าง aesthetical realm กับ ethical realm อยู่เสมอ ตามที่เราเขียนถึงไปแล้วก่อนหน้านี้

 

แล้วพอเราดู THE VOICE OF HIND RAJAB เราก็เลยแอบจินตนาการว่า บางที Kaouther Ben Hania อาจจะเจอปัญหาความขัดแย้งระหว่าง aesthetical realm กับ ethical realm ในการสร้างหนังเรื่องนี้เหมือนกันก็ได้ เพราะเรารู้สึกว่า พอประเด็นของหนังเรื่องนี้มันเป็นแบบนี้

 

1. เราจะทำหนังเรื่องนี้ออกมาให้ “ลุ้นระทึกสนุกตื่นเต้น” มากเกินไปก็ไม่ดี มันจะเป็นการ exploit มากเกินไป

 

2. เราจะทำหนังเรื่องนี้แบบบีบเค้นน้ำตามากเกินไป ก็ไม่ดี

 

3. เราจะทำหนังเรื่องนี้แบบเน้นความ art มากเกินไป ก็ไม่ดี

 

4. ถ้าทำหนังเรื่องนี้ออกมาเป็น สารคดี ทื่อ ๆ ตรง ๆ มันก็จะ safe สุด แต่มันก็อาจจะ “ไม่เข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง” มันก็เลยเหมือนต้องชั่งน้ำหนัก เลือกระดับความ balance ระหว่าง “จำนวนผู้ชมที่ต้องการจะเข้าถึง” กับการรักษา integrity ของประเด็นที่ต้องการจะนำเสนอ

 

5. แต่จริง ๆ แล้วเราก็แอบสงสัยว่า ถ้าหากทำเป็น essay film หรือใช้ approach อื่น ๆ ในการนำเสนอประเด็นนี้ หนังมันจะออกมาเป็นอย่างไร

 

ก็เลยสรุปว่า เราชอบ THE VOICE OF HIND RAJAB มาก ๆ แต่เราจินตนาการว่า ถ้าหากตัวเองเป็นผู้สร้างหนังเรื่องนี้ เราก็อาจจะเผชิญ crisis หรือความลำบากมากพอดู ในการเลือกหา “วิธีการนำเสนอประเด็นของหนังเรื่องนี้”

 

ไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ มีหนังเรื่องอื่น ๆ อีกหรือเปล่า ที่ตอนดูแล้วรู้สึกว่า ถ้าหากตัวเองเป็นผู้สร้างหนังเรื่องนั้น ๆ ตัวเองอาจจะเผชิญ crisis ระหว่าง aesthetic กับ ethic ในการนำเสนอประเด็นของหนัง

 

THE VOICE OF HIND RAJAB ส่วนแรก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid027AC52oBoV74YhP9VEyYhRscESDenJ1PMoYmmVpYYAenWhdrPGxVBVNxf589qBycTl

+++++

 

ฟังเทปนี้จบนานแล้ว แต่ไม่ได้จดบันทึกไว้ เทปนี้พูดถึง “ความเหนื่อยบางอย่างที่ปรากฏผ่านตัวหนัง” ซึ่งถ้าหากถามเราว่า “หนังเรื่องไหนที่เราดูแล้วรู้สึกถึงความเหนื่อย” เราก็จะตอบว่า หนัง (หรือวิดีโอ) หลาย ๆ เรื่องของ Kawita Vatanajyankur  55555 คือเราชอบวิดีโอของ Kawita มาก ๆ นะ เป็นวิดีโอที่เราดูแล้วรู้สึก “เหนื่อย” แทนตัวศิลปินมาก ๆ อย่างเช่น THE SCALES (2015), THE DUSTPAN (2015), THE ROBES (2015), THE ICE SHAVERS (2015), THE SQUEEZERS (2015), UNTANGLED (2018), LADY PAPAYA (2022)

 

เพิ่งฟังเทปนี้จบในวันนี้ ดีใจสุดขีดกับ SMALL HOURS OF THE NIGHT (2024, Daniel Hui, Singapore)

 

THE STAIN ราคี (2026, Ning Bhanbhassa Dhubtien, Pond Krisda Witthayakhajorndet, Ping Lumpraploeng, A+10)

 

Copy เนื้อหาบางส่วนมาจากสิ่งที่เราคุยกับเพื่อนหลังไมค์

 

1. เราว่าหนังมันแย่ และมีหลายมุกหรือหลายส่วนของหนังที่เราเกลียด แต่เราดูแล้วสนุก บันเทิง ฮาโดยไม่ได้ตั้งใจ และเราชอบที่มันเหมือนเป็นการทดลองเอาผู้กำกับหลาย ๆ คนมารวมกัน แล้วมันเข้ากันไม่ได้ แต่ในความเข้ากันไม่ได้มันก็เกิดเป็นอะไรที่พิสดารขึ้นมา 55555

 

คือเหมือนครึ่งแรกเราว่ามันเป็นส่วนของผู้กำกับที่ถนัดทำหนังดราม่า แล้วครึ่งหลังมันเป็นส่วนของพิง ลำพระเพลิงที่ถนัดทำหนังตลก แล้วพอรวมเข้าด้วยกันแล้วมันเข้ากันไม่ได้ แต่มันกลายเป็นอะไรที่ประหลาด ไม่ซ้ำใคร 55555

 

2. ฉากโปรดคือ

 

2.1 ฉากที่ น้ำใสเห็นมาลีเดินแล้วเลือดไหลนองพื้นไปเรื่อย ๆ แล้วน้ำใสพูดว่า “พี่มาลีเมนส์มาเหรอคะ”

 

2.2 ชอบที่หมอผีพูดเหยียดมาลีว่าเป็นกะหรี่ จนกะหรี่คนอื่น ๆ ในอพาร์ทเมนท์ทนไม่ไหว เพราะรู้สึกว่าตนเองโดนเหยียดไปด้วย 55555

 

2.3 ขำฉากที่อาภาพรถวายของกินให้ศาลพระภูมิ แล้วของกินหายไปทีละชิ้น

 

3. คือจริง ๆ แล้วเราชอบ THE STAIN และ JENNY, I LOVE YOU (2025, Boonsong Nakphoo, Jumpot Ruayjaroensap, A+15) ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราชอบดู “หนังทดลอง” 55555

 

คือเรารู้สึกว่าทั้ง THE STAIN และ JENNY, I LOVE YOU มันเหมือนเป็น “การทดลอง” ที่ไม่ประสบความสำเร็จน่ะ มันเหมือนเป็นการผสมรวมผู้กำกับหลายคนเข้าด้วยกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อจะสร้าง “สาวงาม” หรือสร้าง “หนังดี” ขึ้นมา แต่ผลที่ออกมามันกลับกลายเป็น “อสูรกาย” กลายเป็น “หนังที่มีความเข้ากันไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

 

แต่เราก็ชอบ “อสูรกาย” ที่เกิดขึ้นในแง่นึงอยู่ดี เพราะถึงแม้มันจะไม่ใช่หนังดี แต่ความพิกลพิการของมันก็ส่งผลให้มันไม่ซ้ำแบบใคร ไม่ใช่อะไรสำเร็จรูปที่ดูซ้ำซากเหมือนหนังเรื่องอื่นๆ เพราะแม้แต่ “หนังทดลอง” จริงๆ เองนั้น มันก็มีหลายเรื่องที่ใช้ pattern รูปแบบความอาร์ตคล้าย ๆ กันจนดูเหมือน ๆ กัน ส่วนหนังไทยสองเรื่องนี้มันไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวเป็น “หนังทดลอง” แต่ผลที่ออกมามันกลับพิสดารหรือประสาทแดกกว่าหนังทดลองบางเรื่องเสียอีก 55555

 

4. ชอบที่เพื่อนเราเขียนมาก เพื่อนเขียนในทำนองที่ว่า “ถ้าหากดูหนังเรื่องนี้ในฐานะ “ภาพยนตร์” เราก็คงจะเกลียดมัน แต่นี่ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกว่าเหตุเกิดที่โรงยิมในโรงเรียนมัธยม ก็เลยฮากับมันมาก ๆ”

 

“นึกว่า​ถ้าดูหนังเรื่องนี้ด้วยกันในสมัยมัธยม ​ต้องมีการแสดง role play ​ในโรงยิม​ ตามบันได”

 

อินสแตนท์คัลท์มากๆ​

 

“ฉากในเอเทรียม/คอร์ทยาร์ด​ ของอพาร์ทเมนท์ แต่ละฉากคือคลาสสิก​มาก”

 

“คำนี้เลย​ ความเข้ากันไม่ได้​ คือไม่มีอะไรไปด้วยกัน​ ตัดภาพไปอีกฉากนึกว่าหนังเรื่องอื่น”

 

ภาพของ Jespipat Tilapornputt (เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์) ดารานำของหนังเรื่องนี้

+++

 

ล่าสุดเราได้ดู Virginie Ledoyen ในหนังเรื่อง JUST THE TWO OF US (2023, Valérie Donzelli) แล้วชอบมาก เพราะในหนังเรื่องนี้เธอรับบทเป็นคุณป้าท้วม ๆ คนนึง คือเหมือนเธอไม่ยึดติดกับการรับบทสาวสวยอะไรทำนองนี้เลยน่ะ หนังให้เธอแสดงเป็นบทป้าชาวบ้านธรรมดา ๆ เธอก็แสดงได้

 

แต่ถ้าเป็นในยุคทศวรรษ 1990 เราจะชอบจำ Virginie Ledoyen กับ Marie Gillain สลับกัน เหมือนสองคนนี้เป็นดาราสาวฝรั่งเศสที่มาในยุคเดียวกัน

++++

 

Favorite Quote from Abbas Fahdel:

 

Art is dangerous for the powers that live from war, because it reminds that peoples have a memory, imagination, and dignity that cannot be exterminated.

 

Because where there is art, there is still a living society—and a living society always escapes the logic of domination.

https://web.facebook.com/abbas.fahdel.92/posts/pfbid02wbJ1XpUm1QeAS7y1XC8XCmrveTi5j4CNZkLoXERRVLabLDXQowaxJWvehmiG7DsSl

++++

 

คำถามสำหรับคนที่ดู THE BRIDE! (2026, Maggie Gyllenhaal, A+30) แล้ว

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้เราเพิ่งได้ดูหนังเรื่องหนึ่งที่ตัวละครพูดคุยกันเกี่ยวกับ Nathaniel Hawthorne และ Herman Melville เราก็เลยสงสัยว่า มันคือหนังเรื่องอะไร คำถามของเราก็คือว่า

 

1. มันคือหนังเรื่อง THE BRIDE! ใช่ไหมที่มีตัวละครคุยกันเกี่ยวกับ Nathaniel Hawthorne และ Herman Melville หรือว่าเราจำสลับกับหนังเรื่องอื่น ๆ

 

2. ถ้าคำตอบของข้อ 1 คือ “ใช่” เราก็สงสัยต่อว่า ตัวละครมันคุยกันว่าอะไรบ้างนะเกี่ยวกับ Nathaniel Hawthorne และ Herman Melville เหมือนสมองของเราประมวลผลไม่ทันว่าตัวละครมันคุยกันว่าอะไรบ้างเกี่ยวกับนักประพันธ์สองท่านนี้ สมองของเราจำได้เพียงแค่ว่า มีตัวละครคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบนะคะ

 

 

Thursday, February 05, 2026

KINGKAEW

 

ซื้อการ์ตูนมาให้ลูกหมีอ่าน THE RED RAT IN HOLLYWOOD เล่ม 2 ของ Osamu Yamamoto ส่วนเล่ม 1 เราซื้อไปเมื่อเดือนมิ.ย. 2024

+++++++

 

MARIAM (2020, Dana Durr, Palestine, animation, 5min, A+30)

 

CACHE-CACHE (2012, Dia’ Azzeh, Palestine, animation, 4min, A+30)

 

HOMELAND (2023, Faiza Afifi, Palestine, animation, 2min, A+25)

 

CHECKPOINT (2021, Jana Kattan, Palestine, animation, 6min, A+30)

 

HIDE AND SEEK (2024, Rami Abbas, Palestine, animation, 7min, A+25)

 

MEMORY OF THE LAND (2017, Samira Badran, Palestine, animation, 13min, A+30)

 

สุดฤทธิ์ กราบตีนมาก ๆ ติดอันดับประจำปีแน่นอน

++++

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Kazuhiko Hasegawa และ Toshiharu Ikeda เลย เพิ่งรู้ว่า Toshiharu Ikeda เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายขณะที่เขาอายุ 59 ปี เราอยากดู SUKEBAN MAFIA (1980, Toshiharu Ikeda) มาก ๆ

+++

 

ฉันรักเขา Hideki Nagayama from OMUKADE (2025, Pakphum Wongjinda, Chalit Kraileadmongkon, A+)

 

ฉันรักเขา Ryota Omi from OMUKADE (2025, Pakphum Wongjinda, Chalit Kraileadmongkon, A+) and (LOVE SONG) (2025, Weerachit Thongjila, A+25)

 

ฉันรักเขา Ahan Shetty from BORDER 2 (2026, Anurag Singh, India, 200min, A-)  เขาสูง 185 เซนติเมตร

+++

OMUKADE (2025, Pakphum Wongjinda, Chalit Kraileadmongkon, A+)

VS. BORDER 2 (2026, Anurag Singh, India, 200min, A-) 

 

ขอจดบันทึกความทรงจำถึงหนังสองเรื่องควบกันไปเลย 555

 

1. จริง ๆ แล้วตัวหนัง OMUKADE ออกมาดีกว่าหนังสัตว์ยักษ์ที่ใช้โลเกชั่นใกล้เคียงกันเรื่อง “โบอา งูยักษ์” (2006, ชนินทร เมืองสุวรรณ) มาก ๆ คือเรารู้สึกว่า OMUKADE เป็นหนังที่ตั้งอกตั้งใจทำมากพอสมควร

 

แต่เสียดายที่เรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยสนุก และเราไม่รู้สึกผูกพันใดๆ กับตัวละครในหนังน่ะ เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าหนังอย่าง THE DESCENT (2005, Neil Marshall, UK, A+30) ที่ถือเป็น benchmark สำหรับเราในการใช้เทียบกับหนัง cave thrillers เรื่องอื่น ๆ

 

2. ชอบ premise ของ OMUKADE ชอบการใช้ตัวประหลาดเป็นคล้าย ๆ ตะขาบยักษ์ที่พ้องกับตำนานญี่ปุ่น และชอบการเซ็ตเรื่องให้เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองในไทย

 

จุดที่ชอบมาก ๆ คือนางเอกเป็นสาวชาวเขาที่มีวิทยายุทธพอตัว คือฉากเปิดตัวนางเอกที่ฆ่านายพลญี่ปุ่นนี่เป็นสิ่งที่เราชอบมาก แต่เสียดายที่หลังจากนั้นนางเอกก็เหมือนแทบไม่ได้ใช้ความสามารถทางการต่อสู้อย่างเต็มที่อีก

 

3. ถึงแม้เราจะชอบไอเดียตั้งต้นของ OMUKADE แต่พอเนื้อเรื่องมันเข้าไปอยู่ในถ้ำแล้ว หนังเหมือนไม่สามารถสร้างรายละเอียดสถานการณ์ให้มันลุ้นระทึกสนุกตื่นเต้นได้มากพอสมควร เราก็เลยไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้มากนัก

 

4. และเราก็ไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละครใด ๆ ใน OMUKADE ด้วย ระดับความลุ้นของเราก็เลยลดลงไปอีก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงไม่ค่อยรู้สึกเอาใจช่วยตัวละครในหนังเรื่องนี้ หรือเป็นเพราะว่าหนังแทบไม่ได้ให้ปูมหลังใด ๆ ของตัวละครแก่เรา ซึ่งเราว่าปัญหานี้คล้าย ๆ กับ PRIMITIVE WAR (2025, Luke Sparke, Australia, A+15) ที่มันให้ตัวละครหนีตายจากสัตว์ประหลาดไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางสงครามเหมือนกัน โดยที่หนังแทบไม่ได้ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับตัวละครเลย แต่เหมือนสถานการณ์ใน PRIMITIVE WAR มันสนุกกว่าหน่อย เราก็เลยชอบ PRIMITIVE WAR มากกว่า

 

แต่เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ผู้ชมแต่ละคนจะรู้สึกไม่เหมือนกันนะ เพราะผู้ชมแต่ละคนก็จะรู้สึกผูกพันกับตัวละครในหนังในรูปแบบที่แตกต่างกันไป อย่างตัวเรานั้นจะรู้สึกผูกพันกับตัวละครใน THE BAYOU มฤตยูงาบ (2025, Taneli Mustonen, Brad Watson, UK, A+25) และตัวละคร “กลุ่มครอบครัวล่องเรือ” ใน JURASSIC WORLD: REBIRTH (2025, Gareth Edwards, A+30) มาก ๆ คือเราจะรู้สึกลุ้นเอาใจช่วยตัวละครในหนังสองเรื่องนี้ แต่ผู้ชมหลาย ๆ คนก็ไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับเรา 55555

 

5. พอดู OMUKADE จบ เราก็เลยสงสัยว่า ถ้าหากหนังเรื่องนี้มันยาวขึ้นอีก 15 นาที เพื่อขยายพื้นที่ให้ตัวละครในหนังมีชีวิตเป็นของตัวเองมากขึ้น ไม่ได้เป็นตัวละครที่ “มีชีวิตเพื่อหนีตะขาบยักษ์ในช่วง WWII” เพียงอย่างเดียว เราอาจจะชอบหนังมากขึ้นหรือเปล่านะ หรืออย่างน้อยมีฉากทหารญี่ปุ่นถอดเสื้อเยอะ ๆ ก็ยังดี 55555

 

6. หลังจากเราดู OMUKADE เราก็ได้ดู BORDER 2 (2026, Anurag Singh, India, 200min, A-)  ซึ่งเหมือนมาช่วยตอบคำถามในข้อ 5 ของเรา เพราะว่า BORDER 2 มีหน้าหนังเป็น “หนังสงคราม” เราก็เลยนึกว่ามันจะต้องเป็น “หนังแอคชั่นบู๊ดุเดือดเลือดพล่านตลอด 3 ชั่วโมงเต็ม” อะไรแบบนี้ แต่ปรากฏว่าพอเข้าไปดูจริง ๆ หนังมีฉากสงครามแค่ราว 50% ได้มั้ง ส่วนอีก 50% ที่เหลือเป็นฉากทหารร้องเพลงเต้นรำ, ทหารจีบสาว, ชีวิตก่อนการรบในสงคราม อะไรแบบนี้

 

เพราะฉะนั้นในทางทฤษฎีแล้ว BORDER 2 น่าจะเข้าทางเรา เพราะโครงสร้างของหนังมันเข้าทางเรามาก ๆ หนังให้เวลาราว 90 นาทีแรกไปกับการพูดถึง “แง่มุมอื่น ๆ ในชีวิตทหาร” ที่ไม่ใช่การรบในสงคราม เราได้ดูชีวิตของทหารแต่ละคนขณะอยู่ในค่ายทหารและขณะอยู่ที่บ้าน พวกเขาถูกสร้างให้ดูเหมือนเป็นคนจริง ๆ ที่มีชีวิตอยู่ก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น แล้วพวกเขาค่อยเข้าสู่สนามรบอย่างจริง ๆ จัง ๆ ในช่วงครึ่งหลังของหนัง

 

7. เราก็เลยรู้สึกว่า ในทางโครงสร้างแล้ว BORDER 2 มันน่าสนใจมาก ๆ คือโครงสร้างของมันคือ “90 นาทีแรกเป็นชีวิตครอบครัวทหาร ส่วน 110 นาทีที่เหลือเป็นการต่อสู้ในสนามรบ” อะไรทำนองนี้ ซึ่งโครงสร้างแบบนี้มันเข้าทางเรามากกว่า OMUKADE ที่ให้ตัวละครมา “สู้กับทหารญี่ปุ่น แล้วก็สู้กับตะขาบยักษ์” โดยไม่ได้เล่าถึงชีวิตตัวละครมากไปกว่านั้น

 

แต่ถ้าหากมองโดยภาพรวมทั้งหมดแล้ว เราก็ชอบ OMUKADE มากกว่าเยอะนะ เพราะเราชอบ OMUKADE ในระดับ A+ และชอบ BORDER 2 ในระดับ A-

 

8. สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะว่า ถึงแม้ BORDER 2 ให้เวลาไปกับการ “ปูภูมิหลังของตัวละคร” อย่างเต็ม ๆ ถึง 90 นาที แต่เนื้อหาในช่วง 90 นาทีแรกนั้น มันรับใช้ “ความเป็นชาตินิยม” และ “ความเป็นอนุรักษ์นิยม” อย่างสุดขีดมาก คือแบบชีวิตทหารแต่ละคนนี่มัน “รักขนบธรรมเนียมประเพณี” อย่างรุนแรงจริง ๆ

 

คือถึงแม้ตัวละครใน BORDER 2 จะได้ใช้ชีวิตอยู่นอกสนามรบ ในช่วง 90 นาทีแรกของหนัง แต่ช่วง 90 นาทีนั้น มันก็อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาที่เชิดชู “การใช้ชีวิตแบบอนุรักษ์นิยม” อย่างสุดขั้ว มันก็เลยไม่ได้ช่วยให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นแต่อย่างใด แต่กลับทำให้เรายิ่งชอบหนังเรื่องนี้น้อยลงไปอีก ถึงแม้โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบนี้มันจะเข้าทางเราก็ตาม 55555

 

9. ก็เลยรู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้มีจุดอ่อนที่แตกต่างกันไปในสายตาของเรา เพราะเรามองว่า OMUKADE ให้ภูมิหลังของตัวละครน้อยเกินไปจนทำให้เราไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละคร

 

ส่วน BORDER 2 นั้น ให้ภูมิหลังของตัวละครเป็นเวลานานถึง 90 นาที แต่ภูมิหลังที่ให้มานั้นกลับทำให้เรารู้สึกหมั่นไส้ความอนุรักษ์นิยมของหนังอย่างรุนแรงมาก ๆ 55555

+++

ฉันรักเขา ภาคียะ โพธิ์เงิน จาก KINGKAEW กิ่งแก้ว (2026, Ekkachai Srivichai, A+15)

+++

 

KINGKAEW กิ่งแก้ว (2026, Ekkachai Srivichai, A+15)

VS. RETURN TO SILENT HILL (2026, Christophe Gans, A-)

 

ขอจดบันทึกความทรงจำถึงหนังสองเรื่องควบกันไปเลย 555

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. สำหรับเรา ทั้ง “กิ่งแก้ว” และ RETURN TO SILENT HILL (2026, Christophe Gans, A-) นี่ประสบปัญหาคล้าย ๆ กัน คือเรามองว่าหนังทั้งสองเรื่องมันมี “วัตถุดิบ” บางอย่างที่เอื้อให้มันสามารถกลายเป็นหนังที่ดีสุดขีดมาก ๆ ได้ แต่อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางหนังทั้งสองเรื่องไม่ให้เปล่งศักยภาพของตัวเองออกมาได้ ก็คือหนังทั้งสองเรื่อง “เลือก GENRE ผิด” มันไปเลือก genre หนังสยองขวัญ และมันพยายามจะเร้าอารมณ์ตามวิธีการเดิม ๆ ของหนังสยองขวัญ แทนที่จะโฟกัสจุดที่ควรจะเป็น หนังทั้งสองเรื่องก็เลยออกมาไม่เข้าทางเราในที่สุด

 

แต่เราก็ไม่ได้เกลียดหนังเรื่อง “กิ่งแก้ว” แต่อย่างใดนะ เราชอบในระดับ A+15 เพราะเราว่ามันก็ดูเพลิน ๆ ดีสำหรับเรา, มีจุดที่น่าสนใจ และเราเหมือนถูกโฉลกกับหนังหลาย ๆ เรื่องของเอกชัย ศรีวิชัยอยู่แล้ว คือเขาไม่ใช่คนที่ทำหนังเข้าทางเราซะทีเดียวนะ แต่เรา enjoy กับหนังหลาย ๆ เรื่องของเขา เหมือน wavelength มันใกล้เคียงกันในระดับนึง

 

2. เราว่าไอเดียตั้งต้นของหนังทั้งสองเรื่อง ก็อาจจะเป็นอุปสรรคในตัวมันเองด้วย เพราะ “กิ่งแก้ว” มันได้รับแรงบันดาลใจจากคดีอาชญากรรมจริง เพราะฉะนั้นหนังมันก็เลยอาจจะไม่สามารถทำบางอย่างได้ตามใจตัวเองมากนัก ส่วน RETURN TO SILENT HILL นั้น การที่หนังมันต้องรับใช้ตัววิดีโอเกมที่มีอยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ปิดกั้นศักยภาพของหนังไว้ด้วยเช่นกัน

 

3. ในส่วนของ “การเลือก genre ผิด” นั้น เรามองว่า ถ้าหาก “กิ่งแก้ว” ไม่เลือก genre หนังสยองขวัญ หนังเรื่องนี้ก็น่าจะเข้าทางเราอย่างสุดขีดมาก ๆ ก็เป็นได้ เพราะตัวเนื้อเรื่องของ “นักโทษประหารหญิง” แบบกิ่งแก้วนั้น มันสามารถทำออกมาได้เป็นทั้ง

 

3.1 เราเห็นด้วยกับเพจ “เชื่อGU ไปดูเลย” มาก ๆ เพราะเพจนี้มองว่า หนังเรื่องนี้สามารถทำเป็นแบบ MONSTER (2003, Patty Jenkins) ได้ และที่แน่ ๆ ก็คือคุณทรายสามารถรับบทหนักแบบ Charlize Theron ในหนังเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน

 

3.2 หรือทำออกมาเป็นแบบหนังดราม่าของ Claude Chabrol ก็ได้ เพราะ “กิ่งแก้ว” ทำให้เรานึกถึงทั้ง STORY OF WOMEN (1988) ที่พูดถึงนักโทษประหารหญิง, LA CEREMONIE (1995) ที่เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างหญิงชนชั้นล่างกับชนชั้นกลาง และ LE BOUCHER (1970) ที่เป็นเรื่องของ “ฆาตกรฆ่าเด็ก และความรักโรแมนติกของฆาตกร”

 

3.3 แต่หนังแบบที่เราอยากเห็นมากที่สุด ก็คือ DREILEBEN: BEATS BEING DEAD (2011, Christian Petzold, Germany) เพราะว่า BEATS BEING DEAD พูดถึงความรักสามเส้าระหว่างหญิงสาวชนชั้นล่าง, ชายหนุ่มชนชั้นกลาง และ “หญิงสาวลูกคนรวย” ซึ่งมันพ้องกับเรื่องราวของ “กิ่งแก้ว” มาก ๆ ตรงจุดนี้ และตัวละครหญิงสาวชนชั้นล่างใน BEATS BEING DEAD ก็เป็นตัวละครที่เราอินและเอาใจช่วยอย่างสุดขีดมาก ๆ เพลิงพ่าย ร้อนแรงมาก ๆ ในขณะที่ชายหนุ่มชนชั้นกลางก็เลือกหญิงสาวลูกคนรวยมาเป็นแฟน และฉากท้าย ๆ ของหนังเรื่อง BEATS BEING DEAD ก็เป็นฉากที่ชายหนุ่มชนชั้นกลางกับหญิงสาวลูกคนรวยขับรถไปด้วยกันตามท้องถนนในชนบท และพยายามลืมเรื่องราวของหญิงสาวชนชั้นล่างออกไปจากความทรงจำของตัวเอง

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เราดู “กิ่งแก้ว” เราก็เลยนึกถึงหนังของ Christian Petzold อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

เราก็เลยรู้สึกว่า จริง ๆ แล้วตัววัตถุดิบบางอย่างใน “กิ่งแก้ว” โดยเฉพาะนักแสดงและเนื้อหาตอนที่กิ่งแก้วยังมีชีวิตอยู่ มันเอื้อให้ทำเป็นหนังแบบ Christian Petzold และ Claude Chabrol ได้สบายมาก ๆ เลย คือถ้าหากหนังมันเลือกเส้นทางแบบนั้น เราก็คงจะชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+30 ไปแล้ว แต่พอมันเลือกที่จะเป็นหนังสยองขวัญ หนังที่ออกมามันก็เลยไม่เข้าทางเราซะทีเดียว

 

สิ่งที่เราอยากเห็นมาก ๆ ก็คือช่วงเวลาที่กิ่งแก้วค่อย ๆ กลายเป็นบ้า เหมือนหนังไม่ได้แสดงให้เราเห็นพัฒนาการของกิ่งแก้วในช่วงนี้น่ะ เพราะเนื้อหาตรงส่วนนี้มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต่อพล็อตหนังผี หนังสยองขวัญ แต่ถ้าหากหนังเรื่องนี้เลือกที่จะเป็นหนังดราม่า รักสามเส้า หนังก็อาจจะมีเวลานำเสนอเนื้อหาตรงส่วนนี้ และมันน่าจะเป็นอะไรที่เข้าทางเรามาก ๆ รวมทั้งน่าจะเป็นอะไรที่เปิดโอกาสให้นักแสดงได้ใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ด้วย

 

4. หรือถ้าหาก “กิ่งแก้ว” เลือกที่จะเป็นหนังสยองขวัญจริง ๆ มันก็อาจจะยังเป็นหนังที่เข้าทางเราอยู่ก็ได้นะ ถ้าหากมันโฟกัสถูกจุด คือถ้าหากมันทำเป็นแบบหนังของ Mike Flanagan ให้ความสำคัญกับ “หัวจิตหัวใจของตัวละคร” หรือ “อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร” แทนที่จะให้ความสำคัญกับการเร้าอารมณ์ตามสูตรหนังสยองขวัญไปเรื่อย ๆ เราก็อาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

 

5. สิ่งที่ชอบที่สุดในกิ่งแก้ว ก็คือการแสดงของคุณทรายและคุณสายป่านนี่แหละ ทั้ง ๆ ที่บทหนังมันไม่เอื้อให้ได้ใช้ความสามารถมากนัก

 

ชอบการแสดงของคุณทรายในฉากท้าย ๆ มากเป็นพิเศษ แววตาที่เปลี่ยนไปในฉากท้าย ๆ นี่มันสุดขีดจริง ๆ

 

กราบการแสดงของสายป่านในหนังเรื่องนี้ เพราะเราว่าบทของสายป่านในหนังเรื่องนี้ ถ้าหากเล่นไม่ดี มันจะกลายเป็น “นางอิจฉาโง่ ๆ” ไปเลย แต่พอสายป่านเล่นดี ตัวละครมันเลยไม่กลายเป็น “นางอิจฉาโง่ ๆ” แต่ดูเป็นมนุษย์จริง ๆ เป็นคุณหนู ลูกคนรวย แต่ไม่ใช่คนเลว และมันเลยทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจเพิ่มขึ้นมาก ๆ เพราะเราจะเกิด dilemma ในใจ ว่าเราควรจะเอาใจช่วยผีกิ่งแก้วมากน้อยแค่ไหนดี

 

การแสดงของสายป่านที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับตัวละครในหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึงอีกหนึ่งการแสดงที่เราชอบสุดขีดในปีที่แล้ว ซึ่งก็คือการแสดงของคุณสรวงสุดา ลาวัณย์ประเสริฐ ใน THE TUTOR พี่วรรณมาสอน (2025, Bhandit Thongdee, A+15) เพราะว่าใน THE TUTOR นั้น ถ้าหากคุณสรวงสุดาเล่นไม่ดี บทนั้นมันจะกลายเป็น “ตัวร้ายโง่ ๆ” ไปในทันที เพราะบทมันไม่ส่งมาก ๆ  แต่พอคุณสรวงสุดาเล่นดีมาก ๆ บทนั้นมันก็เลยไม่กลายเป็น “ตัวร้ายโง่ ๆ” แต่ดูเป็น “มนุษย์จริง ๆ" และเป็นมนุษย์แบบที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันด้วย

 

ในแง่นึงเราก็แอบอธิษฐานว่า อยากให้ “นักแสดงหนังไทย” ได้โอกาสดี ๆ แบบ “นักแสดงหนังฝรั่งเศส” อย่าง Sandrine Bonnaire, Léa Seydoux, Nathalie Baye อะไรแบบนั้นบ้าง เพราะเรามองว่านักแสดงหนังไทยหลาย ๆ คน จริง ๆ แล้วมีความสามารถเทียบเท่ากับนักแสดงหนังฝรั่งเศสน่ะ ทั้งคุณทราย, สายป่าน, สรวงสุดา และอีกหลาย ๆ คน เพียงแต่ว่าวงการหนังไทยไม่ได้มีการสร้างหนังที่หลากหลายเท่าหนังฝรั่งเศส นักแสดงหนังไทยก็เลยเหมือนไม่ได้รับโอกาสที่จะแสดงความสามารถของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ได้เท่ากับนักแสดงหนังฝรั่งเศส

 

6. การเล่าแบบตัดสลับเวลาใน “กิ่งแก้ว” ก็เป็นสิ่งที่เรารู้สึกก้ำกึ่งนะ จุดที่ชอบก็คือว่า จริง ๆ แล้วมันก็ทำออกมาได้ดี คือถึงมันตัดสลับเวลาไปมา เราก็ไม่งงแต่อย่างใด และเราว่ามันทำให้เราเปลี่ยนความคิดต่อตัวละครได้ดีมาก ๆ ด้วย เพราะช่วงต้นเรื่องเราจะเกลียดกิ่งแก้ว และสงสารวัลภา (พิมพรรณ ชลายนคุปต์) แต่พอเนื้อเรื่องมันค่อย ๆ เฉลยอดีตไปเรื่อย ๆ เราก็จะหันมาเข้าข้างกิ่งแก้ว และเกลียดวัลภาในที่สุด เราก็เลยรู้สึกว่า การเล่าแบบตัดสลับเวลาในหนังเรื่องนี้ อาจจะมีจุดประสงค์อย่างนึงคือเพื่อเล่นกับความรู้สึกคนดูตรงจุดนี้ ทำให้คนดูเปลี่ยนข้างอย่างรุนแรงเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้คนดูรู้สึกว่า “เราไม่ควรด่วนตัดสินใครอย่างง่าย ๆ” และหนังทำตรงจุดนี้ได้สำเร็จสำหรับเรา

 

แต่จุดที่ทำให้เรารู้สึกก้ำกึ่งก็คือว่า ถ้าหากหนังเรื่องกิ่งแก้ว “ไม่เลือกที่จะเป็นหนังสยองขวัญ” หรือ “ไม่เลือกที่จะพยายาม surprise คนดู” หนังก็อาจจะเลือกเล่าเรื่องตามลำดับเวลาไปเลยก็ได้ ทำเป็นหนังดราม่า เน้นหัวจิตหัวใจของตัวละคร เพื่อให้คนดูตามดูพัฒนาการของชีวิตและจิตวิญญาณของกิ่งแก้วไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าทำแบบนี้ก็อาจจะได้หนังแบบ Claude Chabrol, Chritian Petzold ที่เข้าทางเรามากกว่า

 

7. ฉากที่ติดอยู่ในความทรงจำมากที่สุดใน “กิ่งแก้ว” ก็คือฉากที่กิ่งแก้วใช้เสียงเป็นอาวุธนี่แหละ นึกว่าเป็นหนังที่ “ต้องดูในโรงภาพยนตร์” ของจริง เพราะเราก็นึกไม่ออกว่ามีหนังเรื่องไหนที่ตัวละครกรีดร้องแบบรอบทิศทาง บาดแก้วหูได้มากขนาดนี้ 55555

 

8. อีกปัญหานึงที่เรามีกับ “กิ่งแก้ว” และหนังสยองขวัญของไทยหลายเรื่องในระยะหลัง ซึ่งรวมถึง ธี่หยดภาค 2 และ 3, OUR HOUSE ข้างบ้าน (2025, Kongkiat Khomsiri, A+15), etc. ก็คือว่า “ผีในหนังไทยระยะหลัง” มันมีอิทธิฤทธิ์มากเกินไปน่ะ คือเหมือนมันนึกอยากจะหักคอคน, อยากฆ่าคน ก็ทำได้ตามสบาย ๆ เลย

 

คือการที่ผีในหนังไทยระยะหลัง มันดูมีอิทธิฤทธิ์มากเกินไปแบบนี้ มันก็เลยเกิดผลเสียสองอย่างสำหรับเรา นั่นก็คือ

 

8.1 มันดูเหลือเชื่อมากเกินไป คือมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในโลกของหนังเรื่องนั้น ๆ แต่มันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันของเราในโลกความเป็นจริง เพราะฉะนั้นมันก็เลย “ไม่น่ากลัว” เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราในโลกแห่งความเป็นจริงนอกโรงภาพยนตร์

 

8.2 มันดูไร้กติกามากเกินไป คือเกมมันจะสนุก มันต้องมีกติกาให้เล่นหรือปฏิบัติตาม แต่ถ้าหากผีมันสามารถหักคอคนได้ทุกเมื่อ หนังมันก็จะต้องลำบากขึ้นอีกนิดนึงในการพยายามตั้งกฎกติกาใหม่ในหนังเรื่องนั้น  ๆ เพื่อให้คนดูรู้ว่าผีในหนังเรื่องนั้นทำอะไรได้บ้าง และคนสามารถสู้ผีด้วยวิธีการใดได้บ้าง

 

ซึ่งจริง ๆ แล้ว “กิ่งแก้ว” ก็ทำได้ดีบางส่วนนะ คือเราเอาใจช่วย “ผีกิ่งแก้ว” แต่เราไม่ชอบที่หนังเรื่อง “กิ่งแก้ว” ให้อำนาจผีมากเกินไป ผีสามารถฆ่าคนได้ง่ายเกินไป แต่เราก็ชอบที่หนังเรื่อง “กิ่งแก้ว” กำหนดกฎกติกาว่า ผีจะมีฤทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อยังมีวัตถุผูกพันอยู่ และหนังก็ยึดตามกฎกติกานี้ได้จนถึงนาทีสุดท้ายของหนัง (ชอบการเฉลยตรงจุดนี้มาก ๆ ในหนัง)

 

ซึ่งหนังที่เป็น antidote สำหรับเราในปัญหานี้ ก็คือหนังเรื่อง MIERUKO-CHAN ใครว่าหนูเห็นผี (2025, Yoshihiro Nakamura, Japan, A+30) คือผีในหนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกได้จริง ๆ ว่า มันคือผีที่เราอาจจะเจอได้ในชีวิตประจำวันน่ะ มันไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์หักคอคนได้ตามอำเภอใจ แต่มันเป็นผีที่อาจจะอยู่ใกล้ ๆ คุณตอนที่คุณกำลังอ่านข้อความนี้ของเราอยู่ก็ได้ เราก็เลยรู้สึกว่า MIERUKO-CHAN นี่เป็นตัวอย่างที่ตอบโจทย์ของเราได้ดีที่สุด มันคือขั้วตรงข้ามของ “หนังสยองขวัญของไทยในระยะหลัง” ที่ประสบปัญหาตรงจุดนี้

 

9. สรุปว่าชอบ “กิ่งแก้ว” ในระดับ A+15 นะ ถ้าหากเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ของคุณเอกชัย ศรีวิชัย แล้ว เราก็ชอบกิ่งแก้วน้อยกว่า อีหล่าเอ๋ย (2021), มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ (2020), สะพานรักสารสิน (2022), เทริด (2016), เหมรฺย (2024) แต่เราชอบกิ่งแก้วมากกว่า โนราห์ NORAH (2018, A+15) และมนต์รักวัวชน (2022, A+)

 

10. กลับมาที่ RETURN TO SILENT HILL คือเราเสียดายมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้ต้องยึดตามวิดีโอเกม และเสียดายที่มันเลือกที่จะเป็น genre หนังสยองขวัญ เพราะเราว่าโดยตัวเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ ที่มันเล่นกับ “โลกทางจิต” ของตัวละครแล้ว เราว่ามันไม่ยากเลยที่จะดัดแปลงหนังเรื่องนี้ให้ออกมาเป็นแบบหนังของ Andrei Tarkovsky (ความผูกพันกับหญิงคนรักเก่าที่ตายไปแล้ว, การเดินทางเข้าไปในดินแดนเซอร์เรียล กึ่งไซไฟ กึ่งโลกทางจิตวิญญาณ), Alain Resnais (การตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบันอย่างรุนแรง) และ Alain Robbe-Grillet (การตัดสลับระหว่างความจริงกับความไม่จริง)

 

คือดู RETURN TO SILENT HILL แล้ว เสียดายมาก ๆ เพราะมันมีศักยภาพที่จะเป็นหนังแบบ Tarkovsky, Resnais, Robbe-Grillet ได้สบาย ๆ แต่มันดันออกมาเป็นอะไรที่น่าเบื่อ

 

11. หรือถ้าหาก RETURN TO SILENT HILL เลือกที่จะเป็น “หนังสยองขวัญ” เราก็อยากให้มันเลือกออกมาเป็นแบบหนังของ David Lynch น่ะ เป็นหนังที่เน้นความหลอน ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป เพราะเราว่ามันทำแบบนั้นได้ไม่ยาก แต่เสียดายที่ RETURN TO SILENT HILL ไม่ได้เลือกเดินไปในเส้นทางนั้น

 

ก็เลยสรุปว่า เสียดาย “ศักยภาพ” ของ “วัตถุดิบบางอย่าง” ใน “กิ่งแก้ว” และ RETURN TO SILENT HILL มาก ๆ