Thursday, November 16, 2006

CRUEL NATURE

screenout page 161
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=4000


ตอบน้อง zm

ฝันของน้องฮามากๆเลยค่ะ น่าจะเอามาดัดแปลงทำเป็นหนังมากๆ ชอบทุกฉากโดยเฉพาะฉากแรกของเรื่อง ที่มีการใช้ “โถส้วม” เป็นทางออกลี้ลับ และมีชายหนุ่มร่างกำยำมาแสดงในฉาก ถ้าหากเอาฝันของน้องมาทำเป็นหนัง น้องอาจได้เป็นคู่แข่งของหลุยส์ บุนเยล และเดวิด ลินช์ก็ได้ ฮ่าๆๆๆ


ตอบคุณย้งยี้

--ยังไม่ได้ดู LOVE PHOBIA (2006, KANG JI-EUN) เลยค่ะ แต่ก็อยากดู เพราะชอบ KANG HYE-JEONG นางเอกหนังเรื่องนี้ เธอเคยแสดงเรื่อง

1.NABI (2001, MOON SEUNG-WOOK, A+)

2.INVISIBLE WAVES (2006, PEN-EK RATANARUANG, A+)

3.OLDBOY (2003, PARK CHAN-WOOK, A)

4.THREE…EXTREMES: CUT (2004, PARK CHAN-WOOK, A-/B+)


--STORMY NIGHT

--ชอบท่าเดินส่ายก้นของเมอิมากๆเหมือนกันค่ะใน STORMY NIGHT เธอดูน่ารักมากๆในฉากนั้น

--ไม่ทันได้สังเกตเรื่อง “คู่สี” ในหนังเลยค่ะ

--อีกจุดที่ชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือการแสดงให้เห็นถึง “ความโหดร้ายของธรรมชาติ” ค่ะ เพราะ “ธรรมชาติ” ในหนังเรื่องนี้ บังคับให้ทั้งคู่ต้องเป็นศัตรูกันโดยแทบไม่มีทางเลือก และกาฟก็ต้องพยายามต่อสู้กับธรรมชาติและสัญชาตญาณของตัวเองอย่างรุนแรงมาก ถึงจะสามารถอยู่ร่วมกับเมอิอย่างตลอดรอดฝั่งได้ ถ้าหากกาฟไม่สามารถเอาชนะ “ธรรมชาติอันโหดร้าย” ของตัวเองได้แล้ว หนังเรื่องนี้ก็คงจะจบลงอย่างโศกนาฏกรรม

คือว่าในบางครั้งดิฉันจะรู้สึกเบื่อๆหนังที่ให้อารมณ์ประเภท “เมืองใหญ่เลว ชนบทดี” หรือหนังประเภท “เราควรกลับสู่ธรรมชาติ” น่ะค่ะ และนั่นก็เลยเป็นเหตุให้ชอบหนังบางเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า “ชนบทก็มีความเลวในแบบของมันเอง” หรือหนังประเภทที่แสดงให้เห็นว่า “ธรรมชาติช่างโหดร้ายยิ่งนัก” ค่ะ และ STORMY NIGHT ก็โดนใจดิฉันตรงจุดนี้

มีหนังสารคดีอีกสองเรื่องที่โดนใจดิฉันตรงจุดนี้เหมือนกันค่ะ นั่นก็คือ GRIZZLY MAN (WERNER HERZOG, A+) และ HUNTING THE LION WITH BOW AND ARROWS (1965, JEAN ROUCH, A+) เพราะหนังสองเรื่องนี้สะท้อนกฎเกณฑ์อันโหดร้ายของธรรมชาติเช่นกัน โดยใน GRIZZLY MAN นั้น พระเอกของเรื่องพยายามจะทำตัวเหมือนกับเมอิ นั่นก็คือผูกมิตรกับสัตว์ที่สามารถกินเขาเป็นอาหาร แต่ผลปรากฏว่า ในที่สุดเขาก็เลยถูกสัตว์ประเภทนั้นกินไปจริงๆ แถมแฟนสาวของเขาก็พลอยถูกหมีฆ่าตายไปด้วย

ส่วนใน HUNTING THE LION WITH BOW AND ARROWS นั้น หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นชาวป่าพื้นเมืองที่ต้องฆ่าสิงโตที่มากินปศุสัตว์ที่ชาวบ้านเลี้ยงเอาไว้ ซึ่งดิฉันดูแล้วก็รู้สึกสงสาร “ทุกฝ่าย” ในหนังเรื่องนี้ ทุกฝ่ายในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แต่พวกเขาก็ต้องฆ่ากันเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ปศุสัตว์ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่พวกมันก็ต้องถูกสิงโตฆ่าตาย สิงโตเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิด มันไม่ได้ฆ่าปศุสัตว์เพราะกิเลสตัณหา แต่มันต้องฆ่าปศุสัตว์กินเพื่อความอยู่รอดของมัน ส่วนชาวบ้านก็ไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะถ้าหากพวกเขาไม่ฆ่าสิงโต พวกเขาก็ไม่สามารถเลี้ยงปศุสัตว์ได้ต่อไป ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็ทำให้รู้สึกว่า ถ้าหากธรรมชาติสร้างให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้อง “กิน” ซะ ทุกฝ่ายก็น่าจะอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องฆ่ากัน

พอพูดถึงหนังสารคดีสองเรื่องนี้แล้ว ดิฉันก็คิดว่า STORMY NIGHT ได้ใช้ประโยชน์จากความเป็นหนังแอนิเมชั่น/แฟนตาซีของตัวมันเองได้ดีมากค่ะ เพราะข้อดีหรือข้อได้เปรียบอย่างนึงของหนังแฟนตาซี ก็คือการนำเสนอโลกในอุดมคติที่ยากจะเป็นจริงได้ และ STORMY NIGHT ก็ทำหน้าที่นี้ได้ดีมาก หนังเรื่องนี้ให้ภาพของสัตว์ที่สามารถเอาชนะธรรมชาติในตัวมันเอง และให้ภาพของดินแดนที่สัตว์เหล่านั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ในขณะที่ GRIZZLY MAN ช่วยตอกย้ำได้เป็นอย่างดีว่าโลกแห่งความจริงเป็นเช่นใด


ตอบคุณอ้วน ต่อจากที่คุยกันนอกรอบ

--พอดีได้คุยกับคุณอ้วนนอกรอบเรื่องโคลงฉันท์กาพย์กลอนน่ะค่ะ แต่ขณะที่คุยกัน ดิฉันไม่สามารถยกตัวอย่างโคลงกลอนมาประกอบการคุยได้ เพราะดิฉันจำโคลงกลอนเหล่านั้นไม่ได้ ก็เลยถือโอกาสนี้มาแปะโคลงกลอนให้คุณอ้วนได้อ่านไว้เป็นตัวอย่างน่ะค่ะ

สำหรับกลบทที่มีการอ่านถอยหลังนั้น คุณอ้วนสามารถอ่านได้ที่นี่ค่ะ
http://www.geocities.com/bot_kawee/kolbot2-6.htm

ส่วนอันนี้เป็นตัวอย่าง โคลงสี่สุภาพค่ะ

โคลงอีร่าน

ครรโคลงอีร่านนี้ เนานาน
มีแต่โบราณกาล เก่าแท้
อีร่านล่าชำนาญ สุดแร่ด จริงเอย
ชายทั่วบ้านเมืองแล้ ใช่แล้ว ผัวมัน

STORMY NIGHT (A-/B+)

แวะเข้ามาแฮปปี้เบิร์ธเดย์น้องเลิฟจุยซ์และคุณเซนซิทีฟแมนด้วยคนค่ะ

ตอบคุณย้งยี้

ได้ดู STORMY NIGHT (A-/B+) ไปแล้ว รู้สึกชอบในระดับปานกลางค่ะ โดยส่วนตัวแล้วดิฉันไม่ค่อยซาบซึ้งกับหนังเรื่องนี้มากเท่าไหร่ แต่ก็รู้สึกชอบเนื้อหาของหนังอย่างมากๆ ที่สร้างตัวละครที่น่าสนใจมากๆขึ้นมาสองตัว ซึ่งได้แก่สุนัขป่าที่ต้องต่อสู้กับความอยากกินเพื่อน และแพะที่ยินดีสละชีวิตเพื่อเพื่อน และก็รู้สึกชอบมากที่ตัวละครสองตัวนี้ต้องต่อสู้กับ "สังคม" และ "สิ่งที่ได้รับการปลูกฝังมาแต่อ้อนแต่ออก", ชอบมากที่ตัวละครสองตัวนี้เลือกที่จะรักผู้ที่อาจได้ชื่อว่าเป็น "ศัตรู" และชอบเนื้อหาของหนังที่ให้ตัวละครสองตัวนี้พยายามเดินทางไปหาดินแดนที่ทั้งสองสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

สิ่งที่โดนใจดิฉันมากๆในหนังเรื่องนี้ก็คือ "เนื้อหาคร่าวๆ" ตามที่ระบุมาข้างต้นค่ะ แต่พอดูหนังเรื่องนี้อย่างละเอียดแล้ว ดิฉันกลับไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมกับหนังมากเท่าที่ควร ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่ก็ดีใจมากที่คุณย้งยี้ชอบหนังเรื่องนี้ค่ะ

จริงๆแล้วการดู stormy night ทำให้นึกถึงหนังอีกมากมายหลายเรื่องเลยที่อาจจะมีบางจุดที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งรวมถึงหนังแนว "โรมีโอกับจูเลียต" ที่ศัตรูหันมารักกัน และรวมถึง "ดาบมังกรหยก" กับ "เดชคัมภีร์เทวดา" ที่เตียบ่อกี้หันมารักกับองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยง และเล่งหูชงหันมารักกับนางพญาพรรคมาร

Friday, November 10, 2006

THE LITTLE LIEUTENANT (XAVIER BEAUVOIS, A+++++)

http://filmsick.exteen.com/20061108/my-world-film-fest-3?page=1#

ความรู้สึกที่มีต่อ ODE TO JOY (A)

ในหนังเรื่อง ODE TO JOY ตอนแรกของเรื่องมีชื่อว่า SILESIA ซึ่งหมายถึงดินแดนส่วนหนึ่งของโปแลนด์ที่อยู่ติดกับเชคและเยอรมนี

เห็นชื่อ SILESIA แล้วทำให้นึกถึงหนังสารคดีเรื่องนึงที่เคยดูที่เกอเธ่เมื่อหลายปีก่อน หนังสารคดีเรื่องนั้นมีชื่อว่า SLASK/SILESIA (1994, VIOLA STEPHAN, B+) ที่สำรวจชีวิตผู้คนใน SILESIA ถ้าเข้าใจไม่ผิด ดินแดน SILESIA นี้เคยมีคนเยอรมันอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่พอหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โซเวียตก็ขับไล่คนเยอรมันจำนวนมากออกจากดินแดน SILESIA และอพยพคนโปแลนด์เข้ามาตั้งรกรากใน SILESIA แทน อย่างไรก็ดี ดินแดนนี้ไม่ค่อยมีความขัดแย้งด้านเชื้อชาติมากนักในยุคปัจจุบัน หนังสารคดีเรื่อง SLASK/SILESIA ก็เลยไม่ค่อยมี “ความขัดแย้ง” ในหนังมากนัก ก็เลยอาจจะส่งผลให้หนังค่อนข้างน่าเบื่ออยู่บ้าง

ฉากที่จำได้ติดตามากที่สุดในหนังสารคดีเรื่อง SLASK/SILESIA คือฉากชาวบ้านเล่นดนตรีกัน ฉากนี้ไม่มีความสำคัญต่อ “เนื้อหา” ของหนัง แต่ดูแล้วติดตาดี

SILESIA เป็นชื่อภาษาลาตินของดินแดนนี้ ส่วน SLASK เป็นชื่อภาษาโปแลนด์ของดินแดนนี้


ตอบคุณ FRANKENSTEIN

กรี๊ด เห็นรูป JAY CHOU ไว้หนวดเคราแล้วขอร้องกรี๊ดค่ะ ปกติดิฉันรู้สึกเฉยๆกับนักร้องคนนี้ และรู้สึกชอบ SHAWN YUE มากกว่า JAY CHOU หลายเท่าใน INITIAL D (2005, WAI KEUNG LAU + SIU FAI MAK, B+) แต่ถ้า JAY CHOU ไว้หนวดเคราแบบในหนังเรื่องคำสาปดอกทอง ก็รู้สึกว่าเขาจะถูกสเปคดิฉันขึ้นมามากๆ

http://weblogs.variety.com/photos/uncategorized/jaychou.jpg

ไม่รู้เป็นไง เห็นหน้า JAY CHOU แล้วอยู่ดีๆก็นึกถึงอุ๋ย มณีรัตน์ วงศ์จีระศักดิ์จาก “บัวแล้งน้ำ” (A+)
http://entertain.teenee.com/thaistar/img0/1191.jpg


ตอบน้อง VESPERTINE

--ได้เข้าไปดูคลิปวิดีโอหนังทดลอง CRITICAL MASS (1971, HOLLIS FRAMPTON) ที่น้องทำลิงค์ไว้ให้แล้วค่ะ ชอบมากๆเลย รู้สึกเหมือนมันเป็นการ นำหนังมา “รีมิกซ์” ใหม่

--ลองค้นหาคลิปหนังทดลองใน YOUTUBE ดูบ้าง ปรากฏว่ามันมีหนังเรื่องTAKE THE 5:10 TO DREAMLAND (1976, BRUCE CONNER, A++++++++++++++++++++) ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังที่ดิฉันชอบที่สุดในชีวิตด้วย

ดู TAKE THE 5:10 TO DREAMLAND ได้ที่
http://www.youtube.com/watch?v=Zun0zBMc0tA




ตอบคุณ LUNAR

ลองดูรายชื่อหนังที่ถูกส่งเข้าชิงรางวัลออสการ์ภาษาต่างประเทศในปีนี้แล้ว พบว่ามีหนังที่ตัวเองได้ดูไปแล้วแค่ 6 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้


1.YOU BET YOUR LIFE (ANTONIN SVOBODA, AUSTRIA, A+)

2.BLUE CHA CHA (CHENG WEN-TANG, TAIWAN, A+)

3.DAYS OF GLORY (2006, RACHID BOUCHAREB, ALGERIA, A+)

4.THE BLOSSOMING OF MAXIMO OLIVEROS (AURAEUS SOLITO, PHILIPPINES, A+/A)

5.WATER (2005, DEEPA MEHTA, CANADA, A+/A)

6.AHIMSA STOP TO RUN (LEO KITTIKORN, A-/B+)

และมีหนัง 5 เรื่องที่รู้สึกอยากดูอย่างสุดๆ เพราะชอบผู้กำกับ 5 คนนี้ ซึ่งได้แก่

1.VITUS – FREDI M. MURER – SWITZERLAND
เคยดูหนังเรื่อง ALPINE FIRE (1985, FREDI M. MURER, A+) ที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับพี่สาวน้องชายที่มีเพศสัมพันธ์กัน

2.TEN CANOES – ROLF DE HEER – AUSTRALIA
ROLF DE HEER เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวออสเตรเลียที่ดิฉันชอบมากที่สุด

3.LUNACY – JAN SVANKMAJER – CZECH

เคยดูหนังของ JAN SVANKMAJER 3เรื่อง ซึ่งได้แก่

3.1 ALICE (1988, A+)

3.2 DARKNESS/LIGHT/DARKNESS (1989, A+)
ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่
http://www.youtube.com/watch?v=LuBwXfg3Mr4&NR


3.3 FLORA (1989, A)
ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่
http://www.youtube.com/watch?v=Xno8FbHzNZo



4.AFTER THE WEDDING – SUSANNE BIER – DENMARK

เคยดูหนังเรื่อง THE ONE AND ONLY (1999, SUSANNE BIER, A-/B+) ซึ่งเป็นหนังโรแมนติกคอมเมดี้ที่น่ารักดี หนังเรื่อง THE ONE AND ONLY นี้เขียนบทโดย KIM FUPZ AAKESON ซึ่งเป็นหนึ่งในนักเขียนบทภาพยนตร์ที่น่าสนใจที่สุดในขณะนี้ เขาเคยเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง

4.1 ACCUSED (2005, JACOB THUESEN, A+)

4.2 AFTERMATH (2004, PAPRIKA STEEN, A+)

4.3 A SOAP (2006, PERNILLE FISCHER CHRISTENSEN, A+)

4.4 CHINAMAN (2005, HENRIK RUBEN GENZ, B+/B)

4.5 IN YOUR HANDS (2004, KIM FUPZ AAKESON + ANNETTE K. OLESEN)
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B000E8REMA.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V50626832_.jpg

4.6 OKAY (2002, JESPER W. NIELSEN)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B0001IMD0G.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1121212786_.jpg


5.RETRIEVAL – SLAWOMIR FABICKI – POLAND

ชอบหนังเรื่อง A MAN THING (2001, A+) ของ SLAWOMIR FABICKI มากๆ


ส่วนหนังที่ไม่รู้ว่าควรเชียร์ให้ได้เข้าชิงหรือไม่ คือ LOVE FOR SHARE ที่กำกับโดย NIA DI NATA จาก INDONESIA เพราะเคยดูเรื่อง CA-BAU-KAN (2002, NIA DI NATA, C+) แล้ว ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่

รู้สึกว่าดีวีดีหนังเรื่อง ARISAN! (2003, NIA DI NATA) ที่มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับเกย์ในอินโดนีเซียเคยมีเข้ามาขายในกรุงเทพ


ตอบคุณอ้วน

เห็นคุณอ้วนบอกว่าชอบ PAW HENRIKSEN ใน ACCUSED มากๆ ก็เลยจะดบอกว่า PAW HENRIKSEN (1975) เคยเล่นหนังเรื่อง CHINAMAN ด้วยค่ะ และหนังเรื่องนี้มีขายในไทยในแบบวีซีดีลิขสิทธิ์
http://www.imdb.com/name/nm0377603/


ภาพยนตร์ที่ได้ดูในวันพฤหัสบดีที่ 9 พ.ย. 2006

1.THE LITTLE LIEUTENANT (2005, XAVIER BEAUVOIS, A+++++)
ดิฉันขอกราบตีน NATHALIE BAYE สำหรับการแสดงของเธอในภาพยนตร์เรื่องนี้

2.MASTERS OF HORROR: PICK ME UP (2006, LARRY COHEN, A+)
เนื้อหาบางส่วนของ PICK ME UP ทำให้นึกถึง THE AMBULANCE (1990, LARRY COHEN, A-)

3.SIMON (2004, EDDY TERSTALL, NETHERLANDS, A+)

4.MASTERS OF HORROR: DANCE OF THE DEAD (2005, TOBE HOOPER, A)

5.MASTERS OF HORROR: DEER WOMAN (2005, JOHN LANDIS, A-)
หนังฮามากๆ

6.STORMY NIGHT (2005, GISABURO SUGII, A-/B+)

7.SHADES (1999, ERIK VAN LOOY, BELGIUM, B)

--วันศุกร์,เสาร์,อาทิตย์นี้งดดูหนังเพราะจะไปหาผัว

Thursday, November 09, 2006

ACCUSED (JACOB THUESEN, A+++++)

http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=3975

ตอบน้อง ZM

--พูดถึงเรื่องการเลี้ยงลูกแล้ว ทำให้นึกถึงเพื่อนของแม่ของดิฉัน เธอเป็นนักจิตวิทยา และเธอจับลูกของตัวเองขังกรง เพราะลูกไม่ยอมกินข้าวตามที่เธอสั่ง เธอก็เลยต่อกรงขึ้นมาและจับลูกไปขังกรงไว้เพื่อบังคับให้ลูกกินข้าว

แม่ของดิฉันเล่าเรื่องนี้ให้ฟังตอนเด็กๆ แต่ถึงแม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว ดิฉันก็ยังคงสงสัยจนถึงบัดนี้ว่าลูกของเพื่อนแม่จะโตขึ้นมาเป็นคนยังไง หวังว่าเขาจะไม่กลายเป็นฆาตกรโรคจิตแบบในหนังเรื่อง SEE NO EVIL (2006, GREGORY DARK, B+) เพราะฆาตกรโรคจิตในหนังเรื่องนี้ก็เคยถูกแม่จับไปขังไว้ในกรงตอนเด็กๆเหมือนกัน


หนังที่ได้ดูในวันพุธที่ 8 พ.ย. 2006

1.ACCUSED (2005, JACOB THUESEN, DENMARK, A+++++)
http://www.imdb.com/title/tt0388727/

2.BLUE MOON (2002, ANDREA MARIA DUSL, A+)
http://www.imdb.com/title/tt0328901/

3.FC VENUS (2005, JOONA TENA, FINLAND, A-)
http://www.imdb.com/title/tt0453365/


FAVORITE ENSEMBLE ACTING
FC VENUS

FAVORITE ENDING
BLUE MOON

FAVORITE SONG
BLUE MOON (SUNG BY ALI GAGGL IN “BLUE MOON”)

Wednesday, November 08, 2006

FRAGILE (JAUME BALAGUERO, A)

SCREENOUT PAGE 160
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=3975

SCREENOUT PAGE 159
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=3950


ตอบน้อง lovejuice

รู้สึกฮากับพล็อตของ SLAUGHTER WORLD มากๆเลยค่ะ และก็รู้สึกดีใจที่ได้เห็นชื่อของ JEANNE TRIPPLEHORN อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้เห็นชื่อเธอมานานมากแล้ว หนังเรื่องล่าสุดของเธอที่ดิฉันได้ดูคือ TIMECODE (2000, MIKE FIGGIS, A+/A)

ดิฉันมักจะจำชื่อของ JEANNE TRIPPLEHORN สลับกับ GINA GERSHON ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าดิฉันได้ยินชื่อของดาราทั้งสองคนนี้เป็นครั้งแรกในฐานะ “นางรอง” ในภาพยนตร์ของ PAUL VERHOEVEN เหมือนกัน ดิฉันได้ยินชื่อของ JEANNE TRIPPLEHORN ครั้งแรกจาก BASIC INSTINCT (1992, A+) และได้ยินชื่อของจิน่า กระฉ่อน ครั้งแรกจาก SHOWGIRLS (1995, A-)


ตอบคุณโอลิเวอร์

จนถึงตอนนี้ดิฉันยังไม่ได้ดู FOR A LOST SOLDIER (1992, ROELAND KERBOSCH) เลยค่ะ ได้ดูก็แค่หนังอิหร่านเรื่อง THE CHILD AND THE SOLDIER (2000, SEYYED REZA MIR-KARIMI, A-) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างทหารหนุ่มกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องเดินทางไปด้วยกัน แต่ขึ้นชื่อว่าหนังอิหร่านแล้ว ทุกคนคงเดาได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างทหารหนุ่มกับเด็กหนุ่มในเรื่องนี้ดำเนินไปอย่างบริสุทธิ์มากๆ โดยไม่มีเรื่องเพศใดๆเข้ามาเจือปน

On New Year's Eve, a young soldier is looking forward to going home but is given orders to escort a juvenile delinquent to a distant reformatory. He sets off with the child handcuffed to him.

http://imdb.com/title/tt0266705/

พูดถึงทหารหนุ่มกับเด็กหนุ่มแล้ว ดิฉันก็นึกถึงประสบการณ์ทางจินตนาการของตัวเองในวัยเด็กค่ะ ตอนนั้นดิฉันอยู่ชั้นมัธยม จำไม่ได้แล้วว่าอยู่ม.อะไร แต่เดาว่าน่าจะอยู่ประมาณม. 3 ตอนนั้นดิฉันไปเยี่ยมพี่สาวกับพี่เขยที่ต่างจังหวัด พี่เขยของดิฉันเป็นทหาร และเขาให้เพื่อนทหารหนุ่มคนหนึ่งของเขาพักอยู่ที่ชั้นบนสุดของบ้านของเขา

ตอนที่ดิฉันไปพักอยู่บ้านนั้น ดิฉันจำได้ว่าตอนนั้นดิฉันรู้สึกปรารถนาในตัว “เพื่อนพี่เขย” มากๆเลยค่ะ เขาไม่ใช่คนหล่อมากนัก แต่ดูล่ำดี รูปร่างเขาบึกบึนล่ำสันพอๆกับดอม เหตระกูล แต่ผิวของเขาคล้ำพอๆกับวินัย ไกรบุตร

ถึงแม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว ดิฉันก็ยังจำภาพเหตุการณ์ตอนนั้นได้ดีค่ะ ภาพที่ติดตาดิฉันมากตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมาก็คือภาพตอนที่ดิฉันนอนเล่นอยู่ที่ชั้นสองของบ้าน และเห็นเพื่อนพี่เขยเดินขึ้นบันไดไปชั้น 3 ตอนนั้นเขาใส่กางเกงขาสั้น และเผยให้เห็นกล้ามเนื้อขาตอนบนที่ล่ำมากๆ ดิฉันนอนจ้องมองท่อนขาของเขาขณะเดินขึ้นบันไดไปชั้น 3 และก็รู้สึกว่าถ้าหากดิฉันต้องมอบพรหมจรรย์ของตัวเองให้กับเขาเป็นคนแรก นั่นก็คงจะเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดในชีวิต

ถ้าหากคนเราสามารถเขียนชีวิตตัวเองได้ใหม่อีกครั้ง ดิฉันก็คงจะเขียนชีวิตใหม่ให้ตัวเองเสียตัวตั้งแต่อายุ 14-15 ปีค่ะ และทหารหนุ่มล่ำบึ้กที่มีท่อนขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามอันน่าลูบไล้ใหลหลงคนนี้นี่แหละ ที่ดิฉันยินดีจะมอบพรหมจรรย์ให้ โฮะๆๆๆๆ

แต่ในชีวิตจริงนั้น ดิฉันไม่รู้ด้วยซ้ำไปค่ะว่า “เพื่อนพี่เขย” คนนี้ชื่ออะไร จะให้ไปถามพี่เขยก็ไม่กล้า เพราะเวลามันผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว เขาคงจะงงว่าไอ้น้องเขยคนนี้มันมีจุดประสงค์มิดีมิร้ายอะไรกันแน่ถึงได้มาถามหาชื่อคนคนนึงในอดีต


ขอแถมด้วยรายชื่อหนังเกี่ยวกับทหารที่ชอบมาก

1.BEAU TRAVAIL (1999, CLAIRE DENIS, A+)

2.CASUALTIES OF WAR (BRIAN DE PALMA, A+)

3.FOTOGRAF (2001, KAZIM OZ, TURKEY, A+)
http://imdb.com/title/tt0299898/

4.THE THIN RED LINE (1998, TERRENCE MALICK, A+)

5.THE TURNING POINT (1983, FRANK BEYER, EAST GERMANY, A+)
อย่าจำชื่อหนังเรื่องนี้สลับกับ WRONG TURN (B-)

6.OUTSIDE TIME (1995, ANDREAS KLEINERT, GERMANY, A+)
http://www.german-cinema.de/app/filmarchive/film_view.php?film_id=355

7.STREAMERS (1983, ROBERT ALTMAN, A+)

8.100 DAYS BEFORE THE COMMAND (1990, HUSSEIN ERKENOV, RUSSIA, A+)

9.FLANDRES (2006, BRUNO DUMONT, A+)

10.IVAN’S CHILDHOOD (1962, ANDREI TARKOVSKY, A+)

11.DAYS OF GLORY (2006, RACHID BOUCHAREB, A+)

12.MARIA’S LOVERS (1984, ANDREI KONCHALOVSKY, A)


หนังที่ได้ดูเมื่อกี้นี้

FRAGILE (2005, JAUME BALAGUERO, A)

ชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร แต่รู้สึกชอบ DARKNESS (2002, JAUME BALAGUERO, A) และ “ผีแม่ชี” (2005, LUIS DE LA MADRID, A+) ที่เขียนบทโดย JAUME BALAGUERO มากกว่าหน่อยนึง รู้สึกว่า DARKNESS จบได้อย่างคลาสสิคกว่า ส่วน “ผีแม่ชี” ก็เต็มไปด้วยตัวละครที่มีสีสันน่าสนใจ ในขณะที่ FRAGILE มีจุดเด่นที่การแสดงที่น่าประทับใจของ CALISTA FLOCKHART, ELENA ANAYA (TALK TO HER, SEX AND LUCIA) และ GEMMA JONES
http://imdb.com/name/nm0025745/
http://imdb.com/name/nm0428121/

MAXIMUM VELOCITY (DANIELE VICARI, A)

ตอบคุณโอลิเวอร์ ต่อจากที่คุยกันในวันลอยกระทง

เนื่องจากในการไปเที่ยวต่างจังหวัดครั้งนี้ พวกเราอาจต้องผ่านไปในสถานที่ที่มีอสรพิษและอมนุษย์ ดิฉันก็เลยให้สัญญากับคุณโอลิเวอร์ไว้ว่าจะเอาคาถารับมือกับอสรพิษและอมนุษย์มาให้คุณโอลิเวอร์ท่องจำให้ได้ก่อนออกเดินทาง โดยคาถาดังกล่าวมีดังต่อไปนี้ค่ะ

1.ขันธปริตร (สำหรับอสรพิษ) อ่านได้ที่
http://www.geocities.com/buddamontra/page17.htm

2.อาฏานาฎิยปริตร (สำหรับอมนุษย์) อ่านได้ที่
http://api.settrade.com/actions/customization/IPO/newWebboard/board.jsp?content=qa.jsp&tid=5797&page=1

หนังที่ได้ดูในวันอังคารที่ 7 พ.ย. 2006

1. MAXIMUM VELOCITY (2002, DANIELE VICARI, ITALY, A) หรือ “ไปไม่ถึงดวงดาว”

รู้สึกประหลาดดีที่ได้ดูหนังที่มีตัวละครเอกเป็นนักแข่งรถ แต่กลับทำออกมาเป็นหนังชีวิตขมขื่น แทนที่จะเน้นฉากแอคชั่นแข่งรถแบบ INITIAL D (B+) หรือ THE FAST AND THE FURIOUS

สาเหตุที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้มากๆอาจจะเป็นสาเหตุเดียวกับที่ทำให้ชอบ ONE MAN UP (2001, PAOLO SORRENTINO, ITALY, A+) มากๆ เพราะว่า

1.1 พระเอกหล่อ

1.2 ONE MAN UP มีเนื้อหาเกี่ยวกับนักฟุตบอล แต่ไม่ได้เน้นความเก่งกาจของเขาในการเตะฟุตบอล แต่เน้นความล้มเหลวในชีวิตของเขา ส่วน MAXIMUM VELOCITY ก็เน้นความล้มเหลวในชีวิตของนักแข่งรถเช่นกัน

1.3 ตอนแรกที่ดู ONE MAN UP รู้สึกกลัวมากว่ามันจะเป็นหนังแนว “ล้มแล้วต้องลุกขึ้นสู้” ซึ่งไม่ใช่หนังแนวที่ดิฉันชอบ แต่ปรากฏว่ามันเป็นหนังแนว “ล้มแล้ว ก็ล้มตลอดไป ไม่มีวันได้เงยหน้าอ้าปากขึ้นอีกตลอดชีวิต” ก็เลยทำให้ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ

ตอนแรกที่ดู MAXIMUM VELOCITY ก็รู้สึกกลัวมากว่ามันจะเป็นหนังแนว “เรามีความฝัน เราต้องสู้เพื่อฝัน แล้วเราจะประสบความสำเร็จ เราอาจจะเสียกำลังใจในบางครั้ง เราอาจจะทะเลาะกันในบางครั้ง แต่ในท้ายที่สุดเราจะชนะ และเราจะปรับความเข้าใจกันได้ เราจะไปถึงดวงดาว”

แต่ปรากฏว่า MAXIMUM VELOCITY ไม่ได้ดำเนินเรื่องไปในแนวทางที่ดิฉันหวาดกลัว หนังเรื่องนี้ไม่ได้จบลงด้วยการที่ตัวละครนำปรับความเข้าใจกันได้ และตัวละครนำบางตัวก็ “ไปไม่ถึงดวงดาว” ก็เลยทำให้ชอบหนังเรื่องนี้อย่างมากๆ

ถึงแม้ตัวละครนำบางตัวในหนังเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จอะไรบางอย่างในตอนท้ายเรื่อง แต่อารมณ์ในตอนจบของหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่อารมณ์สุขแบบ “ฝันเป็นจริง” เลย แต่มันกลับเป็นอารมณ์แห่งความเกลียดชัง, ขยะแขยง และความรู้สึกหดหู่ที่ชีวิตบางชีวิตต้อง “จมปลักดักดาน” กับอะไรบางอย่างตลอดไป


2.GO FOR ZUCKER (2004, DANI LEVY, A-)

Tuesday, November 07, 2006

MANO (GEORGE FELNER, A+)

หนังที่ได้ดูในวันเสาร์ที่ 4 พ.ย.-จันทร์ที่ 6 พ.ย. 2006

1.MANO (2005, GEORGE FELNER, PORTUGAL, A+)
http://www.imdb.com/title/tt0473671/

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ให้อารมณ์ฟูมฟายอย่างสุดๆ แต่ดูแล้วกลับรู้สึกชอบมาก บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าหนังเรื่องนี้ตอบสนองแฟนตาซีของดิฉันเองที่อยากให้ตัวละครชายในภาพยนตร์หลุดออกมาอาศัยอยู่กินกับดิฉัน

เนื้อหาของหนังเรื่องนี้มีบางส่วนพูดถึงการอนุรักษ์ฟิล์มภาพยนตร์เก่าๆ ถ้าหากหนังเรื่องนี้เป็นหนังไทย บางทีอาจต้องให้คนในมูลนิธิหนังไทยรับบท “นางเอก” ในหนังเรื่องนี้ ฮ่าๆๆ

ความเป็นแฟนตาซีของหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง LAST ACTION HERO (1993, JOHN MCTIERNAN, A)

จุดที่ไม่ชอบในหนังเรื่องนี้คือช่วงกลางเรื่องที่หนังเล่นกับมุกตลกของ “คนหลงยุค” เป็นเวลานาน ตอนแรกที่ดูหนังเรื่องนี้ นึกว่าหนังเรื่องนี้จะพูดถึงประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์โปรตุเกส แต่ไปๆมาๆหนังกลับเล่นกับมุกตลกไร้สาระนานมาก

อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้ก็มีจุดที่ชอบมากๆอยู่บ้าง โดยเฉพาะรสชาติที่แตกต่างจากหนังทั่วไปในยุคปัจจุบัน และแตกต่างไปจากหนัง “ทำตัวเก่า” อย่างหนังของ GUY MADDIN และหนังเรื่อง JUHA (AKI KAURISMAKI, A-) เพราะหนังของ GUY MADDIN และ JUHA เป็นหนังสไตล์เก่าที่ทำตัวกลมกลืนกันตลอดทั้งเรื่อง แต่ MANO เป็นหนังเกี่ยวกับ “ตัวละครในหนังยุคเก่า” ที่หลุดเข้ามาอยู่ในโลกยุคปัจจุบัน ดังนั้น สไตล์ของหนังจึงมี “ความลักลั่น” และ “ความไม่ลงตัว” สูงมาก แต่ก็รู้สึกว่า “ความลักลั่น” หรือ “ความผิดยุคผิดสมัย ไม่กลมกลืนกัน” อาจจะเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะการได้ดูนางเอกทำหน้าทำตาโอเวอร์แอคติ้งตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยพบในหนังที่ได้ดูในช่วงนี้ ยกเว้นในละครโทรทัศน์ของไทย และในหนังเมโลดราม่าสุดขั้วของ YOUSSEF CHAHINE


2.THE ABSENTEE (2004, ROYSTON TAN, A+)
http://www.asianfilmarchive.org/royston_shorts/short_films.asp


3.THE PRESTIGE (2006, CHRISTOPHER NOLAN, A+/A)


4.CARELESS WHISPERER (2005, ROYSTON TAN, A+/A)


5.WARSAW (2003, DARIUSZ GAJEWSKI, A)
http://www.imdb.com/title/tt0381700/


6.MONKEYLOVE (2005, ROYSTON TAN, A)


7.SONS (2000, ROYSTON TAN, A)


8.THE BLIND TRILOGY: BLIND/OLD PARLIAMENT HOUSE/CAPITOL CINEMA (2004, ROYSTON TAN, A/A-)


9.HOCK HIAP LEONG (2001, ROYSTON TAN, A-)


10.MOTHER (2002, ROYSTON TAN, B+)


11.ICQ (2005, MICKEY CHOI, B+)


12.JESSES (1999, ROYSTON TAN, B+)

Saturday, November 04, 2006

BYE BYE BLACKBIRD (ROBINSON SAVARY, A+++++)

Screenout page 160
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=3975

ตอบคุณ JO

เห็นคุณ JO เคยบอกว่าอยากรู้ว่าน้องเก้าอี้มีพนักหน้าตาเป็นยังไง ดิฉันเลยถ่ายรูปของน้องเก้าอี้มีพนักมาให้คุณ JO ดูค่ะ

นี่คือรูปของน้องเก้าอี้มีพนัก
http://www.fargomoorhead.org/photos/things/red-panda-web.jpg


--ดีใจมากค่ะที่ได้เห็นน้อง merveillesxx มาเข้าร่วมเว็บบอร์ดนี้ด้วย


--งาน MISS ACDC จะมีวันอาทิตย์ที่ 10 ธ.ค.นี้ เวลา 18.00 น.ที่สวนลุมไนท์บาซาร์ ดูรายละเอียดได้ที่
http://www.missacdc.com/


วันเสาร์กับวันอาทิตย์นี้ดิฉันต้องทำงานค่ะ เพราะฉะนั้นตอนนี้ขอแปะสั้นๆก่อนแล้วกันนะคะ

ภาพยนตร์ที่ได้ดูในวันศุกร์ที่ 3 พ.ย. 2006
(ดูหนังสั้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่หอกลาง จุฬา กับดูหนังยุโรปที่เอ็มโพเรียม)

1.BYE BYE BLACKBIRD (2005, ROBINSON SAVARY, LUXEMBOURG, A+++++)
http://www.imdb.com/title/tt0395488/

2.DESIRE (2006, CHANOGNUN TIRAGANCHANA, A+)

3.RICE/LIFE EVER-PRESENCE (2006, MONTRI TOEMSOMBAT, A+)

4.PAPAIN IS IN (2006, ANA PRVACKI, SINGAPORE, A+)

5.ARTISTS’ CHRONICLES (2006, URICH LAU, SINGAPORE, A-)

6.LESS THAN 10 MINUTES (2006, ANDREE WESCHLER, SINGAPORE, A-)

7.IS ART NECESSARY? WHAT IS ART GOOD FOR? (2002, LEE WEN, SINGAPORE, A-)
http://www.araiart.jp/myan2911.html
ดูชื่อหนังเรื่องนี้ไม่ทัน ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้ใช้ชื่อนี้หรือเปล่า

8.KAO (2006, PITCHAYAPONG PISSAPAN, A-)

9.JEDI CHULA (2005, RATHKNOTPATH, A-)

10.UNTITLED (ID LIKE TO TELL YOU A STORY) (MITCH GARCIA, PHILIPPINES, A-)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มีชื่อเรื่อง แต่รู้สึกว่าประโยคแรกที่ปรากฏในภาพยนตร์จะเป็นประโยคว่า ID LIKE TO TELL YOU A STORY (เข้าใจว่าผู้กำกับตั้งใจสะกดคำผิดในประโยคนี้)

11.FADING LIGHT (2000, VASSILIS DOUROS, GREECE, B+)
http://www.imdb.com/title/tt0304034/

12.MAKING NIGHT (2006, SHARON CHIN + ISKANDAR RAZAK, MALAYSIA, B+)

13.THE RAIN FALLS ON OUR SOULS (2002, VLADO BALCO, SLOVAKIA, B+)
สาเหตุที่หนังเรื่องนี้ได้ B+ เป็นเพราะว่าพระเอกน่ารักถูกใจดิฉันมากๆ ถ้าหากพระเอกไม่น่ารัก หนังเรื่องนี้อาจจะได้ C-
http://www.imdb.com/title/tt0330244/


--BANGKOK, I LOVE YOU (ต่อ)

อัลบัมซาวด์แทรคประกอบภาพยนตร์ชุดนี้ รวมถึงเพลงของศิลปินเหล่านี้

1.PUSSYCAT DOLLS VS. GIRLY BERRY
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B000ANVQ64.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1124402567_.jpg

2.CHRISTINA AGUILERA VS. คริสติน่า อากีลาร์

3.เพลงธีมของหนังเป็นของวง RED HOT CHILI PEPPERS VS. เดอะ ฮอทเปปเปอร์ ซิงเกอร์ (อยากรู้ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง)

Wednesday, November 01, 2006

INCIDENT ON AND OFF A MOUNTAIN ROAD (A+)

ตอบน้อง merveillesxx

--วันนี้ไม่ค่อยว่าง ก็เลยแวะมาตอบสั้นๆว่า ชอบพล็อตเรื่องของ BANGKOK, I LOVE YOU ที่น้อง merveillesxx ช่วยคิดให้มากๆเลยจ้ะ

--ตอนเรียนม.4 ก็ต้องแข่งฮ็อกกี้เหมือนกัน จำไม่ได้แล้วว่าทีมตัวเองใช้ชื่อทีมว่าอะไร แต่จำได้ว่าเพื่อนผู้ชายที่สนิทด้วย เขาลงแข่งในอีกทีมนึง และทีมฮ็อกกี้ชายของเขามีชื่อว่า “สุวรรณมาลี” (หรือ GOLDEN FLOWER) และทีมนี้ได้รางวัล “มารยาทยอดเยี่ยมในการแข่งขัน” ด้วย (เข้าใจว่าอาจารย์ตั้งรางวัลนี้ขึ้นมาเล่นๆฮาๆ)

--วันนี้ได้ดูหนังสองเรื่อง ซึ่งก็คือ

1.MASTERS OF HORROR: HOMECOMING (2005, JOE DANTE, A+)

หนังสยองขวัญเรื่องนี้ดูฮามากๆในบางฉาก ขณะที่ในบางฉากดูแล้วแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะรู้สึกสงสารและเจ็บปวดแทนซอมบี้ในหนังอย่างมากๆ


2.MASTERS OF HORROR: INCIDENT ON AND OFF A MOUNTAIN ROAD (2005,DON COSCARELLI, A+)

หนังเรื่องนี้เป็นหนังแนว “ขับรถผิดทางไปเจอฆาตกรโรคจิต” แบบ HOUSE OF WAX (A+), WRONG TURN (B-), THE TEXAS CHAINSAW MASSACRE, JEEPERS CREEPERS (A+), THE HILLS HAVE EYES (A-) และ WOLF CREEK (A+) แต่หนังเรื่องนี้ก็สามารถหาจุดเด่นให้ตัวเองแตกต่างไปจากหนังแนวเดียวกันได้บ้างเล็กน้อย นั่นก็คือการทำให้นางเอกหนังเรื่องนี้มีความสามารถสูงในการสร้างค่ายกลในป่า (บางทีนางเอกหนังเรื่องนี้อาจจะเคยเป็นศิษย์ทรยศของเกาะดอกท้อ ฮ่าๆๆๆ) การได้ดูนางเอกหนังเรื่องนี้วางค่ายกลอันซับซ้อนในป่าเพื่อดักจับฆาตกรโรคจิต เป็นสิ่งที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้อย่างมากๆ


ความรู้สึกที่มีต่อ THE DEPARTED

--การได้ดู INFERNAL AFFAIRS มาแล้วทั้งสามภาค อาจจะมีส่วนทำให้ความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ดู THE DEPARTED ลดน้อยลงบ้าง แต่ถึงแม้จะพอรู้เนื้อเรื่องล่วงหน้ามาบ้างแล้ว SCORSESE ก็ยังคงทำให้ดิฉันรู้สึกลุ้นระทึกในบางฉากได้อย่างมากๆอยู่ดี บางฉากดิฉันดูแล้วรู้สึกใจหายใจคว่ำแทน LEONARDO DICAPRIO อย่างมากๆ ว่าเขาจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ โดยเฉพาะฉากที่เขาสะกดรอยตาม MATT DAMON

สิ่งที่ชอบมากๆใน THE DEPARTED ก็คือความสนุกตื่นเต้นลุ้นระทึกทั้งๆที่พอจะรู้เนื้อเรื่องล่วงหน้ามาบ้างแล้ว และก็รู้สึกว่า DICAPRIO ในเรื่องนี้ดูมีเสน่ห์ทางเพศในสายตาของดิฉันมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นเขามา (รู้สึกว่าก่อนหน้านี้เขาจะดูเด็กเกินไปในสายตาของดิฉัน)

รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มีความตื่นเต้นลุ้นระทึกมากกว่าหนังของ SCORSESE หลายๆเรื่อง แต่ในขณะเดียวกัน ดิฉันก็รู้สึกเหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้ขาดมิติทางจิตวิญญาณบางอย่างที่ปรากฏในหนังของ SCORSESE เรื่องอื่นๆ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันเป็นยังไง รู้สึกว่า SCORSESE “เล่าเรื่อง” ได้ดีมากใน THE DEPARTED แต่ผู้กำกับที่ “เล่าเรื่อง” ได้ดีนั้น มีอยู่มากมายหลายคนแล้ว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ชอบสุดๆในระดับ A+ ใน THE DEPARTED ก็คือช่วง 15 นาทีสุดท้ายของเรื่อง ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวละครฆ่าฟันกันอย่างไม่มีการเร้าอารมณ์ และการฆ่าฟันกันในบางครั้งให้อารมณ์ที่ “สงบนิ่ง” มากๆ และจุดนี้นี่เองที่ทำให้รู้สึกไว้วางใจในฝีมือของ SCORSESE อีกครั้ง เพราะถ้าหากเป็นผู้กำกับคนอื่นๆ เขาอาจจะพยายามทำให้การฆาตกรรมในฉากสุดท้ายของเรื่องลุ้นระทึกถึงขีดสุด แต่ SCORSESE กลับทำให้การฆาตกรรมในฉากนั้นดูนิ่งสงบที่สุด และนั่นคือสิ่งที่ถูกใจดิฉันอย่างสุดๆในหนังเรื่องนี้

BANGKOK, I LOVE YOU

หลังจากดู PARIS, I LOVE YOU ก็นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง “กรุงเทพฯ2000เฟรม” (2000, B+/B) ขึ้นมา ที่ให้ผู้กำกับชาวไทยหลายคนถ่ายหนังสั้นเกี่ยวกับกรุงเทพโดยใช้ความยาวของฟิล์มเพียงแค่ 2000 เฟรมเท่านั้น จำไม่ได้แล้วว่าใครกำกับหนังเรื่องอะไรบ้าง แต่เรื่องที่ชอบที่สุดคือ BANGKOK BEAUTY ที่ล้อเลียนฉากถุงพลาสติกใน AMERICAN BEAUTY

จำไม่ได้แล้วว่าใครกำกับ BANGKOK BEAUTY ไม่แน่ใจว่าเป็นคุณวิศิษฎ์ ศาสนเที่ยงหรือเปล่า ถ้าจำผิดก็ต้องขออภัยด้วย

เนื่องจาก กรุงเทพมี “กรุงเทพฯ2000 เฟรม” ที่ให้ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยมากำกับกันแล้ว ดิฉันก็เลยคิดเล่นๆว่าน่าจะให้ผู้กำกับชาวต่างชาติมาทำหนังเกี่ยวกับกรุงเทพแบบ PARIS, I LOVE YOU บ้าง เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในกรุงเทพ และดึงดูดชาวต่างชาติให้มาเที่ยวกรุงเทพกันเยอะๆ

โครงการ BANGKOK, I LOVE YOU ในจินตนาการของดิฉัน

1.วงเวียนใหญ่—BELA TARR

2.ปิ่นเกล้า—KIM KI-DUK

3.ถ.พระอาทิตย์—JUN ICHIKAWA

4.สนามหลวง—ULRIKE OTTINGER

5.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย—PETER WATKINS

6.พระที่นั่งวิมานเมฆ—ALEXANDER SOKUROV
http://www.vimanmek.com/

7.เสาชิงช้า—DAVID LYNCH

8.วังสราญรมย์—BRUNO DUMONT

9.ภูเขาทอง—ALEJANDRO JODOROWSKY

10.สะพานพุทธ—DARIO ARGENTO

11.โบ๊เบ๊—ERIC KHOO

12.เยาวราช—GUY MADDIN

13.สี่พระยา—OTAR IOSSELIANI

14.คลองเตย—KHAVN DE LA CRUZ

15.สวนลุมพินี และสวนลุมไนท์บาซาร์—ERIC ROHMER

16.สาทร—FRANCOIS OZON

17.สีลม—CLAIRE DENIS

18.พัฒน์พงศ์—CATHERINE BREILLAT

19.สามย่าน—GASPAR NOE

20.สยามสแควร์—GREGG ARAKI

21.หลังสวน—JOAO PEDRO RODRIGUES

22.ประตูน้ำ—PEDRO ALMODAVAR (นำแสดงโดย ลีน่า จัง)

23.แฟลตดินแดง—SHARUNAS BARTAS

24.หัวหมาก—ABEL FERRARA

25.รามอินทรา—DAREZHAN OMIRBAEV

26.เพลินจิต—JACQUES RIVETTE

27.สุขุมวิท—MICHAEL HANEKE

28.ทองหล่อ—CLAUDE CHABROL

29.อนุสาวรีย์ชัย—ROBERT ALTMAN

30.สะพานควาย—TAKASHI MIIKE

31.จตุจักร—ILYA KHRZHANOVSKY

32.ลาดพร้าว—KIYOSHI KUROSAWA (นำแสดงโดยน้อง merveillesxx)

SILENCE WILL SPEAK, BUT THE WIND CANNOT HEAR

ตอบน้อง merveillesxx

ความรู้สึกที่มีต่อ SILENCE WILL SPEAK

ในที่สุดก็พอจะมีเวลาเขียนถึงความรู้สึกที่มีต่อ SILENCE WILL SPEAK (2006, PUNLOP HORHARIN, A+) สาเหตุที่ดิฉันชอบหนังเรื่องนี้มากๆก็มีเพียงแค่ว่าดิฉันรู้สึกมีความสุขมากๆที่ได้ดูหนังเรื่องนี้เท่านั้นเอง หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากหลายฉากที่ดิฉันดูแล้วไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร ตั้งแต่ฉากบนรถเมล์, ฉากชายหนุ่มถ่ายภาพกรุงเทพในปัจจุบัน ที่ตัดสลับกับภาพถ่ายในอดีต, ฉากชายหนุ่มนั่งพับนกขณะรถติด ก่อนจะไปถึงทะเล, ฉากการขโมยกระเป๋าถือของผู้หญิง, ฉากชายหนุ่มพบกับเหตุการณ์ไฟดับจนต้องจุดเทียน, เสียงเพลงชาติ, ฉากการไปเลือกตั้ง, ฉากบนรถไฟฟ้า เรื่อยมาจนถึงภาพจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ, เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงเมื่อต้นปีนี้, คปค. และจบลงด้วยภาพหญิงสาวทำหน้าตาแปลกๆขณะที่ตัวเลขสัญญาณไฟจราจรกำลังถอยหลังไปเรื่อยๆและดูเหมือนตัวเลขจะหยุดอยู่ที่ “19”

ตอนที่เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ ไม่ได้อ่านเรื่องย่อของหนังมาก่อน แต่ที่ตัดสินใจเลือกดูเป็นเพราะว่าชอบ EVERYTHING WILL FLOW (2000, PUNLOP HORHARIN, A+) และ A HALF-LIFE OF CARBON 14 (2005, PUNLOP HORHARIN, A+) อย่างมากๆ และพอไปดูแล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ SILENCE WILL SPEAK เป็นหนังที่ไปไกลกว่า EVERYTHING WILL FLOW ที่ยังพอมีเนื้อเรื่องให้จับต้องได้ แต่ถึงแม้ EVERYTHING WILL FLOW มีเนื้อเรื่อง ดิฉันกลับรู้สึกว่า EVERYTHING WILL FLOW ดูแล้วชวนง่วงนอนเล็กน้อยในช่วงท้ายเรื่อง ในขณะที่ SILENCE WILL SPEAK ดูแล้วไม่รู้สึกง่วงนอนเลย แต่รู้สึกตื่นเต้นตลอดเวลาโดยไม่รู้ว่าเพราะอะไร

หลังดู SILENCE WILL SPEAK จบ ดิฉันก็รีบแจ้นไปดูหนังอีกโรงนึงต่อ ก็เลยไม่ได้ฟังคุณพัลลภพูด ตอนหลังเพื่อนบอกว่าคุณพัลลภดูเหมือนจะพูดว่า SILENCE WILL SPEAK เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย ดิฉันก็เลยรู้สึกทึ่งกับหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น เพราะในขณะที่ดูหนังเรื่องนี้นั้น ดิฉันแทบไม่ได้ “ตีความ” หลายๆฉากที่เห็นในหนังเลยแม้แต่นิดเดียว ฉากหลายๆฉากในหนังที่เป็นกิจวัตรของผู้คนในเมืองใหญ่นั้น ดิฉันดูแล้วรู้สึกเพลิดเพลินไปกับมันอย่างมากๆ แต่ไม่ทันได้ฉุกคิดเลยแม้แต่น้อยว่าฉากเหล่านั้นมีความหมายทางการเมืองอย่างใดซ่อนอยู่บ้าง ขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันก็พอจะเดาออกว่าหนังคงมีประเด็นการเมืองซ่อนอยู่บ้าง โดยดูจากฉากที่พูดถึงการเมืองอย่างตรงๆอย่างเช่นฉากการไปเลือกตั้ง, เสียงเพลงชาติ, ฉากพฤษภาทมิฬ และฉากการชุมนุมประท้วงในช่วงต้นปีนี้ แต่ดิฉันไม่ได้คิดจะโยงฉากกิจวัตรประจำวันในหนังเข้ากับประเด็นการเมืองแต่อย่างใดในขณะที่นั่งดู

การที่ได้รู้ในภายหลังว่า SILENCE WILL SPEAK มีคุณค่ามากกว่า “ความเพลิดเพลินในการนั่งดูชีวิตคนกรุงเทพ” ทำให้ดิฉันรู้สึกอยากดูหนังเรื่องนี้ในรอบสองมากยิ่งขึ้น และอาจจะทำให้ความรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้พุ่งสูงขึ้นไปอีก

ฉากพฤษภาทมิฬในหนังเรื่องนี้เป็นฉากที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น CLIMAX ของเรื่อง มันเป็นฉากที่ให้ความรู้สึกรุนแรงอย่างมากๆ โดยเฉพาะเมื่อได้มาดูหนังเรื่องนี้ในเดือนต.ค.ปีนี้

ถ้าหากตัดสินคุณค่าของ SILENCE WILL SPEAK ในแง่ของ “ความสัมฤทธิ์ผลทางการสื่อ “สาร” ต่อตัวดิฉัน” หนังเรื่องนี้ก็อาจจะสอบตก เพราะดิฉันไม่ได้สำเหนียกถึงประเด็นการเมืองในฉากกิจวัตรประจำวันในหนังเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ดิฉันอาจจะได้รับ “สาร” เพียง 5-10 % ของสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ

แต่ดิฉันไม่ได้ดูหนังเพราะต้องการรับ “สาร” เพียงอย่างเดียว ดิฉันดูหนังเพราะต้องการ “ความสุข”, “ความเพลิดเพลิน” และ “ความบันเทิง” และ SILENCE WILL SPEAK ก็ให้ความสุขและความเพลิดเพลินทางอารมณ์แก่ดิฉันอย่างสุดๆอย่างที่หนังไทยเรื่องอื่นๆในปีนี้ทำไม่ได้ “ความเพลิดเพลินอย่างสุดๆในฉากกิจวัตรประจำวัน” และ “อารมณ์ที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุด” ในฉากพฤษภาทมิฬในหนังเรื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้ SILENCE WILL SPEAK คงจะเป็นหนึ่งในสิบหนังไทยที่ดิฉันชอบที่สุดในปีนี้

SILENCE WILL SPEAK ทำให้ดิฉันรู้สึกทึ่งกับคุณพัลลภอย่างมากๆ เพราะเขาสามารถทำหนังเรื่องนี้ให้ตอบสนองผู้ชมได้ทั้งกลุ่มที่ชื่นชอบการตีความ ซึ่งน่าจะเข้าใจ “สาร” หลายๆอย่างในหนังของเขา และสามารถตอบสนองผู้ชมกลุ่มที่ไม่ชื่นชอบการตีความ อย่างเช่น ดิฉัน ซึ่งไม่เข้าใจสารในฉากประมาณ 90 % ของหนัง แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองได้รับ “ความเพลิดเพลินอย่างสุดๆ” จากการนั่งดูฉากเหล่านั้น

หนังเรื่อง SILENCE WILL SPEAK ทำให้ดิฉันนึกถึงหนังเรื่องอื่นๆอีกหลายๆเรื่องที่อาจจะเต็มไปด้วยสัญลักษณ์และความหมายี แต่ถึงคุณดูแล้วไม่เข้าใจสัญลักษณ์ในหนังเลยแม้แต่นิดเดียว คุณก็ยังรู้สึกทึ่ง, เพลิดเพลิน และตะลึงลานไปกับภาพที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ยิน และได้รับ “ความสุข” อย่างมากๆจากการดูหนังเรื่องนั้น ถึงแม้ไม่ได้รับ “สาร” ใดๆจากหนังเรื่องนั้น

การดูหนังแบบนี้บางทีก็ทำให้ดิฉันนึกถึงความสุขที่ได้รับจากการฟังเพลงญี่ปุ่น ที่ดิฉัน “ไม่เข้าใจ” ความหมายของเพลง แต่ก็ได้รับความเพลิดเพลินอย่างมากๆจากการฟังเพลงนั้น หรือบางทีถ้าหากจะเปรียบเทียบอย่างหยาบๆ ก็อาจจะเปรียบเทียบได้ว่า ผู้สร้างหนังเรื่องนั้นมอบ “ตัวต่อเลโก้” ให้ผู้ชม และผู้ชมที่ชอบ “ใช้ความคิด” ก็จะสามารถนำตัวต่อเลโก้เหล่านั้นมาต่อเป็นฐานทัพเรือได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวตามที่ผู้สร้างหนังต้องการ แต่ผู้ชมที่ “ไม่ชอบใช้ความคิด” อย่างดิฉัน กลับรู้สึกเพลิดเพลินมากๆ ที่ได้นั่งพิจารณาสีสันและรูปร่างของตัวต่อเลโก้แต่ละชิ้น และเอาตัวต่อเลโก้เหล่านั้นมานั่งต่อเป็นโอ่งมังกรหรือชักโครกหรืออะไรบ้าๆบอๆ โดยไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วเขาให้เอามาต่อเป็นฐานทัพเรือ แต่ก็มีความสุขมากๆที่ได้นั่งเล่นกับตัวต่อเลโก้เหล่านั้น (หรือนั่งดูฉากแต่ละฉากในหนังเรื่องนั้น)

นอกจาก SILENCE WILL SPEAK แล้ว หนังที่ “สร้างความเพลิดเพลิน” อย่างสุดๆให้แก่ดิฉัน โดยที่ดิฉัน “ไม่สามารถเข้าใจ” มันได้เลยแม้แต่นิดเดียว ยังรวมถึง

1.TAKE THE 5:10 TO DREAMLAND (1976, BRUCE CONNER, A++++++++++)
http://www.imdb.com/title/tt0131047/
หนังเรื่องนี้นำฉากอะไรก็ไม่รู้หลายๆฉากมาต่อเข้าด้วยกัน โดยไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไง รู้แต่ว่าการดูหนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกที่สุขสุดยอดที่สุดในชีวิต


2.THE DEATH OF MARIA MALIBRAN (1972, WERNER SCHROETER, A++++++++++)
http://www.imdb.com/title/tt0067861/
รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้จะเล่าประวัติชีวิตของมาเรีย มาลิบราน นักร้องโอเปร่าชื่อดังในอดีต แต่ดูจบแล้วดิฉันกลับไม่ได้ “ความรู้” เพิ่มเติมเลยแม้แต่นิดเดียวว่ามาเรีย มาลิบรานเป็นใครอะไรยังไง


3.AGATHA AND THE UNLIMITED READINGS (1981, MARGUERITE DURAS, A++++++++++)
http://www.imdb.com/title/tt0205726/
ตอนที่หนังเรื่องนี้มาฉายที่ ALLIANCE FRANCAISE เมื่อไม่กี่ปีก่อน จำได้ว่าคุณพัลลภ ฮอหรินทร์ได้มานั่งดูหนังเรื่องนี้ด้วย หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากประตู, หน้าต่าง, ห้องโล่งๆ และชายหาดโล่งๆ บางทีกล้องก็จับภาพหน้าต่างเฉยๆเป็นเวลาประมาณ 5 นาที แต่ MARGUERITE DURAS กลับสามารถตรึงอารมณ์ความรู้สึกของดิฉันได้ตลอดเวลาเหล่านั้น โดยไม่รู้ว่าเธอทำได้อย่างไร


4.FREAK ORLANDO (1981, ULRIKE OTTINGER, A++++++++++)
http://www.imdb.com/title/tt0082414/


5.AFTER ALL (2002, VOLKER EICHELMANN + ROLAND RUST, A++++++++++)


6.THE GARDEN (1990, DEREK JARMAN, A+++++++++)
ถ้าหากคนที่มีความรู้เรื่องตำนานทางศาสนามาดู อาจจะเข้าใจหนังเรื่องนี้


7.THE COLOR OF POMEGRANATES (1968, SERGEI PARAJANOV, A+)
http://www.imdb.com/title/tt0063555/


8.DRIPPING (2004, JAKRAWAL NILTHAMRONG, A+)


9.เมืองเอก 1579 (2006, SERI LACHONABOT, A+)


10.QUICK BILLY (1971, BRUCE BAILLIE, A)
http://www.imdb.com/title/tt0206235/

แต่ก็มีหนังบางเรื่องเช่นกัน ที่ดิฉันดูแล้ว “ไม่เข้าใจ” และ “ได้รับความเพลิดเพลินแค่ในระดับปานกลางเท่านั้น” ซึ่งนั่นก็คงไม่ใช่ความผิดของหนังแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงเพราะว่าดิฉันไม่ใช่ผู้ชมกลุ่มเป้าหมายของหนังเท่านั้นเอง

หนังในกลุ่มนี้ก็มีเช่น


1.DANCE OF DUST (1998, ABOLFAZL JALILI, B+)
http://www.iofilm.co.uk/fm/d/dance_of_dust_1998.shtml

2.NAQOYQATSI (2002, GODFREY REGGIO, B+)
http://www.imdb.com/title/tt0145937/

***คุณแฟรงเกนสไตน์เขียนถึง SILENCE WILL SPEAK ไว้ใน SCREENOUT หน้า 158 ค่ะ
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=3925

ELEVEN THAI INTERESTING FILMMAKERS IN 2006

The information below comes from an e-mail I sent to someone.

Here is the list of Thai interesting filmmakers this year in my personal opinion:

1.ARAYA RASDJARMREARNSOOK
http://www.rama9art.org/araya/biograp.html
http://www.cmoa.org/international/the_exhibition/artist.asp?rasdjarmrearnsook#void
http://www.cmoa.org/international/images/popups/ras1p.jpg

I saw four of her films this year. They are

1.1 THE INSANE (2005-2006, A+)
This film is a feature one. It consists of interviewing with 10-11 mad woman. It might be described as an experimental documentary film. When I saw it, it was shown on 5 screens at the same time. Each screen consists of 2-3 women describing their insane lives. But if the film is to be shown on a single screen, I think it will last longer than 2 hours.

1.2 THE NINE-DAY PREGNANCY OF A SINGLE, MIDDLE-AGED ASSOCIATE PROFESSOR (2005-2006, A+)
This is a short film.

1.3 FECES, LIFE, LOVE, LUST (2005-2006, A+)
This is a short film.

1.4 GLOME PEE: THE CRYING OF THE EARTH (2005-2006, A)
This is a short film.


2.PUNLOP HORHARIN
http://www.liveindy.com/ph/films.htm

Punlop directed 2 features and 2 short films. They are

2.1 EVERYTHING WILL FLOW (2000, A+)
182 minutes
http://everythingwillflow.tripod.com/

2.2 SUNRISE (2003, A-)
20 minutes
http://www.liveindy.com/ph/sunrise.htm

2.3 A HALF-LIFE OF CARBON 14 (2005, A+)
23 minutes
http://www.liveindy.com/ph/c14.htm

2.4 SILENCE WILL SPEAK (2006, A+)
105 minutes
http://www.liveindy.com/ph/silence.htm


3.JAKRAWAL NILTHAMRONG

Jakrawal directed

3.1 PATTERNS OF TRANSCENDENCE (2006, A+)
49 minutes

3.2 DRIPPING (2004, A+)
7 minutes


4.ANOCHA SUWICHAKORNPONG

Anocha directed

4.1 FULL MOON (2003, A)
15 minutes

4.2 GHOSTS (2005, A+)
35 minutes

4.3 GRACELAND (2006, A+)
17 minutes


5.PRAP BOONPAN

Prap directed


5.1 THE SPECTRE: 16 YEARS LATER (2006, A+)
30 minutes

5.2 TWO WORLD IN ONE WORLD (2004, A+)
18 minutes


6.MANUSSA VORASINGHA

Manussa directed

6.1 THE PORTRAIT OF A YOUNG MAN (2006, A+)
30 minutes

6.2 SLEEPING BEAUTY (2005, A+)
8 minutes

6.3 BOX (2005, A)

6.4 POST-IT

6.5 STEREO

6.6 INTERSECTION



7.ANCHALEE THAINGAMSIN + PUNTAREE BOONRAT

Anchalee + Puntaree directed OTHER HOME (2006, A+), which is 11-minute long. Anchalee also directed FROM MOM (2005, A+), which is 13-minute long.


8.SERI LACHONABOT

Seri directed

8.1 MUANG AKE 1579 (2006, A+)
29 minutes

8.2 BOYTIFUL COMEDY (A)
This is a short gay film.

8.3 THADA (2006)


9.VISARA VICHIT-VADAKAN

Visara directed RISE SON (2006, A+), which is 8-minute long.


10.NAWAPOL THAMRONGRATTANARIT
http://www.thaiindie.com/filmmakers/Nawapol.html

Nawapol directed

10.1 SEE (2006, A+)
9 minutes

10.2 YURIEM EST LE MARI D’UN ETRANGERE (2006)
30 minutes

10.3 SHIT HAPPENS (2006)
52 minutes

10.4 INFECTED (2006)
12 minutes

10.5 THERE, THERE (2005)
28 minutes

10.6 LOVE BLIND (2005)
10 minutes

10.7 MY SHRUNK HOUSE (2004)
15 minutes


11.CHAWIT WAEWSAWANGWONG

Chawit directed

11.1 HATE (2004, A+)
2 minutes

11.2 CONTINUE (A+)
A 3-minute animation film

11.3 ENOUGH (A-)
A 3-minute animation film

Monday, October 30, 2006

THE STAR OF PREFECTURE GOVERNMENT (A+)

แหะ แหะ ช่วงนี้ก็ยังไม่ค่อยว่างเขียนตอบใครๆเหมือนเดิม ตอนนี้ขอมาแปะอันดับหนังของตัวเอง+ประชาสัมพันธ์ไว้ก่อนนะคะ

โปรแกรมการดูหนัง+ละครเวทีของดิฉัน (เพิ่มเติมจากครั้งที่แล้ว)

Copy from screenout webboard
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=3950

นอกจากเทศกาลหนังยุโรป+ไต้หวัน+โปรแกรมฉายหนังที่ FLIP CAFE+เทศกาลละครเวที+เทศกาลหนังฝรั่งเศสที่ธรรมศาสตร์+ละครเวทีเรื่อง FRANKENSTEIN ที่ภัทราวดีเธียเตอร์แล้ว โปรแกรมที่น่าสนใจในเดือนพ.ย.ยังรวมถึง

1.PERFORMATIVITY

งานนี้จัดถึงแค่วันเสาร์ที่ 4 พ.ย.นี้เท่านั้น

ต้องขอกราบขอบพระคุณน้องเก้าอี้มีพนักเป็นอย่างยิ่งค่ะ ที่ช่วยแจ้งข่าวเรื่องงานนี้

http://www.car.chula.ac.th/carweb/ads/pvt_cu_th.doc
http://www.car.chula.ac.th/carweb/index.php

หอศิลปวิทยนิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอเชิญร่วมพิธีเปิดนิทรรศการศิลปะสื่อการแสดงสดในรูปแบบวิดีโอ PERFORMATIVITY 1 Southeast Asian Performance for Video Showcase 2006

ไม่ใช่บันทึกของงานสื่อการแสดงสด และไม่ใช่หนังสั้น ศิลปะสื่อการแสดงสดในรูปแบบวิดีโอคืออะไรและเป็นอะไรได้บ้าง?

ศิลปิน:
มนตรี เติมสมบัติ (ไทย)
ชนกนันท์ ติรกาญจนา (ไทย)
พิชญพงษ์ พิศพาร (ไทย)
RathKnotPath (ไทย)
ลี เวน (Lee Wen) (สิงคโปร์)
อันดรี เวสชเลอร์ (Andree Weschler) (สิงคโปร์)
อุริค เลียว (Urich Lau) (สิงคโปร์)
อนา พราแวคคิ (Ana Prvacki) (สิงคโปร์)
มิตช์ การ์เซีย (Mitch Garcia) (ฟิลิปปินส์)
ชารอน ชิน และอิสคานดาร์ ราซัค (Sharon Chin and Iskandar Razak) (มาเลเซีย)

ภัณฑารักษ์:
ธนาวิ โชติประดิษฐ
ไครุดดิน โฮรี
มนุพร เหลืองอร่าม

PERFORMATIVITY เปิดฉายรอบปฐมทัศน์ที่แกลเลอรี่ เว่อร์ (กรุงเทพ) และจะสัญจรไปยังพื้นที่ต่างๆ ในเมืองไทย, สิงคโปร์, เวียดนาม และพื้นที่อื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้




2.Art Exhibition"FT3D" (Fukuoka - Thailand - 3 Dimension)By 3 artists: Thaweesak Srithongdee,Deang Buasan and Chakkrit Chimnok

http://www.jfbkk.or.th/event/ft3d_eg.html

The Japan Foundation, Bangkok proudly presents the art exhibition "FT3D" by 3 Thai artists: Thaweesak Srithongdee, Deang Buasan and Chakkrit Chimnok.

'"FT3" The 3rd Fukuoka Asian Art Trienale 2005: Parallel Realities: Asian Art Now' was the name of an art exhibition initiated by Fukuoka Asian Art Museum, Japan, which was on show from September 17 - November 27, 2005. The same exhibition was moved to continue exhibit at Blackburn Museum and Gallery, England, in February - April 2006. The said exhibition included works of 3 Thai artists; Thaweesak Srithongdee, Deang Buasan and Chakkrit Chimnok.

That is, therefore, the beginning of the three's relationship and collaboration to exhibit their new artworks under the project "FT3D" (Fukuoka - Thailand - 3 Dimension) in Thailand.

The collaboration aims to present the aspect related to the story of life, society and culture in a certain period of time, to show the continuous process of an era. It tells the story through creativity, photography, painting, sculpture, video, and mix media technique in different forms. It is presented to the public not only for viewing, but to gain knowledge and understanding of contemporary arts.

We extend a warm welcome to all visitors to experience "FT3D", the dynamic collaboration exhibition.

November 3 (Fri) - 30 (Thu) 2006Weekday 9.00 a.m. - 7.00 p.m.Saturday 9.00 a.m. - 5.00 p.m.(Closed on Sundays and national holiday)


Japan Foundation Art SpaceSermmit Tower 10F, 159 Sukhumvit 21, Bangkok TEL 0-2260-8560~4 FAX 0-2260-8565


3.IT’S RAINING ON SANTIAGO (1976, HELVIO SOTO)
THURSDAY 23 NOV
17.00
THAMMASAT UNIVERSITY

http://library.tu.ac.th/staff/user4/songyod/index.htm
http://library.tu.ac.th/staff/user4/songyod/Nov06.htm
http://www.imdb.com/title/tt0073149/
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000059H86.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056685337_.jpg

Helvio Soto's dramatic re-creation of the military overthrow of Chile's freely elected leftist government in 1973 is a cousin to Alain Resnais's La Guerre Est Finie, Gillo Pontecorvo's The Battle of Algiers, and Costa-Gavras's Z and Missing; it's an unapologetically angry piece of political cinema decrying the brutal suppression of human freedom. Beginning with Allende's 1970 election, Soto painstakingly documents the conspiracy to end Chile's social reforms with a military coup headed by General Augusto Pinochet.


4.SCIENCE FILM FESTIVAL ประกาศตารางการฉายภาพยนตร์แล้ว ดูได้ที่
http://www.goethe.de/ins/th/prj/wif/prg/enindex.htm


หนัง+ละครเวทีที่ได้ดูในช่วงนี้

1.ความฝันกลางเดือนหนาว (A+)
กำกับโดย คำรณ คุณะดิลก
แสดงโดย พระจันทร์เสี้ยวการละคร
ดูรอบเดียวกับ LUNAR, อ้วน, แฟรงเกนสไตน์


2.DAYS OF GLORY (2006, RACHID BOUCHAREB, A+)


3.STAR REFORMERS หรือ ซูเปอร์มาร์เก็ต โปรเจคท์รัก (2006, HIROSHI NISHITANI, A+)
ดูที่เซ็นจูรี่ พลาซ่า เป็นหนังที่ชอบมากกว่าที่คาดไว้เป็นอย่างมาก
http://www.imdb.com/title/tt0496765/


4.THE WICKER MAN (2006, NEIL LABUTE, A+)

ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึง OSAMA (2003, SIDDIQ BARMAK, A+)

ประโยคที่สะเทือนใจที่สุดใน THE WICKER MAN และทำให้ชอบหนังเรื่องนี้ถึงขั้น A+ คือประโยคที่ตัวละครตัวนึงพูดในทำนองที่ว่า “I DON’T BELIEVE IN YOUR GOD!”

ตอนแรกนึกว่า THE WICKER MAN เป็นหนังสยองขวัญ แต่ดูไปดูมาแล้วหนังเรื่องนี้แทบไม่มีความสยองขวัญหรือความลุ้นระทึกเลย แต่กลับประทับใจสิ่งอื่นๆในหนังมากกว่า


5.THE DEPARTED (2006, MARTIN SCORSESE, A)


6.เปนชู้กับผี (THE UNSEEABLE) (2006, WISIT SASANATIENG, A)


7.CANDY (2006, NEIL ARMFIELD, A-)
หนังเรื่องนี้มีตัวละครประกอบเป็นเกย์ (GEOFFREY RUSH)


8.THE GRUDGE 2 (2006, TAKASHI SHIMIZU, A-/B+)


9.MASTERS OF HORROR: JENIFER (2005, DARIO ARGENTO, B+)
ดูพร้อมกับน้องเก้าอี้มีพนัก, VESPERTINE, LUNAR


10.THE GUARDIAN (2006, ANDREW DAVIS, B+)


11.CRANK (2006, MARK NEVELDINE + BRIAN TAYLOR, C+)

Thursday, October 26, 2006

SUCCUBUS (1969, JESS FRANCO)

http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=3950

ตอบน้อง NIGHTMARE 13

ยินดีต้อนรับน้องใหม่เป็นอย่างยิ่งค่ะ ไม่รู้ว่าน้องชอบดูหนังแนวไหน แต่เห็นจากชื่อของน้องทำให้เดาเอาว่าน้องอาจจะชอบหนังสยองขวัญก็เป็นได้

ถ้าหากน้องชอบหนังสยองขวัญ ก็ขอแนะนำดีวีดีหนังเรื่อง SUCCUBUS (1969, JESS FRANCO) ค่ะ หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับลอร์นา (JANINE REYNAUD) นักแสดงประจำในไนต์คลับใต้ดินแห่งหนึ่ง เธอมีความลับอันดำมืดบางอย่างซุกซ่อนอยู่

ในการแสดงของลอร์นานั้น เธอจะแสดงฉากแฟนตาซีแนวซาดิสท์/มาโซคิสท์ทุกคืน โดยแสดงร่วมกับนักแสดงที่เปลือยกายและถูกพันธนาการเอาไว้ และเธอต้องทำทึเป็นฆ่านักแสดงเหล่านี้ อย่างไรก็ดี เธอเริ่มแยกออกไประหว่างโลกแห่งความจริงกับการแสดงในเวลาต่อมา และผู้ชมก็เริ่มแยกไม่ออกว่าฉากไหนเป็นความจริง/ความฝัน/จินตนาการทางเพศ/อดีต/ปัจจุบัน

ในที่สุดลอร์นาก็เริ่มฆ่าคนจริงๆ หรือว่านั่นเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น บางทีเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ชอบปรากฏตัวอย่างลึกลับ หรืออาจจะเกี่ยวกับใครบางคนที่วางแผนให้เธอกลายเป็นบ้า

จุดเด่นของ SUCCUBUS รวมถึงมุมกล้องที่พิสดาร, ภาพที่บิดเบี้ยว และการตัดต่อที่ชวนงุนงง ซึ่งส่งผลให้หนังแนวอีโรติกเรื่องนี้กลายเป็นหนังที่มีความเป็นนามธรรมสูงมาก

http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000G1QU8O.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V66833405_.jpg

I FELL IN LOVE WITH A HANDSOME TEACHER WHEN I WAS 11

ตอบคุณ MAX77

อันนี้เป็นคำตอบต่อจากที่คุณ MAX77 เขียนไว้ในบล็อกนี้ค่ะ
http://celinejulie.blogspot.com/2006/10/silence-will-speak.html

>>- เรื่องนี้ทำให้พวกเราที่ได้ดูหวนรำลึกถึงตอนเด็กๆที่แอบปิ๊งผู้ชายแถวบ้านที่หน้าตาและบุคลิกภาพดูดีและอบอุ่น<<

--เห็นด้วยกับข้อความนี้ของคุณ MAX77 เป็นอย่างยิ่งค่ะ สิ่งที่ทำให้ดิฉันชอบ THE BLOSSOMING OF MAXIMO OLIVEROS (2005, AURAEUS SOLITO, A+/A) มากถึงขั้น A+ ก็คือการที่หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันหวนรำลึกถึงแฟนตาซีทางเพศตอนที่ตัวเองยังเป็นเด็ก ตอนที่ดิฉันยังเป็นเด็กชั้นประถม ดิฉันก็เคยใฝ่ฝันอยากจะมีผู้ชายสักคนที่บุคลิกภาพดูดีและอบอุ่นมาเป็นแฟน+พี่ชายเหมือนกัน ดิฉันคิดว่าถ้าหากตัวเองเป็น MAXIMO ในหนังเรื่องนี้ ดิฉันก็คงจะทำอะไรหลายๆอย่างคล้ายๆ MAXIMO ซึ่งรวมถึงการพยายามใกล้ชิดกับตำรวจหนุ่มคนนี้อย่างเต็มที่

การที่หนังเรื่องนี้สามารถนำเสนอสิ่งที่ใกล้เคียงกับแฟนตาซีทางเพศในวัยเด็กของดิฉันได้อย่างใกล้เคียงมากๆๆ คือสิ่งที่ทำให้ดิฉันชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆค่ะ และสิ่งนี้มักจะไม่ค่อยพบในหนังเรื่องอื่นๆ

หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันหวนนึกไปถึงตอนที่ตัวเองเรียนอยู่ชั้นป.6 ค่ะ ตอนนั้นดิฉันหลงใหลคลั่งไคล้ครูหนุ่มคนหนึ่งที่สอนวิชาเกษตรอย่างรุนแรงมาก เอาไปนอนฝันแทบทุกคืนว่าอยากได้เขามาเป็นพี่ชาย เขาเป็นผู้ชายรูปร่างสูงโปร่ง บุคลิกสะอาดสะอ้าน ดูใจดี, อ่อนโยน และเข้มแข็งในเวลาเดียวกัน

ปกติแล้วดิฉันไม่เคยมีความใส่ใจในวิชาเกษตรเลย แต่พอเจอครูหนุ่มคนนี้ (เดาว่าตอนนั้นเขาน่าจะมีอายุประมาณ 25 ปี ส่วนดิฉันมีอายุประมาณ 11 ปี) มาสอน ดิฉันก็เลยกลายเป็นคนที่ตั้งใจเรียนวิชาเกษตรอย่างรุนแรง ทุ่มเททั้งกายใจให้วิชาเกษตร เขาให้ปลูกต้นไม้ ดิฉันก็เพียรไปรดน้ำต้นไม้ที่ตัวเองปลูกทุกวัน และถึงแม้เวลาจะผ่านมานาน 22 ปีแล้ว ดิฉันก็ยังจำเหตุการณ์ในช่วงนั้นได้ดี ดิฉันจำได้ว่ามีวันหนึ่ง ฝนตกอย่างรุนแรงมาก แต่วันรุ่งขึ้น ดิฉันก็ยังคงไปรดน้ำต้นไม้ของตัวเองอยู่ (ด้วยความอยากได้คะแนนดีๆจากเขา) จนกระทั่งมีคุณครูผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้า เธอก็เลยมาเตือนดิฉันว่า “อย่าไปรดน้ำมันเลย ฝนมันตกหนักมากแล้วเมื่อคืนนี้ เดี๋ยวต้นไม้ก็ตายหรอก”

ถ้าจำไม่ผิด ปีนั้นดิฉันได้คะแนนวิชาเกษตรถึง 93/100 และพอจบชั้นป.6 ดิฉันก็ลงทุนแบกกระถางต้นไม้ที่ปลูก ขึ้นรถเมล์กลับบ้าน ดิฉันไม่ได้นั่งบนรถเมล์ ต้องยืนเอา และต้องหิ้วกระถางต้นไม้อย่างทุลักทุเลตลอดทาง แต่ก็ลงทุนยอมลำบาก เพราะอยากได้อะไรสักอย่างเพื่อเอาไว้รำลึกถึงคุณครูหนุ่มคนนี้

หลังจากนั้นดิฉันก็เอาต้น “เขียวหมื่นปี” ที่ปลูกในวิชาเกษตร มาปลูกต่อที่บ้าน ปรากฏว่ามันเจริญงอกงามขยายพันธุ์ของมันเองออกไปเรื่อยๆ และจนถึงบัดนี้ เวลาผ่านมานาน 22 ปีแล้ว ต้นเขียวหมื่นปีก็ยังคงมีชีวิตอยู่ในบ้านดิฉันต่อไป เมื่อมองเห็นมันทีไร ดิฉันก็ยังคงรำลึกถึงคุณครูหนุ่มคนนั้นและความคลั่งรักตอนป.6 ของดิฉันทุกครั้ง

ปัจจุบันนี้ได้ข่าวว่าคุณครูหนุ่มคนนั้นแก่หัวเถิกไปแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าดิฉันได้เจอเขาอีกครั้ง ดิฉันจะยังจำเขาได้อยู่หรือเปล่า

จำได้ว่าตอนป.6 ดิฉันเคยเก็บเอาเขามาฝันถึงในเวลากลางคืนด้วย ฝันว่าได้เขามาเป็นพี่ชายจริงๆ น่าเสียดายที่มันเป็นแค่เพียงความฝันเท่านั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันจำได้เกี่ยวกับเขา ก็คือ “หัวเข่า” ของเขา ดิฉันรู้สึกว่ามันเซ็กซี่มาก ปกติแล้วเขามักจะใส่กางเกงขายาวเวลามาสอนหนังสือ แต่เขาก็สอนวิชาลูกเสือด้วย และเวลาที่เขาสอนวิชานี้ เขาต้องแต่งตัวเป็นลูกเสือและใส่กางเกงขาสั้นโชว์หัวเข่า ดิฉันจำได้ว่าตอนที่ดิฉันเรียนวิชาลูกเสือ ดิฉันก็เลยถือโอกาสจ้องมองหัวเข่าของเขาด้วยความชื่นชม

รู้สึกว่าประสบการณ์ชีวิตของตัวเองคงไม่ถึง 1 ใน 1000 ของ MAXIMO OLIVEROS เพราะในขณะที่ MAXIMO ได้ใกล้ชิดกับตำรวจหนุ่มและได้แอบมองตำรวจหนุ่มเปลี่ยนเสื้อผ้า ดิฉันกลับทำได้เพียงแค่เป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ตั้งใจเรียนวิชาของเขา และได้ใช้สายตาโลมเลียเพียงแค่ “หัวเข่า” ของเขาเท่านั้น (ถ้าเป็นหัวหน่าวก็คงจะดีกว่านี้มิใช่น้อย)


>>เอ่อ. คุณ Madคิดว่าพระเอกจะมีแนวโน้มเป็น...บ้างรึเปล่ามัวแต่ทำงานผ่านไปหลายเดือน (หรือเป็นปีแล้ว)แต่ก็ไม่เห็นมีแฟน(สาว) สักที<<

--เรื่องนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ คิดว่าพระเอกมีแนวโน้มสูงเหมือนกันที่จะเป็นไบเซ็กชวล หรือไม่ก็เกย์


>>ขอโทษนะครับที่สงสัยเหมือนหลายๆ คนก็คือในหนึ่งสัปดาห์คุณ Mad ดูหนังเฉลี่ยประมาณ 15-30เรื่องเลยหรือครับ นั่นหมายความว่าดูทุกวันๆ ละ 2เรื่องเป็นอย่างน้อย เอ่อ...เวลาหลังเลิกงานกับวันหยุดนี่นั่นดูตาแฉะเลยหรอครับ<<


--สมัยก่อนก็เคยดูหนังวันละหลายเรื่องเหมือนกันค่ะ อาจจะดูวันละ 2 เรื่องหลังเลิกงาน แต่ปัจจุบันนี้สุขภาพไม่เอื้ออำนวย ก็เลยได้ดูหนังน้อยลงมาก ช่วงนี้กะว่าจะดูหนังเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น จะพยายามไม่ดูหนังในวันธรรมดา เพราะจะได้มีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ ยกเว้นเฉพาะในช่วงที่มีเทศกาลหนัง ที่อาจจะดูหนังในวันธรรมดาวันละหลายๆเรื่อง

--เห็นเพื่อนและนักวิจารณ์บอกว่า ฉากตอนจบของ THE BLOSSOMING OF MAXIMO OLIVEROS ที่ให้ “นางเอก” เดินเชิดหน้าโดยไม่เหลือบมองพระเอกนั้น เป็นการ “บูชา” ฉากจบของ THE THIRD MAN (1949, CAROL REED, A) ค่ะ เพราะฉากจบของ THE THIRD MAN ก็ให้นางเอก (ALIDA VALLI) เดินเชิดใส่พระเอก (JOSEPH COTTEN) เหมือนกัน

ฉากจบของ THE THIRD MAN
http://pov.imv.au.dk/Issue_02/section_3/artc3C6.jpeg


THE THIRD MAN
http://themave.com/Cotten/tman1c.jpg


JOSEPH COTTEN
http://www.dvdbeaver.com/FILM/DVDReviews21/a%20Orson%20Welles%20The%20Magnificent%20Ambersons%20Joseph%20Cotten/a%20Orson%20Welles%20The%20Magnificent%20Ambersons%20Joseph%20Cotten%20PDVD_009.jpg

ALIDA VALLI
http://axion.physics.ubc.ca/thirdman/026graveyard3-anna.gif

--เพื่อนยังบอกอีกด้วยว่า ฉากนางเอกพับเสื้อผ้าใน ENDING CREDIT ของ THE BLOSSOMING OF MAXIMO OLIVEROS ทำให้เขารู้สึกเศร้ามาก

--ส่วนสาเหตุที่ทำให้ดิฉันชอบ THE BLOSSOMING OF MAXIMO OLIVEROS ในระดับ A+/A แทนที่จะเป็น A+ นั้น เป็นเพราะว่าดิฉันรู้สึกขัดใจเล็กน้อยกับตอนจบค่ะ ตอนแรกดิฉันนึกว่าพี่ชายสองคนของนางเอกจะไปแก้แค้นตำรวจจนเกิดความพินาศวอดวายตามมา แต่อยู่ดีๆพี่ชายสองคนนี้ก็เหมือนจะกลับตัวเป็นคนดีอย่างไม่มีสาเหตุ (หรือเปล่า) ดิฉันก็เลยงงๆว่าตกลงมันยังไงกันแน่ ตอนจบของหนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้ดิฉันรู้สึกสะดุดเล็กน้อยกับพี่ชายสองคนของนางเอก และทำให้รู้สึกอคติว่าหนังเรื่องนี้หาทางออกให้กับตัวละครสองคนนี้อย่างง่ายดายไปหน่อย

--อย่างไรก็ดี ดิฉันชอบการสร้างสถานการณ์ต่างๆในช่วงก่อนหน้านั้นมากค่ะ แม้มันจะดูน้ำเน่าไปบ้าง เพราะหนังเรื่องนี้สร้างสถานการณ์ได้ตรงกับจินตนาการในฝันของดิฉันจริงๆ เพราะดิฉันเองก็เคยจินตนาการว่าตัวเองอยากจะทำหน้าที่เป็นนางพยาบาลให้กับชายหนุ่มรูปหล่อที่ได้รับบาดเจ็บ และคอยพยาบาลเขาจนกระทั่งร่างกายของเขาแข็งแรงหายดี และเขากับดิฉันก็ตกหลุมรักกันในช่วงเวลาที่เขาได้รับบาดเจ็บอยู่นั้น

เรื่องแต่งอีกเรื่องที่ใกล้เคียงกับจินตนาการทางเพศของดิฉันอันนี้มากๆก็คือ “ดาบมังกรหยก” ของกิมย้งค่ะ เพราะในละครทีวีเรื่องนี้ เตียบ่อกี้เคยได้รับบาดเจ็บตกเหวหรืออะไรทำนองนี้ เขาขยับร่างกายไม่ได้จนกว่าขาจะหายดี และเขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากฮึงลี้ หรือ “แมงมุม”ในช่วงนั้น ฮึงลี้คอยดูแลเขาและดูเหมือนจะตกหลุมรักเขาในเวลานั้น และต่อมาพอเธอรู้ว่าคนที่ทำให้เตียบ่อกี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสคือคุณหนูตระกูลจู เธอก็เลยบุกไปฆ่าคุณหนูตระกูลจูในทันที

--นอกจาก THE BLOSSOMING OF MAXIMO OLIVEROS แล้ว หนังอีกสองเรื่องที่ใกล้เคียงกับจินตนาการทางเพศในวัยเด็กของดิฉันอย่างมากๆก็คือ

1.BEAUTIFUL THING (1996, HETTIE MACDONALD, A+)

2.TAKESHI: CHILDHOOD DAYS (1990, MASAHIRO SHINODA, A)

Wednesday, October 25, 2006

MY NOVEMBER SCHEDULE

http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=3925

ขอบคุณคุณ ธัญสกมากค่ะสำหรับโปรแกรมหนังไต้หวัน โดยส่วนตัวแล้ว ดิฉันชอบหนังสารคดีไต้หวันเรื่อง JUMP BOYS กับ LET IT BE ในระดับ A+++++ เลยค่ะ

--เมื่อวานนี้ได้ดู “ผีคนเป็น” (THE VICTIM) (2006, มณฑล อารยางกูร, A+) แล้ว รู้สึกชอบมากเลยค่ะ โดยเฉพาะดนตรีประกอบกับอาภาศิริ นิติพน แต่ถ้าหากเทียบกับหนังผีไทยในปีนี้แล้ว ก็รู้สึกชอบ COLIC (2006, PATCHANON THAMMAJIRA, A+) มากกว่าหน่อยนึง เพราะถึงแม้ THE VICTIM จะมีการนำเสนอเนื้อหาสาระที่ลึกซึ้งและน่าขบคิดมากกว่า COLIC และก็ดูเหมือนจะมีอะไรหลายๆอย่างที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์มากกว่า COLIC แต่ก็รู้สึกประทับใจกับความหนักแน่นจริงจังทางอารมณ์ของ COLIC มากกว่าค่ะ


ตอบน้อง ZM

ที่แท้ก็เป็น ANNETTE BENING นี่เอง ขอบคุณน้อง ZM มากค่ะ

รู้สึกว่า ANNETTE BENING คล้าย HILARY CLINTON ตอนที่ดิฉันได้ดูหนังเรื่อง THE AMERICAN PRESIDENT (1995, ROB REINER, A-) ค่ะ และในหนังเรื่องนั้น MICHAEL DOUGLAS ก็มีบางอย่างที่ทำให้นึกถึง BILL CLINTON เหมือนกัน

http://ec1.images-amazon.com/images/P/6305236518.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V54611427_.jpg


ตอบคุณ JO

>>ดีใจครับที่ได้เล่นเป็น Adonis แต่ขอไม่โดนหมูป่าฆ่าตายได้มั้ยครับ แหะๆๆ<<


คุณ JO สามารถแต่งบท ADONIS ของตัวเองได้ตามใจชอบค่ะ จะให้ลงเอยอย่างไรหรือมีบทพิสดารพันลึกกับใครก็ได้ค่ะ สาเหตุที่ดิฉันให้คุณ JO เป็น ADONIS ไม่ได้หมายความว่าดิฉันอยากให้คุณ JO มีชะตากรรมแบบ ADONIS ค่ะ แต่เป็นเพียงเพราะว่าดิฉันคิดว่าชื่อ ADONIS หรือ “อะดอนิด” เหมาะกับคุณ JO ดีค่ะ คิดว่าคุณ JO คงชอบอะไรแบบชื่อนี้

ภาษาไทยวันละคำ

ADONIS มาจากรากศัพท์คำว่า

A หรือ “อ” ซึ่งแปลว่า “ไม่”

DO = ดอ

NIS = นิด

เพราะฉะนั้น ADONIS จึงมีความหมายว่า “ผู้มี..ไม่นิด” หรือ “ผู้มี...ใหญ่” ค่ะ หวังว่าคุณ JO คงถูกใจที่ได้เป็น “อะดอนิด” นะคะ


ตารางการดูหนัง+ละครเวทีของดิฉันแบบคร่าวๆ

SATURDAY 28 OCT
14.00
ละครเวที ความฝันกลางเดือนหนาว
PRIDI BANOMYONG INSTITUTE
http://www.crescentmoontheatre.com/Home.htm

17.15 POURQUOI (PAS) LE BRESIL (2004, LAETITIA MASSON)
ALLIANCE FRANCAISE
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=13378


SUNDAY 29 OCT
ดูหนังโรงเท่าที่จะดูได้

1.DAYS OF GLORY
LIDO

2.CANDY (2006, NEIL ARMFIELD)
LIDO
http://www.imdb.com/title/tt0424880/

3.THE DEPARTED

4.STORMY NIGHT (2005, GISABURO SUGII)
http://www.imdb.com/title/tt0498465/

5.MASTERS OF HORROR: JENIFER (2005, DARIO ARGENTO)
HOUSERAMA
http://www.imdb.com/title/tt0643108/

6.MASTERS OF HORROR: HOMECOMING (2005, JOE DANTE)
HOUSERAMA
http://www.imdb.com/title/tt0643105/

7.MASTERS OF HORROR: INCIDENT ON AND OFF A MOUNTAIN ROAD
(2005, DON COSCARELLI)
HOUSERAMA
http://www.imdb.com/title/tt0643107/

8.LUCKY LOSER (2006, อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม)
http://www.siamzone.com/movie/m/3925#Scene_1

9.CRANK (2006, MARK NEVELDINE + BRIAN TAYLOR)
http://www.imdb.com/title/tt0479884/

10.STORMBREAKER (2006, GEOFFREY SAX)
http://www.imdb.com/title/tt0457495/

11.THE GRUDGE 2 (2006, TAKASHI SHIMIZU)
http://www.imdb.com/title/tt0433386/

12.THE WICKER MAN (2006, NEIL LABUTE)
http://www.imdb.com/title/tt0450345/

13.THE GUARDIAN (2006, ANDREW DAVIS)

14.เปนชู้กับผี (2006, WISIT SASANATIENG)


FRIDAY 3 NOV
17.15
THE RAIN FALLS ON OUR SOULS (2002, VLADO BALCO, SLOVAKIA)
EMPORIUM
http://www.imdb.com/title/tt0330244/
http://www.deltha.ec.europa.eu/en/news_2006/FF2006%20Synopses.htm

FRIDAY 3 NOV
19.00
BYE BYE BLACKBIRD (2005, ROBINSON SAVARY, LUXEMBOURG)
EMPORIUM
http://www.imdb.com/title/tt0395488/

FRIDAY 3 NOV
21.15
FADING LIGHT (2000, VASSILIS DOUROS)
EMPORIUM
http://www.imdb.com/title/tt0304034/


SATURDAY 4 NOV
17.15
A’LATTAQUE! (2000, ROBERT GUEDIGUIAN)
ALLIANCE FRANCAISE
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=13378


MONDAY 6 NOV
17.15
WARSAW (2003, DARIUSZ GAJEWSKI, POLAND)
EMPORIUM
http://www.imdb.com/title/tt0381700/

MONDAY 6 NOV
19.30
MANO (2005, GEORGE FELNER, PORTUGAL)
EMPORIUM
http://www.imdb.com/title/tt0473671/


TUESDAY 7 NOV
19.15
MAXIMUM VELOCITY (2002, DANIELE VICARI, ITALY)
EMPORIUM
http://www.imdb.com/title/tt0329731/
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000G8NYTU.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V64177330_.jpg

TUESDAY 7 NOV
21.30
GO FOR ZUCKER (2004, DANI LEVY, GERMANY)
EMPORIUM
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B000GFLEEA.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V61515800_.jpg


WEDNESDAY 8 NOV
17.15
FC VENUS (2005, JOONA TENA, FINLAND)
EMPORIUM
http://www.imdb.com/title/tt0453365/

WEDNESDAY 8 NOV
19.30
BLUE MOON (2002, ANDREA MARIA DUSL, AUSTRIA)
EMPORIUM
http://www.imdb.com/title/tt0328901/


WEDNESDAY 8 NOV
21.35
ACCUSED (2005, JACOB THUESEN, DENMARK)
EMPORIUM
http://www.imdb.com/title/tt0388727/


THURSDAY 9 NOV
17.15
SIMON (2004, EDDY TERSTALL, NETHERLANDS)
EMPORIUM
*****หนังเกย์***** (คุณ KIT ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว)
When Camiel, a gay dentist, and Simon, a carefree cafe owner, collide in a traffic accident, their lives become intrinsically entwined. When they bump into each other fourteen years later, Simon is severely ill. Camiel experiences at close range how Simon and those around him come to terms with his illness. The strength and humour that Simon shows in this difficult time leave a lasting impression on Camiel. Simon is a sexy, witty, emotional and life-affirming story of friendship and family, which shows that even through difficult times the love, strength, and humor of the ones closest to you can make life, no matter how brief, worth living.


http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000FGGN9Q.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V50774007_.jpg

THURSDAY 9 NOV
19.25
THE LITTLE LIEUTENANT (2005, XAVIER BEAUVOIS)
EMPORIUM
http://www.imdb.com/title/tt0431979/


THURSDAY 9 NOV
21.45
SHADES (1999, ERIK VAN LOOY, BELGIUM)
EMPORIUM
http://www.imdb.com/title/tt0139606/


SUNDAY 12 NOV
19.45
BORED IN BRNO (2003, VLADIMIR MORAVEK, CZECH)
EMPORIUM
http://www.imdb.com/title/tt0342844/


MONDAY 13 NOV
BEAR HUG (2004, SHAUDI WANG)
http://www.imdb.com/title/tt0446927/
THAMMASAT UNIVERSITY

MONDAY 13 NOV
VIVA TONAL THE DANCE AGE (2003, CHEN-TI KUO + WEI-SSU CHIEN)
http://www.taipeitimes.com/News/feat/archives/2004/05/21/2003156431
THAMMASAT UNIVERSITY


TUESDAY 14 NOV
STONE DREAM (2004, TAI LI HU)
THAMMASAT UNIVERSITY

TUESDAY 14 NOV
HOW ROMANTIC IS OK (WEN-CHIH LIN)
http://www.ivideo.com.tw/rent_video/video_detail.asp?film_id=27245
THAMMASAT UNIVERSITY


WEDNESDAY 15 NOV
A-KUEI AND HIS MAGIC HAMMER (2002, CHIH-JEN CHEN)
http://www.ticket.com.tw/event/goldenhorse_2002/html/mov02.htm
THAMMASAT UNIVERSITY


SATURDAY 18 NOV
SUNDAY 19 NOV
SATURDAY 25 NOV
SUNDAY 26 NOV
เทศกาลละครกรุงเทพ
http://www.lakorn.org/
http://www.lakorn.org/download/play_in_restaurant_BTF2006.htm
http://www.lakorn.org/download/play_Outdoor_BTF2006.htm


SUNDAY 19 NOV
12.30
VIVA LALDJERIE
THAMMASAT UNIVERSITY


21-26 NOV
SCIENCE FILM FESTIVAL
http://www.goethe.de/ins/th/prj/wif/enindex.htm


SATURDAY 25 NOV
17.15
DROLE DE FELIX
ALLIANCE FRANCAISE

SATURDAY 25 NOV
20.00
FRANKENSTEIN: THE MONSTER & THE MYTH
(PAUL STEBBINGS + PHIL SMITH)
PATRAVADI THEATRE

http://www.patravaditheatre.com

Tuesday, October 24, 2006

DON'T MISS "SOUS-SOL" ON TV5

http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=3925

ตอบน้อง ZM

http://video.google.com/videoplay?docid=-4550355413398423236&q=human+rights+campaign&pr=goog-sl&hl=en

เข้าไปดูวิดีโอ COMING OUT DAY ที่น้องโพสท์ไว้แล้ว รู้สึกสงสัยอย่างมากๆว่าผู้หญิงที่ปรากฏตัวในช่วงต้นๆนาทีที่ 2 คือใคร เธอพูดประโยคว่า THE RIGHTS DENIED TO ONE ARE RIGHTS DENIED TO ALL. เธอมีหน้าตาคุ้นมากๆ เห็นแล้วนึกถึง ANNETTE BENING แต่ไม่แน่ใจว่าใช่เธอหรือเปล่า


ตอบน้องเก้าอี้มีพนักที่แอบอ่าน SCREENOUT

--วันนั้นที่คุยกัน พี่พูดถึงหนังเกี่ยวกับสเก็ตบอร์ดที่ชอบมากๆ แต่นึกชื่อไม่ออก ตอนนี้นึกออกแล้วว่ามันคือหนังเรื่อง KICKFLIPPER: FRAGMENTS EDIT (2002-2003, SHAUN GLADWELL, A++++++++++)
http://www.artspace.org.au/2000/gladwell1.jpg

รูปจาก STORM SEQUENCE (2000, SHAUN GLADWELL)
http://www.nga.gov.au/HomeSweetHome/Images/LRG/1.jpg

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SHAUN GLADWELL ได้ที่
http://www.pica.org.au/art04/Gladwell04.html


--ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่อง SOUS-SOL หรือ NOT ME! (1996, PIERRE GANG, A++++++++++) กำลังจะมาฉายทางช่อง TV5 ในวันอาทิตย์ที่ 29 ต.ค.หรือเปล่า ถ้าน้องมีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ ก็ขอแนะนำว่าไม่ควรพลาดค่ะ พี่ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดใจขาดดิ้น อ่านความเห็นของพี่ที่มีต่อหนังเรื่องนี้ได้ที่
http://www.imdb.com/title/tt0117701/usercomments

Monday, October 23, 2006

WHY KONIG'S SPHERE MADE ME CRY A BUCKET OF TEARS

ตอบน้อง lovejuice

วันนี้ไปงานสัปดาห์หนังสือมาอีกครั้ง และลองไปเดินวนรอบบู๊ธนานมีดูอีกที ปรากฏว่าคราวนี้เจอหนังสือที่ต้องการแล้วค่ะ นั่นก็คือ STEPHEN HAWKING: A LIFE IN SCIENCE หรือ “สตีเฟน ฮอว์คิง” ของ MICHAEL WHITE + JOHN GRIBBIN

คราวที่แล้วมาหาหนังสือเล่มนี้ไม่เจอเป็นเพราะว่าดิฉันเดินดูไม่ทั่วบู๊ธเองแหละค่ะ และก็เป็นเพราะเชื่อใจพนักงานประจำบู๊ธมากไปหน่อย พอพนักงานในบู๊ธนานมีบอกว่าไม่มีหนังสือเล่มนี้ ดิฉันก็เลยคิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นของสำนักพิมพ์อื่น แล้วก็เลยไม่ได้เดินสำรวจดูในบู๊ธนานมีต่อด้วยตัวเอง แต่พอแน่ใจว่าหนังสือเล่มนี้เป็นของนานมีจริงๆ ก็เลยลองสำรวจดูด้วยตัวเองอีกครั้งจนเจอมันวางขายอยู่จริงๆ ต้องขอโทษด้วยค่ะที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด



ตอบน้อง FILIX THE CAT

ยินดีมากค่ะที่น้องจะส่งตัวเองไปเป็นเครื่องบรรณาการแก่ชายหนุ่มกลุ่มนี้ ขอให้ปฏิบัติภารกิจด้วยความขยันขันแข็งนะคะ

COPY FROM SCREENOUT WEBBOARD
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=3925

--เมื่อวันอาทิตย์ได้ดู “อำมหิต พิศวาส” (THE PASSION) (2006, ศรัณยู วงษ์กระจ่าง, A-/B+) รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกแบบหนังเกรดบีของฝรั่งที่สนุกตื่นเต้นพอสมควร

--สรุปอันดับภาพยนตร์ในเทศกาลที่ได้ดูระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 12 ต.ค. – อาทิตย์ 22 ต.ค. 2006

1.SILENCE WILL SPEAK (2006, PUNLOP HORHARIN, A+++++++++++++++)

2.KONIG’S SPHERE (2002, PERCY ADLON, A+++++++++++++++)


3.THE ACCORD (2005, NICOLAS WADIMOFF + BEATRICE GUELPA, SWITZERLAND, A+++++++++++++++)

4.THE CALM (1976, KRZYSZTOF KIESWLOWSKI, A++++++++++)

5.PERSONNEL (1975, KRZYSZTOF KIESLOWSKI, A++++++++++)

6.A SHORT WORKING DAY (1981, KRZYSZTOF KIESLOWSKI, A+++++)

รู้สึกชอบ THE CALM + PERSONNEL + A SHORT WORKING DAY มากกว่าหนังชุด THREE COLORS ของ KRZYSZTOF KIESLOWSKI เพราะดูหนังยุคแรกๆของ KIESLOWSKI แล้วรู้สึกมีอารมณ์ร่วมมากกว่าหนังชุด “สามสี”หลายเท่า การได้ดู RETROSPECTIVE ของ KRZYSZTOF KIESLOWSKI ในเทศกาลนี้ ทำให้ความรู้สึกชอบ KIESLOWSKI เพิ่มขึ้นจากเดิมราว 5 เท่า

7.THE LOVERS OF MARONA (2005, IZABELLA CYWINSKA, A+++++)

8.FROZEN LAND (2005, AKU LOUHIMIES, A+++++)

9.TRAGEDY OF A RIDICULOUS MAN (1981, BERNARDO BERTOLUCCI, A+++)

10.12:08 EAST OF BUCHAREST (2006, CORNELIU PORUMBOIU, ROMANIA, A+)

11.UNDERGROUND PASSAGE (1973, KRZYSZTOF KIESLOWSKI, A+)

12.GRIZZLY MAN (2005, WERNER HERZOG, A+)

13.THE GRIM REAPER (1962, BERNARDO BERTOLUCCI, A+)

14.CLIMATE (2006, NURI BILGE CEYLAN, A+)

15.I DON’T WANT TO SLEEP ALONE (2006, TSAI MING-LIANG, A+)

16.CLOSE TO HOME (2005, DALIA HAGER + VIDI BILU, ISRAEL, A+)

17.THE CAIMAN (2006, NANNI MORETTI, A+)

18.SKETCHES OF FRANK GEHRY (2006, SYDNEY POLLAK, A+)

19.THE SPIDER’S STRATAGEM (1970, BERNARDO BERTOLUCCI, A+)

20.ISABELLA (2006, PANG HO-CHEUNG, A+)

21.ARIZONA SUR (2005, MIGUEL ANGEL ROCCA + DANIEL PENSA, A+)

22.A MAN THING (2001, SLAWOMIR FABICKI, A+)

23.THE ANTHEM (2006, APICHATPONG WEERASETHAKUL, A+)

24.MY BROTHER NIKHIL (2005, ONIR, INDIA, A+)

25.THE BLOSSOMING OF MAXIMO OLIVEROS (2005, AURAEUS SOLITO, A+/A)

26.FIRST LOVE (1974, KRZYSZTOF KIESLOWSKI, A)

27.ODE TO JOY (2005, POLAND, A)

27.1 SILESIA (ANNA KAZEJAK-DAWID, A+/A)

27.2 POMERANIA (MACIEJ MIGAS, A)

27.3 WARSAW (JAN KOMASA, A/A-)


28.PARIS I LOVE YOU (2006, A)

28.1 14TH ARRONDISSEMENT (Alexander Payne, A+)

28.2 LOIN DU 16EME (Walter Salles, A+)

28.3 LES MARAIS (Gus Van Sant, A+)

28.4 QUARTIER DE LA MADELEINE (Vincenzo Natali, A+)

28.5 PLACE DES FETES (Oliver Schmitz, A+)

28.6 QUARTIER DES ENFANTS ROUGES (Olivier Assayas, A+)

28.7 TUILERIES (Joel & Ethan Cohen, A+/A)

28.8 TOUR EIFFEL (Sylvain Chomet, A+/A)

28.9 QUARTIER LATIN (Gerard Depardieu + Frederic Aubertin, A)

28.10 QUAIS DE SEINE (Gurinder Chadha, A)

28.11 PERE-LACHAISE (Wes Craven, A)

28.12 PARC MONCEAU (Alfonso Cuaron, A)

28.13 MONTMARTRE (Bruno Podalydes, A/A-)

28.14 PORTE DE CHOISY (Christopher Doyle, A-)

28.15 FAUBOURG SAINT-DENIS (Tom Tykwer, A-)

28.16 PLACE DE VICTOIRES (Nobuhiro Suwa, A-)

28.17 PIGALLE (Richard LaGravenese, A-) 2

8.18 BASTILLE (Isabel Coixet, B+)


29.JUST DO IT (2002, FRANCESCO APOLLONI, ITALY, A)

30.CEASE FIRE (2006, TAHMINEH MILANI, A)

31.SEEDS OF DOUBT (2005, SAMIR NASR, GERMANY, A)

32.CHICHA TU MADRE (2006, GIANFRANCO QUATTRINI, PERU, A-)
33.THE GOLD TOOTH (2005, DANIEL RODRIGUEZ, PERU, A-)

34.ANASTASIA (2005, DIMITRIS APOSTOLOU, A-)

35.THE RIGHT OF THE WEAKEST (2006, LUCAS BELVAUX, A-/B+)

36.THE DRAGON HOUSE (2005, JON GARANO, A-/B+)

37.THE FEAST OF THE GOAT (2005, LUIS LLOSA, B+)

38.TAKING BACK THE WAVES (2005, NICOLAAS HOFMEYR, B+)

39.JO SIFFERT: LIVE FAST – DIE YOUNG (2005, MEN LAREIDA, SWITZERLAND, B+/B)

40.FOR BREAD ALONE (2005, RACHID BENHADJ, B)

41.TALE OF THREE FRIENDS (2006, ABHIJIT GUHA + SUDESHNA ROY, B)

42.MY NAME IS EUGEN (2005, MICHAEL STEINER)
งดให้เกรด เพราะหลับสนิทขณะที่ดูหนังเรื่องนี้

ความรู้สึกเล็กๆน้อยๆ

--KONIG’S SPHERE

ขณะที่ดู KONIG’S SPHERE ร้องไห้ไป 3 รอบในฉากดังต่อไปนี้

1.ฉากที่ FRITZ KOENIG กำลังจะเดินเข้าไปดูซากของ THE SPHERE เขาไม่สามารถเดินตรงเข้าไปดูซากของงานประติมากรรมของเขาได้ในทันที เพราะพื้นที่นั้นยังคงมีตำรวจและคนงานคอยควบคุมดูแลการเก็บเศษซากตึก
เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ในบริเวณนั้นอยู่

รู้สึกชื่นชอบการตัดต่อในฉากนี้อย่างสุดๆ เพราะขณะที่ KOENIG กำลังจะเดินเข้าไปดูซากนั้น อยู่ดีๆหนังก็ตัดมาเป็นภาพถ่ายของ KOENIG กับภรรยาที่ถ่ายกับ THE SPHERE เมื่อราว 30 ปีก่อน การตัดต่อระหว่างภาพอดีตของการให้กำเนิดสิ่งที่เรารักและปัจจุบันของการทำลายล้างในฉากนี้ ทำให้รู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับ KOENIG ในฉากนั้นอย่างมากๆ การได้ดูฉากดังกล่าวทำให้ดิฉันรู้สึกเหมือนกับว่าดิฉันเป็นคุณแม่ที่อยู่ที่สถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม และกำลังจะขออนุญาตตำรวจเพื่อเข้าไปดูศพลูกสาวที่ถูกฆ่าตาย และขณะที่ตัวเองกำลังจะเดินเข้าไปเห็นศพของลูกสาวนั้น อยู่ดีๆภาพของลูกสาวขณะที่ยังเป็นเด็กทารกที่อยู่ในอ้อมกอดของดิฉันเมื่อ 30 ปีก่อนก็ผุดขึ้นมา


2.ฉากตำรวจสาว

ในภาพยนตร์เรื่อง KONIG’S SPHERE นั้น เราจะเห็นได้ว่าผู้คนทั่วไปและแม้แต่ตัว KOENIG เองต่างก็พูดว่าการที่ THE SPHERE ถูกทำลายไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญอะไรมากนักเมื่อเทียบกับจำนวนคนที่ล้มตายหลายพันคนในตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แต่ถึงแม้ปากของ KOENIG จะพูดอย่างนั้น ดิฉันก็คิดว่าเขาคงรู้สึกเจ็บปวดอยู่ลึกๆ เพราะ THE SPHERE เปรียบได้เหมือนกับเป็นลูกคนหนึ่งของเขา และการที่ลูกสุดที่รักของเขาถูกทำลายไปโดยไม่มีคนสนใจ น่าจะสร้างความรู้สึกเจ็บปวดจนเหลือแสนให้แก่เขา

แต่เมื่อ KOENIG เดินทางไปที่นิวยอร์คอีกครั้ง เขาก็พบกับตำรวจสาวคนหนึ่งที่จดจำ THE SPHERE ได้ เธอแสดงอาการตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับประติมากรผู้สร้าง THE SPHERE โดยบังเอิญ และเรียกเพื่อนๆของเธอให้มาดู KOENIG ดิฉันคิดว่า KOENIG คงรู้สึกยินดีและปลาบปลื้มใจเป็นล้นพ้น ที่พบว่าอย่างน้อยในโลกนี้ก็ยังมีตำรวจหญิงคนหนึ่งที่ชื่นชอบผลงานของเขา, ยังคงจดจำผลงานนั้นได้ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับประติมากรเจ้าของผลงานที่ถูกทำลายไปแล้วนี้


3.ฉากจบ

ในตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้ KOENIG พูดถึงประโยคของ JOHN UPDIKE ที่ว่า THE TRUTH IN ART CAN BE FOUND IN THE PAIN IT SHELTERS. และเขาก็พูดเหมือนกับว่าการที่ THE SPHERE ถูกทำลาย ทำให้เขาเข้าใจประโยคนี้ในที่สุด

ดิฉันไม่เข้าใจว่าประโยคนี้แปลว่าอะไร แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองสามารถเข้าใจความรู้สึกของ KOENIG ที่มีต่อประโยคนี้ และมันเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดมากๆ และหลังจากนั้นทุกครั้งที่ดิฉันนึกถึงฉากจบนี้ ดิฉันก็จะรู้สึกอยากร้องไห้

ประโยคนี้ช่วยให้ดิฉันได้แง่มุมเพิ่มขึ้นในการมองภาพยนตร์ด้วย โดยมองไปยังภาพยนตร์ในแง่ที่ว่า “ความเจ็บปวดใดบ้างหนอที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์เรื่องนั้น”

--ได้คุยกับคุณ filmsick หลังดู SKETCHES OF FRANK GEHRY จบ และคุณ FILMSICK ได้ตั้งข้อสังเกตในทำนองที่ว่า SKETCHES OF FRANK GEHRY มีความเป็นหนังอเมริกันในแง่ที่ว่ามันเป็นเรื่องของคนที่ต่อสู้ทำตามความฝันจนประสบความสำเร็จ

รู้สึกเห็นด้วยกับคุณ filmsick เป็นอย่างมากในจุดนี้ และทำให้รู้สึกเพิ่มเติมว่า เพราะฉะนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใดที่ KONIG’S SPHERE จะกำกับโดยผู้กำกับชาวเยอรมัน เพราะในขณะที่ภาพยนตร์อเมริกันเรื่อง SKETCHES OF FRANK GEHRY เป็นเรื่องของ “ฝันที่เป็นจริงของสถาปนิก” ภาพยนตร์เยอรมันเรื่อง KONIG’S SPHERE ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ฝันร้ายที่เป็นจริงของประติมากร” และดิฉันก็คิดว่าภาพยนตร์เยอรมันมีแนวโน้มจะถ่ายทอด “ความจริงอันโหดร้าย หรือ ฝันสลาย” ได้ดีมากๆอยู่แล้ว

--KONIG’S SPHERE เป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองของ PERCY ADLON ที่ดิฉันได้ดู โดยก่อนหน้านี้ดิฉันเคยดูเรื่อง ROSALIE GOES SHOPPING (1989, B+)

ภาพยนตร์ของ PERCY ADLON เรื่อง YOUNGER AND YOUNGER (1994) มีขายในไทยในแบบวีซีดีลิขสิทธิ์


--ถึงแม้ภาพยนตร์ในเทศกาลครั้งนี้จะไม่ได้ถูกใจดิฉันอย่างรุนแรงสุดขีดเหมือนในเดือนต.ค.ปี 2005 แต่การชมเทศกาลครั้งนี้ก็ทำให้ดิฉันมีความสุขที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะหลังจากชมหนังในเทศกาลจบในแต่ละคืน ดิฉันก็ได้มีโอกาสไปนั่งคุยกับเพื่อนๆใน SCREENOUT ต่อกันแทบทุกคืนถึงตี 2-ตี 3 (จนส่งผลให้ไม่มีเวลาเหลือมาเขียน+อ่านอินเทอร์เน็ต)

กิจกรรมที่ทำหลังดูหนังในเทศกาลจบในแต่ละคืน (ถ้าจำอะไรผิดตรงไหนก็ขออภัยและได้โปรดทักท้วงมาด้วยนะคะ)

พฤหัสบดี 12 ต.ค. – หลังดู PARIS I LOVE YOU ก็ไปกิน NOODLE ที่สีลมกับ FRANKENSTEIN, LUNAR, อ้วน, VESPERTINE และมีฝรั่งหนุ่มน่ารักในชุดเสื้อยืดสีฟ้าแอบหันมาเหล่คุณอ้วนเป็นระยะๆ

ศุกร์ 13 ต.ค. – หลังดู PERSONNEL + THE CALM ก็ไปกินกันต่อที่นิวไลท์กับอ้วน, VESPERTINE, เก้าอี้มีพนัก, FRANKENSTEIN

เสาร์ 14 ต.ค. — หลังดู JUST DO IT ก็ไปนั่งชิงช้าสวรรค์ที่สวนลุมไนท์บาซาร์ กับอ้วน, LUNAR, OLIVER + เก้าอี้มีพนัก โดยดิฉันจะส่งเสียงตะโกนออกจากชิงช้าสวรรค์เป็นระยะๆว่า “ฉันอยากมีผัว”

อาทิตย์ 15 ต.ค.—หลังดู JOE SIFFERT ก็ไปกินส้มตำกับ LUNAR + อ้วน และนั่งเล่นอินเทอร์เน็ตด้วยกันจนถึง ตี 3

จันทร์ 16 ต.ค.—สลายตัว

อังคาร 17 ต.ค.—ตัวใครตัวมัน

พุธ 18 ต.ค. – หลังดู I DON’T WANT TO SLEEP ALONE ก็ไปกินผู้ชายที่สามย่านกับ LUNAR + อ้วน + ธัญสก

พฤหัสบดี 19 ต.ค. – หลังดู ISABELLA ก็ไปกิน BURGER KING กับ LUNAR, FILMSICK, อ้วน, เก้าอี้มีพนัก

ศุกร์ 20 ต.ค. – หลังดู MY BROTHER NIKHIL ก็ไปกิน STARBUCKS + NOODLE + SECRET RECIPE กับ VESPERTINE, อ้วน, LUNAR, FILMSICK, FRANKENSTEIN, เก้าอี้มีพนัก

เสาร์ 21 ต.ค.—หลังดู ODE TO JOY ก็ไปกินกันที่สวนลุมไนท์บาซาร์ + SECRET RECIPE กับผู้กำกับหนังฟิลิปปินส์ 2 คน, FRANKENSTEIN, LUNAR, FILMSICK, อ้วน, VESPERTINE

อาทิตย์ 22 ต.ค.—กินกันที่นิวไลท์ และไปเล่น pillow fight กันต่อกับ FILMSICK,เก้าอี้มีพนัก, LUNAR

http://stephendelasheras.com/fotoblog/uploaded_images/pillowfight-708873.jpg


ขอบคุณทุกๆคนมากค่ะที่ทำให้เดือนต.ค.ปีนี้เป็นหนึ่งในเดือนที่ดิฉันรู้สึกมีความสุขที่สุดในชีวิต

Saturday, October 21, 2006

SILENCE WILL SPEAK (A+++++)

http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=3925

ตอบน้อง FILIX THE CAT

ต้องกราบขอโทษน้อง FILIX THE CAT เป็นอย่างยิ่งค่ะ ที่ให้น้องเป็น BAST ก็เพราะเห็นว่ามันเป็นแมวนี่แหละค่ะ จริงๆแล้วพี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าน้องเหมาะกับบทไหนดี เพราะพี่ยังไม่รู้ว่าบุคลิกลักษณะของน้องเป็นอย่างไรบ้าง แต่ถ้าน้องคิดว่าอยากเล่นเป็นบทอะไร ก็บอกมาได้เลยค่ะ

รู้สึกว่า BAST คงไม่เหมาะกับน้องจริงๆนั่นแหละ เพราะ BAST ท่าทางจะร้ายมากๆ เธอเป็นเทพีแห่งการแก้แค้นที่น่ากลัวมากๆ บางทีบท BAST อาจจะเหมาะกับดิฉันเองมากกว่า ฮิฮิฮิ เพราะดิฉันเองนั้นก็ชอบแมวมากๆเหมือนกัน

Probably the most famous Egyptian goddess after Isis, Bast was said to be the daughter of Ra,

Bast was a wild goddess. To those who were in her favor, she gave great blessings, but her wrath was legendary and she was sometimes listed as one of Ra's avenging deities who punish the sinful and the enemies of Egypt.

เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกผิดที่ดิฉันได้มอบบทที่ผิดพลาดให้น้อง FILIX THE CAT ดิฉันจึงขอสาปแช่งตัวดิฉันเองให้ต้องทำงานหนักเป็นทาสบำเรอกามของชายหนุ่มกลุ่มนี้เป็นเวลา 1 เดือนเต็มค่ะ

http://files.myopera.com/corepylon//albums/149845/ricardo%20baldin18.jpg

http://files.myopera.com/corepylon/albums/141816/lbarcelli_papa31.jpg

http://files.myopera.com/corepylon/albums/141809/Thierry_Figueira_01_07.jpg

http://files.myopera.com/corepylon/albums/135752/Fernando_Fernandes_04_06.jpg

http://files.myopera.com/corepylon/albums/135751/Fabricio_03_07.jpg





ตอบน้อง lovejuice

วันนั้นก็ไปถามหาหนังสือเล่มนั้นที่บู๊ธของนานมีเหมือนกันค่ะ แต่พนักงานเขาไม่รู้จักหนังสือเล่มนั้น ไม่แน่ใจว่าหนังสือเล่มนั้นตีพิมพ์แล้วหรือยัง หรือว่าพนักงานคนนั้นเขาไม่รู้เรื่องเอง

เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าชื่อจริงของน้องแปลว่าพระอาทิตย์ พี่ไม่ได้ตั้งใจในจุดนี้เลยค่ะ แต่ที่ให้น้องเป็น APOLLO ก็เพราะได้ยินว่า APOLLO หล่อมากๆ ก็เลยคิดว่าคงจะเหมาะกับน้อง


ตอบคุณ OLIVER

เห็นคุณ OLIVER ชอบน้องที่รับบทเป็นตัวประกอบใน SEASONS CHANGE ซึ่งมีอายุพอจะเป็นลูกชายของคุณ OLIVER ได้ (ถ้าหากคุณ OLIVER เริ่มตั้งครรภ์ตอนอายุ 16 ปี) ก็เลยคิดว่าคุณ OLIVER เหมาะจะรับบทเป็น JOCASTA ซึ่งเป็นแม่และภรรยาของ OEDIPUS ค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ เอ แต่จริงๆแล้ว ถ้าหากวัดจากความ “รักเด็ก” ของคนในเว็บบอร์ดนี้แล้วล่ะก็ รู้สึกว่าหลายๆคนในเว็บบอร์ดก็เหมาะจะรับบท JOCASTA เหมือนกันนะ อ้อ นอกจากนี้ JOCASTA ยังเป็นเจ้าของสร้อยคอวิเศษที่ทำให้เธอคงความเปล่งปลั่งเป็นสาวสวยได้เป็นเวลานานด้วย ซึ่งก็เหมาะกับคุณ OLIVER ที่ดูอ่อนกว่าอายุจริงเหมือนกัน

According to some version, Jocasta has a necklace that she inherited which retains her youth, so she is able to retain her abilities of youth and marrying her own son.


ตอบคุณ JR

บทของเจ้าชายเฮคเตอร์ในภาพยนตร์เรื่อง TROY เป็นบทของเจ้าชายผู้ทรงคุณธรรมเป็นอย่างยิ่งค่ะ เขาดูเป็นพระเอกมากๆ เขาไม่ได้ดูมุทะลุแบบ ACHILLES และไม่ได้ดูนุ่มนิ่มแบบเจ้าชายปารีส แต่ดูเป็นคนที่เอาการเอางานและมีความรับผิดชอบเป็นอย่างดี ก็เลยคิดว่าบทนี้อาจจะเหมาะกับคุณ JR ค่ะ


ตอบน้อง VENUS

รู้สึกเสียดายมากที่ตัวเองไม่เคยดูหรืออ่าน เซนต์ เซย่าเลย เพิ่งจะรู้จากคุณวีนัสนี่แหละว่ากอร์กอนส์มีบทบาทในเซนต์ เซย่าด้วย

ที่ให้คุณ KICHO รับบทเป็น PERSEPHONE นั้น ก็เป็นเพราะว่าคุณ KICHO ดูมีมาดของหญิงสูงศักดิ์ค่ะ เหมาะจะรับบทเป็นราชินีเป็นอย่างยิ่ง และในบรรดาราชินีนั้น ก็ดูเหมือน PERSEPHONE จะเป็นหนึ่งในราชินีที่ดังที่สุดในตำนานกรีก ในฐานะราชินีแห่งยมโลก ก็เลยให้คุณ KICHO เป็น PERSEPHONE ค่ะ

ถ้าคุณ KICHO ไม่เป็น PERSEPHONE ก็คิดว่าคุณ KICHO อาจจะเหมาะเป็น HESTIA เพราะดูเหมือนเทพีองค์นี้จะเรียบร้อยเหมือนคุณ KICHO

http://www.hranajanto.com/goddessgallery/pgfx/hestia-400.jpg


ตอบคุณปีศาจความฝัน

ถ้าหากชอบ FREDDY RODRIGUEZ ขอแนะนำว่าให้ดูภาพยนตร์เรื่อง DREAMERS: INSPIRED BY A TRUE STORY (2005, JOHN GATINS, A-) ค่ะ เพราะดิฉันคิดว่า FREDDY RODRIGUEZ ดูหล่อตรงสเปคดิฉันมากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่ามาดนักจ็อคกี้หนุ่มของ FREDDY ในหนังเรื่องนี้จะตรงสเปคของคุณปีศาจความฝันหรือเปล่า

http://images.amazon.com/images/P/B000E0OBMY.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1137826951_.jpg


ตอบน้อง merveillesxx

ขอบคุณมากจ้ะสำหรับข้อมูลของดาราประกอบใน ISABELLA

ภาพยนตร์ที่ได้ดูในวันพฤหัสบดี + ศุกร์ที่ 19-20 ต.ค. 2006

1.SILENCE WILL SPEAK (2006, PUNLOP HORHARIN, A+++++++++++++++)
หนังที่ชอบที่สุดในเทศกาลในขณะนี้

2.THE ACCORD (2005, NICOLAS WADIMOFF + BEATRICE GUELPA, SWITZERLAND, A+++++++++++++++)

3.CLOSE TO HOME (2005, DALIA HAGER + VIDI BILU, ISRAEL, A+)

4.ISABELLA (2006, PANG HO-CHEUNG, A+)

5.MY BROTHER NIKHIL (2005, ONIR, INDIA, A+)

6.THE BLOSSOMING OF MAXIMO OLIVEROS (2005, AURAEUS SOLITO, A+/A)

7.THE GOLD TOOTH (2005, DANIEL RODRIGUEZ, PERU, A-)

8.CHICHA TU MADRE (2006, GIANFRANCO QUATTRINI, PERU, A-)

9.THE RIGHT OF THE WEAKEST (2006, LUCAS BELVAUX, A-/B+)


ข้างล่างนี้เป็นความเห็นของคุณ Max77 ที่มีต่อหนังเรื่อง THE BLOSSOMING OF MAXIMO OLIVEROS ค่ะ ต้องขอขอบคุณคุณ Max77 มากค่ะสำหรับความเห็นที่มีค่านี้ แล้วว่างๆดิฉันจะมาเขียนถึงหนังเรื่องนี้อีกทีแล้วกันนะคะ

สวัสดีครับ คุณ Madeline


ขอใช้คำย่อว่า คุณ Mad นะครับ
(แม้จะความหมายไม่ดีก็ตาม) หวังว่าคุณ Mad
จะได้ดูหนังฟิลิปปินส์เรื่องนี้ในวันนี้แล้ว
ถ้าไม่ดูจะอ่านก็ได้นะครับ
จะบอกถึงความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่คิดว่าวิจารณ์หนังไม่เป็น
แต่ละเล่าเรื่องน่าสนใจเล็กๆ น้อยๆ ก็แล้วกันครับ


ถ้าจะบอกเรื่องย่อจริงๆ ของเรื่องนี้ก็คือ
กะเทยหัวโปกในมะนิลาอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรม
พบรักกับนายตำรวจหนุ่มรูปงาม
(แต่ว่าจะเรียกน้องเขาว่าหัวโปกก็ได้ไม่เต็มปากเพราะไม่หัวเกรียนเหมือนนักเรียนบ้านเรา)


ฉากเด่นของเรื่อง

-ฉากประกวดนางงาม แหมมี Miss Thailand ด้วยนะ


-ตอนที่ Maxi ไปช่วยดูแลพระเอก
ทำให้นึกไปถึงว่าถ้ามีเพลง Manila Dreaming
ประกอบเลียนแบบ Chungking Xpress น่าจะได้นะครับ All the
leaves are brown. And the skies are grey. แต่เอ๊ะ !!!
ที่ฟิลิปปินส์ไม่มีฤดูหนาวกับใบไม้ร่วงนี่นา


- น้อง Maxi หน้าตาไปคนละทวีปกับพ่อและพี่ชายเลยนะ
สงสัยเชื้อความงามจากคุณแม่จะตกมาถึงน้องแค่คนเดียว


- เรื่องนี้ทำให้พวกเราที่ได้ดูหวนรำลึกถึงตอนเด็กๆ
ที่แอบปิ๊งผู้ชายแถวบ้าน
ที่หน้าตาและบุคลิกภาพดูดีและอบอุ่น


ฉากที่ทำให้พวกเราลุ้น (เกร็ง) เป็นฉากต่อเนื่อง


- ตอนที่ Maxi ไปพยาบาลพระเอกหลังจากถูกทำร้าย
และช่วยถอด..


- หลังตื่นนอน ไปแอบดูพระเอกอาบน้ำ เอ่อ คุณ Mad ว่าน้อง
Maxi ได้เห็น...รึเปล่าครับ (อิจฉาจัง)


- ตอนทอดไข่ แหมฟิลิปปินส์เขาจะรู้มั้ยว่า ฉากนี้ทำให้
"ไข่" กลายเป็นสัญลักษณ์ (Symbolic) ของหนังได้เลยนะ
แล้วพระเอกก็กำลังใส่กกน. อุ๊ย !!! ลุ้นกันทั้งโรง


- ฉากตอนจบนั่นเอง
จะมีใครบ้างมั้ยที่บอกว่าฉันจะเดินเชิดหน้าแบบ Maxi
แล้วจากไปแบบนั้นน่ะ ก็แหมพระเอกเขาแอบเห็นใจกลับมารอคอย
ตอนนี้เราแอบลุ้นอยู่นา แต่ก็..... ถ้าจบแบบ
นี้จะเรียกว่าเป็น Blossoming ได้ไงน่ะ น้อง Maxi
ยังไม่เจอประสบการณ์ "ฉ่ำ" เลยนะ แต่อย่างว่า Blossoming
ในที่นี้เป็น Coming of age ใช่มั้ยครับ
แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านประสบ
การณ์จากเด็กชายเป็นหญิงสาวแรกแย้ม นึกๆ
ดูถ้าเป็นเราหน่อยไม่ได้ เสียดายแทน


เอ่อ. คุณ Mad
คิดว่าพระเอกจะมีแนวโน้มเป็น...บ้างรึเปล่า
มัวแต่ทำงานผ่านไปหลายเดือน (หรือเป็นปีแล้ว)
แต่ก็ไม่เห็นมีแฟน(สาว) สักที


หนังเรื่องนี้เป็นตัวแทนเข้าชิงออสการ์ของฟิลิปปินส์ประจำปีนี้
ประชัน The Banquet จากฮ่องกง และคำสาบสุวรรณมาลี -
Curse of the golden flowers ของจีน


การถ่ายทำยังดูเชยๆ อยู่เลยนะครับ
โดยเฉพาะการเคลื่อนกล้อง การถ่ายภาพ และการตัดต่อ
แต่บรรยากาศหนังดูสมจริงๆ ดิบๆ แบบหนังพวก
"ทองพูนโคกโพธิ์" และหนังของท่านมุ้ย
ในอดีต


ภาพสะท้อนของพื้นน้ำในช่วงต้นเรื่องคงจะมีความหมายถึง
ความงดงาม (กล้วยไม้) ที่อยู่ในความสกปรก (น้ำครำ)
รวมทั้งยังใช้การถ่ายภาพเงาสะท้อนน้ำอีกครั้งในฉากฆาตกรรม


- ชอบน้องนาธาน (ชื่อจริง) นั่งชันเข่าร้องไห้
เล่นเก่งมากเลย


หลังจากดูจบเมื่อคืนวันพุธ เมื่อวานเวลาทำงานจะแอบ
Search หาข้อมูลของพระเอกทั้งวันเลย ฮิ ฮิ (จาก Google)

ประวัติคร่าวๆ ของ Jr. Valentin

ปัจจุบันอายุ 23 ปี ส่วนสูงประมาณ 6 ฟุต 3 นิ้ว (อื้อหือ
..ใหญ่จัง!!!) เป็นนายแบบและดารา
ผลงานเรื่องแรกที่ได้รับความนิยม
คือ Bridal Shower โดยตอนนั้นใช้ชื่อในการแสดงว่า
Juancho Valentino
เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบของหนังที่เป็นชีวิตรักหนุ่มสาวผสมเซ็กซี่
(อยากหามาดูจัง)
เคยเป็น Mr. SM Supermodel ของ Cebu
(จังหวัดหนึ่งของฟิลิปปินส์) และในปี 2000 ได้รับตำแหน่ง
Mr. Bodyshots plum ด้วย (น่ารับทานจัง)
แต่รูปของหนุ่มคนนี้มีน้อยมากเลย
ดูดีสู้ที่เห็นในหนังไม่ได้


คือว่าผมมีเพื่อนคนไทยที่กลับจากทำงานที่ฟิลิปปินส์ประมาณเกือบปี
บอกว่าที่นั่นบ้านเมืองไม่น่าอยู่เลย
ข่าวว่าคนในประเทศก็เซ็งกับประเทศตัวเองพอตัว
ถ้าเป็นไปได้ก็พากันอพยบไปทำงาน
และอยู่ที่ประเทศอื่น จัดว่าไม่พัฒนาเหมือนบ้านเรา
ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็มากกว่าบ้านเราอีก แย่จัง
แต่ที่ดูเหมือนดีกว่า คือ คนของเขาใช้ภาษาอังกฤษกันได้ดี
แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ อาจเป็นเพราะเคยเป็นเมืองขึ้นมาก่อน
หนังโรงก็ไม่มี Sub-title นะครับ ฟังกันออกเองได้
แต่ทั่วไปทั้งหนังและรายการโทรทัศน์ก็ยังมีที่ใช้ภาษาตากาล็อกอยู่
และที่สำคัญๆ มากๆ ก็คือ ผู้ชายฟิลิปปินส์หล่อ
ดูดีกว่าผู้ชายไทยโดยเฉลี่ยครับ โดยเฉพาะแถวมะนิลานี่
เขาบอกว่าผู้ชายที่ใจกลางกทม.เทียบไม่ติดเลย
แบบว่าเพื่อนคนนี้เขาชอบคนเอเซีย
(ต่างกับข้าพเจ้าที่ชอบฝาหรั่งเป็นหลัก
แต่ก็แอบปิ๊งหนุ่มเอเซียเข้มๆ แมนๆ ล่ำๆ ครบสูตร
ส่วนพวกตี๋เกาหลี ญี่ปุ่นนี่แทบไม่มีความรู้สึกเลย)
เขาบอกว่าที่นั่น ถ้าเป็นนายแบบหรือดาราทั้งชายและหญิง
แล้วรับเล่นหนังเรตอาร์ก็ทำได้เลย
ไม่ต้องเอียงอายแบบบ้านเรา จะดังขนาดไหนก็เดินแบบ
หรือถ่ายชุดว่ายน้ำกันเกร่อเลยสะดวกโยธิน
เอ่อ..แหมเขายังหนีบเอาวีซีดีตัวอย่างหนังอาร์มาฝากให้ดูด้วย
ก็ต้องบอกว่าดาราหนังแบบนี้ดูดีกว่าบ้านเราอย่างเห็นได้ชัด
เพราะของบ้านเรามักทำขาย "ผู้ชาย"
ทำให้จ้างแต่ดาราชายที่ไม่น่าดูเป็นส่วนใหญ่
แต่ดาราของเขาดูดีจัง จะว่าเหมือนผู้ชายไทย
ก็ไม่ใช่ หรือเหมือนดาราแขกก็ไม่เชิง ดูผสมกันไป
ดูดีไม่ว่าขาวหรือดำ ผสมจีนหรือฝรั่ง ชอบจัง
อยากไปสัมผัสบ้าง
แถมการถ่ายทำฉากเลิฟซีนก็มีคุณภาพกว่าหนังอาร์บ้านเราด้วย

อ้อ ตอน Search หาเจอเว็บที่มีชื่อคล้ายๆ Filipinohunks
น่าสนใจมากเลยคุณ Mad ดูเด็ดกว่าเว็บบ้านเราอีก

นายแบบฟิลิปปินส์คนหนึ่งที่ติดใจคือ Mr. Mark Nelson
ที่โฆษณาเครื่องดื่มขิงฮอทต้า เคยฉายโทรทัศน์บ้านเรา
ที่มีเพลงร้องว่า "เหนื่อยมานักก็พักกับฮอทต้าสิ"
เป็นนายแบบและพิธีกรที่นั่น ดูดีมากๆ เลย

ขอโทษนะครับที่สงสัยเหมือนหลายๆ คนก็คือ
ในหนึ่งสัปดาห์คุณ Mad ดูหนังเฉลี่ยประมาณ 15-30
เรื่องเลยหรือครับ นั่นหมายความว่าดูทุกวันๆ ละ 2
เรื่องเป็นอย่างน้อย เอ่อ...เวลาหลัง
เลิกงานกับวันหยุดนี่นั่นดูตาแฉะเลยหรอครับ


เอ่อ..ถ้าเขียนมารบกวนหรือน้ำท่วมทุ่งไร้สาระก็ขอโทษด้วยนะครับ
และไม่จำเป็นต้องตอบเมล์นี้ก็ได้ แต่ให้โพสต์ตอบใน Blog
ก็พอ

หมายเหตุ คุณ Mad จะเอาส่วนไหนของเมล์นี้ไปโพสต์ใน Blog
ก็เชิญเลยนะครับ ขอแต่ให้ใช้ชื่อว่ามาจาก "Max77" ก็พอ

Thursday, October 19, 2006

WAR OF GODDESSES OF XQ28

ขอบคุณมากค่ะสำหรับคำชม จริงๆแล้ว ดิฉันเคยเข้าแข่งขันตอบคำถามเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่โรงหนังเครืออีจีวีจัดขึ้นในช่วงประมาณปี 2001 ด้วยค่ะ แต่ไม่ผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้ายค่ะ

ตอบน้อง merveillesxx

นึกออกแล้วว่าหนังโปรตุเกสเกี่ยวกับพ่อ-ลูกชายที่ชอบมากคือเรื่อง ADEUS, PAI หรือ GOODBYE, FATHER (1996, LUIS FILIPE ROCHA, A+)
http://www.imdb.com/title/tt0115466/

copy from screenout webboard
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=3900

ภาพยนตร์ที่ได้ดูในช่วงนี้

1.TRAGEDY OF A RIDICULOUS MAN (1981, BERNARDO BERTOLUCCI, A+++)

2.CLIMATE (2006, NURI BILGE CEYLAN, A+)

3.I DON’T WANT TO SLEEP ALONE (2006, TSAI MING-LIANG, A+)

4.THE ANTHEM (2006, APICHATPONG WEERASETHAKUL, A+)

5.ONE MAN BAND (2005, MARK ANDREWS + ANDREW JIMENEZ)
http://www.imdb.com/title/tt0479113/
หนังแอนิเมชั่นที่ฉายก่อน CARS


โครงการใหม่ของค่าย miramatt

เนื่องจากสำนักพิมพ์ CLAMP มีการ์ตูนเรื่อง X พลังล้างโลก ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ทางค่าย MIRAMATT ของน้อง MATT จึงมีโครงการจะสร้างภาพยนตร์เรื่อง “XQ28 พลังอมเจ้าโลก” ออกมา โดยดัดแปลงมาจากการ์ตูนของสำนักพิมพ์ CROTCH

โลโก้ของสำนักพิมพ์ CROTCH
http://www.underwear4men.com/pictures/crotch01/ufm03crotch10.jpg


รายชื่อดาราและบทบาทที่แสดงในภาพยนตร์เรื่อง “XQ28 พลังอมเจ้าโลก”

1.VENUS แสดงเป็น VENUS
http://galleleo.nm.ru/Galereia/Astro/Aphrodite.jpg


2.MDS รับบทเป็น STHENO
http://www.theoi.com/image/P23.3Gorgon.jpg


3.LUNAR – EURYALE
Euryale ("far-roaming"), in Greek mythology, was one of the immortal Gorgons, vicious female monsters with brass hands, sharp fangs and hair of living, venomous snakes. Her sister Stheno was immortal and sister Medusa was mortal. She was a daughter of Phorcys and Ceto, or sometimes, Typhon and Echidna
http://www.theoi.com/image/P23.12Gorgon.jpg


4.อ้วน – MEDUSA
http://galleleo.nm.ru/Galereia/Astro/Perseus%20Defeats%20Medusa.jpg


5.PORKY – PERSEUS
http://www.utexas.edu/courses/larrymyth/images/perseus/MC-Perseus-Canova.jpg


6.ธัญสก – PANDORA
To punish mankind, Zeus ordered the other gods to make Pandora as a poisoned gift for man. Pandora was given several traits from the different gods: Hephaestus molded her out of clay and gave her form; Athena clothed her and the Charites adorned her with necklaces made by Hephaestus; Aphrodite gave her beauty; Apollo gave her musical talent and a gift for healing; Demeter taught her to tend a garden; Poseidon gave her a pearl necklace and the ability to never drown; Zeus made her idle, mischievous, and foolish; Hera gave her curiosity; Hermes gave her cunning, boldness and charm. Thus the name Pandora—"all gifts"—in Hesiod's version derives from the fact that she received gifts from all deities
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/3/3c/John_William_Waterhouse_-_Pandora_%281896%29.jpg


7.VESPERTINE – MEDEA
Medea is known in most stories as an enchantress and is often depicted as being a priestess of Hecate. She is the granddaughter of the sun god Helios and a niece of the witch Circe, famous for her encounter with Odysseus in his journey home from the Trojan War.
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/9/96/De_Morgan_Medea.jpg


8.ANUCHY – CIRCE

Circe's father was Helios, the pre-Olympic titan of the Sun, and her mother was Perse, an Oceanid; she was sister of Aeetes, the king of Colchis and of Pasiphae and Aga. She transformed her enemies, or those who offended her, into animals through the use of magical potions. She was renowned for her knowledge of drugs and herbs.
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/d/d9/Circe_Offering_the_Cup_to_Odysseus.jpg


9.SENSITIVEMAN – พระนางเหรา
http://www.uark.edu/misc/hera/hera-eb.jpg


10.FRANKENSTEIN – ATHENA
http://www.utexas.edu/courses/larrymyth/images/Athena/2B1-Athena-Model.jpg


11.MATT – DIANA
http://www.artchive.com/artchive/t/titian/diana_actaeon.jpg


12.LOVEJUICE – APOLLO
http://www.wga.hu/art/l/liss/apollo.jpg


13.ZM – HELEN OF TROY
http://www.howarddavidjohnson.com/Helen_of_Troy_MMIV.jpg


14.PRINCEGENT – เจ้าชายปารีส
http://www.beloit.edu/~classics/Trojan%20War%20Site/Helen%20and%20Paris/Helen_and_Paris(Jacques-Louis_David-1788-Louvre,Paris).jpg


15.JR – เจ้าชายเฮคเตอร์
http://www.darkhorizons.com/2004/troy/troy6.jpg

16.KIT – DEMETER
http://www.ecmwf.int/research/demeter/pantheon.gif


17.TARENCE – HERMES
http://www.astrologicon.org/theologia/hermesimg/hermes-jupiter_dossi.jpg


18.KICHO – PERSEPHONE
http://www.fire-serpent.com/post/persephone.jpg


19.ปีศาจแห่งความฝัน – MORPHEUS
http://opioids.com/morphine/morpheus.jpg


20.CANDI-AKE – GANYMEDE
http://ganymede.info/ganymede/ganymede-by-julien.png


21.RED XIII – VULCAN
http://www.ibiblio.org/wm/paint/auth/boucher/vulcan.jpg


22.เทวดาตกสวรรค์ – PROMETHEUS
http://www.pathguy.com/prometheus-herakles.jpg


23.ชายผู้มาจากดาวอังคาร – PSYCHE
http://www.nationalgallery.org.uk/WebMedia/Images/64/NG6445/eNG6445.jpg


24.DO-RAYS-ME – CUPID
http://www.longpassages.org/images/France%20Paris%20Louvre%20Cupid%20and%20Psyche.jpg


25.SITT – CASSANDRA
http://homepage.mac.com/cparada/GML/000Images/tim/trojanwarcassandra4412.jpg


26.OLIVER – JOCASTA
http://www.imagesonline.bl.uk/britishlibrary-store/Components/664/66474_1.jpg


27.FILIX THE CAT – BAST
http://www.daykeeperjournal.com/images/g-bast.jpg


28.อินทร์ – ISIS
http://magedm.freeyellow.com/isis-maat.jpg


29.PAAAE – ARIADNE
http://www.personal.utulsa.edu/~john-powell/BachusEtAriane/images/bacchus%20and%20ariadne.jpg


30.SEAN 2001 – DIONYSUS

http://www.hermetic.com/sabazius/dionysus.jpg


31.AKANURAN 7 – PENELOPE
http://homepage.mac.com/cparada/GML/000Images/pim/penelopeodysseus3628.jpg


32.เก้าอี้มีพนัก – ANTIGONE
http://www.amrep.org/images/antigone/antigone002.jpg


33.JO – ADONIS
http://www.artchive.com/artchive/t/titian/titian_venus_adonis.jpg