Showing posts with label BRITISH FILM. Show all posts
Showing posts with label BRITISH FILM. Show all posts

Sunday, July 19, 2026

DRAWING EXHIBITION BY PARINOT KUNAKORNWONG

 

เราก็ว่าตัวละครหญิงในหนังของโอสุ "ไม่ได้อัดแน่นไปด้วยความต้องการจะฆ่าคน" น่ะ ซึ่งจะแตกต่างจากตัวละครหญิงในหนังญี่ปุ่นยุคต่อ ๆ มา เราก็เลยมองว่า ถึงแม้ตัวละครในหนังของโอสุมันจะเป็นทุกข์ แต่มันก็ไม่ได้มี "เพลิงนรกแผดเผาอยู่ในใจ" แบบตัวละครในหนังของ Nagisa Oshima 55555

+++

 

เรายังไม่ได้ดู THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan) นะ แต่เราขอเกาะกระแสด้วยการจดบันทึกว่า หนังเกี่ยวกับตำนานกรีกที่เราชื่นชอบมากที่สุดอาจจะเป็น ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary) และหนังแอนิเมชั่นเกย์เรื่อง ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

ACHILLES นำเสนอความสัมพันธ์รักแบบเกย์ระหว่าง Achilles กับ Patroclus เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในวันที่ 1 มี.ค. 1998

 

ACHILLES ได้มาฉายในโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในครั้งนั้น โดยเป็นส่วนหนึ่งของ British Animation Film Festival โดยเทศกาลนั้นมีการฉายภาพยนตร์ 9 เรื่อง ซึ่งประกอบไปด้วย

 

1. WALLACE & GROMIT: A GRAND DAY OUT (1989, Nick Park, UK, animation, 23min)

 

2. WALLACE & GROMIT: THE WRONG TROUSERS (1993, Nick Park, UK, animation, 30min)

 

3. WALLACE & GROMIT: A CLOSE SHAVE (1995, Nick Park, UK, animation, 31min)

 

4. AS YOU LIKE IT (1994, Aleksey Karaev, Russia/UK, animation, 25min)

 

5. ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

6. GOGS OGOF (1996, Mike Mort, UK, animation, 11min)

 

7. THE BROKEN JAW (1997, Chris Shepherd, UK, animation)

 

8. FLATWORLD (1997, Daniel Greaves, UK, animation, 30min)

 

9. TRAINSPOTTER (1997, Neville Astley, Jeff Newitt, UK, animation)

 

คิดถึงการได้ไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในปี 1998 มาก ๆ ช่วงเวลานั้นมันเต็มไปด้วยความสุขจริง ๆ

+++

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้และฟัง Q&A ที่กรุงเทพ เรายังจำได้เลยว่า Leon Le พูดว่า “ทุกครั้งจะต้องมีคนถามผมว่า หนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก IN THE MOOD FOR LOVE หรือเปล่า” 55555

+++

 

Apichatpong เขียนไว้อาลัย Simon Field ซึ่งเคยเป็น festival director ของเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 1996-2004 (หนังเรื่อง MYSTERIOUS OBJECT AT NOON ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 2000)

 

เราชอบมากที่มีคนเล่าว่า Simon Field เคยจัดงานฉายหนังงานนึงในปี 2002 ที่สามารถนำเอา Stan Brakhage, Peter Kubelka กับ Michael Snow มาเสวนาในงานเดียวกันได้ เพราะทั้ง 3 คนนี้คือสามปรมาจารย์หนังทดลองจากสหรัฐอเมริกา, ออสเตรีย และแคนาดา จน John Gianvito ที่อยู่ในงานนั้น ถึงกับต้องกล่าวออกมาว่า “you’ll probably never see these three men together in the same room ever again.” (ซึ่งก็จริง เพราะว่า Stan Brakhage เสียชีวิตในปี 2003)

+++

 

เพิ่งฟังเทปม้วนนี้จบ รู้สึกว่ามันเป็นเทปที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเราเป็นการส่วนตัว เพราะมันได้บันทึก “เหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์” ที่โรงหนัง HOUSE SAMYAN เอาไว้ในรอบฉาย SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini, Italy)  เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่เรามองว่าเหตุการณ์นั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเรา

 

เหมือนช่วง 10 ปีหลังมานี้ เรามักจะเลือกที่นั่งในโรงภาพยนตร์ที่ห่างไกลจากคนอื่น ๆ เราก็เลยไม่ค่อยเจอปัญหามากเท่าไหร่ แต่เราก็เจอปัญหาเป็นครั้งคราว เวลาดูหนังที่มีรอบฉายน้อย ซึ่งส่งผลให้รอบฉายนั้นมีผู้ชมจำนวนมาก และจำเป็นต้องนั่งติด ๆ กัน

 

ปัญหาที่เราเคยเจอ

 

1. ตอนดู A TIME TO LIVE AND A TIME TO DIE (1985, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, 138min, A+30) ที่โรงหนัง SF Central World ในเทศกาล World Film Festival of Bangkok มีผู้ชมคนนึงเหมือนแกะห่อขนมกินตลอดเวลา มันก็เลยมีเสียงก๊อบแก๊บดังตลอด 2 ชั่วโมงกว่า น่ารำคาญมาก

 

2. ตอนดู LA STRADA (1954, Federico Fellini, Italy, 108min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา มีแม่คนนึงพาลูกชายอายุราว 6-8 ขวบมาดูด้วย แล้วลูกชายพูดไม่หยุด พอผ่านไปราว 1 ชั่วโมง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปบอกให้หยุดพูด แต่ก็เหมือนลูกชายยังคงพูดต่อ แต่เราเห็นว่าเป็นเด็ก เราก็เลยไม่กล้าทำอะไรมาก

 

สรุปว่า เราก็เลยไม่อินกับ LA STRADA มากนัก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวหนัง หรือเป็นเพราะเราถูกรบกวนจากแม่ลูกคู่นั้น แต่เราอินกับ NIGHTS OF CABIRIA (1957, Federico Fellini, Italy) อย่างรุนแรงนะ

 

3. ตอนดู ZIDANE: A 21ST CENTURY PORTRAIT (2006, Douglas Gordon, Philippe Parreno, France/Iceland, 90min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เรานั่งแถวเดียวกับผู้ชายคนนึงที่ใส่ smart watch ที่ส่งแสงสว่างวาบแยงตาเราทุก ๆ 3-5 นาทีเมื่อเขาขยับแขน หรืออะไรทำนองนี้

 

แต่เรามองว่าผู้ชายคนนี้จริง ๆ แล้วเป็นคนดีมาก เพราะพอเราเจอแสง smart watch แยงตาเราไปราว 5 ครั้ง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปหาเขาแล้วขอให้เขาเก็บนาฬิกา เขาก็เลยถอดนาฬิกาเก็บใส่กระเป๋า ปัญหาก็เลยจบลงด้วยดี ขอบพระคุณผู้ชมท่านนั้นมาก ๆ ค่ะ

 

4. ตอนดู CODE UNKNOWN (2000, Michael Haneke, France, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราโดนคนข้างหลังถีบเบาะที่นั่งเป็นระยะ ๆ แต่ยังดีที่ถีบไม่แรงมาก เราก็เลยไม่ได้ลุกขึ้นมาด่า

 

คือถ้าถีบแค่ 1-2 ครั้งเราจะไม่ว่าอะไร เพราะคนเรามันกะระยะพลาดได้เวลาขยับขา แต่พอถีบหลาย ๆ ครั้งนี่มันไม่ได้เกิดจากการกะระยะพลาดเวลาขยับขาแล้วล่ะ แต่แสดงว่ามึงไม่ได้แคร์คนที่นั่งข้างหน้ามึงเลย

 

ปีนี้เราก็เลยตัดสินใจไม่ไปดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์อียูเลย เพราะเราได้ข่าวว่าผู้ชมในเทศกาลนี้ทำตัวเลวร้ายกันมาก ๆ โชคดีที่ยุคนี้เป็นยุคของ streaming เราก็เลยดูหนัง streaming ที่อพาร์ทเมนท์ของตัวเองได้อย่างสบายใจ เปิดแอร์เย็นฉ่ำ และไม่ต้องถูกใครรบกวนในระหว่างการดู

+++

 

ECHOES (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation)

 

ตัววิดีโอเหมือนจะยาวเพียงแค่ 1-2 นาทีนะ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

 

MY MOTHER AND A(I) (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation, approximately 10mins)

 

วิดีโอนี้มีเสียง voiceover ภาษาไทยประกอบนะ แต่เสียดายที่มันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษสำหรับผู้ชมต่างชาติ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

++++

 

COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30)

 

ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป กราบตีน Bertrand Bonello

 

ในบรรดาผู้กำกับหนังฝรั่งเศส 3 คนที่มาในยุคเดียวกัน ซึ่งได้แก่ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ตอนนี้เราชอบ Bertrand Bonello มากที่สุดนะ และก็ชอบ Bruno Dumont เป็นอันดับสอง ส่วน Gaspar Noé เราชอบเป็นอันดับสาม แต่ก็ถือเป็นผู้กำกับที่เราชอบสุดขีดทั้งสามคน

 

อย่างไรก็ดี เรายังได้ดูหนังของทั้งสามคนนี้เพียงแค่คนละ 3-5 เรื่องเองนะ เพราะฉะนั้นลำดับความชอบมันคงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน เมื่อเราได้ดูหนังของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ในไทยมาก ๆ

 

ส่วน Philippe Grandrieux นั้น เราได้ดูไปเพียงแค่ 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ SOMBRE (1998) กับ A LAKE (2008) เราก็เลยไม่ได้นำมาเทียบด้วย แต่เราเดาว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังของ Grandrieux หลาย ๆ เรื่อง เราก็อาจจะชอบหนังของเขามากกว่า Dumont, Bonello, Noé

+++

 

บางส่วนจากนิทรรศการ DRAWING ของ Parinot Kunakornwong ที่ 100 Tonson Foundation

 

1. หนึ่งในงานที่น่าสนใจในนิทรรศการนี้ ก็คือ DUTCH EMBASSY ที่ประกอบด้วยสิ่งของหลายอย่าง ซึ่งรวมถึง cardboard box, IKEA glass shelves, song list, ภาพถ่ายในวันงานสำคัญ, ผ้าโขมพัสตร์, etc.

 

ตอนแรกที่เราเห็นงานนี้ เราก็งงว่า ทำไมต้องมีผ้าโขมพัสตร์อยู่ในงานนี้ มันเกี่ยวข้องอะไรกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ทำไมต้องมีผ้าในงาน แล้วทำไมไม่ใช้ผ้าตีนจก ทำไมถึงต้องเจาะจงเป็นผ้าโขมพัสตร์

 

หลังจากนั้นพอเราได้อ่านข้อมูลประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ เราถึงค่อยเข้าใจว่า สถานทูตเนเธอร์แลนด์กับ “ผ้าโขมพัสตร์” มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ใครหรืออะไรคือสิ่งที่เชื่อมโยงสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน รุนแรงมาก ๆ

 

ตัวงาน DUTCH EMBASSY นี้สัมพันธ์กับภาพชุด PARTS OF DUTCH EMBASSY 4 ภาพในนิทรรศการนี้ด้วย และเราก็รู้สึกว่า ตัวงานนี้มันเชื่อมโยงกับงานอื่น ๆ ในนิทรรศการนี้ด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งของบางชิ้นในนิทรรศการนี้มันเชื่อมโยงกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของเนเธอร์แลนด์

 

2. สิ่งของที่เชื่อมโยงกับอินโดนีเซียในนิทรรศการนี้ ก็รวมถึงเหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, สูตรทำอาหาร Nasi Goreng ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของอินโดนีเซีย, ภาพถ่าย Istana Merdeka หรือทำเนียบประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย และตัวทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียนี้ก็ปรากฏอยู่ในวิดีโอ SOY SAUCE (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 11:04mins) ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

3. เราก็เลยชอบการเชื่อมโยงสิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการนี้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตัวสถานทูตเนเธอร์แลนด์ของจริงที่ตั้งอยู่ใกล้กับตัวแกลเลอรี่, สิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการที่พูดถึงสถานทูตเนเธอร์แลนด์, ประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ที่เชื่อมโยงกับผ้าโขมพัสตร์ เรื่อยไปจนถึงอินโดนีเซีย ซึ่งเคยตกเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์

 

4. งานอีกชิ้นที่ดูพิศวงดีสำหรับเรา ก็คือ UNTITLED (2024) ที่ประกอบด้วยชามก๋วยเตี๋ยวพลาสติกเปื้อนปูนซีเมนท์ และเสื่อที่ได้รับมาจาก Sompote Sae ang หลังการประท้วงที่ถนนพิษณุโลกในวันที่ 14-15 ต.ค. 2020

 

ในนิทรรศการนี้เหมือนมีงาน UNTITLED (2024) อยู่สองชิ้น อีกชิ้นนึงเราก็ชอบมาก เป็นตุ๊กตาคนเล่นหมากรุกสองคนอยู่ในจานอะลูมิเนียมเปื้อนปูนซีเมนต์ ที่วางอยู่บนถาดใส่ไข่บนบันไดพลาสติกสีดำ

 

ในนิทรรศการนี้ยังมีภาพวาดอีกหลายภาพและมีงาน video installations 3 ชิ้นนะ ซึ่งเราได้โพสท์ถึงสิ่งเหล่านี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

Remnant from the ritual at Kem Tek Ie, banknotes for ritual, เหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, นสพ.นิวยอร์ค ไทมส์ ฉบับวันที่ 3 ก.ค. 1997, ใบเสร็จรับเงินจากร้านอาหารญี่ปุ่น, ภาพถ่ายทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย, ภาพถ่ายการเดินทางไป Kamakura Daibutsu

 

SOY SAUCE

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0zwsY415iK2UDELQRJnRBVpLFhpXXon9hCziLpBJ9gae4JtgQHMLohAuGkCbFGqGBl

 

 ประวัติสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_149485

+++

 

ระวังข้อมูลผิด ๆ ใน IMDB คือในวงการภาพยนตร์มันมี Pedro Costa สองคน คนนึงเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์ชาวโปรตุเกสที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่มี Pedro Costa อีกคนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนด้วย แล้วอีนัง IMDB ดันลงว่า Pedro Costa ชาวสเปนได้ชิงรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก HORSE MONEY 5555

 

แต่ข้อมูลอื่น ๆ ในหน้านี้ถูกต้องนะ คือ Pedro Costa ชาวสเปนเคยได้ชิงรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง CALL THE KING TO ACCOUNT (1999, José Antonio Quirós, Spain) และเคยเข้าชิงรางวัล “คาริบดิสทองคำ” ในเทศกาลภาพยนตร์ Taormina ในอิตาลีจากหนังเรื่อง THE ALMERÍA CASE (1984, Pedro Costa, Spain)

 

เพราะฉะนั้นเวลาเห็นชื่อ Pedro Costa ก็ต้องระวังให้ดีว่าเป็นสเปนหรือโปรตุเกส เพราะแม้แต่ imdb ก็พลาดมาแล้ว แต่ Pedro Costa ที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนเสียชีวิตไปแล้วในปี 2016

 

Pedro Costa ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปน
https://www.imdb.com/name/nm0182275/?ref_=ttfc_fcr_3_2

 

Wednesday, July 01, 2026

ROOFTOPS IN JAPANESE FILMS

สงสัยว่ามันมีคำอธิบายอะไรไหมว่า เพราะเหตุใดเราถึงมักเห็น “ดาดฟ้า” ในภาพยนตร์ญี่ปุ่นมากกว่าในภาพยนตร์ของชาติอื่น ๆ คืออันนี้เรารู้สึกเองนะว่า เรามักจะเห็น “ดาดฟ้า” ในหนังญี่ปุ่นมากกว่าในหนังของชาติอื่น ๆ เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายทางสถาปัตยกรรม, ประวัติศาสตร์, ธรณีวิทยา, สังคมวิทยา, etc. อะไรทำนองนี้หรือเปล่า

 

เราเดาว่า คำอธิบายส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า โรงเรียนญี่ปุ่นมักจะปล่อยให้นักเรียนขึ้นมาสังสรรค์กันบนดาดฟ้า แต่โรงเรียนของชาติอื่นๆ อาจจะไม่ทำแบบนั้น แล้วญี่ปุ่นถนัดทำ “หนังวัยรุ่น” มากกว่าประเทศอื่นๆ แล้วพอญี่ปุ่นทำหนังวัยรุ่นออกมาเยอะ ดาดฟ้าก็เลยได้ปรากฏตัวบ่อย ๆ ในหนังญี่ปุ่นตามไปด้วย

 

แต่เนื่องจากเราไม่เคยไปญี่ปุ่น และเราไม่มีความรู้เรื่องสังคมญี่ปุ่นโดยตรง เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายอย่างอื่นอีกหรือเปล่าว่าเพราะเหตุใด ดาดฟ้าถึงปรากฏตัวในหนังญี่ปุ่นบ่อยมาก ๆ

 

ส่วนดาดฟ้าในหนังของชาติอื่น ๆ นั้น

 

1. หนังสั้นไทยในทศวรรษ 2010 เหมือนมีฉากตัวละครคุยกันบนดาดฟ้าเยอะมาก ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า มันเป็นสถานที่ที่ถ่ายทำได้ง่าย กันคนนอกได้ง่าย ใช้ทุนสร้างต่ำ ถ่ายแล้วก็ดูไม่อึดอัดคับแคบดีด้วย

 

2. หนังอเมริกันก็มีดาดฟ้าบ้างนะ โดยเฉพาะถ้าหากตัวละครอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ อย่างเช่น GHOST DOG: THE WAY OF THE SAMURAI (1999, Jim Jarmusch, A+30) แต่ดาดฟ้าก็ไม่ได้ปรากฏตัวบ่อยในหนังอเมริกันเท่ากับในหนังญี่ปุ่น

 

คือถ้าหากพูดถึงหนังอเมริกัน เรามักจะนึกถึง “ห้องใต้ดิน” เป็นหลักน่ะ แล้วเราก็เลยสงสัยว่า ทำไมไม่ค่อยมี “ห้องใต้ดิน” ในหนังญี่ปุ่น อันนี้เป็นเพราะเหตุผลทางธรณีวิทยาหรือเปล่า

 

ถ้าหากพูดถึง สถานที่ที่เรามักนึกถึงเมื่อพูดถึงหนังของแต่ละชาติแล้ว

 

1. หนังญี่ปุ่น – ดาดฟ้า

2. หนังอเมริกัน – ห้องใต้ดิน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า อเมริกันถนัดทำหนังสยองขวัญ

3. หนังอังกฤษ – บ้านเล็ก ๆ ในชนบทที่ดูชื้น ๆ สงบร่มเย็นน่ารักน่าอยู่

4. หนังฝรั่งเศส – อาคารการเคหะสำหรับคนจน/เชื้อสายผู้อพยพในย่านชานเมือง ตัวละครมักคุยกันที่ด้านหน้าอาคาร

5. หนังไทย – บ้านใต้ถุนสูงแบบที่พบบ่อยในชนบท อย่างเช่นใน ไทบ้านเดอะซีรีส์

 

ถ้าใครมีความเห็นอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ก็ comment มาได้นะคะ

 

ภาพประกอบ

 

1. ดาดฟ้าในมิวสิควิดีโอเพลง HALF A GIRL (HANBUN SHOJO) – KYOKO KOIZUMI ในปี 1983

https://youtu.be/hU-0nx4qHgQ?si=wXsHF00gZe0rH-in

 

2. ดาดฟ้าใน GHOST DOG: THE WAY OF THE SAMURAI (1999, Jim Jarmusch, A+30)

 

3. ห้องใต้ดินใน THE CABIN IN THE WOODS (2011, Drew Goddard, Canada/USA)

 

4. ชนบทอังกฤษใน THE SHEEP DETECTIVES (2026, Kyle Balda, Ireland/UK)

 

5. THE TEMPLE WOODS GANG (2022, Rabah Ameur-Zaïmeche, France)

 

 6. บ้านใต้ถุนสูงใน UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, Thailand, 208min)

+++

 

THE WAVES WILL CARRY US จะได้ลงโรงฉายในไทยแล้ว แล้วเมื่อไหร่จะมีคนนำหนังเรื่อง THE WIND WILL CARRY US (1999, Abbas Kiarostami, Iran) มาลงโรงฉายในไทยคะ THE WIND WILL CARRY US นี่ได้รางวัล Grand Special Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสเลยนะคะ

++++

 

บทพูดจากหนังที่แค่อ่าน คุณก็ได้ยินเสียง

 

“โอ้ดอกบัวทอง บานในหนองน้ำใส เกิดบัวใบในตม .... แต่เป็นดอกภูผา ... ยามเมื่อเช้าตรู่ หมู่แมงแสวงป่าย โอ้ดอกบัวทอง เป็นเจ้าของของไผ โฮะ โฮะ โฮะ โฮะ โฮะ โอ๊ย อยากตายเด้ อ้าย อ้าย ข้าน้อยขอเงินเด้ ขอเงินไปซื้อข้าวกิน ทุกข์ยากเด้ อยากตายเด้ อยากตายให้มันพ้น โลกอันนี้น่ะ ไผก็บ่ปานนี้”

 

ไม่ต้องบอกชื่อหนัง ทุกคนก็รู้ว่าบทพูดนี้มันมาจากหนังเรื่องอะไร เสียงของตัวละครตัวนี้นี่มัน THE MOST UNFORGETTABLE VOICE IN THE HISTORY OF CINEMA ของจริง

 

เราฟังที่ตัวละครพูดไม่ออกในบางประโยคนะ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราแกะคำพูดของตัวละครได้ถูกต้องทุกคำหรือเปล่า ถ้าหากใครฟังออกเพิ่มเติม หรือรู้ว่าเราฟังผิดที่คำไหน ก็บอกกันมาได้นะคะ

 

Wednesday, June 10, 2026

I SWEAR

 

I SWEAR (2025, Kirk Jones, UK, A+30)

 

“House is made of brick and stone. Home is made of love alone.”

 

ประโยคข้างต้นไม่ได้อยู่ในหนังเรื่อง I SWEAR แต่เป็นประโยคที่เรานึกถึงเมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะหนึ่งในสิ่งที่เราประทับใจมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ คือการที่ John Davidson (Robert Aramayo) เหมือนจะค้นพบว่า “บ้าน” ที่เขาอยู่และเติบโตมาตั้งแต่เด็ก บ้านที่เขาอาศัยอยู่กับพ่อและแม่ที่แท้จริงของเขา อาจจะเป็นเพียงแค่ house

 

แต่บ้านของเพื่อนของเขา บ้านของ Dottie Achenbach (Maxine Peake) หญิงวัยกลางคนที่ไม่ได้เป็นญาติโกโหติกาใดๆ อะไรกับเขา บ้านหลังนี้นี่แหละ ที่อาจจะเป็น home ที่แท้จริงของเขา

 

ชอบการแสดงของทั้ง “แม่ที่แท้จริงใน house” (Shirley Henderson) และ “แม่ของเพื่อนใน home” (Maxine Peake) มาก ๆ

 

เราเดาเอาเองว่า จริง ๆ แล้วแม่ที่แท้จริงก็คง “รัก” ลูกชายของตัวเองบ้างน่ะแหละ แต่พอเธอถูกผัวทิ้ง และต้องเลี้ยงลูกตามลำพังหลายคน แล้วลูกก็มีปัญหาทางร่างกายอย่างรุนแรงมาก ๆ อีก สภาพจิตของเธอก็คงแบกรับอะไรแบบนี้ไม่ไหวเหมือนกัน คือเราก็ไม่ได้โทษเธอแต่อย่างใดนะ เพราะถ้าหากเราตกอยู่ในสภาพเดียวกับเธอ เราก็คงไม่ได้ทำในสิ่งที่ดีไปกว่าเธอ

 

คือเราไม่ได้มองแม่ที่แท้จริงว่าทำอะไรบกพร่องนะ แต่เรามองตัวละคร “แม่ของเพื่อน” ในแง่บวกมาก ๆ น่ะ เหมือนเธอเป็นนางฟ้ามาก ๆ เป็นคนที่ดีกว่าเรามาก ๆ และเราก็ซึ้งใจกับจุดนี้ในหนังมาก ๆ เพราะเธอทำให้เรารู้สึกว่า หลังจาก John อยู่กับ “แม่ที่แท้จริงใน house” มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ในที่สุด John ก็ได้เจอ home ซะที home ของคนที่ไม่ได้มีความผูกพันทางสายเลือดใด  ๆ กับเขาแต่อย่างใด

 

Shirley Henderson แสดงดีมาก ๆ ดีใจที่ได้เห็นเธอเล่นหนังดี ๆ อยู่ เพราะเราได้ดูการแสดงของเธอมาตั้งแต่ยุค ROB ROY (1995, Michael Caton-Jones), TRAINSPOTTING (1996, Danny Boyle), WONDERLAND (1999, Michael Winterbottom), TOPSY-TURVY (1999, Mike Leigh), BRIDGET JONES’S DIARY (2001, Sharon Maguire), YES (2004, Sally Potter) แล้ว เหมือนเธออยู่ในวงการมานาน 30 กว่าปีแล้ว

 

แต่ Maxine Peake นี่เราไม่เคยสังเกตเห็นเธอมาก่อนเลย คือเธอเล่นหนังมาแล้ว 103 เรื่อง ซึ่งรวมถึง THE THEORY OF EVERYTHING (2014, James Marsh) ที่เราเคยดู แต่เราก็ไม่ได้สังเกตเห็นเธอในหนังเรื่องนั้น แต่เธอเฉิดฉายมาก ๆ ใน I SWEAR

 

เมื่อกี้เข้าไปดูประวัติของ Maxine Peake ก็เลยพบว่า เธอมักแสดงในหนังสั้นและละครโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ และเธอก็เป็นนักแสดงละครเวทีด้วย

 

อังกฤษนี่เต็มไปด้วยนักแสดงหญิงดี ๆ มากมายจริง ๆ และเราก็ขอเติมชื่อของ Maxine Peake เข้าไปในรายชื่อของนักแสดงหญิงชาวอังกฤษที่เราชื่นชอบมาก ๆด้วยอีกคน

+++

 

วันนี้เราเจอเพื่อนในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF เพื่อนเล่าให้ฟังว่า เมื่อกี้ตอนเดินออกจากโรงหนังหลังดู WINTERING (2024, Jang Jun-young, South Korea, 66min, A+30) จบ เพื่อนเดินอยู่ด้านหลังผู้หญิงคนนึงที่ออกมาจากโรงภาพยนตร์เดียวกัน แล้วผู้หญิงคนที่เดินอยู่ข้างหน้าเพื่อนของเรา ก็ตดปู้ดออกมาต่อหน้าเพื่อนของเรา

 

จบการรายงานข่าว

+++

 

 

ชอบหนังเรื่อง 404 STILL REMAIN (2025, Uhm Ha-neul, South Korea, A+30) มาก ๆ ดีใจที่หนังเรื่องนี้ใช้เพลงของวง Globe เพราะเราก็ชอบวงนี้มาก ๆ เหมือนกัน

 

พอดูหนังเรื่องนี้จบ เราก็เลยจินตนาการว่า ถ้าหากเราสร้างหนังเรื่องนี้ เราก็คงใช้ฉากหลังเป็นทศวรรษ 1980 เพื่อย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาที่เราเป็นวัยรุ่น และเพลงหลักของหนังก็อาจจะใช้เพลงที่ produce โดย Tetsuya Komoro เหมือนกัน แต่แทนที่จะใช้เพลง DEPARTURES (1996) ของวง Globe เป็นเพลงหลัก เราก็คงใช้เพลง MY REVOLUTION (1986) ของ Misato Watanabe แทน เพราะมันเป็นหนึ่งในเพลงที่เรารู้สึกผูกพันด้วยจริง ๆ สมัยเรียนอยู่มัธยมปลาย

 

สรุปว่า กราบตีน Tetsuya Komoro มาก ๆ พอเราได้ยินเพลงของวง Globe ในหนังเรื่อง 404 STILL REMAIN มันก็ bring back old memories มาก ๆ เหมือนกับที่หนังเรื่อง SUNNY: OUR HEARTS BEAT TOGETHER (2018, Hitoshi One, Japan, A+30) เคยทำมาแล้ว เพราะหนังเรื่องนั้นใช้ฉากหลังเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1990 และเน้นใช้เพลงที่ produce โดย Tetsuya Komoro เหมือนกัน โดยเฉพาะเพลงของ Namie Amuro, TRF และ hitomi

 

แต่เราเพิ่งรู้จากหนังเรื่อง 404 STILL REMAIN นี่แหละ ว่าในปี 2001 นั้น เพลงของญี่ปุ่นยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ รุนแรงมาก เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย

 

ซึ่งมันแตกต่างจากในเมืองไทยมาก ๆ เพราะว่าในช่วงปลายทศวรรษ 1980 นั้น เพลงของ Misato Watanabe นี่มี “เทปลิขสิทธิ์” วางขายในไทยเลยนะ เพราะ Misato Watanabe อยู่ค่าย CBS ถ้าหากเราจำไม่ผิด และ CBS มีการทำเทปลิขสิทธิ์ของศิลปินญี่ปุ่นออกวางขายในไทยอย่างเป็นทางการ (อย่างเช่น Seiko Matsuda) และพอเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซีดีเพลงญี่ปุ่นของแท้ก็หาซื้อได้ทั่วไปตามร้าน Tower Records ในไทย

 

ดีใจที่ MY REVOLUTION มีผู้ชม 5 ล้านวิวแล้ว

https://youtu.be/zfcO3Y58m24?si=vKeU5EvbQnOQ0mqS

+++

 

เพิ่งเคยดูมิวสิควิดีโอเพลง DEPARTURES (1996) ของวง Globe เป็นครั้งแรก หนักมาก ๆ เพราะว่าเพลงนี้มันเป็นเพลง dance จังหวะคึกคักนะ แต่ตัวมิวสิควิดีโอนี่นึกว่า slow cinema ของแท้ 55555

 

เราเคยฟังเพลงนี้มานานราว 30 ปีแล้วนะ เพราะว่ารายการวิทยุของดีเจสุทธิธรรม สุจริตตานนท์ เคยเปิดเพลงของวง Globe บ่อย ๆ ในช่วงทศวรรษ 1990 แต่เราไม่เคยดูมิวสิควิดีโอของวงนี้มาก่อนเลย

 

วันนี้เราเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง 404 STILL REMAIN (2025, Uhm Ha-neul, South Korea, A+30) ที่ใช้เพลง DEPARTURES เป็นเพลงหลักของหนัง เราก็เลยลองเข้าไปดู music video เพลงนี้ แล้วก็ตกใจมาก ๆ ที่ตัว MV มัน slow cinema มาก ๆ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเพลงแดนซ์จังหวะคึกคัก

+++

 

18. UNTIL WE MEET AGAIN (2026, Takahiro Miki, Japan, A+30)

 

ตัวละครในหนังเรื่องนี้พูดคำว่า TADAIMA ราว 2-3 ครั้ง

Saturday, May 30, 2026

FROM ORDINARY FOR SOMETHING ELSE

ขอเพิ่มชื่อคุณ Naween Noppakun กับ Tritos Termarbsri เข้าไปในรายชื่อผู้กำกับภาพยนตร์ที่เป็นนักดนตรีด้วย

 

จริง ๆ แล้วเหมือนเพื่อนเราเคยตั้งข้อสังเกตด้วยนะ ว่าหนังไทยที่เป็น lyrical ตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา มันมี “ลักษณะการตัดต่อ” ที่อาจจะแตกต่างจากหนังไทยยุคก่อน ๆ ด้วย แต่เราไม่ถนัดและไม่มีความรู้เรื่องการตัดต่อ เราก็เลยวิเคราะห์เองไม่ได้ว่า หนังไทยยุคเก่ากับหนังไทยกลุ่ม lyrical มันมีลักษณะการตัดต่อแตกต่างกันอย่างไร

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10243870415919166&set=a.10223045281543822

 

++++

 

THE RIVER THAT NEVER ENDS (2022, JT Trinidad, Philippines, second viewing, 19min, A+30)

 

+++

 

INSECT ALLEGORIES OF HIMMAPAN กีฏอุปมาในป่าหิมพานต์ (2026, Rutchanan Yodpanya, animation, A+30)

 

ชอบมากที่มีการสร้างสัตว์ในจินตนาการขึ้นมา โดยสมมุติว่าเป็นแมลงในป่าหิมพานต์

 

ดูในนิทรรศการ COMING OF AGE: PSG78 ART THESIS EXBITION at BACC

https://canva.link/usc2vlm7tamfojj

 

PERSONA PROJECTION ภาพฉายแห่งตัวตน (2026, Sutawan Panasantisuk, mixed media installation with video)

 

มีการฉาย animation ทาบทับลงไปบนตัว installation ในงานนี้ด้วย

 

GROWTH IN THE TRANSITION PERIOD การเปลี่ยนแปลงในวัยเปลี่ยนผ่าน (2026, Ponlakrit Kanjanarajit, animation, A+30)

 

เนื้อหาของ animation เรื่องนี้อาจจะไม่ได้แปลกใหม่มากนัก แต่เราก็ชอบสุดขีดอยู่ดี เพราะดูแล้วนึกว่ามันคือเรื่องของตัวเราเอง เรื่องของเด็กหญิงที่มีเพื่อนในจินตนาการเป็นแมวกับกระต่าย แต่พอเธอโตขึ้น เธอก็เหมือนต้องทิ้งเพื่อนในจินตนาการไป ใช้ชีวิตเป็นผู้ใหญ่อยู่ในโลกที่ไร้สีสัน ในที่สุดเพื่อน ๆ ในจินตนาการของเธอก็เลยกลับมาช่วยเติมเต็มความสุขให้เธออีกครั้ง

 

มันก็คล้าย ๆ กับชีวิตของเรากับลูกหมีนั่นแหละ 55555

 

FROM ORDINARY FOR SOMETHING ELSE จากวันธรรมดาสู่นิทานจิตรกรรม (2026, Chonlathon Artmuang, animation, 21min, A+30)

 

1. กราบตีน ยกให้เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE THAI ANIMATIONS OF ALL TIME ไปเลย

 

2. หนังเรื่องนี้เป็น stop motion ที่แบ่งเนื้อเรื่องออกเป็น 6 chapters และมีลักษณะบางช่วงคล้ายการทำ graffiti ให้ออกมาเป็น animation

 

3. ชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้เนรมิต “ซากบ้านร้าง” ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการระเบิดจินตนาการออกมา เพราะเราเองก็ชอบมองซากบ้านร้างแบบนี้เหมือนกัน

 

4. ชอบที่เนื้อเรื่องในแต่ละ chapter เหมือนต่อเนื่องกัน ตัวละครใน chapter นึงจะไปโผล่ใน chapter อื่น ๆ ด้วย

 

ถ้าจำไม่ผิด chapter แรก คือ “บ้านไร้คน”

Chapter ที่สอง คือ BIBIB เล่าเรื่องของก้อนอิฐสองก้อนที่มีชีวิต ทั้งสองก้อนออกจากบ้านร้างไปผจญภัย

 

Chapter ที่สามคือ THE BRUSH เล่าเรื่องของแปรงขัดพื้นที่มีชีวิต

 

Chapter ที่สี่คือ THE BRUSH 2

ไม่แน่ใจว่า มันคือ chapter นี้หรือเปล่าที่ตัวละคร The Brush ที่ซี่แปรงร่วงเกือบหมดแล้ว ได้มาเจอกับก้อนอิฐ และทั้งสองออกไปท่องเที่ยวด้วยกัน

 

Chapter ที่ห้า เราจำชื่อตอนไม่ได้ แต่เหมือนมีตัวละครที่คล้าย ๆ ผู้ร้าย และมีถุงขยะสีดำออกอาละวาด

 

Chapter ที่หก คือ “เป็นบ้าน” มีตัวละครก้อนอุจจาระที่มีชีวิตด้วย

 

5. ดูแล้วนึกถึง MUTO (2008, Blu, Argentina, animation, 8min) และ AN URBAN ALLEGORY (2024, JR, Alice Rohrwacher, France) เพราะหนังทั้งสามเรื่องนี้สร้างตัวละครจาก “รูปวาดบนกำแพง” และเหมือนให้ตัวละครเหล่านี้เคลื่อนไหวกระโดดจากกำแพงนึงไปอีกกำแพงนึง อะไรแบบนั้น

 

HOLLOW โพรงไม้ (2026, Akkarawin Krairiksh, video installation)

 

ชอบสุดขีด งดงามมาก ๆ งาน HOLLOW นี้ประกอบด้วยวิดีโอสองชิ้น ซึ่งก็คือ

 

1. SWAY วิดีโอต้นไม้เต้นระบำ (6min)

2. INSECT AND URGE วิดีโอการโต้ตอบของแมลงและสัตว์ (5.45min)

 

โดย HOLLOW นี้เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ WIND, SUNLIGHT, THE MEMORY GARDEN (2026, Akkarawin Krairiksh) ในนิทรรศการ OFF THE RADAR, WE RISE at BACC

 

UNSEEN (2026, Anurak Khotchomphu, mixed media installation with video)

 

ชอบสุดขีด ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ผลงานศิลปะนี้มีการฉายวิดีโอทาบทับลงไปบนตัว installation แล้วมันออกมาดูงดงามมาก ๆ ขลังมาก ๆ

 

+++

 

เพิ่งรู้ว่า Eva Marie Saint นางเอกของ ON THE WATERFRONT (1954, Elia Kazan, A+30) และ NORTH BY NORTHWEST (1959, Alfred Hitchcock, A+30) ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน โดยตอนนี้เธอมีอายุ 101 ปี (เธอเกิดวันที่ 4 ก.ค. 1924) และกำลังจะมีอายุครบ 102 ปีในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

อยากดูหนังอีกหลายเรื่องของ Eva Marie Saint มาก ๆ โดยเฉพาะ A HATFUL OF RAIN (1957, Fred Zinnemann), ALL FALL DOWN (1962, John Frankenheimer), THE SANDPIPER (1965, Vincente Minnelli), LOVING (1970, Irvin Kirshner), DON’T COME KNOCKING (2005, Wim Wenders)

+++

 

เนื่องจาก BLUE (1993, Derek Jarman, UK, 79min) กำลังจะได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ เราก็เลยนึกถึงบทความ LETTER TO AN ANGEL ที่ Tilda Swinton เขียนเพื่อรำลึกถึง Derek Jarman ในปี 2002 บทความนี้สามารถอ่านได้ที่เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ The Guardian นะ

 

บทความนี้มี quote ที่เราประทับใจหลายอันมาก ๆ อย่างเช่น

 

They talk about the British film industry a lot these days. You remember that renaissance they all got moist about in the 1980s after Chariots of Fire won four Oscars - "The British are coming"? And then that thing with Henry V? Well, the renaissances are rolling themselves out pretty much yearly now, as director after director makes his or her first film and then graduates to making commercials.

 

It felt as if industrial films on these islands in those 1980s were made by people who could not quite get into television. 

 

I had run away to join a different circus myself: Planet Jarmania. You were the first person I met who could gossip about St Thomas Aquinas and hold a steady camera at the same time.

 

We sneaked under the fence, looked for - and found - our fellow travellers elsewhere. Here's the thought: slice the world longways, along its lines of sensibility, and not straight up and down, through its geographical markers, and company will be yours, young film-maker. Treason? To what?

 

The dead hand of good taste has commenced its last great attempt to buy up every soul on the planet, and from where I'm sitting, it's going great guns. Art is now indivisible from the idea of culture, culture from heritage, heritage from tourism, tourism from what I saw emblazoned recently on the window of an American chain store in Glasgow - "the art of leisure". 

 

 

Do these people not watch old movies? It's the spirited that hold the hands in the long run, it always was - the low-key for the long term, the irreverent, the cheats, the undaunted and inspired rule-breakers, not the goody-goody industrial types with their bedside manners and managerial know-how.

 

It is all done with smoke and mirrors, and it always will be. Not with memos and steering groups. Not with statistical evidence or test screenings. Don't they know the basic laws of being in an audience? That we say we want to know more about the villain, but we don't really; that we say we like happy endings, but our souls droop without the bittersweet touch of something we might recognise, as we bend from our fascinating and complex mortal world into the virtual dark and back again. That we say we want famous faces we can recognise, but there's one thing that a face that we identify as an actor's first and foremost cannot do for us that the face we might see as that of a person can do. It is human beings that are of use to us in the figurative cinema. Human shapes and gauchenesses and human passions. Not drama and perfect timing and a well-tuned charisma round every bend.

 

I have always wholeheartedly treasured in your work the whiff of the school play. It tickles me still and I miss it terribly. The antidote it offers to the mirror ball of the marketable - the artful without the art, the meaningful devoid of meaning - is meat and drink to so many of us looking for that dodgy wig, that moment of awkward zing, that loose corner where we might prise up the carpet and uncover the rich slates of something we might recognise as spirit underneath. Something raw and dusty and inarticulate, for heaven's sake. This is what Pasolini knew. What Rossellini knew. This is also what Ken Loach knows. What Andrew Kotting knows. What Powell and Pressburger, what William Blake knew. And, for that matter, what Caravaggio knew, painting prostitutes as Madonnas and rent boys as saints. No, Madonnas as prostitutes and saints as rent boys - there's the rub.

 

The challenges facing a film culture today? The possibility of film-makers losing the use of their own spirits. The paralysis of isolated, original voices. The existence of the student loan in the place of the student grant. The rarity of distributors with kamikaze vision. Too many conference tables. Too few cinemas. Too little patience. Pomp and circumstance. The concept of the "successful" product. The idea that there is not enough to go around. The eye to the main chance. The substitution of codependence for independence. The idea that it has to cost millions of pounds to make a feature film.

 

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ของ The Guardian นะ

 

LETTER TO AN ANGEL

https://www.theguardian.com/film/2002/aug/17/books.featuresreviews

+++

 

THE LIVING END (1992, Gregg Araki, USA, queer film, A+30)

 

ชอบที่ THE LIVING END มันบรรจุความโกรธแค้นต่อพวกเกลียดเกย์เอาไว้ได้อย่างรุนแรงมาก

+++

 

สรุปว่า ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมิ.ย. 2026 มี

 

1. งาน video installation ของ Kongdej Jaturanrasmee ในงาน Hotel Art Fair

 

2. เทศกาลภาพยนตร์สั้นจุลนิพนธ์ เอกภาพยนตร์ คณะ ICT มหาวิทยาลัยศิลปากร ครั้งที่ 15

ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

3. เทศกาลภาพยนตร์จีน ภาพแห่งเทียนถาน มีฉายหนัง THE SHADOWLESS TOWER (2026, Zhang Lu, China, 144min) ด้วย

 

4. มีฉายหนัง FILMLOVERS! (2024, Arnaud Desplechin, France)

At Thai Film Archive

 

5. เทศกาลหนัง TILFF สำหรับ queer films มีฉายหนัง BLUE (1993, Derek Jarman, UK)

 

ส่วนสัปดาห์ต่อ ๆ ไปในเดือนมิ.ย. มี

 

6. CCCL FILM FESTIVAL มีฉายหนัง SILENT FRIEND ที่นำแสดงโดย เหลียงเฉาเหว่ย

 

7. ZIDANE: A 21ST CENTURY PORTRAIT (2006, Douglas Gordon, Philippe Parreno, France/Iceland)

At Thai Film Archive

 

8. EU FILM FESTIVAL

 

9. งานฉายหนัง DR. SAMSI (1952, Ratna Asmara, Indonesia, 83min)

At Buffalo Bridge Gallery

 

10. MABOROSI (1995, Hirokazu Koreeda, Japan, 110min)

 

11. the 2nd Bangkok LGBTIQ+ Film Festival 26 June-5 July ที่จัดโดย Baturu

+++

 


Saturday, September 28, 2024

I’M GLAD I SAW THESE FILMS ON A BIG SCREEN

 

RIP MAGGIE SMITH (1934-2024)

 

หนังของเธอที่เคยดู

 

1. MURDER BY DEATH (1976, Robert Moore)

 

2.DEATH ON THE NILE (1978, John Guillermin)

 

3.QUARTET (1981, James Ivory)

 

4.EVIL UNDER THE SUN (1982, Guy Hamilton)

 

5.A ROOM WITH A VIEW (1985, James Ivory, A+30)

 

6.HOOK (1991, Steven Spielberg)

 

7.SISTER ACT (1992, Emile Ardolino)

 

8.SISTER ACT 2: BACK IN THE HABIT (1993, Bill Duke)

 

9.RICHARD III (1995, Richard Loncraine)

 

10.THE FIRST WIVES CLUB (1996, Hugh Wilson)

 

11.HARRY POTTER AND THE SORCERER’S STONE (2001, Chris Columbus)

 

12.GOSFORD PARK (2001, Robert Altman, A+30)

 

13.DIVINE SECRETS OF THE YA-YA SISTERHOOD (2002, Callie Khouri)

 

14.HARRY POTTER AND THE CHAMBER OF SECRETS (2002, Chris Columbus)

 

15.HARRY POTTER AND THE PRISONER OF AZKABAN (2004, Alfonso Cuarón)

 

16.LADIES IN LAVENDER (2004, Charles Dance, A+30)

 

17.HARRY POTTER AND THE GOBLET OF FIRE (2005, Mike Newell)

 

18.HARRY POTTER AND THE ORDER OF THE PHOENIX (2007, David Yates)

 

19.HARRY POTTER AND THE HALF-BLOOD PRINCE (2009, David Yates)

 

20.HARRY POTTER AND THE DEATHLY HALLOWS: PART 2 (2011, David Yates)

 

21.NOTHING LIKE A DAME (2018, Roger Michell, UK, documentary, A+30)

 

22.DOWNTON ABBEY: A NEW ERA (2022, Simon Curtis, UK, A+25)

 

ในบรรดาหนัง 22 เรื่องของเธอที่เราเคยดูมา เราชอบการแสดงของเธอใน QUARTET มากที่สุด กราบตีนของจริง

 

เสียดายที่เรายังไม่ได้ดูหนังของเธออีกหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะ THE PRIME OF MISS JEAN BRODIE (1969, Ronald Neame), TRAVELS WITH MY AUNT (1972, George Cukor), CALIFORNIA SUITE (1978, Herbert Ross), THE LONELY PASSION OF JUDITH HEARNE (1987, Jack Clayton) และ TEA WITH MUSSOLINI (1999, Franco Zeffirelli)

 

เหมือนเราชอบเธอในฐานะ “นักแสดง” นะ แต่จริง ๆ แล้วเราไม่ได้รู้สึกผูกพันกับเธอมากเป็นพิเศษ เพราะเรามักจะไม่ได้ identify ตัวเองกับตัวละครที่เธอแสดง เพราะเราว่าส่วนใหญ่แล้วเธอมักจะรับบทเป็น “ผู้ดี” หรือตัวละครที่ไม่ร่าน น่ะ 555555 ซึ่งถ้าหากเทียบกับ Charlotte Rampling และ Vanessa Redgrave แล้ว เราว่าสองคนนี้ “เฮี้ยน” กว่า เราก็เลยจะรู้สึกผูกพันกับสองคนนี้มากกว่า

 

ไม่รู้ทำไมเวลาเห็น Maggie Smith แล้ว เรามักจะนึกถึงครูบางคนในโรงเรียนที่ดูรวย ๆ หน่อย หรือนึกถึง “คุณแม่ของเพื่อน” ที่ดูรวย ๆ หน่อย เหมือนตัวละครของเธอมักจะมีภาพลักษณ์ค่อนไปทางนั้นในสายตาของเรา

 ***********

I’M GLAD I SAW THESE FILMS ON A BIG SCREEN (MOVIE THEATRES/LARGE AUDITORIUMS)

 

1.BARAKA (1992, Ron Fricke) ดูที่โรงภาพยนตร์ในห้างฮอลลีวู้ด สตรีท ตรงข้ามโรงแรมเอเชีย ถือเป็นหนังทดลอง/หนังไม่เล่าเรื่อง เรื่องแรก ๆ ในชีวิตที่เราได้ดู

 

2.CLASS ENEMY (1983, Peter Stein, West Germany) ดูที่สถาบันเกอเธ่ในช่วงปลายปี 1995 เป็นหนังที่ทำให้เรากลายเป็น cinephile และเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปตลอดกาล

 

3.THE SLEEP OF REASON (1984, Ula Stöckl, West Germany) ดูที่สถาบันเกอเธ่ ดูแล้วอยากร้องกรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดสุดเสียง เพราะมันทรงพลังสำหรับเรามาก ๆ

 

4.THE PRINCESS OF CLEVES (1961, Jean Delannoy, France) ดูที่สมาคมฝรั่งเศส จำได้ว่าหนังมัน “ช้า” ซึ่งถ้าหากเราดูในรูปแบบวิดีโอ เราอาจจะง่วง แต่พอดูในโรงใหญ่ แล้วเรารู้สึกว่าความแช่มช้าของมันกลับงดงามและตราตรึงมาก ๆ

 

5.SOMBRE (1998, Philippe Grandrieux, France) ดูที่โรงภาพยนตร์ในห้างเซ็นทรัลพระรามสาม ถือเป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปตลอดกาล เพราะเราเริ่ม “เขียนถึงหนัง” เป็นครั้งแรกในชีวิตก็เพราะความประทับใจอย่างสุดขีดคลั่งจากหนังเรื่องนี้

 

6.BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha) ดูในโรงภาพยนตร์/ห้องประชุม ไปแล้ว 5 รอบ ONE OF MY MOST FAVORITE THAI FILMS OF ALL TIME

 

7.THE BOY FROM MARS (2003, Philippe Parreno) ดูที่สมาคมฝรั่งเศส ทรงพลังอย่างสุดขีดคลั่งมาก ๆ

 

8.HEREMIAS (2006, Lav Diaz, Phillipines, 8hours 39mins) ดูที่โรงภาพยนตร์ในห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ เป็น 9 ชั่วโมงที่มีความสุขที่สุด

 

9.LISTENER’S TALE (2008, Arghya Basu, India) หนังเกี่ยวกับ “สิกขิม” เราได้ดูที่โรงภาพยนตร์สยาม พารากอน ใน World Film Festival of Bangkok ของพี่วิคเตอร์ เกรียงศักดิ์ ศิลากอง จำได้ว่าเรา “อิน” กับดนตรีประกอบในหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ ก็เลยมีความสุขมาก ๆ ที่ได้ฟังดนตรีประกอบภาพยนตร์แบบนี้ในโรงภาพยนตร์

 

10.RUHR (2009, James Benning)  เราได้ดูที่โรงภาพยนตร์สยาม พารากอน ใน World Film Festival of Bangkok ของพี่วิคเตอร์ เกรียงศักดิ์ ศิลากอง ONE OF MY MOST UNFORGETTABLE CINEMATIC EXPERIENCES OF MY LIFE

 

เมื่อไหร่จะมีคนจัดงาน retrospective ของ James Benning ในไทย


Wednesday, July 31, 2024

QUARTET

 

ONE OF MY MOST FAVORITE SCENES

 

ฉากนี้ใน “ดาบมังกรหยก” ตอนที่เตียบ่อกี้กับจิวจี้เยียก ประมุขพรรคง้อไบ๊ ต่อสู้กับสามหลวงจีนวัดเส้าหลินอย่างรุนแรงจนชนะ ช่วยสิงโตผมทองออกมาได้ แต่สิงโตผมทองกลับด่าจิวจี้เยียกว่า BITCH จิวจี้เยียกก็เลยคิดจะฆ่าสิงโตผมทอง โดยไม่ฟังคำทัดทานของเตียบ่อกี้

 

 “แม่นางชุดเหลือง” ก็เลยเข้าต่อสู้กับจิวจี้เยียกในนาทีที่ 2.15-2.30 ในคลิปนี้ โดยใช้วิชาจากคัมภีร์เก้าอิมเหมือนกัน แม่นางชุดเหลืองเป็นฝ่ายชนะจิวจี้เยียก และประกาศว่า “ทีนี้เจ้าลองลิ้มรสกรงเล็บกระดูกขาวดูเองบ้าง”

 

รู้สึกว่าจริง ๆ แล้วเหตุการณ์ใน 3 นาทีแรกของคลิปนี้มัน intense มาก ดูแล้วก็รู้สึกว่า คนเขียนบทและคนตัดต่อละครทีวีของ TVB ในยุคนั้นนี่มันเก่งจริง ๆ

 

เพิ่งรู้ว่า กรงเล็บกระดูกขาว ภาษาอังกฤษเรียกว่า THE NINE YIN WHITE BONE CLAW”

https://www.youtube.com/watch?v=rCjajiwNv0A

 

3. EAST ASIA (1992) – Miyuki Nakajima

 

Wikipedia บอกว่า Miyuki Nakajima ออกอัลบัมมาแล้วกว่า 50 อัลบัม และทำยอดขายได้กว่า 21 ล้านก็อปปี้ แต่หาอัลบัมเต็ม ๆ ของเธอใน Spotify ไม่ได้เลย หนักมาก ๆ มันเป็นเพราะอะไร

 

ชอบเพลง TANJO ของเธออย่างสุด ๆ แต่ในยูทูบก็ไม่มีเพลงนี้ของเธอ มีแต่เวอร์ชั่นที่ Ai Ninomiya เอามาร้อง cover

https://www.youtube.com/watch?v=X7xvJqlKS0c

+++

 

บันทึกการติดโควิดรอบสอง วันที่ 11 (31/07/2024)

 

วันนี้เราก็ยังคงสองขีดจาง ๆ เป็นวันที่ 11 ติดต่อกัน และก็ยังคง work from home อยู่ แต่เราเลิกกังวลแล้ว เพราะเห็นเขาบอกว่า เราน่าจะหายดีแล้ว ไม่น่าจะแพร่เชื้อได้แล้ว เพราะเรากักตัวติดต่อกันครบ 10 วันแล้ว ส่วนการขึ้นสองขีดน่าจะเกิดจากเชื้อที่ตายแล้ว

 

จริง ๆ แล้วในทางทฤษฎีเราไม่ต้องตรวจ ATK อีกแล้วก็ได้มั้ง แต่เราก็อยากตรวจด้วยตัวเองอยู่ดี เพราะอยากรู้ว่าเราจะสองขีดติดต่อกันเป็นเวลานานกี่วัน

 

+++

QUARTET (1981, James Ivory, UK/France, A+30)

 

อยากดูหนังเรื่องนี้มานานราว 30 ปีแล้ว ตั้งแต่ได้รู้ว่า Isabelle Adjani ได้รางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จากหนังเรื่องนี้ควบกับ POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski) แต่พอดูหนังแล้วกลับพบว่าประทับใจการแสดง/บทบาทของ Maggie Smith อย่างรุนแรง เพราะเหมือน Adjani มักจะได้รับบทสาวประสาทแดกอยู่แล้วเป็นประจำ 5555 แต่เราเหมือนไม่ค่อยได้เห็น Maggie Smith แผลงฤทธิ์แผลงเดชแบบในหนังเรื่องนี้มากนัก

 

หลาย ๆ ฉากดูแล้วนึกถึง “หม่อมน้อย” มาก ๆ 5555 คิดว่า “หม่อมน้อย” ก็น่าจะทำอะไรทำนองนี้ได้ แต่เหมือนหนังของ James Ivory จะมีความละมุน มีความเก็บอารมณ์มากกว่าหม่อมน้อย

Sunday, January 08, 2023

LADY BOSS: THE JACKIE COLLINS STORY (2021, Laura Fairrie, documentary, UK, A+30)

 LADY BOSS: THE JACKIE COLLINS STORY (2021, Laura Fairrie, documentary, UK, A+30)

 

1.จริง ๆ แล้วไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็น “หนังที่ดี” นะ และเราก็ไม่ได้ชอบ Jackie Collins อะไรมากนักด้วย แต่สิ่งที่ชอบมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ก็คือว่า มันสะท้อน “ทัศนคติ/ค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ในแต่ละยุคสมัยเกี่ยวกับผู้หญิง” ซึ่งเป็นประเด็นที่เราสนใจ และตัว Jackie Collins ก็ดูเหมือนเป็นคนที่มีทั้งส่วนที่เรา “ชอบ” และ “ไม่ชอบ” ในคนคนเดียวกัน เพราะมันเป็น “คนจริง ๆ” เพราะฉะนั้นเวลาที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยเหมือนเผชิญกับความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปมาเรื่อย ๆ ตลอดเวลาต่อตัว subject ของหนัง คือบางครั้งก็ชอบ บางครั้งก็ไม่ชอบ บางครั้งก็สงสาร บางครั้งก็เห็นด้วย บางครั้งก็ไม่เห็นด้วย, etc. ซึ่งไอ้ความรู้สึกที่สับสน ทั้งรักทั้งเกลียด ทั้งนับถือและดูถูก, etc. ที่เรามีต่อ subject แบบนี้ จริง ๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่เราโหยหาน่ะ เพราะมันเป็นสิ่งที่บางครั้งก็หาได้ยากในหนัง fiction อยู่เหมือนกัน เพราะหนัง fiction มักจะสร้างขึ้นเพื่อตอบรับต่อ “ค่านิยม”ของยุคสมัยนั้น ๆ น่ะ เพราะฉะนั้นถึงแม้หนัง fiction บางเรื่องจะสร้างตัวละครนางเอกที่มีข้อบกพร่องในตัวเอง แต่ตัวหนังมันก็จะถูกห่มคลุมด้วยความรู้สึกที่ว่า “หนังเรื่องนี้ก็รู้ตัวดีว่านี่คือข้อบกพร่องของนางเอกนะ จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ก็มีทัศนคติและค่านิยมที่สอดคล้องกับคุณนั่นแหละ” เพราะฉะนั้นเวลาที่เราดูหนัง fiction หลาย ๆ เรื่อง เราก็จะเจอกับตัวละครนางเอกที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนดูรัก หรือตัวละครนางเอกที่มีข้อบกพร่อง แต่หนังก็รู้ตัวดีว่านั่นคือข้อบกพร่องของนางเอก เพราะหนังมันถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบรับต่อ “ค่านิยม” ของคนดูในยุคสมัยนั้น ๆ และเวลาที่เราดูหนังแบบนี้ เราก็จะไม่รู้สึกว่าเรากำลังเผชิญกับ “แรงเสียดทาน” ทางค่านิยม/ทัศนคติบางอย่าง เราจะไม่รู้สึกสับสน เราจะรู้สึกว่าเราดูหนังเรื่องนั้น ๆ อย่างราบรื่นมาก แต่พอดูจบแล้วเราก็จะรู้สึกว่า เอ๊ะ มันขาดอะไรไปหรือเปล่า บางทีเราก็อาจจะอยากดูหนังที่มันทำให้เรา "ไม่แน่ใจว่าเราควรจะรู้สึกอย่างไรดีต่อตัวนางเอกและต่อตัวหนัง" แบบหนังเรื่องนี้น่ะ

 

คือที่เรานึกถึงประเด็นนี้ขึ้นมา เป็นเพราะเราเพิ่งดู THE WOMAN KING (2022, Gina Prince-Bythewood) ไปน่ะ และเราว่าหนังแบบ THE WOMAN KING หรือแม้แต่หนังที่นำเสนอผู้หญิงที่เป็น role models ที่ดีอย่างเช่น HIDDEN FIGURES (2016, Theodore Melfi) มันเป็นหนังที่เราชอบมาก ๆ ก็จริง แต่เหมือนมันถูกประกอบสร้างหรือห่มคลุมด้วยค่านิยมของยุคสมัยนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็สอดคล้องกับค่านิยมของเรามากพอสมควร จนเวลาที่เราดูหนังแบบนี้ เราไม่รู้สึกถึงแรงเสียดทานต่อตัวเราเองเลย เหมือนมันสอดคล้องหรือถูกต้องต่อค่านิยมของยุคสมัยจนมันทำให้การดูหนังเรื่องนั้นของเราราบรื่นมากเกินไปหน่อย คือเหมือนเป็นการเดินทางที่ไม่เจออุปสรรคใด ๆ เลย มันก็เลยกลายเป็นการเดินทางที่มีอะไรให้จดจำน้อยกว่าการเดินทางที่มีอุปสรรคบ้าง 5555 แต่เราก็สนับสนุนการสร้างหนังแบบ HIDDEN FIGURES อย่างรุนแรงนะ เพียงแต่ว่าเราก็ต้องการหนังแบบอื่น ๆ ด้วย

 

2.นอกจาก LADY BOSS จะนำเสนอตัว subject ที่แต่งนิยายที่อาจจะไม่สอดคล้องกับค่านิยมในยุคปัจจุบันแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เราว่าน่าสนใจในหนังเรื่องนี้ก็คือว่า หนังนำเสนอ elites/คนรวย ในฐานะเพื่อนสนิทของ Jackie Collins ด้วย คือพอเราเห็นผู้ให้สัมภาษณ์บางคนในหนังเรื่องนี้ เราก็นึกว่าพวกเขาหลุดมาจากเรือคนรวยใน TRIANGLE OF SADNESS น่ะ คือเหมือนค่านิยมของหนังยุคปัจจุบัน มักจะนำเสนอคนกลุ่มนี้ในทางค่อนข้างลบน่ะ ทั้งใน TRIANGLE OF SADNESS, PARASITE, THE MENU, etc. เพราะฉะนั้น LADY BOSS ก็เลยเหมือนสร้างแรงเสียดทานต่อ “หนังโดยทั่วไปที่ทำตัวสอดคล้องกับค่านิยมในยุคปัจจุบัน” ทั้งในเรื่องค่านิยมเกี่ยวกับผู้หญิง และในเรื่องชนชั้นด้วย

 

3.หนึ่งในสิ่งที่ชอบที่สุดในตัว Jackie Collins ก็คือสิ่งที่เธอทำกับผัวคนแรก เพราะผัวคนแรกของเธอติดยา และเขามักจะขู่เธอว่า เขาจะฆ่าตัวตาย ถ้าหากเธอทิ้งเขาไป เธอก็เลยทิ้งเขาไปเลย ส่วนเขาก็ตายในแบบที่อาจจะเป็นการฆ่าตัวตาย แต่เธอก็ไม่เสียใจ ไม่รู้สึก guilty ใด ๆ ทั้งสิ้นต่อการฆ่าตัวตายของผัวเก่า แล้วเธอก็เดินหน้าหาผัวใหม่ และประสบความสำเร็จมาก ๆ ในฐานะนักแต่งนิยาย และเราก็รักเธอมาก ๆ ตรงจุดนี้ นี่แหละนางเอกในฝันของเรา

 

คือเราคิดว่า ถ้าหากเราเจอปัญหาแบบเดียวกับ Jackie เราก็คงจะทำแบบเดียวกับเธอในกรณีนี้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นเพราะเราเองก็คิดเรื่องการฆ่าตัวตายอยู่แล้วแทบจะในทุก ๆ วัน แล้วถ้าหากกูมีผัวเหี้ย หรือมีใครมาขู่กูแบบนี้ เราก็คงบอกได้ในทันทีเลยว่า แล้วถ้าเราอยู่กับผัวแบบนี้ต่อไป เราเองนี่แหละที่จะต้องไม่มีความสุข แล้วสักวันเราก็ต้องฆ่าตัวตายเสียเอง แล้วเราจะทำแบบนั้นไปทำไม เราจะแบกปัญหาที่ไม่จำเป็นเพิ่มเข้ามาในชีวิตอีกทำไม ชีวิตมนุษย์แต่ละคนมันก็มีความทุกข์มากพออยู่แล้ว แล้วทำไมเราจะต้องไปทำให้ตัวเองอยากฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้นด้วยการไปแบกชีวิตสามีเหี้ย ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าสามีอยากฆ่าตัวตาย สามีก็เชิญทำแบบนั้นได้ตามสบายเลยค่ะ แต่กูรักชีวิตกู และกูจะไม่ยอมฆ่าตัวตายเพื่อสามีเหี้ย ๆ ค่ะ

 

ก็เลยชอบ Jackie Collins ตรงจุดนี้อย่างสุด ๆ ไม่รู้ว่ามีนางเอกนิยายเรื่องไหนหรือเปล่าที่ทำแบบคนจริง ๆ อย่าง Jackie ที่แบบผู้ชายขู่ว่าจะฆ่าตัวตายถ้าโดนทิ้ง นางเอกก็เลยทิ้งเขาไปเลย แล้วเขาก็ฆ่าตัวตาย และนางเอกก็มีความสุขดี (คือเหมือนนางเอกของ TERRORIZERS (Edward Yang) ก็ทำอะไรคล้าย ๆ กันนี้นะ แต่ผัวเธออาจจะไม่ได้ขู่ฆ่าตัวตายก่อนหน้านั้น)

 

4.เหมือนเราไม่เคยอ่านนิยายของเธอนะ แต่เท่าที่ได้เห็นในหนังเรื่องนี้เราก็รู้สึกว่ามันฮามาก ๆ จนอยากจะซื้อมาอ่านเพื่อความฮา คือภาษาที่เธอใช้มันดูอ่านง่ายมาก ๆ และวิธีการที่เธอใช้บรรยายนางเอกก็ทำให้นึกถึงเรื่องสั้นที่เพื่อนเกย์ของเราชอบเขียนสมัยเรียนมหาลัยมาก ๆ

 

5.ชอบชื่อนิยายเล่มแรกของเธออย่างสุด ๆ ด้วย THE WORLD IS FULL OF MARRIED MEN เพราะมันตรงกับความรู้สึกของเราจริง ๆ 555

 

คือในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ เราเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยมากน่ะ และเวลาเราเข้าโรงพยาบาลแต่ละที เราก็มักจะเห็น “หนุ่มหล่อ ๆ” เดินไปเดินมาในโรงพยาบาล แต่ “หนุ่มหล่อ ๆ” เหล่านี้ ก็คือคุณพ่อลูกอ่อนที่หอบลูกตัวน้อย ๆ มาเจอกุมารแพทย์ในโรงพยาบาลนั่นแหละ คือหลายคนหล่อมาก แต่ทุกคนมีลูกตัวเล็ก ๆ กันแล้ว คือเห็นแล้วก็ได้แต่ทำใจ ว่าเราคงได้แต่แค่แอบมองหนุ่มหล่อเหล่านี้ THE WORLD IS FULL OF HANDSOME MARRIED MEN จริง ๆ ค่ะ 555

 

6.หนังเรื่องนี้มีฉากคลาสสิค 2 ฉากสำหรับเรา ฉากแรกก็คือฉากที่ Barbara Cartland กับ Jackie Collins ด่าทอกันอย่างรุนแรงในรายการ Talk Show โดย Barbara เป็นฝ่ายเริ่มด่าก่อน รุนแรงมาก ๆ 555

 

ซึ่งเราเองก็ไม่เคยอ่านงานเขียนของทั้งสองคนนี้จนจบเล่ม ก็เลยไม่สามารถออกความเห็นอะไรได้ แต่เราเห็นด้วยกับ Jackie ในแง่ที่ว่า มันก็ควรจะมี “ตลาด” สำหรับใครที่อยากอ่านอะไรก็ได้ ใครอยากอ่านแนว Barbara ก็อ่านไป ใครอยากอ่านแนว Jackie ก็อ่านไป ใครอยากอ่าน Virginia Woolf, Jane Austen, Emily Dickinson, Sylvia Plath, Anaïs Nin, Toni Morrison, Elfriede Jelinek, Marguerite Duras, Nathalie Sarraute, etc. ก็อ่านไป ใครไม่ชอบแนว Jackie ก็ไม่ต้องไปเสียเวลาอ่าน ก็แค่นั้นเอง เพราะมันเป็นเรื่องที่ปกติที่สิ่งที่เหมาะกับคนหนึ่งก็อาจจะไม่เหมาะกับอีกคนหนึ่ง

 

เหมือนเราเองก็คงไม่เหมาะกับทั้งนิยายของ Barbara และ Jackie แต่เรานึกออกเลยว่านิยายของ Barbara อาจจะเหมาะกับเพื่อนเกย์ของเราที่ชื่อ “แคชฟียา” มาก ๆ ส่วนนิยายของ Jackie ก็อาจจะเหมาะกับเพื่อนเกย์อีกคนของเราอย่างมาก ๆ

 

7.ฉากคลาสสิคฉากที่สอง ก็คือฉากที่ Jackie โดนผู้ชมหญิงสิบกว่าคนในห้องส่งรายการโทรทัศน์ในทศวรรษ 1990 รุมด่าทออย่างรุนแรงมาก ๆ หนักที่สุด

 

คือฉากนี้ทำให้เรารู้สึกอะไรหลาย ๆ อย่าง ดังต่อไปนี้

 

7.1 นับถือ Jackie ในฉากนั้นนะ เพราะเหมือนเธอไม่ได้ด่าทอกลับไปอย่างรุนแรง เหมือนเธอคุมสติอารมณ์ได้ดีมากน่ะ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเธอต้องใจแป้ว, หน้าชา, อยากเอาปี๊บคลุมหัว คือมีสิทธิถ้าหากเราเป็นเธอในฉากนั้น เราอาจจะสติแตก nervous breakdown ไปแล้ว

 

เราว่าฉากนี้มันพิสูจน์ความเป็น “นักการตลาด” “นักประชาสัมพันธ์ตัวเอง” ของเธอได้ดีด้วยแหละ คือการที่เธอคุมความโกรธของตัวเองได้ท่ามกลางการด่าทออย่างรุนแรง มันช่วยให้สถานการณ์ไม่แย่ลง และมันช่วยให้ชื่อเสียงของเธอไม่แย่ลงด้วย

 

7.2 แต่ดูแล้วก็เข้าใจนะว่า ทำไมเราถึงไม่อยากอ่านนิยายของเธอ เพราะตอนแรกเราก็สนใจนิยายของเธอนะ เพราะก่อนหน้านั้นผู้หญิงจำนวนมากในทศวรรษ 1970-1980 ชื่นชมนิยายของเธออย่างรุนแรงในแง่ที่ว่า มันนำเสนอเรื่องเพศของผู้หญิงได้อย่างดีงามมาก นางเอกของเธอเหมือนเริงร่า มีความสุขทางเพศกับหนุ่ม ๆ มาก ๆ ซึ่งอะไรแบบนี้น่าจะเข้าทางเรา

 

แต่พอผู้ชมในห้องส่งบอกว่า นิยายของเธอเต็มไปด้วย “นางเอกที่เป็น the most beautiful girl in the world” เราก็เลยเข้าใจได้ในทันทีว่า ทำไมนิยายของเธอมันถึงไม่เหมาะกับเรา เพราะถึงแม้เรามักจะอินกับหนังที่นำเสนอตัวละครนางเอกที่แข็งแกร่งและเงี่ยนผู้ชาย แต่เรามักจะไม่อินกับหนังที่นำเสนอตัวละครนางเอกที่เป็น “สาวสวยเซ็กซี่” น่ะ เราก็เลยคิดว่านิยายของเธอไม่น่าจะเหมาะกับเราจริง ๆ นั่นแหละ แต่น่าจะเหมาะกับเพื่อนเกย์บางคนของเราอย่างมาก ๆ

 

แต่ก็เข้าใจได้นะว่า ทำไม Jackie ถึงชอบแต่งนิยายแบบนี้ เพราะตัวเธอเองก็เป็น “สาวสวยเซ็กซี่” น่ะ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นเรื่องที่ง่ายสุด ๆ สำหรับเธอที่จะแต่งนิยายที่เต็มไปด้วยนางเอกที่มีลักษณะแบบนี้

 

8.เราว่าฉากที่ผู้ชมหญิงหลายสิบคนในห้องส่ง ด่าทอนิยายของ Jackie อย่างรุนแรง มันช็อคเราด้วยแหละ เพราะก่อนหน้านั้นผู้หญิงจำนวนมากในทศวรรษ 1970-1980 ยังชื่นชม Jackie อย่างรุนแรงอยู่เลย เราก็เลยตกใจมาก ๆ ที่พอกาลเวลาเปลี่ยน แล้วทำไมสถานะของคนบางคนมันถึงพลิกผันได้อย่างรุนแรงแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่คนคนนั้นแค่ทำตัวแบบเดิม คือพวกเขาไม่ได้ทำตัวเลวลงจากเดิมเลย แต่พอค่านิยมของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป คนบางคนที่ทำตัวแบบเดิม กลับพบว่าสถานะของเขาพลิกจากหน้ามือเป็นหลังตีนได้โดยไม่รู้ตัว

 

คือเราว่าตัว Jackie ทำให้เรานึกถึงตัวละครหญิง 2 คนใน MADAME X – AN ABSOLUTE RULER (1977, Ulrike Ottinger, West Germany) ด้วยแหละ นั่นก็คือตัวละครสาวแม่บ้านกับตัวละครสาวนางแบบ คือ Jackie นั้นมีลุคแบบสาวนางแบบ แต่เธอเงี่ยนผู้ชายแบบสาวแม่บ้านในหนังเรื่องนั้น และตัวละครทั้งสองตัวนี้ก็เหมือนจะมองว่าตัวเองเป็น “feminist” และก็ได้ร่วมขบวน feminist movement กับเขาด้วย แต่พออยู่ไปนาน ๆ เข้า พวกเธอทั้งสองก็ถูก feminists บางคนถีบให้ตกขบวน feminists ไปโดยไม่รู้ตัว เราก็เลยว่าชะตากรรมของ Jackie Collins ที่ถูกนำเสนอในหนังสารคดีเรื่องนี้ มันสอดคล้องกับชะตากรรมของตัวละครบางตัวใน MADAME X – AN ABSOLUTE RULER โดยบังเอิญมาก ๆ

 

 

9.ชะตากรรมที่พลิกผันของ Jackie Collins จากจุดรุ่งเรืองสุดขีด เป็นที่รักของผู้หญิงจำนวนมากในทศวรรษ 1980 มาสู่จุดตกอับสุดขีดในทศวรรษ 1990 มันสอดคล้องกับประเด็นที่เราว่าน่าสนใจมาก ๆ ด้วยแหละ นั่นก็คือเรื่องค่านิยม/ทัศนคติของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย โดยเฉพาะในเรื่องตัวละครหญิงที่เป็นที่นิยมในแต่ละยุคสมัยต่าง ๆ

 

และเราก็สงสัยด้วยว่า จริง ๆ แล้วตัวละครหญิงหลาย ๆ ตัวที่เราชอบ อย่างในละครทีวีชุด MELROSE PLACE และ SEX AND THE CITY ในทศวรรษ 1990 นั้น จริง ๆ แล้วมันเป็นการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจาก “ตัวละครนางเอก” ในนิยายของ Jackie Collins ด้วยหรือเปล่า 555

 

คือถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด นิยายของ Barbara Cartland น่าจะเต็มไปด้วยนางเอกที่เป็น “คนดีมีศีลธรรม ไม่แร่ดร่าน” น่ะ เพราะฉะนั้นเราก็เลยเดาว่านิยายของ Jackie Collins น่าจะมาช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงค่านิยมเกี่ยวกับ “นางเอก” ตรงนี้ พร้อมๆ กับที่ตัวละคร “แม่บ้าน” ใน “หนังทศวรรษ 1950” เปลี่ยนเข้าสู่ยุค Swinging Sixties, free sex, feminism ในทศวรรษ 1960-1970 ด้วย

 

ซึ่งถ้าหาก Jackie Collins มีส่วนในการผลักดันให้ตัวละครนางเอกในสื่อต่าง ๆ เปลี่ยนจาก “สาวศีลธรรมสูง” มาเป็น “สาวแร่ดร่าน เงี่ยนผู้ชาย” จริง ๆ เราก็ต้องถือว่าเราติดหนี้บุญคุณ Jackie Collins เป็นอย่างสูงเหมือนกันนะ แต่เราก็ไม่แน่ใจในจุดนี้ เพราะเราไม่เคยอ่านนิยายของเธอ และเราไม่รู้ว่าตัวละครหญิงที่เราชื่นชอบสุด ๆ อย่างเช่น Amanda ใน MELROSE PLACE และเหล่าตัวละครหญิงใน SEX AND THE CITY มันเป็นพัฒนาการต่อเนื่องมาจากอะไรบ้าง แต่คือตัวละครเหล่านี้เงี่ยนผู้ชายได้โดยไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใด และมีเซ็กส์กับผู้ชายได้หลายคนโดยไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดอีกต่อไป เราก็เลยสงสัยว่า ตัวละครเหล่านี้มันคือการวิวัฒนาการมาจากตัวละครนางเอกในนิยายของ Jackie Collins หรือเปล่า แต่ Jackie ก็ถูกประณามอย่างรุนแรงในทศวรรษ 1990 นี่นา เพราะฉะนั้นอะไรคือคำอธิบายที่เหมาะสมในเรื่องนี้

 

เราก็เลยคิดว่า ถ้าหากใครมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ก็มา discuss ให้ความรู้เราในส่วนของ comment ได้นะ หรือมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับ “ความเปลี่ยนแปลงของตัวละครหญิง” ในทศวรรษต่าง ๆ ก็ได้ เราว่าประเด็นนี้มันน่าสนใจดี

 

ส่วนรูปที่เราใช้ประกอบนี้ก็คือการแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เราสนใจ เพราะถ้าหากพูดถึงละครทีวีในทศวรรษ 1970 ที่เราชื่นชอบมากที่สุด เราก็จะนึกถึง “นางฟ้าชาร์ลี” (1976-1981) ส่วนทศวรรษ 1980 นั้นน่าจะเป็นทศวรรษของ Jackie Collins ตัวละครหญิงของเธอน่าจะมีความเงี่ยนผู้ชาย และมีความ “ทุนนิยม” สูงมาก ๆ ด้วย ซึ่งน่าจะเข้ากับทศวรรษนั้น ยุคของ Ronald Reagan, Margaret Thatcher และตลาดหุ้น Wall Street ส่วนทศวรรษ 1990 – 2000 เราก็จะนึกถึง SEX AND THE CITY ซึ่งนางเอกในละครทีวีชุดนี้ มีความ “ติดดิน” มากกว่านางเอกในนิยายของ Jackie คือดูเป็น “คนจริง ๆ” หรือ “คนที่เราสามารถพบได้จริงในชีวิตประจำวัน” มากกว่านางเอกในนิยายของ Jackie แต่ก็เป็นผู้หญิงที่เงี่ยนผู้ชายและมีเซ็กส์กับผู้ชายได้หลายคนโดยถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม และในทศวรรษต่อมา เราก็จะเจอกับหนังอย่าง HIDDEN FIGURES และเรื่อยมาจนถึงทศวรรษนี้ ที่เราได้เจอกับหนังอย่าง GANGUBAI KATHIAWADI (2022, Sanjay Leela Bhansali), THE WOMAN KING, PROMISING YOUNG WOMAN (2020, Emerald Fennell) ซึ่งเราก็ไม่สามารถสรุปได้เหมือนกันว่า สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนถึงอะไรบ้าง แต่เราว่ามันน่าสนใจดี ถ้าหากจะมีคนวิเคราะห์หรือศีกษาเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของตัวละครนางเอกในทศวรรษต่าง ๆ เหล่านี้