Monday, January 05, 2026

BENJAMA TATHAM 2026

เมื่อวานเพื่อนเล่าให้เราฟังเรื่องการตบกับคนบนรถไฟฟ้า แล้วเราชอบมาก ก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำไว้หน่อย

 

คำพูดในนี้อาจจะไม่ตรงกับในสถานการณ์จริง แต่เน้นการถ่ายทอด “อารมณ์” ที่ได้รับจากสถานการณ์นี้

 

เรื่องก็คือเพื่อนของเรายืนอยู่ในรถไฟฟ้า แล้วก็มีผู้หญิงคนนึง (ขอเรียกว่า อีแห็ม) มายืนใกล้ ๆ เธอถือแฟ้มอยู่ แล้วสันแฟ้มซึ่งมันคมมาก ๆ ก็มาบาดแขนเพื่อนเราจนเลือดไหล เพื่อนเราก็เลยพูดว่า

 

“นี่ ระวังหน่อย สันแฟ้มที่คุณถือมันมาบาดคนอื่น ๆ”

 

แล้วแทนที่อีแห็มจะขอโทษ แล้วเรื่องจะได้จบไปเลยในทันที อีแห็มกลับไม่มีการขอโทษแต่อย่างใดทั้งสิ้น อีแห็มพูดว่า

 

“ก็เส้นประสาทของฉันมันไม่ได้อยู่ที่ตรงสันแฟ้มนี่ แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไง ว่ามันจะไปโดนคนอื่น ๆ”

 

เพื่อนของเราก็เลยพูดว่า

 

“อีนี่ แล้วเวลาใครขับรถไปชนคนอื่น ๆ เขาก็อ้างได้สิว่า ก็เส้นประสาทของฉันมันไม่ได้อยู่ที่ตัวรถยนต์ แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่ารถจะไปชนคนอื่น ๆ

 

คือเวลามึงขับรถ ตัวรถยนต์ทั้งคัน มันก็ถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของสมองของมึง ระบบประสาทของมึง สมองของมึงต้องควบคุม ต้องรับผิดชอบรถยนต์ทั้งคัน

 

เพราะฉะนั้นเวลาที่มึงถือแฟ้ม มึงถือสิ่งของใดก็ตาม สิ่งนั้นมันก็ถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของสมองของมึง ระบบประสาทของมึงด้วย มึงจะมาอ้างว่าเส้นประสาทไม่ได้อยู่ที่สันแฟ้ม มึงจะมาปัดความรับผิดชอบไม่ได้”

 

แล้วอีแห็มก็เลยยอมขอโทษเพื่อนของเรา จบ

 

รูปประกอบมาจากภาพแฟ้มของเราเอง

++++

 

จิตรา สาไถย, แคชฟีย่า ไม่มีพสุธาจะอาศัย และเพื่อน ๆ จาก 31 ภพภูมิ มาร่วมกันสักการะ “เจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ในคืนวันเพ็ญคืนแรกของปีในวันเสาร์ที่ 3 ม.ค.

 

เมื่อวานได้เจอเพื่อน ๆ สมัยประถมและมัธยม ซึ่งเป็นเพื่อน ๆ ที่เรียนในโรงเรียนเดียวกันตั้งแต่ปี 1979-1989 หรือตั้งแต่ ประถมหนึ่งจนถึงมัธยมห้า ได้รำลึกถึงความหลังเมื่อราว 40 ปีก่อนแล้วมีความสุขมาก ๆ

 

บางสิ่งที่ได้คุยกันเมื่อวานนี้

 

1. เวลาซื้อกำไลหินนำโชค ต้องดูให้ดี ไม่ใช่ว่าอีบางร้านเอาขวดสไปรท์มาทุบให้แตก แล้วเอาเศษขวดสไปรท์มาทาสี ทำเป็นกำไลหินนำโชค

 

2. เวลาแก่ตัวลงจนมีอายุ 52 ปีแบบนี้แล้ว ถึงได้ตระหนักซึ้งถึงความจริงที่ว่า ถ้าหากพวกเราปฏิบัติตัวตามที่สอนในวิชาสุขศึกษา หรือสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.) ตอนป. 1 พวกเราก็สบายไปแล้ว นั่นก็คือ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ, นอนให้เป็นเวลา, กินอาหารให้เป็นเวลา, กินอาหารให้ครบ 5 หมู่, ออกกำลังกายเป็นประจำ หรืออะไรทำนองนี้

 

คือตอนป.1 เราเรียนอะไรพวกนี้ เราก็นึกว่ามันไม่สำคัญอะไร และยิ่งพอเราเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น และวัยโตเต็มที่ ช่วงที่เราอายุ 15-40 ปี เราก็ยิ่งคิดว่า สิ่งที่เราเคยเรียนตอนป.1 มันไม่สำคัญอะไร เราไม่ได้ปฏิบัติตัวตามแบบนั้น เรานอนไม่เป็นเวลา กินไม่เป็นเวลา นอนน้อย ร่างกายเราก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ร่างกายเราก็แข็งแรงดีนี่นา

 

แต่หารู้ไม่ว่า นั่นเป็นเพราะตอนที่เราอายุราว 15-40 ปี ร่างกายเรามันมีความ “ยืดหยุ่น” สูงมาก ร่างกายเราก็เลยแข็งแรงดี ไม่เป็นอะไรเลยในตอนนั้น ถึงแม้เราใช้ชีวิตแบบเหลวแหลก คนเริงเมือง

 

แต่พอแก่ตัวลงเท่านั้นแหละ อีเหี้ย สารพัดโรครุมเร้าทันที ปวดหัว เวียนหัว ใจเต้นระส่ำ ค่าไขมันเลว ค่าความดัน ค่ากรดยูริค, โรคงูสวัด, etc. มึงมากันทันทีเลยค่ะ เข้าออกโรงพยาบาลกันเป็นว่าเล่น แล้วก็ไม่ใช่ว่าเข้าโรงพยาบาลแต่ละครั้งแล้วจะได้เจอคุณหมอหล่อ ๆ ทุกครั้งด้วย

 

3. เพื่อนคนนึงเล่าถึงเหตุการณ์ผีหลอกที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งเกิดจากเหตุระเบิดเครื่องบินในปี 2001 ที่ตอนนั้นทักษิณ ชินวัตร “แถลงว่า การระเบิดนี้เป็นการก่อวินาศกรรมเพื่อหวังลอบสังหารตนเอง โดยฝีมือของผู้เสียผลประโยชน์ชาวต่างชาติ (ว้าแดง) เนื่องจากนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล” ก่อนที่จะมีการพิสูจน์ในเวลาต่อมาว่า เหตุระเบิดนี้เกิดจากความบกพร่องของถังน้ำมันเชื้อเพลิง (ข้อมูลจาก wikipedia)

 

เหตุระเบิดนี้ส่งผลให้มีสจ็วร์ตบนเครื่องบินเสียชีวิต 1 คน และหลังจากนั้น เพื่อนเราก็ได้ยินข่าวลือต่าง ๆ นานาว่า ยังคงมีคนเห็นวิญญาณของสจ็วร์ตคนนี้ วนเวียนอยู่ที่สนามบินดอนเมือง ในช่วงหลายปีต่อมา

 

4. “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผัว” เป็นเรื่องจริง คือเพื่อนเราบางคน มี “เพื่อนในที่ทำงาน” ที่ชอบ “กีดกันโอกาสของเพื่อนในการหาผัว”

 

เราก็เลยเรียกความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนแบบนั้นว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตแบบหลั่งสารยับยั้ง” เพราะการกีดกันเพื่อนในการหาผัว มันก็เหมือนสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติที่หลั่งสารยับยั้งสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่ใกล้ ๆ ตามคำนิยามนี้

 

“ภาวะหลั่งสารยับยั้ง (Antibiosis) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่ฝ่ายหนึ่ง ผลิตสาร ออกมา ยับยั้งการเจริญเติบโต หรือทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง เสียประโยชน์/ตาย (สัญลักษณ์ 0/-) เช่น ราสีเขียว (Penicillium) สร้างสารปฏิชีวนะฆ่าแบคทีเรีย หรือสาหร่ายน้ำเงินแกมเขียวบางชนิดสร้างสารพิษทำลายสิ่งมีชีวิตอื่น เป็นกลไกสำคัญในระบบนิเวศเพื่อควบคุมประชากร.”

 

เพราะฉะนั้นเวลาเลือกคบเพื่อนหรือเพื่อนในที่ทำงาน ก็ต้องเลือกดูให้ดีว่า เพื่อนคนนั้นชอบกีดกันเราในการหาผัว หรือเท่ากับว่าเขาเป็น “สิ่งมีชีวิตที่หลั่งสารยับยั้ง” หรือเปล่า

 

5. เพื่อนบางคนก็ทำในสิ่งที่ผิดพลาดร้ายแรงมาก ๆ ในอดีตเหมือนกับเรา คือเมื่อราว 20-30 ปีก่อน มีผู้ชายรวย ๆ มาจีบ แต่เพื่อนเราไม่เอา เพราะตอนนั้นเพื่อนเราเลือก “ความรัก” มาก่อน เธอเห็น “ความรัก” สำคัญมากกว่า “เงิน”

 

พอเวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ เพื่อนเราก็ได้แต่สำนึกเสียใจ อยากจะย้อนเวลากลับไป IF I COULD TURN BACK TIME ตอนนี้เธอตระหนักแล้วว่า การปฏิเสธผู้ชายรวย ๆ คนนั้นไปคือการพลาดสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตไปแล้ว

 

เราก็ได้แต่บอกเพื่อนเราว่า ตอนช่วงที่เราอายุ 20 กว่าปี เราก็เคยหลงผิดแบบนั้นเหมือนกัน ตอนที่เราอายุ 20 กว่าปี ตอนนั้นเราก็ยังมี ROMANTIC DREAM อยู่ ยังฝันว่าอยากจะ “อยู่อาศัยกับผู้ชายที่เรารัก” อยู่ ก่อนที่จะพบว่านั่นคือการเลือกเส้นทางเดินที่ผิดพลาดร้ายแรงที่สุดในชีวิต แต่กว่าจะตระหนักถึงสัจธรรมของชีวิตในข้อนี้ ทุกอย่างก็สายเกินแก้แล้ว

 

พอพวกเราบางคนอายุ 52 ปี ก็ได้แต่จินตนาการถึง parallel universe อีกจักรวาลนึงที่พวกเราตอนอายุ 20-30 ปี เลือกผู้ชายรวย ๆ คนนั้นเป็นผัว ในจักรวาลนั้น ชีวิตของพวกเราจะมีความสุขมากขนาดไหนกันนะในช่วงเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา

+++

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 3

 

เพิ่งนึกออกอีกประเด็นที่อยากจดบันทึกไว้ คือเพื่อนของเราไม่ได้ “กลัวความตาย” แต่กลัวการมีชีวิตอยู่แบบ “ผู้ป่วยติดเตียง”, “อัมพาตครึ่งซีก”, “เจ้าหญิงนิทรา” อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นเพื่อนของเราก็เลยสั่งผู้ช่วยประจำตัวเขาเอาไว้ว่า

 

ถ้าหากผู้ช่วยเปิดประตูห้องของเขาเข้ามา แล้วเห็นเขาฟุบอยู่ที่โต๊ะทำงาน ให้ผู้ช่วยยืนอยู่ตรงประตูห้อง ไม่ต้องเข้ามา แล้วแสร้งทำท่าทางเป็นว่าตัวเองลืมกุญแจ ลืมของ อะไรทำนองนี้ เผื่อกล้องวงจรปิดจับตาดูอยู่ แล้วผู้ช่วยก็ถอยออกจากประตูห้อง ปิดประตูห้อง แล้วรอเวลาอีก “อย่างน้อย 5 ชั่วโมง” ค่อยเปิดประตูห้อง มาหาเพื่อนเรา แล้วเรียกรถพยาบาลหรืออะไรไป

 

เพราะเพื่อนเราเขาเชื่อว่า ถ้าหากรอให้ผ่านไปถึง 5 ชั่วโมง เพื่อนเราจะ “จากไปจริง ๆ” น่ะ แต่ถ้าหากรอเพียงแค่ 4 ชั่วโมง แล้วผู้ช่วยเข้ามาปลุก มาเรียกรถพยาบาล โรงพยาบาลปั๊มหัวใจ ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้จริง แต่สมองมันจะพังพินาศไปมากแล้ว สภาพการใช้ชีวิตอยู่ต่อไปแบบนั้นมันจะยิ่งเลวร้ายกว่าการตายจริง ๆ เสียอีก เพื่อนเราเขาก็เลยตัดสินใจสั่งผู้ช่วยว่า ห้ามช่วย ต้องรอให้ผ่านไป 5 ชั่วโมงก่อน

 

คือเราก็ไม่รู้ว่า ความเชื่อของเพื่อนเรามันสอดคล้องกับความเป็นจริงทางการแพทย์ใด ๆ หรือเปล่านะ แต่เราประทับใจประเด็นนี้ที่เพื่อนเราคุยให้ฟังเมื่อวานนี้มาก ๆ ก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำเอาไว้

 

อันนี้ก็ถือเป็นประเด็นขำ ๆ เล่น ๆ ที่คุยกันฮา ๆ เมื่อวานนี้นะ ไม่ขอแนะนำให้ใครนำไปปฏิบัติจริง ๆ จ้า ส่วนตัวเรานั้น ถ้าผู้ชายเห็นเราฟุบอยู่ ก็เข้ามาผายปอด mouth to mouth เราได้ในทันทีนะคะ

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่หนึ่ง
https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid029nPoF6GyRpFxrsLcowtESmnhEBUcyD5okyugUsK54nr3ymWXbnjooTZNUeVFFEgdl

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02TsMgWx9NFy1FEiqFZN8AD5aUNkTYvGmibWMzDQooGK5D7JwJZ5LfPhtfFtr9MqDJl


เกือบทุกครั้งที่เจอเพื่อนสมัยประถม+มัธยม ต้องมีการทำคลิปตบกัน พบว่าทำแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2016 แล้ว

https://web.facebook.com/reel/10211460734937397

 ++++++

Favorite Quote from Youtube

 

เจอ comment ของคนคนนึงใน MV เพลง BEING BORING (1990) ของ Pet Shop Boys แล้วมันตรงใจเรามาก ๆ เป็น comment ของ tylero8595 เมื่อสองปีก่อน

 

I was 14 when this was released. I had this on cassette. I loved this album. It was 1990. The future seemed so bright and full of opportunity. It really was the peak of our civilization. The 1990s were it. The culmination of the 1900s. It was all boiled down to that final decade. Everything was there. Rock, rap, hippies, goth, metal. Freedom, the end of communism, liberalism, the opening of the world to travelling en masse. It really was the best. And we completely fucked it up. We had it in the palm of our hands and let it slip away. We need to find that again. Peace yall. Never stop dancing, especially if you are 14.

 

เพราะเราก็รู้สึกว่า

 

1. ในส่วนของทั่วโลกนั้น เราก็แอบรู้สึกว่า ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นจุดสูงสุดของอารยธรรมเหมือนกัน ช่วงที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ช่วงของ liberalism เหมือนพอเราเติบโตมากับความหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ตามที่เขาปลูกฝังกันมาในทศวรรษ 1970-1980 การล่มสลายของสหภาพโซเวียตก็เลยทำให้เรารู้สึกดีงามมาก ๆ ในตอนนั้น

 

2. ในส่วนของประเทศไทยนั้น เราก็รู้สึกว่า ช่วงราว ๆ ปี 1993-2005 เป็นช่วงที่ดีที่สุด ช่วงที่ปลอดจากการรัฐประหารเป็นเวลานานสิบกว่าปี เป็นช่วงที่ประเทศไทยดูมีความหวังเรืองรอง มีศักยภาพสูงมาก

 

3. ในส่วนของชีวิตส่วนตัวนั้น ช่วงนั้นเรามีอายุ 17-26 ปี เป็นช่วงที่เรา “เต็มเปี่ยมไปด้วยความใฝ่ฝันถึงอนาคตที่ดีงาม” เป็นอย่างมาก ก่อนที่ความหวังและความฝันในชีวิตจะค่อย ๆ ถูกทำลายไปเรื่อย ๆ เมื่อเราเติบโตขึ้น

 

Edit เพิ่ม: พออ่าน comments ของหลาย ๆ คนแล้วก็พบว่า เพลงนี้มันคือ milestone ของ Gen X ของจริง

 

https://youtu.be/DnvFOaBoieE?si=oCsobjlZDPnBDP9R

 

@marcusfarias7219

2 months ago

This song marked all Gen X people. Most of us grew up in the 70's , were teenagers in the 80's and young adults in the 90's. The time we were full of dreams and just wanted to have fun and be happy. We met people, we lost people and we keep going. This song is an ode to life itself.

 

@straycut9243

6 years ago

"All the people I was kissing, some are here and some are missing".. I was in my 20's when this masterpiece was released having fun and being surrounded by people I loved, I am 53 now and I am listening to it on a Sunday morning, with tears in my eyes for all my losses.. Parents, friends, lovers.. Some are here but most are missing..

 

@rockorc42

4 months ago

Such a grand bitter-sweet track..

54 years old. I can never listen to it without feeling the tears breaking out and my throat choking up..

Seriously phenomenal track.

  

No comments: