Showing posts with label DREAM. Show all posts
Showing posts with label DREAM. Show all posts

Tuesday, July 14, 2026

MY EROTIC DREAM OF SECURITY GUARDS

 

ดีงามมาก ๆ ค่ะที่มีเพื่อนช่วยกันดูหลาย ๆ เวอร์ชั่นเปรียบเทียบกัน ส่วนเราเคยดูแค่เวอร์ชั่นต้นฉบับของอิตาลี PERFECT STRANGERS (2016, Paolo Genovese, Italy, A+30) และเราก็ขอเดาเอาเองว่า การที่หนังอิตาลีเรื่องนี้ถูกนำไปรีเมคแล้วราว 30 เวอร์ชั่น ปัจจัยส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะมันใช้ทุนสร้างต่ำ เพราะเวอร์ชั่นต้นฉบับมันก็เป็นแค่ตัวละครกลุ่มหนึ่งคุยและทะเลาะกันในบ้านตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง มีตัวละครออกไปนอกบ้านแค่ราว 3% ของหนังได้มั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด คือมันเป็นหนังอิตาลีที่พึ่งพา “บทภาพยนตร์ที่ออกแนว humanist” (และจริง ๆ แล้วตัวบทภาพยนตร์เรื่องนี้ก็น่าจะคล้าย ๆ บทละครเวทีดี ๆ เรื่องนึง) และ “ฝีมือการแสดงของนักแสดง” น่ะ แต่หนังเรื่องนี้ไม่ต้องพึ่ง “ทุนสร้างสูง” แต่อย่างใด

 

เราก็เลยเดาว่าปัจจัยเรื่องทุนสร้างต่ำนี่น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้หนังเรื่องนี้ถูกนำไปรีเมคราว 30 เวอร์ชั่น แต่ก็ไม่รู้ว่าเวอร์ชั่นรีเมคแต่ละอันมันจะยังคงความดีงามได้เหมือนเวอร์ชั่นต้นฉบับหรือเปล่า

+++

 

ช่วง ผลพวงจากการดูหนังในงาน Wildtype Middleclass

 

เมื่อวันเสาร์เราได้ดูหนังเรื่อง NIGHT SHIFT (กะ ดึก) (2024, รตินธรรม ตั้งตรงศักดิ์, 69min, A+30) ในงาน Wildtype Middleclass และเมื่อวันอาทิตย์เราก็เขียนถึงภาพยนตร์ไทย 4 เรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับยามรักษาความปลอดภัยหนุ่ม เราก็เลยเดาว่า สิ่งนี้มันคือสาเหตุของ “ฝันดีน่าตบ” ของเราในคืนวันอาทิตย์ค่ะ 555

 

คือเมื่อคืนเราฝันดีจนพอตื่นขึ้นมาแล้วก็ต้องขอจดบันทึกเก็บไว้ เราจำเหตุการณ์ในฝันช่วงแรก ๆ ไม่ได้ เราเริ่มจำเหตุการณ์ได้ก็เป็นตอนที่เราอยู่ในสถานที่ที่คล้าย ๆ โรงยิม แล้วเราก็สงสัยว่า “นี่กูกำลังอยู่ในความฝันหรือเปล่าวะ”

 

เราก็เลยทดสอบตัวเองว่ากำลังอยู่ในความฝันหรือเปล่า ด้วยการทดลองลอยตัวขึ้นจากพื้น ปรากฏว่าเราลอยขึ้นมาได้จริง ๆ แล้วเราก็เลยทดลองเหาะทะลุฝาผนังของโรงยิม ก็ปรากฏว่าเราสามารถเหาะทะลุฝาผนังออกมาได้ เราก็เลยรู้ตัวว่าเรากำลังอยู่ในความฝัน

 

เราก็เลยคิดว่า เราขอลองเหาะสำรวจโลกในความฝันของเราดูดีกว่า เราอยากรู้ว่ามันมีอะไรน่าสนใจในโลกความฝันของเราบ้าง แล้วเราก็พบว่า เราเหมือนอยู่ในหมู่บ้านแห่งนึงในชนบทไทย มีบ้านไม้หลาย ๆ หลัง มีชาวบ้านเดินไปเดินมา มีหนุ่ม ๆ ด้วย

 

เราก็เลยคิดว่า เนื่องจากนี่เป็นโลกในความฝันของเรา เพราะฉะนั้นเราน่าจะทำอะไรก็ได้ เราก็เลยควรจะฉวยโอกาสนี้ ร่วมรักกับหนุ่มหล่อหลาย ๆ คนในโลกแห่งความฝันนี่เลยดีกว่า เดี๋ยวเราจะเหาะไปที่ที่มีคนเยอะ ๆ น่าจะเป็นตลาดสดกลางหมู่บ้าน แล้วร่วมรักกับหนุ่ม ๆ กลางตลาดสดที่นั่น แต่เราต้องหาฟูกนอนนุ่มๆ ไปรองตัวเราก่อน เราไม่อยากร่วมรักบนพื้นถนนกลางตลาด เดี๋ยวเจ็บหลัง

 

เราก็เลยเหาะเข้าบ้านไม้หลังต่าง ๆ เพื่อหาฟูกนอน 555555 แล้วเราก็เจอ “กระจก” อยู่ในบ้านไม้หลังนึง เราก็เลยเหาะไปส่องกระจก เพราะเราอยากรู้ว่าหน้าตาของตัวเราในความฝันเป็นอย่างไร ปรากฏว่ากระจกนั้นสะท้อนภาพ “คนไม่มีหัว” หรือคล้าย ๆ “ผีหัวขาด” น่ะ คือเหมือนเห็นคน + เสื้อผ้าอยู่ในกระจก แต่ส่วนหัวหายไป

 

แต่เราไม่ตกใจนะ เพราะเราเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วเมื่อราวสัปดาห์ก่อน คือเมื่อสัปดาห์ก่อนเราก็รู้ตัวว่าเราอยู่ในความฝัน แล้วในฝันอันนั้น เราส่องกระจก แล้วพบว่าเงาสะท้อนของเราในกระจกมันไม่มีหัว เราก็เลยตกใจ แล้วก็คิดว่า มีผีหัวขาดมาเข้าฝันเราหรือเปล่า เราก็เลยถามไปว่า “เธอต้องการอะไร ให้พูดมาตรง ๆ” แต่เงาไร้หัวในกระจกก็ไม่ได้ตอบอะไร

 

พอเราเจอเงาสะท้อนไร้หัวอีกครั้งในความฝันเมื่อคืนวันอาทิตย์ เราก็เลยเฉย ๆ ชิล ๆ คิดว่าคงเป็นเรื่องปกติในความฝัน เราก็เลยเหาะทะลุบ้านไม้ต่าง ๆ เพื่อหาฟูกนอนต่อไป แล้วเราก็เจอห้องนอนห้องนึงในบ้านไม้หลังนึง มีฟูกนอนของใครก็ไม่รู้ เราก็เลยเอาฟูกนอนนั้นขึ้นมา แล้วก็พบว่ามันเบากว่าที่คิดไว้มาก

 

เราเหาะเอาฟูกนอนออกมาจากบ้านไม้ แล้วก็พบว่า อยู่ดี ๆ ตัวเราเหาะถือฟูกนอนอยู่ในอาคารสำนักงานในกรุงเทพ (แบบในหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE ของเต๋อ) เราอยู่ที่ชั้น ground ของอาคาร เราก็เลยเหาะเอาฟูกนอนนั้นออกมาจากตัวอาคาร แล้วก็เจอยามหนุ่มหล่อคนนึงอยู่หน้าตัวอาคารแห่งนั้น

 

เราก็เลยบอกยามหนุ่มหล่อคนนั้นให้วอเรียกเพื่อน ๆ ยามหนุ่มมากันอีกหลาย ๆ คน เพื่อจะได้มาร่วมรักกับเราบนฟูกนอนหน้าอาคารสำนักงานแห่งนั้น ยามหนุ่มหล่อคนนั้นก็เลยวอเรียกเพื่อน ๆ ยามมา

 

เราก็นอนลงไปบนฟูก แล้วบอกให้ยามหนุ่มหล่อร่วมรักกับเรา แต่เขากลับพูดว่า “จะให้พวกผมคนละกี่บาท”

 

เราก็นึกในใจว่า นี่มันโลกในความฝันของเรา เราน่าจะเสกเงินขึ้นมาได้เองตามใจชอบ เราก็เลยตอบเขาไปว่า “ให้คนละ 1 หมื่นบาท”

 

ยามหนุ่มหล่อคนนั้นก็เลยถอดเสื้อออก เห็นกล้ามเป็นมัด ๆ เห็น six pack เขายิ้ม และกำลังจะเอนกายลงมาทับตัวเรา

 

แล้วกูก็ตื่นนอนทันทีเลยค่ะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด นี่มันอะไรกันคะ ทำไมกูต้องตื่นนอนใน moment นั้นด้วย

 

เราก็เลยเดาว่า สาเหตุส่วนนึงของความฝันเมื่อคืนนี้น่าจะเป็นเพราะกูได้ดูหนังเรื่อง NIGHT SHIFT ในงาน Wildtype Middleclass แน่ ๆ เลยค่ะ 55555

 

ภาพประกอบนี่เราให้ Grok AI สร้างขึ้นมานะ

+++

 

เราก็รู้จัก Derek Jarman ครั้งแรกจากนิตยสาร Filmview ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 แล้วต่อมาเราก็ได้ดู EDWARD II (1991, Derek Jarman) กับ THE GARDEN (1990, Derek Jarman) ด้วยการเช่าวิดีโอเทปจากร้านเฟม คลองสานในช่วงราวปี 1994-1995 แล้วเราก็ตื่นตะลึง ช็อกไปเลย

 

คือเหมือนก่อนหน้านั้นเรายังไม่ได้หลงใหลในภาพยนตร์มากนักน่ะ แล้วช่วงนั้นเราก็เข้าใจผิดไปเองว่า ภาพยนตร์ขั้นสุดยอดมันคงเป็นพวกภาพยนตร์ที่ชนะหรือได้เข้าชิงรางวัลออสการ์มั้ง ซึ่งเราดูหนังกลุ่มนั้นแล้วก็รู้สึกว่า ภาพยนตร์พวกที่ชนะรางวัลออสการ์มันไม่ได้ “สั่นสะเทือนจิตใจ” เราได้มากเท่าบทกวี

 

แต่พอเราเช่าวิดีโอเทปของ Derek Jarman จากร้านเฟม คลองสานมาดู เราก็เลยร้องกรี๊ด เพราะเหมือนเราเพิ่งค้นพบว่า ภาพยนตร์ที่สามารถสั่นสะเทือนจิตใจเราได้มากกว่าหรือเท่ากับบทกวีมันมีอยู่ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เป็นพวกหนังดัง ๆ ในไทยหรือหนังที่ชนะรางวัลออสการ์ แต่มันเป็นหนังแบบของ Derek Jarman นี่แหละ

 

หนังของ Derek Jarman ก็เลยส่งผลให้เราเริ่มรู้ตัวว่า มีภาพยนตร์ที่อาจจะเหมาะกับเราอยู่บนโลกใบนี้ แต่เราอาจจะต้องมองหามันในจุดที่ลับแลมากยิ่งขึ้น แล้วพอเราได้ดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY (1983, Peter Stein, West Germany) ที่สถาบันเกอเธ่ในช่วงปลายปี 1995 เราก็เริ่มกลายเป็น cinephile ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

+++

 

อยากดู MY BRILLIANT CAREER (1979, Gillian Armstrong, Australia) อย่างรุนแรงมาก ๆ หวังว่าจะมีคนนำหนังเรื่องนี้มาเข้าฉายในไทย

+++

 

EATING TOKYO (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 24:09mins)

+ THE MAN (2025, Parinot Kunakornwong, black porcelain, storage cases, Tokyo map chewed by the artist)

 

วิดีโอนี้นำเสนอฉากที่ตัวศิลปินยัดแผนที่กรุงโตเกียวเข้าไปในปากแล้วเคี้ยว เรายืนดูตัววิดีโอนี้แค่ราว 5 นาทีนะ ไม่ได้ยืนดูตลอด

 

เหมือนตัววิดีโอนี้สัมพันธ์กับงาน THE MAN ที่วางไว้ใกล้กัน เพราะแผนที่กรุงโตเกียวที่ถูกเคี้ยวแล้ว ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน THE MAN ด้วย

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

+++

 

มีภาพยนตร์เรื่อง GIVE US A LITTLE MORE TIME ของ Chulayarnnon Siriphol + จิดาภา จิรยั่งยืนยง ฉายในเทศกาลนี้ด้วยนะ ซึ่งเราว่าเราเคยดูหนังเรื่อง GIVE US A LITTLE MORE TIME (2020, Chulayarnnon Siriphol) แล้วนะ แต่พอเราอ่านเรื่องย่อของหนังที่จะฉายในเทศกาลนี้ เราก็ไม่แน่ใจว่ามันคือหนังเรื่องเดียวกันกับที่เราเคยดูหรือเปล่า 55555

 

สรุปว่ามันคือหนังคนละเรื่องกับ GIVE US A LITTLE MORE TIME (2020, Chulayarnnon Siriphol) ใช่ไหม 555 เพราะเหมือนเราไม่เคยเห็นฉากนี้มาก่อน

https://web.facebook.com/photo?fbid=1084203017280873&set=a.204432178591299

 

+++

 

RIP SAM NEILL (1947-2026)

 

จริง ๆ แล้วเราแทบไม่ได้ดูหนังของเขาในช่วงทศวรรษ 2010 และ 2020 เลยนะ (เพราะเราไม่ได้ตามดูหนังชุด JURASSIC WORLD ด้วย) แต่เรากลับรู้สึกว่าเขาแทบไม่ได้หายไปจากการรับรู้ของเราเลย เพราะว่าหนังเก่า ๆ ของเขาเป็นหนังที่ยังคงถูก cinephiles หยิบยกมาพูดถึงเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น POSSESSION, THE PIANO, UNTIL THE END OF THE WORLD, IN THE MOUTH OF MADNESS, etc. เราก็เลยเหมือนเห็นหน้าเขาใน facebook เป็นระยะ ๆ ทั้ง ๆ ที่เราแทบไม่ได้ดูหนังใหม่ ๆ ของเขาเลยในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา หรือถึงเราได้ดู มันก็เป็นหนังที่เขารับบทเป็นตัวประกอบมาก ๆ

 

หนัง/ละครของเขาที่เราเคยดู รวมถึงเรื่อง

 

1. POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski, France/West Germany)

 

2. THE BLOOD OF OTHERS (1984, Claude Chabrol, USA/France, miniseries)

 

3. PLENTY (1985, Fred Schepisi, UK)

 

4. STRONG MEDICINE (1986, Guy Green, UK, miniseries)

 

5. DEAD CALM (1989, Phillip Noyce, Australia)

 

6. THE HUNT FOR RED OCTOBER (1990, John McTiernan, USA)

 

7. UNTIL THE END OF THE WORLD (1991, Wim Wenders, Germany)

 

8. ONE AGAINST THE WIND (1991, Larry Elikann, Luxembourg)

 

9. THE PIANO (1993, Jane Campion, New Zealand)

 

10. JURASSIC PARK (1993, Steven Spielberg, USA)

 

11. SIRENS (1994, John Duigan, Australia)

 

12. IN THE MOUTH OF MADNESS (1994, John Carpenter, Canada)

 

13. CHILDREN OF THE REVOLUTION (1996, Peter Duncan, Australia)

 

14. SNOW WHITE: A TALE OF TERROR (1997, Michael Cohn, Czech)

 

15. DIRTY DEEDS (2002, David Caesar, Australia)

 

16. YES (2004, Sally Potter, UK)

 

17. WIMBLEDON (2004, Richard Loncraine, UK)

 

18. ANGEL (2007, François Ozon, France)

 

19. DAYBREAKERS (2009, Michael Spierig, Peter Spierig, Australia)

 

20. PETER RABBIT (2018, Will Gluck, UK)

 

--ถ้าหากเทียบ Sam Neill กับนักแสดงไทย เราก็แอบนึกถึงคุณ “อดุลย์ ดุลยรัตน์” ในแง่ที่ว่า ทั้งสองมักไม่ได้รับบทเป็น “พระเอก” ที่ได้ขายฝีมือทางการแสดงของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่มักรับบทเป็น “ตัวประกอบ” ทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ก็แสดงดีมาก ๆ

 

--คือ Sam Neill อาจจะมีสถานะเป็นพระเอกในหนังหลายเรื่องนะ แต่เขาก็มักจะไม่ใช่ “ตัวดำเนินเรื่อง” ในหนังเรื่องนั้น ๆ น่ะ และก็อย่างที่คุณ Graiwoot Chulphongsathorn เคยเขียนไว้ว่า “คือความพิเศษของ Sam Neill คือการที่เขามักเป็น “พระเอก” ที่เป็นคนสมทบคนอื่นได้ดี กลายเป็นว่า ใครเล่นกับเขาจะดัง แต่เขาจะไม่ดัง”

 

Friday, December 26, 2025

CEMETERY CLEANING

 

เมื่อคืนฝันสนุกมาก พอตื่นมาแล้วเราเลยขอจดบันทึกความฝันไว้หน่อย

 

ในฝันคือเราเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนึง แล้วก็มีคนมาเล่าให้เราฟังว่า ในอดีตยุคของอ.ศิลป พีระศรี (1892-1962) นั้น ท่านเคยจ้างลูกมือที่เป็นศิลปินชาวอิตาเลียนจำนวนนึง เพื่อให้ช่วยท่านทำงานในไทย แต่ท่านไม่รู้ว่า ในบรรดาลูกมือชาวอิตาเลียนนั้น มีบางคนที่เป็น “พวกบูชาปีศาจ” ที่หนีการตามล่าของวาติกัน ด้วยการเดินทางมาทำงานในไทยในยุคนั้นด้วย (นึกถึงหนังของ Dario Argento, Mario Bava อะไรทำนองนี้)

 

ศิลปินลูกมือชาวอิตาเลียนกลุ่มนี้ ได้แอบนำของวิเศษสำหรับการบูชาปีศาจ, ปลุกปีศาจ, ขอพรจากปีศาจ ไปฝังไว้ในประติมากรรมบางชิ้น หรืองานศิลปะบางชิ้นในไทยด้วย แล้วคนที่เล่าเรื่องนี้ให้เราฟังก็ชวนเราไปเดินสำรวจในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพื่อหาว่า “ของวิเศษสำหรับปลุกปีศาจต่าง ๆ” ถูกฝังไว้ในจุดใดบ้างในพิพิธภัณฑ์ หรือถูกแอบซ่อนไว้ในงานศิลปะชิ้นใดบ้างในพิพิธภัณฑ์ เราก็เลยช่วยเขาค้นหา แต่ก็พบว่า เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งเป็นฝรั่งหนุ่มหล่อ 3 คน มีพิรุธแปลก ๆ เราก็เลยพยายามหนีเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์หนุ่มหล่อ 3 คนนี้ แล้วเราก็ตื่นขึ้นมา

 

ส่วนรูปประกอบนี้เป็นรูปของ “สัญลักษณ์ของปีศาจ 72 ตน”

 

+++

 

เก็บศพไร้ญาติ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2503 (1960, บุญเอก (ฮุย) วิวัฒนศร Boonake Wiwattanasorn, สร้างโดย สมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถาน จ.จันทบุรี, documentary, 137min, A+30)

 

เป็นหนังที่น่าจะมีคุณค่าทั้งในทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยา เพราะหนังเรื่องนี้ได้บันทึกพิธีกรรมที่น่าสนใจของชาวจีนในชนบทของไทยเมื่อราว 60 กว่าปีก่อนเอาไว้ ซึ่งก็คืองานล้างป่าช้าในจังหวัดจันทบุรี หนังเรื่องนี้จึงถือเป็นการบันทึกสิ่งที่หาดูยากหลายอย่างเอาไว้ในเวลาเดียวกัน เพราะ

 

1.หนังเรื่องนี้บันทึก “พิธีล้างป่าช้า” และขั้นตอนต่าง ๆ ในพิธีอย่างละเอียด ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเห็นมาก่อนในภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะในภาพยนตร์เชิงพาณิชย์

 

2. หนังเรื่องนี้บันทึก “ภาพชาวจีนในไทยเมื่อ 60 กว่าปีก่อน” ซึ่งถือเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากเช่นกัน โดยเฉพาะในภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ของไทยที่สร้างขึ้นในทศวรรษ 1950-1960 เพราะภาพยนตร์ไทยในยุคนั้นยังไม่ค่อยมีตัวละครเชื้อสายจีนมากนัก

 

3.ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้บันทึกสภาพบ้านเรือนและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในจันทบุรีเมื่อราว 60 กว่าปีก่อนเอาไว้ด้วย ซึ่งก็ถือเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากอีกเช่นกัน

 

นอกจากนี้ สิ่งอื่น ๆ ที่น่าสนใจในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็รวมถึงการได้เห็นบทบาทของพระในศาสนาพุทธ ทั้งในนิยายเถรวาทและในนิกายมหายาน ในพิธีกรรมเดียวกัน

 

และอีกสิ่งที่น่าสนใจมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ gaze ของหนังที่มีต่อ “ศพมนุษย์” ซึ่งเป็น gaze ที่มองศพมนุษย์ราวกับว่าเป็น “สิ่งธรรมดาตามธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แตกต่างจาก gaze ที่มองศพมนุษย์ในภาพเคลื่อนไหวแบบอื่น ๆ ที่เรามักพบเห็นกันในยุคปัจจุบัน อย่างเช่น ใน “คลิปข่าว” ที่อาจนำเสนอภาพศพมนุษย์พร้อมด้วย “ความรู้สึกเศร้าใจ” หรือ “ความรู้สึกสะเทือนใจ” และใน “ภาพยนตร์สยองขวัญ” ที่อาจนำเสนอภาพศพมนุษย์ปลอมพร้อมด้วย “ความรู้สึกขยะแขยง”, “ความรู้สึกน่ารังเกียจ” หรือ “ความรู้สึกหวาดกลัว”

+++++

 

ตอนดูหนังเรื่องนี้เราจะนึกถึง “สติแตกสุดขั้วโลก” (1995, Poj Arnon, A+30) อย่างรุนแรง เหมือนพชร์ อานนท์ย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้นของตนเองอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนาน 30 ปี เพราะหนังเรื่องนั้นก็เป็นการทะลุมิติข้ามกันไปมาระหว่าง “โลกละครจีนยุคโบราณ” กับ “โลกยุคปัจจุบัน” เหมือนกัน แต่เราอาจจะชอบ “สติแตกสุดขั้วโลก” มากกว่า เพราะว่าจุดเด่นของหนังเรื่องนั้นคือความหล่อสุดขีดของจอห์น ดีแลน, อัษฎา พานิชกุล และแอนดริว เกรกสัน 55555

++++

 

เห็นหอภาพยนตร์จะฉายหนังเรื่อง “เสียงซึงที่สันทราย” (1980, ประวิทย์ ชุ่มฤทธิ์) เราก็สงสัยว่า เราเคยดูหนังเรื่องนี้แล้วหรือยัง เพราะชื่อหนังมันคุ้นๆ ยังไงชอบกล เราก็เลยลองเช็คข้อมูลดู แล้วก็พบว่า หนังที่เราเคยดูคือ “ดอกไม้ร่วงที่แม่ริม” (1979, ประวิทย์ ชุ่มฤทธิ์) ส่วน “เสียงซึงที่สันทราย” นั้น เราน่าจะยังไม่เคยดู

 

ส่วนละครโทรทัศน์เรื่อง “เดือนดับที่สบทา” นั้น เราก็ยังไม่เคยดูเหมือนกัน

Sunday, April 13, 2025

LOOK CLOSELY ENOUGH (2024, Warat Bureephakdee, 25min, A+30)

 

RIP TED KOTCHEFF (1931-2025)

 

เราน่าจะเคยดูหนังที่เขากำกับแค่เรื่องเดียวมั้งนะ ซึ่งก็คือ “เอาศพไปพักร้อน” หรือ WEEKEND AT BERNIE’S (1989)

 

แต่มีหนังบางเรื่องของเขาที่เราไม่แน่ใจว่าเราเคยดูตอนเด็ก ๆ หรือเปล่า อย่างเช่น FIRST BLOOD (1982) และ SWITCHING CHANNELS (1988)

 

เขาเคยได้รางวัล “หมีทองคำ” จากเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินด้วยนะ จากหนังเรื่อง THE APPRENTICESHIP OF DUDDY KRAVITZ (1974, Canada) ที่นำแสดงโดย Richard Dreyfuss และเขาเคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ จากหนังเรื่อง WAKE IN FRIGHT (1971) และ JOSHUA THEN AND NOW (1985, Canada) ด้วย

 

ภาพจากหนังเรื่อง WAKE IN FRIGHT

+++

 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เราได้ไปดูหนังเรื่อง DO THE RIGHT THING (1989, Spike Lee, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เสร็จแล้วก็ดูหนังที่ห้องสมุดหอภาพยนตร์ต่อ

 

พอดูหนังที่ห้องสมุดเสร็จแล้ว วันนั้นเราเลยลองเดินทางกลับด้วยรถเมล์สายที่ไม่เคยขึ้นมาก่อน นั่นคือสาย 124 เพราะว่าปกติเราจะกลับด้วยรถเมล์สาย 515 แต่บางทีสาย 515 ก็รอนานมาก วันนั้นเราเลยลองเปลี่ยนสายรถเมล์ดู

 

วันนั้นเราเลยเดินมาขึ้นรถเมล์ที่ป้ายตรงข้ามห้าง Macro Salaya ได้ขึ้นรถเมล์สาย 124 ตอน 17.37 น. แล้วก็มาลงรถเมล์ที่ป้ายแยกบรมราชชนนี ตอน 18.28 น. แล้วก็เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า MRT สถานีบางยี่ขัน ใช้เวลาเดินราว 8 นาที สรุปว่าใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงในการเดินทางจากหอภาพยนตร์มายังสถานี MRT บางยี่ขัน

 

ก็เลยสรุปว่า สาย 124 เป็นสายที่เราเดินทางกลับได้ด้วยเหมือนกัน มาต่อรถไฟฟ้า MRT ได้เหมือนกัน แต่มีข้อด้อยกว่าสาย 515 เล็กน้อย เพราะว่าต้องใช้เวลาเดินราว 8 นาทีในการมายังสถานี MRT บางยี่ขัน และเราสังเกตว่ามีขี้หมาประปรายระหว่างทางด้วย เพราะฉะนั้นเวลาเดินต้องระวังให้ดีนะคะ

++++++

 

เราเพิ่งค้นพบว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวในวันที่ 28 มี.ค. อาจจะสร้าง trauma ให้เราโดยไม่รู้ตัว เพราะมันแอบเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึกและในความฝันของเราแล้ว

 

เมื่อไม่กี่คืนก่อน เราฝันว่า เรากำลังจะไปเรียนที่มหาลัย (คือในชีวิตจริงกูเรียนจบมหาลัยตั้งแต่เดือนต.ค. 1994 หรือเมื่อ 30 ปีมาแล้ว แต่ปัจจุบันนี้เราก็ยังคงฝันว่า เรายังเรียนไม่จบมหาลัยอยู่เกือบทุกสัปดาห์ 55555 )

 

แล้วในขณะที่เรากำลังจะเดินไปที่ตึกเรียนนั้น เราก็เห็นฝูงมดดำวิ่งพล่าน ๆ อยู่บนพื้นทางเดิน เราก็พยายามเดินหลบเลี่ยงอย่างยากลำบาก เพื่อจะได้ไม่เดินเหยียบมัน แต่มันก็ยากมาก เพราะมดมันวิ่งพล่าน ๆ กระจายทั่วพื้น

 

พอเราเดินผ่านฝูงมดดำมาได้ไม่เท่าไหร่ เราก็เจอฝูงมดแดงวิ่งพล่าน ๆ อยู่บนพื้นทางเดินเหมือนกัน เราก็พยายามเดินหลบเลี่ยงมันเหมือนกัน

 

แล้วเราก็นึกขึ้นมาได้ว่า หรือว่ามดพวกนี้มันมี sixth sense รับรู้ได้ว่า มันกำลังจะเกิดแผ่นดินไหวหรือเปล่าวะ มันเลยวิ่งพล่าน ๆ กันแบบนี้ มันถึงได้เกิดอาเพศแบบนี้ กรี๊ดดดดดดด แล้วกูควรจะเดินเข้าไปเรียนหนังสือในตึกเรียนไหมเนี่ย ถ้าอาคารเรียนมันถล่มขึ้นมา แล้วเราจะทำยังไง

 

แต่เราก็ตัดสินใจเข้าไปเรียนหนังสือ แต่ก็พบว่าเราไม่รู้ “ตารางสอน” เราก็เลยพยายามตามหาเพื่อนสนิทเราเพื่อสอบถามเรื่องตารางสอน แล้วเราก็ตื่นนอนขึ้นมา

 

เหมือนครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกในชีวิตเราเลยมั้ง ที่เราเกิดความกล้วแผ่นดินไหวในฝันของเรา เราไม่เคยฝันถึงเรื่องแผ่นดินไหวอะไรแบบนี้มาก่อน แสดงว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวในวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา มันเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราแล้วโดยไม่รู้ตัว

 

แต่นี่น่าจะเป็นความฝันครั้งที่ 1560 แล้วมั้ง ที่เรา “ยังเรียนไม่จบมหาลัย” ในความฝัน 55555 (เราฝันถึงเรื่องเรียนไม่จบมหาลัยราวสัปดาห์ละครั้ง ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น 52 คูณ 30 เท่ากับ 1560)

 

ส่วนความฝันของเราในคืนล่าสุดนั้น เราฝันว่าเรากำลังนั่งดู closing credits ของหนังเรื่องนึงอยู่ในรอบดึก เพื่อรอดูว่ามันจะมีฉากอะไรท้ายเครดิตไหม แต่เราง่วงมาก เราก็เลยหลับปุ๋ยไปเลยระหว่างนั่งดู closing credits พอเราตื่นขึ้นมาอีกที เราก็พบว่า เรายังคงนั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ แต่โรงภาพยนตร์มันมืดสนิท ไม่มีคนเลย แสดงว่าพนักงานโรงภาพยนตร์ไม่เห็นหัวเรา ไม่สังเกตว่าเรานั่งหลับอยู่ในโรงหนัง พวกเขาไม่ได้มาปลุกเรา แล้วพวกเขาก็ปิดโรงหนังไป เหลือเราถูกทิ้งไว้อยู่คนเดียวในโรงหนังอันมืดสนิท กรี๊ดดดดดดด แล้วเราก็พยายามหาทางออกจากโรง แล้วเราก็ตื่นนอนขึ้นมา

 

ก็เลยรู้สึกว่า มันประหลาดและตลกดี ที่เราฝันว่า “เราง่วงนอน จนหลับไป แล้วตื่นนอนขึ้นมา” ในฝัน ก่อนที่จะตื่นนอนขึ้นมาจริง ๆ อีกที 55555 คือขนาดเรานอนหลับอยู่ เรายังคงฝันว่า “เราง่วงนอน” อยู่เลย

++++++++

LOOK CLOSELY ENOUGH (2024, Warat Bureephakdee, 25min, A+30)

 

1. ในที่สุดก็เจอหนังไทยที่สามารถปะทะกับหนังของ Herbert Achternbusch ได้ 55555 เพราะหนังไทยเรื่องนี้มีความเฮี้ยน, ความ cult, ความประสาทแดก, ความบ้า ๆ บอ ๆ, ความไร้เหตุผล, ความพิสดาร, ความตลก ผสมอยู่ด้วยกันอย่างน่าสนใจ และก็มีเนื้อหาสาระสอดแทรกอยู่ด้วย แต่ก็เป็นหนังที่เราดูแล้วไม่สามารถตีความอะไรได้อย่างแน่ใจเลย เช่นเดียวกับหนังหลาย ๆ เรื่องของ Achternbusch

 

2. อีกจุดที่ทำให้นึกถึงหนังของ Achternbusch โดยไม่ได้ตั้งใจ ก็คือการที่หนังเรื่องนี้ให้วิญญาณของป๋วย อึ้งภากรณ์ กับวิญญาณของปรีดี พนมยงค์ ที่สิงสู่อยู่ในรุปปั้น พูดคุยกัน จุดนี้ทำให้นึกถึง “ความหลอนของประวัติศาสตร์” ในหนังของ Achternbusch อย่างเช่นใน HEAL HITLER! (1986) ที่ตัวละครทหารเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเดินทางข้ามเวลามาสังเกตเยอรมนีในทศวรรษ 1980 และใน I KNOW THE WAY TO THE HOFBRAUHAUS (1992) ที่มีตัวละครมัมมี่อียิปต์ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเดินท่องเยอรมนีในยุคปัจจุบัน

 

มีคนเขียนว่าหนังของ Achternbusch ชอบนำเสนอ an intermediate realm in which the dead interact with the living ซึ่งเราก็คิดว่าหนังเรื่อง LOOK CLOSELY ENOUGH ก็เกือบ ๆ จะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน

 

3. ดูแล้วเราก็ไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้ต้องการจะพูดถึงอะไรโดยรวมนะ 55555 แต่ดูแล้วก็ชอบสุด ๆ อยู่ดี ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้เราจะนึกถึงประเด็นดังต่อไปนี้ด้วย

 

3.1 ตอนแรกเรานึกว่าหนังเรื่องนี้จะสะท้อนถึงความเหลวเป๋วของวัยรุ่นยุคปัจจุบัน หลังจากการลุกขึ้นสู้ของวัยรุ่นในยุคปี 2020-2021 ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ทำนองคล้าย ๆ กับการลุกฮือของหนุ่มสาวในยุโรปในปี 1968 ที่พบกับความล้มเหลวและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็คิดว่านี่อาจจะไม่ใช่ประเด็นของหนังเรื่องนี้ก็ได้

 

3.2 ไม่แน่ใจว่าพื้นที่ที่ใช้ถ่ายหนังเรื่องนี้คือพื้นที่ใกล้ๆ  ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต และม.กรุงเทพ รังสิต หรือเปล่า เราคิดว่าหนังเรื่องนี้ต้องการเก็บภาพและถ่ายทอดบรรยากาศยามกลางคืนของพื้นที่แถบนั้นเอาไว้ ซึ่งเราไม่มีความรู้เรื่องพื้นที่แถบนั้น เราก็เลยไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้ต้องการจะสะท้อนความเห็นอะไรเกี่ยวกับพื้นที่ตรงนั้นหรือเปล่า แต่ก็ชอบที่หนังพยายามถ่ายทอดบรรยากาศของพื้นที่แถบนั้นเอาไว้

 

3.3 ชอบ “เสรีภาพ” ในหนังเรื่องนี้ ชอบที่มีการนำเสนอรูปปั้นป๋วยกับปรีดี และไม่ได้ treat รูปปั้นเหล่านี้ว่าเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” เพราะสิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือแนวคิดของทั้งสองท่านนี้ต่างหาก เพราะฉะนั้นในหนังเรื่องนี้เราเลยได้เห็นพฤติกรรมที่แสดงถึง “เสรีภาพ” ได้อย่างน่าสนใจ ทั้ง

 

3.3.1 สิ่งที่ตัวละครชายหนุ่มสองคนทำกับรูปปั้น

 

3.3.2 กลุ่มตัวละครที่ “นอนแผ่ร้องแอ๊” อย่างบ้าคลั่งและไร้เหตุผลหน้ารูปปั้น

 

3.3.3 ตัวละครที่พยายามหาสถานที่เพื่อมีเซ็กส์กันในสวนบริเวณนั้น

 

ชอบที่หนังไม่ได้ประณามและไม่ได้ยกย่องการกระทำของตัวละครต่าง ๆ แต่เหมือนให้ผู้ชมลงความเห็นต่อตัวละครต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง หรือคิดถึงประเด็นเรื่อง “เสรีภาพ” ด้วยตัวเอง อย่างเช่น การนอนแผ่ร้องแอ๊ ในหนังเรื่องนี้ ผู้ชมแต่ละคนก็สามารถลงความเห็นได้ด้วยตัวเองว่า ตัวละคร “มีเสรีภาพ” ที่จะทำสิ่งนี้หรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นคนละประเด็นกับประเด็นที่ว่า ตัวละคร “สมควร” ทำสิ่งนี้หรือไม่ เหมือนตัวละครทำในจุดที่ก้ำกึ่งระหว่าง “เสรีภาพ” กับ “ความเหมาะสม” แล้วเราก็รู้สึกว่าจุดนี้มันน่าสนใจดี

 

4. ตัวละครพระเอกนี่พิศวงมาก เราไม่รู้ว่าเขาคือคนหรือผี หรือคนหรือสัตว์หรืออะไร 55555

 

5. ในหนังมีการพูดถึงแนวคิดเรื่อง “สันติประชาธรรม” ของอ.ป๋วยด้วย ซึ่งเราไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน

 

6. ช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงช่วงท้ายของหนังเรื่อง  WE LIVE IN A BEAUTIFUL WORLD (2022, วรัตต์ บุรีภักดี, 34min, A+30) โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเรารู้สึกว่าช่วงท้ายของหนังทั้งสองเรื่องนี้ เหมือนเป็นการ “ทอดสายตามองความเป็นไปของโลกยุคปัจจุบันด้วยความเป็นห่วงเป็นใย” เหมือนกัน

 

LOOK CLOSELY ENOUGH ถือเป็นหนังเรื่องที่ 21 ของคุณ Warat ที่เราได้ดู ส่วนอีก 20 เรื่องที่เราได้ดูนั้น เราเคยทำรายชื่อไว้แล้วที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10235108510517007&set=a.10233542333003548

 

+++

 

เราชอบเวอร์ชั่นของ Godard มากกว่า CARMEN (1984, Francesco Rosi, France/Italy) และ U-CARMEN EKHAYELITSHA (2005, Mark Dornford-May, South Africa)

 

++++

 

เพิ่งรู้ว่าราษฎรชาวไทยเคยร่วมกันสังหารหมู่ชาวจีนราว 3000 คนที่ฉะเชิงเทราในปีค.ศ. 1848 ในสมัยร.3 รุนแรงมาก ๆ เราไม่เคยรู้เรื่องเหตุการณ์นี้มาก่อนเลย

https://www.silpa-mag.com/history/article_74866

 

Monday, August 12, 2024

A GOOD DREAM

ก่อนที่จะมีร้านแว่นวิดีโอในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เวลาที่เราจะดูหนังหลาย ๆ เรื่องจากต่างประเทศที่ไม่มีวิดีโอลิขสิทธิ์ในไทย เราก็มักจะได้ดูหนังเหล่านั้นจาก “ร้านลูกแมว ที่มาบุญครอง”, จากร้านแมงป่อง, จากร้าน AVS และจากร้านเฟม วิดีโอที่คลองสานกับท่าพระจันทร์

 

อันนี้คือหนึ่งในวิดีโอที่เคยซื้อจาก “ร้านลูกแมว” เป็นหนังเรื่อง VITAL SIGNS (1990, Marisa Silver, A+30) ที่นำแสดงโดย Diane Lane กับ Adrian Pasdar ที่หล่อตรงสเปคเรามาก ๆๆๆๆๆๆๆ สาเหตุที่เราซื้อวิดีโอม้วนนี้มาเก็บไว้ก็เพราะความหล่อของ Adrian Pasdar นี่แหละ แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้ไปแล้ว 4-5 รอบเราก็ลบตัวหนังทิ้ง แล้วก็ใช้มันเป็นวิดีโอเปล่า อัดอะไรอื่น ๆ ทับไปแทน

 

ล่าสุดเพิ่งเห็น Adrian Pasdar โผล่มาประมาณ 5 นาทีใน THE EXORCISM (2024, Joshua John Miller, A+15)

 

+++

SHERMAN’S MARCH (1985, Ross McElwee, documentary, 158min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้ฉายออนไลน์ให้ดูฟรีจนถึงราว ๆ เที่ยงวันศุกร์ที่ 16 ส.ค.นะ เราเคยดูหนังเรื่องนี้เมื่อ 20 กว่าปีก่อนที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชอบหนังอย่างสุดขีดมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในหนังสารคดีที่คลาสสิคที่สุดตลอดกาลเลย หนังสารคดีเรื่องนี้เล่าเรื่องของผู้กำกับหนังที่พยายามเดินทางตามรอย “การเดินทัพของนายพลเชอร์แมนในช่วงสงครามกลางเมืองสหรัฐ” พร้อมกับที่ตัวผู้กำกับก็จีบสาวไปเรื่อย ๆ ในระหว่างการเดินทางด้วย

 

คือเราชอบสุดขีดที่หนังมันไม่ได้จะพยายามทำตัวเป็น “หนังสารคดีประวัติศาสตร์” เพียงอย่างเดียว แต่มันใส่เรื่องส่วนตัวของผู้กำกับ, การจีบสาวไปเรื่อย ๆ ในระหว่างการเดินทาง, ความรักความใคร่ของตัวผู้กำกับ พร้อมกับเล่าเรื่องสารคดีประวัติศาสตร์ไปด้วย เพราะนี่แหละมันคือมุมมองในแบบที่เราชอบ ที่ไม่ได้พยายามจะนำเสนอประเด็นอะไรเพียงประเด็นเดียว แล้วตัดประเด็นอื่น ๆ ในความเป็นมนุษย์/ความซับซ้อนของโลก ทิ้งไป แต่หนังเลือกที่จะเล่าอะไรหลาย ๆ อย่างที่ดูเหมือนไม่ได้เกี่ยวข้องกันในหนังเรื่องเดียวกัน

https://www.lecinemaclub.com/now-showing/shermans-march/

 ++++

เมื่อคืนฝ้นดี ก็เลยขอจดบันทึกไว้หน่อย

 

คือเมื่อคืนฝันว่าเรานั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างในถนนนึง แล้วพอนั่งไปเรื่อย ๆ ก็เจอ “ด่าน” ที่ห้ามนั่งรถต่อไป เราต้องลงจากรถ แล้วเดินเท้าต่อไปในถนนนั้น แล้วด่านนั้นมีการคัดกรองผู้คนด้วยเกณฑ์อะไรที่เราไม่เข้าใจ เรารู้แต่ว่าคนขับมอเตอร์ไซค์ถูกแยกไปแถวนึง แล้วเราก็ถูกแยกไปอีกแถวนึง แล้วพอเราเดินต่อไปเรื่อย ๆ เราก็มาถึงประตูรั้วนึง แล้วเราก็เลยรู้ว่า “เราตายไปแล้ว” เราประสบอุบัติเหตุขณะนั่งมอเตอร์ไซค์ คนขับมอเตอร์ไซค์รอดชีวิต แต่เราตายไปแล้ว แล้วพอมาถึงประตูรั้วนี้ วิญญาณของเราก็สามารถไปร่ำลาคนต่าง ๆ ที่เราผูกพันที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ ก่อนที่วิญญาณของเราจะเดินทางต่อไป เราก็เลยไปร่ำลาแม่ของเรา บอกกับแม่ว่า “เราแทบไม่เจ็บอะไรเลยนะตอนที่เราตาย” แล้วเราก็ตื่นนอนขึ้นมา

 

เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นฝันที่ดีสุดขีดสำหรับเรา เพราะความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของเราก็คือการตายโดยไม่เจ็บปวดอะไรนี่แหละ ซึ่งถ้าหากเราสามารถตายโดยแทบไม่รู้สึกเจ็บปวดทางร่างกายอะไรเลยแบบในฝันนี้ได้จริง ๆ มันก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ อยากให้เกิดขึ้นจริงอย่างสุด ๆ แต่จริง ๆ แล้วคืออยากนอนหลับแล้วตายไปเลยมากกว่านะ อันนั้นน่าจะไม่เจ็บปวดอะไรเลย 555555

+++

ตอนนี้คิดว่าเราคงต้องส่องกล้องตรวจดูกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่แล้วล่ะ เพราะเราท้องเสียบ่อยมากในปีนี้ คือพอเราท้องเสีย กิน Ciprofloxacin แล้วหายก็จริง แต่จะให้เรากิน Ciprofloxacin ทุกเดือน เดือนละ 10 เม็ด มันก็ไม่น่าจะใช่วิธีการที่ดีนะ เราเดาเอา

 

ล่าสุดคือเราดูหนัง THE HILL WHERE LIONESSES ROAR (2021, Luana Bajrami, Kosovo) ที่ Alliance ปรากฏว่าดูไป 1 ชั่วโมงแล้วปวดท้องหนักมาก ก็เลยต้องออกจากโรงหนังไปกลางคัน

 

ก็เลยจะถามเพื่อน ๆ ว่า ในเดือนก.ย.มันมีเทศกาลหนังอะไรวันไหนบ้าง นอกจากเทศกาลหนัง SILENT FILM FESTIVAL เพราะเราจะต้องรีบนัดวันส่องกล้องล่วงหน้า และกะว่าอยากจะเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ในเดือนก.ย. แต่เราก็ไม่อยากส่องกล้องในวันที่ตรงกับเทศกาลหนังใดๆ 555 ไม่ใช่ว่าเรานัดวันส่องกล้องไปแล้ว จ่ายตังค์ไปแล้ว แล้ววันนั้นดันตรงกับวันจัดงาน retrospective ของ Philippe Grandrieux อะไรทำนองนี้

 

รูปจาก THE HILL WHERE LIONESSES ROAR ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็นผู้หญิงที่มีอายุแค่ 20 ปีเองตอนที่กำกับหนังเรื่อง

+++++

สรุปความเสียหายจากการติดโควิดรอบสอง

 

การที่เราติดโควิดรอบสอง ทำให้เราไม่ได้ออกไปดูหนังโรงเป็นเวลา 11 วัน ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 21 ก.ค. ที่เราตรวจ ATK เจอสองขีดวันแรก จนถึงวันพุธที่ 31 ก.ค.

 

ก็เลยขอจดบันทึกเอาไว้ดีกว่าว่า การติดโควิดรอบนี้ทำให้เราไม่ได้ดูหนังเรื่องไหนในโรงภาพยนตร์บ้าง

 

1. GRAVE TORTURE (2024, Joko Anwar, Indonesia)

เสียดายสุดขีด ฮือ ๆ

 

2.MARINETTE (2023, Virginier Verrier, France)

ฉายที่ ALLIANCE

 

3.SUMMER WARS (2009, Mamoru Hosoda, Japan, animation)

ซื้อตั๋วล่วงหน้าไว้แล้ว แต่ออกไปดูไม่ได้

 

4.TRAPEZIUM (2024, Masahiro Shinohara, Japan, animation)

ซื้อตั๋วล่วงหน้าไว้แล้ว แต่ออกไปดูไม่ได้

 

5.X: THE MAN WITH THE X-RAY EYES (1963, Roger Corman, 79min)

ซื้อตั๋วล่วงหน้าไว้แล้ว แต่ออกไปดูไม่ได้

 

แล้วก็หนังในเทศกาล SIGNES DE NUIT ที่หอภาพยนตร์ ดังต่อไปนี้

 

6.Bald Sleep (2024,Binjie Hao, China) 33.20 mins

 

7.I look into the mirror and repeat to myself (2023, Giselle Lin, Singapore ) 18.17 mins

 

8. La Panadella (2023 , Joel Jiménez Jara, Spain) 17 MINS

 

9.Memories of an Unborn Sun (2024, Marcel Mrejen, Algeria, France, Netherlands) 22 mins

 

10.The Shore (2023, Eron Sheean , Netherlands)20.15 mins

 

11.Waiting (2023, Volker Schlecht, Germany) 15 MINS

 

12.Dusk (Timis) (2023, Awa Moctar Gueye , Senegal)23 mins

 

13.Souvenir ( 2023, Heidi Hassan, Cuba) 11 mins

 

14.The Exception of History (2024, Yo-Wen Mao, Taiwan)

 

15.Eviction (2023, Ian Gibbins, Australia) 11.39 mins

 

16.Forest (2022, Simon Plouffe, Canada) 16.22mins

 

17.In the Noise of the Downpour ( 2024, Oleksandr Stupak, Ukraine) 11.47mins

 

18.Memory Replica (2024, Thao Nguyen Dang, Vietnam) 23.11 mins

 

19.The Great Basin! Or: How I Learned to Stop Worrying and Love the Desert (2023, Eric Weeks , US) 15 mins

 

20.Silent Chirping of Invisible Digits (2023, Vera Sebert, Germany) 10.10 mins

 

21.ymoR (2023, Julien Lahmi, France) 9mins

 

การพลาดดูหนัง 21 เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ ก็เลยทำให้เราตัดสินใจประชดชีวิต ด้วยการสมัครสมาชิก MUBI แต่ตอนนี้เราก็มีเวลาดูหนังใน MUBI ไปแค่ 7 เรื่องเอง ซึ่งได้แก่ DAUGHTERS OF THE DUST, QUARTET, THE STRUCTURE OF CRYSTAL, THE ILLUMINATION, THE CONSTANT FACTOR, FAMILY LIFE (1971, Krzysztof Zanussi, Poland) และ LA JETEE (1962, Chris Marker, France, 28min, A+30)

 

แต่ก็คิดว่าจะพยายามหาเวลาดูหนังใน MUBI อีกแหละ แต่อาจจะหาเวลาว่างดูได้ไม่เกิน 4 เรื่องต่อเดือน

 

 

 

Sunday, April 07, 2024

DREAM OF A WITCH

 

เมื่อเช้านี้ฝันสนุกดี เลยขอจดบันทึกความฝันไว้หน่อย คือในฝันนั้นเราไปดูงานฉายหนังของมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง แล้วในงานคนดูแน่นมาก เหมือนเด็กมหาลัยนั้นแห่แหนมาดูกันเยอะ แล้วที่นั่งก็เป็นเก้าอี้พลาสติกที่ยกไปยกมาได้ มันก็เลยนั่งเบียด ๆ ๆ กัน เราก็เลยยกเก้าอี้พลาสติกของเราเพื่อย้ายที่ไปมาจะได้หาจุดที่นั่งที่โล่ง ๆ ไม่ต้องนั่งเบียด ๆ จะได้ดูหนังได้สะดวก แล้วพอเราลองยกเก้าอี้ของเราไปทางด้านหลัง ๆ ของโรง ก็พบว่ามีกลุ่มคนไร้บ้านกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มผู้ชายแต่งตัวซอมซ่อ เสื้อผ้าขาดวิ่น มานั่งดูหนังอยู่ด้วย ซึ่งบางคนในกลุ่มพวกเขาดูเป็นคนสติไม่สมประกอบ แล้วบางคนหันมามองเรา เราก็เลยกลัว ก็เลยยกเก้าอี้ของเราไปนั่งที่อื่น แล้วหนังที่ฉายอยู่ก็เป็นเรื่องของกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่โดนกลุ่มผีกลุ่มหนึ่งตามหลอกหลอนจะเอาชีวิต ซึ่งผี ๆ ในหนังก็คือเอาเพื่อน ๆ นักศึกษานี่แหละมาแสดง ผี ๆ ในหนังก็ดูเลยไม่สมจริง ไม่น่ากลัวมากนัก แล้วอยู่ดี ๆ เราก็พบว่าเรากลายเป็นตัวละครตัวหนึ่งในหนังที่เรากำลังดูอยู่ เราก็เลยบอกตัวละครกลุ่มนักศึกษาในหนังเรื่องนี้ว่า พวกมึงกำลังโดนผีกลุ่มหนึ่งตามล่าจะเอาชีวิตอยู่นะ แต่กูเป็นแม่มด เดี๋ยวกูจะช่วยพวกมึงเอง พวกมึงมีกันหลายคน ผีก็มีหลายตัว เดี๋ยวกูจะ assign ให้เองว่าพวกมึงแต่ละคนต้องตบกับผีตัวไหนบ้าง แล้วมีผีตัวนึงในกลุ่มที่กูจองตบมันเอง เพราะกูชังน้ำหน้ามันยิ่งนัก เดี๋ยวกูจะล่ออีผีตัวนี้ไปยังจุดทำพิธีของกู แล้วกูจะสาปอีผีตัวนี้ให้กลายเป็นหมู แล้วเราก็ตื่นนอนขึ้นมา

 

สรุปว่าไม่รู้ฝันนี้เกิดจากอะไร แต่แอบเดาว่าสาเหตุนึงมาจาก EXHUMA + หอแต๋วแตกแหกสัปะหยด 555555

Tuesday, October 31, 2023

dream of a coup and 7-eleven

 

บันทึกไว้ว่า เมื่อคืนฝันประหลาด ฝันว่าเมืองไทยเกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง แล้วเรารู้ข่าวนี้ตอนเราเดินอยู่ถนนเส้นนึง ที่มีรถทหารแล่นมาแล้วประกาศว่าให้ทุกคนรีบหลบเข้าที่พัก อย่ามาเดินตามท้องถนน แล้วปรากฏว่าบนถนนเส้นนั้นมีแต่นักท่องเที่ยวผิวดำเดินกันอยู่ เรากับนักท่องเที่ยวผิวดำหลายคนก็ไม่ได้มีบ้านอาศัยอยู่บริเวณนั้น แล้วปรากฏว่าไฟฟ้าถูกตัด ถนนมืด เรากับนักท่องเที่ยวผิวดำจำนวนมากเลยขอเข้าไปหลบภัยใน 7-ELEVEN ที่ตั้งอยู่บนถนนเส้นนั้น เพราะใน 7-ELEVEN ร้านนั้นมีไฟสำรอง ยังมีไฟฟ้าใช้ มีแอร์เปิดอยู่ เราก็เข้าไปหลบอยู่ข้าง ๆ ตู้ใส่ไอติม โดยมีนักท่องเที่ยวผิวดำจำนวนมากออกันอยู่ใน 7-ELEVEN ด้วย จบ ไม่รู้เหมือนกันว่าฝันนี้มาได้ยังไง

Tuesday, September 05, 2023

A DREAM OF GUSTAF MOLANDER

 

ขอจดบันทึกความฝันของเราในคืนวันที่ 4 ก.ย. แรม 4 ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะเอาไว้หน่อย

 

คือเมื่อคืนเราฝันว่า เพื่อน cinephile คนนึงของเรา มาสาธยายให้เราฟังถึงคุณงามความดีของภาพยนตร์ที่กำกับโดย Gustaf Molander แล้วพอเราตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้า เราก็เลยงงมาก ๆ ว่า ความฝันนี้มันมาได้อย่างไร เพราะเราไม่เคยดูภาพยนตร์ของ Gustaf Molander แล้วเรากับเพื่อนก็ไม่เคยคุยกันเกี่ยวกับภาพยนตร์ของเขามาก่อน เราก็เลยส่ง message ไปบอกเพื่อนของเราแล้วล่ะ ว่าเมื่อคืนเราฝันถึงเขา แล้วในฝันมันมีเหตุการณ์อย่างนี้

 

ตอนนี้เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่องอะไรสักเรื่องที่เราเคยดูในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ที่มันบอกว่า เราสามารถรับรู้เรื่องราวของตัวเองในอีก multiverse นึงได้ผ่านทางความฝัน แต่มันคือหนังเรื่องอะไรนะ ใครจำได้บ้างว่ามันคือหนังเรื่องอะไร เราไม่แน่ใจว่ามันคือหนังเรื่อง TO ALL OF YOU THAT I LOVED (2022, Jun Matsumoto, Japan, animation, A+30) กับ TO THE ONLY ONE WHO LOVED YOU, ME (2022, Kenichi Kasai, Japan, animation, A+30) หรือเปล่าที่ตั้งทฤษฎีนี้ไว้

 

เพราะตอนนี้เราแอบจินตนาการเล่น ๆ ว่า บางที multiverse อาจจะมีจริง และตัวเรากับเพื่อนคนนั้นในอีก multiverse นึง อาจจะกำลังศึกษาภาพยนตร์ของ Gustaf Molander กันอย่างจริงจังอยู่ในตอนนี้ก็เป็นได้ เพราะไม่งั้นอยู่ดี ๆ เราจะฝันถึงหนังของ Gustaf Molander ได้ยังไง 55555

Saturday, June 25, 2022

A DREAM OF MYSELF AS A WITCH STUDENT

 

เมื่อคืนฝันประหลาดดี ก็เลยขอจดบันทึกไว้ซะหน่อย กันลืม สงสัยเป็นเพราะเราอินกับ FANTASTIC BEASTS: THE SECRETS OF DUMBLEDORE (2022, David Yates, A+30) อย่างรุนแรง ก็เลยเก็บเอาไปฝัน 55555

 

ในฝันเมื่อคืน เราเป็นนักเรียนสาวในโรงเรียนเวทมนตร์คล้าย ๆ HOGWARTS แต่เหมือนครูครึ่งนึงในโรงเรียนเข้าข้างฝ่ายชั่วร้าย (นึกภาพครูครึ่งนึงในโรงเรียนเป็นสลิ่ม อะไรทำนองนี้) เหมือนในโรงเรียนไม่มีความปลอดภัยเท่าไหร่ ถูกฝ่ายมืดเข้าครอบงำ แล้วก็มีแก๊งนักเรียน MEAN GIRLS สาวเลวชอบ bully คนอยู่ในโรงเรียน เป็นเหมือนลูกสาวผู้มีอิทธิพล อีตัวหัวโจกแก๊งนี้ (สมมุติว่าชื่อเรจิน่า) เกลียดนักเรียนสาวคนนึง (สมมุติว่าชื่อกุดรุน) เรจินาก็เลยจับกุดรุนไปใส่ในปากกระบอกปืนใหญ่ แล้วจะยิงปืนใหญ่โดยใช้กุดรุนแทนกระสุนปืน เพื่อฆ่ากุดรุน แต่เราสงสารกุดรุน เราก็เลยอาศัยจังหวะที่อีเรจิน่าเผลอ เสกกุดรุนให้กลายเป็นวัตถุอื่น โดยเราเสกให้กลายเป็นวัตถุสองอย่างแยกต่างหากจากกัน เพราะถ้าหากเป็นวัตถุหนึ่งอย่าง เรจิน่าจะตรวจจับได้โดยง่ายว่าวัตถุนั้นที่จริงแล้วมันคือกุดรุน เราก็เลยเสกกุดรุนให้กลายเป็นเส้นเชือกหนึ่งเส้น กับจู๋ปลอมหรือดิลโด้หนึ่งอัน แล้วเราก็เอาเชือกเส้นนั้นไปเก็บไว้ในห้องเก็บของรก ๆ ในโรงเรียนที่มีเชือกกองอยู่จำนวนมาก ส่วนจู๋ปลอมเราก็พกติดตัวไว้ แล้วเราก็บอกเรจินาว่ากุดรุนทำร้ายเราแล้วหนีออกไปแล้ว

 

หลังจากนั้นเราก็เข้าไปห้องเก็บของไม่ได้อีก เพราะฝ่ายเรจินาหรือฝ่ายชั่วตั้งทัพคุมทุกจุดในโรงเรียนอย่างแน่นหนา แต่เราลอบหนีออกจากโรงเรียนมาได้ เราก็เลยเอาจู๋ปลอมไปมอบให้กับชายหนุ่มชาวจีนคนนึงที่มีพลังอำนาจวิเศษขั้นสูง เพื่อให้เขาช่วยปกปักรักษาจู๋ปลอมอันนั้นไว้ แต่เราไม่สามารถเสกกุดรุนให้กลับคืนร่างเดิมมาได้ จนกว่าเราจะได้เชือกเส้นนั้นมารวมกับจู๋ปลอมก่อน เราก็เลยต้องหาทางรวบรวมสมัครพรรคพวกเพื่อหาทางบุกทะลวงหรือไม่ก็ลักลอบเข้าไปในโรงเรียน ฝ่าด่านต่าง ๆ ของพรรคพวกของเรจิน่าเข้าไปให้ได้ เพื่อจะได้เอาเชือกเส้นนั้นออกมา โดยต้องไม่ให้พวกของเรจิน่ารู้ด้วยว่า เป้าหมายของเราคืออะไร ไม่งั้นเรจิน่าอาจจะเอาเชือกเส้นนั้นไปทำลายก่อน

 

แล้วเราก็เหมือนอยู่ดี ๆ เปลี่ยนไปฝันเรื่องอื่น ๆ เหมือนฝันว่าเราเป็นพนักงานออฟฟิศในบริษัทนึง แล้วเราต้องคุยกับแผนกบัญชีเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการเบิกเงินเดือน แล้วเงินเดือนไม่ออก หรืออะไรทำนองนี้มั้ง 5555 ก่อนที่เราจะตื่นขึ้นมา

Monday, May 16, 2022

DREAM, AND CHOICES OF LIFE

 

รีบบันทึกความฝันเมื่อคืนไว้ก่อน ก่อนจะลืม นี่เป็นความฝันที่เป็นผลจากการดู EVERYTHING EVERYWHERE ALL AT ONCE 55555 คือเมื่อคืนเราฝันว่าเราไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็พบว่าแทนที่ในห้องน้ำจะเป็นโถส้วมให้เรานั่งดี ๆ มันกลับเป็นส้วมหลุมยุคโบราณแบบที่เราต้องนั่งยอง ๆ เราก็เลยรู้ได้ในทันทีว่ามันมีอะไรผิดปกติแน่ ๆ เราต้องกำลังฝันอยู่แน่เลย เราก็เลยหลับตาแล้วลืมตาใหม่ เราก็เห็น “โถส้วม” แบบปกติอยู่ตรงหน้าเรา แต่ถ้าหากเราหยีตามอง เราจะเห็นภาพตรงหน้าเป็น split screen คล้ายภาพบนกระจกที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ เสี้ยวด้านซ้ายของภาพเป็นโถส้วม ส่วนเสี้ยวด้านขวาของภาพเป็นส้วมแบบนั่งยอง ๆ เราก็เลยพบว่า ถ้าหากเราหยีตา เราจะมองเห็นอีกเอกภพนึงได้ คือในอีกเอกภพนึง ห้องน้ำของเราเป็นส้วมแบบนั่งยอง ๆ ไม่ใช่โถส้วมแบบนั่งสบาย ๆ 55555

 

เราก็เลยถือโอกาสว่า เออ ไหน ๆ เราก็มองเห็นอีกเอกภพนึงในฝันได้แล้ว เราขอสำรวจดูหน่อยว่าในอีกเอกภพนึงชีวิตของเราเป็นอย่างไรบ้าง เราก็เลยหยีตามองสำรวจสิ่งต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วเราก็พบว่าเมื่อเราหยีตามองตรงหน้าห้องน้ำ เราจะพบว่าซีกซ้ายของภาพที่เราเห็นไม่มีอะไรอยู่หน้าห้องน้ำ แต่ซีกขวาของภาพที่เราเห็นมีเศษกระดาษสีน้ำตาลวางกองอยู่ เราก็เลยพยายามหยิบเศษกระดาษสีน้ำตาลจากอีกเอกภพนึงขึ้นมาดู มันมีตัวเลขอะไรบางอย่างระบุไว้ แล้วเราก็เหมือนรู้ขึ้นมาเองว่า มันคือเลขวันที่ที่จะเป็นวันตายของเรา เราก็เลยพยายามจำเลขนั้นไว้ แต่พอเราตื่นนอนขึ้นมา เรากลับจำเลขนั้นได้ไม่หมด เหมือนมันขึ้นต้นด้วย 2608 แต่เราจำเลขตอนท้ายไม่ได้ คือเหมือนเราจะต้องตายในวันที่ 26 ส.ค. แต่พอเราตื่นนอนขึ้นมา เราจำไม่ได้ว่าปีที่เราจะตายคือปีอะไร จบ

 

POLL: ถ้าหากคุณมีชีวิตเหมือนตัวละครในหนังเหล่านี้ คุณจะตัดสินใจแบบเดียวกับตัวละครตัวใด

 

พอเราได้ดู EVERYTHING EVERYWHERE ALL AT ONCE (2022, Dan Kwan, Daniel Scheinert, A+30) กับ IT’S A FLICKERING LIFE (2021, Yoji Yamada, Japan, A+30) แล้วเราก็พบว่า เราชอบหนังสองเรื่องนี้อย่างสุด ๆ แต่หนังสองเรื่องนี้ทำให้เราชอบ FAST AND FEEL LOVE มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่ได้หมายถึงเราชอบ FAST AND FEEL LOVE มากที่สุดในบรรดาหนัง 3 เรื่องนี้นะ เพียงแต่ว่า EEAAO กับ IT’S A FLICKERING LIFE มันไปขับเน้นจุดที่เราชอบสุด ๆ ใน FAST AND FEEL LOVE ให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้นไปอีก นั่นก็คือการตัดสินใจของตัวละครหญิง

 

ก็เลยอยากสอบถามเพื่อน ๆ ว่า ถ้าหากเพื่อนๆ มีชีวิตเหมือนตัวละครนางเอกในหนังเหล่านี้ เพื่อน ๆ คิดว่าตัวละครนางเอกในหนังเรื่องใด “ตัดสินใจ” ในแบบเดียวกับที่เพื่อน ๆ จะตัดสินใจ ตอบได้มากกว่าหนึ่งคำตอบ 55555

 

1. FAST AND FEEL LOVE

 

2.THE WORST PERSON IN THE WORLD (2021, Joachim Trier, Norway)

 

3. EVERYTHING EVERYWHERE ALL AT ONCE ในจักรวาลที่เลือกทีจะมีผัว

 

4. EVERYTHING EVERYWHERE ALL AT ONCE ในจักรวาลที่เลือกที่จะไม่มีผัว แต่ได้เป็นดาราดัง

 

5.IT’S A FLICKERING LIFE อยู่กับผัว ถึงแม้ผัวจะติดเหล้า ติดการพนัน แล้วก็มีหนี้สินรุงรัง ถูกเจ้าหนี้นอกระบบตามรังควานอย่างรุนแรง

 

6. THE LEFT-HANDED WOMAN (1977, Peter Handke, West Germany) ทิ้งผัวโดยไม่ต้องมีสาเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น

 

คือเราชอบ EEAAO กับ IT’S A FLICKERING LIFE อย่างสุด ๆ ก็จริง แต่มันไม่ทำให้เรา identify ตัวเองกับการตัดสินใจของนางเอกแบบเดียวกับที่เรารู้สึกใน FAST AND FEEL LOVE น่ะ โดยเฉพาะนางเอกของ IT’S A FLICKERING LIFE กับ FAST AND FEEL LOVE นี่คือขั้วตรงข้ามกันเลย คือเหมือนนางเอกในหนังทั้งสองเรื่องนี้ได้ผัวนิสัยไม่ดีทั้งคู่ แต่คนนึงเลือกที่จะทนทุกข์กับผัว แต่อีกคนตัดสินใจทิ้งผัวไป เราก็เลยชอบ IT’S A FLICKERING LIFE มาก ๆ ในแง่หนังที่ทำให้เราเข้าใจ “ผู้อื่น” แต่เราชอบ FAST AND FEEL LOVE มาก ๆ ในแง่ที่ตัวละครในหนังตัดสินใจแบบเดียวกับเรา

 

แต่ยังไงก็ชอบ THE LEFT-HANDED WOMAN มากที่สุดในกลุ่มนี้นะ 55555

 

 

Saturday, October 09, 2021

LIKE THE ONE I USED TO KNOW (2020, Annie St-Pierre, Canada, 18min, A+30)

 

ตอนนี้ผ่านไป 24 ชั่วโมงหลังฉีด Astrazeneca เข็มสองแล้ว เหมือนไม่ค่อยมี side effects อะไรมากนัก อาการที่มีก็คือ ปวดเมื่อยตัวเล็กน้อยเมื่อคืน, ปวดหัวเล็กน้อย และครั่นเนื้อครั่นตัวเล็กน้อย ซึ่งอาการอาจจะไม่แตกต่างอะไรไปจากอาการป่วยออด ๆ แอด ๆ ของเราในแต่ละวัน หวังว่าเราคงได้รับวัคซีนจริง ๆ นะเมื่อวานนี้ 55555

 

แต่เมื่อคืนฝันสนุกดีนะ ไม่รู้เป็นเพราะผลจากวัคซีนหรือเปล่า ก็เลยจดบันทึกความฝันไว้ก่อนดีกว่า เมื่อคืนฝันว่าเราเหมือนดูหนังเรื่องนึง ตัวเอกเป็นชายหนุ่มผิวดำ เพื่อนของเขาถูกฆาตกรรมไปสองคน แล้วเขาก็เลยค้นพบว่า เพื่อนคนที่สามของเขา ซึ่งเป็นนักแสดงสาวผิวขาว กำลังจะถูกฆาตกรรมด้วย เธอกำลังจะแสดงเป็น Sharon Tate ในฉากฆาตกรรม เขาก็เลยสงสัยว่า ฆาตกรจะสลับสับเปลี่ยนเอาอาวุธจริงมาใช้ในฉากฆาตกรรมนั้น เพื่อนของเขาจะได้ถูกฆ่าตายจริง ๆ ในระหว่างการเข้าฉาก เขาก็เลยปลอมตัวเข้าไปในกองถ่ายหนังเพื่อไปขัดขวางการฆาตกรรม แต่พวกฆาตกรรู้ตัว ก็เลยจับตัวเขาไปทรมาน เหมือนฆาตกรจะเป็นกลุ่มผู้ชายผิวขาวแบบ Klu Klux Klan

 

แล้วเราก็ตื่นขึ้นมา แล้วก็รีบไปเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ พอไปถึงห้องเรียน ซึ่งเป็นคาบเรียนที่มีความยาว 2 ชั่วโมงครึ่ง เจ้าหน้าที่หน้าห้องก็แจ้งว่า ถ้าจะนั่งเรียน ก็คิดเงิน 496 บาทต่อ 16 นาทีค่ะ เราก็เลยด่าเจ้าหน้าที่ว่า นี่มันคาบเรียนละ 2 ชั่วโมงครึ่ง มึงก็คิดมาให้เสร็จสรรพเลยสิว่า ถ้าจะเข้าเรียนคาบนี้ ต้องจ่ายทั้งหมดกี่บาท ทำไมกูต้องมาคำนวณเองว่า การนั่งเรียน 16 นาที ต้องจ่าย 496 บาท แล้วถ้านั่งเรียน 150 นาที ต้องจ่ายทั้งหมดกี่บาท อีโง่

 

แล้วเราก็นึกขึ้นมาได้ว่า เรายังไม่ได้อาบน้ำ รู้สึกเหนียวตัว เราก็เลยจะเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำคณะ แต่พอเปิดประตูเข้าไป ปรากฏว่ามีฝรั่งหนุ่มผิวขาวหลายคนอยู่กันเต็มห้องน้ำเลย แล้วเราก็นึกขึ้นมาได้ว่า ฝรั่งหนุ่ม ๆ กลุ่มนี้เหมือนพวก Klu Klux Klan ที่เราเห็นในความฝัน มันเป็นฝันบอกเหตุหรือเปล่า ถ้าหากเราเข้าไปอาบน้ำในนี้  เราจะถูกพวกเขาจับไปทรมานไหม เราก็เลยกลัวมาก ไม่กล้าเข้าไปอาบน้ำในนั้น

 

แล้วเราก็เลยหาห้องน้ำไปเรื่อย ๆ จนได้ไปอาบน้ำที่ห้องน้ำในโรงเรียนสาธิตจุฬา ฝ่ายประถม ก่อนที่เราจะตื่นนอนขึ้นมาจริง ๆ 55555

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฝันซ้อนฝันแบบนี้ สงสัยเป็นเพราะฤทธิ์วัคซีน แล้วอาการครั่นเนื้อครั่นตัวคงส่งผลให้เรารู้สึกอยากอาบน้ำในความฝันมั้ง ส่วนการฆาตกรรมนักแสดงในระหว่างการแสดงคงเป็นเพราะเราเพิ่งดูหนังเรื่อง THE WHEEL OF LIFE (1983, King Hu, Lee Hsing, Pai Ching-Jui, Taiwan, A+30) มา 55555

----------

หนังอาหรับ 3 เรื่องเปิดฉายออนไลน์ในวันที่ 14-17 ต.ค.นะ ค่าชมเป็นแบบบริจาคตามแต่จิตศรัทธา มีหนังสั้นเรื่องนึง แล้วก็หนังยาว 2 เรื่อง ซึ่งได้แก่เรื่อง DREAMS OF THE CITY (1984, Mohammad Malas, Syria, 120min) กับ A MUSLIM CHILDHOOD (2005, Moumen Smihi, Morocco, 83min) น่าดูมาก ๆ เพราะเหมือนเราไม่เคยดูหนัง Syria ยุคก่อนสงครามกลางเมืองมาก่อนเลยมั้ง ได้ดูแต่หนังยุคหลังสงครามกลางเมืองมาแล้ว

https://watch.eventive.org/artearchive/play/6155c88aeadd68004ee699a4/6155c0e5eadd68004ee69409

--------

LIKE THE ONE I USED TO KNOW (2020, Annie St-Pierre, Canada, 18min, A+30)

 

ชอบตัวละครพระเอก เขาดูเหมือนเป็นผู้ชายที่ไม่เก่งในการเข้าสังคม มีความเป็น loser ซึ่งแตกต่างจากสามีใหม่ของภรรยาเก่าของเขา ที่ดูเป็นผู้ชายที่มีออร่าของความเชื่อมั่นในตัวเองและคุมทุกอย่างได้ดี ดูแล้วแอบนึกถึงพวกหนังฮอลลีวู้ดยุคทศวรรษ 1980-ต้นทศวรรษ 2000 ที่ชอบนำเสนอพระเอกแบบนี้น่ะ โดยเฉพาะพวกหนังวันคริสต์มาสที่พยายามจะสอนคนดูว่า ผู้ชายไม่ควรบ้าเงิน บ้าทำงานมากเกินไป ควรให้เวลากับครอบครัวมากกว่า ซึ่งจริง ๆ แล้วเราจะไม่ค่อยถูกโฉลกกับหนังแนวรักครอบครัว+ต่อต้านทุนนิยมกลุ่มนี้มากนัก แต่เหมือนหนังเรื่องนี้ตัดบริบทเรื่องทุนนิยมทิ้งไป และนำเสนอตัวละครพระเอกได้อย่างน่าสงสารและน่าเห็นใจจริง ๆ เพราะลูกชายของเขาก็ไม่รักเขา ลูกชายของเขารัก “พ่อเลี้ยง” มากกว่า ซึ่งเป็นอะไรที่เราไม่ค่อยได้เห็นกัน เราก็เลยชอบตรงจุดนี้มาก ๆ และชอบที่ตัวพระเอกตัดใจจากลูก ๆ ได้ด้วย ไม่ดึงดันจะยึดลูกเป็นของตัวเองมากเกินไป

 

#signesdenuit2021

 

BAD OMEN (2020, Salar Pashtoonyar, Canada/Afghanistan, 19min, A+30)

 

หนังสะท้อนชีวิต 1 วันที่ยากลำบากของแม่ม้ายในอัฟกานิสถาน รู้สึกว่ามันปะทะกับหนังอิหร่านแบบ THE CIRCLE (2000, Jafar Panahi) ได้สบาย ๆ เลย แต่มันเศร้ากว่าหนังอิหร่านตรงที่ว่า สถานการณ์ในหนังเรื่องนี้ที่ว่ายากลำบากมาก ๆ แล้ว คงจะเลวร้ายลงไปอีกในปัจจุบันเมื่อตาลีบันกลับมายึดครองอัฟกานิสถานอีก

 

#signesdenuit2021

Saturday, October 10, 2020

A DREAM OF GHOST FRIEND

 

เมื่อคืนฝันว่า เพื่อนมหาลัย/เพื่อนร่วมงานคนนึงที่เสียชีวิตในปี 2016 อยู่ดีๆก็เดินเข้ามาในออฟฟิศที่ทำงาน แล้วขายประกันชีวิตให้เพื่อนๆในที่ทำงาน เพื่อนๆในที่ทำงานก็พยายามพูดคุยกับเธอตามปกติ ไม่มีใครกล้าบอกเธอว่า “เธอตายไปแล้วนะ” เพราะกลัวเธอจะเสียใจที่เธอตายไปแล้ว สิ่งที่จำได้ดีในฝันนี้ก็คือว่า เพื่อนคนนี้ใส่ชุดสี marmalade ที่สีมันสวยมากๆ

 

ตื่นมาแล้วก็งงๆว่าทำไมอยู่ดีๆถึงฝันถึงเรื่องนี้ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่า เราเพิ่งดูหนังเรื่อง “เลิฟยูโคกอีเกิ้ง” (2020, Thongchai Prasongsanti, A+20) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “คนตายที่ไม่ยอมตาย” และบางทีอาจจะเกี่ยวกับเรื่องที่ได้ยินจากดีเจทางวิทยุ เพราะในวันอาทิตย์ที่ 4 ต.ค. เรานั่ง taxi แล้ว taxi เปิดวิทยุช่องอะไรไม่รู้ มีดีเจผู้หญิงคนนึงเล่าว่า ตอนเธออายุ 8 ขวบ เธอเคยเดินกลับบ้าน ตอน “บ่ายสอง” กลางวันแสกๆ แดดร้อนเปรี้ยง เธอเจอคุณป้าขายกล้วยแขกคนนึงที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี คุณป้าคนนั้นก็ทักทายเธอ แล้วบอกเธอว่าฝากความคิดถึงถึงคุณแม่ของเธอด้วยนะ แล้วพอดีเจคนนั้นเดินกลับมาถึงบ้าน เจอแม่ แม่ก็รีบบอกเธอว่า เดี๋ยวเย็นนี้เตรียมตัวไปงานศพนะ ไปงานศพของคุณป้าขายกล้วยแขก เพราะเขาเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ “เมื่อเช้านี้”

Monday, May 04, 2020

MY LUCID EROTIC DREAM


เมื่อคืนฝันดีน่าตบมาก เลยขอบันทึกเก็บเป็นความทรงจำไว้นิดนึง

เมื่อคืนฝันว่า เราอยู่ในอาคารเรียนที่ไหนสักแห่ง มีนิสิตเดินไปมามากมายเพื่อไปเข้าห้องเรียน เราอยู่ตรงบริเวณทางเดินใกล้ๆลิฟท์ แล้วเราก็ปิ๊งหนุ่มหล่อคนนึงที่ยืนอยู่บริเวณนั้น เขาก็ปิ๊งเรา แล้วอยู่ดีๆเราก็รู้ตัวว่า “เรากำลังฝันอยู่” เราก็เลยคิดว่า ดีล่ะ ในเมื่อเราอยู่ในความฝัน เราจะทำอะไรที่ตัวเองต้องการก็ได้ เราก็เลยเข้าไปหาหนุ่มหล่อคนนั้น ขอลูบไล้แผงอกของเขา ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเขาออก แล้วเขาก็จูบเรา เราก็บอกเขาว่า ให้เอาเราตรงนี้เลย เพราะนี่เป็นความฝัน เราไม่ต้องอายใครทั้งนั้น เขาก็เลยเอาเราตรงทางเดินนั้นเลย เขาเอาเราจนเกือบเสร็จ แล้วเราก็ตื่นนอนขึ้นมา

พอตื่นนอนขึ้นมา เราก็ดีใจมากๆ รู้สึกว่ามันเป็นฝันดีมากๆ แต่แอบสงสัยนิดนึงว่า มันเป็นแค่ความฝันใช่ไหม มันไม่ได้มีภูตผีวิญญาณอะไรที่ไหนมาแอบเข้าฝันเรานะ ไม่ใช่ว่าเราร่วมรักกับผีที่ไหนไปแล้ว 55555

เราเคยรู้ตัวว่าตัวเองอยู่ในฝันหลายครั้งเหมือนกันนะ แต่ปกติแล้วพอเรารู้ว่าตัวเองอยู่ในฝัน เราก็จะแค่เหาะไปเหาะมา สำรวจ landscape ทัศนียภาพในความฝันน่ะ แทบไม่เคยเจอหนุ่มหล่อขณะรู้ว่า “ตัวเองอยู่ในฝัน” แบบนี้มาก่อน

เดี๋ยวคืนนี้เข้านอนตั้งแต่สองทุ่มดีไหม 55555

Monday, December 11, 2017

DREAMS INSPIRED BY COCO

ผลกระทบจากการดู COCO ก็คือกูเก็บไปฝันเลยค่ะ 555 แต่ฝันคราวนี้ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนะ มันเป็นฝันที่สะเปะสะปะพอสมควร แต่ก็ขอจดบันทึกเอาไว้หน่อยแล้วกัน

เมื่อคืนเราฝันว่าเรานอนอยู่ในศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้าอะไรสักอย่าง แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่า ทำไมเรากับคนหลายๆคนต้องนอนในศูนย์อาหาร รู้แต่ว่าในฝันเราตื่นนอนขึ้นมา แล้วจะไปเข้าห้องน้ำในเวลาตีสอง ก็เลยเดินออกจากศูนย์อาหารจะไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็สังเกตว่าในห้างมีคลาสโยคะที่มีคนมาเรียนกันด้วย เราก็เลยประหลาดใจมากว่า ทำไมชั้นเรียนโยคะรอบตีสอง-ตีสามถึงมีคนมาเรียนกันเยอะขนาดนี้ หรือว่าการฝึกโยคะตอนตีสอง-ตีสามจะให้ประสิทธิผลสูงสุด สูงกว่าการฝึกโยคะในช่วงเวลาอื่นๆของวัน

พอเข้าห้องน้ำเสร็จ เราก็กลับมานอนในศูนย์อาหาร เราก็นอนหลับตา แล้วก็พบว่าตัวเองยังเห็นขาตัวเองอยู่ แล้วก็ได้ยินเสียงพระเทศน์จากเทปธรรมะอะไรสักอย่างด้วย เราก็เลยงงว่า กูหลับตาแล้ว ทำไมยังเห็นขาตัวเองอยู่ แล้วเราไม่ได้เปิดเทปธรรมะอย่างแน่นอน แล้วเสียงพระเทศน์มาจากไหน เราก็เลยรู้ตัวว่า เรากำลังฝันอยู่อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นกูขอออกไปสำรวจโลกความฝันดูหน่อยดีกว่า แล้วเราก็เหาะออกจากห้างสรรพสินค้าไป

เหาะออกไปแล้ว เราก็เจอหนุ่มสาวกลุ่มนึงกำลังฝึกวิทยายุทธอยู่ คือเหมือนกับฝึกวิชาตัวเบาด้วยการกระโดดจากนอกตึกขึ้นไปที่ชั้นสองของตัวตึก อะไรทำนองนี้ เราก็แอบอยู่ที่ระเบียงชั้นสองเพื่อดูหนุ่มสาวพวกนี้ฝึกวิชากัน แล้วเราก็ค่อยเผยตัวออกมา แล้วบอกว่าการกระโดดแบบนี้เป็นเรื่องง่ายๆนะ (ก็กูรู้ตัวว่าอยู่ในโลกความฝันนี่นา) แล้วเราก็สาธิตให้เห็นด้วยการกระโดดจากชั้นสองไปที่ชั้นหนึ่ง แล้วก็กระโดดจากชั้นหนึ่งแล้วก็ลอยขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ แล้วก็บินไปสำรวจสถานที่อื่นๆต่อ

เหมือนในโลกความฝันมันเป็นอาคารตึกๆแบบในกรุงเทพนี่แหละ แต่มันจะมืดๆหน่อย เราบินผ่านไปเห็นวัดแห่งหนึ่งกำลังจัดงานศพอยู่ มีผู้คนเดินไปเดินมา เราก็เลยลงไปสำรวจซะหน่อย แล้วก็พบว่าบรรดาพระๆในวัดนี้จะเห็นเรา แต่คนที่มาร่วมงานศพจะไม่เห็นตัวเรา เหมือนกับเราเป็นวิญญาณที่พระที่มีญาณทิพย์เท่านั้นถึงจะเห็นได้ พระรูปนึงก็โบกมือทักทายเรา คนที่มาร่วมงานศพก็งงว่า พระโบกมือให้ใคร

เราเริ่มสังหรณ์ใจ กลัวว่านี่จะเป็นงานศพของตัวเราเองในอนาคต เราก็เลยพยายามหาชื่อ+รูปของผู้เสียชีวิต แต่หาไม่เจอ เราก็เลยดูตามชื่อพวงหรีดว่าใครส่งมาร่วมงานศพนี้บ้าง ดูว่ามีคนนามสกุลโพธิ์แก้วส่งมาบ้างหรือเปล่า ปรากฏว่าเจอแต่พวงหรีดจากคนนามสกุลโพธิ์เขียว กับคนนามสกุลโพธิ์รักษาอะไรทำนองนี้ แต่ไม่เจอคนนามสกุลโพธิ์แก้ว แล้วเราก็มองเห็นผีหลายตัวมาร่วมปะปนในงานศพนี้ด้วย คือในงานศพจะมีคนธรรมดาที่มองไม่เห็นเรา แล้วก็มีพระหลายรูปที่มองเห็นเรา แล้วก็มีผีที่หน้าตาน่าเกลียดเดินปะปนกับคนในงาน เราก็เลยกลัวๆ แล้วจะบินออกไป แต่พอบินออกนอกศาลาไป เราก็นึกขึ้นมาได้ว่า มันมีจุดนึงในงานที่น่าจะมีการเขียนชื่อผู้เสียชีวิตเอาไว้ เราก็เลยจะบินกลับเข้าไปดูตรงจุดนั้น ว่ามันเป็นชื่อของเราหรือเปล่า ปรากฏว่าเราบินกลับเข้าไปในศาลาไม่ได้ อยู่ดีๆก็มีประตูมาปิดไว้ เราฝ่าเข้าไปไม่ได้ เราก็เลยบินไปสำรวจที่อื่นๆต่อ

เราก็บินไปจนมาลงจอดที่หน้าตึกอะไรสักอย่างในเวลากลางวัน มีฝรั่งหนุ่มคนนึงเดินอยู่ เราก็เลยชวนเขาว่าไปมี sex กันมั้ย เขาก็บอกว่า เอาสิ แล้วจะพาเราไปมี sex ในห้องน้ำ เราก็บอกว่า นี่มันเป็นโลกความฝันหรือไม่ก็โลกวิญญาณนี่นา แล้วเราจะไปทำตามกฎของโลกมนุษย์ทำไม เรามามี sex กันหน้าตึกนี่เลยดีกว่า ท่ามกลางสายตาคนจำนวนมากนี่แหละ เพราะในโลกนี้ เราไม่เห็นจำเป็นต้องทำตามกฎของโลกมนุษย์เลย เขาก็ตกลง เราก็เลยถอดกางเกงเขาออก เพื่อจะบ๊วบให้เขาต่อหน้าธารกำนัล แต่ปรากฏว่าเขาจู๋เล็กมาก เราก็เลยบอกว่า งั้นเราไม่บ๊วบให้แล้วนะ แล้วก็เดินจากมา เขาก็มีอาการงอแงเล็กน้อย

แล้วเราก็บินมาอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งนึง คล้ายๆพารากอน มีคนเดินไปเดินมา มีร้านค้าต่างๆ แล้วเราก็นึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าหากตอนนี้เราอยู่ในโลกความฝันหรือโลกวิญญาณ แล้วเราจะขอหวยได้หรือเปล่า เราก็เลยสอบถามคนไปเรื่อยๆ ก็มีคนนึงจะเอารหัสใบ้หวยมาให้เรา แต่มันเป็นตารางที่ดูแล้วงงๆ มันไม่ใช่ตัวเลขชัดๆน่ะ มันเป็นตารางที่มีตัวเลขมากมาย แล้วเขาก็บอกว่า ถ้าจะซื้อหวยตรงบริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้า ต้องซื้อตามตัวเลขที่เขียนไว้ตรงจุดนี้ของตาราง แต่ถ้าหากจะซื้อหวยตรงบริเวณใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน ต้องซื้อตามจุดนี้ของตาราง บลาๆๆ แล้วก็ดูเหมือนจะมีเงื่อนไขมากมาย เราก็เลยตัดสินใจว่า เราไม่เอาดีกว่า เพราะตารางมันไม่ได้บอกว่า รางวัลที่หนึ่งคือหมายเลขอะไร ตารางมันเหมือนจะใบ้แค่เลขท้ายสองหลักเท่านั้น แล้วเราไม่อยากเสี่ยงทำสัญญาผูกมัดหรือทำตามเงื่อนไขอะไรกับโลกของวิญญาณ เพื่อแลกกับเลขท้ายสองตัว มันไม่คุ้มกัน คือสมมุติกูถูกเลขท้ายสองตัว แต่กูต้องมีสัญญาผูกมัดอะไรสักอย่างกับโลกวิญญาณไปตลอดชีวิต กูก็ไม่เอาดีกว่า เราก็เลยปฏิเสธมันไป

แล้วเราก็เลยสำรวจห้างสรรพสินค้า แล้วก็พบว่าตัวเองอยู่ในสวนสนุกบนดาดฟ้า คืออารมณ์คล้ายๆสวนสนุกบนชั้น 8 มาบุญครองในทศวรรษ 1980 น่ะ แต่เป็นสวนสนุกที่ดูสวยและงดงามกว่าสวนสนุกชั้น 8 มาบุญครองนะ และเราก็พบว่าโลกวิญญาณนี้มันดูสวยและน่าจะมีความสุขพอสมควร คือตอนนั้นในฝันเราคิดว่า วิญญาณตัวเองลอยออกจากร่างที่นอนหลับ เพื่อมาสำรวจโลกวิญญาณน่ะ แต่ถ้าหากเราบินสำรวจนานเกินไป อาจจะมีวิญญาณร้ายฉวยโอกาสมาสิงร่างเราที่กำลังนอนหลับอยู่ก็ได้ แบบในหนังเรื่อง INSIDIOUS เราก็เลยลังเลใจว่า เราจะรีบตื่นนอนดี หรือสำรวจโลกวิญญาณต่อดี แต่พอเราพบว่าโลกวิญญาณมันดูสวยและน่าจะมีความสุขมากๆ เราก็เลยตัดสินใจว่ายังไม่รีบตื่นนอนดีกว่า คือถ้าหากกูกลับเข้าร่างไม่ได้ ต้องอยู่ในโลกวิญญาณนี้ตลอดไป กูก็ไม่เสียใจ เพราะมันดูสวยและดีกว่าโลกแห่งความเป็นจริงเยอะ

เราก็เลยถามหนุ่มหล่อ (ที่ไม่รู้โผล่มาจากไหน) ในฝันว่า ไอ้ท้องฟ้าสวยงามที่อยู่ล้อมรอบสวนสนุกนี่มันเป็นท้องฟ้าจริงหรือเปล่า หรือท้องฟ้านี่มันก็เป็นส่วนนึงของห้างสรรพสินค้า เขาก็ตอบว่ามันเป็นท้องฟ้าจริงๆ เราก็เลยบินออกจากห้างไปสำรวจดู แล้วก็พบว่าเราอยู่บนเนินเขา แล้วก็เริ่มมีหิมะตกลงมาด้วย เราก็กรี๊ดกร๊าดดีใจมาก เพราะในชีวิตจริงเรายังไม่เคยเห็นหิมะมาก่อนเลย เราก็เลยบินเข้าไปในบริเวณที่หิมะตก แล้วก็รู้สึกเย็นๆดี หนุ่มหล่อก็บอกเราว่า เดี๋ยวเป็นหวัดนะ เราก็บอกว่า นี่มันโลกวิญญาณนะ เราไม่มี body ซะหน่อย แล้วเราจะเป็นหวัดได้ยังไง

แล้วอยู่ดีๆเราก็พบว่าตัวเองอยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่นอะไรสักอย่าง แล้วก็เจอเพื่อนมัธยมที่ชื่อแคชฟีย่าอยู่ในร้านอาหารนั้น แล้วแคชฟีย่าก็ทำอะไรลับๆล่อๆก็ไม่รู้ แล้วเราก็ตื่นขึ้นมา


สรุปว่า มันคงเป็นหนังเรื่อง COCO แน่ๆที่ทำให้เราฝันดีแบบนี้