Wednesday, August 24, 2022

INTERVAL

 

THE PIANO TEACHER (2001, Michael Haneke, France/Austria/Germany, second viewing, A+30)

 

รู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจถูกที่มาดูหนังเรื่องนี้รอบสองในโรงใหญ่ หลังจากที่เคยดูรอบแรกทางวิดีโอไปแล้วเมื่อ 20 ปีก่อน เพราะถ้าหากเราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอใหญ่ เราก็คงไม่ได้สังเกตเห็นความหล่อน่ากินของ Thomas Weinhappel ที่รับบทเป็นนักเรียนหนุ่มอีกคนของนางเอก 55555

 

คือตอนที่ดูหนังเรื่องนี้รอบแรกทางวิดีโอ เราก็กรี๊ดกร๊าดแค่กับ Benoit Magimel (ซึ่งจริง ๆ ก็กรี๊ดมาตั้งแต่เห็นเขาในหนังเรื่อง CHILDREN OF THE CENTURY และ THE KING IS DANCING แล้ว) เพราะถึงแม้มันจะเป็นการดูในจอเล็ก ความหล่อของเขาก็ทะลุจอออกมาอย่างไม่อาจจะต้านทานได้

 

แต่การดูในจอเล็ก ๆ มันทำให้ไม่เห็นความหล่อของตัวประกอบที่กล้องไม่ได้โคลสอัพใบหน้าของพวกเขาน่ะค่ะ ของแบบนี้บางทีมันต้องพึ่งจอใหญ่ ๆ เท่านั้น เราถึงจะเห็นได้อย่างกระจะ ๆ แก่ลูกนัยน์ตาของเรา 5555

 

พอมาดูหนังเรื่องนี้ในจอใหญ่ ก็เลยได้เห็นว่า ลูกศิษย์อีกคนของนางเอก ก็หล่อน่ารักมาก ๆ กรี๊ดกร๊าด นักแสดงที่เล่นเป็นลูกศิษย์คนนี้ชื่อ Thomas Weinhappel และตอนนี้เหมือนเขายึดอาชีพเป็นนักแสดงละครโอเปร่ามั้ง ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

รูปซ้ายคือ Thomas Weinhappel รูปขวาคือ Benoit Magimel

 

MOUNTAIN STORYTELLERS, STORYTELLING MOUNTAINS: A TALE THEATRE (2020, Rice Brewing Sisters Club, South Korea, video installation, 16min, A+30)

 

วิดีโอที่แบ่งออกเป็น 7 องก์ พูดถึงตำนานพื้นบ้านต่าง ๆ ทั้งเรื่องของเทพธิดาโกซารี, ดวงไฟอสูรใต้ต้นหลิว, หอยภูเขา, ไม้เท้าของคนขุดโสม, โซคูริกับภูดคโยฮวัน, หมูป่าแห่งเมล็ดพันธุ์ และเส้นด้ายใยไหม

 

เหมือนเราจำภาพในวิดีโอนี้ไม่ค่อยได้แล้ว (ดูมานานกว่า 1 เดือนแล้ว) แต่เราชอบพวกตำนานพื้นบ้าน ภูตผีปีศาจเหล่านี้มาก ๆ เหมือนเราไม่เคยได้ยินเรื่องพวกนี้จากหนังสยองขวัญของเกาหลีใต้เลยด้วย ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจดีที่จริงๆ แล้วหลายประเทศทั่วโลกมันคงมีตำนานพื้นบ้าน, ความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติต่าง ๆ มากมาย แต่ตำนานพื้นบ้านเหล่านี้มันไม่ค่อยถูกนำเสนอออกมาให้ชาวโลกได้รับรู้ เพราะมันไม่เข้ากับ  “สูตรสำเร็จของหนังสยองขวัญ”

 

ดูแล้วนึกถึง STORYTELLERS (2013, Ryusuke Hamaguchi, Ko Sakai, Japan, documentary, A+30) มาก ๆ เลยด้วย

INTERVAL/วรรค (2022, Nat Sethana, Wathinee Srithongchuai, video installation?, A+30)

 

1.ไม่รู้อันนี้เรียกว่า video installation ได้หรือเปล่า 5555 เพราะสิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าประกอบด้วย “ภาพนิ่ง” ราว 80% และ “text ที่เคลื่อนไหว” ราว 20% แต่เนื่องจากส่วนที่เป็น text ของมันมีการเคลื่อนไหว เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่ามันมีความเป็น video installation อยู่ด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเขาจัดประเภทงานชิ้นนี้ว่าอย่างไร แต่เราชอบตรงที่มันจัดประเภทได้ยากนี่แหละ

 

2.ไม่รู้ว่างานชิ้นนี้จริง ๆ แล้วยาวกี่นาที แต่เราได้ดูไปแค่ 20 นาทีเท่านั้นเอง ซึ่งถึงแม้เราจะดูไม่ครบ แต่ก็ชอบสุดๆ เราเดาว่าภาพนิ่งในงานชิ้นนี้เป็นภาพถ่ายสถานที่ต่าง ๆ ที่น่าจะเป็นสวนสาธารณะ และสะพานลอยแถวสวนลุม

 

3.ชอบบทสนทนาของตัวละครในเรื่องมาก ๆ เหมือนตัวละครในเรื่องแสดงความเห็นต่อพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบันได้น่าสนใจดี

 

เราว่าตัวละครในเรื่องเหมือนเป็นญาติห่าง ๆ กับตัวละครในหนังของ Nawapol Thamrongrattanarit ด้วยแหละ 555555 บอกไม่ถูกเหมือนกัน คือเหมือนเป็น “คนหนุ่มสาวที่ฉลาด รู้ทันกระแสสังคม และสามารถวิพากษ์วิจารณ์กระแสสังคมได้ในระดับหนึ่ง” คือมันไม่ใช่ตัวละครหนุ่มสาวที่ “ตามกระแสสังคมไปเรื่อย ๆ เขาทำอะไรก็ทำตาม ๆ กันไปเพียงเพราะมัน fashionable, trendy” แต่ก็ไม่ใช่ตัวละครที่ฉลาดเป็นกรด, มีความเป็นนักวิชาการ แบบในหนังของ Jean-Luc Godard และก็ไม่ใช่คนแบบเราที่ไม่รู้และไม่คิดจะไล่ตามกระแสสังคมใด ๆ ทั้งสิ้น ขอเป็นคนเชย ๆ ตกยุคล้าสมัยต่อไป 55555

 

4.ชอบไอเดียของงานอย่างสุดๆ ด้วยแหละ คือแทนที่จะให้เราเห็นภาพเคลื่อนไหว เป็น video installation แบบปกติ เรากลับได้เห็นแต่ภาพนิ่งแทน และเราก็ต้องเลือกเองว่าในแต่ละวินาทีไหนเราจะจับตามองไปที่ภาพใดพร้อมกับต้องคอยอ่าน text ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

 

ซึ่งถึงแม้ภาพในงานชิ้นนี้มันจะนิ่ง แต่พอมันประกอบเข้ากับ text ในเรื่องแล้ว มันก็เหมือนกับกระตุ้นให้เราสร้างภาพเคลื่อนไหวขึ้นมาในหัวเองได้ คือไม่ว่างานชิ้นนี้มันจะจัดประเภทได้ว่าเป็น video installation หรือไม่ แต่ผลที่มีต่อผู้ชมงานอย่างเราก็คล้าย ๆ กับได้ดู video installation ชิ้นนึง แต่เป็น video installation ที่เกิดจากจินตนาการของตัวผู้ชมเองด้วย 55555

 

5.ก่อนหน้านี้เคยดูงานของคุณ Nat Sethana อีกสองงาน ซึ่งก็คือ RECOLLECTIVE SPACE ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา กับ (UN)RECOGNIZED PROJECTION (2018) ที่ BACC ซึ่งก็ชอบสุด ๆ ทั้งสองงาน เหมือน concept ในงานของเขามันน่าสนใจมาก ๆ

No comments: