Wednesday, July 15, 2020

BLACKKKLANSMAN (2018, Spike Lee, A+30)


LUDWIG (1964, Roland Klick, West Germany, 15min, A+30)

หนังแนว slice of life ที่งดงาม หนังถ่ายทอดชีวิตของ Ludwig (Otto Sander) หนุ่มคนงานก่อสร้างที่มีลักษณะคล้ายคนปัญญาอ่อน เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชนบทเล็กๆแห่งหนึ่ง หนังเหมือนถ่ายทอดกิจวัตรประจำวันของเขาในวันนึงตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำมืดดึกดื่น

BLACKKKLANSMAN (2018, Spike Lee, A+30)

1.ดูแล้วนึกถึง SEASON OF THE DEVIL (2018, Lav Diaz, Philippines) ในแง่ที่ว่า หนังทั้งสองเรื่องต่างก็นำเสนอเหตุการณ์ในอดีตเพื่อส่องสะท้อนถึงปัญหาทางการเมืองในปัจจุบันเหมือนกัน โดย SEASON OF THE DEVIL เล่าเรื่องราวเลวร้ายที่เหมือนเกิดขึ้นในยุค Marcos แต่จริงๆแล้วหนังต้องการสะท้อนความเลวร้ายในยุคของ Duterte ส่วน BLACKKKLANSMAN เหมือนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 1970 แต่จริงๆแล้วหนังคงต้องการจะสะท้อนปัญหาการเหยียดผิวในยุค Donald Trump และหนังที่พูดถึงอดีตเพื่อส่องสะท้อนปัจจุบันเรื่องนี้ ก็กลับกลายเป็นสิ่งที่ “ทำนายอนาคต” ไปด้วย เพราะตอนที่หนังเรื่องนี้เริ่มออกฉายในปี 2018 ปัญหาการเหยียดผิวก็คงจะรุนแรงในระดับนึง แต่มันกลับทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆในช่วงต่อมาจนมาทะลักจุดแตกเอาในปีนี้ หนังที่สร้างขึ้นในปี 2018 เรื่องนี้ก็เลยเหมือนกลายเป็นหนึ่งในหนังสำคัญเรื่องนึงที่ต้องดูสำหรับปี 2020

2.ชอบการตัดสลับระหว่างการเล่าเรื่องของคนดำกับ KKK มากๆ เพราะในขณะที่สมาชิกกลุ่ม KKK ดูหนังเรื่อง THE BIRTH OF A NATION (1915, D. W. Griffith) กลุ่มคนดำในห้องประชุมอีกแห่งหนึ่งก็รับฟังเรื่องราวของชายหนุ่มผิวดำที่ถูกกลุ่มคนผิวขาวรุมสังหารโหดเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากหนังเรื่อง THE BIRTH OF A NATION เรารู้สึกว่าการตัดต่อสองเหตุการณ์นี้เข้าด้วยกันในหนังเรื่องนี้มันทรงพลังมากๆ

3.แต่พอเทียบ SEASON OF THE DEVIL กับ BLACKKKLANSMAN แล้ว เราก็พบว่ามันมีความแตกต่างกันอย่างนึงที่น่าสนใจดี เพราะ BLACKKKLANSMAN จะมีลักษณะคล้ายกับหนังฮอลลีวู้ดโดยทั่วไปในแง่ที่ว่า เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในหนังมันสอดคล้องกับ “กฎแห่งกรรม” โดยที่ผู้สร้างหนังไม่ได้ตั้งใจ 55555 (เพราะผู้สร้างหนังคงไม่ได้นับถือพุทธ) คือเหมือนกับว่า โลกในหนังฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ ซึ่งรวมถึงโลกของ BLACKKKLANSMAN ด้วยนั้น มันสอดคล้องกับความเชื่อแบบ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” น่ะ

แต่ SEASON OF THE DEVIL และหนังหลายๆเรื่องของ Lav Diaz เหมือนจะสวนทางกับอะไรข้างต้น มันเหมือนกับว่าจักรวาลในหนังของ Lav Diaz ไม่มีพื้นที่ให้กฎแห่งกรรม และไม่มีพื้นที่ให้กับ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”

และพอเราได้ดู THE KINGMAKER (2019, Lauren Greenfield) เราก็เหมือนจะเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมจักรวาลในหนังของ Lav Diaz ถึงออกมาเป็นแบบนั้น

THE KINGMAKER (2019, Lauren Greenfield, Denmark/USA, documentary, A+30)

1.ก่อนหน้านี้เราเคยดู IMELDA (2003, Ramona S. Diaz, documentary) ตอนที่มันมาฉายใน Bangkok International Film Festival ในปี 2005 เราจำได้ว่าหนังเรื่อง IMELDA ทำให้อิเมลดาดูเป็นตัวตลกมากๆ โดยที่ผู้สร้างหนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจ เพราะมันมีฉากนึงที่อิเมลดาวาดรูปแผนภูมิทางความคิดของเธออะไรสักอย่าง แล้วมันตลกมากๆ ผู้ชมหัวเราะกันชิบหายวายป่วงทั้งโรงหนัง นึกว่าอิเมลดาแสดงความวิกลจริตออกมาโดยที่ตัวเธอเองไม่รู้ตัว

ตอนที่เราดู IMELDA เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า อิเมลดาเป็นเหมือนกับคนสติไม่ดีคนนึง และคงไม่น่าจะมีพิษมีภัยอะไรมากนักแล้ว

2.แต่ THE KINGMAKER เปลี่ยนความคิดของเราไปอย่างสิ้นเชิง หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกว่าอิเมลดาคือสัตว์นรกของจริง

3.ไม่นึกมาก่อนว่าสถานการณ์ในฟิลิปปินส์มันจะเลวร้ายขนาดนี้

4.สิ่งที่เสียดายที่สุดก็คือว่า ตระกูล Marcos กับ Duterte มันอยู่ฝ่ายเดียวกัน คือถ้ามันตบกันเอง เราคงจะพอมีความหวังได้บ้าง

คือนึกถึงช่วงสงครามเย็นน่ะ เรารู้สึกว่าสาเหตุสำคัญอันนึงที่อเมริกามันชนะสงครามเย็นได้ มันเป็นเพราะว่าโซเวียตกับจีนมันเป็นศัตรูกัน  คือถ้าโซเวียตกับจีนมันเป็นมิตรกัน อเมริกาก็คงชนะสงครามเย็นไม่ได้ง่ายนัก

แล้วนี่ Duterte กับตระกูล Marcos ผนึกกำลังกันขนาดนี้ เราก็เลยรู้สึกว่าสถานการณ์ในฟิลิปปินส์มันดูสิ้นหวังมากๆ

No comments: