Showing posts with label SOUNDTRACK. Show all posts
Showing posts with label SOUNDTRACK. Show all posts

Friday, August 28, 2026

BORN IN FLAMES

 

มีการกระจายกำลังตามจุดต่าง ๆ

 

มีใครทายได้ไหมว่าเรานั่งอยู่จุดใดในภาพนี้ 55555

 

คำเฉลยอยู่ใน comment

 

คำตอบคือ G5 จ้ะ

+++

 

เมื่อวานเราได้ไปเยือน Sala Saneha เป็นครั้งแรก เพื่อดูหนังเรื่อง BARRY LYNDON (1975, Stanley Kubrick, UK/USA, 185min, A+30)

+++

 

หนังเรื่อง MORTE CUCINA ครัวสาว (2025, Pen-ek Ratanaruang, A+30) ทำให้เรานึกขึ้นมาได้ว่า แม่ของเราก็มีหนังสือเกี่ยวกับ “อาหารฤทธิ์ร้อน-เย็น” อะไรแบบนี้หลายเล่ม เมื่อเดือนก.ค.ตอนที่เราไปเยี่ยมแม่ เราก็เลยถือโอกาสถ่ายรูปหนังสือเหล่านี้เอาไว้ด้วย

+++

 

ดีใจสุดขีด เราอยากดู LOVE ON TRIAL (2025, Koji Fukada, Japan) กับ INTO THE WILD (2007, Sean Penn, 148min) มาก ๆ INTO THE WILD เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ 2 สาขาด้วยนะ ซึ่งได้แก่นักแสดงสมทบชาย (Hal Holbrook) กับตัดต่อ แต่ปีนั้นผู้ชนะรางวัลออสการ์ดาราสมทบชายคือ Javier Bardem จาก NO COUNTRY FOR OLD MEN และผู้ชนะรางวัลตัดต่อคือ THE BOURNE ULTIMATUM

 

+++

มีเพลงอะไรบ้างที่ถูกใช้ในหนังสั้นไทยบ่อยมาก ๆ

 

ถ้าให้เราประเมินเอง เราคิดว่าเพลง LIFE IN MONO (1997) ของวง Mono กับเพลง MIND HEIST ของ Zack Hemsey ที่ใช้ประกอบ trailer หนังเรื่อง  INCEPTION (2010, Christopher Nolan) นี่น่าจะติดอยู่ในลิสท์ “เพลงที่ใช้ประกอบหนังสั้นไทยบ่อยที่สุด”

 

โดยเพลง LIFE IN MONO ในอัลบัม FORMICA BLUES นี้เคยถูกใช้ประกอบหนังเรื่อง GREAT EXPECTATIONS (1998, Alfonso Cuarón) และต่อมาเพลงนี้ก็ถูกใช้ประกอบ “หนังสั้นไทย” จำนวนเยอะมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ส่วนเพลง MIND HEIST นั้นก็เจอได้บ่อยมากในหนังสั้นไทยช่วงต้นทศวรรษ 2010 ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

ไม่รู้ว่ามีเพลงอื่น ๆ อีกบ้างไหมที่ถูกใช้บ่อยมาก ๆ ในหนังสั้นไทย  

 

เราเดาว่า CLAIRE DE LUNE (1890) ของ Claude Debussy นี่น่าจะติดอยู่ใน top five เพลงประกอบหนังสั้นไทย เสียดายที่เราไม่มีความรู้เรื่องเพลงคลาสสิค เราก็เลยจำไม่ได้ว่ามีเพลงคลาสสิคเพลงไหนบ้างที่ถูกใช้ในหนังสั้นไทยบ่อยมาก ๆ

 

ไม่รู้ว่ามีใครเคยเก็บสถิติข้อมูลอะไรทำนองนี้ไว้บ้างหรือเปล่า

 

ส่วน “เพลงที่ถูกใช้บ่อยที่สุดในละครไทยในยุคทศวรรษ 1980” นี่น่าจะเป็นเพลงของ John Barry จากหนังเรื่อง SOMEWHERE IN TIME รักเอย ไม่เคยเลยลับ (1980, Jeannot Szwarc) 55555

 

เสียดายที่เราต้องตัดใจโยนทิ้งเทปอัลบัม FORMICA BLUES (1997) ของวง Mono เพราะเทปมันมีอะไรขาว ๆ อยู่ข้างใน เราก็เลยกลัวว่ามันคงขึ้นราแล้ว เราก็เลยโยนทิ้งดีกว่า เพื่อความปลอดภัยจากเชื้อรา

 

แต่เทปม้วนอื่น ๆ ที่เราเก็บไว้ 30-40 ปี มันไม่ขึ้นรานะ งงเหมือนกันว่าทำไมม้วนนี้ขึ้นราอยู่ม้วนเดียว ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกับการที่เราแปะสก็อตเทปไว้ที่ก้นเทปหรือเปล่า แต่เราก็เคยทำแบบนี้กับเทปม้วนอื่น ๆ มันก็ไม่ขึ้นรานะ

 

แต่เราเก็บปกอัลบัมนี้ไว้นะ เพราะเราชอบปกอัลบัมนี้มาก ๆ เป็นภาพ abstract collage ผสมรวมกับภาพถ่ายกรุงลอนดอน ปกอัลบัมนี้ออกแบบโดย Kate Gibb (illustrations) + Blue Source (art direction)

 

เพลงในอัลบัมชุด FORMICA BLUES (1997) ของวง Mono เรียงตามลำดับความชอบ

 

(in my preferential order)

 

1. SLIMCEA GIRL

2. HIGH LIFE

3. LIFE IN MONO

4. PLAYBOYS

5. DISNEY TOWN

6. THE OUTSIDER

7. HELLO CLEVELAND!

8. PENGUIN FREUD

9. SILICONE

10. THE BLIND MAN

 

LIFE IN MONO (1997)

https://youtu.be/qP0qeQrjh2k?si=La15XGjoa9jcsXff

 

SLIMCEA GIRL (1997)

https://youtu.be/as-oZErOT9E?si=vfrnOiTriobBrXJI

 

CLAIRE DE LUNE (1890)

https://youtu.be/X-Xxqt6Xdio?si=aQ_ejtJ2rloCnGVV

 

MIND HEIST (2010)

https://youtu.be/QkvxiTEhNsM?si=MUDlUgTyMgsIO4JR

 

SOMEWHERE IN TIME (1980)
https://youtu.be/esrTfwBiOM0?si=82jxmI-yq8cvla1z

+++

 

BORN IN FLAMES (1983, Lizzie Borden, A+30)

 

คลาสสิคจริง ๆ หนังนำเสนอสถานการณ์ที่ล้ำมาก ๆ เพราะสถานการณ์ในหนังคือโลกอนาคตที่สหรัฐอเมริกาได้กลายเป็นประเทศ “สังคมนิยม” ไปแล้วเป็นเวลา 10 ปี แต่ผู้หญิงบางคนก็มองสถานการณ์ในประเทศว่าเป็น status quo และรวมกันก่อตั้งกลุ่ม Women’s Army ขึ้นมา ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลก็ไม่สามารถสืบหาตัวผู้นำของกลุ่มนี้ได้ เพราะว่าผู้นำของกลุ่มนี้มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเรื่อย  ๆ ระหว่างผู้นำกลุ่มย่อยราว 10 กว่ากลุ่มในกองกำลังสตรีนี้

 

ผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ก็แบ่งกันเป็นหลายก๊กหลายเหล่ามาก ๆ รุนแรงมาก ๆ ทั้งกลุ่ม Women’s Army ที่นำโดยเลสเบียนผิวดำ, กลุ่มดีเจผิวดำหญิง, กลุ่มดีเจหญิงผิวขาวที่มองว่า Women’s Army เป็นกลุ่มหน่อมแน้ม, กลุ่มนักหนังสือพิมพ์หญิงผิวขาวที่เป็นสมาชิกพรรคแรงงานสังคมนิยม (หรืออะไรทำนองนี้), กลุ่มนักรบหญิงจาก Western Sahara (ดินแดนที่เพิ่งถูกนำเสนอในหนังเรื่อง SIRAT), สาวดำที่มองว่าตนเองไม่ต้องพึ่ง Women’s Army, ผู้หญิงบางคนที่ลังเลเรื่องการใช้อาวุธ, หญิงชราที่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง, etc.

 

ชอบที่หนังมันนำเสนอความซับซ้อนของปัญหาต่าง ๆ ในสังคม เพราะหนังมันไม่ได้นำเสนออะไรง่าย ๆ เพียงแค่ว่า “คนรวย ผิวขาว ชายแท้ เป็นคนเลว” และ “สาวผิวดำเลสเบียนชนชั้นแรงงาน เป็นคนดี” แต่หนังแสดงให้เห็นว่า ในการที่สาวผิวดำเลสเบียนชนชั้นแรงงาน จะเป็นหัวหอกในการปฏิวัตินั้น เธอจะต้องเผชิญอุปสรรคอะไรบ้าง โดยเฉพาะความยากลำบากในการขอความร่วมมือจากคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม

 

BORIN IN FLAMES เป็นหนังปี 1983 ส่วน MADAME X: AN ABSOLUTE RULER (1978, Ulrike Ottinger, West Germany) เป็นหนังปี 1978 หนัง feminist สองเรื่องนี้มีอายุมากกว่า 40 ปีแล้ว แต่ยังคงนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับเราในยุคปัจจุบัน

 

ในรูปเป็นโครงการที่เหล่าตัวละครลุกขึ้นมาต่อต้าน อย่างเช่น โครงการการเคหะที่ discriminate สาวโสดและเลสเบียน เหล่าตัวละครในหนังเลยต้องต่อต้าน discrimination นี้

 

เราดูหนังเรื่องนี้ใน MUBI

Edit เพิ่ม: Kathryn Bigelow ร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วยนะ

Sunday, June 21, 2026

DANCE OF FIRE TV SERIES

 

ดีใจสุดขีดที่ NOSFERATU (2024, Robert Eggers) ติดอันดับด้วย

++++++++

 

ไตเติลละคร “ระบำไฟ” (1988, สุประวัติ ปัทมสูต, TV series, A+15)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1314121397532725

 

1. เพลงประกอบละครระบำไฟนี่ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE SONGS OF ALL TIME เลยนะ เพราะเนื้อเพลงนี่ทำให้นึกถึงชีวิตของเราเองมาก ๆ

 

2. นิยายเรื่อง “ระบำไฟ” ของม.มธุการี นี่ก็ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE NOVELS OF ALL TIME เหมือนกัน คือนิยายเรื่องนี้มีนางเอก 2 คน คนนึงเป็นคนดีตามขนบธรรมเนียมประเพณี ส่วนอีกคนเป็น “สาวโรคจิต” ที่มีปมทางจิตอย่างรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก แล้วพอโตมาก็เลยกลายเป็นคนที่ “ถมยังไงก็ไม่เต็ม” โหยหาความรักอย่างรุนแรง แต่พอได้รับความรักจากคนอื่น ๆ มันก็เหมือนน้ำซึมบ่อทราย เธอก็ยังไม่พอใจ ก็ยังโหยหาความรักจากคนอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ

 

เราก็เลยชอบนิยายเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ เพราะว่าถ้าหากเป็นในนิยายเรื่องอื่น ๆ  ตัวละครประเภทนี้จะเป็นเพียง “นางอิจฉา ตื้น ๆ โง่ ๆ” แต่ในนิยายเรื่องนี้ ตัวละคร “สาวชั่วร้าย” นี่เหมือนมีสถานะเป็นนางเอก และพอเธอเป็นคนที่มีปมทางจิตอย่างรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก เราก็เลยชอบตัวละครตัวนี้มาก ๆ

 

3. แต่เสียดายที่พอนิยายเรื่องนี้ถูกทำเป็นละคร ตัวละคร พัดชา  “หญิงสาวผู้มีปมทางจิตอย่างรุนแรง” นี้ แสดงโดยแสงระวี อัศวรักษ์ ซึ่งเธอน่าจะเพิ่งเล่นละครเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก แล้วเธอเล่นได้ไม่ดีเลย เธอเล่นแข็งมาก ๆ มันก็เลยทำให้ละครเรื่องนี้ไม่ทรงพลังเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ตัวนิยายมันเข้าทางเรามาก ๆ

 

4. แต่ชอบตอนจบของละครเรื่องนี้อย่างรุนแรงนะ เพราะมันตรงกับที่เราจินตนาการเอาไว้ล่วงหน้ามาก ๆ คือตอนที่เราอ่านนิยายเรื่องนี้ เราก็จินตนาการเล่น ๆ ว่า ถ้าหากมันเป็นละคร เราจะออกแบบตอนจบให้ออกมาเป็นอย่างไร

 

แล้วพอนิยายเรื่องนี้ถูกสร้างเป็นละครจริง ๆ แล้วตอนจบ (ที่แสดงโดยนาถยา แดงบุหงา) มันออกมาตรงตามที่เราจินตนาการไว้ล่วงหน้าจริง ๆ เราก็เลยชอบตอนจบของละครเรื่องนี้มาก ๆ

 

5. อยากให้มีคนนำตัวละคร “พัดชา” จาก “ระบำไฟ” มาปะทะกับ “เวฬุรีย์” จาก “เพลิงพ่าย” มาก ๆ

 

6. ตฤณ เศรษฐโชค หล่อมากตอนที่เล่นละครเรื่องนี้

 

7. เนื้อเพลง ระบำไฟ ONE OF MY MOST FAVORITE SONGS OF ALL TIME

 

สิ่งเก่าๆ เก็บกลืนไว้ สิ่งใหม่ๆ สุดไขว่คว้า
ดังเดินมาบนทางสายเปลี่ยว
โอ้อนิจจา ฟันฝ่าเพียงผู้เดียว
สุดจะแลจะเหลียวหาใคร


ใยใครๆ จึงเมินหนี ยังจะมีสักคนไหม
คือแรงใจในความว่างเปล่า
มีแต่เคราะห์กรรม กระหน่ำชีวิตเรา
ดุจดังคนโง่เขลาใครเขาชัง


อยากมีใครสักคน หมั่นดูแลคอยปลอบขวัญ
ทุกวัน เอาใจไม่เหินห่าง

รู้ดีว่าฝัน นั้นไกลสุดทาง

ความหวัง ยังห่างไกล มืดมน


สิ่งใหม่ ๆ หากมองเห็น ยังคงเป็นเพียงความฝัน
พอนาน ๆ บั่นทอนเหลือทน
หนทาง กว้างไกล เดียวดาย ดูมืดมน
กว่าเวรกรรมผ่านพ้น คงแสนนาน

 

เพลงเต็ม

https://youtu.be/heHvU0RnXkY?si=j33sFceYjTlclfRh

+++

 

เพลง KISS ME (1997) ของวง SIXPENCE NONE THE RICHER นี่เป็นเพลงที่เรายังคงได้ยินห้างสรรพสินค้าบางห้างในไทยเปิดอยู่จนถึงยุคปัจจุบัน

 

+++

 

RIP KATSU KANAI (1936-2026)

 

Katsu Kanai เป็นหนึ่งในผู้กำกับหนังนิวเวฟของญี่ปุ่นยุคเดียวกับ Nagisa Oshima, Shohei Imamura, Masao Adachi, Shuji Terayama, Yoshishige Yoshida, Toshio Matsumoto, etc.

 

Katsu Kanai เสียชีวิตในวันที่ 22 เม.ย. 2026 ขณะอายุ 89 ปี แต่เหมือนข่าวการเสียชีวิตของเขาเพิ่งออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน

 

เราเคยดูหนังของ Katsu Kanai เพียงแค่ 5 เรื่อง ตอนมันมาฉายที่ Reading Room ในวันที่ 19 ธ.ค. 2009 โดยหนังทั้ง 5 เรื่องนั้นก็คือ

 

1. THE DESERT ARCHIPELAGO (1969)

2. GOOD-BYE (1971)

3. THE KINGDOM (1973)

4. DREAM RUNNING (1987)

5. GRASSHOPPER’S ONE-GAME MATCH (1988)

 

เราชอบ THE KINGDOM มากที่สุดใน 5 เรื่องนี้ และ THE KINGDOM ก็เลยติดอันดับ 9 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2009

https://en.wikipedia.org/wiki/Katsu_Kanai

++++

 

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่อง “มันเด้งขึ้นมาแดก” HUNGRY (2026, James Nunn, A+15) ก็คือหนังเรื่องนี้มี HOT GRANDPA ด้วย 55555 เพราะในหนังมีตัวละครเด็กหนุ่มวัยรุ่นน่ารัก แต่ตัวละครหญิงสาวในเรื่อง (ซึ่งรวมถึงตัวเราเองด้วย) อยากได้ “คุณตา” ของเด็กหนุ่มมากกว่าตัวเด็กหนุ่ม 55555

Friday, June 12, 2026

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY)

 

ไตเติลละคร แต่ปางก่อน (1987, อดุลย์ ดุลยรัตน์) และฉากจบของละครเรื่องนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1638595430586665

 

เพลง soundtrack ภาพยนตร์ที่เราฟังเป็นประจำในช่วงเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ก็คือ RAKUEN NO DOOR ของ Yoko Minamino ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง SUKEBAN DEKA (1987, Hideo Tanaka, Japan, 93min, A+30) เพราะทุกครั้งที่เราฟังเพลงนี้ ภาพชีวิตของเราสมัยเรียนมัธยมก็จะหวนคืนมา

https://youtu.be/jQosKV2exE0?si=MrgrnWzFI2qTyTmN

 

ชอบรชนีกร พันธ์มณี มาก ๆ ใน “ปลายฝนต้นหนาว” (1994) กับ ปีกทอง (1999, M.L. Pundhevanop Dhewakul)

+++

 

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min)

 

วิดีโอนี้มีความยาวราว 208 นาที แต่เราเพิ่งได้ดูไปเพียงแค่ราว 62 นาที ยังเหลืออีก 146 นาที (หรือ 2 ชั่วโมง 26 นาที) กรี๊ดดดด เดี๋ยวจะต้องรีบไปดูต่อให้จบ เผื่อเตรียมชิงตำแหน่งภาพยนตร์อันดับ 1 ประจำปี 2026 แข่งกับ I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, 89min)

 

ช่วง 62 นาทีที่เราได้ดูไป เป็นช่วงต้นกับช่วงท้ายของวิดีโอนี้  เหมือนเนื้อเรื่องน่าจะเริ่มต้นในช่วงราว ๆ ตี 5 กว่า ๆ มั้ง คุณยายแบ่ง สนใหม่ ตื่นนอนมาเตรียมรอตักบาตร เราเห็นชาวบ้านหลายคนมารอตักบาตรตั้งแต่รุ่งสาง และเห็นรถ EMS จอดอยู่แถว ๆ นั้น เห็นว่ามีการเอาอะไรมาปูพื้นเพื่อให้พระและชาวบ้านเหยียบขณะรอตักบาตรด้วย และก็เห็นว่าการตักบาตรในชนบทนี่เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลารอนานพอสมควร หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็เริ่มทำอาหารในช่วงเวลาใกล้ ๆ 7 โมง

 

(ตัวเราเองไม่ได้ตักบาตรมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว เพราะจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธซะทีเดียว แต่มีอยู่ช่วงนึงที่เราตักบาตรบ่อย ๆ เพราะว่า “เด็กวัด” หล่อมาก เป็นหนุ่มหล่อที่มาคอยช่วยเหลือพระรูปนึงขณะพระรูปนั้นมาบิณฑบาตรในซอยเรา ช่วงนั้นเราก็เลยตักบาตรบ่อย ๆ เพราะเราแอบชอบเด็กวัด แต่พอเด็กวัดคนนั้นหายไป เราก็เหมือนไม่ได้ตักบาตรอีกเลยมั้ง

 

การตักบาตรในซอยเราไม่ต้องใช้เวลารอ เพราะว่าพระกับเด็กวัดจะมานั่งประจำที่ร้านขายกับข้าวในซอยเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะตักบาตร เราก็ไปซื้อกับข้าวที่ร้านนั้น แล้วก็ตักบาตรได้เลย ไม่ต้องรอพระเป็นเวลานานเหมือนในวิดีโอนี้)

 

ส่วนช่วงท้ายของวิดีโอที่เราได้ดู เหมือนเป็นช่วงเย็นๆ ของวัน คุณยายแบ่งนั่ง ๆ นอน ๆ แล้วก็ทำอาหารเย็น เราเห็นคุณยายกิน “ข้าวคลุกกล้วยน้ำว้า” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพิ่งรู้ว่ามันมีเมนูนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

 

คุณยายแบ่งกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าจนหมดจาน โดยมีที่จานปลาทอดกับจานแกงส้มดอกแคอยู่ใกล้ ๆ ด้วย แต่เหมือนคุณยายกินปลาแค่นิดเดียว แล้วก็กินแค่น้ำแกงส้ม แต่เหมือนไม่ได้แตะตัวดอกแคเลย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคุณยายกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าเป็นหลัก แล้วก็กินแต่น้ำแกงส้ม ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ "ฟัน" หรือเปล่า คนแก่อาจจะไม่ค่อยมีฟันให้เคี้ยวแล้วมั้ง ก็เลยกินอาหารแบบนี้

 

(แม่ของเราซึ่งปัจจุบันนี้มีอายุ 89 ปี ก็กิน “อาหารปั่น” เป็นหลัก เอาถั่วเอาผักไปใส่เครื่องปั่นก่อน พอมันปั่นเสร็จแล้วถึงค่อยเอามากิน)

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็ดูทีวี แล้วคุณยายก็หายไปจากวิดีโอ (ไม่รู้ว่าเข้านอนหรือเปล่า) ตัววิดีโอจับภาพบรรยากาศในบ้านตอนกลางคืนอยู่ช่วงนึง ก่อนจะจบ

 

พอเห็นบ้านของคุณยายแบ่ง เราก็นึกถึงบ้านของคุณตาคุณยายเราที่อุบลมาก ๆ เพราะมันเป็นบ้านไม้เก่า ๆ ที่มีใต้ถุนสูงมากเหมือนกัน สภาพบ้านของตายายเรากับบ้านของคุณยายแบ่งนี่มีอะไรหลายอย่างใกล้เคียงกันมาก เราเคยไปเยี่ยมคุณตาคุณยายบ่อย ๆ ในช่วงทศวรรษ 1980 แต่พอตากับยายของเราถึงแก่กรรม เราก็ไม่ได้กลับไปบ้านไม้หลังนั้นอีกเลยในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าปัจจุบันบ้านไม้นั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว

 

สรุปว่าเราได้ดูวิดีโอนี้ไปแค่ 62 นาที ยังเหลืออีก 146 นาที เรายังไม่ได้เห็นคุณยายแบ่งปั้นหม้อเลย แต่ก็ประทับใจวิดีโอนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ มีสิทธิเตรียมลุ้นชิงตำแหน่งภาพยนตร์อันดับ 1 ประจำปีนี้ค่ะ แข่งกับ I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, 89min) ที่ครองตำแหน่งอันดับ 1 ของเราในตอนนี้

+++

 

เมื่อวานเราไปดูนิทรรศการ LIVING IN AN ELASTIC TIME ที่ Jim Thompson เสียค่าเข้านิทรรศการ 50 บาทตามปกติ แต่คราวนี้เขามีแถมหนังสือ THE OPEN WORLD: THAILAND BIENNALE CHIANG RAI 2023 มาให้ฟรี ๆ ด้วย หนังสือหนาราว 380 หน้า ดีงามมาก ๆ

 

เราไม่ได้ไปงาน BIENNALE ที่เชียงราย เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่อยู่ดี ๆ ก็ได้หนังสือเล่มนี้มาฟรี ๆ หนามาก ๆ ประทับใจมาก

+++

ซื้อนิยาย “เมฆหลากสี ลอยเกลื่อน จนเอื้อมคว้า” ของกวีวัธน์ กับหนังสือ “วิจักษ์วิจารณ์วรรณกรรมฝรั่งเศส” ของนพพร ประชากุล มาให้ลูกหมีอ่าน

 

แอบขำการจัดวางหนังสือของนพพร ประชากุล ในร้านหนังสือ

+++

บรรยากาศรอบหอภาพยนตร์ ศาลายา ตอนสามทุ่ม

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1671382174192223

+++

 

น่าดูสุดขีด เพราะว่า Jean-Baptiste Alazard เคยกำกับหนังสั้นเรื่อง MITTLEWERK EXPRESS (2011) ซึ่งติดอันดับ 1 หนังสั้นต่างประเทศที่เราชื่นชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2011

 

Monday, January 05, 2026

SUPERMARKET AND DEPARTMENT STORE CHAOS

 

RIP AHN SUNG-KI (1952-2026)

 

เป็นดาราชายเกาหลีที่ดูดีมาก ๆ ถึงแม้จะมีอายุมากแล้ว

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. THE DIVINE FURY (2019, Kim Joo-hwan)

 

2. SECTOR 7 (2011, Kim Ji-hoon)

 

3. SILMIDO (2003, Kang Woo-suk)

 

4. MUSA THE WARRIOR (2001, Sung Soo Kim)

 

5. SPRING IN MY HOMETOWN (1998, Lee Kwang-mo, A+30)

 

6. THE ADVENTURES OF MRS. PARK (1996, Kim Tae-gyun)

 

7. TO THE STARRY ISLAND (1993, Park Kwang-su, A+30)

 

รูปจาก NORTH KOREA PARTISAN IN SOUTH KOREA (1990, Jeong Ji-yeong)

++++++

 

ความงงของเราในวัย 52 ปี

 

1. ห้างสรรพสินค้าที่เราคุ้นชินในสมัยเด็ก ในทศวรรษ 1980 ชั้น 1 ของห้างคือชั้นที่อยู่ติดถนน

 

ห้างสรรพสินค้าสุดโปรดของเรา ซึ่งก็คือ “อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง” ยังคงใช้ระบบนี้ในปัจจุบัน

 

2. ห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่บางห้าง ชั้นที่อยู่ติดถนนคือชั้น G ชั้นเหนือชั้น G คือชั้น M แล้วค่อยตามมาด้วยชั้น 1, 2, 3

 

อย่างเช่น Paragon แล้วเหมือนกับว่าพอ Paragon ใช้ระบบนี้ ห้าง Siam Center กับ Siam Discovery ก็เลยปรับมาใช้ระบบเดียวกันด้วย

 

เพราะฉะนั้น อยู่ดี ๆ ชั้น 4 ของห้าง Siam Center ก็เลยกลายเป็น ชั้น 2 ไปเฉยเลย กูงงมาก

 

แล้วเราก็เลยงง มีครั้งนึงที่เราบอกกับเพื่อนว่า เราอยู่ที่ Starbucks ชั้นหนึ่งของพารากอน เพื่อนก็ไปเดินหาแล้วไม่เจอ เพื่อนเลยโทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกับเราว่า Starbucks ชั้นหนึ่งของพารากอนมันอยู่ตรงไหน คุยไปคุยมา เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า Starbucks ที่เรานั่งอยู่ มันคือชั้น G ไม่ใช่ “ชั้นหนึ่ง” ส่วน “ชั้นหนึ่ง” ของพารากอน มันคือ “ชั้นสาม” ในความรู้สึกของเรา

 

3. เราได้ยินข่าวว่า Salad Factory มาเปิดที่ชั้นหนึ่งของสามย่าน มิตรทาวน์มาได้ระยะหนึ่งแล้ว เราก็งงว่า เราก็เดินชั้นหนึ่งของสามย่าน มิตรทาวน์เป็นประจำ ทำไมไม่เคยเห็นร้านนี้

 

เราก็เลยลองไปเช็ค directory ของสามย่านมิตรทาวน์ แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า ชั้นที่อยู่ติดพื้นดินของสามย่านมิตรทาวน์ มันคือชั้น G แล้วชั้นเหนือจากนั้น คือ “ชั้นหนึ่ง”

 

ส่วนชั้นที่เราเดินเป็นประจำ มันคือชั้น G ไม่ใช่ชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เคยเห็นร้าน Salad Factory ในห้างนี้

 

4. ห้างมาบุญครอง มีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นสอง ไม่มี “ชั้นหนึ่ง”

 

สรุปว่า มีบางห้างที่ไม่มีชั้น G (อย่างเช่นอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง), บางห้างมีทั้งชั้น G และชั้น M แล้วค่อยตามด้วยชั้นหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ มันคือชั้นสามเหนือระดับพื้นดิน (อย่างเช่นพารากอน), บางห้างมีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นหนึ่ง (อย่างเช่น สามย่านมิตรทาวน์, เซ็นทรัลชิดลม) และบางห้างมีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นสอง (อย่างเช่น MBK)

 

เราก็เลยปวดหัวเวลานัดหมายกับเพื่อน ๆ เพราะต้องคอยดูระบบการเรียกชื่อชั้นของแต่ละห้างสรรพสินค้าที่มันไม่ซ้ำกันเลย ไม่งั้นมันจะเกิดการสื่อสารผิดพลาด

 

ส่วนระบบที่เราชอบที่สุด ก็คือระบบที่ไม่มีชั้น G ชั้น M นะ เริ่มด้วยชั้นหนึ่งเลย แบบห้างอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง เพราะเราคุ้นชินกับระบบนี้มาตั้งแต่เด็ก

 

แต่แอบนึกถึง “ห้างบางลำพูสรรพสินค้า” ที่บางลำพูนะ จำได้ว่า “ชั้น” ของห้างนี้มันประหลาดมาก มันเหมือนมีการซอยแยกย่อยสลับชั้นลดหลั่นกันไปมา แบบงงมาก เสียดายที่เราไปเดินห้างนี้ครั้งสุดท้ายน่าจะราว ๆ ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ตและ smart phone เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เคยได้ถ่ายรูปด้านในของห้างนี้เอาไว้เลย

++++++++

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 4

 

อีกประเด็นนึงที่เราได้จากการคุยกับเพื่อนๆ มัธยมในวันเสาร์ แล้วเราอยากจดบันทึกความทรงจำเอาไว้ ก็คือ “พฤติกรรมการหลอกลวงลูกค้าของบรรดา supermarkets

 

(ตัวเลขราคาสินค้าในข้างล่างนี้เป็นตัวเลขสมมุตินะ ไม่ใช่ตัวเลขราคาสินค้าจริง ๆ)

 

 

1. เพื่อนคนนึงเวลาซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต เธอจะจำราคาสินค้าทุกชิ้นที่เธอหยิบลงรถเข็น แล้วคำนวณเอาไว้แล้วในใจ เพราะฉะนั้นเธอจะรู้ได้ว่ามันมีอะไรผิดปกติ เมื่อแคชเชียร์คำนวณยอดรวมออกมาแล้วมันไม่ตรงกับที่เธอคำนวณไว้แล้วในใจ

 

มีครั้งนึงที่เธอไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต สมมุติว่าซื้อสินค้า 10 อย่าง ซึ่งรวมถึงสินค้า A ที่มีป้ายราคาติดไว้ที่ชั้นวางของว่า “ราคา 67 บาท” เธอคำนวณเอาไว้แล้วในใจว่า ของทั้งหมดที่เธอซื้อ สินค้า 10 ประเภทรวมกันน่าจะมีราคารวมกัน 4841 บาท

 

ปรากฏว่าพอแคชเชียร์คำนวณเสร็จ แคชเชียร์บอกว่า ต้องจ่ายทั้งหมด 4877 บาท เธอก็เลยเอ๊ะ ทำไมราคารวมมันสูงกว่าที่เธอคำนวณไว้ในใจ เธอก็เลยดูใบเสร็จ แล้วพบว่าสินค้า B C D E F G H I J คิดราคาตรงตามป้ายที่ shelf แต่ว่าสินค้า A ในใบเสร็จมันคิดราคา 103 บาท ไม่ใช่ 67 บาทแบบที่ป้ายบอกไว้ที่ชั้นวางสินค้า

 

เพราะฉะนั้นกรณีนี้ มันคือซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นฝ่ายผิด อีซูเปอร์มาร์เก็ตติดป้ายราคาผิด ซึ่งในกรณีของบางห้างในเมืองนอกนั้น ทางซูเปอร์ต้องให้สินค้านั้นกับลูกค้าฟรีเลยนะ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ ซูเปอร์มาร์เก็ตต้องขอโทษลูกค้าที่ติดป้ายราคาผิด แคชเชียร์ต้องขอโทษ

 

ซึ่งเพื่อนของเราก็ต้องการแค่คำขอโทษ ปรากฏว่าสิ่งที่เธอเจอคือพอเธอทักท้วงเรื่อง “ป้ายราคาที่ shelf ไม่ตรงตามราคาจริง” ไป อีแคชเชียร์กลับทำหน้ารำคาญ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดีว่า “ถ้าไม่เอาก็ได้นะคะ จะได้คืนเงินอันนี้ให้”

 

เพื่อนของเราก็เลยมาเตือนเพื่อน ๆ ทุกคนในกลุ่มว่า เวลาไปซื้อของใน supermarket ต้องระวังให้ดี เพราะเธอคาดว่าลูกค้าหลายคนเวลาซื้อสินค้ารวมกันหลายอย่างหลายประเภท จะไม่ทันกลโกง (ซึ่งอาจจะไม่ได้ตั้งใจ) นี้ของซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ติดป้ายราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะลูกค้าอย่างเราก็ไม่ได้คำนวณราคาเอาไว้ในใจ อีแคชเชียร์บอกยอดรวมอะไรมา เราก็จ่าย ๆ ไปตามนั้น ไม่รู้ถูกหลอกเสียเงินไปแล้วรวมกันกี่หมื่นบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

2. แต่เพื่อนอีกคนเจอสิ่งที่เหี้ยกว่ากรณีข้างบนอีก สิ่งที่เพื่อนอีกคนเจอในอีก retailer นึงก็คือ ตรง shelf วางสินค้า มีป้ายบอกว่าสินค้านี้ราคา 369 บาท เพื่อนเห็นว่าราคามันถูกดี ก็เลยซื้อสินค้านี้มา 7 ชิ้น คำนวณไว้แล้วว่ามันจะมีราคารวมกัน 2583 บาท

 

ปรากฏว่าพอไปจ่ายเงิน อีแคชเชียร์คิดราคาชิ้นละ 518 บาท ราคารวมกันเลยกลายเป็น 3626 บาท ซึ่งมากกว่าที่ควรจะเป็นถึง 1043 บาท

 

เพื่อนก็เลยโวยเรื่องการติดป้ายราคาสินค้าผิด แล้วอย่างนี้มันร้ายแรงมาก เพราะราคามันต่างกันมาก ๆ มันต่างกันถึงชิ้นละ 149 บาท แล้วคือถ้าหากป้ายราคามันไม่ได้บอกราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริงอย่างรุนแรงแบบนี้ เพื่อนก็คงไม่ซื้อสินค้านี้มาถึง 7 ชิ้น

 

แล้วแทนที่อีแคชเชียร์กับเจ้าหน้าที่ร้านจะยอมรับเรื่อง “การติดป้ายราคาผิด” อีเจ้าหน้าที่ร้านกลับไม่ยอมรับว่าตัวเองติดป้ายราคาผิด บอกว่าให้กลับไปดูป้ายราคาที่ shelf อีกรอบได้เลย มันไม่ได้ติดป้ายราคาผิด

 

แต่เพื่อนเราสังเกตเห็นว่า มีพนักงานร้านคนนึงแอบวิ่งลิ่วนำหน้าไปก่อนแล้ว ในช่วงที่ทุกคนเถียงกัน

 

พอเพื่อนเรากับเจ้าหน้าที่ร้านเดินไปดูที่ shelf ตรงนั้น ก็พบว่า มันติดป้ายราคาสินค้าว่า “ชิ้นละ 518 บาท” ตามที่เจ้าหน้าที่ร้านยืนยัน

 

แต่อีพนักงานร้านที่วิ่งลิ่วนำหน้าไปก่อนหน้านี้ ยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้วในมือกำอะไรไว้สักอย่าง

 

เพื่อนเราเลยบอก “มึงแบมือออกมา มึงแบมือออกมาเดี๋ยวนี้ มึงแบมือออกมาเดี๋ยวนี้”

 

อีพนักงานคนนั้นเลยยอมแบมือออกมา แล้วพบว่ามันคือป้ายราคา “ชิ้นละ 369 บาท”

 

คือกรณีนี้คือเหี้ยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คือแทนที่ทางร้านจะยอมรับผิด ขอโทษ แต่กลับปกปิดความผิดตัวเอง มีอีพนักงานรีบวิ่งไปเปลี่ยนป้ายราคาสินค้าใหม่ คือแบบนี้มันคือทุจริตมาก ๆ

 

ก็เลยขอจดบันทีกความทรงจำเรื่องนี้เอาไว้นะคะ เพราะเราก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า การเดินซูเปอร์มาร์เก็ต/ร้านค้าปลีก จะต้องตบตีกับพนักงานและแคชเชียร์และป้ายราคาที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงอะไรแบบนี้ด้วย

 

3. อีกกรณีที่ได้คุยกันกับเพื่อน ๆ เมื่อวันเสาร์ แต่ไม่เกี่ยวกับการทุจริตอะไรทั้งสิ้น แต่เกี่ยวกับ “การบริหารจัดการที่ไม่ดีของร้านสะดวกซื้อ”

 

คือมันจะมีร้านสะดวกซื้ออยู่บางเจ้า ที่เรากับเพื่อน ๆ อาจจะเจอกรณีแบบนี้บ่อย ๆ คือในร้านอาจจะมีเครื่องคิดเงิน 2-3 เครื่องในร้าน แต่มีพนักงานคิดเงินอยู่แค่เครื่องเดียว แล้วเครื่องนั้นก็อาจจะมีลูกค้าต่อคิวอยู่ 4-5 คน รอคิวกันเป็นเวลานาน สมมุติว่าเหตุเกิดตอนเวลา 15.00 น.

 

แล้วก็จะมีอีพนักงานบางคนในร้าน เดินมาเปิดเครื่องคิดเงินอีกเครื่อง แล้วก็เรียก “ลูกค้าที่ต่อคิวคนที่ 5” ให้มาคิดเงินที่เครื่องของเธอ ซึ่งลูกค้าที่ต่อคิวคนที่ 5 นี่เพิ่งมาต่อคิวเป็นเวลาแค่ 1 นาที ในขณะที่ลูกค้าที่ต่อคิวเป็นคนที่ 2 นี่ ต่อคิวมาแล้วเป็นเวลา 15 นาที

 

เพื่อนของเราซึ่งต่อคิวอยู่เป็นคนที่ 2 ก็เลยปรี๊ดแตก เดินไปด่าอีแคชเชียร์ที่เพิ่งมาเปิดเครื่องว่า “ถ้ามึงทำแบบนี้ มึงไปเรียกลูกค้าคนที่จะมาต่อคิวตอน 3 ทุ่ม มาคิดเงินเป็นคนแรกเลยมั้ย ถ้ามึงจะให้บริการคนที่มาหลังสุดแบบนี้” อีแคชเชียร์ก็เลยยอมคิดเงินให้เพื่อนของเรา

 

ซึ่งเรื่องนี้เราอินมาก เพราะเวลาที่เราไปร้านสะดวกซื้อ เราก็ชอบเจออะไรแบบนี้บ่อย ๆ คือพอเราซื้อสินค้าเสร็จ ต่อคิวไปแล้วราว 10 นาที แล้วก็จะมีอีพนักงานมาเปิดเครื่องคิดเงินอีกเครื่อง แล้วก็ให้ลูกค้าคนใหม่ ๆ ไปต่อคิวเครื่องของเธอ แทนที่จะให้บริการลูกค้าที่ต่อคิวมาเป็นเวลานานเป็นลำดับแรก

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สาม
https://web.facebook.com/photo?fbid=10241935362944051&set=a.10225118353249319

+++++

 

พอตามไปอ่านในวิกิพีเดีย เราถึงเพิ่งรู้ว่า การที่สหรัฐส่งกองทัพบุกประเทศเกรนาดาในปี 1983 อาจจะเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายสังหารทหารสหรัฐ 241 นายในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ในช่วงก่อนหน้านั้น

Two days prior to the United States' invasion of Grenada, U.S. marines in Beirut suffered heavy casualties in the 1983 Beirut barracks bombings. The terrorist bombing in Beirut killed 241 American servicemen, the deadliest single attack on Americans overseas since World War II. American Experience suggested the invasion of Grenada was meant to distract the public from the 1983 Beirut barracks bombing: "By the time of the 1984 election, the Grenada success replaced the bitter memory of the massacre at Lebanon.”

https://en.wikipedia.org/wiki/United_States_invasion_of_Grenada

Favorite Soundtrack: เพลง ฤทธิ์มีดสั้น (1978) ในภาพยนตร์เรื่อง RESURRECTION (2025, Bi Gan, China, A+30)

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ในที่สุดเราก็ได้รู้คำตอบของสิ่งที่ค้างคาใจเรามานานตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา กราบขอบพระคุณคุณ Warut  Pornchaiprasartkul เป็นอย่างสูงค่ะ คือตอนที่เราดู RESURRECTION ที่โรงหนัง SF Central World  เรารู้สึกว่าเพลงในหนังมันคุ้นสุด ๆ เป็นเพลงที่เราเคยได้ยินตอนเด็ก ๆ แน่นอน แต่เรากูเกิลหาไม่เจอเลยว่า มันคือเพลงอะไร ในที่สุดก็ได้คำตอบแล้ว ว่ามันเป็นเพลงจากละครทีวี "ฤทธิ์มีดสั้น" (1978) เวอร์ชั่นจูเจียง (ลี้คิมฮวง), หวงซิงซิ่ว (ลิ่มเซียนยี้), หวงเหยียนเซิน (อาฮุย) ที่เคยผ่านตาเราตอนเด็ก ๆ นี่เอง ในยูทูบมีคำแปลภาษาอังกฤษของเพลงนี้ด้วย

 

เราขอแอบเดาเลยว่า ตัวละครในรูปนี้คือ ลิ่มเซียนยี้ กับ แชม้อชิ้วอีเข่า (ลิงค์ไปยูทูบอยู่ในคอมเมนท์)


https://youtu.be/QVIaSW_mYnI?si=lQcuC71qVRC4dV1B

 

SUNLIGHT IN BANGKOK, NETHERLANDS, JAPAN, AND PACIFIC NORTHWEST

 

เราชอบ “แสงแดดในกรุงเทพ” มากที่สุดก็ในช่วงฤดูหนาวนี่แหละ เราว่ามันสวยนวลตาดี และเราว่ามันดูเข้าใกล้ “แสงอาทิตย์ในหนังญี่ปุ่น” ได้มากที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับฤดูร้อนและฤดูฝนในกรุงเทพ ไม่รู้ว่าสิ่งนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์หรือเปล่า ว่าเพราะเหตุใดแสงอาทิตย์ในกรุงเทพถึงดูสวยเข้าทางเรามากที่สุดในเหมันตฤดู

 

ลองถามกูเกิลดู มันบอกว่าเป็นเพราะในซีกโลกเหนือในฤดูหนาว มุมของแสงอาทิตย์อยู่ต่ำกว่าฤดูอื่นๆ แสงอาทิตย์เลยต้องเดินทางผ่านระยะทางยาวยิ่งขึ้นก่อนจะเดินทางมาถึงโลก ส่งผลให้แสงสีฟ้าในแสงอาทิตย์ถูกกระจายออกไปมากกว่าปกติ และถูกดูดซับไปโดยละอองน้ำและอะไรต่าง ๆ ในอากาศ แสงที่เหลือมันเลยเหลือง ๆ แดง ๆ มากกว่าปกติ

 

ส่วนแสงอาทิตย์ในหนังญี่ปุ่นนั้น เราเดาว่ามันคงเป็นเพราะสถานที่ตั้งของญี่ปุ่นที่อยู่ทางเหนือ และการที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะริมมหาสมุทรแปซิฟิกด้วยมั้ง มันเลยส่งผลให้แสงอาทิตย์ในหนังออกมาดูสวยงามมากแบบนั้น

 

นึกถึงภาพยนตร์ 2 เรื่องที่เราเคยดูและเขียนถึงไปแล้ว ที่วิเคราะห์ “ความงดงามของแสงอาทิตย์ในบางจุดของโลก” (เนื้อหาข้างล่างนี้ซ้ำ ๆ กับที่เราเคยเขียนไปแล้ว)

 

1. DUTCH LIGHT (2003, Pieter-Rim de Kroon, Netherlands, documentary, A+30)

 

หนังเรื่องนี้เคยตั้งข้อสังเกตว่าลักษณะเฉพาะของแสงอาทิตย์ในเนเธอร์แลนด์มันมีผลต่อจิตรกรเนเธอร์แลนด์ในยุค Rembrandt, Vermeer, etc. โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ "แหล่งน้ำ" เพราะแสงสะท้อนจากแหล่งน้ำต่อท้องฟ้า, ก้อนเมฆ ก็มีผลต่อแสงอาทิตย์ในสายตาของมนุษย์ด้วยเหมือนกัน แล้วเนเธอร์แลนด์เคยมีความ UNIQUE ตรงนี้เมื่อหลายร้อยปีก่อน ภาพวาดของ REMBRANDT, VERMEER ก็เลยออกมาสวย แต่พอเนเธอร์แลนด์ "ถมที่ดิน" เยอะ ๆ ในศตวรรษต่อ ๆ มา แสงพิเศษของเนเธอร์แลนด์ก็เลยหายไป

 

2. THE CHARCOAL SKY: CHAPTER 5 (2017, Zia Moharjerjasbi)

 

หนังเรื่องนี้สำรวจ “ความพิเศษของแสงอาทิตย์ในภูมิภาค Pacific Northwest” (ภูมิภาคนี้ครอบคลุมรัฐวอชิงตันกับรัฐโอเรกอนของสหรัฐ และรัฐบริติช โคลัมเบียของแคนาดา) ที่มันสวยแบบมีมนตร์ขลังมากกว่ารัฐอื่น ๆ โดยบทความประกอบหนังเรื่องนี้ระบุอีกด้วยว่า แสงในภูมิภาคนี้เคยช่วยสร้างมนตร์ขลังให้กับภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ที่ถ่ายทำในภูมิภาคนี้ด้วย ซึ่งรวมถึง TWIN PEAKS, THE X-FILES เฉพาะ 5 ซีซันแรก และหนังชุด TWILIGHT

 

Charles Mudede เขียนถึงประเด็นนี้ไว้ว่า

 

How can we forget November 8, 1998? On that day, the TV show X-Files opened its sixth season with a look that was totally wrong. The light lost its spell because the program's production had moved from Vancouver B.C. to Los Angeles. The fall of the light in the former is, for much of the year, sharply slanted; with the latter, it falls almost directly. The mood of slanted light, which is often diffused by droplets, is significantly different from that of dry and direct light. The mood of the X-Files for the first five seasons was that of an exquisite gloom (or stimmung, in the German Expressionist sense).

 

ภาพประกอบ

 

1.+2. Winter Light in Bangkok

3.+4.+5. DUTCH LIGHT (2003, Pieter-Rim de Kroon, Netherlands, documentary, A+30)

6. THE MILL (1645/1648, Rembrandt)

7. GIRL READING A LETTER AT AN OPEN WINDOW (1657–58, Johannes Vermeer)

8. APRIL STORY (1998, Shunji Iwai, Japan, A+30)

9. TYPHOON CLUB (1985, Shinji Somai, Japan, A+30)

10. HARU (1996, Yoshimitsu Morita, Japan, A+30)

11. MUSASHINO HIGH VOLTAGE TOWERS (1997, Naoki Nagao, Japan, A+30)

12. CURE (1997, Kiyoshi Kurosawa, Japan, A+30)

13. THE CHARCOAL SKY: CHAPTER 5 (2017, Zia Moharjerjasbi)

14. TWIN PEAKS (1990-1991)

15. TWILIGHT (2008, Catherine Hardwicke)

16. Google Explanation for winter light in Bangkok

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02su6ZsQ5A7SE2h8MV3k1PmXNV1TGGi1pFbzxR2oBcxsACDeENLWdUyzKRUGjoTrqul

 

QUOTE ของ Charles Mudede มาจาก

https://www.e-flux.com/.../409156/the-charcoal-sky-chapter-5

 

Friday, November 21, 2025

FAVORITE SOUNDTRACK: GOOD LIFE (1988) – Inner City

  

เราเคยตุนซื้อแอลกอฮอล์ไว้เยอะในช่วงที่โควิดระบาด วันนี้มาเช็คดูพบว่ามันหมดอายุในเดือนส.ค. 2025 เราควรรีบโยนแอลกอฮอล์เหล่านี้ทิ้งไปเลยใช่ไหม มันสามารถนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้อีกหรือเปล่า 55555

+++

ดีใจสุดขีดกับ DUSE, CASE 137, SIRAT, ARCO, AFTERNOONS OF SOLITUDE, MY FATHER’S SHADOW ที่ได้เข้าชิงรางวัลในปีนี้ และก็ดีใจสุดขีดที่ RIEFENSTAHL กำลังจะมาฉายที่หอภาพยนตร์ในเดือนธ.ค.

+++

ดื่มน้ำมะเขือเทศเพื่อเป็นพลีให้หนังเรื่อง A HOLY FAMILY (2022, Elvis Lu, Taiwan, documentary, A+30)

+++

 


FAVORITE SOUNDTRACK: GOOD LIFE (1988) – Inner City

 

น้ำตาไหลพรากตอนที่ได้ยินเพลงนี้ในหนังเรื่อง GOOD FORTUNE (2025, Aziz Ansari, A+30) รู้สึกว่า “รสนิยมด้านเพลง” ของหนังเรื่องนี้ตรงกับเรามาก ๆ เพราะหนังเรื่องนี้ใช้เพลงในทศวรรษ 1980 + ต้นทศวรรษ 1990 ทั้งนั้นเลย 55555

https://youtu.be/dPMfjOoWVnk?si=fm6xIXhow3bCXWHJ

++++

 

เราไปดูหนังเรื่อง EUREKA (2023, Lisandro Alonso, Argentina/France/Mexico, 147min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายาในวันพฤหัสบดี พอดูหนังเสร็จ ออกมาเดินที่ถนนด้านหน้าหอภาพยนตร์ ก็พบว่าอากาศดีสุดขีด อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส และมีลมรำเพยแผ่วพลิ้วสยิวใบหญ้าพัดมา มีความสุขมาก ๆ กับอากาศแบบนี้ หลังจากนั้นเรากับเพื่อนก็เลยเดินไปกินอาหารเย็นที่ร้าน STONES CORNER ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ หอภาพยนตร์

 

Thursday, July 10, 2025

FAVORITE SOUNDTRACKS

 Favorite Soundtrack

 

THIS WOMAN’S WORK (1988, Kate Bush) from M3GAN 2.0 (2025, Gerard Johnstone, A+25)

https://www.youtube.com/watch?v=UXzx--YefD8&list=RDUXzx--YefD8&start_radio=1

 

Favorite Soundtrack

 

FREED FROM DESIRE (1996, Gala) from COPILOT (2021, Anne Zohra Berrached, Germany, A+30)

 

ตอนแรกเราไม่รู้ว่าหนังเรื่อง COPILOT มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร นึกว่าเนื้อเรื่องมันเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ก็เลยประหลาดใจที่หนังมันเปิดเรื่องด้วยเพลงฮิตในปี 1996 แต่พอดูไปถึงกลางเรื่อง เราถึงเพิ่งเดาออกว่าหนังเรื่องนี้จริง ๆ แล้วมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร แล้วเราก็รู้สึกขนลุกมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้มันเลือกเปิดเรื่องด้วยเพลงนี้ เหมือนมัน hint ตั้งแต่เพลงนี้แล้วว่า จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร

https://www.youtube.com/watch?v=p3l7fgvrEKM&list=RDp3l7fgvrEKM&start_radio=1

 

 

Sunday, October 20, 2024

TWIN PEAKS SOUNDTRACK

 

เห็นคุณ SONNY SELECTOR เขียนถึงอัลบัม TWIN PEAKS เราก็เลยขอถือโอกาสนี้ลงรูป “tape cassette” TWIN PEAKS ที่เรามีนะคะ ถ้าจำไม่ผิด เราซื้อมันมาจาก “ร้านโดเรมี สยามสแควร์” นี่แหละ ในปี 1991 ซึ่งเป็นอัลบัมที่เราเทิดทูนบูชาอย่างรุนแรง เพราะเรารักเพลงในอัลบัมนี้มาก ๆ และเราชอบมาก ๆ ที่ปกอัลบัมนี้มีการลงรูป + รายชื่อตัวละครสำคัญทุกตัวใน TWIN PEAKS ด้วย ซึ่งในปี 1991 มันเป็นปีที่ยังไม่มี internet ยังไม่มีการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ นิตยสารภาพยนตร์ในไทยก็แทบไม่ได้พูดถึง TWIN PEAKS เลย อาจจะเพราะมันเป็น “ละครโทรทัศน์” ด้วยแหละ เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบเอาปกอัลบัมนี้ขึ้นมาดูบ่อย ๆ เพื่อดูหน้าตาดาราและรายชื่อตัวละครใน TWIN PEAKS ซี่งเราได้ซื้ออัลบัมนี้ก่อนที่ละครทีวี TWIN PEAKS จะมาฉายทางช่อง 3 ด้วย ถ้าจำไม่ผิด

 

แน่นอนว่าตอนนั้นในปี 1991 เรากับเพื่อน ๆ กะเทยมีการ assign บทกันจนครบทุกคนในกลุ่มว่าใครรับบทเป็นใครในละครทีวี TWIN PEAKS ซึ่งตอนนั้นเรารับบทเป็น Donna Hayward (Lara Flynn Boyle) แต่ไป ๆ มา ๆ เรากลับชอบ role play เล่นเป็น Sara Palmer (Grace Zabriskie) แทน เพราะมันมีฉากสำคัญฉากนึงในละครทีวีเรื่องนี้ที่ตัวละคร Sara Palmer  “คลานลงบันได” มาด้วยท่วงท่าที่พิสดาร เราก็เลยลอง role play ทำตาม ผลปรากฏว่าเจ็บปวดระบมไปทั้งตัวในความพยายามคลานลงบันไดในครั้งนั้นค่ะ 55555

 

 

Sunday, March 31, 2024

JAM & SPOON FEATURING PLAVKA

 

วันนี้เราดู “ชู้” THE ADULTERER (1972, Piak Poster, A+30) แล้วรู้สึกว่าดนตรีประกอบบางช่วงมันทำให้นึกถึงหนึ่งในเพลงแดนซ์ที่เราชอบที่สุดตลอดกาล ซึ่งก็คือเพลง RIGHT IN THE NIGHT (FALL IN LOVE WITH MUSIC) ในปี 1993 ของวง Jam & Spoon featuring Plavka

 

แต่เราคิดว่าเพลง RIGHT IN THE NIGHT ของ Jam & Spoon featuring Plavka ไม่น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Soundtrack หนังเรื่อง “ชู้” วันนี้เราก็เลยลองกูเกิลดู ก็เลยพบว่า เพลง RIGHT IN THE NIGHT มันดัดแปลงมาจากเพลง LEYENDA ที่ประพันธ์ในปี 1892 โดย Isaac Albeniz เราก็เลยคิดว่าเพลง LEYENDA ในปี 1892 นี่แหละ ที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับ soundtrack หนังเรื่อง “ชู้” เช่นเดียวกัน ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ

 

คลิปเพลง LEYENDA อยู่ใน comment นะ

Sunday, November 20, 2022

RUNNING UP THAT HILL

 

ดีใจที่วันเสาร์นี้ได้ดูภาพยนตร์ไทย 2 เรื่องที่ใช้เพลง RUNNING UP THAT HILL (1985) ของ Kate Bush เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ ซึ่งก็คือภาพยนตร์เรื่อง WORK LIFE BALANCE (ธีรติ มินทร์ปภาภัทร, A+30) และ YOUR PICTURE (ภูเบศ สงวนใจ, สตีเฟ่น คองเคจ์, A+30)

Saturday, July 24, 2021

FAVORITE FILM SOUNDTRACK SONGS

FAVORITE FILM SOUNDTRACK SONGS

 

พอดีมีเพื่อนถามมา เราก็เลยทำลิสท์นี้ เรียงตามลำดับการออกฉายของหนังอย่างคร่าว ๆ บางเพลงเป็นเพลงในหนังสั้นนักศึกษาที่ไม่ได้ขอลิขสิทธิ์เพลงมานะ  55555

 

1.A MAN AND A WOMAN – Francis Lai from A MAN AND A WOMAN (1966, Claude Lelouch, France)

 

2.ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง – เกศิณี วงศ์ภักดี from TONE (1970, Piak Poster)

 

3.THE WAY WE WERE – Barbra Streisand from THE WAY WE WERE (1973, Sydney Pollack)

 

4.เพลงเปิดของ “คนกินเมีย” (1974, Dokdin Gunyamal)

 

5.ชายคืองูพิษ – สุดา ชื่นบาน จาก  “ล่า” (1977, Pairach Kasiwat)

https://www.youtube.com/watch?v=3G1ychbDLL0

 

6.เพลงที่ Nina Hagen ร้องว่าเธอถูกตำรวจข่มขืนใน TICKET OF NO RETURN (1979, Ulrike Ottinger, West Germany)

 

7.SOMEWHERE IN TIME – John Barry from SOMEWHERE IN TIME (1980, Jeannot Szwarc)

 

8.FOR YOUR EYES ONLY – Sheena Easton from FOR YOUR EYES ONLY (1981, John Glen)

 

9.เพลงที่สาวที่ถูกตรึงกางเขนร้องใน FREAK ORLANDO (1981, Ulrike Ottinger, West Germany)

 

10.EACH MAN KILLS THE THINGS HE LOVES – Jeanne Moreau from QUERELLE (1982, Rainer Werner Fassbinder, West Germany)

 

11.เพลงที่สามสาวโอเปร่าร้องใน DORIAN GRAY IN THE MIRROR OF THE YELLOW PRESS (1984, Ulrike Ottinger, West Germany)

 

12.LIVE TO TELL – Madonna from AT CLOSE RANGE (1986, James Foley)

 

13.BLUE VELVET – Isabella Rossellini from BLUE VELVET (1986, David Lynch)

 

14.GABRIEL’S OBOE – Ennio Morricone from THE MISSION (1986, Roland Joffe)

 

15.RAKUEN NO DOOR – Yoko Minamino from SUKEBAN DEKA THE MOVIE (1987, Hideo Tanaka)

 

16.GIVE ME YOUR HEART – Denette Hoover and Sherwood Ball from ALWAYS (1989, Steven Spielberg)

https://www.youtube.com/watch?v=M_aJVtG7K7k

 

17. LICENSE TO KILL – Gladys Knight from LICENSE TO KILL (1989, John Glen)

 

18. กลกามแห่งความรัก – Chantana Kitiyapun from TWILIGHT IN TOKYO กลกามแห่งความรัก (1989, Toranong Srichue)

ยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ แต่เป็นหนึ่งในเพลงที่ชอบที่สุดในชีวิต เพราะเนื้อเพลงมันตรงกับเรามาก ๆ

https://www.youtube.com/watch?v=qF83Yi1uLTo

 

19. IT MUST HAVE BEEN LOVE – Roxette from PRETTY WOMAN (1990, Garry Marshall)

 

20. SUMMER KISSES, WINTER TEARS – Julee Cruise from UNTIL THE END OF THE WORLD (1991, Wim Wenders)

 

21. THIS USED TO BE MY PLAYGROUND – Madonna from A LEAGUE OF THEIR OWN (1992, Penny Marshall)

 

22. LOVE IS IN THE AIR – John Paul Young from STRICTLY BALLROOM (1992, Baz Luhrmann, Australia)

 

23. NO ORDINARY LOVE – Sade from INDECENT PROPOSAL (1993, Adrian Lyne)

 

24. IT CAN’T RAIN ALL THE TIME – Jane Siberry from THE CROW (1994, Alex Proyas)

 

25. เพลงที่หญิงชราร้องใน COLD HOMELAND (1995, Volker Koepp, Germany, documentary)

 

26. SPEAK MY LANGUAGE – Laurie Anderson from FALLEN ANGELS (1995, Wong Kar Wai, Hong Kong)

 

27. HELPLESS (I DON’T KNOW WHAT TO DO WITHOUT YOU) – Urbanized featuring Silvano from JEFFREY (1995, Christopher Ashley)

https://www.youtube.com/watch?v=doE6CUMwBxE

 

28. COLORS OF THE WIND – Vanessa Williams from POCAHONTAS (1995, Mike Gabriel, Eric Goldberg)

 

29. RÊVE DE COMPAGNIE – Enzo Enzo from UP, DOWN, FRAGILE (1995, Jacques Rivette, France)

 

30. YOUNG HEARTS RUN FREE – Kym Mazelle from ROMEO + JULIET (1996, Baz Luhrmann)

 

31.THE WHITE CLIFFS OF DOVER – Vera Lynn from DÉJÀ VU (1997, Henry Jaglom)

 

32. I SAY A LITTLE PRAYER – Diana King from MY BEST FRIEND’S WEDDING (1997, P.J. Hogan)

 

33. JE NE SUIS PAS BIEN PORTANT – Gaston Ouvrard from SAME OLD SONG (1997, Alain Resnais, France)

https://www.youtube.com/watch?v=mluu9VIGifQ

 

34. LA MER – Charles Trenet from THE WAY WE LAUGHED (1998, Gianni Amelio, Italy)

 

35. LLORANDO (CRYING) – Rebekah Del Rio from MULHOLLAND DRIVE (2001, David Lynch)

 

36. BLUE MOON – Yuri Naumov from BLUE MOON (2002, Andrea Maria Dusl, Austria)

 

37.I PUT A SPELL ON YOU – Natacha Atlas from DIVINE INTERVENTION (2002, Elia Suleiman, Palestine)

 

38. TAKE ON ME – A-HA from FREE RADICALS (2003, Barbara Albert, Austria)

 

39. CRAZY FOR YOU – Madonna from 13 GOING ON 30 (2004, Gary Winick)

 

40. MOON RIVER from ODETE (2005, João Pedro Rodrigues, Portugal)

 

41. LE CHALE from MY BROTHER…NIKHIL (2005, Onir, India)

 

42. SORA MO TOBERU HAZU – Spitz จาก HANABI (2010, Sudchana Matkaran)

 

43. ฝันลำเอียง ละอองฟอง จาก อย่างน้อย/อย่างกลาง/อย่างมาก (LEASTWAYS/MODERATE WAYS/EXTREME WAYS) (2011, Tritos Termarbsri)

 

44. NA NA HEY HEY KISS HIM GOODBYE from MAPS TO THE STARS (2014, David Cronenberg)

 

45. PREM RATAN DHAN PAYO from the film PREM RATAN DHAN PAYO (RECEIVE A TREASURE CALLED LOVE) (2015, Sooraj R. Barjatya, India)

https://www.youtube.com/watch?v=bPk9bSvQQoc

 

46. หลง พัณนิดา เศวตาสัย จาก นางพราย (NYMPH) (2016, Teeranit Siangsanoh)

 

 

47. ประวัติศาสตร์ ลลิตา ปัญโญภาส จาก ไร้กาล (SUBCONSCIOUSNESS) (2016, Tani Thitiprawat)