Saturday, April 16, 2022

FANTASTIC BEASTS: THE SECRETS OF DUMBLEDORE (2022, David Yates, UK/USA, A+30)

 

FANTASTIC BEASTS: THE SECRETS OF DUMBLEDORE (2022, David Yates, UK/USA, A+30)

 

1.ดูแล้วนึกถึง X-MEN ตลอดเวลา เพราะพอผู้นำฝ่ายดีกับฝ่ายเลวมีความ homoerotic ต่อกันแบบนี้ เราก็นึกถึงความ homoerotic ระหว่าง Charles Xavier กับ Magneto ใน X-MEN: FIRST CLASS (2011, Mattthew Vaughn)  มาก ๆ และพอผู้นำฝ่ายเลวจ้องจะล้างผลาญมนุษย์ มันก็เลยยิ่งทำให้นึกถึง Magneto มากขึ้นไปอีก

 

ตัวละคร Queenie Goldstein นี่ก็นึกว่ามาเพื่อตบกับ Emma Frost ใน X-MEN: FIRST CLASS เพราะเหมือนทั้งสองสาวอ่านใจคนได้เหมือนกัน ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

ส่วนตัวละครอย่าง Credence นี่ก็นึกว่ามาเพื่อปะทะกับ Jean Grey ในหนังชุด X-MEN เพราะทั้งสองเป็นตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์มหาศาลมาก และมักจะสลับขั้วไป ๆ มาๆ ระหว่างฝ่ายดีกับฝ่ายร้าย

 

อีกปัจจัยที่ทำให้นึกถึง X-MEN ก็คือว่า หนังภาคนี้เต็มไปด้วยตัวละครอิทธิฤทธิ์สูงหลายตัวเหมือนในจักรวาล X-MEN และปัจจัยนี้เองก็เลยกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เราชอบ FANTASTIC BEASTS ภาคนี้มากที่สุดในบรรดาหนังชุด HARRY POTTER ที่เคยดูมา 11 ภาค (HARRY POTTER 8 ภาค + FANTASTIC BEASTS 3 ภาค)

 

2.บางทีเราอาจจะเป็นคนเดียวหรือเปล่าที่ชอบ THE SECRETS OF DUMBLEDORE มากที่สุดในบรรดาหนังชุด HARRY POTTER 11 ภาค 555555 ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับเราอยู่แล้วที่มักชอบอะไรแบบนี้

 

ซึ่งแน่นอนว่าความชอบของเราไม่เกี่ยวกับความดีงามของหนังหรืออะไรแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เราก็เลยขอจดบันทึกไว้แล้วกันว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เราชอบภาคนี้มากที่สุดในบรรดา 11 ภาค

 

3.ปัจจัยแรกก็คือความ homoerotic 5555 แต่หนังเรื่องนี้ก็ยังสู้หนังแบบ “เดชคัมภีร์เทวดาภาค 2” ไม่ได้หรอกนะ หนังฮ่องกงเรื่องนั้นน่าจะเป็นสุดยอดแล้วในบรรดาหนังที่พระเอกกับผู้ร้ายฝ่ายชายรักกัน ถึงแม้ผู้ร้ายจะเป็นชายที่ตัดจู๋ทิ้งไปแล้วก็ตาม

 

4.ปัจจัยที่สองก็คือว่า ภาคนี้มันมีความ homoerotic แต่แทบไม่มีความรักระหว่างพระเอก (Newt) กับ Tina Goldstein เลย 555555 หนังก็เลยยิ่งเข้าทางเรามากยิ่งขึ้นไปอีก อย่างไรก็ดี หนังภาคนี้ก็มีความรักระหว่างหญิงชายอยู่ในเรื่องด้วย โดยเน้นไปที่ Queenie กับ Jacob แทน

 

5. ปัจจัยที่ 3 ก็คือว่า เราชอบ Mads Mikkelsen ในเรื่องนี้อย่างสุด ๆ ชอบมากว่า Johnnie Depp หลายเท่า เพราะเราว่า Depp มีความเป็น “เด็กขี้เล่น” อยู่ในตัวน่ะ ตัวละครที่ Depp เล่นเลยไม่ทำให้เรากลัว และทำให้หนังมันดู “เด็ก” เกินไปสำหรับเรา แต่ Mikkelsen นี่แผ่รังสีความชั่วร้ายออกมาจากภายในตัวได้ดีมาก ๆ ๆ ๆ เราว่าเขามีทั้งความเป็น Hitler และ Putin อยู่ในตัว มีความโหดเหี้ยมเลือดเย็นอยู่ภายในโดยไม่ต้องแสดงอะไรออกมามากเกินไป คือพอได้ Mikkelsen มาเล่นภาคนี้ มันเลยช่วยสร้างความน่าเกรงขามและน่ากลัวให้ตัวละครผู้ร้ายในหนังได้ดีมาก ๆ และสำหรับเราแล้ว เรามักจะพบว่า “ยิ่งตัวร้ายในหนังน่ากลัวมากเท่าไหร่ หนังก็จะยิ่งทรงพลังมากเท่านั้น” น่ะ

 

6.ปัจจัยที่ 4 ก็คือว่า อย่างที่หลาย ๆ คนรู้ ๆ กันอยู่แล้วว่า เรามักจะพบว่าตัวเราไม่สามารถ identify ตัวเองกับตัวละครพระเอก,นางเอกในหนังหลาย ๆ เรื่องน่ะ คือเหมือนตัวละครพระเอก,นางเอกในหนังหลาย ๆ เรื่องมันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่ามันไม่เข้ากับตัวกู ตัวประกอบตัวโน้นตัวนี้เข้ากับกูมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าใน HARRY POTTER นั้นเราก็ identify ตัวเองกับพระเอก,นางเอกไม่ได้เลย และใน FANTASTIC BEASTS นั้นก็เราเฉย ๆ กับ Newt และ Tina ด้วย

 

ภาคนี้ก็เลยเข้าทางเรามากที่สุดไปเลย เพราะอี Tina แทบไม่มีบท สมน้ำหน้า 555 และบทของ Newt เราว่าก็น้อยกว่าที่คาดด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าทางเราอย่างสุด ๆ หนังภาคนี้ก็เลยเหมือนเฉลี่ยบทไปให้กับตัวละครหลาย ๆ ตัว และเราก็ enjoy มาก ๆ กับตัวละครหญิงหลาย ๆ ตัวในภาคนี้ เราชอบทั้ง

 

6.1 Queenie

6.2 Lally ชอบมาก ๆ เหมือนเธอคือนางเอกคนนึงของภาคนี้ และเราถูกโฉลกกับตัวละครหญิงแบบนี้มากกว่าตัวละครนางเอกโดยทั่วไป คือเธอมาเพราะเธอเก่ง เธอไม่ได้มีคุณค่าเพราะมีผู้ชายมารักเธอหรือเพราะเธอรักผู้ชาย

6.3 Bunty ชอบเธออย่างสุด ๆ เธอแอบหลงรัก Newt ใช่ไหม หรือเราเข้าใจผิดไปเอง

6.4 Vinda ลูกสมุนของ Grindewald เสียดายบทเธอน้อยมาก ๆ แต่ชอบหน้าเธอมาก ๆ อยากให้เธอมีบทหรืออิทธิฤทธิ์มากกว่านี้

6.5 Vicencia Santos บทเธอน้อย แต่รู้ว่าเธอมีพลังแก่กล้า

6.6 Minerva

6.7 Henrietta Fischer (Valerie Pacher) บทเธอน้อย แต่ชอบหน้าเธออย่างสุด ๆ เช่นกัน คือเห็นหน้าเธอแล้วรู้ว่าเธอต้องมีของอะไรสักอย่าง 55555 เราชอบ Valerie Pacher มากๆ เลยด้วย ขอประกาศไว้ตรงนี้ว่าเราขอจองเป็น Valerie Pacher ในหนังทุกเรื่อง 555

 

คือพอหนังมันมีตัวละครเยอะ ซึ่งรวมถึงตัวละครหญิงที่มีอิทธิฤทธิ์สูง ๆ เยอะหลายตัวแบบนี้ หนังมันก็เลยเข้าทางเราอย่างสุด ๆ น่ะ ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้เราชอบหนังอย่าง X-MEN, AVENGERS หรือละครทีวีแบบมังกรหยก, 8 เทพอสูรมังกรฟ้า

 

7.ปัจจัยที่ 5 ก็คือว่า เราไม่ค่อยอินกับ HARRY POTTER อยู่แล้วด้วยแหละ การที่เราจะชอบหนังเรื่องไหนมากกว่าจักรวาล HARRY POTTER ก็เลยเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ๆ (แต่ก็ชอบ HARRY POTTER มากกว่าจักรวาล STAR WARS นะ 5555)

 

เราเดาว่าสาเหตุนึงที่ทำให้เราไม่อินกับ HARRY POTTER เป็นเพราะมันมาสายเกินไปสำหรับเราด้วยมั้ง คือกว่าเราจะได้ดู HARRY POTTER ภาคแรกเราก็มีอายุ 28 ปีแล้ว แต่ถ้าหากเราได้ดู HARRY POTTER ภาคแรกตอนเราอายุ 8 ขวบ เราอาจจะอินมากกว่านี้ก็ได้ เราไม่รู้เหมือนกัน

 

เพราะเรารู้สึกว่าสิ่งที่เราดูในวัยเด็กมันมีอิทธิพลอย่างรุนแรงกับเราไปจนตายเลยน่ะ เหมือนสิ่งที่เราได้ดูในวัยเด็กมันมีส่วนช่วย shape โลกจินตนาการของเรามั้ง เพราะฉะนั้นโลกจินตนาการของเราก็เลยเหมือนถูก shape โดยละครทีวีฮ่องกงแนวกำลังภายใน, การ์ตูนเรื่อง BLUE SONNET, การ์ตูนเรื่อง CRYSTAL DRAGON, สิงห์สาวนักสืบ อะไรไปแล้วตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก

 

แต่ก็แปลกใจนะที่ตัวเองไม่อินกับ HARRY POTTER เพราะอย่างที่ทุกคนรู้ๆ กันว่าเราคลั่งไคล้เรื่องแม่มดและเวทมนตร์  แต่เราไม่ค่อยอยากแชร์อะไรพวกนี้มาที่ wall เราเพราะเหมือนคนอื่น ๆ ไม่สนใจกัน (เราก็เลยเข้าใจตัวละครนางเอกสองคนใน “เทอมสองสยองขวัญ” ที่ไม่กล้าบอกใคร ๆ ว่าเห็นผี เพราะเราเองก็ไม่อยากแปะเรื่องพวกนี้บน wall เยอะ ๆ เพราะกลัวสังคมจะรังเกียจ 55555)  

 

มันเหมือน HARRY POTTER นำเสนอโลกแม่มดในแบบที่ไม่ตรงใจเราน่ะ ส่วนหนังที่นำเสนอโลกไสยาศาสตร์ได้ตรงใจเรามากที่สุดก็คือ THE CONJURING: THE DEVIL MADE ME DO IT (2021, Michael Chaves) นี่แหละ และเราว่าหนังอย่าง SUSPIRIA ทั้งสองเวอร์ชั่น, THE CIRCLE (2015, Levan Akin, Sweden) และหนังของ Kuei Chih-hung นี่ก็เป็นอะไรที่โอเคมาก ๆ ในการนำเสนอ fantasy ทางไสยาศาสตร์

 

เหมือนเราเชื่อในความน่ากลัวของเวทมนตร์มั้ง เราก็เลยอินกับหนัง horror ที่พูดถึงแม่มด ในขณะที่เวลาเราดู HARRY POTTER เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเชื่อมโยงอะไรมากนักกับไสยาศาสตร์ในโลกแห่งความเป็นจริงที่เราหวาดกลัว

 

8.พอตัวละครอิทธิฤทธิ์สูง ๆ ใน THE SECRETS OF DUMBLEDORE มันเยอะมาก มันก็เลยเข้าทางเรามาก ๆ คือจริง ๆ ดูแล้วนึกถึง “8 เทพอสูรมังกรฟ้า” อะไรพวกนี้ ที่มีตัวละครอิทธิฤทธิ์สูง ๆ เยอะๆ  และต้องมีฉากสำคัญเป็นการเปิดเผยปมความจริงเรื่องชาติกำเนิดที่วัดเส้าหลิน อะไรทำนองนี้ 55555

 

ซึ่งพอเอามาเปรียบเทียบกับ “8 เทพอสูรมังกรฟ้า” แล้ว เราก็บอกได้ในทันทีว่า ถึงแม้เราจะชอบ SECRETS OF DUMBLEDORE มากที่สุดในบรรดา 11 ภาคที่ดูมา แต่มันก็เทียบไม่ติดกับความชอบที่เรามีต่อจักรวาลละครทีวีฮ่องกงกำลังภายในเลยนะ 555 เพราะสิ่งหนึ่งที่เราชอบสุด ๆ ในละครทีวีแบบ “8 เทพอสูรมังกรฟ้า” ก็คือการมีตัวละครเลว ๆ อิทธิฤทธิ์สูง ๆ หลาย ๆ ตัว “ที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกัน” น่ะ

 

คือเราอาจจะชอบ X-MEN, AVENGERS, SECRETS OF DUMBLEDORE อย่างสุด ๆ ก็จริง แต่ก็แอบเบื่อเล็กน้อยที่พอมันเป็นภาพยนตร์ ตัวละครมันมักจะเหลือแค่ 2-3 ฝ่ายน่ะ (ใน X-MEN มักจะแบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือฝ่ายพระเอก, ฝ่าย MAGNETO กับฝ่ายผู้ร้ายที่ร้ายกว่า MAGNETO) ซึ่งใน SECRETS OF DUMBLEDORE นี่เห็นได้ชัดเลย ว่าตัวละครอิทธิฤทธิ์สูง ๆ มันเยอะมาก แต่ก็เหมือนแบ่งออกมาแล้วเหลือแค่ 2 ฝ่ายปะทะกันเท่านั้นเอง ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่เข้าทางเรา

 

อะไรที่เราชอบจริง  ๆ ก็คือจักรวาลแบบละครทีวีฮ่องกงกำลังภายในที่มันมีตัวเลว “หลาย ๆ ฝ่าย” นี่แหละ อย่างใน  8 เทพอสูรมังกรฟ้านี่ก็มีทั้ง มู่หยงป๋อ+ มู่หยงฟู่, อิ๋วถังจื่อ, อาจื่อ, ติงชุนชิว, หลี่ชิวจุ้ย, แก๊ง 4 คนโฉด, หวังฮูหยิน, etc. ที่แต่ละคนก็เลว ๆ สุด ๆ มีอิทธิฤทธิ์สูงสุดๆ และแทบไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกันแต่อย่างใด ซึ่งเราว่าการสร้างจักรวาลตัวละครเลว ๆ แบบนี้นี่แหละที่มันถึงจะสอดคล้องกับที่เรารักและหลงใหลจริง ๆ

No comments: