Monday, March 24, 2025

HAPPY MONDAY(S) (2025, Chakorn Chaiprecha, A+30)

 

เพิ่งรู้ว่ามีนายแบบหนุ่มหล่อชาวไทยชื่อ “มาตาฮารี” ด้วย ตอนแรกก็นึกว่าตั้งตามชื่อของ Mata Hari สายลับสาวชาวดัทช์ แต่พอเสิร์ชดูเราถึงรู้ว่า คำว่า มาตาฮารี แปลว่า พระอาทิตย์ในภาษามาเลย์

-------

ฉันรักเขา Victor Chatchawit Techarukpong from HAPPY MONDAY(S) (2025, Chakorn Chaiprecha, A+30)

 

HAPPY MONDAY(S) (2025, Chakorn Chaiprecha, A+30)

สวัสดีวันจันทร์(ส)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

1. เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 24 ก.พ. หรือเมื่อ 1 เดือนก่อน ซึ่งเราก็ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ นะ แต่เหมือนเราไม่ได้ “รู้สึกอะไรเป็นการส่วนตัว” กับหนังเรื่องนี้น่ะ เราก็เลยไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดีที่ไม่ซ้ำกับที่เพื่อน ๆ เขียนไปแล้ว 55555 เราก็เลยเน้นแชร์สิ่งที่เพื่อน ๆ เขียนถึงหนังเรื่องนี้เป็นหลัก เพราะว่าสิ่งที่เพื่อน ๆ หลายคนเขียนมันก็ตรงกับสิ่งที่อยู่ในใจเราอยู่แล้ว

 

เพราะฉะนั้นบันทึกความทรงจำของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้ มันก็คงซ้ำ ๆ กับที่เพื่อน ๆ หลายคนเขียนไปแล้ว และเราได้แชร์ไปแล้วเรียบร้อย 55555

 

2. อย่างแรกที่เราชอบสุดขีดในหนังเรื่องนี้ ก็คือการแคสต์ดาราหนุ่ม ๆ ได้ตรงใจเราอย่างสุดขีดมาก ๆ ทั้ง Victor Chatchawit Techarukpong, Oabnithi Wiwattanawarang และ Poon Mitpakdee คือสามคนนี้ตรงสเปคเรามาก ๆ รักชายหนุ่มทั้งสามคนนี้มาก ๆ ค่ะ ขอบคุณแคสติ้งหนังเรื่องนี้มากค่ะ

 

3. จริง ๆ แล้วช่วงแรกเราไม่ค่อยอินกับหนังนะ เพราะเราเกลียดคนแบบพระเอกหนังเรื่องนี้มาก ๆ คนที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย ไม่มีความมุมานะพยายาม ไม่เอาจริงเอาจัง อะไรทำนองนี้ แต่พอครึ่งหลังของหนัง พระเอกได้รับบทเรียนอย่างสาสม ระดับความชอบของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้ก็เลยพุ่งขึ้นมาเป็น A+30

 

หนึ่งในสิ่งที่งดงามมาก ๆ ในช่วงครึ่งหลัง ก็รวมถึงการที่พระเอกไม่สามารถกลับไปคืนดีกับเพื่อนสนิทได้อีก ถึงแม้ว่าพระเอกสำนึกผิดแล้วก็ตาม และการที่เจ้าหน้าที่มหาลัยก็ยังคงตกงาน ชีวิตการทำงานของเขาได้รับความเสียหายอย่างถาวรจากการกระทำของพระเอก

 

เราก็เลยชอบมาก ๆ ที่ถึงแม้พระเอกจะสำนึกผิด หนังก็ “จริงใจ” กับตัวละครเพื่อนพระเอกและเจ้าหน้าที่มหาลัย และแสดงให้เห็นว่า โลกมันไม่ได้หมุนรอบตัวพระเอก ถึงแม้พระเอกจะสำนึกผิด กลับตัวเป็นคนดี มันก็ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตคนอื่น ๆ จะต้อง happy ตามพระเอกไปด้วย หรือไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะต้องคลี่คลายด้วยดีตามไปด้วย

 

4. อีกสิ่งที่ชอบมากก็คือการที่หนังเหมือน “ใส่ใจกับตัวประกอบ” มาก ๆ น่ะ อย่างเช่น

 

4.1 ตัวละครของสายป่าน ที่มีปัญหาผัวนอกใจ และเธอพยายามใช้ไสยาศาสตร์เข้าช่วย แต่ในที่สุดมันก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

 

4.2 ตัวละครของ Poon Mitpakdee ที่ไม่ได้เป็น “หนุ่มหล่อรวยนิสัยเลว ๆ โง่ ๆ” แต่เป็นหนุ่มหล่อรวยที่ดูเป็นมนุษย์มากพอสมควร มีทั้งข้อดีข้อเสียในตัวเอง

 

ชอบเขาในฉากหลัง closing credits มาก ๆ

 

5. ชอบตัวละครนางเอกมาก ๆ เลยด้วย ที่ตอนหลังหนังเฉลยว่า เธอไม่ได้เป็นคนซื่อ แต่เป็นคนที่มีฤทธิ์เดชอยู่ในตัว

 

6. ชอบการแสดงของ “เฟี้ยวฟ้าว สุดสวิงริงโก้” (อิม อชิตะ) มาก ๆ เลยด้วย เหมือนบทเธอไม่มีอะไร แต่เธอแสดงได้อย่างมีเสน่ห์น่าจดจำมาก ๆ

 

7. นอกจากการที่หนังใส่ใจกับตัวละครประกอบแล้ว เราก็ชอบที่หนังเหมือนใส่ใจกับ “รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน” ด้วย เพราะบางจุดที่หนังพูดถึงมันก็คล้าย ๆ กับปัญหาที่เราเจอในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น

 

7.1 การที่ตัวละครของทราย เจริญปุระ กระทุ้งน้ำตรงผ้าใบแล้วสร้างความเดือดร้อนให้กับพระเอก

 

คือเราไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตนะ แต่สิ่งที่เราเจอทุกวันตอนเดินเข้าออกซอย ก็คือเราต้องจดจำให้ได้ว่า ห้องแถวห้องไหนที่มันต่อท่อระบายน้ำแอร์ยื่นออกมาในถนนน่ะ เพราะน้ำจากท่อระบายน้ำแอร์นั้นมันชอบหยดเข้าลูกตาเราเวลาเราเดินผ่าน แล้วเราก็กลัวตาบอดมาก ๆ เพราะฉะนั้นเวลาเราเดินผ่านห้องแถวพวกนี้ เราก็มักจะเลี่ยงไปเดินอีกฝั่งนึง หรือไม่ก็ต้องคอยเอามือมาปิดเหนือลูกตา ไม่ให้น้ำจากท่อแอร์มันหยดใส่ลูกตาเรา

 

เราก็เลยชอบฉากการกระทุ้งน้ำแบบสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมาก ๆ เพราะชีวิตประจำวันของเราก็ได้รับความเดือดร้อนจาก “น้ำกระเซ็น” จากอาคารต่าง  ๆ เหมือนกัน

 

7.2 ชอบฉากการให้เงินมอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างเชื่องช้าของพระเอกมาก ๆ เลยด้วย เพราะมันเหมือนเป็นสิ่งที่เราพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพราะเราก็ขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างทุกวัน และเราก็มักจะต้องเตือนสติตัวเองเสมอว่าเราควรเตรียมเงินให้พร้อมหรือพอดีก่อนขึ้นมอเตอร์ไซค์ เราจะได้จ่ายเงินให้เขาได้อย่างรวดเร็วตอนลงจากรถ แต่หลายครั้งเราก็ลืม ไม่ได้เตรียมเงินให้พร้อม

 

คือเหมือนเราเกรงใจมอเตอร์ไซค์รับจ้างน่ะ แล้วครั้งไหนที่เราจ่ายเงินช้า เขาก็ไม่เคยแสดงอาการไม่ดีกับเรานะ แต่เรามักจะรู้สึกผิดในใจเองน่ะแหละ 555 แล้วพอในหนังเรื่องนี้มีฉากที่พระเอกทำไม่ดีแบบนี้ มันก็เลยเหมือนตรงกับ “สิ่งที่เราพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นในแต่ละวัน” พอดี

 

8. แอบสงสัยว่าหนังเรื่องนี้ต้องการ tribute ให้ “วัยระเริง” (1984, Piak Poster) หรือเปล่า 55555 เพราะตัวละครของปูน มิตรภักดีในหนังเรื่องนี้ เอา “บทเรียนมาดัดแปลงเป็นเนื้อเพลง” เพื่อจะได้ท่องจำบทเรียนได้โดยง่าย

 

ซึ่งในหนังเรื่อง “วัยระเริง” ก็มีอะไรทำนองนี้เหมือนกัน ถ้าหากเราจำไม่ผิด เป็นตัวละครของสุลาลีวัลย์ สุวรรณทัตที่เอาบทเรียนมาดัดแปลงเป็นเนื้อเพลง

 

9. เห็นด้วยกับเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนที่ว่า ชอบไอเดียของหนังเรื่องนี้มาก ๆ ที่เหมือนมีการพลิกแพลงอะไรบางอย่างจากหนังวนลูปเรื่องก่อน ๆ เพราะในหนังวนลูปหลาย ๆ เรื่อง อย่างเช่น GROUNDHOG DAY (1993, Harold Ramis) การวนลูปมักจะส่งผลให้ตัวละครพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ และ “การหลุดออกจากลูป” คือ “รางวัล” ที่มอบให้กับตัวละครเอกที่พัฒนาตัวเองได้ดี หรือตัวละครเอกที่สามารถแก้ปัญหาได้ในที่สุด

ซึ่งตอนแรกเราก็นึกว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นเช่นนั้น นึกว่าพระเอกจะเอา “ช่วงเวลาที่วนลูป” ไปใช้ในการตั้งใจอ่านหนังสือเรียนอย่างขะมักเขม้น จนสอบได้คะแนนดี ๆ 55555

 

แต่ปรากฏว่าในหนังเรื่องนี้ การวนลูปกลับส่งผลให้พระเอกทำตัวเลว ๆ ตามใจชอบไปเรื่อย ๆ เหมือนการวนลูปทำให้พระเอกมองว่า “เขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำใด ๆ”

 

และการหลุดออกจากลูปก็เลยกลับกลายเป็น “การลงโทษ” แทนที่จะเป็น “รางวัล” เหมือนกับในหนังวนลูปโดยทั่ว ๆ ไป

 

เราก็เลยชอบไอเดียนี้ของหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

10. จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงสิ่งที่เราเคยเขียนไว้เกี่ยวกับหนังเรื่อง HAPPY DEATH DAY 2U (2019, Christopher Landon, A+25) ในวันที่ 24 ก.พ.ปี 2019 มาก ๆ มันเหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ของสิ่งที่เราเคยเขียนไว้เมื่อ 6 ปีก่อนโดยไม่ได้ตั้งใจ 55555 โดยเราเคยเขียนถึง HAPPY DEATH DAY 2U ไว้ที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10219180355203079&set=a.10218747653865816

 

และเราก็เลยขอ copy paste สิ่งที่เราเขียนไว้ในตอนนั้นมาแปะไว้ในนี้ด้วยเลยแล้วกัน

 

“ถึงแม้หนังเรื่อง HAPPY DEATH DAY 2U จะมีบางอย่างที่ทำให้นึกถึง FINAL DESTINATION แต่จริงๆแล้ว มันก็มีความตรงข้ามกันอยู่ด้วย เพราะหนังชุด FINSL DESTINATION มันทำให้เราหดหู่มากๆกับความจริงที่ว่า ไม่มีใครหลีกเลี่ยงความตายได้พ้น แต่หนังชุด HAPPY DEATH DAY มันสร้างโลกแฟนตาซีที่น่าสนใจมากๆสำหรับเราขึ้นมา เพราะมันเป็นโลกที่ "เราไม่จำเป็นต้องรับผิดใดๆกับการกระทำของเราอีกต่อไป" เพราะเดี๋ยวเราก็จะตายในคืนวันนั้น แล้วก็ย้อนกลับไปใช้ชีวิตวันนั้นใหม่ แก้ไขข้อผิดพลาดใหม่ได้

การฆ่าตัวตายของนางเอกหลายๆรอบอย่างสนุกสนานในหนังภาคสองนี้ มันเลยก่อให้เกิดโลกแฟนตาซีที่น่าสนใจมากๆสำหรับเรา มันเหมือนเป็นการตอบสนองความปรารถนาด้านมืดลึกๆของมนุษย์บางคนน่ะ คือในโลกแห่งความเป็นจริง และในหนัง 95 % (ยกเว้นหนังชุด GANTZ และหนังกลุ่มย้อนเวลา) เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้แม้แต่เพียงวินาทีเดียว ถ้าหากเราตัดสินใจอะไรผิดพลาดไปแล้ว บางทีเราอาจต้องแบกรับความเสียหายจากมันไปทั้งชีวิต และถ้าเมื่อใดที่เราตาย เราก็ตายไปเลย ฟื้นคืนชีพตามใจชอบไม่ได้

แต่โลกของ HAPPY DEATH DAY มันสร้างกฎเกณฑ์บางอย่างขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงอะไรแบบนี้ได้ มันเหมือนกับว่า ถ้าหากเราได้เข้าไปอยู่ในหนังเรื่องนี้ แล้วเราเกลียดคนสัก 10 คน และเราอยากร่วมรักกับหนุ่มหล่อสัก 36 คน เราก็อาจจะตอบสนองความต้องการของเราได้อย่างสบายๆเลยน่ะ คือถ้าหากเราเกลียดใครสักคนนึง เราก็เอาปลาร้าไปสาดใส่หน้ามัน แล้วเราก็ฆ่าตัวตาย แล้วเราก็เริ่มต้นวันนั้นใหม่ เราไม่ต้องรอรับผลใดๆทั้งในทางกฎหมายหรือทางสังคมจากการเอาปลาร้าไปสาดใส่หน้าคนที่เราเกลียด หรือถ้าหากเราเงี่ยนมาก เราก็เอากับผู้ชายได้ตามสบาย แล้วก็ฆ่าตัวตาย แล้วก็เริ่มต้นวันนั้นใหม่ เพื่อเอากับผู้ชายอีกคน เราไม่ต้องกลัวติดโรคหรือตั้งครรภ์อะไรใดๆเลย

เราก็เลยชอบ “โลกแฟนตาซี” ใน HAPPY DEATH DAY 2U มาก มันไปไกลกว่าการย้อนเวลาแบบ BACK TO THE FUTURE อีก เพราะโลกแฟนตาซีแบบใน HAPPY DEATH DAY 2U นั้น มันเป็นโลกที่เราแทบไม่ต้อง “รับผิดกับการกระทำใดๆของเราอีกต่อไป”

เพราะฉะนั้น พอดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว เราก็เลยเศร้า 555 เพราะเราต้องกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง โลกที่เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้เลยแม้แต่เพียงเสี้ยววินาทีเดียว สิ่งใดก็ตามที่เราพูดหรือทำไปในวินาทีใดก็ตามของวันใดก็ตาม เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปลบล้างมันได้ เราต้องรับผิดชอบกับทุกสิ่งที่เราทำไปในทุกๆวินาที กรรมทุกอย่างที่เราทำจะติดตัวเราตลอดไป”

 

เราก็เลยรู้สึกว่า HAPPY MONDAY(S) มันตรงใจเรามาก ๆ ในจุดนี้

 

11. ขอถือโอกาสนี้แปะรายชื่อ “หนังวนลูป หรือหนังแนวใกล้เคียงกัน” ที่เราชอบสุดขีดเอาไว้ด้วยเลยแล้วกัน

 

11.1 THE BUTTERFLY EFFECT (2004, Eric Bress, J. Mackye Gruber)

หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังย้อนเวลา มากกว่าหนังวนลูป แต่เรารู้สึกว่าเนื้อหาสาระของหนังเรื่องนี้มันใกล้เคียงกับหนังวนลูป

 

11.2 CELINE AND JULIE GO BOATING (1974, Jacques Rivette, France, 193min)

เหมือนหนังมีการวนลูป 2 ระดับ ระดับแรกคือการที่ตัวละครเข้าไปวนลูปใน “บ้านผีสิง” 3 รอบ เพื่อพยายามคลี่คลายคดีฆาตกรรมและช่วยชีวิตเด็ก โดยตัวละครเอาข้อมูลที่ได้จากการวนลูปแต่ละรอบมาใช้ในการคลี่คลายคดี (จุดนี้ทำให้นึกถึง “การเล่นวิดีโอเกม” ซ้ำ ๆ เพื่อเอาชนะเกมด้วย ถึงแม้ยุคนั้นยังไม่มีวิดีโอเกมก็ตาม)  ส่วนระดับที่สองคือการวนลูปตั้งแต่ตอนที่ตัวละครนางเอกทั้งสองคนเริ่มรู้จักกันครั้งแรก

 

11.3 EDGE OF TOMORROW (2014, Doug Liman)

 

11.4 FATHER & SON (2015, Sarawut Intaraprom)

ยังคงครองตำแหน่ง “หนังวนลูปของไทยที่เราชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต” 55555

 

11.5 A FRAGMENT OF ALL THE POSSIBILITIES OF THE ACTION OF GIVING, BUT WHETHER YOU WILL TAKE THE GIFT OR NOT DEPENDS ON YOUR DECISION

เสี้ยวหนึ่งของความเป็นไปได้ทั้งหมดในการให้ แต่จะรับหรือไม่รับ ก็แล้วแต่พิจารณา (2014, Nattawoot Nimitchaikosol)

 

11.6 GROUNDHOG DAY (1993, Harold Ramis)

 

11.7 HAPPY MONDAY(S)

 

11.8 RIVER (2023, Junta Yamaguchi, Japan)

 

11.9 RUN LOLA RUN (1998, Tom Tykwer, Germany)

 

11.10 SMOKING/NO SMOKING (1993, Alain Resnais, France, 4hours 58mins)

 

แล้วก็มีหนังทำนองนี้อีกหลายเรื่องที่เราชอบมาก ๆ นะ แต่อาจจะไม่ถึงขั้น A+30 อย่างเช่น SLIDING DOORS (1998, Peter Howitt, UK), BEFORE I FALL (2017, Ry Russo-Young), MONDAYS: SEE YOU ‘THIS’ WEEK! (2022, Ryo Takebayashi, Japan)

 

12. สาเหตุที่เราชอบหนังวนลูปมาก ๆ เป็นการส่วนตัว ก็เป็นเพราะเราอยากวนลูปบางช่วงเวลาในชีวิตน่ะแหละ แต่ไม่ใช่ตลอดไปนะ คือถ้าหากเราขอพรให้วนลูปได้ เราก็อยากจะขอพรให้เราได้ย้อนกลับไปใช้ชีวิตในปี 1989 อีกสัก 5 รอบ อะไรทำนองนี้ แบบตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ตัวเองได้ย้อนกลับไปใช้ชีวิตใน “วันที่ 1 ม.ค. 1989 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 1989” อีกสัก 5 รอบ 55555 เพราะว่าปี 1989 เป็นปีที่เรามีความสุขที่สุดในชีวิต และเป็นปีที่เรายังคงนึกถึงอยู่ตลอดเวลา

 

แน่นอนว่าถ้าหากเราวนลูปได้จริง เราตั้งใจว่าเราจะแอบไปสารภาพรัก “รุ่นพี่ ม.6” หนุ่มหล่อคนนึงที่เราแอบชอบ ในปี 1989 เพราะตอนนี้เวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2025 แล้ว เราก็ยังคงหลงรักรุ่นพี่ม. 6 คนนั้นอยู่เหมือนเดิม เรายังคงคิดถึงช่วงเวลาในปี 1989 ที่เราแอบมองเขา ถึงแม้เวลาจะผ่านมานาน 36 ปีแล้ว เราก็ยังคงจดจำเขาและช่วงเวลาที่เราแอบมองเขาได้ดีอย่างไม่เสื่อมคลาย

+++

 

เพิ่งเห็นว่า Shaw Brothers นำหนังในทศวรรษ 1960 หลายเรื่องมาลงให้ดูฟรีในยูทูบ ภาพสวยสุดขีดมาก ๆ แต่เสียดายที่บางเรื่องไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ อย่างเช่น CALL OF THE SEA (1965, Lo Wei) แต่บางเรื่องก็มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ
https://www.youtube.com/@ShawBrosCinema/videos

++++++++++

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ตอนที่เราดู GRAND TOUR (2024, Miguel Gomes, Portugal, A+30) เราก็นึกถึง UNTIL THE END OF THE WORLD (1991, Wim Wenders) กับ MYSTERIOUS OBJECT AT NOON (2000, Apichatpong Weerasethakul) เหมือนกันเลย ดีใจสุดขีดที่คุณจุมก็คิดเหมือนกัน

No comments: