Sunday, January 25, 2026

PARASAKTHI

 

พลังอันเป็นนิรันดร์ไร้ขีดจำกัด PARASAKTHI (2026, Sudha Kongara, India, Tamil version, 161min, A+30)

 

1. เป็น “หนังที่ต้องดูในโรง” จริง ๆ เพราะปฏิกิริยาของผู้ชมในโรงหนังที่ SF Terminal 21 Asoke ในช่วงท้าย ๆ ของหนังมันรุนแรงสุดขีดมาก ๆ ประทับใจกับปฏิกิริยาของผู้ชมชาวอินเดียในโรงหนังมาก ๆ คือกลายเป็นว่า “ตัวภาพยนตร์” ไม่ได้ทำให้เราน้ำตาไหล แต่ปฏิกิริยาของผู้ชมชาวอินเดียในโรงหนังทำให้เราแทบร้องไห้

 

2. เราไม่เคยรับรู้เรื่องราวความขัดแย้งเกี่ยวกับภาษาฮินดีมาก่อนเลย นี่เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตเลยที่ทำให้เราได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่ + ความขัดแย้งประเด็นนี้ ประทับใจจุดนี้มาก ๆ

 

3. ห้ามพลาดช่วง 5 นาทีแรกของหนัง เพราะเราชอบจุดนี้มาก ๆ ชอบที่มันพูดถึงประวัติการกดขี่ทางภาษาในประเทศอื่นๆ ตั้งแต่การที่ England ไปกดขี่ภาษา Scottish, การกดขี่ทางภาษาใน Soviet Union, การที่ปากีสถานพยายามจะกดขี่ภาษาในบังกลาเทศ, etc.

 

4. เราเพิ่งรู้ว่ามีภาษา Saurashtra ด้วย เป็นภาษาที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งพูดกันในรัฐทมิฬนาดูของอินเดีย แต่ไม่ใช่ภาษาที่พูดกันในภูมิภาค Saurashtra เพราะภาษาที่พูดกันในภูมิภาค Saurashtra คือภาษา Gujarati

 

5. มุมมองของประชาชนในเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่เราไม่เคยรับรู้หรือคิดถึงมาก่อน คือประชาชนหลายคนในหนังเรื่องนี้มองว่า การที่ตนเองต้องเรียนภาษาทมิฬกับภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่ดีกว่าการถูกบังคับให้เรียนภาษาทมิฬกับภาษาฮินดี เพราะการได้เรียนภาษาอังกฤษมันใช้สื่อสารกับคนทั้งโลกได้ แต่การเรียนภาษาฮินดีมันใช้สื่อสารกับคนทั้งโลกไม่ได้ เพราะฉะนั้นประชาชนก็เลยมองว่าการเรียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ดีกว่า ถึงแม้มันจะเป็นภาษาของเจ้าอาณานิคมก็ตาม

 

6. น้ำตาไหล ตอนที่ตัวละครปะทะกับอินทิรา คานธี (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วพูดถึงความแตกต่างระหว่าง unity กับ uniformity เพราะพระเอกมองว่า ประชาชนในประเทศเดียวกัน “สามัคคี” กันได้ มี unity กันได้ ถึงแม้จะพูดภาษาแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เขาไม่ต้องการคือการที่รัฐบาลบังคับให้เกิด uniformity บังคับให้ประชาชนทั้งประเทศพูดภาษาเดียวกัน

 

7. น่าสนใจดีที่ช่วงนี้เราได้ดูหนังอินเดียที่ “คู่ขัดแย้ง” มีความหลากหลายมากขึ้น คือช่วง 15 ปีที่ผ่านมา หนังอินเดียจำนวนมากที่เราได้ดูมักจะนำเสนอ “ผู้ร้าย” ที่เป็น “อังกฤษ” หรือไม่ก็ “ปากีสถาน” หรือไม่ก็ “ราชวงศ์โมกุล” คือตัวละครผู้ร้ายหลัก ๆ ก็วนเวียนกันอยู่แค่นี้

 

แต่ช่วงนี้เราได้ดู PARASAKTHI ที่ผู้ร้ายของหนังคือ “รัฐบาลกลางอินเดีย/นโยบายภาษาฮินดี” และ 120 BAHADUR (2025, Razneesh Ghai, India, A+25) ที่พูดถึงสงครามระหว่างอินเดียกับ “จีน” ในช่วงที่จีนพยายามจะบุกอินเดีย เราก็เลยรู้สึกว่า ตัวละครผู้ร้ายในหนังอินเดียมันมีความหลากหลายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และทั้ง PARASAKTHI กับ 120 BAHADUR ก็สร้างจากเหตุการณ์จริงทั้งสองเรื่องด้วย

 

8. พอเราได้ดู PARASAKTHI เราก็เลยเหมือนจะเข้าใจแล้วล่ะว่า ทำไมหนังอินเดียใต้ถึงชอบนำเสนอตัวละครพระเอกเป็น “คนนอกกฎหมาย” และผู้ร้ายเป็น “ตำรวจ” ซึ่งรวมถึงหนังอย่าง PUSHPA: THE RULE – PART 2 (2024, Sukumar, India, 201min, A+30) ที่ต้นฉบับใช้ภาษา Telugu และ K.G.F: CHAPTER 2 (2022, Prashanth Neel, 156min) ที่ต้นฉบับใช้ภาษา Kannada

 

คือมันเหมือนตรงข้ามกับหนัง Bollywood น่ะ เพราะหนัง Bollywood หลาย ๆ เรื่องมักนำเสนอตัวละคร “ตำรวจ” ในฐานะ “พระเอก” อย่างเช่น SINGHAM ที่นำแสดงโดย Ajay Devgn, SIMMBA ที่นำแสดงโดย Ranveer Singh และ SOORYAVANSHI (2021, Rohit Shetty) ที่นำแสดงโดย Akshay Kumar และเราก็มักจะได้ดูแต่หนังบอลลีวู้ด เราก็เลยคุ้นเคยกับการนำเสนอ “ตำรวจ” ในฐานะ “พระเอก”

 

แต่พอเราเริ่มได้ดูหนังอินเดียใต้ เราก็เลยงง ๆ เพราะมันพลิกกลับหัวกลับหาง ตำรวจในหนังอินเดียใต้หลายเรื่อง ทำไมมีสถานะเป็น “ผู้ร้าย”

 

แล้วพอเราได้ดู PARASAKTHI เราก็เลยเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น

 

9. ดูแล้วนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง DREAMING OF WORDS (2021, Nandan, India, documentary, A+25) มาก ๆ เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้พูดถึงผู้ชายที่พยายามจะทำพจนานุกรม 4 ภาษา ซึ่งได้แก่ภาษา Malayalam, Kannada, Tamil and Telugu

 

คือก่อนหน้านั้นเรานึกว่า ประชากรที่พูด 4 ภาษานี้ น่าจะพอสื่อสารกันได้ เหมือนภาษาไทยกลาง, ไทยเหนือ, ไทยอีสาน ที่พอฟังกันออก

 

แต่พอเราได้ดู DREAMING OF WORDS เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า ประชากรที่ใช้ภาษาทั้ง 4 อาจจะสื่อสารกันไม่ได้ ถึงแม้ทั้ง 4 ภาษานี้มันอยู่ในตระกูลเดียวกัน

 

แล้วพอเราได้ดู PARASAKTHI มันก็ช่วยตอกย้ำจุดนี้ เพราะว่าในหนังเรื่องนี้ พระเอกพูดภาษาทมิฬ ส่วนนางเอกพูดภาษาเตลูกู ซึ่งตัวละครนางเอกพูดได้ทั้งเตลูกู, ทมิฬ และฮินดี แต่พระเอกฟังภาษาเตลูกูไม่ออก นางเอกก็เลยชอบแอบด่าพระเอกเป็นภาษาเตลูกู เพราะนางเอกรู้ว่าพระเอกรู้แค่ภาษาทมิฬ แต่ไม่รู้ภาษาเตลูกู

 

ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด ภาษาทมิฬพูดกันในรัฐทมิฬนาดู, ภาษาเตลูกูพูดกันในรัฐอานธรประเทศและรัฐเตลังคานา, ภาษา Malayalam พูดกันในรัฐ Kerala และภาษา Kannada พูดกันในรัฐกรนาฏกะ

 

ส่วนรัฐ Goa ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันนั้น พูดภาษา “ขอนแก่น” (Konkan) แต่เหมือนเราไม่เคยดูหนังภาษาขอนแก่นนะ เพราะล่าสุดเราได้ดูหนังเรื่อง HAPPY PATEL: KHATARNAK JASOOS (2026, Vir Das, Kavi Shastri, India, A+) ที่เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในรัฐ Goa แต่ตัวหนังก็พูดภาษาฮินดี ไม่ได้ใช้ภาษาขอนแก่นแต่อย่างใด

 

10. ชอบตัวละคร “เจ้าแม่ภาษาเบงกอล” ในหนังเรื่อง PARASAKTHI มาก ๆ หน้าตาเธอพร้อมตบมาก ๆ เธอมาเพื่อตบกับอินทิรา คานธีของจริง

 

11. เพิ่งรู้ว่า ตัวอักษรภาษาทมิฬมันสวยมาก ๆ

 

อันนี้ภาษาทมิฬ எனக்கு ஒரு கணவர் வேண்டும்

 

อันนี้ภาษา Malayalam എനിക്ക് ഒരു ഭർത്താവിനെ വേണം

 

อันนี้ภาษา Kannada ನನಗೆ ಗಂಡ ಬೇಕು

 

อันนี้ภาษา Telugu నాకు భర్త కావాలి

 

อันนี้ภาษาฮินดี मुझे एक पति चाहिए

 

อันนี้ภาษาสันสกฤต अहं पतिं इच्छामि

 

+++++++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

RENTAL FAMILY (2025, Hikari, Japan/USA, A+25)

+ FISH IN THE HOUSE (2023, Chompunut Suksaard, 30min, A+30)

 

พอเราได้ดู RENTAL FAMILY เราก็เลยนึกถึง FISH IN THE HOUSE มาก ๆ เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับคนที่ทำงาน “รับจ้างแสดงเป็นครอบครัว” เหมือนกัน แต่เราชอบ FISH IN THE HOUSE มากกว่า RENTAL FAMILY มาก ๆ แบบขาดลอย ถึงแม้ว่า RENTAL FAMILY จะทำให้เรานึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกหมีตามคลิปที่เราแปะไปแล้วก็ตาม 555

 

 

เรากับลูกหมี
https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/24961226286884407

+++

 

เพิ่งได้ดู THE VIRGIN SUICIDES (1999, Sofia Coppola, A+30) โคตรของความ nostalgic มาก ๆ ดูแล้วนึกถึงวัยเด็กของเราเองมาก ๆ กราบการใช้ดนตรีประกอบ และการคัดเลือกนักแสดงชายบางคน ที่ทำให้เรานึกถึงดาราหนุ่ม ๆ ที่โด่งดังในช่วงที่เรายังเป็นเด็ก อย่างเช่น Scott Baio ที่โด่งดังจากละครโทรทัศน์เรื่อง HAPPY DAYS (1977-1984), Rick Springfield นักร้องดังในช่วงต้นทศวรรษ 1980 และ Donny Osmond พิธีกรรายการโทรทัศน์ DONNY & MARIE (1976-1979) ที่เคยแพร่ภาพทางช่อง 3

 

จริง ๆ แล้วเราก็ไม่รู้ว่า Sofia Coppola คิดถึงใครเวลาคัดเลือกนักแสดงชายในหนังเรื่องนี้ แต่พอเราดูแล้วนึกถึง Scott Baio, Rick Springfield และ Donny Osmond (คือหน้าตามันไม่ได้เหมือน 3 คนนี้หรอกนะ แต่มันมี vibe บางอย่างที่ทำให้นึกถึง 3 คนนี้) เราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มันถ่ายทอดยุคสมัยออกมาได้ตรงตามความรู้สึกของเราเองมาก ๆ

 

No comments: