Tuesday, July 14, 2026

MY EROTIC DREAM OF SECURITY GUARDS

 

ดีงามมาก ๆ ค่ะที่มีเพื่อนช่วยกันดูหลาย ๆ เวอร์ชั่นเปรียบเทียบกัน ส่วนเราเคยดูแค่เวอร์ชั่นต้นฉบับของอิตาลี PERFECT STRANGERS (2016, Paolo Genovese, Italy, A+30) และเราก็ขอเดาเอาเองว่า การที่หนังอิตาลีเรื่องนี้ถูกนำไปรีเมคแล้วราว 30 เวอร์ชั่น ปัจจัยส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะมันใช้ทุนสร้างต่ำ เพราะเวอร์ชั่นต้นฉบับมันก็เป็นแค่ตัวละครกลุ่มหนึ่งคุยและทะเลาะกันในบ้านตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง มีตัวละครออกไปนอกบ้านแค่ราว 3% ของหนังได้มั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด คือมันเป็นหนังอิตาลีที่พึ่งพา “บทภาพยนตร์ที่ออกแนว humanist” (และจริง ๆ แล้วตัวบทภาพยนตร์เรื่องนี้ก็น่าจะคล้าย ๆ บทละครเวทีดี ๆ เรื่องนึง) และ “ฝีมือการแสดงของนักแสดง” น่ะ แต่หนังเรื่องนี้ไม่ต้องพึ่ง “ทุนสร้างสูง” แต่อย่างใด

 

เราก็เลยเดาว่าปัจจัยเรื่องทุนสร้างต่ำนี่น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้หนังเรื่องนี้ถูกนำไปรีเมคราว 30 เวอร์ชั่น แต่ก็ไม่รู้ว่าเวอร์ชั่นรีเมคแต่ละอันมันจะยังคงความดีงามได้เหมือนเวอร์ชั่นต้นฉบับหรือเปล่า

+++

 

ช่วง ผลพวงจากการดูหนังในงาน Wildtype Middleclass

 

เมื่อวันเสาร์เราได้ดูหนังเรื่อง NIGHT SHIFT (กะ ดึก) (2024, รตินธรรม ตั้งตรงศักดิ์, 69min, A+30) ในงาน Wildtype Middleclass และเมื่อวันอาทิตย์เราก็เขียนถึงภาพยนตร์ไทย 4 เรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับยามรักษาความปลอดภัยหนุ่ม เราก็เลยเดาว่า สิ่งนี้มันคือสาเหตุของ “ฝันดีน่าตบ” ของเราในคืนวันอาทิตย์ค่ะ 555

 

คือเมื่อคืนเราฝันดีจนพอตื่นขึ้นมาแล้วก็ต้องขอจดบันทึกเก็บไว้ เราจำเหตุการณ์ในฝันช่วงแรก ๆ ไม่ได้ เราเริ่มจำเหตุการณ์ได้ก็เป็นตอนที่เราอยู่ในสถานที่ที่คล้าย ๆ โรงยิม แล้วเราก็สงสัยว่า “นี่กูกำลังอยู่ในความฝันหรือเปล่าวะ”

 

เราก็เลยทดสอบตัวเองว่ากำลังอยู่ในความฝันหรือเปล่า ด้วยการทดลองลอยตัวขึ้นจากพื้น ปรากฏว่าเราลอยขึ้นมาได้จริง ๆ แล้วเราก็เลยทดลองเหาะทะลุฝาผนังของโรงยิม ก็ปรากฏว่าเราสามารถเหาะทะลุฝาผนังออกมาได้ เราก็เลยรู้ตัวว่าเรากำลังอยู่ในความฝัน

 

เราก็เลยคิดว่า เราขอลองเหาะสำรวจโลกในความฝันของเราดูดีกว่า เราอยากรู้ว่ามันมีอะไรน่าสนใจในโลกความฝันของเราบ้าง แล้วเราก็พบว่า เราเหมือนอยู่ในหมู่บ้านแห่งนึงในชนบทไทย มีบ้านไม้หลาย ๆ หลัง มีชาวบ้านเดินไปเดินมา มีหนุ่ม ๆ ด้วย

 

เราก็เลยคิดว่า เนื่องจากนี่เป็นโลกในความฝันของเรา เพราะฉะนั้นเราน่าจะทำอะไรก็ได้ เราก็เลยควรจะฉวยโอกาสนี้ ร่วมรักกับหนุ่มหล่อหลาย ๆ คนในโลกแห่งความฝันนี่เลยดีกว่า เดี๋ยวเราจะเหาะไปที่ที่มีคนเยอะ ๆ น่าจะเป็นตลาดสดกลางหมู่บ้าน แล้วร่วมรักกับหนุ่ม ๆ กลางตลาดสดที่นั่น แต่เราต้องหาฟูกนอนนุ่มๆ ไปรองตัวเราก่อน เราไม่อยากร่วมรักบนพื้นถนนกลางตลาด เดี๋ยวเจ็บหลัง

 

เราก็เลยเหาะเข้าบ้านไม้หลังต่าง ๆ เพื่อหาฟูกนอน 555555 แล้วเราก็เจอ “กระจก” อยู่ในบ้านไม้หลังนึง เราก็เลยเหาะไปส่องกระจก เพราะเราอยากรู้ว่าหน้าตาของตัวเราในความฝันเป็นอย่างไร ปรากฏว่ากระจกนั้นสะท้อนภาพ “คนไม่มีหัว” หรือคล้าย ๆ “ผีหัวขาด” น่ะ คือเหมือนเห็นคน + เสื้อผ้าอยู่ในกระจก แต่ส่วนหัวหายไป

 

แต่เราไม่ตกใจนะ เพราะเราเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วเมื่อราวสัปดาห์ก่อน คือเมื่อสัปดาห์ก่อนเราก็รู้ตัวว่าเราอยู่ในความฝัน แล้วในฝันอันนั้น เราส่องกระจก แล้วพบว่าเงาสะท้อนของเราในกระจกมันไม่มีหัว เราก็เลยตกใจ แล้วก็คิดว่า มีผีหัวขาดมาเข้าฝันเราหรือเปล่า เราก็เลยถามไปว่า “เธอต้องการอะไร ให้พูดมาตรง ๆ” แต่เงาไร้หัวในกระจกก็ไม่ได้ตอบอะไร

 

พอเราเจอเงาสะท้อนไร้หัวอีกครั้งในความฝันเมื่อคืนวันอาทิตย์ เราก็เลยเฉย ๆ ชิล ๆ คิดว่าคงเป็นเรื่องปกติในความฝัน เราก็เลยเหาะทะลุบ้านไม้ต่าง ๆ เพื่อหาฟูกนอนต่อไป แล้วเราก็เจอห้องนอนห้องนึงในบ้านไม้หลังนึง มีฟูกนอนของใครก็ไม่รู้ เราก็เลยเอาฟูกนอนนั้นขึ้นมา แล้วก็พบว่ามันเบากว่าที่คิดไว้มาก

 

เราเหาะเอาฟูกนอนออกมาจากบ้านไม้ แล้วก็พบว่า อยู่ดี ๆ ตัวเราเหาะถือฟูกนอนอยู่ในอาคารสำนักงานในกรุงเทพ (แบบในหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE ของเต๋อ) เราอยู่ที่ชั้น ground ของอาคาร เราก็เลยเหาะเอาฟูกนอนนั้นออกมาจากตัวอาคาร แล้วก็เจอยามหนุ่มหล่อคนนึงอยู่หน้าตัวอาคารแห่งนั้น

 

เราก็เลยบอกยามหนุ่มหล่อคนนั้นให้วอเรียกเพื่อน ๆ ยามหนุ่มมากันอีกหลาย ๆ คน เพื่อจะได้มาร่วมรักกับเราบนฟูกนอนหน้าอาคารสำนักงานแห่งนั้น ยามหนุ่มหล่อคนนั้นก็เลยวอเรียกเพื่อน ๆ ยามมา

 

เราก็นอนลงไปบนฟูก แล้วบอกให้ยามหนุ่มหล่อร่วมรักกับเรา แต่เขากลับพูดว่า “จะให้พวกผมคนละกี่บาท”

 

เราก็นึกในใจว่า นี่มันโลกในความฝันของเรา เราน่าจะเสกเงินขึ้นมาได้เองตามใจชอบ เราก็เลยตอบเขาไปว่า “ให้คนละ 1 หมื่นบาท”

 

ยามหนุ่มหล่อคนนั้นก็เลยถอดเสื้อออก เห็นกล้ามเป็นมัด ๆ เห็น six pack เขายิ้ม และกำลังจะเอนกายลงมาทับตัวเรา

 

แล้วกูก็ตื่นนอนทันทีเลยค่ะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด นี่มันอะไรกันคะ ทำไมกูต้องตื่นนอนใน moment นั้นด้วย

 

เราก็เลยเดาว่า สาเหตุส่วนนึงของความฝันเมื่อคืนนี้น่าจะเป็นเพราะกูได้ดูหนังเรื่อง NIGHT SHIFT ในงาน Wildtype Middleclass แน่ ๆ เลยค่ะ 55555

 

ภาพประกอบนี่เราให้ Grok AI สร้างขึ้นมานะ

+++

 

เราก็รู้จัก Derek Jarman ครั้งแรกจากนิตยสาร Filmview ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 แล้วต่อมาเราก็ได้ดู EDWARD II (1991, Derek Jarman) กับ THE GARDEN (1990, Derek Jarman) ด้วยการเช่าวิดีโอเทปจากร้านเฟม คลองสานในช่วงราวปี 1994-1995 แล้วเราก็ตื่นตะลึง ช็อกไปเลย

 

คือเหมือนก่อนหน้านั้นเรายังไม่ได้หลงใหลในภาพยนตร์มากนักน่ะ แล้วช่วงนั้นเราก็เข้าใจผิดไปเองว่า ภาพยนตร์ขั้นสุดยอดมันคงเป็นพวกภาพยนตร์ที่ชนะหรือได้เข้าชิงรางวัลออสการ์มั้ง ซึ่งเราดูหนังกลุ่มนั้นแล้วก็รู้สึกว่า ภาพยนตร์พวกที่ชนะรางวัลออสการ์มันไม่ได้ “สั่นสะเทือนจิตใจ” เราได้มากเท่าบทกวี

 

แต่พอเราเช่าวิดีโอเทปของ Derek Jarman จากร้านเฟม คลองสานมาดู เราก็เลยร้องกรี๊ด เพราะเหมือนเราเพิ่งค้นพบว่า ภาพยนตร์ที่สามารถสั่นสะเทือนจิตใจเราได้มากกว่าหรือเท่ากับบทกวีมันมีอยู่ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เป็นพวกหนังดัง ๆ ในไทยหรือหนังที่ชนะรางวัลออสการ์ แต่มันเป็นหนังแบบของ Derek Jarman นี่แหละ

 

หนังของ Derek Jarman ก็เลยส่งผลให้เราเริ่มรู้ตัวว่า มีภาพยนตร์ที่อาจจะเหมาะกับเราอยู่บนโลกใบนี้ แต่เราอาจจะต้องมองหามันในจุดที่ลับแลมากยิ่งขึ้น แล้วพอเราได้ดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY (1983, Peter Stein, West Germany) ที่สถาบันเกอเธ่ในช่วงปลายปี 1995 เราก็เริ่มกลายเป็น cinephile ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

+++

 

อยากดู MY BRILLIANT CAREER (1979, Gillian Armstrong, Australia) อย่างรุนแรงมาก ๆ หวังว่าจะมีคนนำหนังเรื่องนี้มาเข้าฉายในไทย

+++

 

EATING TOKYO (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 24:09mins)

+ THE MAN (2025, Parinot Kunakornwong, black porcelain, storage cases, Tokyo map chewed by the artist)

 

วิดีโอนี้นำเสนอฉากที่ตัวศิลปินยัดแผนที่กรุงโตเกียวเข้าไปในปากแล้วเคี้ยว เรายืนดูตัววิดีโอนี้แค่ราว 5 นาทีนะ ไม่ได้ยืนดูตลอด

 

เหมือนตัววิดีโอนี้สัมพันธ์กับงาน THE MAN ที่วางไว้ใกล้กัน เพราะแผนที่กรุงโตเกียวที่ถูกเคี้ยวแล้ว ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน THE MAN ด้วย

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

+++

 

มีภาพยนตร์เรื่อง GIVE US A LITTLE MORE TIME ของ Chulayarnnon Siriphol + จิดาภา จิรยั่งยืนยง ฉายในเทศกาลนี้ด้วยนะ ซึ่งเราว่าเราเคยดูหนังเรื่อง GIVE US A LITTLE MORE TIME (2020, Chulayarnnon Siriphol) แล้วนะ แต่พอเราอ่านเรื่องย่อของหนังที่จะฉายในเทศกาลนี้ เราก็ไม่แน่ใจว่ามันคือหนังเรื่องเดียวกันกับที่เราเคยดูหรือเปล่า 55555

 

สรุปว่ามันคือหนังคนละเรื่องกับ GIVE US A LITTLE MORE TIME (2020, Chulayarnnon Siriphol) ใช่ไหม 555 เพราะเหมือนเราไม่เคยเห็นฉากนี้มาก่อน

https://web.facebook.com/photo?fbid=1084203017280873&set=a.204432178591299

 

+++

 

RIP SAM NEILL (1947-2026)

 

จริง ๆ แล้วเราแทบไม่ได้ดูหนังของเขาในช่วงทศวรรษ 2010 และ 2020 เลยนะ (เพราะเราไม่ได้ตามดูหนังชุด JURASSIC WORLD ด้วย) แต่เรากลับรู้สึกว่าเขาแทบไม่ได้หายไปจากการรับรู้ของเราเลย เพราะว่าหนังเก่า ๆ ของเขาเป็นหนังที่ยังคงถูก cinephiles หยิบยกมาพูดถึงเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น POSSESSION, THE PIANO, UNTIL THE END OF THE WORLD, IN THE MOUTH OF MADNESS, etc. เราก็เลยเหมือนเห็นหน้าเขาใน facebook เป็นระยะ ๆ ทั้ง ๆ ที่เราแทบไม่ได้ดูหนังใหม่ ๆ ของเขาเลยในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา หรือถึงเราได้ดู มันก็เป็นหนังที่เขารับบทเป็นตัวประกอบมาก ๆ

 

หนัง/ละครของเขาที่เราเคยดู รวมถึงเรื่อง

 

1. POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski, France/West Germany)

 

2. THE BLOOD OF OTHERS (1984, Claude Chabrol, USA/France, miniseries)

 

3. PLENTY (1985, Fred Schepisi, UK)

 

4. STRONG MEDICINE (1986, Guy Green, UK, miniseries)

 

5. DEAD CALM (1989, Phillip Noyce, Australia)

 

6. THE HUNT FOR RED OCTOBER (1990, John McTiernan, USA)

 

7. UNTIL THE END OF THE WORLD (1991, Wim Wenders, Germany)

 

8. ONE AGAINST THE WIND (1991, Larry Elikann, Luxembourg)

 

9. THE PIANO (1993, Jane Campion, New Zealand)

 

10. JURASSIC PARK (1993, Steven Spielberg, USA)

 

11. SIRENS (1994, John Duigan, Australia)

 

12. IN THE MOUTH OF MADNESS (1994, John Carpenter, Canada)

 

13. CHILDREN OF THE REVOLUTION (1996, Peter Duncan, Australia)

 

14. SNOW WHITE: A TALE OF TERROR (1997, Michael Cohn, Czech)

 

15. DIRTY DEEDS (2002, David Caesar, Australia)

 

16. YES (2004, Sally Potter, UK)

 

17. WIMBLEDON (2004, Richard Loncraine, UK)

 

18. ANGEL (2007, François Ozon, France)

 

19. DAYBREAKERS (2009, Michael Spierig, Peter Spierig, Australia)

 

20. PETER RABBIT (2018, Will Gluck, UK)

 

--ถ้าหากเทียบ Sam Neill กับนักแสดงไทย เราก็แอบนึกถึงคุณ “อดุลย์ ดุลยรัตน์” ในแง่ที่ว่า ทั้งสองมักไม่ได้รับบทเป็น “พระเอก” ที่ได้ขายฝีมือทางการแสดงของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่มักรับบทเป็น “ตัวประกอบ” ทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ก็แสดงดีมาก ๆ

 

--คือ Sam Neill อาจจะมีสถานะเป็นพระเอกในหนังหลายเรื่องนะ แต่เขาก็มักจะไม่ใช่ “ตัวดำเนินเรื่อง” ในหนังเรื่องนั้น ๆ น่ะ และก็อย่างที่คุณ Graiwoot Chulphongsathorn เคยเขียนไว้ว่า “คือความพิเศษของ Sam Neill คือการที่เขามักเป็น “พระเอก” ที่เป็นคนสมทบคนอื่นได้ดี กลายเป็นว่า ใครเล่นกับเขาจะดัง แต่เขาจะไม่ดัง”

 

No comments: