พลังอันเป็นนิรันดร์ไร้ขีดจำกัด PARASAKTHI
(2026, Sudha Kongara, India, Tamil version, 161min, A+30)
1. เป็น “หนังที่ต้องดูในโรง” จริง ๆ
เพราะปฏิกิริยาของผู้ชมในโรงหนังที่ SF Terminal 21 Asoke ในช่วงท้าย
ๆ ของหนังมันรุนแรงสุดขีดมาก ๆ
ประทับใจกับปฏิกิริยาของผู้ชมชาวอินเดียในโรงหนังมาก ๆ คือกลายเป็นว่า
“ตัวภาพยนตร์” ไม่ได้ทำให้เราน้ำตาไหล
แต่ปฏิกิริยาของผู้ชมชาวอินเดียในโรงหนังทำให้เราแทบร้องไห้
2.
เราไม่เคยรับรู้เรื่องราวความขัดแย้งเกี่ยวกับภาษาฮินดีมาก่อนเลย
นี่เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตเลยที่ทำให้เราได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่
+ ความขัดแย้งประเด็นนี้ ประทับใจจุดนี้มาก ๆ
3. ห้ามพลาดช่วง 5 นาทีแรกของหนัง
เพราะเราชอบจุดนี้มาก ๆ ชอบที่มันพูดถึงประวัติการกดขี่ทางภาษาในประเทศอื่นๆ
ตั้งแต่การที่ England ไปกดขี่ภาษา Scottish, การกดขี่ทางภาษาใน Soviet Union, การที่ปากีสถานพยายามจะกดขี่ภาษาในบังกลาเทศ,
etc.
4. เราเพิ่งรู้ว่ามีภาษา Saurashtra ด้วย เป็นภาษาที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งพูดกันในรัฐทมิฬนาดูของอินเดีย
แต่ไม่ใช่ภาษาที่พูดกันในภูมิภาค Saurashtra
เพราะภาษาที่พูดกันในภูมิภาค Saurashtra คือภาษา Gujarati
5.
มุมมองของประชาชนในเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่เราไม่เคยรับรู้หรือคิดถึงมาก่อน
คือประชาชนหลายคนในหนังเรื่องนี้มองว่า การที่ตนเองต้องเรียนภาษาทมิฬกับภาษาอังกฤษ
เป็นสิ่งที่ดีกว่าการถูกบังคับให้เรียนภาษาทมิฬกับภาษาฮินดี
เพราะการได้เรียนภาษาอังกฤษมันใช้สื่อสารกับคนทั้งโลกได้
แต่การเรียนภาษาฮินดีมันใช้สื่อสารกับคนทั้งโลกไม่ได้
เพราะฉะนั้นประชาชนก็เลยมองว่าการเรียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ดีกว่า
ถึงแม้มันจะเป็นภาษาของเจ้าอาณานิคมก็ตาม
6. น้ำตาไหล ตอนที่ตัวละครปะทะกับอินทิรา คานธี
(ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วพูดถึงความแตกต่างระหว่าง unity กับ uniformity เพราะพระเอกมองว่า
ประชาชนในประเทศเดียวกัน “สามัคคี” กันได้ มี unity กันได้
ถึงแม้จะพูดภาษาแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เขาไม่ต้องการคือการที่รัฐบาลบังคับให้เกิด
uniformity บังคับให้ประชาชนทั้งประเทศพูดภาษาเดียวกัน
7. น่าสนใจดีที่ช่วงนี้เราได้ดูหนังอินเดียที่
“คู่ขัดแย้ง” มีความหลากหลายมากขึ้น คือช่วง 15 ปีที่ผ่านมา
หนังอินเดียจำนวนมากที่เราได้ดูมักจะนำเสนอ “ผู้ร้าย” ที่เป็น “อังกฤษ” หรือไม่ก็
“ปากีสถาน” หรือไม่ก็ “ราชวงศ์โมกุล” คือตัวละครผู้ร้ายหลัก ๆ ก็วนเวียนกันอยู่แค่นี้
แต่ช่วงนี้เราได้ดู PARASAKTHI ที่ผู้ร้ายของหนังคือ “รัฐบาลกลางอินเดีย/นโยบายภาษาฮินดี” และ 120
BAHADUR (2025, Razneesh Ghai, India, A+25) ที่พูดถึงสงครามระหว่างอินเดียกับ
“จีน” ในช่วงที่จีนพยายามจะบุกอินเดีย เราก็เลยรู้สึกว่า
ตัวละครผู้ร้ายในหนังอินเดียมันมีความหลากหลายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และทั้ง PARASAKTHI
กับ 120 BAHADUR ก็สร้างจากเหตุการณ์จริงทั้งสองเรื่องด้วย
8. พอเราได้ดู PARASAKTHI เราก็เลยเหมือนจะเข้าใจแล้วล่ะว่า
ทำไมหนังอินเดียใต้ถึงชอบนำเสนอตัวละครพระเอกเป็น “คนนอกกฎหมาย” และผู้ร้ายเป็น
“ตำรวจ” ซึ่งรวมถึงหนังอย่าง PUSHPA: THE RULE – PART 2 (2024, Sukumar,
India, 201min, A+30) ที่ต้นฉบับใช้ภาษา Telugu และ K.G.F: CHAPTER 2 (2022, Prashanth Neel, 156min) ที่ต้นฉบับใช้ภาษา Kannada
คือมันเหมือนตรงข้ามกับหนัง Bollywood น่ะ เพราะหนัง Bollywood หลาย ๆ
เรื่องมักนำเสนอตัวละคร “ตำรวจ” ในฐานะ “พระเอก” อย่างเช่น SINGHAM ที่นำแสดงโดย Ajay Devgn, SIMMBA ที่นำแสดงโดย Ranveer
Singh และ SOORYAVANSHI (2021, Rohit Shetty) ที่นำแสดงโดย
Akshay Kumar และเราก็มักจะได้ดูแต่หนังบอลลีวู้ด
เราก็เลยคุ้นเคยกับการนำเสนอ “ตำรวจ” ในฐานะ “พระเอก”
แต่พอเราเริ่มได้ดูหนังอินเดียใต้ เราก็เลยงง ๆ
เพราะมันพลิกกลับหัวกลับหาง ตำรวจในหนังอินเดียใต้หลายเรื่อง ทำไมมีสถานะเป็น
“ผู้ร้าย”
แล้วพอเราได้ดู PARASAKTHI เราก็เลยเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น
9. ดูแล้วนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง DREAMING
OF WORDS (2021, Nandan, India, documentary, A+25) มาก ๆ
เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้พูดถึงผู้ชายที่พยายามจะทำพจนานุกรม 4 ภาษา
ซึ่งได้แก่ภาษา Malayalam, Kannada, Tamil and Telugu
คือก่อนหน้านั้นเรานึกว่า ประชากรที่พูด 4
ภาษานี้ น่าจะพอสื่อสารกันได้ เหมือนภาษาไทยกลาง, ไทยเหนือ, ไทยอีสาน
ที่พอฟังกันออก
แต่พอเราได้ดู DREAMING OF WORDS เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า ประชากรที่ใช้ภาษาทั้ง 4 อาจจะสื่อสารกันไม่ได้
ถึงแม้ทั้ง 4 ภาษานี้มันอยู่ในตระกูลเดียวกัน
แล้วพอเราได้ดู PARASAKTHI มันก็ช่วยตอกย้ำจุดนี้ เพราะว่าในหนังเรื่องนี้ พระเอกพูดภาษาทมิฬ
ส่วนนางเอกพูดภาษาเตลูกู ซึ่งตัวละครนางเอกพูดได้ทั้งเตลูกู, ทมิฬ และฮินดี
แต่พระเอกฟังภาษาเตลูกูไม่ออก นางเอกก็เลยชอบแอบด่าพระเอกเป็นภาษาเตลูกู เพราะนางเอกรู้ว่าพระเอกรู้แค่ภาษาทมิฬ
แต่ไม่รู้ภาษาเตลูกู
ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด
ภาษาทมิฬพูดกันในรัฐทมิฬนาดู, ภาษาเตลูกูพูดกันในรัฐอานธรประเทศและรัฐเตลังคานา,
ภาษา Malayalam พูดกันในรัฐ Kerala และภาษา
Kannada พูดกันในรัฐกรนาฏกะ
ส่วนรัฐ Goa ที่ตั้งอยู่ใกล้
ๆ กันนั้น พูดภาษา “ขอนแก่น” (Konkan) แต่เหมือนเราไม่เคยดูหนังภาษาขอนแก่นนะ
เพราะล่าสุดเราได้ดูหนังเรื่อง HAPPY PATEL: KHATARNAK JASOOS (2026, Vir
Das, Kavi Shastri, India, A+) ที่เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในรัฐ Goa
แต่ตัวหนังก็พูดภาษาฮินดี ไม่ได้ใช้ภาษาขอนแก่นแต่อย่างใด
10. ชอบตัวละคร “เจ้าแม่ภาษาเบงกอล”
ในหนังเรื่อง PARASAKTHI มาก ๆ หน้าตาเธอพร้อมตบมาก ๆ
เธอมาเพื่อตบกับอินทิรา คานธีของจริง
11. เพิ่งรู้ว่า ตัวอักษรภาษาทมิฬมันสวยมาก ๆ
อันนี้ภาษาทมิฬ எனக்கு ஒரு கணவர் வேண்டும்
อันนี้ภาษา Malayalam
എനിക്ക് ഒരു ഭർത്താവിനെ വേണം
อันนี้ภาษา Kannada
ನನಗೆ ಗಂಡ ಬೇಕು
อันนี้ภาษา Telugu
నాకు భర్త కావాలి
อันนี้ภาษาฮินดี मुझे एक पति चाहिए
อันนี้ภาษาสันสกฤต अहं पतिं इच्छामि
+++++++
DOUBLE BILL FILM WISH LIST
RENTAL FAMILY (2025, Hikari, Japan/USA, A+25)
+ FISH IN THE HOUSE (2023, Chompunut Suksaard, 30min, A+30)
พอเราได้ดู RENTAL
FAMILY เราก็เลยนึกถึง
FISH IN THE HOUSE มาก ๆ
เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับคนที่ทำงาน “รับจ้างแสดงเป็นครอบครัว”
เหมือนกัน แต่เราชอบ FISH IN
THE HOUSE มากกว่า
RENTAL FAMILY มาก ๆ
แบบขาดลอย ถึงแม้ว่า RENTAL
FAMILY จะทำให้เรานึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกหมีตามคลิปที่เราแปะไปแล้วก็ตาม
555
เรากับลูกหมี
https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/24961226286884407
+++
เพิ่งได้ดู THE
VIRGIN SUICIDES (1999, Sofia Coppola, A+30) โคตรของความ nostalgic มาก ๆ
ดูแล้วนึกถึงวัยเด็กของเราเองมาก ๆ กราบการใช้ดนตรีประกอบ
และการคัดเลือกนักแสดงชายบางคน ที่ทำให้เรานึกถึงดาราหนุ่ม ๆ ที่โด่งดังในช่วงที่เรายังเป็นเด็ก
อย่างเช่น Scott Baio ที่โด่งดังจากละครโทรทัศน์เรื่อง
HAPPY DAYS (1977-1984), Rick
Springfield นักร้องดังในช่วงต้นทศวรรษ 1980 และ Donny Osmond พิธีกรรายการโทรทัศน์ DONNY
& MARIE (1976-1979) ที่เคยแพร่ภาพทางช่อง 3
จริง ๆ แล้วเราก็ไม่รู้ว่า Sofia Coppola คิดถึงใครเวลาคัดเลือกนักแสดงชายในหนังเรื่องนี้
แต่พอเราดูแล้วนึกถึง Scott
Baio, Rick Springfield และ Donny Osmond (คือหน้าตามันไม่ได้เหมือน
3 คนนี้หรอกนะ แต่มันมี vibe
บางอย่างที่ทำให้นึกถึง
3 คนนี้) เราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มันถ่ายทอดยุคสมัยออกมาได้ตรงตามความรู้สึกของเราเองมาก
ๆ
No comments:
Post a Comment