Showing posts with label KOREA. Show all posts
Showing posts with label KOREA. Show all posts

Tuesday, June 09, 2026

GRANDMA NAI WHO PLAYED FAVORITES

 

ชอบเพลง LIVE TO TELL มาก ๆ แต่เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่อง AT CLOSE RANGE (1986, James Foley) เลย

+++

 

GRANDMA NAI WHO PLAYED FAVORITES (2025, Chheangkea, Cambodia, queer film, 19min, A+30)

 

1. ดีใจที่ได้ดูหนังเกย์จากกัมพูชา เพราะเหมือนเราแทบไม่ค่อยได้ดูหนังเกย์จากประเทศนี้มาก่อนเลย หนัง queer จากกัมพูชาที่เราเคยดูมาก่อนหน้านี้ก็มี TWO GIRLS AGAINST THE RAIN (2012, Sopheak Sao, Cambodia, documentary) ที่เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Salaya Documentary Film Festival ในเดือนเม.ย. 2013 ซึ่งเป็นหนังเลสเบียน

 

แล้วเราก็เคยดู WHERE THERE IS SHADE (2015, Nathan Nicholovitch, France/Cambodia) ที่ดีงามสุด ๆ หนังเรื่องนี้เคยมาฉายใน World Film Festival of Bangkok และมีเนื้อหาเกี่ยวกับกะเทยชาวฝรั่งเศสในกัมพูชา แต่ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็นคนฝรั่งเศส เราก็เลยไม่ค่อยอยากนับ WHERE THERE IS SHADE ว่าเป็น “หนังเกย์กัมพูชา” แบบเต็มตัว

 

2. ขำอาการของพระเอกเวลาเห็นหนุ่มหล่อ คือดวงตาของเขามันเป็นประกายมาก ๆ 555

 

3. เหมือนเราแทบไม่เคยเห็น “งานเช็งเม้ง” ในหนังกัมพูชามาก่อนเลยด้วย หนังเรื่องนี้ก็เลยอาจจะเป็นหนังเรื่องแรก ๆ จากกัมพูชาที่เราได้ดูที่มีพิธีเช็งเม้งในหนัง

 

4. ชอบตอนจบของหนังมาก ๆ ด้วยเช่นกัน

 

5. หนุ่มหล่อ 2 คนในหนังเรื่องนี้น่ารักมาก ๆ cast มาได้ดีมาก

 

6. โดยรวมแล้วรู้สึกว่ามันเป็นหนังที่น่ารักมาก ๆ

 

ถ้าใครเคยดูหนังเกย์กัมพูชาเรื่องอื่น ๆ ก็บอกมาได้นะคะ เพราะบางเรื่องเราอาจจะเคยดูเหมือนกัน แต่เราลืมไปแล้ว

+++

 

เราเคยดู TWO WEDDINGS AND A FUNERAL ไปแล้วในเดือนมี.ค. 2013 แต่เราลืมไปแล้วว่าเราเคยดูหนังเรื่องนี้ วันนี้เราก็เลยเข้าไปดูหนังเรื่องนี้อีกรอบในเทศกาล TILFF พอดูไปพักนึงถึงค่อยจำได้ว่า กูเคยดูหนังไปแล้วนี่หว่า ดีนะที่คราวนี้เป็นตั๋วฟรี 55555

+++

 

หนึ่งในสิ่งที่เราทำหลังจากได้ดูหนังเรื่อง BLUE (1993, Derek Jarman, UK, A+30) ก็คือการเช็คว่า Holly Johnson ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ปรากฏว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เราดีใจมาก ๆ ตอนนี้เขามีอายุ 66 ปีแล้ว

 

คือพอหนังเรื่อง BLUE มันมีเนื้อหาส่วนหนึ่งพูดถึงความป่วยไข้จาก HIV/AIDS หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงชีวิตของเราเองในช่วงตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา เพราะเราใช้ชีวิตเกย์วัยรุ่นในช่วงนั้นด้วยความหวาดกลัวโรคเอดส์อย่างรุนแรงมาก คือทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าจริง ๆ แล้วเราร่านมาก แต่เราร่านแค่ทางใจ ไม่ได้ร่านทางกาย เพราะสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเราใช้ชีวิตวัยรุ่นในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ช่วงที่มีคนตายเพราะโรคเอดส์เป็นจำนวนมาก มันก็เลยทำให้เราไม่กล้าทำอะไรหลาย ๆ อย่างตามแรงปรารถนาของตัวเองในช่วงที่เรายังเป็นวัยรุ่น

 

เพื่อนของเราคนนึงเคยพูดประโยคที่เราเห็นด้วยมาก ๆ เมื่อราว 30 ปีก่อน เขาบอกว่า “ถ้าหากพวกเราเกิดเร็วกว่านี้สัก 5 ปี พวกเราคงติดโรคเอดส์กันไปแล้ว” เพราะพวกเราคงเป็นวัยรุ่นกันตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 และคงจะมีเซ็กส์กับชายแปลกหน้ากันไปแล้วเป็นจำนวนมาก ก่อนที่พวกเราจะรับรู้ถึงอันตรายของมัน

 

แต่พอพวกเราเริ่มเป็นวัยรุ่นกันในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ตอนนั้นสังคมก็หวาดกลัวโรคเอดส์กันอย่างรุนแรงมากแล้ว และสิ่งนั้นก็ส่งผลให้พวกเราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวที่จะติดโรคนี้

 

จำได้ว่า ตอนนั้นเราฝังใจกับคนดังที่ติดเชื้อ HIV/AIDS หลายคน ซึ่งรวมถึง

 

1. Derek Jarman ตรวจพบเชื้อ HIV ในปี 1986 เสียชีวิตในปี 1994 ขณะอายุ 52 ปี

 

2. Cyril Collard ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง SAVAGE NIGHTS (1992, France) เขาเสียชีวิตในปี 1993 ขณะอายุ 35 ปี

 

3. Freddie Mercury ตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV ในปี 1987 เสียชีวิตในปี 1991 ขณะอายุ 45 ปี

 

4. Holly Johnson นักร้องที่เราชื่นชอบมาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 1980 เขาตรวจพบว่าตนเองติดเชื้อ HIV ในปี 1991 และเขาเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณชนในปี 1993

 

จำได้ว่าตอนช่วงนั้นเราก็เศร้าใจมาก ๆ ที่ได้ข่าวว่า Holly Johnson ติดเชื้อ HIV เพราะช่วงนั้นโรคเอดส์มันยังเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก ๆ แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นเราก็ไม่เคยได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตหรืออะไร

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่อง BLUE เราก็เลยหวนรำลึกถึงชีวิตของเราเองในทศวรรษ 1980-1990 ช่วงที่สังคมหวาดกลัวโรคเอดส์อย่างรุนแรง และเราก็เลยหวนรำลึกถึง Holly Johnson ด้วย

 

ปรากฏว่า Holly Johnson ซึ่งรู้ว่าตนเองติดเชื้อ HIV มาตั้งแต่ปี 1991 ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน และตอนนี้เขามีอายุ 66 ปีแล้ว เราดีใจมาก ๆ

   

Monday, June 01, 2026

THE WOMAN FROM MALIBU (1976, Colin Campbell, USA/Canada, 13min, A+30)

 

ใน end credits ของ TOTALLY F***ED UP (1993, Gregg Araki, USA, A+30) มีการขึ้นขอบคุณชื่อผู้กำกับหนังอินดี้อเมริกันยุคนั้นที่เราชื่นชอบสุดขีด 4 คนด้วย ซึ่งได้แก่

 

1. Allison Anders

 

2. Todd Haynes

 

3. Jon Moritsugu

 

4. Christopher Munch

 

และเราก็สงสัยมาก ๆ ว่า Rick Linklater นี่คือ Richard Linklater หรือเปล่า

 

ในหนังเรื่อง TOTALLY F***ED UP (1993, Gregg Araki, USA, A+30) มีหนังสือ WHAT IS CINEMA? (1967) ของ André Bazin ด้วย

+++

 

THE LEGEND HUNTERS (2025, Li Yifan, Simon West, China, F)

+++

 

พอเห็นคุณ Warut เขียนถึงหนังเรื่อง YOU BECOME A STAR TOO (1975, Lee Jang-ho, South Korea) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก THE EXORCIST (1973, William Friedkin) เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายไหมว่า เพราะเหตุใดเกาหลีใต้ถึงผลิตหนังแนว exorcist ออกมาเยอะมาก ๆ คือถ้าหากเราวัดจากความรู้สึกของเราเองจากหนังต่าง ๆ ที่เราได้ดู เราก็รู้สึกว่า ถ้าหากไม่นับหนังไทยแล้ว เราก็ได้ดูหนังแนว exorcist จากสหรัฐอเมริกามากเป็นอันดับหนึ่ง และก็ได้ดูจากเกาหลีใต้มากเป็นอันดับสอง ส่วนอินโดนีเซียครองอันดับสาม แต่อินโดนีเซียเป็น exorcist แบบมุสลิม

 

เราก็เลยงงว่า ทำไมเกาหลีใต้ถึงผลิตหนังแนว exorcist ออกมาเยอะมาก มากกว่าอิตาลี, ประเทศต่าง ๆ ในยุโรป และลาตินอเมริกาเสียอีก ทั้ง ๆ ที่เกาหลีใต้มีคนนับถือคริสต์เพียงแค่ 31% ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและลาตินอเมริกามีคนนับถือคริสต์เยอะมาก แต่เหมือนเราไม่ค่อยได้ดูหนังแนว exorcist จากประเทศเหล่านี้มากเท่าเกาหลีใต้

 

ฟิลิปปินส์ก็มีประชากรนับถือคริสต์ราว 92% แต่เราก็แทบไม่ได้ดูหนังแนว exorcist จากฟิลิปปินส์

 

เหมือนจริง ๆ แล้วไทยกับญี่ปุ่นทำหนัง supernatural horror ได้ดีกว่าเกาหลีใต้นะ แต่หนังสยองขวัญของไทยกับญี่ปุ่นมันเหมือนมี “ผีท้องถิ่น”, “ตำนานท้องถิ่น” ให้เล่าได้เยอะแยะมากมายหรือเปล่า หนังสยองขวัญของสองชาตินี้ก็เลยไม่ต้องไปพึ่ง “ปีศาจคริสต์” แบบหนังเกาหลีใต้

 

เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายทาง “สังคม”, ทาง “ประวัติศาสตร์”, ทาง “เศรษฐกิจ” หรือคำอธิบายทาง “วงการภาพยนตร์” หรือเปล่า ว่าทำไมเกาหลีใต้ถึงผลิตหนังแนว exorcist ออกมาเยอะ โดยน่าจะเยอะเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐ และทำไมยุโรปกับลาตินอเมริกาถึงผลิตหนังแนวนี้น้อยกว่าเกาหลีใต้

 

ภาพจาก THE DIVINE FURY (2019, Kim Joo-hwan, South Korea)

+++

 

ประทับใจมากที่ภาพยนตร์เรื่อง รื่นโรย RUEN-ROEY: WHISPERS IN THE FOREST (2025, Nunthachai Phupoget, 14min, A+30) เคยได้รับเลือกให้เข้าชิงรางวัลดุ๊ก (ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม) ในเทศกาลภาพยนตร์สั้น แล้วต่อมาก็ได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ CCCL เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และตอนนี้ก็ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF สำหรับ queer films เพราะว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น “ภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับหญิงข้ามเพศที่เก็บของป่า” ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เลยเป็นทั้งหนังสารคดีที่ดีมาก, หนังที่ดีมากเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และหนังที่ดีมากเกี่ยวกับ queer

+++

 

วันเกิดของ Rainer Werner Fassbinder ปีนี้ตรงกับ

 

1. วันวิสาขบูชา

2. วัน blue moon หรือวันเพ็ญวันที่สองของเดือน (เพราะวันที่ 1 พ.ค.ก็เป็นวันเพ็ญเหมือนกัน) ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยาก

3. วัน micro moon หรือวันที่พระจันทร์วันเพ็ญอยู่ห่างไกลจากโลกมากที่สุดในรอบหนึ่งปี

 

ถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากสุดขีด ที่ 4 อย่างนี้เกิดขึ้นตรงกันในวันเดียวกัน

+++

 

เหมือนระยะหลัง ๆ เราไม่ค่อยได้ดูหนัง courtroom drama จากฮอลลีวู้ดมากเท่ากับในทศวรรษ 1980-1990 ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่กลายเป็นว่าเราได้ดูหนังแนวนี้จากฮ่องกงและอินเดียแทน ไม่รู้ว่ามันมีคำอธิบายอะไรหรือเปล่าที่ทำให้สองประเทศนี้หันมาผลิตหนังแนวนี้ อย่างเช่น A GUILTY CONSCIENCE (2026, Ng Wai-lun, Hong Kong), JOLLY LLB (2013, Subhash Kapoor), PINK (2016, Aniruddha Roy Chawdhury), SECTION 375 (2019, Ajay Bahl), THAPPAD (2020, Anubhav Sinha), CHHAPAAK (2020, Meghna Gulzar)

+++

THE WOMAN FROM MALIBU (1976, Colin Campbell, USA/Canada, 13min, A+30)

 

พิศวงมาก ในหนังเรื่องนี้ตัวผู้กำกับแต่งตัวเป็นผู้หญิง เล่าเรื่องผู้ชาย 4 คน (ซึ่งรวมถึงสามีของเธอ) เสียชีวิตขณะปีนเขาหิมาลัย แล้วหนังก็ตัดไปเป็นการถ่ายหน้าต่างที่เผยอแย้ม พร้อมเสียงเพลงประกอบเป็นเวลานาน แล้วหนังก็ถ่ายมือของตัวละคร ขณะเล่าเรื่องอาหารกลางวันที่นักการเมืองกลุ่มหนึ่งของพรรคเดโมแครตชอบกินกันในฤดูใบไม้ร่วง (ถ้าหากเราฟังไม่ผิดนะ) แล้วหลังจากนั้นตัวละครสองคนก็ใช้เวลานานในการโพสท่าถ่ายรูป

 

เราไม่เคยดูหนังของ Colin Campbell มาก่อน พอดูหนังเรื่องนี้เสร็จแล้วก็รู้สึกว่า เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องใส่ไว้ในลิสท์ LIMITLESS CINEMA ของเราในทันที

 

https://www.e-flux.com/film/6736228/the-woman-from-malibu

 

THE TEMPERATURE IN LIMA (1976, Colin Campbell, USA/Canada, 10min, A+30)

 

1. หนังเรื่องนี้เป็นภาคสอง ต่อจาก THE WOMAN FROM MALIBU (1976, Colin Campbell, Canada, 13min, A+30)

 

2. ช่วงแรกของหนัง เป็นตัวละครที่ดูเหมือนผู้ชายที่มีขนหน้าอก เล่าเรื่องที่ตัวเองจะไปซื้ออาหารกิน แต่พอไปถึงร้านอาหาร เขากลับไม่กล้าลงจากรถยนต์ เพราะเขาหวาดกลัวที่จะถูกคนเรียกว่า “Sir” อีกครั้ง

 

3. ช่วงที่สองของหนัง เป็นเสียงตัวละครคนนึง ตั้งคำถามว่าพวกผิดเพศสมควรมีสิทธิสอนหนังสือในโรงเรียนหรือไม่

 

3. ช่วงที่สามเป็นเนื้อหาต่อจากภาคแรก Colin Campbell แต่งตัวเป็นผู้หญิง เล่าเรื่องที่เธอโทรศัพท์ไปชวนเพื่อนคนนึง เพื่อออกไปดูหนังเรื่อง A STAR IS BORN (1976, Frank Pierson)

 

4. แล้วเธอก็เล่าว่า หลังจากสามีของเธอตายที่เทือกเขาหิมาลัย เหตุการณ์นั้นก็กลายเป็นข่าวดัง แล้วก็มีผู้ชายคนนึงชอบโทรศัพท์มาชวนเธอไปมีเซ็กส์ เพราะเขามองว่าเธอคงต้องการเซ็กส์เป็นอย่างมาก

 

https://www.e-flux.com/film/6736229/the-temperature-in-lima

 

พอเห็นข่าวเรื่องฝูงหนูจำนวนมากออกอาละวาดเพราะน้ำท่วมสีลม เราก็เลยนึกถึงเหตุการณ์นี้ ที่เราเจอ "แมวกลัวหนู" ตอนเราไปดูงาน video installation แถว ๆ สุรวงศ์

https://web.facebook.com/reel/330975076507105

Sunday, March 29, 2026

FACEBOOK PROBLEM

 

ตอนนี้ Facebook ของเราประสบปัญหานะ อยู่ดี ๆ มันก็เข้าไม่ได้ ไม่รู้จะกลับมาเป็นปกติเมื่อไหร่ ใครจะติดต่อเราก็ติดต่อเราได้ที่อีเมล bearania@yahoo.com

 

หรือส่ง SMS มาที่เบอร์ 0876896043 ก็ได้นะ

++++

พอเราได้ดู THE STAIN ราคี (2026, Ning Bhanbhassa Dhubtien, Pond Krisda Witthayakhajorndet, Ping Lumpraploeng, A+10) และ THE DE4D ECHOES ตอน THREESOME (2026, Karun Kumanuwong กรัณย์ คุ้มอนุวงศ์, A+30) แล้ว เราก็บอกได้เลยว่า เราชอบการเขียนบทของพิง ลำพระเพลิงในหนังสองเรื่องนี้มากพอสมควร

 

เราไม่รู้เหมือนกันนะว่า ในส่วนของ “ราคี” นั้น พิงเขียนบทมากน้อยแค่ไหน แต่เราว่าในช่วงครึ่งหลังของหนัง มันมี “จังหวะตลก” ที่ถูกใจเรามากในระดับนึงน่ะ อย่างเช่นในฉากที่อาภาพรพบว่า ของกินที่ถวายศาลพระภูมิหายไป ถึงแม้ว่าตัวบทหนังทั้งเรื่องจะมีสิ่งที่เราไม่ชอบอยู่บ้างก็ตาม คือเราไม่ได้ชอบบทภาพยนตร์เรื่อง “ราคี” ทั้งเรื่องนะ แต่เราชอบ “จังหวะในฉากตลก” บางฉากในช่วงครึ่งหลังของหนัง ซึ่งเราแอบเดาเอาเองว่า สิ่งนี้น่าจะเป็นฝีมือของพิง ลำพระเพลิง

 

และเราว่าพิงได้แสดงฝีมือการเขียนบทของตัวเองอย่างเต็มที่ใน THE DE4D ECHOES: THREESOME และเราว่า “จังหวะ” อะไรต่าง ๆ ในหนัง comedy horror ตอนนี้มันแม่นมาก ๆ สำหรับเรา ซึ่งเราว่าอะไรแบบนี้เป็นสิ่งที่คนอื่น ๆ อาจจะทำได้ยาก

 

อยากให้มีคนเขียนวิเคราะห์สิ่งนี้เหมือนกัน เรื่อง ความแม่นของจังหวะต่าง ๆ ในหนังตลกที่พิงเขียนบทหรือกำกับ

+++

 

ซื้อนิยาย MR WILDE’S NIGHTMARE ฝันร้ายของคุณไวลด์ ที่ประพันธ์โดย Moonscape & Sarail มาให้ลูกหมีอ่าน ลูกหมีบอกว่า ที่คั่นหนังสือสวยมาก

 

มี quote จาก Emily Bronte (ผู้ประพันธ์ WUTHERING HEIGHTS) อยู่ในหน้าแรกๆ ของนิยายด้วย

+++

 

พอ Alexander Kluge ถึงแก่กรรม เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เราเคยซื้อหนังสือ THE UTOPIA OF FILM: CINEMA AND ITS FUTERS IN GODARD, KLUGE, AND TAHIMIK ของ Christopher Pavsek ที่ออกในปี 2013 มาดองไว้ด้วย โดยเราซื้อมาจากร้าน Kinokuniya แต่จนป่านนี้แล้วเรายังไม่ได้เปิดอ่านเลย

 

หนังสือเล่มนี้มีบทความเกี่ยวกับ Alexander Kluge ที่ยาวถึง 93 หน้า ใครอ่านบทความเรื่อง Alexander Kluge ในหนังสือ FILMVIRUS 2 แล้วยังไม่จุใจ ก็มาอ่านต่อในหนังสือเล่มนี้ได้

 

Godard จากพวกเราไปตอนอายุ 91 ปี   Alexander Kluge จากพวกเราไปตอนอายุ 94 ปี แต่ Kidlat Tahimik ยังมีชีวิตอยู่นะ ตอนนี้ Tahimik มีอายุ 83 ปี

+++

บางทีผู้สร้างอาคารสน.สุทธิสาร อาจจะได้รับแรงบันดาลใจจาก STAIRS TO NOWHERE ในหนังเรื่อง WINCHESTER (2018, Michael Spierig, Peter Spierig)

+++

 

ร้าน RAMEN SHINTARO ใกล้ซอยสุขุมวิท 49 น่ากินมาก ๆ ร้านเปิด 11.00-06.00 น.

++++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

AIRY IN BUSAN อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า (2026, Sompong Kunapratom สมพงษ์ คุนาประถม, A+30)

+ SO VERY VERY จริงๆ มากๆ (2014, Park Jewook, South Korea/Thailand, 97min, A+30)

 

รู้สึกว่าหนังสองเรื่องนี้เหมาะฉายควบกันมาก ๆ เพราะว่าทั้งสองเรื่องมีความเป็นหนังรักเกี่ยวกับหนุ่มเกาหลีและสาวไทยเหมือน ๆ กัน และทั้งสองเรื่องดัดแปลงจาก “เรื่องจริง” เหมือน ๆ กัน แต่ว่า AIRY IN BUSAN กำกับโดยคนไทย ส่วน SO VERY VERY กำกับโดยคนเกาหลี

 

ตอนที่เราดู SO VERY VERY ในปี 2015 ที่โรงหนัง HOUSE RCA เราชอบหนังแค่ในระดับ A+20 แต่พอเวลาผ่านมานานหลายปี ระดับความชอบก็เพิ่มขึ้นเป็น A+30 เพราะถึงแม้เราจะดูหนังเรื่องนี้ผ่านมานาน 10 ปีแล้ว ความ “จริงจนเจ็บ” ของหนังเรื่องนี้ก็ยังคงบาดลึกในใจเราอยู่ดี SO VERY VERY ถือเป็นหนังอีกเรื่องที่ stand the test of time สำหรับเรา

 

เราเคยเขียนถึง SO VERY VERY ไว้ที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10208027096498582&set=a.10207799102358871

++++

 

 

Monday, January 05, 2026

SUPERMARKET AND DEPARTMENT STORE CHAOS

 

RIP AHN SUNG-KI (1952-2026)

 

เป็นดาราชายเกาหลีที่ดูดีมาก ๆ ถึงแม้จะมีอายุมากแล้ว

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. THE DIVINE FURY (2019, Kim Joo-hwan)

 

2. SECTOR 7 (2011, Kim Ji-hoon)

 

3. SILMIDO (2003, Kang Woo-suk)

 

4. MUSA THE WARRIOR (2001, Sung Soo Kim)

 

5. SPRING IN MY HOMETOWN (1998, Lee Kwang-mo, A+30)

 

6. THE ADVENTURES OF MRS. PARK (1996, Kim Tae-gyun)

 

7. TO THE STARRY ISLAND (1993, Park Kwang-su, A+30)

 

รูปจาก NORTH KOREA PARTISAN IN SOUTH KOREA (1990, Jeong Ji-yeong)

++++++

 

ความงงของเราในวัย 52 ปี

 

1. ห้างสรรพสินค้าที่เราคุ้นชินในสมัยเด็ก ในทศวรรษ 1980 ชั้น 1 ของห้างคือชั้นที่อยู่ติดถนน

 

ห้างสรรพสินค้าสุดโปรดของเรา ซึ่งก็คือ “อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง” ยังคงใช้ระบบนี้ในปัจจุบัน

 

2. ห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่บางห้าง ชั้นที่อยู่ติดถนนคือชั้น G ชั้นเหนือชั้น G คือชั้น M แล้วค่อยตามมาด้วยชั้น 1, 2, 3

 

อย่างเช่น Paragon แล้วเหมือนกับว่าพอ Paragon ใช้ระบบนี้ ห้าง Siam Center กับ Siam Discovery ก็เลยปรับมาใช้ระบบเดียวกันด้วย

 

เพราะฉะนั้น อยู่ดี ๆ ชั้น 4 ของห้าง Siam Center ก็เลยกลายเป็น ชั้น 2 ไปเฉยเลย กูงงมาก

 

แล้วเราก็เลยงง มีครั้งนึงที่เราบอกกับเพื่อนว่า เราอยู่ที่ Starbucks ชั้นหนึ่งของพารากอน เพื่อนก็ไปเดินหาแล้วไม่เจอ เพื่อนเลยโทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกับเราว่า Starbucks ชั้นหนึ่งของพารากอนมันอยู่ตรงไหน คุยไปคุยมา เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า Starbucks ที่เรานั่งอยู่ มันคือชั้น G ไม่ใช่ “ชั้นหนึ่ง” ส่วน “ชั้นหนึ่ง” ของพารากอน มันคือ “ชั้นสาม” ในความรู้สึกของเรา

 

3. เราได้ยินข่าวว่า Salad Factory มาเปิดที่ชั้นหนึ่งของสามย่าน มิตรทาวน์มาได้ระยะหนึ่งแล้ว เราก็งงว่า เราก็เดินชั้นหนึ่งของสามย่าน มิตรทาวน์เป็นประจำ ทำไมไม่เคยเห็นร้านนี้

 

เราก็เลยลองไปเช็ค directory ของสามย่านมิตรทาวน์ แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า ชั้นที่อยู่ติดพื้นดินของสามย่านมิตรทาวน์ มันคือชั้น G แล้วชั้นเหนือจากนั้น คือ “ชั้นหนึ่ง”

 

ส่วนชั้นที่เราเดินเป็นประจำ มันคือชั้น G ไม่ใช่ชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เคยเห็นร้าน Salad Factory ในห้างนี้

 

4. ห้างมาบุญครอง มีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นสอง ไม่มี “ชั้นหนึ่ง”

 

สรุปว่า มีบางห้างที่ไม่มีชั้น G (อย่างเช่นอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง), บางห้างมีทั้งชั้น G และชั้น M แล้วค่อยตามด้วยชั้นหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ มันคือชั้นสามเหนือระดับพื้นดิน (อย่างเช่นพารากอน), บางห้างมีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นหนึ่ง (อย่างเช่น สามย่านมิตรทาวน์, เซ็นทรัลชิดลม) และบางห้างมีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นสอง (อย่างเช่น MBK)

 

เราก็เลยปวดหัวเวลานัดหมายกับเพื่อน ๆ เพราะต้องคอยดูระบบการเรียกชื่อชั้นของแต่ละห้างสรรพสินค้าที่มันไม่ซ้ำกันเลย ไม่งั้นมันจะเกิดการสื่อสารผิดพลาด

 

ส่วนระบบที่เราชอบที่สุด ก็คือระบบที่ไม่มีชั้น G ชั้น M นะ เริ่มด้วยชั้นหนึ่งเลย แบบห้างอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง เพราะเราคุ้นชินกับระบบนี้มาตั้งแต่เด็ก

 

แต่แอบนึกถึง “ห้างบางลำพูสรรพสินค้า” ที่บางลำพูนะ จำได้ว่า “ชั้น” ของห้างนี้มันประหลาดมาก มันเหมือนมีการซอยแยกย่อยสลับชั้นลดหลั่นกันไปมา แบบงงมาก เสียดายที่เราไปเดินห้างนี้ครั้งสุดท้ายน่าจะราว ๆ ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ตและ smart phone เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เคยได้ถ่ายรูปด้านในของห้างนี้เอาไว้เลย

++++++++

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 4

 

อีกประเด็นนึงที่เราได้จากการคุยกับเพื่อนๆ มัธยมในวันเสาร์ แล้วเราอยากจดบันทึกความทรงจำเอาไว้ ก็คือ “พฤติกรรมการหลอกลวงลูกค้าของบรรดา supermarkets

 

(ตัวเลขราคาสินค้าในข้างล่างนี้เป็นตัวเลขสมมุตินะ ไม่ใช่ตัวเลขราคาสินค้าจริง ๆ)

 

 

1. เพื่อนคนนึงเวลาซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต เธอจะจำราคาสินค้าทุกชิ้นที่เธอหยิบลงรถเข็น แล้วคำนวณเอาไว้แล้วในใจ เพราะฉะนั้นเธอจะรู้ได้ว่ามันมีอะไรผิดปกติ เมื่อแคชเชียร์คำนวณยอดรวมออกมาแล้วมันไม่ตรงกับที่เธอคำนวณไว้แล้วในใจ

 

มีครั้งนึงที่เธอไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต สมมุติว่าซื้อสินค้า 10 อย่าง ซึ่งรวมถึงสินค้า A ที่มีป้ายราคาติดไว้ที่ชั้นวางของว่า “ราคา 67 บาท” เธอคำนวณเอาไว้แล้วในใจว่า ของทั้งหมดที่เธอซื้อ สินค้า 10 ประเภทรวมกันน่าจะมีราคารวมกัน 4841 บาท

 

ปรากฏว่าพอแคชเชียร์คำนวณเสร็จ แคชเชียร์บอกว่า ต้องจ่ายทั้งหมด 4877 บาท เธอก็เลยเอ๊ะ ทำไมราคารวมมันสูงกว่าที่เธอคำนวณไว้ในใจ เธอก็เลยดูใบเสร็จ แล้วพบว่าสินค้า B C D E F G H I J คิดราคาตรงตามป้ายที่ shelf แต่ว่าสินค้า A ในใบเสร็จมันคิดราคา 103 บาท ไม่ใช่ 67 บาทแบบที่ป้ายบอกไว้ที่ชั้นวางสินค้า

 

เพราะฉะนั้นกรณีนี้ มันคือซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นฝ่ายผิด อีซูเปอร์มาร์เก็ตติดป้ายราคาผิด ซึ่งในกรณีของบางห้างในเมืองนอกนั้น ทางซูเปอร์ต้องให้สินค้านั้นกับลูกค้าฟรีเลยนะ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ ซูเปอร์มาร์เก็ตต้องขอโทษลูกค้าที่ติดป้ายราคาผิด แคชเชียร์ต้องขอโทษ

 

ซึ่งเพื่อนของเราก็ต้องการแค่คำขอโทษ ปรากฏว่าสิ่งที่เธอเจอคือพอเธอทักท้วงเรื่อง “ป้ายราคาที่ shelf ไม่ตรงตามราคาจริง” ไป อีแคชเชียร์กลับทำหน้ารำคาญ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดีว่า “ถ้าไม่เอาก็ได้นะคะ จะได้คืนเงินอันนี้ให้”

 

เพื่อนของเราก็เลยมาเตือนเพื่อน ๆ ทุกคนในกลุ่มว่า เวลาไปซื้อของใน supermarket ต้องระวังให้ดี เพราะเธอคาดว่าลูกค้าหลายคนเวลาซื้อสินค้ารวมกันหลายอย่างหลายประเภท จะไม่ทันกลโกง (ซึ่งอาจจะไม่ได้ตั้งใจ) นี้ของซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ติดป้ายราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะลูกค้าอย่างเราก็ไม่ได้คำนวณราคาเอาไว้ในใจ อีแคชเชียร์บอกยอดรวมอะไรมา เราก็จ่าย ๆ ไปตามนั้น ไม่รู้ถูกหลอกเสียเงินไปแล้วรวมกันกี่หมื่นบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

2. แต่เพื่อนอีกคนเจอสิ่งที่เหี้ยกว่ากรณีข้างบนอีก สิ่งที่เพื่อนอีกคนเจอในอีก retailer นึงก็คือ ตรง shelf วางสินค้า มีป้ายบอกว่าสินค้านี้ราคา 369 บาท เพื่อนเห็นว่าราคามันถูกดี ก็เลยซื้อสินค้านี้มา 7 ชิ้น คำนวณไว้แล้วว่ามันจะมีราคารวมกัน 2583 บาท

 

ปรากฏว่าพอไปจ่ายเงิน อีแคชเชียร์คิดราคาชิ้นละ 518 บาท ราคารวมกันเลยกลายเป็น 3626 บาท ซึ่งมากกว่าที่ควรจะเป็นถึง 1043 บาท

 

เพื่อนก็เลยโวยเรื่องการติดป้ายราคาสินค้าผิด แล้วอย่างนี้มันร้ายแรงมาก เพราะราคามันต่างกันมาก ๆ มันต่างกันถึงชิ้นละ 149 บาท แล้วคือถ้าหากป้ายราคามันไม่ได้บอกราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริงอย่างรุนแรงแบบนี้ เพื่อนก็คงไม่ซื้อสินค้านี้มาถึง 7 ชิ้น

 

แล้วแทนที่อีแคชเชียร์กับเจ้าหน้าที่ร้านจะยอมรับเรื่อง “การติดป้ายราคาผิด” อีเจ้าหน้าที่ร้านกลับไม่ยอมรับว่าตัวเองติดป้ายราคาผิด บอกว่าให้กลับไปดูป้ายราคาที่ shelf อีกรอบได้เลย มันไม่ได้ติดป้ายราคาผิด

 

แต่เพื่อนเราสังเกตเห็นว่า มีพนักงานร้านคนนึงแอบวิ่งลิ่วนำหน้าไปก่อนแล้ว ในช่วงที่ทุกคนเถียงกัน

 

พอเพื่อนเรากับเจ้าหน้าที่ร้านเดินไปดูที่ shelf ตรงนั้น ก็พบว่า มันติดป้ายราคาสินค้าว่า “ชิ้นละ 518 บาท” ตามที่เจ้าหน้าที่ร้านยืนยัน

 

แต่อีพนักงานร้านที่วิ่งลิ่วนำหน้าไปก่อนหน้านี้ ยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้วในมือกำอะไรไว้สักอย่าง

 

เพื่อนเราเลยบอก “มึงแบมือออกมา มึงแบมือออกมาเดี๋ยวนี้ มึงแบมือออกมาเดี๋ยวนี้”

 

อีพนักงานคนนั้นเลยยอมแบมือออกมา แล้วพบว่ามันคือป้ายราคา “ชิ้นละ 369 บาท”

 

คือกรณีนี้คือเหี้ยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คือแทนที่ทางร้านจะยอมรับผิด ขอโทษ แต่กลับปกปิดความผิดตัวเอง มีอีพนักงานรีบวิ่งไปเปลี่ยนป้ายราคาสินค้าใหม่ คือแบบนี้มันคือทุจริตมาก ๆ

 

ก็เลยขอจดบันทีกความทรงจำเรื่องนี้เอาไว้นะคะ เพราะเราก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า การเดินซูเปอร์มาร์เก็ต/ร้านค้าปลีก จะต้องตบตีกับพนักงานและแคชเชียร์และป้ายราคาที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงอะไรแบบนี้ด้วย

 

3. อีกกรณีที่ได้คุยกันกับเพื่อน ๆ เมื่อวันเสาร์ แต่ไม่เกี่ยวกับการทุจริตอะไรทั้งสิ้น แต่เกี่ยวกับ “การบริหารจัดการที่ไม่ดีของร้านสะดวกซื้อ”

 

คือมันจะมีร้านสะดวกซื้ออยู่บางเจ้า ที่เรากับเพื่อน ๆ อาจจะเจอกรณีแบบนี้บ่อย ๆ คือในร้านอาจจะมีเครื่องคิดเงิน 2-3 เครื่องในร้าน แต่มีพนักงานคิดเงินอยู่แค่เครื่องเดียว แล้วเครื่องนั้นก็อาจจะมีลูกค้าต่อคิวอยู่ 4-5 คน รอคิวกันเป็นเวลานาน สมมุติว่าเหตุเกิดตอนเวลา 15.00 น.

 

แล้วก็จะมีอีพนักงานบางคนในร้าน เดินมาเปิดเครื่องคิดเงินอีกเครื่อง แล้วก็เรียก “ลูกค้าที่ต่อคิวคนที่ 5” ให้มาคิดเงินที่เครื่องของเธอ ซึ่งลูกค้าที่ต่อคิวคนที่ 5 นี่เพิ่งมาต่อคิวเป็นเวลาแค่ 1 นาที ในขณะที่ลูกค้าที่ต่อคิวเป็นคนที่ 2 นี่ ต่อคิวมาแล้วเป็นเวลา 15 นาที

 

เพื่อนของเราซึ่งต่อคิวอยู่เป็นคนที่ 2 ก็เลยปรี๊ดแตก เดินไปด่าอีแคชเชียร์ที่เพิ่งมาเปิดเครื่องว่า “ถ้ามึงทำแบบนี้ มึงไปเรียกลูกค้าคนที่จะมาต่อคิวตอน 3 ทุ่ม มาคิดเงินเป็นคนแรกเลยมั้ย ถ้ามึงจะให้บริการคนที่มาหลังสุดแบบนี้” อีแคชเชียร์ก็เลยยอมคิดเงินให้เพื่อนของเรา

 

ซึ่งเรื่องนี้เราอินมาก เพราะเวลาที่เราไปร้านสะดวกซื้อ เราก็ชอบเจออะไรแบบนี้บ่อย ๆ คือพอเราซื้อสินค้าเสร็จ ต่อคิวไปแล้วราว 10 นาที แล้วก็จะมีอีพนักงานมาเปิดเครื่องคิดเงินอีกเครื่อง แล้วก็ให้ลูกค้าคนใหม่ ๆ ไปต่อคิวเครื่องของเธอ แทนที่จะให้บริการลูกค้าที่ต่อคิวมาเป็นเวลานานเป็นลำดับแรก

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สาม
https://web.facebook.com/photo?fbid=10241935362944051&set=a.10225118353249319

+++++

 

พอตามไปอ่านในวิกิพีเดีย เราถึงเพิ่งรู้ว่า การที่สหรัฐส่งกองทัพบุกประเทศเกรนาดาในปี 1983 อาจจะเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายสังหารทหารสหรัฐ 241 นายในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ในช่วงก่อนหน้านั้น

Two days prior to the United States' invasion of Grenada, U.S. marines in Beirut suffered heavy casualties in the 1983 Beirut barracks bombings. The terrorist bombing in Beirut killed 241 American servicemen, the deadliest single attack on Americans overseas since World War II. American Experience suggested the invasion of Grenada was meant to distract the public from the 1983 Beirut barracks bombing: "By the time of the 1984 election, the Grenada success replaced the bitter memory of the massacre at Lebanon.”

https://en.wikipedia.org/wiki/United_States_invasion_of_Grenada

Favorite Soundtrack: เพลง ฤทธิ์มีดสั้น (1978) ในภาพยนตร์เรื่อง RESURRECTION (2025, Bi Gan, China, A+30)

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ในที่สุดเราก็ได้รู้คำตอบของสิ่งที่ค้างคาใจเรามานานตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา กราบขอบพระคุณคุณ Warut  Pornchaiprasartkul เป็นอย่างสูงค่ะ คือตอนที่เราดู RESURRECTION ที่โรงหนัง SF Central World  เรารู้สึกว่าเพลงในหนังมันคุ้นสุด ๆ เป็นเพลงที่เราเคยได้ยินตอนเด็ก ๆ แน่นอน แต่เรากูเกิลหาไม่เจอเลยว่า มันคือเพลงอะไร ในที่สุดก็ได้คำตอบแล้ว ว่ามันเป็นเพลงจากละครทีวี "ฤทธิ์มีดสั้น" (1978) เวอร์ชั่นจูเจียง (ลี้คิมฮวง), หวงซิงซิ่ว (ลิ่มเซียนยี้), หวงเหยียนเซิน (อาฮุย) ที่เคยผ่านตาเราตอนเด็ก ๆ นี่เอง ในยูทูบมีคำแปลภาษาอังกฤษของเพลงนี้ด้วย

 

เราขอแอบเดาเลยว่า ตัวละครในรูปนี้คือ ลิ่มเซียนยี้ กับ แชม้อชิ้วอีเข่า (ลิงค์ไปยูทูบอยู่ในคอมเมนท์)


https://youtu.be/QVIaSW_mYnI?si=lQcuC71qVRC4dV1B

 

SUNLIGHT IN BANGKOK, NETHERLANDS, JAPAN, AND PACIFIC NORTHWEST

 

เราชอบ “แสงแดดในกรุงเทพ” มากที่สุดก็ในช่วงฤดูหนาวนี่แหละ เราว่ามันสวยนวลตาดี และเราว่ามันดูเข้าใกล้ “แสงอาทิตย์ในหนังญี่ปุ่น” ได้มากที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับฤดูร้อนและฤดูฝนในกรุงเทพ ไม่รู้ว่าสิ่งนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์หรือเปล่า ว่าเพราะเหตุใดแสงอาทิตย์ในกรุงเทพถึงดูสวยเข้าทางเรามากที่สุดในเหมันตฤดู

 

ลองถามกูเกิลดู มันบอกว่าเป็นเพราะในซีกโลกเหนือในฤดูหนาว มุมของแสงอาทิตย์อยู่ต่ำกว่าฤดูอื่นๆ แสงอาทิตย์เลยต้องเดินทางผ่านระยะทางยาวยิ่งขึ้นก่อนจะเดินทางมาถึงโลก ส่งผลให้แสงสีฟ้าในแสงอาทิตย์ถูกกระจายออกไปมากกว่าปกติ และถูกดูดซับไปโดยละอองน้ำและอะไรต่าง ๆ ในอากาศ แสงที่เหลือมันเลยเหลือง ๆ แดง ๆ มากกว่าปกติ

 

ส่วนแสงอาทิตย์ในหนังญี่ปุ่นนั้น เราเดาว่ามันคงเป็นเพราะสถานที่ตั้งของญี่ปุ่นที่อยู่ทางเหนือ และการที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะริมมหาสมุทรแปซิฟิกด้วยมั้ง มันเลยส่งผลให้แสงอาทิตย์ในหนังออกมาดูสวยงามมากแบบนั้น

 

นึกถึงภาพยนตร์ 2 เรื่องที่เราเคยดูและเขียนถึงไปแล้ว ที่วิเคราะห์ “ความงดงามของแสงอาทิตย์ในบางจุดของโลก” (เนื้อหาข้างล่างนี้ซ้ำ ๆ กับที่เราเคยเขียนไปแล้ว)

 

1. DUTCH LIGHT (2003, Pieter-Rim de Kroon, Netherlands, documentary, A+30)

 

หนังเรื่องนี้เคยตั้งข้อสังเกตว่าลักษณะเฉพาะของแสงอาทิตย์ในเนเธอร์แลนด์มันมีผลต่อจิตรกรเนเธอร์แลนด์ในยุค Rembrandt, Vermeer, etc. โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ "แหล่งน้ำ" เพราะแสงสะท้อนจากแหล่งน้ำต่อท้องฟ้า, ก้อนเมฆ ก็มีผลต่อแสงอาทิตย์ในสายตาของมนุษย์ด้วยเหมือนกัน แล้วเนเธอร์แลนด์เคยมีความ UNIQUE ตรงนี้เมื่อหลายร้อยปีก่อน ภาพวาดของ REMBRANDT, VERMEER ก็เลยออกมาสวย แต่พอเนเธอร์แลนด์ "ถมที่ดิน" เยอะ ๆ ในศตวรรษต่อ ๆ มา แสงพิเศษของเนเธอร์แลนด์ก็เลยหายไป

 

2. THE CHARCOAL SKY: CHAPTER 5 (2017, Zia Moharjerjasbi)

 

หนังเรื่องนี้สำรวจ “ความพิเศษของแสงอาทิตย์ในภูมิภาค Pacific Northwest” (ภูมิภาคนี้ครอบคลุมรัฐวอชิงตันกับรัฐโอเรกอนของสหรัฐ และรัฐบริติช โคลัมเบียของแคนาดา) ที่มันสวยแบบมีมนตร์ขลังมากกว่ารัฐอื่น ๆ โดยบทความประกอบหนังเรื่องนี้ระบุอีกด้วยว่า แสงในภูมิภาคนี้เคยช่วยสร้างมนตร์ขลังให้กับภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ที่ถ่ายทำในภูมิภาคนี้ด้วย ซึ่งรวมถึง TWIN PEAKS, THE X-FILES เฉพาะ 5 ซีซันแรก และหนังชุด TWILIGHT

 

Charles Mudede เขียนถึงประเด็นนี้ไว้ว่า

 

How can we forget November 8, 1998? On that day, the TV show X-Files opened its sixth season with a look that was totally wrong. The light lost its spell because the program's production had moved from Vancouver B.C. to Los Angeles. The fall of the light in the former is, for much of the year, sharply slanted; with the latter, it falls almost directly. The mood of slanted light, which is often diffused by droplets, is significantly different from that of dry and direct light. The mood of the X-Files for the first five seasons was that of an exquisite gloom (or stimmung, in the German Expressionist sense).

 

ภาพประกอบ

 

1.+2. Winter Light in Bangkok

3.+4.+5. DUTCH LIGHT (2003, Pieter-Rim de Kroon, Netherlands, documentary, A+30)

6. THE MILL (1645/1648, Rembrandt)

7. GIRL READING A LETTER AT AN OPEN WINDOW (1657–58, Johannes Vermeer)

8. APRIL STORY (1998, Shunji Iwai, Japan, A+30)

9. TYPHOON CLUB (1985, Shinji Somai, Japan, A+30)

10. HARU (1996, Yoshimitsu Morita, Japan, A+30)

11. MUSASHINO HIGH VOLTAGE TOWERS (1997, Naoki Nagao, Japan, A+30)

12. CURE (1997, Kiyoshi Kurosawa, Japan, A+30)

13. THE CHARCOAL SKY: CHAPTER 5 (2017, Zia Moharjerjasbi)

14. TWIN PEAKS (1990-1991)

15. TWILIGHT (2008, Catherine Hardwicke)

16. Google Explanation for winter light in Bangkok

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02su6ZsQ5A7SE2h8MV3k1PmXNV1TGGi1pFbzxR2oBcxsACDeENLWdUyzKRUGjoTrqul

 

QUOTE ของ Charles Mudede มาจาก

https://www.e-flux.com/.../409156/the-charcoal-sky-chapter-5

 

Monday, November 04, 2024

HEAVY SNOW

 

HEAVY SNOW ฤดูหนาว เรารักกัน (2023, Suik Yun, lesbian film, South Korea, A+30)

 

หนักที่สุด กราบตีนที่สุด อินที่สุด ดูแล้วแหลกสลายตายห่าคาโรงไปเลย ชอบหนัง surreal แบบนี้มาก ๆ

 

จริง ๆ แล้วเราชอบ LOVE IN THE BIG CITY (2024, E.oni, South Korea, queer film, A+30) ที่กำลังลงโรงฉายในไทยในตอนนี้เหมือนกันมากนะ แต่ชอบ HEAVY SNOW มากกว่าอย่างรุนแรงมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพราะเรารู้สึกว่า LOVE IN THE BIG CITY นั้น ถึงแม้มันจะนำเสนอตัวละครเกย์ที่มีประสบการณ์ชีวิตตรงกับเราในบางจุด แต่หนังเรื่องนี้มันก็ทำได้เพียงแค่สะท้อน “ภายนอก” ของเราน่ะ แต่ HEAVY SNOW ที่เป็นหนังเลสเบียน กลับสะท้อน “ภายใน” ของเราได้อย่างไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

รู้สึกเหมือน “ดวงจิต” ของเราในบางส่วน ยังคงหลงทางอยู่ในหนังเรื่อง HEAVY SNOW ยังหาทางออกจากหนังเรื่องนี้ไม่ได้

 

ดู HEAVY SNOW แล้วแอบนึกถึง Michelangelo Antonioni ด้วย ในฐานะหนังที่สะท้อน LANDSCAPE OF THE SOUL

Wednesday, December 21, 2022

DECIBEL (2022, Hwang In-ho, South Korea, A+25)

 

ดีใจกับ THE WORST PERSON IN THE WORLD (50), UNREST (40), TOP GUN: MAVERICK (38), MEMORIA (35), DE HUMANI COPRORIS FABRICA (23), FIRE OF LOVE (19), EVERYTHING EVERYWHERE ALL AT ONCE (18), ELVIS (17), TRIANGLE OF SADNESS (16), PACIFICTION (12), CORSAGE (11), RRR (9), EO (8), NOPE (5), DECISION TO LEAVE (3), SAINT OMER (2) สรุปเราได้ดูไป 16 จาก 50 เรื่อง

https://www.bfi.org.uk/sight-and-sound/polls/50-best-films-2022?fbclid=IwAR0cVJy2cS8qD5-USSqjjAK914ydXsGDQqU_wiLnWbF2OlZgGqkzQ1n7Io8

 

บันทึกไว้ว่าได้นั่งที่นั่งโซฟาตอนดู DECIBEL (2022, Hwang In-ho, South Korea, A+25) เพราะเป็นสิทธิ์ตั๋วฟรีที่ได้มาจากการซื้อตั๋วดูหนังหลายใบใน WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK

 

ส่วนตัวหนัง DECIBEL นั้นเราก็ชอบมาก แต่ที่ไม่ได้ชอบถึงระดับ A+30 อาจจะเป็นเพราะว่ามันมาทีหลัง TERROR LIVE (2013, Kim Byung-woo) และ EMERGENCY DECLARATION (2021, Han Jae-rim) น่ะ มันก็เลยดูเหมือนเป็นหนังที่ทำตามสูตรสำเร็จของหนังก่อน ๆ หน้านี้ ที่นำเสนอตัวละครที่มีความโกรธแค้นต่อสังคมหรือกลุ่มผู้มีอำนาจในสังคม และก่อการร้ายไปทั่วเพื่อระบายความโกรธแค้นดังกล่าว และพอมันไม่ได้สนุกลุ้นระทึกมากไปกว่าหนังรุ่นก่อน ๆ หน้านั้น มันก็เลยดูเหมือนยังไปได้ไม่สุด

 

แต่ก็รู้สึกหลอน ๆ อยู่นะที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่มีข่าวเกี่ยวกับทหารเรือไทยพอดี เพราะหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรือดำน้ำของเกาหลีใต้ที่อับปาง และมีทหารเรือในเรือดำน้ำตายไปครึ่งหนึ่ง

 

ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึง SPEED (1994, Jan de Bont), KURSK (2018, Thomas Vinterberg) และ SHOCK WAVE 2 (2020, Herman Yau) ด้วย

 

Monday, September 12, 2022

FORGET ME NOT (2019, Sun Hee Engelstoft, South Korea, documentary, A+30)

 

FORGET ME NOT (2019, Sun Hee Engelstoft, South Korea, documentary, A+30)

1.ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่พอดูแล้วก็เลยเหมือนทำให้เข้าใจว่า ทำไมถึงมีหนัง fiction อย่าง TRUE MOTHERS (2020, Naomi Kawase) เพราะหนังสารคดีอย่างหนังเรื่องนี้มันมีข้อจำกัดบางอย่าง ซึ่งในกรณีนี้ก็คือการไม่สามารถเปิดเผยใบหน้าของ subjects ได้ เพราะฉะนั้นเวลาเราดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยรู้สึกเหมือนมีระยะห่างตลอดเวลา เพราะเราแทบไม่เห็นอารมณ์ความรู้สึกบนใบหน้าของ subjects เลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถทดแทนได้เวลานำไปดัดแปลงทำเป็น fiction

 

รู้สึกว่าหนัง fiction กับ documentary มันก็มีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันไปน่ะแหละ หนัง documentary มันก็ดูจริงดี และพอเราดูหนัง documentary ส่วนใหญ่ เราจะรู้สึกว่าเนื้อเรื่องที่เราได้ดูมันดำรงอยู่ด้วยตัวมันเอง มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยไม่สนใจว่าจะมีคนไปสนใจมันหรือมันจะเป็นประโยชน์ต่อใครอะไรหรือไม่ (คือสิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง documentary ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ ไม่ว่าจะมีคนไปถ่ายทอดมันออกมาเป็นหนังหรือไม่ และไม่ว่าหนังเรื่องนั้นจะมีคนดูมากน้อยแค่ไหน) และเราก็จะรู้สึกชอบหนัง documentary ต่าง ๆ ตรงจุดนี้ ซึ่งจะแตกต่างจากหนัง fiction ที่เวลาเราดูแล้วหลายครั้งเราจะรู้สึกว่า ตัวละครบางตัวมันถูกสร้างขึ้น หรือตัวละครบางตัวมันตัดสินใจทำแบบนั้นแบบนี้ ด้วยจุดประสงค์เพื่อต้องการสั่งสอนคนดูอย่างโน้นอย่างนี้ หรือเพื่อ manipulate อารมณ์คนดูอะไรแบบนี้ และพอเรารู้สึกว่าเรากำลังถูกสั่งสอนหรือถูกปั่นอารมณ์ เราก็มักจะรู้สึกต่อต้านหนังเรื่องนั้น

 

ซึ่งประเด็นแบบในหนังเรื่องนี้ถ้าทำออกมาเป็นหนัง fiction บางทีถ้าผู้กำกับทำออกมาไม่ดี มันก็สุ่มเสี่ยงต่อการทำให้เรารู้สึกว่า หนังกำลังสั่งสอนให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัวหรือเปล่า อะไรทำนองนี้ คือเวลาเราดูหนัง fiction เราก็จะสงสัยว่า ผู้กำกับออกแบบตัวละครออกมาให้มีนิสัยแบบนี้เพราะอะไร เขาต้องการจะบอกคนดูหรือเปล่าว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไร ฯลฯ แต่พอมันเป็นหนังสารคดี เราก็มักจะตัดข้อสงสัยตรงนี้ไปได้ เพราะการที่ผู้หญิงแต่ละคนทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เขาไม่ได้ทำเพราะต้องการจะบอกอะไรคนดู เขาทำแบบนั้นแบบนี้กับชีวิตของเขา เพราะมันคือชีวิตของเขา เขาไม่ใช่ตัวละครที่ผู้กำกับจะไปบังคับให้กลายเป็นเครื่องมือในการ manipulate ผู้ชมได้ง่าย ๆ

 

แต่ถึงแม้หนังสารคดีจะมีข้อดีตรงจุดนี้ ความเป็นหนังสารคดีก็มีข้อด้อยของมันเช่นกัน อย่างหนังเรื่องนี้ก็จะเห็นได้ชัดตรงการปิดบังหน้าตาของ subjects และเราก็นึกถึงหนังสารคดีอีกเรื่องที่เราชอบสุด ๆ ซึ่งก็คือเรื่อง LOVE AND DIANE (2002, Jennifer Dworkin) ที่เคยมาฉายที่เอ็มโพเรียม หนังเรื่องนี้ถ่ายทำชีวิตของแม่กับลูกสาวผิวดำคู่หนึ่งที่เป็นคนแรง ๆ ทั้งคู่ แต่เนื่องจากผู้กำกับไม่สามารถไปอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับ subjects ได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน บางครั้งผู้กำกับก็เลยพลาดเหตุการณ์รุนแรงบางอย่างในบ้านของ subjects ไป แล้วผู้กำกับก็เลยชดเชยความพลาดดังกล่าวด้วยการถ่ายฝาผนังบ้านของ subject แล้วให้ผู้ชมฟังเสียงของ subject เล่าถึงเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในบ้านไปเรื่อย ๆ ซึ่งอะไรแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่พบในหนัง fiction เพราะหนัง fiction ต้องการจะถ่ายทอดเหตุการณ์อะไร ก็ถ่ายทอดได้เลย แต่พอมันเป็นหนังสารคดีที่พลาดการถ่ายเหตุการณ์สำคัญไป มันก็เลยต้องหาทางออกด้วยวิธีการแปลก ๆ แบบนี้

 

ก็เลยรู้สึกว่าถึงแม้เราจะชอบ FORGET ME NOT กับ LOVE AND DIANE อย่างสุด ๆ แต่หนังสองเรื่องนี้ก็เลยเหมือนกลายเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเราเวลาพูดถึงข้อจำกัดของหนังสารคดี

 

2.แน่นอนว่าดูแล้วก็นึกถึงหนังหลายเรื่องที่พูดถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน อย่างเช่น

 

2.1 คือถ้าหากเป็นหญิงสาวที่คิดจะทำแท้งตั้งแต่แรก เราก็จะนึกถึง GOD’S OFFICES (2008, Claire Simon, France)

 

2.2 ถ้าคลอดออกมาแล้วทิ้งลูก ก็จะนึกถึง BROKER (2022, Hirokazu Koreeda, A+30)

 

2.3 ถ้าคลอดออกมาแล้วยกลูกให้คนอื่น ก็จะนึกถึง TRUE MOTHERS

 

2.4 ถ้าคลอดออกมาแล้วเลี้ยงลูกเอง แต่ก่อเกิดปมในใจว่าลูกเป็นมารหัวขน ตัวขัดขวางความเจริญในชีวิตของแม่ เราก็จะนึกถึง ANCHOR (2022, Jung Ji-yeon)

 

2.5 ถ้าคลอดออกมาแล้วยกลูกให้พ่อแม่ตัวเอง แล้วทำตัวว่าตัวเองเป็น “พี่สาว” ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วตัวเองเป็นแม่ เราก็จะนึกถึงหนังอย่างน้อย 2 เรื่อง แต่ไม่บอกชื่อเรื่องดีกว่า เดี๋ยว spoil 555555

 

3.ดูแล้วก็นึกถึงหนังอีกสองเรื่องที่สร้างจากเรื่องจริงของชีวิตเด็กชาวเกาหลีที่ได้พ่อแม่บุญธรรมชาวต่างชาติด้วย ซึ่งก็คือเรื่อง BLUE BAYOU (2021, Justin Chon) กับ APPROVED FOR ADOPTION (2012, Laurent Boileau, Jung, France, animation)

 

Thursday, April 21, 2022

THE LABYRINTH (2021, Song Woon, South Korea, A+)

 

THE LABYRINTH (2021, Song Woon, South Korea, A+)

ดึก ตึก ผี

 

1.ดูด้วยความงุนงงว่ามันเป็นหนัง “ภาคสอง” หรือเปล่า ทำไมเหมือนประวัติตัวละครบางตัวมันดูซับซ้อนมาก ๆ แต่หนังไม่ได้ให้เวลาผู้ชมในการทำความรู้จักตัวละครหรือผูกพันกับตัวละครเลย คือเหมือน “องก์แรก” ของหนังหายไปน่ะ 55555 คือเหมือนตัวละครพอเข้าโรงเรียนไปได้แป๊บเดียว ก็เกิดการผจญภัยขึ้นเลย แล้วหนังค่อย ๆ เผยให้เห็นว่าตัวละครแต่ละตัวมีประวัติหนักมาก แต่เหมือนวิธีการที่หนังทำมันทำให้เกิดความสับสน มากกว่าความสนุกน่ะ แล้วพอหนังไม่ได้ให้เวลากับเราในการทำความรู้จักกับตัวละครก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ตบกันไปตบกันมา เราก็เลยเหมือนไม่ผูกพันกับตัวละครตัวใดมากเท่าที่ควร

 

2.อารมณ์ของหนังในช่วงท้ายก็ดูชุ่ยมากด้วยแหละ คือเหมือนตัวละครหลายตัวถูกฆ่าตายไป แต่หนังไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันเลยว่า ตัวละครกลุ่มนี้ถูกฆ่าตายไป แล้วยังไงต่อในเช้าวันรุ่งขึ้น

 

คือพอหนังจบแล้วเราได้ยินเสียงผู้ชมหญิงคนนึงในโรงพูดขึ้นมาว่า “หนังอะไรวะ” ซึ่งเป็นคำอุทานหลังหนังจบที่แทนใจเรามาก ๆ

 

3.แต่ชอบไอเดียบางอย่างในหนังนะ เรื่องของผู้ที่มีพลังจิตในการปราบผีได้ คือเหมือนตัวละครในหนังมันสามารถเอามาทำอะไรที่สนุกหรือดีกว่านี้ได้เยอะน่ะ

 

4.ยังคงรู้สึกว่า โดยรวม ๆ แล้ว “หนังผี” ของเกาหลีใต้นี่สู้ “หนังผี” ของญี่ปุ่นไม่ได้เลย ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร หรือเป็นเพราะวัฒนธรรมญี่ปุ่นมันผูกพันกับสิ่งเหนือธรรมชาติมานานเป็นพัน ๆ ปีแล้วหรือเปล่า มันเลยมีความขลังบางอย่างอยู่ในหนังผีของญี่ปุ่น แม้แต่หนังผีของ Takashi Shimizu ที่อาจจะดูบ้ง ๆ งงๆ เรื่องตรรกะ มันก็ดูขลังกว่าหนังผีเกาหลีใต้โดยรวมมาก

 

แต่ “หนังฆาตกรโรคจิต” ของเกาหลีใต้นี่ สุดตีนจริง ๆ นะ ชอบมาก ๆ ซึ่งก็คงเป็นเพราะว่าสังคมเกาหลีใต้มันมีปัญหาเรื่องนี้จริง ๆ นั่นแหละ

Thursday, December 23, 2021

IN FRONT OF YOUR FACE (2021, Hong Sang-soo, South Korea, A+30)

 

IN FRONT OF YOUR FACE (2021, Hong Sang-soo, South Korea, A+30)

Spoilers alert
--
--
--
--
--

1. หนังสร้างความรู้สึก "มหัศจรรย์" ให้กับเราอย่างรุนแรงมาก ๆ มีสิทธิลุ้นอันดับหนึ่งประจำปีนี้ไปเลย ทำไมมันถึงส่งผลกระทบกับเราอย่างรุนแรงสุด ๆ ขนาดนี้ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

รู้สึกว่าหลาย ๆ ฉากของหนังเรื่องนี้มันสร้างความรู้สึกงดงามให้กับเราอย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้ “ถ่ายภาพสวย” เลย และสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละฉากมันธรรมดาสามัญมาก ๆ คือทั้งเหตุการณ์ก็ธรรมดา และหนังก็ถ่ายให้มันออกมาดูเป็นภาพที่ธรรมดา ไม่ได้จัดแสงหรือใช้เทคนิคทางภาพให้มันดูมลังเมลืองประกายฉ่องแต่อย่างใด แต่ผลทางอารมณ์ที่เกิดกับเรามันรุนแรงถึงขีดสุด ฉากหรือเหตุการณ์ที่เราชอบสุดขีดในหนังเรื่องนี้ก็มีอย่างเช่น

 

1.1 การที่น้องสาวไม่ยอมบอกนางเอกว่าฝันเห็นอะไร จนกว่าจะเลยเที่ยงวันไปแล้ว แต่แล้วทุกคนก็ดูเหมือนลืม และผู้ชมก็ไม่รู้อยู่ดีว่าน้องสาวฝันเห็นอะไร

 

1.2 การกินต๊อกโบกี แล้วหกเลอะเสื้อ แล้วนางเอกก็ตั้งใจจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เพราะเห็นว่ามันไม่สำคัญ

 

1.3 การไปหาหลานชายที่ร้านอาหาร แต่ไม่เจอ แต่พอนางเอกกับน้องสาวเดินออกจากร้านไปแล้ว หลานชายถึงเพิ่งวิ่งตามมา

 

1.4 การโดนเลื่อนเวลานัด

 

1.5 การที่นางเอกกลับไปเยี่ยมบ้านเก่าในวัยเด็ก

 

1.6 ฉากนางเอกมองออกนอกหน้าต่างของบ้านเก่า  ฉากนี้โดนเราอย่างรุนแรงถึงขีดสุด นึกถึงฉาก Sabine Azema มองออกนอกหน้าต่างใน A SUNDAY IN THE COUNTRY (1984, Bertrand Tavernier)

 

1.7 ฉากที่นางเอกภาวนาว่าต้องการจะเห็น “สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอ” หรืออะไรสักอย่าง แล้วมีเด็กหญิงตัวน้อย ๆ เดินเข้ามาพอดี

 

1.8 การที่เด็กหญิงกับแม่เด็กพูดไม่ตรงกันเรื่องอยู่ที่บ้านนี้หรืออยู่ที่บ้านอีกหลัง อะไรทำนองนี้

 

1.9 การที่ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อ Jaewon พยายามหาโอกาสอยู่กับนางเอกสองต่อสอง แล้วไล่ลูกน้องออกไปจากร้านในทางอ้อม

 

1.10 การที่นางเอกพยายามเล่นกีตาร์ ทั้ง ๆ ที่เธอเล่นไม่ค่อยได้ และเธอยังคงเล่นต่อไปถึงแม้ Jaewon สติแตกไปแล้ว

 

1.11 การคุยกันว่าจะเก็บจานชามในร้านอาหารดีหรือไม่

 

1.12 การที่นางเอกถูกยกเลิกงาน แต่เธอหัวเราะ เหมือนไม่ได้เสียใจอะไรมากมาย

 

1.13 ฉากจบ ที่ให้ความรู้สึกที่งดงามที่สุดสำหรับเรา


คือฉากเหล่านี้มันดูเป็นเหตุการณ์ธรรมดาสามัญอย่างถึงที่สุด อาจจะธรรมดายิ่งกว่าเหตุการณ์ใน FOUR ADVENTURES OF REINETTE AND MIRABELLE (1987, Eric Rohmer) ซะอีก แต่ทำไม Hong Sang-soo ถึงสามารถทำให้เรารู้สึกว่าอะไรเหล่านี้มันงดงามตราตรึงใจเราอย่างสุดขีดคลั่งได้ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

ในแง่นึงเราก็รู้สึกว่า Hong Sang-soo อาจจะทำสำเร็จในสิ่งที่นางเอกพยายามจะทำนะ เพราะถ้าเราเข้าใจไม่ผิด นางเอกพยายามจะมองเหตุการณ์ธรรมดาสามัญทุกอย่างในชีวิตประจำวันว่าเป็นความงดงามของชีวิต ในขณะที่เธอกำลังจะตายจากโรคร้าย และหนังเรื่องนี้ก็เหมือนมอบดวงตาคู่ใหม่ให้กับเรา เพราะหนังก็ทำให้เรามองเหตุการณ์ธรรมดาสามัญเหล่านี้ว่าเป็นอะไรที่งดงามสุดๆ เหมือนกัน

 

นึกถึงตอนที่เราเข้ารับการผ่าต้อกระจกที่ดวงตา 2 ข้างในช่วงปลายปี 2020 แล้วต้องไม่ให้ดวงตาโดนน้ำเป็นเวลา 2 เดือน คือตอนนั้นเราไม่สามารถอาบน้ำฝักบัวแบบปกติได้ แต่พอดวงตาเราหายดี เรากลับมาอาบน้ำฝักบัวได้ตามปกติ ตอนนั้นแหละเราถึงรู้สึกว่า การได้อาบน้ำฝักบัวแบบปกตินี่มันคือความสุขสุดยอดจริง ๆ หลังจากไม่สามารถทำแบบนั้นมาได้เป็นเวลานาน 2 เดือน การอาบน้ำฝักบัวซึ่งเคยเป็นอะไรที่น่าเบื่อ เป็นกิจวัตรประจำวันที่ไม่มีความสำคัญอะไร ได้กลายเป็นความสุขสุดยอดสำหรับเราไปแล้ว

 

คนที่ใกล้ตาย หรือดวงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว บางทีก็อาจจะรู้สึกแบบเดียวกันเมื่อได้มองเห็นชีวิตประจำวันของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ กิจวัตรประจำวันที่แสนน่าเบื่ออาจจะกลายเป็นอะไรที่งดงามสุด ๆ ขึ้นมาก็ได้ แต่บางทีเราอาจจะไม่ต้องรอให้ตัวเองใกล้ตายก็ได้ ในการเรียนรู้ที่จะมองชีวิตของตัวเองด้วยดวงตาของคนที่ใกล้ตายแบบนี้


2.ถ้าเปรียบเทียบจากความรู้สึกของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้แล้ว เราก็รู้สึกอยากฉายหนังเรื่องนี้ควบกับ

2.1 A WEEK'S VACATION (1980, Bertrand Tavernier) หนึ่งในหนังที่ชอบที่สุดตลอดกาล หนังเล่าเรื่องของครูสาวคนนึงที่ลางานหนึ่งสัปดาห์ แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรสำคัญในช่วงหนึ่งสัปดาห์นั้น นอกจากการไปเยี่ยมคนรู้จักบางคน เหมือนเป็นหนังที่ไม่มีอะไรสำคัญเกิดขึ้นในหนังเลย แต่เราดูหนังเรื่องนี้มานาน 24 ปีแล้ว แต่ยังลืมความรู้สึกที่รุนแรงสุด ๆ จากหนังเรื่องนี้ไม่ได้

2.2 DYING AT A HOSPITAL (1993, Jun Ichikawa) หนังเล่าเรื่องของกลุ่มผู้ป่วยใกล้ตายในโรงพยาบาล โดยตัดสลับกับภาพคนธรรมดาเดินไปตามท้องถนนเป็นระยะ ๆ หนังทำให้เราตระหนักว่า การเดินไปตามท้องถนน, เดินห้างสรรพสินค้า, etc. ในชีวิตประจำวันแบบนี้นี่แหละ คือโมงยามที่เปี่ยมสุขสุด ๆ แล้ว เมื่อมองจากสายตาของผู้ป่วยใกล้ตาย ซึ่งมันคล้ายกับความรู้สึกของเราที่มีต่อ IN FRONT OF YOUR FACE

2.3 LE FEU FOLLET (1963, Louis Malle) เรื่องของชายหนุ่มคนนึงที่เดินทางไปเยี่ยมเยือนเพื่อน ๆ โดยหวังว่าเพื่อน ๆ จะทำให้เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

และเรายังรู้สึกว่า IN FRONT OF YOUR FACE เหมือนเป็นด้านกลับของฉากสำคัญใน THE DEVIL, PROBABLY (1977, Robert Bresson) ด้วย ซึ่งก็คือฉากที่พระเอกของ THE DEVIL, PROBABLY กำลังจะเดินไปฆ่าตัวตาย แต่เขาได้ยินเสียงดนตรีที่ไพเราะมากลอยแว่วมาเข้าหูเขา เขาก็เลยหยุดยืนฟังอยู่พักนึง อย่างไรก็ดี เสียงดนตรีอันงดงามไม่สามารถเปลี่ยนใจเขาได้

 

เหมือนเราเข้าใจตัวละครทั้งสองตัวนะ ถึงแม้ทั้งสองจะมองโลกในแบบที่อาจจะตรงข้ามกันก็ตาม พระเอกของ THE DEVIL, PROBABLY อาจจะมองว่าการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อไปมันไร้ค่า มันไม่มีประโยชน์อีกต่อไป และแม้แต่ความงดงามต่าง ๆ ในโลกนี้ อย่างเช่นเสียงดนตรีที่ไพเราะ ก็ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งให้เราอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ส่วนนางเอกของ IN FRONT OF YOUR FACE คงอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป และพยายามจะเก็บความงดงามต่าง ๆ ของสิ่งธรรมดาสามัญในชีวิตเอาไว้ในใจให้มากที่สุด


3.บางทีหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราชอบ IN FRONT OF YOUR FACE อย่างรุนแรงสุดขีด อาจจะเป็นเพราะหนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือน “ปล่อยวาง” มั้ง เพราะนางเอกของเรื่องนี้เหมือนไม่ต้องการไขว่คว้าอะไรมากมายอีกต่อไปแล้ว เธอไม่ได้ตั้งภารกิจให้ตัวเองแบบตัวละครเอกของ SEVEN POUNDS (2007, Gabriele Muccino), MY LIFE WITHOUT ME (2003, Isabel Coixet) และ “ไสหัวไป นายส่วนเกิน” เหมือนเธอปล่อยวางกับชีวิตของตัวเองได้แล้วในระดับนึง และเราอินกับอะไรแบบนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ

เหมือนเรามักจะชอบหนังที่ตัวละครปล่อยวางแบบนี้น่ะ แต่ส่วนใหญ่แล้วหนังกลุ่ม “ปล่อยวาง” ที่เราชอบมันจะเป็นหนังที่แตกต่างจาก IN FRONT OF YOUR FACE ในแง่ที่ว่า ตัวละครในหนังกลุ่มนี้มักจะมีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัดน่ะ คือตัวละครในหนังกลุ่มนี้มักจะเริ่มต้นเรื่องด้วยการอยากได้,อยากครอบครอง หรือยึดติดกับอะไรบางอย่าง (อย่างเช่นผัว) ก่อนจะเรียนรู้ว่าความสุขที่แท้จริงสำหรับตนเองอาจจะไม่ต้องพึ่งพาสิ่งที่ตนเองยึดติดมาตลอดทั้งชีวิตก็ได้ แล้วตัวละครในหนังกลุ่มนี้ก็จะทิ้งผัวไปในตอนจบ หรือเลิกไขว่คว้าสิ่งที่ตนเองเคยพยายามครอบครองมาโดยตลอด และหันมามีความสุขกับความธรรมดาสามัญของชีวิต ซึ่งอะไรแบบนี้จะตรงข้ามกับ IN FRONT OF YOUR FACE เพราะใน IN FRONT OF YOUR FACE เราจะไม่เห็นพัฒนาการของตัวละคร เพราะตัวละครนางเอกอาจจะปล่อยวางได้ตั้งแต่ก่อนหนังเริ่มเรื่องแล้ว 5555

 

เราก็เลยนับถือ Hong Sang-soo มาก ๆ ที่ทำหนังแบบนี้ออกมาโดยทำให้เรารู้สึกกับหนังอย่างรุนแรงถึงขีดสุดได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเส้นเรื่องแบบ “หนังปล่อยวาง” เรื่องอื่น ๆ

 

ส่วนหนังกลุ่มปล่อยวางเรื่องอื่น ๆ ที่เราชอบสุดขีดก็มีอย่างเช่น VALERIE FLAKE (1999, John Putch),  SHIRLEY VALENTINE (1989, Lewis Gilbert), MISS FIRECRACKER (1989, Thomas Schlamme)

 

4.สรุปว่าเราขอยกให้ IN FRONT OF YOUR FACE เป็นหนังที่สั่นสะเทือนจิตวิญญาณของเราอย่างรุนแรงถึงขีดสุด ในระดับที่ใกล้เคียงกับหนังเรื่อง BUNNY (2000, Mia Trachinger) และเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เพราะเหตุใดหนังสองเรื่องนี้ถึงส่งผลกระทบต่อเราอย่างรุนแรงถึงเพียงนี้ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่า หนังสองเรื่องนี้มอง “ชีวิต” และ “ความทุกข์ของการมีชีวิตอยู่” ในแบบที่ตรงใจเรามากที่สุดก็ได้