Thursday, March 05, 2026

A BOOK CALLED RUTH BECKERMANN

 

ซื้อของขวัญวันเกิดให้ลูกหมีเป็นหนังสือ RUTH BECKERMANN ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับผู้กำกับภาพยนตร์ชาวออสเตรียคนโปรดของเรา เราเคยดูหนังสารคดีสองเรื่องของเธอ ซึ่งก็คือ THE WALDHEIM WALTZ (2018, Ruth Beckermann, Austria, A+30) และ MUTZENBACHER (2022, Ruth Beckermann, Austria, A+30) และเราก็ขอยกให้ MUTZENBACHER เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE FILMS OF ALL TIME ไปเลย และนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เราตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้

 

ตอนนี้ Ruth Beckermann กำกับภาพยนตร์มาแล้ว 17 เรื่อง

 

หนังเรื่อง FAVORITEN (2024, Ruth Beckermann, Austria, documentary) มีให้ดูฟรีในไทยทางเว็บไซท์ VIPA ด้วยนะ

 

เราสั่งซื้อหนังสือ RUTH BECKERMANN ทางเว็บไซท์ของ Columbia University Press ซึ่งเว็บไซท์นี้มีขายหนังสือของ Austrian Film Museum ด้วย สำนักพิมพ์นี้จัดพิมพ์หนังสือภาษาอังกฤษจำนวนมากเกี่ยวกับผู้กำกับภาพยนตร์ที่น่าสนใจ อย่างเช่น

 

1. Werner Schroeter กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด

ราคาเล่มละ 942 บาท

2. Robert Kramer

3. Maria Lassnig

4. Robert Beavers

5. Joe Dante

6. Romuald Karmakar กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด

ราคาเล่มละ 1040 บาท

Edited by Olaf Möller

7. Olivier Assayas

8. Gustav Deutsch กรี๊ดดดดดดดดดด

ราคาเล่มละ 867 บาท

9. Josef von Sternberg

10. Dziga Vertov

 

ไม่รู้เหมือนกันว่า ห้องสมุดของหอภาพยนตร์ ศาลายา มีหนังสือกลุ่มนี้บ้างหรือเปล่า

+++

 

ฉันรักเขา George Young from THE STRANGERS: CHAPTER 3 (2026, Renny Harlin, A+) และ MALIGNANT (2021, James Wan, A+30)

 

ฉันรักเขา Joe Alwyn from HAMNET (2025, Chloé Zhao), THE BRUTALIST (2024, Brady Corbet), KINDS OF KINDNESS (2024, Yorgos Lanthimos), THE FAVOURITE (2018, Yorgos Lanthimos) และ BILLY LYNN’S LONG HALFTIME WALK (2016, Ang Lee)

 

เราเพิ่งรู้ว่าเขาเคยเป็นแฟนกับ Taylor Swift 55555

 

+++

 

เมื่อวานเราโพสท์ถึงออสการ์หนังต่างประเทศไปแล้ว วันนี้ก็เลยมาขอเสริมว่า อีกสาขาที่เราอยากให้มีผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์นำเข้ามาฉายในไทยให้ครบทั้ง 5 รายชื่อผู้เข้าชิง ก็คือสาขา “นักแสดงนำหญิง”

 

เพราะว่าสาขานี้เป็นสาขาที่เรากับเพื่อน ๆ กะเทยมีความ obsessed กับมันตั้งแต่เราอยู่โรงเรียนมัธยมในทศวรรษ 1980 น่ะ อย่างที่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า เราชอบเล่นเกม “ฉันจองเป็นตัวละครตัวไหนในหนังเรื่องไหน” หรือ “ฉันจองเป็นนักแสดงคนไหน” อะไรทำนองนี้

 

คือตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เพื่อนกะเทยบางคนของเราก็จองเป็น Meryl Streep ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Jodie Foster ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Annette Bening ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Angelica Huston ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Goldie Hawn ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Cher ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Sharon Stone ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น จงฉู่หง ในหนังทุกเรื่อง

 

ส่วนเรานั้น จองเป็น Holly Hunter, Debra Winger, Judy Davis, Isabelle Adjani, หลินชิงเสีย, จางอ้ายเจีย, Yoko Minamino ในหนัง + ละครทุกเรื่อง ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา 55555

 

แล้วพอเรากับเพื่อน ๆ กะเทยชอบเล่นเกมนี้กันตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เพราะฉะนั้นเรากับเพื่อน ๆ ก็เลยเหมือนรู้สึกว่า ตัวเองได้เข้าชิงออสการ์ ไปด้วย เมื่อ “นักแสดงหญิง” ที่เราเลือกเป็น ได้เข้าชิงออสการ์ในแต่ละปี 55555

 

ตอนนี้ก็เลยได้แต่รอดูว่า SONG SUNG BLUE (2025, Craig Brewer) จะได้ลงโรงฉายในไทยไหม เพราะว่า Kate Hudson ได้ชิงออสการ์จากหนังเรื่องนี้ ส่วนผู้เข้าชิงอีก 4 รายนั้นหนังได้เข้าฉายในไทยครบแล้ว ทั้ง Jessie Buckley from HAMNET (2025, Chloé Zhao), Renate Reinsve from SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier, Norway), Emma Stone from BUGONIA (2025, Yorgos Lanthimos) และ Rose Byrne from IF I HAD LEGS, I’D KICK YOU (2025, Mary Bronstein)

 

เหมือนปีสุดท้ายที่หนังทั้ง 5 เรื่องในสาขานี้ ได้ลงโรงฉายในไทยครบหมดทุกเรื่อง ก็คือปี 2017 กับ 2018 นะ เพราะว่า THREE BILLBOARDS OUTSIDE EBBING, MISSOURI (2017, Martin McDonagh), THE SHAPE OF WATER (2017, Guillermo del Toro), I, TONYA (2017, Craig Gillespie), LADY BIRD (2017, Greta Gerwig), THE POST (2017, Steven Spielberg) ที่เข้าชิงในปี 2017 ก็ได้ลงโรงฉายในไทยครบหมดทุกเรื่อง และ THE FAVOURITE (2018, Yorgos Lanthimos), ROMA (2018, Alfonso Cuarón), THE WIFE (2018, Björn L. Runge), A STAR IS BORN (2018, Bradley Cooper) และ CAN YOU EVER FORGIVE ME? (2018, Marielle Heller, ฉายที่ Bangkok Screening Room) ที่เข้าชิงในปี 2018 ก็ได้ลงโรงฉายในไทยครบหมดทุกเรื่อง

 

แต่หลังจากนั้นหนังบางเรื่องที่เข้าชิงสาขานักแสดงนำหญิง ก็ไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้จัดจำหน่ายในไทย อย่างเช่น HARRIET (2019, Kasi Lemmons) ที่นำแสดงโดย Cynthia Erivo, MA RAINEY’S BLACK BOTTOM (2020, George C. Wolfe) ที่นำแสดงโดย Viola Davis, THE EYES OF TAMMY FAYE (2021, Michael Showalter) ที่นำแสดงโดย Jessica Chastain, TO LESLIE (2022, Michael Morris) ที่นำแสดงโดย Andrea Riseborough, NYAD (2023, Elizabeth Chai Vasarhelyi, Jimmy Chin) ที่นำแสดงโดย Annette Bening และ I’M STILL HERE (2024, Walter Salles, Brazil) ที่นำแสดงโดย Fernanda Torres ต่างก็ไม่ได้ลงโรงฉายในไทย

 

แล้วเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ เคยจองเป็น “นักแสดงหญิง” คนไหนบ้าง 55555

 

อันนี้เป็นรูปของ Isabelle Adjani จาก THE DRIVER (1978, Walter Hill) เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายทางช่อง 5 (ถ้าเราจำไม่ผิดนะ) ในช่วงทศวรรษ 1980 แล้วหนังเรื่องนี้ก็เลยเป็นสาเหตุให้เราจองเป็น Isabelle Adjani ในหนังทุกเรื่องตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

Wednesday, March 04, 2026

AN OSCAR HISTORICAL MOMENT IN THAILAND CINEMA

 

14. ABOUT A PLACE IN THE KINKI REGION (2025, Koji Shiraishi, Japan, A+30)

 

ตัวละครตัวนึงพูดคำว่า TADAIMA กับแม่ของตัวเอง (ถ้าเราฟังไม่ผิดนะ)

 

ฉันรักเขา Eiji Akaso from ABOUT A PLACE IN THE KINKI REGION (2025, Koji Shiraishi, Japan, A+30), 366 DAYS (2025, Takehiko Shinjo), 6 LYING UNIVERSITY STUDENTS (2024, Yuichi Sato), CHERRY MAGIC! THIRTY YEARS OF VIRGINITY CAN MAKE YOU A WIZARD ?!: THE MOVIE (2022, Hiroki Kazama, Japan, A+30)

 

ฉันรักเขา Rin Nose from ABOUT A PLACE IN THE KINKI REGION (2025, Koji Shiraishi, Japan, A+30) หน้าเขาอาจจะดูเด็ก แต่ตอนนี้เขามีอายุ 22 ปีแล้วนะ

 

ฉันรักเขา Yuchang Peng from GEZHI TOWN (2025, Sheng Kong, China, A+30)

 

ฉันรักเขา Xiao Zhan from GEZHI TOWN (2025, Sheng Kong, China, A+30)

 

+++

คำถาม : ถ้าหาก THE VOICE OF HIND RAJAB (2025, Kaouther Ben Hania, Tunisia) ได้ลงโรงฉายในไทยตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. 2026 เป็นต้นไป ตามกำหนดการที่วางไว้ นั่นก็เท่ากับว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ “ภาพยนตร์ที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังต่างประเทศทั้ง 5 เรื่อง” ได้รับการจัดจำหน่ายเพื่อออกฉายตามโรงภาพยนตร์ในประเทศไทย ครบทุกเรื่องหรือเปล่า

 

คือเราเริ่มดูหนังโรงในกรุงเทพอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ปี 1987 เป็นต้นมา แต่เหมือนกับว่า ในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 นั้น “ภาพยนตร์ที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังต่างประเทศ” ในแต่ละปี มักจะไม่ได้ฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทยครบทั้ง 5 เรื่องน่ะ แต่เราก็ไม่เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ด้านนี้แต่อย่างใดนะ ต้องให้ผู้ที่มีความรู้เรื่องนี้มาตอบว่า ก่อนหน้านี้เคยเกิดปรากฏการณ์แบบนี้มาก่อนหรือเปล่า

 

1. ตอนนี้หนังที่เข้าชิงออสการ์สาขาหนังต่างประเทศประจำปี 2025 ก็ได้เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทยไปแล้ว 4 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1.1 IT WAS JUST AN ACCIDENT (Jafar Panahi, France, A+30)

1.2 THE SECRET AGENT (Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30)

1.3 SENTIMENTAL VALUE (Joachim Trier, Norway, A+30)

1.4 SIRAT (Oliver Laxe, Spain, A+30)

 

เพราะฉะนั้นเมื่อ THE VOICE OF HIND RAJAB ได้ลงโรงฉายในไทยตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค.เป็นต้นไป ครั้งนี้จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลยหรือเปล่า ที่หนังที่เข้าชิงออสการ์สาขานี้ ได้รับการจัดจำหน่ายเพื่อลงโรงฉายในไทยครบทั้ง 5 เรื่อง

 

กราบขอบพระคุณผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ทั้ง 5 เรื่องนี้ในไทยมากๆ ค่ะ ที่ช่วยสร้างประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้ นึกว่าเรานอนตายตาหลับได้แล้ว หลังจากที่ “การเข้าถึงภาพยนตร์กลุ่มนี้” เคยเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ในทศวรรษ 1980 คือเหมือนกับว่า “ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ทั้ง 5 เรื่องนี้ในไทย” ได้ช่วย fulfill my dream ของเราในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา

 

และก็ขอขอบคุณผู้ชมทุกคนที่ตามดูหนังกลุ่มนี้ด้วย เพราะว่าถ้าหากไม่มีผู้ชมที่ตามดูหนังกลุ่มนี้ ก็คงจะไม่มีผู้จัดจำหน่ายซื้อหนังเหล่านี้เข้ามาฉายในไทยเช่นกัน

 

2. ในช่วงทศวรรษ 2020 นั้น ตัวอย่างของหนังที่เข้าชิงออสการ์สาขานี้ แต่ไม่ได้เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทย ก็มีเช่น

 

2.1 I’M STILL HERE (2024, Walter Salles, Brazil) ที่ชนะออสการ์สาขานี้ ก็ไม่ได้เข้าฉายในไทย

 

2.2 SOCIETY OF THE SNOW (2023, J.A. Bayona, Spain)

 

2.3 ARGENTINA, 1985 (2022, Santiago Mitre, Argentina)

 

2.4 LUNANA: A YAK IN THE CLASSROOM (2021, Pawo Choyning Dorji, Bhutan)

 

2.5 QUO VADIS, AIDA? (2020, Jasmila Zbanic, Bosnia and Herzegovina)

 

3. ในช่วงทศวรรษ 2010 นั้น ตัวอย่างของหนังที่เข้าชิงออสการ์สาขานี้ แต่ไม่ได้เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทย ก็มีเช่น

 

3.1 HONEYLAND (2019, Tamara Kotevska and Ljubomir Stefanov, North Macedonia)

 

3.2 NEVER LOOK AWAY (2018, Florian Henckel von Donnersmarck, Germany)

 

3.3 THE INSULT (2017, Ziad Doueiri, Lebanon)

 

3.4 TANNA (2016, Martin Butler, Bentley Dean, Australia)

 

3.5 A WAR (2015, Tobias Lindholm, Denmark)

 

3.6 TANGERINES (2014, Zaza Urushadze, Estonia)

 

3.7 OMAR (2013, Hany Abu-Assad, Palestine)

 

3.8 A ROYAL AFFAIR (2012, Nikolaj Arcel, Denmark)

 

3.9 BULLHEAD (2011, Michaël R. Roskam, Belgium)

 

3.10 INCENDIES (2010, Denis Villeneuve, Canada, A+30)

 

INCENDIES กับ OUTSIDE THE LAW (2010, Rachid Bouchareb, Algeria) เคยฉายในโรงภาพยนตร์ของสมาคมฝรั่งเศสในกรุงเทพ แต่เหมือนสองเรื่องนี้ไม่ได้รับการ commercially released ตามโรงภาพยนตร์ในไทย ส่วน BIUTIFUL (2010, Alejandro González Iñárritu, Mexico) นั้น ชญานินบอกว่าเคยเข้าฉายเชิงพาณิชย์ที่โรงลิโด ทางด้าน IN A BETTER WORLD (2010, Susanne Bier, Denmark) กับ DOGTOOTH (2010, Yorgos Lanthimos, Greece) นั้น เคยเข้าฉายตามเทศกาลภาพยนตร์ในกรุงเทพ

 

4. ในช่วงทศวรรษ 2000 นั้น ตัวอย่างของหนังที่เข้าชิงออสการ์สาขานี้ แต่ไม่ได้เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทย ก็มีเช่น

 

4.1 THE SECRET IN THEIR EYES (2009, Juan José Campanella, Argentina) ที่ชนะออสการ์

 

4.2 REVANCHE (2008, Götz Spielmann, Austria)

 

4.3 12 (2007, Nikita Mikhalkov, Russia)

 

4.4 AFTER THE WEDDING (2006, Susanne Bier, Denmark)

เหมือนปีนั้นขาดแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวนะ เพราะว่า THE LIVES OF OTHERS (Florian Henckel von Donnersmarck, Germany), DAYS OF GLORY (Rachid Bouchareb, Algeria), PAN’S LABYRINTH (Guillermo del Toro, Mexico) และ WATER (Deepa Mehta, Canada) ได้เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทยทั้ง 4 เรื่อง

 

4.5 MERRY CHRISTMAS (2005, Christian Carion, France)

 

4.6 AS IT IS IN HEAVEN (2004, Kay Pollak, Sweden)

 

4.7 ZELARY (2003, Ondrej Trojan, Czech)

 

4.8 ZUS & ZO (2002, Paula van der Oest, Netherlands)

 

4.9 NO MAN’S LAND (2001, Danis Tanovic, Bosnia and Herzegovina) ซึ่งเป็นผู้ชนะออสการ์

 

4.10 หนังที่เข้าชิงปี 2000 นี่ได้ฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทยครบทั้ง 5 เรื่องมั้ง เพราะว่า CROUCHING TIGER, HIDDEN DRAGON (Ang Lee, Taiwan) ได้รับการจัดจำหน่ายในไทย ส่วน AMORES PERROS (Alejandro González Iñárritu, Mexico) ก็เหมือนเพิ่งได้รับการจัดจำหน่ายให้ฉายตามโรงภาพยนตร์ micro cinema ในไทยในปีนี้ อย่างไรก็ดี ในส่วนของ DIVIDED WE FALL (Jan Hrebejk, Czech), EVERYBODY’S FAMOUS! (Dominique Deruddere, Belgium) และ THE TASTE OF OTHERS (Agnes Jaoui, France) นั้น หนังทั้ง 3 เรื่องนี้ได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ในกรุงเทพ แต่ไม่ได้รับการฉายแบบ commercially released ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ

 

5. ในช่วงทศวรรษ 1990 นั้น ตัวอย่างของหนังที่เข้าชิงออสการ์สาขานี้ แต่ไม่ได้เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทย ก็มีเช่น

 

5.1 CARAVAN (1999, Éric Valli, Nepal)

 

5.2 TANGO (1998, Carlos Saura, Argentina)

จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ได้ฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์นะ 55555 แต่ก็ถือว่าไม่ได้รับการ commercially released ในไทย

 

5.3 SECRETS OF THE HEART (1997, Montxo Armendáriz, Spain)

 

5.4 PRISONERS OF THE MOUNTAINS (1996, Sergei Bodrov, Russia)

 

5.5 O QUATRILHO (1995, Fábio Barreto, Brazil)

 

5.6 BURNT BY THE SUN (1994, Nikita Mikhalkov, Russia) ซึ่งเป็นผู้ชนะออสการ์สาขานี้

 

5.7 HEDD WYN (1993, Paul Turner, UK)

 

5.8 SCHTONK! (1992, Helmut Dietl, Germany)

 

5.9 CHILDREN OF NATURE (1991, Fridrik Thor Fridriksson, Iceland)

 

5.10 JOURNEY OF HOPE (1990, Xavier Koller, Switzerland) ซึ่งเป็นผู้ชนะออสการ์สาขานี้

 

6. ในช่วงทศวรรษ 1980 นั้น ตัวอย่างของหนังที่เข้าชิงออสการ์สาขานี้ แต่ไม่ได้เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทย ก็มีเช่น

 

6.1 WHAT HAPPENED TO SANTIAGO (1989, Jacobo Morales, Puerto Rico)

 

6.2 THE MUSIC TEACHER (1988, Gérard Corbiau, Belgium)

 

6.3 THE FAMILY (1987, Ettore Scola, Italy)

 

6.4 ’38 – VIENNA BEFORE THE FALL (1986, Wolfgang Glück, Austria)

 

ข้อมูลข้างต้นมาจาก “ความทรงจำ” ของเราเองนะ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถูกต้องหรือเปล่า บางทีหนังบางเรื่องในรายชื่อข้างต้นอาจจะเคย commercially released ตามโรงภาพยนตร์ในไทยก็ได้ แต่เราจำไม่ได้เอง ถ้าหากใครมีข้อมูลที่ถูกต้อง ก็มา comment ได้นะ

 

คือเหมือนกับว่า ในทศวรรษ 1980 นั้น เราเองก็อยากดูหนังที่เข้าชิงออสการ์สาขานี้มาก ๆ น่ะ แต่มันเหมือนแทบไม่ได้รับการจัดจำหน่ายตามโรงภาพยนตร์ในไทยเลย และมันเข้าถึงได้ยากมาก ๆ คือในยุคนั้น บางเรื่องก็อาจหาซื้อได้ในรูปแบบวิดีโอเถื่อนในราคาม้วนละ 200 บาท แต่บางเรื่องอย่าง WHAT HAPPENED TO SANTIAGO (1989, Jacobo Morales, Puerto Rico) นี่ เราก็อาจจะหาซื้อได้ยากแม้แต่ในรูปแบบของวิดีโอเถื่อนก็ตาม

 

เพราะฉะนั้นการที่หนังที่เข้าชิงออสการ์สาขานี้ ได้เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทยครบทั้ง 5 เรื่องในปีนี้ มันก็เลยเหมือน fulfill my dream ของเราเมื่อ 40 ปีก่อนมาก ๆ และมันก็อาจจะสะท้อนให้เห็นว่า “กลุ่มผู้ชมภาพยนตร์ในไทย” และ “บริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในไทย” มีความเปลี่ยนแปลงไปในแบบที่เข้าทางเราอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเมื่อ 40 ปีที่แล้ว

 

แต่อย่างที่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้กันดีว่า เราเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับรางวัลออสการ์มากนักนะ แต่เราก็มองว่า ถ้าหาก “โรงภาพยนตร์” หรือ “บริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์” ไม่สนใจแม้แต่จะฉายหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ มันก็คงจะยากมากขึ้นไปอีก ที่จะมีคนนำเอาหนังที่เข้าทางเราจริง ๆ พวกหนังของ Fred Kelemen, Alexander Kluge, Jean-Marie Straub, Philippe Grandrieux, Yoshishige Yoshida, Valerio Zurlini, Matías Piñeiro, Julio Bressane, Mani Kaul, Wang Bing, etc. มาฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทย เราก็เลยมองว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ถือเป็น “ความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เข้าทางเรา” อย่างน่าพึงพอใจมากแล้วล่ะ

 

กราบขอบพระคุณบริษัทผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ในไทย และผู้ชมหนังกลุ่มนี้ในไทยมาก ๆ ค่ะ

 

ส่วนหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานี้ ที่เราได้ดูในโรงภาพยนตร์เป็นเรื่องแรกของชีวิต ก็น่าจะเป็น THREE MEN AND A CRADLE (1985, Coline Serreau, France) มั้ง โดยเราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงภาพยนตร์ Scala แต่จำไม่ได้ว่าได้ดูในปีอะไร น่าจะเป็นปีใดปีนึงนี่แหละในช่วงปลายทศวรรษ 1980

  

 

Tuesday, March 03, 2026

SUKEBAN GIRL GROUPS

 

IMAGINARY FILM/TV SERIES: “สิงห์สาวเกิร์ลกรุ๊ป”

 

เพื่อนเห็นข่าวนี้แล้วบอกว่า “นี่คือตัวละครที่จะมาปะทะกับ ซากิ อาซามิยะ แน่ ๆ”  ซึ่งเราก็เห็นด้วยมาก ๆ นึกว่าถ้ามีการสร้าง SUKEBAN DEKA หรือ “สิงห์สาวนักสืบ” ภาคใหม่ ตัวร้ายในละครสามารถถอดแบบมาจากเด็กสาวคนนี้ได้เลย

 

อยากให้ SUKEBAN DEKA ภาคใหม่ มี “สิงห์สาว” สองกลุ่มแข่งขันกัน กลุ่มหนึ่งเป็น “วงเกิร์ลกรุ๊ปของญี่ปุ่น” ที่เบื้องหลังเป็น female ninjas ที่ถูกฝึกมาเพื่อจัดการกับตัวร้ายและบรรดาสมุนของตัวร้ายตัวนี้โดยเฉพาะ ส่วนอีกกลุ่มเป็น “วงเกิร์ลกรุ๊ปของเกาหลีใต้” ที่เบื้องหลังก็เป็น female assassins เช่นกัน ทั้งสองเกิร์ลกรุ๊ปนี้ต่างก็ร่วมมือกันในบางครั้งและแข่งขันกันในบางครั้งในการกำจัดตัวร้ายตัวนี้และในการขายผลงานเพลงของตนเอง

 

นึกถึง Shinji Wada ที่เป็นคนเขียนการ์ตูน SUKEBAN DEKA เพราะว่า Shinji Wada ก็แต่งการ์ตูนเรื่อง KAITO AMARYLLIS (1991-1995) ที่ตัวละครนางเอกเป็น “นักร้องสาวที่เบื้องหลังเป็นจอมโจรสาวที่มีวิทยายุทธสูงมาก” แต่นางเอกเผชิญกับคู่แข่งในวงการเพลงที่เป็นนักร้องสาวที่สามารถใช้ “พลังเสียงของตนเองในการระเบิดตึกระเบิดอาคารได้”!!!!!!! (ถ้าจำไม่ผิดนะ) เสียดายที่ KAITO AMARYLLIS ไม่เคยได้รับการดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์หรือละครทีวีเลย แต่เราคิดว่ามันสามารถเอามาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์โดยผสมรวมกับ SUKEBAN DEKA ได้เลยตามย่อหน้าข้างต้น

 

แน่นอนว่าในช่วงท้าย end credit จะมี CHARLIE’S ANGELS โผล่มาเป็นดารารับเชิญ

Monday, March 02, 2026

SALLY YEH

 

ขอบคุณมาก ๆ ครับ เป็นหนัง 4 เรื่องที่ผมไม่เคยดู แต่ก็อยากดูมาก ๆ

 

อันของ James Benning นั้น ตอนแรกสงสัยว่าจะเป็น

 

1. LITTLE FOREST: SUMMER/AUTUMN (2014, Junichi Mori)

 

2. PETITE MAMAN (2021, Céline Sciamma)

 

เพราะมันก็มีป่า ๆ ร่มรื่นในหนังสองเรื่องนี้เหมือนกัน

 

ส่วนอันของ THE LITTLE GIRL WHO SOLD THE SUN (1999) นั้น ตอนแรกเราแอบเดาว่าอาจจะเป็น LITTLE SENEGAL (2000, Rachid Bouchareb) ซึ่งก็ถือว่าใกล้เคียงในแง่ของปีฉาย และความเกี่ยวข้องกับประเทศ Senegal 55555

 

ส่วนอันของ Helke Misselwitz นั้น เราเห็นรูปแล้วรู้สึกว่ามันมีความ Mia Hansen-Love แต่เช็คดูแล้วเธอไม่เคยกำกับหนังที่มีชื่อ small กับ little 555555

 

ส่วนอันของ Sho Miyake นั้น ตอนแรกเรานึกว่ามันคือ OUR LITTLE SISTER (2015, Hirokazu Koreeda) แต่มันไม่มีตัวละครหน้าตานี้ 555

+++++++

 

TAXIBOL (2023, Tommaso Santambrogio, Italy, about Cuba and Philippines, 50min, A+30)

 

HERE (2009, Ho Tzu Nyen, Canada/Singapore, A+30)

 

THE HUMAN SURGE (2016, Eduardo Williams, Argentina/Brazil, about Mozambique and Philippines, A+30)

++++

 

เมื่อวานเราได้ดูหนังสั้นฮ่องกงดี ๆ มากมายหลายเรื่องในงานฉายหนังที่ Buffalo Bridge Gallery เราก็เลยนึกถึงงานฉายหนังอินดี้ฮ่องกงในกรุงเทพในปี 1999 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นในปี 1999

 

ตอนนั้นมีการฉายหนังฮ่องกงเรื่อง

 

1. HONG KONG ROAD MOVIE (Fung Bing Fai)

2. I AM A WOMAN (Connie Lam)

3. AH MING (Hui Nga Shu)

4. MR. SALMON (Peter Ng Seung Ho)

5. HAPPY VALLEY (WAITING AT T ZERO) (Chan Kam Lok)

6. TIME AS A DIMENSION (Tang Pak Kin)

7. THE WINDOW (Kevin Tsang Fung Chi)

8. I LOVE MY COUNTRY’S SKY (Hung Keung)

9. FOUL BALL (Yuen Kin)

10. HONG KONG GUY (Lo Hoi Ying)

11. THIN (Wong Wing Kam)

12. 3/8 24.00 (Karl Cheung)

13. NEON GODDESSES (1996, Yu Lik Wai)

14. IN THE DUMPS (1997, Kwok Wai Lun)

15. BETRAYAL (1996, Vincent Chui)

16. PRIVATE INVESTIGATION (1999, Chow Leung)

17. LIFE IS ELSEWHERE (Simon Chung)

18. STANLEY BELOVED (Simon Chung)

19. KILLER (Kwok Yiu Wah)

20. 3 MILES FROM CHINA (Mo Lap Kei)

21. MOMENTO (Wong Man Kit)

22. LONG DISTANCE (Vincent Chui + Alex Lai)

23. DREAMTRIPS (1999, Kal Ng, 90min)

24. CROSS HARBOUR TUNNEL (1999, Lawrence Wong)

 

เราชอบหนังฮ่องกงหลายเรื่องที่ฉายในงานปี 1999 มาก ๆ ด้วยเช่นกัน ดีใจที่ได้ดูหนังอินดี้ฮ่องกงดี ๆ เหล่านี้ในกรุงเทพ ทั้งในปี 1999 และในปี 2026

 

++++

 

ชอบไอเดียของเพื่อนมาก ๆ เพื่อนบอกว่าอยาก recreate ซีนนพนภาตบกับมุนินทร์ แต่ตบบน “บันไดเลื่อนขึ้น” แล้วพอร่างกลิ้งลงไป ร่างก็เลยกลิ้งลงไปไม่ถึงพื้นสักที เพราะร่างมันกลิ้งย้อนบันไดที่มันเลื่อนขึ้นมาเรื่อย ๆ

 

คลิปนี้ไม่ใช่ซีนที่เราคิดไว้ในหัวนะ แต่เราอยากให้มีคนทำซีนแบบข้างต้นขึ้นมาจริง ๆ เป็นซีนสองสาว “ตบกันอย่างรุนแรงแล้วกลิ้งย้อนบันไดเลื่อน”

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1308120491154851

 

+++++++++

 

Favorite Soundtrack of the Year: TREASURE (1990) by เยี่ยเชี่ยนเหวิน (Sally Yeh) ในภาพยนตร์เรื่อง BIG BIG COMPANY (Shing Lee, 10min, A+30)

 

เราได้ดูหนังเรื่อง BIG BIG COMPANY ในงานฉายหนังสั้นฮ่องกงที่จัดโดย Wildtype ในวันเสาร์ที่ผ่านมา เราชอบเพลงประกอบของหนังอย่างสุดขีดมาก ๆ มันคือเพลงจีนที่ใช้ทำนองเดียวกับเพลง “ฉันไม่ใช่นางเอก” ของตั๊ก ศิริพร

 

ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด เพลงที่ใช้ประกอบหนังเรื่อง BIG BIG COMPANY น่าจะเป็นเพลง TREASURE ของเยี่ยเชี่ยนเหวิน เพลงเพราะมาก ๆๆๆๆๆๆๆ เพราะพอ ๆ กับเวอร์ชั่นของตั๊ก ศิริพร เลย

 

ส่วนเวอร์ชั่นของตั๊ก ศิริพร นั้น เราก็กราบเนื้อร้องภาษาไทยที่แต่งโดยคุณแจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์มาก ๆ เพลง “ฉันไม่ใช่นางเอก” นี่ถือเป็น one of my most favorite Thai songs of all time เลย

 

มีอะไรกับฉันหรือคะ
คุณพระเอก
จึงมายืนทำซึมเหม่อลอยอย่างกับในหนัง
ฉันคงไม่ใช่นางเอก
อยู่ในบทต้องอดต้องทน
แสนใจเย็นหวานนิ่มสิ้นสมัย

ถ้าไม่มีอะไรแล้ว
ฉันต้องขอตัว
กลัวน้ำตาความหลังจะรั่วออกมาให้เห็น
เพราะน้ำตาฉันมีค่า
หากจะหลั่งต้องเหตุจำเป็น
ไม่อยากหลั่งให้ความหลัง
ที่เก่าไป (อาฮาฮ้า)

ไปเถอะไปจงไปไปเสีย
ไปให้ไกลไกล
เจอกับฉันที่ใดไม่ต้องมาทัก
ฉันจะพักเรื่องรักเรื่องรกเรื่องราวในใจ
ไปเถอะไปให้ไกลเท่าใดยิ่งดี

ถ้าไม่มีอะไรแล้ว
ฉันต้องขอตัว
กลัวน้ำตาความหลังจะรั่วออกมาให้เห็น
เพราะน้ำตา
ฉันมีค่า

หากจะหลั่งต้องเหตุจำเป็น
ไม่อยากหลั่งให้ความหลัง
ที่เก่าไป (อาฮาฮ้า)

ไปเถอะไปจงไปไปเสีย
ไปให้ไกลไกล
เจอกับฉันที่ใดไม่ต้องมาทัก
ฉันจะพักเรื่องรักเรื่องรกเรื่องราวในใจ
ไปเถอะไปให้ไกลเท่าใดยิ่งดี (ว้าโฮ)

ไปเถอะไป ไปเสียไปสิไปที่เคยไป
ย้อนกลับมาทำไมกันอีกตรงนี้
เข้าทางไหนออกไปทางนั้น
ทางเดิมแหละดี
ที่นี่คงไม่มีเรื่องน่าสนใจ
ที่นี่คงไม่มีนางเอกหนังใคร

 

ลิงค์ไปยังเพลงของ เยี่ยเชี่ยนเหวิน อยู่ใน comment

 

TREASURE (1990) – เยี่ยเชี่ยนเหวิน

https://youtu.be/LZe9E8TAT8o?si=Q5mWtpdnoxNL8epv

 

อันนี้เป็นคำแปลเนื้อร้องของ TREASURE

https://lyricstranslate.com/en/sally-yeh-zancung-treasure-english

 

ฉันไม่ใช่นางเอก

https://youtu.be/sMz7Xg9EVK0?si=5KgzNQMcugEWw6xk

 

+++

 

ประกาศเตือน

 

พี่นาค 5 กับ HOPPERS (2026, Daniel Chong) จะเข้าฉายในไทยในวันอังคารที่ 3 มี.ค. เนื่องในวันมาฆบูชา เพราะฉะนั้นจะมีหนังมากมายหลายเรื่อง ที่ฉายทั่วไทยในวันจันทร์ที่ 2 มี.ค. “เป็นวันสุดท้าย”

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากใครอยากดูหนังหลาย ๆ เรื่องที่ยังคงมีฉายอยู่ในตอนนี้ ก็ต้องรีบออกไปดูในวันจันทร์ที่ 2 มี.ค.นะ เพราะพอเข้าวันอังคารที่ 3 มี.ค. หนังเรื่องนั้นก็อาจจะหลุดออกจากโรงไปแล้ว หรือไม่ก็หาโรงหารอบฉายได้ยากกว่าเดิมมาก ๆ จ้ะ

 

Friday, February 27, 2026

I KNOW YOU SCREAMED LAST SUMMER

 

13. 5 CENTIMETERS PER SECOND (2025, Yoshiyuki Okayama, Japan, 123min, A+30)

 

ตัวละคร Akari Shinohara ในวัยเด็ก (Noa Shiroyama) พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

+++

 

เราตอบได้แค่ 7 จาก 12 เรื่อง

 

1. SMALL TOYS (1933, Yu Sun, China)

เรื่องนี้เราเคยดู ชอบมาก ๆ

 

2. SONG OF THE LITTLE ROAD (PATHER PANCHALI) (1955, Satyajit Ray, India)

เรื่องนี้เราเคยดู ชอบมาก ๆ

 

3. LITTLE BY LITTLE (1970, Jean Rouch, France/Niger)

หนึ่งในหนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2025

 

5. SMALL CHANGE (1976, François Truffaut, France)

เรายังไม่เคยดู

 

6. THE LITTLE GIRL WHO CONQUERED TIME (1983, Nobuhiko Obayashi, Japan)

เรื่องนี้เราเคยดูแล้ว

 

9. เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล LAST LIFE IN THE UNIVERSE (2003, Pen-ek Ratanaruang)

เรื่องนี้เราเคยดูแล้ว

 

12. SMALL HOURS OF THE NIGHT (2024, Daniel Hui, Singapore)

หนึ่งในหนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2025

************

 

ตอนนี้เรามั่นใจ 100 % เต็มว่า ผู้สร้างละครทีวีญี่ปุ่นเรื่อง “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” หรือ SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, 42 episodes, A+30) นั้น เป็น cinephile อย่างแน่นอน 55555 ละครเรื่องนี้นำแสดงโดย Yoko Minamino หรือ Nanno และเราเคยดูตอนมันมาฉายทางช่อง 5 ในปี 1987-1988 หรือเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน

 

ความ cinephilia ของละครทีวีเรื่องนี้

 

1. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 16” ตอนนี้เป็นตอนที่จงใจ tribute ให้ Sergei Eisenstein กับ Sergio Leone ตามคลิปที่เราแปะไปแล้ว

 

2. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 24 กับ 25” สองตอนนี้เป็นตอนที่จงใจ tribute ให้ภาพยนตร์เรื่อง VERTIGO (1958, Alfred Hitchcock)  และมันออกมาหนักมาก ๆ ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

3. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 10” ตอนนี้ tribute ให้กับ CASABLANCA (1942, Michael Curtiz)

 

กราบขอบพระคุณคุณ Suriya Sangkarat มาก ๆ ที่แจ้งข้อมูลเรื่อง CASABLANCA นี้

 

คือการ tribute ในตอนนี้มันหนักมาก เพราะว่า

 

3.1 มีการใช้เพลง AS TIME GOES BY จากหนังเรื่อง CASABLANCA มาประกอบทั้งตอนนี้

 

3.2 มีการใช้ภาพและโปสเตอร์จาก CASABLANCA มาประกอบในละคร

 

3.3 ร้านกาแฟในละครเรื่องนี้ก็ตั้งชื่อว่าร้าน CASABLANCA

 

3.4 ตัวละครก็เล่นเปียโนเหมือนในหนัง

 

3.5 พล็อตเรื่องของตอนนี้ก็มาจาก CASABLANCA เลย เพียงแต่สลับเพศกัน เพราะในตอนนี้ ยูกิโนะพยายามช่วยเหลือ “แฟนเก่า” และ “แฟนใหม่ของแฟนเก่า” ในการหลบหนีจากกลุ่มผู้ร้าย เธอกับสิงห์สาวอีกสองคนออกไปฟาดฟันเหล่าร้ายเพื่อช่วยเหลือ “แฟนเก่า” และ “แฟนใหม่ของแฟนเก่า” และยูกิโนะก็พา “แฟนเก่า” และ “แฟนใหม่ของแฟนเก่า” ขึ้นเครื่องบินของเธอเพื่อหลบหนีออกจากญี่ปุ่นในช่วงท้ายของตอน

 

3.6 บทสนทนาในละครตอนนี้ก็ดัดแปลงมาจาก CASABLANCA  อย่างเช่น

 

3.6.1

Rick: Of all the gin joints, in all the towns, in all the world, she walks into mine.

 

3.6.2

  • Yvonne: Where were you last night?
  • Rick: That's so long ago, I don't remember.
  • Yvonne: Will I see you tonight?
  • Rick: I never make plans that far ahead.

 

3.6.3

  • Ilsa: You're saying this only to make me go.
  • Rick: I'm saying it because it's true. Inside of us, we both know you belong with Victor. You're part of his work, the thing that keeps him going. If that plane leaves the ground and you're not with him, you'll regret it. Maybe not today. Maybe not tomorrow, but soon and for the rest of your life.

 

กราบผู้สร้างละครทีวีญี่ปุ่นเรื่อง SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, 42 episodes, A+30) มาก ๆ เราเคยกรี๊ดอย่างสุดเสียงให้กับละครทีวีเรื่องนี้ไปแล้วในปี 1987-1988 และพอเราย้อนกลับมาดูละครทีวีเรื่องนี้อีกครั้งในปี 2026 เราก็ร้องกรี๊ดสุดเสียงอีกรอบให้กับความเป็น cinephile ของผู้สร้างละครทีวีเรื่องนี้

+++++

 

พอเราเห็นว่า POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski, France/West Germany, A+30) จะมาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราก็เลยนึกถึง “หนึ่งในหนังไทยที่น่าเสียดายที่สุด” เรื่อง “ผีโป๊สะดือพูดและสิวของนุกนิก” หรือ FROM A PIMPLE TO NIRVANA (2013, Amorn Harinnitisuk, 130min, B+ ) ที่นำแสดงโดย โบวี่ อัฐมา ชีวนิชพันธ์

 

ที่เราว่า “น่าเสียดาย” ก็เป็นเพราะว่า เราว่าไอเดียบางอย่างของหนังเรื่องนี้มันเข้าทางเรา แต่การ execution ไอเดียดังกล่าวออกมาเป็นหนัง และองค์ประกอบต่าง ๆ ของหนังมันทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ หนังมันเลยออกมาไม่ค่อยน่าประทับใจ คือเราว่าถ้าหากเอาไอเดียบางอย่างของหนังเรื่องนี้มาพัฒนาต่อยอดใหม่ แล้ว execution มันออกมาให้ดี หนังเรื่องนี้มันจะกลายเป็น “หนังไทยที่สามารถสู้รบปรบมือกับ POSSESSION ได้” เพราะตัวละครนางเอกของ “ผีโป๊สะดือพูดและสิวของนุกนิก” มันถือเป็นตัวละครหญิงบ้าที่รุนแรงที่สุดตัวนึงของหนังไทย

 

อีกอย่างที่สงสัยก็คือว่า “ผีโป๊สะดือพูดและสิวของนุกนิก” นี่ มันถือเป็นหนัง body horror ได้หรือเปล่า 55555

++++

 

IMAGINARY FILM: I KNOW YOU SCREAMED LAST SUMMER

 

พอดู SCREAM 7 (2026, Kevin Williamson, A+30) แล้วก็ต้องบอกว่า เราอาจจะชอบภาคนี้น้อยที่สุดในทั้ง 7 ภาคนะ หรือไม่ก็ชอบในระดับรองต่ำสุด ตอนนี้ยังตัดสินใจไม่ได้ แต่ก็ยังชอบในระดับ A+30 อยู่ดี และก็อยากจะดูภาค 8 ในปีหน้า อยากให้สร้างกันออกมาทุกปี 55555

 

เราว่าเราชอบ SCREAM 7 น้อยกว่า I KNOW WHAT YOU DID LAST SUMMER ภาค 3 (2025, Jennifer Kaytin Robinson, A+30) อีกด้วยนะ แต่เราอยากให้สองจักรวาลนี้มา intersect กันมาก ๆ อยากให้ตัวละครที่รอดชีวิตจาก SCREAM 7 มาผจญภัยร่วมกับ Brandy และ Jennifer Love Hewitt ในภาคใหม่

 

สรุปว่า เราอยากให้ SCREAM 8 กับ I KNOW WHAT YOU DID LAST SUMMER ภาค 4 รวมเข้าด้วยกันเป็นหนังเรื่องเดียวกันไปเลย เป็น I KNOW YOU SCREAMED LAST SUMMER หรืออะไรทำนองนี้

 

ส่วนการรวมสองจักรวาลนี้เข้าด้วยกัน ก็ทำได้ไม่ยาก วิธีนึงที่อาจทำได้ ก็คือการให้ตัวละคร Ghostface กลุ่มใหม่ที่วางแผนจะฆ่ากลุ่มตัวละครใน SCREAM กับตัวละคร The Fisherman กลุ่มใหม่ที่วางแผนจะฆ่า Jennifer Love Hewitt กับ Brandy มานั่งรถไฟขบวนเดียวกัน หรือฆาตกรทั้งสองกลุ่มอาจจะเจอกันใน dark web และฆาตกรทั้งสองกลุ่มก็เลยวางแผนว่าจะสลับกันฆ่าเหยื่อของอีกกลุ่มนึง เพื่อให้ตำรวจ/ตัวละครฝ่ายเหยื่อ สืบหาความเชื่อมโยง/ต้นตอ/แรงจูงใจของกลุ่มฆาตกรได้ยากมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการ tribute ให้ STRANGERS ON A TRAIN (1951, Alfred Hitchcock) 55555

 

ลำดับความชอบหนังชุด SCREAM

 

1. SCREAM (1996, Wes Craven, A+30)

 

2. SCREAM 3 (2000, Wes Craven)

Parker Posey กับ Emily Mortimer คือสองสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราชอบภาคนี้อย่างรุนแรงมาก

 

ฉากอ่านบทจากเครื่องแฟกซ์ในภาคนี้ ก็ถือเป็นฉากคลาสสิคสำหรับเรา

 

3. SCREAM 5 (2022, Matt Bettinelli-Olpin, Tyler Gillett)

 

สองประโยคจากหนังเรื่องนี้นื่ถือว่าเป็นประโยคคลาสสิคสำหรับเราไปเลย

 

3.1 “I'm Sidney fucking Prescott, of course I have a gun.”

 

3.2 Amber Freeman: [Runs outside crying and screaming] Help me! Help me! He stabbed me!

 

4. SCREAM 2 (1997, Wes Craven)

 

ฉากเปิดนี่คลาสสิคมาก ๆ ฉากฆ่ากันกลางวันแสก ๆ กลางมหาวิทยาลัยก็รุนแรงมาก ๆ

 

5. SCREAM 6 (2022, Matt Bettinelli-Olpin, Tyler Gillett)

 

เราชอบฉากรถไฟในภาคนี้

 

6. SCREAM 4 (2011, Wes Craven)

 

7. SCREAM 7 (2026, Kevin Williamson, A+30)

 

เราว่าองก์ท้ายของภาค 7 มีปัญหามากพอสมควร แต่ในอนาคตเราอาจจะชอบภาค 7 มากกว่าภาค 4 ก็ได้ ต้องรอดูต่อไปว่าภาคนี้จะสร้างความประทับใจต่อเราในระยะยาวได้มากน้อยแค่ไหน

AFTERIMAGES: HONG KONG INDEPENDENT SHOWCASE

 FOR ENGLISH please scroll down


เป็นเวลานับหลายทศวรรษที่โลกรับรู้ภาพยนตร์ฮ่องกงผ่านการผูกขาดด้วยความถวิลหาอันรุนแรงที่มีต่อ "ยุคทอง" วาทกรรมนี้ถูกสร้างขึ้นบนลัทธิออเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นหนังแอคชันเริงระบำของจอห์น วู, ความโหยให้ชุ่มแสงนีออนของ หว่องกาไว หรือพลวัตอำนาจที่ผ่านการคำนวณมาอย่างดีของตู้ฉีฟง แม้โครงสร้างนี้จะสร้างประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของความสำเร็จในเชิงอุตสาหกรรม แต่มันกลับบดบังการขยับตัวของแผ่นเปลือกโลกที่เกิดขึ้นลึกลงไปใต้พื้นผิวโดยไม่ตั้งใจ "ยุคทอง" ที่ว่านี้แท้จริงแล้วคือยุคสมัยสนธยาแห่งอาณานิคม ที่ซึ่งตัวตนของเมืองถูกหลอมขึ้นท่ามกลางเปลวไฟแห่งการค้า

ในช่วงยี่สิบปีก่อนจะถึงปี 2019 พลังชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้น เป็นพลังที่กระจัดกระจาย อยู่ตามริมขอบของประวัติศาสตร์ และมักจะเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเงิน ทว่ามันกลับกระจ่างชัด เฉียบคมราวกับใบมีด ในขณะที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ของฮ่องกงเริ่มพึ่งพาตลาดจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ มันก็ได้เข้าสู่กระบวนการ "ตัดแต่งกิ่งก้านของตัวเอง" โดยการสลัดทิ้งความอ่อนไหวต่อความเป็นจริงทางสังคมและการเมืองในท้องถิ่นเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ในสุญญากาศนี้เองที่ "ภาพยนตร์อิสระ" ได้กลายเป็น "รอยแยก" อันสำคัญยิ่ง—เป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวที่ภาพสะท้อนที่แท้จริงของเมืองยังคงหลงเหลืออยู่โดยไม่ถูกบิดเบือน

ในช่องว่างเหล่านี้ ความเจ็บปวด การต่อต้าน และความจริงอันดิบเถื่อนที่ไม่มีวันผ่านประตูโรงภาพยนตร์กระแสหลักไปได้ ต่างเติบโตขึ้น ภาพยนตร์อิสระจึงเป็นมากกว่ารูปแบบทางศิลปะ แต่มันคือ "พื้นที่สาธารณะ" แห่งสุดท้ายของเมือง ทำหน้าที่เป็นเสมือนพิธีกรรมที่ผู้สร้างและผู้ชมแลกเปลี่ยนความลับกันในความมืด เป็นพื้นที่ส่วนรวมเพื่อยืนยันว่าพวกเขายังคงมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความจริง ท่ามกลางแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากภายนอก

จากบทความ ‘ภูมิทัศน์วิเวก: บันทึกพยาธิสภาพของหนังอิสระฮ่องกงยุคหลัง 2019’ เขียนโดย Philip Nam (โปรดติดตามฉบับเต็มเร็วๆนี้)

Wildtype ชวนคุณชมโปรแกรมพิเศษ ภาพติดตา : ภาพยนตร์อิสระจากฮ่องกง โปรแกรมหนังสั้น สารคดี หนังทดลองจากคนทำหนังอิสระของฮ่องกง ร่วมดูหนัง ห้าโปรแแกรม และสนทนาปิดท้่ายกับผู้กำกับและนักวิจารณ์จากฮ่องกงโดยตรงได้ในวันที่
28 กุมภาพันธ์ - 1มีนาคม 2569 ที่

BUFFALO BRIDGE GALLERY BTSสะพานควาย
Noir Row Artspace อุดรธานี
a.e.y. space สงขลา
PYE space พะเยา
Bliss Project จันทบุรี
ดูหนังในห้องนั้น (จัดฉายที่ร้าน Lofter) นครราชสีมา

และในวันที่ 6-8 มีนาคม ที่

ดาดฟ้า ภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย Dude, Movie และ Untitled for film (เวลาฉายจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง)

ราคาตั๋ว 100 บาท โดยค่าตั๋วจะถูกแบ่งให้กับทางพื้นที่ และผู้กำกับภาพยนตร์โดยตรง ไม่มีการหักค่าใช้จ่าย

****ภาพยนตร์ไม่มีซับไตเติ้ลภาษาไทย แต่ QA ถามตอบสองภาษาไทยและอังกฤษ****
****สำหรับนักศึกษาทุกระดับชั้น โปรดติดตามประกาศโครงการ Free Seats for Young Cinephiles อีกครั้ง****

SAT 28 FEB 2026

PROGRAM 1 : 1.00PM 97 MINS + QA with the directors

310 Tung Chau Street (2016, Shing Lee, Jo Cheng) 29 MINS
Big Big Company (-,Shing Lee ) 10 MINS
Family Family Day(2019, Shing Lee )
Letter to the Outsider (2018,Dorothy Cheung ) 7MINS
as a bird that briefly perches (2024, Dorothy Cheung ) 17 MINS
Reverberation (2023, Dorothy Cheung) 6MINS

PROGRAM 2 : 3.00 PM 84 MINS + QA with the directors

Letter to T: in nuclearity, we are connected (2023,Zimu Zhang)22 MINS
The Aqueous Truth ( 2013, Chan Tze Woon)30MINS
A Long Walk (2022, Elysa Wendi, Wai Shing Lee)16 MINS
Summer Insects and Ice (2025,Chui Chi Yin) 16 MINS

PROGRAM 3 : 5.00 PM 117 MINS

Night Is Young (2020, Zune Kwok) 25 MINS
Lost Pearl (2021, Li Ho )22 MINS
In your Shoes (2024,Chan Tze Woon, Florence Lam) 30 MINS
Anatomy of The Call( 2024, Arnold Tam ) 18 MINS
The Dancing Voice of Youth(2024,Erica Kwok )22 MINS

----------------------
SUN 1 MAR 2026

PROGRAM 4 : 1.00PM 98 MINS + + QA with the directors

Surprise Film (20 MINS)
Surprise Film (38 MINS)
See You When I See You (work in progres) (2025, Fai Wan) 30 MINS
From the Void of Time (2024, Rico Wong ) 10 MINS

PROGRAM 5 : 3.00PM 112 MINS
32+4 (2014, Chan Hau Chun)30 MINS
A Conversation about our undulating things (2023, Chan Hau Chun ) 22 MINS
Lost a part of (2023,Chan Hau Chun)30 MINS
Surpeise film 30 MINS

PROGRAM 6 : 5.00 PM
Converastion with Chan Hau Chun

-----------------------------

For decades, the global perception of Hong Kong cinema has been monopolized by a heavy nostalgia for the "Golden Age." This narrative is built upon the cult of the auteur—the rhythmic action of John Woo, the neon-soaked pining of Wong Kar-wai, and the calculated power dynamics of Johnnie To. While this framework constructed a glorious history of industrial success, it inadvertently masked the tectonic shifts occurring beneath the surface. This "Golden Age" was an era of colonial twilight, where the city’s identity was forged in the heat of commercial fire.
In the twenty years leading up to 2019, a different kind of vitality existed. It was loose, marginal, and often financially precarious, yet it possessed a razor-sharp clarity. As Hong Kong’s commercial film industry became increasingly reliant on the Mainland Chinese market, it began a process of "self-pruning," shedding its sensitivity to local socio-political realities to ensure survival. In this vacuum, independent cinema became the indispensable "crevice"—the only place where the city's true reflection remained undistorted.

In these gaps grew the pain, the resistance, and the raw truths that could never pass the gates of mainstream multiplexes. Independent film was more than an art form; it was the city’s last public sphere. It functioned as a ritual where creators and audiences exchanged secrets in the dark, a shared space to confirm that they were still living within a truthful reality despite the mounting pressure outside.

from A Desolate Landscape: The Pathological Record of Hong Kong Independent Cinema Post-2019 Written by Philip Nam (Stay tuned for the full version!)

Wildtype invites you to a special program, "AFTERIMAGES : The Hong Kong Independent Showcase"—a showcase of short films, documentaries, and experimental works by independent filmmakers from Hong Kong.

Join us across five curated programs, culminating in a closing discussion directly with directors and film critics from Hong Kong.

Screening Dates & Venues:
February 28 - March 1, 2026

Bangkok: BUFFALO BRIDGE GALLERY (BTS Saphan Khwai)

Udon Thani: Noir Row Artspace

Songkhla: a.e.y. space

Phayao: PYE space

Chanthaburi: Bliss Project

Nakhon Ratchasima: Doo Nung Nai Hong Nun (Screening at Lofter)

March 6-8, 2026

Chiang Mai: Rooftop of the Department of Media Arts and Design, Chiang Mai University. Hosted by Dude, Movie and Untitled for film (Screening times to be announced).

Ticket Price: 100 THB
(Ticket proceeds will be divided directly between the screening venues and the filmmakers, with no deductions.)

Thursday, February 26, 2026

FROM SERGEI EISENSTEIN TO SERGIO LEONE TO YOKO MINAMINO (NANNO)

 

ตอนนี้ Facebook ของคนอื่น ๆ เอ๋อ ๆ เหมือนของเราหรือเปล่า คือมันจะขึ้นยอด like ไม่ตรงตามความเป็นจริง โพสท์เก่า ๆ ของเราที่เคยมีคนกดไลค์เยอะ ๆ ยอดไลค์ก็หายไป อะไรทำนองนี้

+++++++

 

FROM SERGEI EISENSTEIN TO SERGIO LEONE TO YOKO MINAMINO (NANNO)

 

เห็นเพื่อนเขียนว่า อยากให้ฉากตบกันบนบันไดในแรงเงา เวอร์ชั่นใหม่ มีการ tribute ให้ฉาก Odessa Steps ในหนังเรื่อง BATTLESHIP POTEMKIN (1925, Sergei Eisenstein, Soviet Union, A+30) เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ละครทีวีญี่ปุ่นเรื่อง “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” หรือ SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, 42 episodes, A+30) ที่นำแสดงโดย Yoko Minamino หรือ Nanno เคยมีฉากนึงที่ tribute ให้กับฉาก  Odessa Steps ในหนังเรื่อง BATTLESHIP POTEMKIN ด้วย โดยฉากนั้นอยู่ในตอนที่ 16 ของละครโทรทัศน์เรื่องนี้

 

สิ่งที่พิเศษอีกอย่างนึงใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 16” ก็คือว่า นอกจากตอนนี้จะมีการ tribute ให้ Sergei Eisenstein ปรมาจารย์ภาพยนตร์ชาวโซเวียตแล้ว ตอนนี้ยังมีการ tribute ให้ Sergio Leone ด้วย เพราะว่าผู้ร้ายคนสำคัญในตอนที่ 16 ชอบเป่าหีบเพลงปาก ซึ่งเราเดาว่า มันต้องเป็นการ tribute ให้ตัวละคร Harmonica (Charles Bronson) ในภาพยนตร์เรื่อง ONCE UPON A TIME IN THE WEST (1968, Sergio Leone) แน่ ๆ เลย แต่เรายังไม่เคยดู ONCE UPON A TIME IN THE WEST นะ

 

เราก็เลยเอาคลิปบางส่วนจากสิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 16 มาตัดรวมกับ BATTLESHIP POTEMKIN และ ONCE UPON A TIME IN THE WEST เพื่อให้เห็นชัด ๆ ว่า ที่แท้แล้ว Yoko Minamino ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Sergei Eisenstein และ Sergio Leone นี่เอง

 

ใครจะดูคลิปนี้ก็ต้องรีบดูนะ เพราะเราไม่รู้ว่าทาง Facebook จะบอกให้เราลบคลิปนี้เมื่อไหร่ เพราะมันอาจจะมีบางส่วนที่ผิดลิขสิทธิ์ 555555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/931586132629108

 

+++

 

เราได้ดูละครโทรทัศน์เรื่อง “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” หรือ SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, 42 episodes, A+30) ทางโทรทัศน์ช่อง 5 ในช่วงราวปี 1986-1987 ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่ได้เป็น cinephile แต่อย่างใด แต่เราก็ยกให้ละครทีวีเรื่องนี้เป็น one of my most favorite TV series of all time เพราะเราชอบมันอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

และพอเราเริ่มกลายเป็น cinephile ตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา เราก็ย้อนคิดไปถึงละครทีวีเรื่องนี้ที่เคยดูมา และก็พบว่าละครทีวีเรื่องนี้มันหนักมาก ๆ เพราะว่า

 

1. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 16” ตอนนี้เป็นตอนที่จงใจ tribute ให้ Sergei Eisenstein กับ Sergio Leone ตามคลิปที่เราแปะไปแล้ว

 

คือเราชอบสุดขีดที่มันไม่ได้จงใจ tribute ให้แค่ Eisenstein หรือแค่ Leone แต่มันสามารถ tribute ให้ผู้กำกับระดับปรมาจารย์สองคนพร้อมกันได้เลย

 

2. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 24 กับ 25” สองตอนนี้เป็นตอนที่จงใจ tribute ให้ภาพยนตร์เรื่อง VERTIGO (1958, Alfred Hitchcock)  และมันออกมาหนักมาก ๆ ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

คือในสองตอนนี้ มันจะมีผู้ร้ายอยู่สองกลุ่ม กลุ่มนึงวางแผนที่จะฆ่านางเอกโดยเลียนแบบหนังเรื่อง VERTIGO ซึ่งถ้าหากพล็อตมันมีแค่นี้ มันคงจะจืด เพราะฉะนั้นในสองตอนนี้ นางเอกกับเพื่อน ๆ เลยต้องรับมือกับผู้ร้ายอีกกลุ่มนึงไปด้วยพร้อม ๆ กัน โดยอีกกลุ่มเป็นสามสาวที่ใช้ “ริบบิ้นยิมนาสติกลีลาใหม่” เป็นอาวุธ และริบบิ้นของพวกเธอมีอิทธิฤทธิ์สูงมาก ๆ และสามารถสกัดลูกดิ่งและลูกแก้วซึ่งเป็นอาวุธของนางเอกกับเพื่อนสนิทได้ด้วย

 

คือแค่ละครทีวีเรื่องนี้ tribute ให้ VERTIGO เราก็กราบตีนมากแล้ว แต่ผู้สร้างละครคงกลัวพล็อตจะจืดเกินไป เลยต้องใส่ผู้ร้ายอิทธิฤทธิ์รุนแรงอีกกลุ่มเข้ามาในเวลาเดียวกันด้วย มันเลยกลายเป็นอะไรที่ “ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป”

 

นึกว่า Christian Petzold (ผู้ชอบรีเมค VERTIGO) ยังต้องไหว้ของจริง

 

เดี๋ยววันหลังว่าง ๆ เราค่อยแปะคลิปจากสองตอนนี้ควบกับ VERTIGO

 

3. ใน “สิงห์สาวนักสืบปีสอง ตอนที่ 26” ตอนนี้น่าจะได้รับแรงบันดาลใจจาก “องคุลีมาล” !!!!!!! + ความเชื่อเรื่อง doppelganger + ปัญหาชนชั้น หนักมาก ๆ เพราะตอนนี้เล่าเรื่องของ Lady Rei สาวรวยคนนึงที่ไล่ทำร้าย “สาวนักต่อสู้” คนอื่น ๆ และพอเธอชนะใคร เธอก็จะเอา “ผ้าพันคอ” ของคนนั้นมาเก็บสะสมไว้ เธอตั้งเป้าจะเก็บสะสมให้ได้ 1000 อัน เหมือนองคุลีมาล!!!!!

 

แต่ปรากฏว่าเธอดันมีหน้าตาเหมือน “สิงห์สาวลูกแก้ว” ในที่สุดสองคนนี้ก็เลยมาต่อสู้กัน แต่สิงห์สาวลูกแก้วมีฐานะยากจน สิงห์สาวลูกแก้วใช้ “ลูกแก้ว” เป็นอาวุธ ส่วน Lady Rei ใช้เพชรพลอยเป็นอาวุธ  การต่อสู้กันอย่างดุเดือดของทั้งสองก็เลยทำให้นึกถึงความเชื่อเรื่อง doppelganger และสิงห์สาวลูกแก้วก็ประกาศกร้าวในการต่อสู้ว่า DON’T FUCK WITH THE WORKING CLASS ด้วย มันก็เลยทำให้นึกถึงปัญหาชนชั้น

 

นึกไม่ถึงเหมือนกันว่า ละครทีวีญี่ปุ่นที่เราเคยดูทางช่อง 5 เมื่อ 40 ปีก่อน จะคลาสสิคขนาดนี้ คือเราชอบละครเรื่องนี้มากๆ  ตั้งแต่ตอนก่อนที่เราจะเป็น cinephile และพอเรามาดูผ่าน ๆ อีกรอบหลังจากเป็น cinephile เราก็ทึ่งกับ references มากมายที่เราไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน กราบตีนนนนนนนของจริง