Monday, September 12, 2022

FORGET ME NOT (2019, Sun Hee Engelstoft, South Korea, documentary, A+30)

 

FORGET ME NOT (2019, Sun Hee Engelstoft, South Korea, documentary, A+30)

1.ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่พอดูแล้วก็เลยเหมือนทำให้เข้าใจว่า ทำไมถึงมีหนัง fiction อย่าง TRUE MOTHERS (2020, Naomi Kawase) เพราะหนังสารคดีอย่างหนังเรื่องนี้มันมีข้อจำกัดบางอย่าง ซึ่งในกรณีนี้ก็คือการไม่สามารถเปิดเผยใบหน้าของ subjects ได้ เพราะฉะนั้นเวลาเราดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยรู้สึกเหมือนมีระยะห่างตลอดเวลา เพราะเราแทบไม่เห็นอารมณ์ความรู้สึกบนใบหน้าของ subjects เลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถทดแทนได้เวลานำไปดัดแปลงทำเป็น fiction

 

รู้สึกว่าหนัง fiction กับ documentary มันก็มีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันไปน่ะแหละ หนัง documentary มันก็ดูจริงดี และพอเราดูหนัง documentary ส่วนใหญ่ เราจะรู้สึกว่าเนื้อเรื่องที่เราได้ดูมันดำรงอยู่ด้วยตัวมันเอง มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยไม่สนใจว่าจะมีคนไปสนใจมันหรือมันจะเป็นประโยชน์ต่อใครอะไรหรือไม่ (คือสิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง documentary ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ ไม่ว่าจะมีคนไปถ่ายทอดมันออกมาเป็นหนังหรือไม่ และไม่ว่าหนังเรื่องนั้นจะมีคนดูมากน้อยแค่ไหน) และเราก็จะรู้สึกชอบหนัง documentary ต่าง ๆ ตรงจุดนี้ ซึ่งจะแตกต่างจากหนัง fiction ที่เวลาเราดูแล้วหลายครั้งเราจะรู้สึกว่า ตัวละครบางตัวมันถูกสร้างขึ้น หรือตัวละครบางตัวมันตัดสินใจทำแบบนั้นแบบนี้ ด้วยจุดประสงค์เพื่อต้องการสั่งสอนคนดูอย่างโน้นอย่างนี้ หรือเพื่อ manipulate อารมณ์คนดูอะไรแบบนี้ และพอเรารู้สึกว่าเรากำลังถูกสั่งสอนหรือถูกปั่นอารมณ์ เราก็มักจะรู้สึกต่อต้านหนังเรื่องนั้น

 

ซึ่งประเด็นแบบในหนังเรื่องนี้ถ้าทำออกมาเป็นหนัง fiction บางทีถ้าผู้กำกับทำออกมาไม่ดี มันก็สุ่มเสี่ยงต่อการทำให้เรารู้สึกว่า หนังกำลังสั่งสอนให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัวหรือเปล่า อะไรทำนองนี้ คือเวลาเราดูหนัง fiction เราก็จะสงสัยว่า ผู้กำกับออกแบบตัวละครออกมาให้มีนิสัยแบบนี้เพราะอะไร เขาต้องการจะบอกคนดูหรือเปล่าว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไร ฯลฯ แต่พอมันเป็นหนังสารคดี เราก็มักจะตัดข้อสงสัยตรงนี้ไปได้ เพราะการที่ผู้หญิงแต่ละคนทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เขาไม่ได้ทำเพราะต้องการจะบอกอะไรคนดู เขาทำแบบนั้นแบบนี้กับชีวิตของเขา เพราะมันคือชีวิตของเขา เขาไม่ใช่ตัวละครที่ผู้กำกับจะไปบังคับให้กลายเป็นเครื่องมือในการ manipulate ผู้ชมได้ง่าย ๆ

 

แต่ถึงแม้หนังสารคดีจะมีข้อดีตรงจุดนี้ ความเป็นหนังสารคดีก็มีข้อด้อยของมันเช่นกัน อย่างหนังเรื่องนี้ก็จะเห็นได้ชัดตรงการปิดบังหน้าตาของ subjects และเราก็นึกถึงหนังสารคดีอีกเรื่องที่เราชอบสุด ๆ ซึ่งก็คือเรื่อง LOVE AND DIANE (2002, Jennifer Dworkin) ที่เคยมาฉายที่เอ็มโพเรียม หนังเรื่องนี้ถ่ายทำชีวิตของแม่กับลูกสาวผิวดำคู่หนึ่งที่เป็นคนแรง ๆ ทั้งคู่ แต่เนื่องจากผู้กำกับไม่สามารถไปอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับ subjects ได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน บางครั้งผู้กำกับก็เลยพลาดเหตุการณ์รุนแรงบางอย่างในบ้านของ subjects ไป แล้วผู้กำกับก็เลยชดเชยความพลาดดังกล่าวด้วยการถ่ายฝาผนังบ้านของ subject แล้วให้ผู้ชมฟังเสียงของ subject เล่าถึงเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในบ้านไปเรื่อย ๆ ซึ่งอะไรแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่พบในหนัง fiction เพราะหนัง fiction ต้องการจะถ่ายทอดเหตุการณ์อะไร ก็ถ่ายทอดได้เลย แต่พอมันเป็นหนังสารคดีที่พลาดการถ่ายเหตุการณ์สำคัญไป มันก็เลยต้องหาทางออกด้วยวิธีการแปลก ๆ แบบนี้

 

ก็เลยรู้สึกว่าถึงแม้เราจะชอบ FORGET ME NOT กับ LOVE AND DIANE อย่างสุด ๆ แต่หนังสองเรื่องนี้ก็เลยเหมือนกลายเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเราเวลาพูดถึงข้อจำกัดของหนังสารคดี

 

2.แน่นอนว่าดูแล้วก็นึกถึงหนังหลายเรื่องที่พูดถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน อย่างเช่น

 

2.1 คือถ้าหากเป็นหญิงสาวที่คิดจะทำแท้งตั้งแต่แรก เราก็จะนึกถึง GOD’S OFFICES (2008, Claire Simon, France)

 

2.2 ถ้าคลอดออกมาแล้วทิ้งลูก ก็จะนึกถึง BROKER (2022, Hirokazu Koreeda, A+30)

 

2.3 ถ้าคลอดออกมาแล้วยกลูกให้คนอื่น ก็จะนึกถึง TRUE MOTHERS

 

2.4 ถ้าคลอดออกมาแล้วเลี้ยงลูกเอง แต่ก่อเกิดปมในใจว่าลูกเป็นมารหัวขน ตัวขัดขวางความเจริญในชีวิตของแม่ เราก็จะนึกถึง ANCHOR (2022, Jung Ji-yeon)

 

2.5 ถ้าคลอดออกมาแล้วยกลูกให้พ่อแม่ตัวเอง แล้วทำตัวว่าตัวเองเป็น “พี่สาว” ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วตัวเองเป็นแม่ เราก็จะนึกถึงหนังอย่างน้อย 2 เรื่อง แต่ไม่บอกชื่อเรื่องดีกว่า เดี๋ยว spoil 555555

 

3.ดูแล้วก็นึกถึงหนังอีกสองเรื่องที่สร้างจากเรื่องจริงของชีวิตเด็กชาวเกาหลีที่ได้พ่อแม่บุญธรรมชาวต่างชาติด้วย ซึ่งก็คือเรื่อง BLUE BAYOU (2021, Justin Chon) กับ APPROVED FOR ADOPTION (2012, Laurent Boileau, Jung, France, animation)

 

No comments: