MULTIVERSE DVARAVATI NO. 2 (2016, Rinyaphat Nithipattaraahnan,
video installation)
วิดีโอนี้จัดแสดงที่
BACC ชั้นสองนะ ใช้เวลาดูประมาณ 10 นาที น่าสนใจดีที่อยู่ดีๆก็มีการผลิตวิดีโอเกี่ยวกับ
“ยุคทวาราวดี” และโบราณสถานยุคทวาราวดีในนครปฐมออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันในช่วงนี้
เพราะวิดีโอ LEVITATING EXHIBITION (2016, Ukrit Sa-nguanhai, A+30) ก็น่าจะพูดถึงโบราณสถานที่ใกล้เคียงกัน
และน่าสนใจดีด้วยที่วิดีโอสองชิ้นนี้ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย
ทั้งๆที่อาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากโบราณสถานยุคทวาราวดีแห่งเดียวกัน
FANTASTIC BEASTS AND WHERE TO FIND THEM (2016, David
Yates, A+25)
1.ถือว่าชอบมากกว่าหนังหลายๆภาคในหนังชุด
HARRY POTTER แต่เราก็ไม่ได้ชอบในระดับ A+30 นะ และถือว่าชอบน้อยกว่าหนังกลุ่ม “โลกเวทมนตร์”
อย่าง THE CIRCLE (2015, Levan Akin, Sweden) และ
L.O.R.D: LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES (2016, Guo Jingming, China) อย่างรุนแรง แต่นั่นไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าหนังเรื่องไหนดีกว่าหนังเรื่องไหน
แต่เกี่ยวกับเรื่องที่ว่ารสนิยมส่วนตัวของเราเป็นยังไง คือเรารู้สึกว่า FANTASTIC
BEASTS AND WHERE TO FIND THEM อาจจะเป็นหนังที่ดีกว่าอีกสองเรื่องนั้น
เพราะมันดูออกแบบโลกเวทมนตร์มาอย่างดีกว่ามาก คือมันดูคิดมาละเอียดกว่ามาก
ในขณะที่โลกเวทมนตร์ใน LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES ดูเหมือนคิดมายังไม่เสร็จ
เหมือนคิดมาครึ่งเดียวแล้วทำเป็นหนังออกมาเลย แล้วค่อยกลับไปคิดเพิ่มตอนสร้างภาคสอง
อะไรทำนองนั้น เพราะฉะนั้น LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES จึงเรียกได้ว่าเป็นหนังที่แย่กว่า
FANTASTIC BEASTS แต่เป็นหนังที่เราชอบมากกว่า FANTASTIC
BEASTS ประมาณ 10 เท่า
2.คือพอดู FANTASTIC BEASTS แล้วก็ทำให้เข้าใจว่า ทำไมเราถึงไม่อินกับ HARRY POTTER น่ะ เพราะเราว่าโลกเวทมนตร์ใน HARRY POTTER และ FANTASTIC
BEASTS มันขาดองค์ประกอบสองอย่างที่สำคัญสุดๆสำหรับเรา
นั่นก็คือตัวละครหญิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วย “พลังของความเกลียดชัง”
และ “ความต้องการจะทำลายล้างศัตรูอย่างรุนแรงมาก”
(ซึ่งเราพบสิ่งนี้ได้ใน THE CIRCLE) และความมืดมนจริงๆ
(ซึ่งเราพบสิ่งนี้ได้ใน LORD OF RAVAGING DYNASTIES) คือตัวละครหลักใน
HARRY POTTER และ FANTASTIC BEASTS มันเป็นผู้ชายที่มี
“ความสว่าง” อยู่ในตัวมากเกินไปสำหรับเราน่ะ
มันเหมือนพวกตัวละครประเภท SUPERMAN และ SPIDERMAN อะไรพวกนี้ ซึ่งตัวละครผู้ชายที่ดูสว่างมากๆแบบนี้ เราจะไม่อินด้วยเวลาดู
และเรามักจะรู้สึกว่าตัวละครประเภทนี้มันทำให้หนังไม่สนุกสำหรับเรา
เพราะตัวละครคนดีแบบนี้ยังไงก็ต้องเอาชนะศัตรูได้แน่ๆ
และตัวละครเพื่อนๆของเขาก็มักจะมีความสว่างอยู่ในตัวมากเกินไปสำหรับเราด้วย เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่อินกับตัวประกอบที่อยู่ฝ่ายเดียวกับพระเอกในหนังชุด
HARRY POTTER และ FANTASTIC BEASTS ด้วยเช่นกัน
เพราะฉะนั้นหนังแบบ THE CIRCLE และ LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES
ก็เลยตอบสนองความต้องการของเราได้ตรงกว่า คือตัวละครพระเอกใน LEGEND
OF RAVAGING DYNASTIES จริงๆแล้วมันก็ดูสว่างสดใสเป็นคนดีเหมือนกับพระเอก
FANTASTIC BEASTS น่ะนะ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือว่า
ช่วงครึ่งหลังของ LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES ตัวละครพระเอกแทบไม่มีบทบาทเลย
อยู่ดีๆช่วงครึ่งหลังของหนังก็เป็นการต่อสู้กันอย่างรุนแรงของตัวละครอิทธิฤทธิ์สูงราว
10 ตัวที่เราไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนดีหรือคนเลวกันแน่
และเราก็ชอบสถานการณ์แบบนี้มากๆ สถานการณ์ที่มีตัวละครอิทธิฤทธิ์สูงตบกันไปมา
โดยเราไม่แน่ใจเลยว่าใครจะอยู่หรือใครจะตาย
เพราะเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครดีหรือใครเลว คือสถานการณ์แบบนี้ยิ่งตอบสนองความต้องการของเราได้ตรงกว่าหนังชุด
X-MEN อีกน่ะ เพราะหนังชุด X-MEN ก็เข้าทางเราในแง่ของการสร้างตัวละคร
“สีเทา” ที่มีอิทธิฤทธิ์สูงหลายๆตัวมาตบกันเหมือนกัน
แต่ในหนังชุด X-MEN เราพอจะรู้ล่วงหน้าว่าตัวละครหลายๆตัวมันจะรอดตาย
มันก็เลยทำให้เรารู้สึก “ปลอดภัย” มากเกินไปนิดนึง
เราชอบหนังแบบที่ดูแล้วรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” แบบ LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES มากกว่า โดยคำว่า “ไม่ปลอดภัย” ในที่นี้หมายถึงว่า
ไม่มีอะไรจะรับประกันได้ว่า ตัวละครตัวไหนจะอยู่หรือตาย ทุกตัวมีสิทธิตายได้
การเป็นพระเอก, เป็นนางเอก, เป็นคนดี
หรือเป็นเพื่อนพระเอก ไม่ได้รับประกันว่าคุณจะมีชีวิตอยู่รอดจนถึงตอนจบของเรื่อง
คือปัจจัยเดียวกันนี้แหละมันทำให้เราไม่อินกับ
HARRY POTTER และ FANTASTIC
BEASTS มากนัก เพราะมันมี sense ของความปลอดภัยมากเกินไปสำหรับเรา
เราชอบโลกจินตนาการแบบที่ทำให้เรารู้สึก insecure มากกว่า
ส่วน THE CIRCLE นั้นก็ตอบโจทย์เราในแง่ของการสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยได้ดีมากๆเหมือนกัน
เพราะตัวละครที่เราคิดว่าเป็นนางเอกของเรื่อง
อยู่ดีๆก็ถูกฆ่าตายไปเลยก่อนถึงกลางเรื่อง เราก็เลยรู้สึก insecure ไม่รู้แล้วว่าใครจะเป็นนางเอกกันแน่ และไม่รู้แล้วว่าตัวละครหญิงที่เหลืออยู่อีก
4-5 คน ใครกันแน่จะเป็นนางเอกของเรื่อง
และมีอยู่กี่คนที่จะเหลือรอดชีวิตจนถึงตอนจบ
3.อีกจุดที่ทำให้ดูแล้วเข้าใจว่า
ทำไมเราถึงไม่อินกับ HARRY POTTER และ FANTASTIC
BEASTS ก็คือฉากไคลแมกซ์ของเรื่อง คือใน FANTASTIC BEASTS นั้น ตัวละครพระเอกเหมือนจะต่อสู้ในฉากไคลแมกซ์เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรทำ,
เป็นสิ่งที่ถูกต้อง, ใช้ความดีงามเข้าสู้อะไรทำนองนั้นน่ะ
มันไม่ได้มีพลังของความโกรธแค้นชิงชัง
หรือความต้องการจะเข่นฆ่าศัตรูอย่างรุนแรงอยู่ในจิตใจของพระเอก
ซึ่งนั่นแตกต่างจากใน THE CIRCLE เพราะในฉากไคลแมกซ์ของ THE CIRCLE
นั้น เราอินกับตัวละครหญิงบางตัวมากๆ
เพราะพลังจิตของตัวละครหญิงบางตัวในหนังเรื่องนี้ มันเหมือนจะต้องอาศัย “ความต้องการจะทำลายล้างศัตรูอย่างรุนแรง” เป็นเชื้อเพลิงในการต่อสู้กับศัตรูน่ะ
และเราจะอินกับอารมณ์ความรู้สึกทำนองนี้มากกว่าเยอะ
4.เห็นการใช้สัตว์ของพระเอกในบางฉาก
แล้วทำให้นึกถึง “หนูเตียวสายฟ้า” ของตัวประกอบหญิงในแปดเทพอสูรมังกรฟ้า
5.ฉากที่ชอบที่สุดสำหรับเราใน FANTASTIC
BEASTS ก็คือฉากที่กลุ่มของ Samantha Morton ปะทะกับกลุ่มของ
Jon Voight คือฉากแบบนี้นี่แหละที่เราอินด้วย
หรือเรารู้สึกว่าสนุกดี เพราะเรารู้สึกว่าตัวละครสองกลุ่มนี้มันเลวทั้งคู่
มันเป็นกลุ่มคนเลวปะทะกับกลุ่มคนเลว และเราตัดสินใจไม่ได้ว่าใครเลวกว่ากัน
หรือใครควรจะชนะ เรารู้แต่ว่า พอเห็นตัวละครคนเลวสองกลุ่มแบบนี้มาปะทะกัน
แล้วเรารู้สึกว่าอารมณ์มันพลุ่งพล่านมาก มันกระตุ้นอารมณ์เราได้ดีสุดๆ
แต่ถ้าเป็นตัวละครคนดีที่มีจิตใจสว่างมากๆ (ตามขนบหนัง superhero) มาปะทะกับคนเลว เราจะรู้สึกว่ามันไม่ค่อยสนุก
6.ดีใจที่ปีนี้มีหนังเกี่ยวกับโลกเวทมนตร์ที่เราชอบออกมาหลายเรื่อง
นอกจาก 3เรื่องข้างต้นแล้ว เราก็ชอบ MISS PEREGRINE’S
HOME FOR PECULIAR CHILDREN (2016, Tim Burton), DOCTOR STRANGE (2016, Scott
Derrickson), THE BFG (2016, Steven Spielberg) และ ALICE
THROUGH THE LOOKING GLASS (2016, James Bobin) มากในระดับหนึ่งด้วย
เราว่าหนังทุกเรื่องในกลุ่มนี้สร้างสรรค์โลกเวทมนตร์ออกมาได้สวยงามดีสำหรับเรา
เราชอบ FANTASTIC BEASTS ในระดับพอๆกับ MISS
PEREGRINE และ DOCTOR STRANGE นะ ข้อดีของ MISS
PEREGRINE สำหรับเราก็คือว่า
มันมีตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์สูงหลายๆตัวน่ะ (ซึ่งเป็นปัจจัยเดียวกับที่ทำให้เราชอบ
X-MEN, THE CIRCLE และ LORD OF RAVAGING DYNASTIES) ส่วน DOCTOR STRANGE นั้น เราชอบในจุดที่ว่า
มันเป็นการขยายจักรวาลของมาร์เวลเข้ามาในส่วนของโลกเวทมนตร์ด้วย
มันก็เลยทำให้รู้สึกว่าจักรวาลของมาร์เวลมันกว้างใหญ่ดีสำหรับเรา
ส่วน THE BFG และ ALICE THROUGH THE LOOKING GLASS
นั้น เราชอบในระดับประมาณ A+15 หรือน้อยกว่า FANTASTIC
BEASTS หน่อยนึง เพราะเราว่าโลกเวทมนตร์ใน THE BFG กับ ALICE มัน “ใส” เกินไปสำหรับเรา
7.สรุปว่าชอบ FANTASTIC BEASTS มาก แต่มันไม่ใช่หนังในแนวทางเรา เพราะตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้ “มีความปลอดภัยในชีวิต” มากเกินไป และ “มีความสว่างในตัวเองมากเกินไป” (เหมือนกับในหนัง superhero
ส่วนใหญ่) เราชอบหนังเกี่ยวกับโลกเวทมนตร์แบบ THE CIRCLE และ LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES มากกว่าเยอะ
เพราะตัวละครใน THE CIRCLE “ดูเหมือนไม่ค่อยมีความปลอดภัยในชีวิต”
(ซึ่งตรงกับสิ่งที่เรารู้สึกในชีวิตประจำวัน) และเรารู้สึกว่า “พลังความมืด” ใน LEGEND OF RAVAGING
DYNASTIES มันดูรุนแรงทรงพลังกว่าใน FANTASTIC BEASTS และหนังโลกเวทมนตร์ส่วนใหญ่ที่สร้างโดยฮอลลีวู้ด
No comments:
Post a Comment