Showing posts with label THRILLER. Show all posts
Showing posts with label THRILLER. Show all posts

Monday, December 01, 2025

THE CURSED MASK (2025, Puwadon Naosopa, A+30)

 

ตาโขน THE CURSED MASK (2025, Puwadon Naosopa, A+30)

 

แน่นอนว่าเราไม่เน้นเขียนอะไรที่มีสาระทั้งสิ้น เราแค่อยากจดบันทึกว่า “ตาโขน” ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่องอื่น ๆ เรื่องใดโดยไม่ได้ตั้งใจบ้าง 55555

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

1. เป็นหนังที่สนุกดี ชอบการสร้างบรรยากาศของหนังมาก ๆ เพราะเราว่าบรรยากาศของหนังเรื่องนี้มันมีความหลอน ๆ บางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกถึง “อันตราย” หรือความไม่น่าไว้วางใจที่อัดแน่นอยู่ในชั้นบรรยากาศรอบตัวละคร

 

2. เราว่าความรู้สึกสนุกที่เราได้รับจากหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึงหนัง giallo โดยไม่ได้ตั้งใจ คือในความเป็นจริงนั้น “ตาโขน” ห่างไกลจากความเป็นหนัง giallo มาก ๆ เพราะงานด้าน visual และงานด้าน style ของหนังเรื่องนี้เป็นเหมือนหนังผีไทยหลาย ๆ เรื่อง และไม่ได้มีความจัดจ้านฉูดฉาดทางสีสันแบบหนัง giallo ของอิตาลี

 

แต่การที่หนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงหนัง giallo อาจจะเป็นเพราะว่า ตาโขนมันเป็นหนังเกี่ยวกับ “ฆาตกรลึกลับ” ที่เน้นการสร้างบรรยากาศหลอน ๆ และผูกโยงกับ supernatual elements ด้วยน่ะ ซึ่งถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ความหลอน ๆทางบรรยากาศนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้หนัง giallo แตกต่างจากหนัง “ฆาตกรลึกลับ” ของชาติอื่น ๆ และแตกต่างจากหนังของ Alfred Hitchcock และหนัง slasher ของฮอลลีวู้ดด้วย เพราะว่าบรรยากาศในหนังฮอลลีวู้ดมันไม่ได้หลอนแบบหนัง giallo

 

สิ่งต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ที่ทำให้เรานึกถึงหนัง giallo และหนังอิตาลีโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

2.1 คือเหมือนตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกถึง “อันตรายในบรรยากาศ” น่ะ ซึ่งอันตรายนี้อาจจะมาได้จากทั้งฆาตกรและสิ่งเหนือธรรมชาติ และมันก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังอิตาลีอย่าง DEEP RED (1975, Dario Argento) และ THE RED QUEEN KILLS SEVEN TIMES (1972, Emilio Miraglia)

 

อย่าง DEEP RED มันเป็นหนังเกี่ยวกับฆาตกรลึกลับ แต่มันก็มีสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่ในหนังด้วย ซึ่งได้แก่ตัวละคร “สาวพลังจิต” เพราะฉะนั้นตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ มันก็เลยรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่หลอนมากเป็นพิเศษ

 

ส่วน THE RED QUEEN KILLS SEVEN TIMES ก็เป็นหนังเกี่ยวกับฆาตกรลึกลับ ที่ผูกโยงกับ “คำสาปอาถรรพณ์” และจุดนี้ก็เลยทำให้นึกถึง ตาโขน ที่มีทั้งฆาตกรลึกลับ และความเชื่อเรื่องคำสาปอาถรรพณ์อยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน

 

2.2 ตัวละคร จ่อย (มอสหลง ภาณุวัฒน์ โสประดิษฐ) เคยเห็นพ่อตัวเองตายตอนที่จ่อยยังเป็นเด็ก และเขาเชื่อว่าเขาเห็น “ผีตาโขน” เป็นคนฆ่าพ่อ แต่ต่อมาเขาก็ต้องสำรวจตรวจสอบสิ่งที่เขาเห็นและสิ่งที่เขาเคยเชื่อในวัยเด็ก ว่าจริง ๆ แล้วเขาเห็นอะไรกันแน่ในตอนนั้น

 

เราชอบปมของพระเอกตรงจุดนี้มาก ๆ มันทำให้เรานึกถึงหนัง 2 เรื่องโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งก็คือ

 

2.2.1 DEEP RED ที่พระเอกเคยเห็น “ภาพวาด” ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ฆาตกรรมในช่วงต้นเรื่อง แต่ในช่วงต่อมาพระเอกก็ต้องทบทวนความทรงจำ ทบทวนสิ่งที่ตัวเองเห็น เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า จริง ๆ แล้วภาพวาดที่ตัวเองเห็นนั้น มันมีเงื่อนงำลึกลับอะไรกันแน่ และสิ่งที่เขาเคยเชื่อว่าตัวเองเห็นในช่วงต้นเรื่อง จริง ๆ แล้วมันเป็นอย่างที่เขาเชื่อหรือเปล่า

 

2.2.2 TRAUMA (1993, Dario Argento)

 

นางเอกเห็นพ่อกับแม่ของตัวเองถูกฆาตกรฆ่าตัดหัวตายในช่วงต้นเรื่อง แต่ต่อมานางเอกก็ต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า สิ่งที่ตัวเองเห็นนั้น มันเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน

 

2.3 ตัวละครพระเอกของตาโขน เจอ “ห้องลับ” และในห้องลับนั้น มี “ศพของคนที่เคยถูกฆ่าตายเมื่อหลายปีก่อนซุกซ่อนไว้”

 

จุดนี้ก็ทำให้นึกถึง DEEP RED และ TRAUMA โดยไม่ได้ตั้งใจเช่นกัน 55555

 

สรุปว่า ชอบ “บรรยากาศของอันตราย และความไม่น่าไว้วางใจ” ใน “ตาโขน” มาก ๆ เราว่าจุดนี้มันทรงพลังสำหรับเรามากพอ ๆ กับหนัง giallo ของอิตาลี ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้ว ตาโขนไม่ได้มีงานด้าน visual และ style ที่คล้ายคลึงกับหนัง giallo เลยแม้แต่นิดเดียว

 

3. ตอนแรกที่เราดูหนังเรื่องนี้จบ เราจะตั้งคำถามว่า การที่หนังให้สิ่งเหนือธรรมชาติมาช่วยแก้ไขปัญหาในช่วงท้ายของหนัง มันเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ง่ายเกินไปหรือเปล่า แต่พอเรานึกย้อนไป เราก็พบว่า หนังมันก็บอกอยู่แล้วว่ามันมีสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นตัวละครอยู่ในหนังด้วย เพราะเราว่าสิ่งที่ช่วยนำทางพระเอกไปจนเจอจั่นในห้องลับในช่วงกลางเรื่อง ก็น่าจะเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติเช่นกัน คือเหมือนสิ่งเหนือธรรมชาติปรากฏตัวชัด ๆ ในหนังเรื่องนี้อย่างน้อยก็ตั้งแต่ช่วงกลางเรื่องแล้ว ไม่ได้โผล่มาเพื่อแก้ไขปัญหาในช่วงท้ายเรื่องเพียงอย่างเดียว (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด)

 

4. แต่เราว่าความสนุกในช่วง climax ของหนังมันน้อยไปหน่อย เหมือนมัน “ลุ้น” น้อยเกินไปหน่อยสำหรับเรา 55555 เราก็เลยอาจจะชอบ ท่าแร่ THA RAE: THE EXORCIST (2025, Taweewat Wantha) มากกว่าหนังเรื่องนี้นิดนึงตรงจุดนี้

 

5. แฟรงค์ ธนัตถ์ศรันย์ ซำทองไหล น่ารักมาก ๆ ฉันรักเขา

 

6. แอบขำที่หนังเรื่องนี้มีจุดพ้องกับหนังไทยอีก 2 เรื่องที่ออกฉายในปีเดียวกัน โดยไม่ได้ตั้งใจ 55555 ซึ่งได้แก่

 

6.1 THE LEGEND OF PHI TAKHON MASK ตำนานหน้ากากผีตาโขน (2025, Tang Stuntman แต่ง สตั้นแมน, 104min, C )

 

แต่ยังดีที่ “ตำนานหน้ากากผีตาโขน” เป็น “หนังบู๊อภินิหาร” หนังสองเรื่องนี้ก็เลยพ้องกันแค่ในส่วนของการพูดถึง “หน้ากากผีตาโขน” แต่ genre ของหนังสองเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกันแต่อย่างใด

 

6.2 ลบหลู่ DISPARAGE (2025,  Chomlaman SrikumAsadaporn Pakdeenarong, C- )

 

ตัวละคร “ย่าถิน” (นกน้อย อุไรพร) ในตาโขน ทำให้เรานึกถึงพระเอกของ DISPARAGE โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะตัวละครทั้งสองตัวนี้ต้องการท้าทายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพยายามทำลายศาลเจ้าอะไรต่าง ๆ เหมือนกัน

 

7. ขำที่ปีนี้ไทยมี “หนังสยองขวัญ 2 พยางค์” ออกมาหลายเรื่องมาก ซึ่งในบรรดาหนังกลุ่มนี้ เราอาจจะชอบ

 

7.1 + 7.2 “ท่าแร่” กับ “ตาโขน” มากเป็นอันดับหนึ่งเท่า ๆ กันในตอนนี้ ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าชอบหนังเรื่องไหนมากกว่ากัน

 

7.3 พนอ ART OF THE DEVIL: BEGINNING (2025, Putthipong Saisrikaeo, A+30) มากเป็นอันดับสาม

 

7.4 ห่าก้อม THE DARKNESS OF THE SOUL (2025, Pongpat Wachirabunjong, A+25) มากเป็นอันดับ 4

 

7.5 คายอ้อ KAYAOR DISRECPECTING FAITH AND SUPERNATURAL (2025, Phawat Panangkasiri, A+15) เป็นอันดับ 5

 

7.6 ลบหลู่ เป็นอันดับ 6

 

7.7 ผีเบล BRYAN BELL (2025, Stephan Yip Tin-Hang, F) เป็นอันดับ 7

 

8. ในแง่หนี่ง เราก็รู้สึกว่า ตาโขน เหมือนเป็นการสานต่อสิ่งที่คุณภูวดลเคยทำไว้ในหนังเรื่อง เนา-โสภา THE LOCAL CURE (2019, Puwadon Naosopa, 30min, A+30) เพราะว่าหนังเรื่อง THE LOCAL CURE ก็เริ่มต้นด้วยการทำท่าว่ามันอาจจะเป็นหนัง folk horror ที่พูดถึงความสยองขวัญจากสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติ ก่อนที่จะคลี่คลายตัวเองไปเป็นหนังแนวอื่นในเวลาต่อมา ซึ่งจุดนี้ถือเป็นจุดที่น่าสนใจมาก ๆ ทั้งสำหรับ THE LOCAL CURE และ THE CURSED MASK

 

THE LOCAL CURE เนาโสภา มีให้ดูในยูทูบนะ

 

เราชอบหนังเรื่อง ปฏิกุน PA-TI-KOON (2020, Puwadon Naosopa, short film, A+30) มาก ๆ ด้วยเช่นกัน แต่เรายังไม่เคยดูละครที่กำกับโดยคุณ Puwadon นะ เราก็เลยบอกไม่ได้ว่า เขามีลายเซ็นอะไรหรือไม่ แต่ก็ชอบหนังทั้งสามเรื่องของคุณ Puwadon ที่เราได้ดู ทั้ง เนาโสภา, ปฏิกุน และตาโขน

 

9. พอเราเห็นว่ามีคุณ Tossaphon Riantong ร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง “ตาโขน” ด้วย มันก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังสั้นของคุณ Tossaphon อย่างรุนแรงมาก เพราะว่า ตาโขน เป็นหนังแนว “ปริศนาฆาตกรรม” “ฆาตกรลึกลับ” และมันก็เลยทำให้เรานึกถึงภาพยนตร์แนว thriller ที่คุณ Tossaphon Riantong เคยกำกับตอนที่เขาเรียนชั้นมัธยม อย่างเช่นเรื่อง REMEMBER จำ (2008, 28min), MY BEST FRIEND เพื่อน (2009, 25min) และ เมื่อฝนทิ้งช่วง WHEN FON DUMPS CHUANG (2009, 27min)

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราจำได้ว่าช่วงนั้นเรากับเพื่อน ๆ ตื่นเต้นมากพอสมควรที่เห็นเด็กมัธยมสามารถกำกับ+เขียนบทหนังแนว thriller ที่มีความซับซ้อนรุนแรงขนาดนี้ แต่เสียดายที่เราไม่ได้ดูหนังเรื่อง DARKSIDE อารมณ์ (2008, Tossaphon Riantong, 28min) นะ เราก็เลยไม่รู้ว่าหนังเรื่อง DARKSIDE เป็น thriller ซับซ้อนเหมือนกันหรือเปล่า แต่เราเดาเอาเองว่าน่าจะเป็น thriller เหมือนกัน

 

เพราะฉะนั้นพอเราได้เห็นบทภาพยนตร์ที่มีความซับซ้อน มีลูกล่อลูกชน และสร้างความสนุกแบบ thriller + horror ได้อย่างน่าพึงพอใจมาก ๆ ใน “ตาโขน” เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง จำ, เพื่อน และ เมื่อฝนทิ้งช่วงที่คุณ Tossaphon เคยกำกับในปี 2008-2009 มาก ๆ เหมือนเขามีแววทางนี้มาตั้งแต่ปี 2008 แล้ว 55555

 

Edit เพิ่ม: เราเพิ่งเติม พนอ กับ ผีเบล เข้าไปทีหลังนะ เพราะเพิ่งนึกได้ทีหลังว่ามันเป็น “หนังสยองขวัญไทย 2 พยางค์” ในปีนี้ด้วย


Monday, August 04, 2025

A WISH FOR URBAN LEGEND

 

ดีใจที่ได้ข่าวว่า URGAN LEGEND (1998, Jamie Blanks, A+30) จะถูกนำกลับมาสร้างใหม่ อยากให้ทางผู้สร้างภาคใหม่นำ Loretta Devine, Jared Leto กับ Alicia Witt กลับมาแสดงในภาคใหม่ด้วย โดยให้ตัวละครของ Jared Leto เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ในสภาพคล้าย Joker และตัวละครของ Alicia Witt เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ในสภาพคล้ายตัวละครของเธอใน LONGLEGS (2024, Osgood Perkins) คือถ้าหาก Jared Leto กับ Alicia Witt กลับมาแสดงภาคใหม่ในสภาพแบบนี้ รับรองว่าฆาตกรโรคจิตในภาคใหม่เจองานหนักแน่ ๆ 55555

Thursday, July 17, 2025

SUPERMAN OR HOW TO DEAL WITH “GOOD-SIDE CHARACTERS” WHO SEEM TO BE TOO POWERFUL

 

SUPERMAN OR HOW TO DEAL WITH “GOOD-SIDE CHARACTERS” WHO SEEM TO BE TOO POWERFUL

 

1. เราเพิ่งได้ดู SUPERMAN (2025, James Gunn, A+30) เมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งเป็นหนังที่เราชอบมาก ๆ เรื่องหนึ่ง ชอบตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องแล้ว ที่มันบอกว่า Superman พ่ายแพ้ในการต่อสู้กับฝ่ายผู้ร้าย ซึ่งส่งผลให้ Superman ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง เพราะฉากเปิดนี้เป็นการบอกเลยว่า Superman ในหนังภาคนี้ “เข้าทางเรา” เขาไม่ใช่ตัวละคร “ฝ่ายธรรมะ” ที่ “แข็งแกร่งจนเกินไป” เหมือนที่เราเคยมองเขาในอดีต

 

เราเองก็เคยได้ดู SUPERMAN แค่ไม่กี่ภาคนะ ถ้าหากจำไม่ผิด เราอาจเคยดูแค่ SUPERMAN (1978, Richard Donner), SUPERMAN IV: THE QUEST FOR PEACE (1987, Sidney J. Furie), SUPERMAN RETURNS (2006, Bryan Singer) และ JUSTICE LEAGUE (2017, Zack Snyder) ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราไม่ได้ตามดูหนังชุด SUPERMAN เป็นเพราะเราไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละครตัวนี้น่ะ เรารู้สึกว่าเขา “ดีงาม” เกินไป และ “แข็งแกร่ง” เกินไป ความดีงามเกินไปของเขาไม่เข้ากับคนที่มีจิตใจชั่วร้ายอย่างเรา และการที่เรารู้สึกว่าเขาแข็งแกร่งเกินไป ทำให้เรามองว่าตัวละครตัวนี้ทำให้หนังมันไม่เข้าทางเรา เพราะถ้าหากตัวละครฝ่ายธรรมะตัวนี้มีพลังแข็งแกร่งมาก ๆ เขาก็สามารถกำราบผู้ร้ายได้ง่าย ๆ แล้วหนังมันก็อาจจะขาดความรู้สึกแบบ “ลุ้นระทึก” หรือความรู้สึกแบบ “หืดขึ้นคอ” สำหรับเราน่ะ

 

คือเราอาจจะแตกต่างจากคนดูหนังบางคนนะ เพราะเวลาที่เราดูหนัง action, thriller หลาย ๆ เรื่องของฮอลลีวู้ด เราจะไม่ลุ้นว่าพระเอกหรือตัวละครเด็ก ๆ จะรอดหรือเปล่า เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าพระเอกและตัวละครเด็ก ๆ มักจะต้องรอดในหนังฮอลลีวู้ดเมนสตรีม (ที่ไม่ใช่หนัง horror) เราก็เลยชอบไปลุ้นกับ “ตัวประกอบต่าง ๆ” ในหนัง action, thriller แทน ว่า “พวกมึงจะรอดชีวิตหรือเปล่า” อย่างเช่นตอนดู MISSION: IMPOSSIBLE – THE FINAL RECKONING (2025, Christopher McQuarrie, A+30) เราก็ไม่ลุ้นแต่อย่างใดว่า Tom Cruise จะรอดหรือไม่ เรามุ่งความสนใจไปยังประเด็นที่ว่า “หญิงเอสกิโม Tapeesa” (Lucy Tulugarjuk) จะรอดชีวิตหรือไม่ หรือใน M3GAN 2.0 (2025, Gerard Johnstone, A+25) เราก็ไม่ลุ้นว่าเด็กหญิง Cady (Violet McGraw) จะรอดหรือไม่ แต่เราลุ้นว่า Tess (Jen Van Epps) ที่เป็น “ผู้ช่วยในห้องแล็บ” จะรอดหรือไม่ และใน JURASSIC WORLD: REBIRTH (2025, Gareth Edwards, A+30) เราก็ไม่ลุ้นว่า Scarlett Johansson จะรอดหรือไม่ แต่เราลุ้นว่า Xavier Dobbs (David Iacono) เด็กหนุ่มที่ดูไม่เอาถ่าน จะรอดหรือไม่

 

คือเราจะรู้สึกลุ้นระทึกกับ “ตัวละครฝ่ายธรรมะ” ที่ดูไม่ได้เก่งกาจมากนัก ดูมีความอ่อนแอ มีความ vulnerable น่ะ ตัวละครประกอบที่ดูมีความเป็นไปได้ 50% ที่อาจจะรอดชีวิตหรือตายห่าก่อนหนังจบก็ได้

 

ซึ่งตัวละคร Superman ในภาคที่เราได้ดูมาแค่ไม่กี่ภาค ก็ดูจะเป็นขั้วตรงข้ามกับ “ตัวละครที่ทำให้เรารู้สึกลุ้นระทึกไปกับความเป็นความตาย” ของพวกเขา เพราะ Superman ดูเป็นตัวละครที่เอาชนะได้ยากสุดขีด เราก็เลยไม่ได้ตามดูหนังชุด Superman ในช่วงที่ผ่านมา เพราะเรามองว่า เราไม่ได้รักตัวละครตัวนี้ และตัวละครตัวนี้คงเอาชนะศัตรูได้ไม่ยาก

 

แต่พอเราได้ดู SUPERMAN (2025) และ “ฉากเปิดเรื่อง” บอกว่า Superman พ่ายแพ้ในการต่อสู้ เราก็รู้ได้ในทันทีว่า ภาคนี้นี่แหละเข้าทางกูแน่นอน และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ Superman ในภาคนี้อาจจะยังคงมี “จิตใจดีงามเกินไป” แต่หนังก็ตั้งคำถามทาง moral และ legal กับ “การกระทำหลาย ๆ อย่างที่ Superman มองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง” และ James Gunn ก็สร้างตัวละคร Superman ในภาคนี้ให้ดูมีความอ่อนแอ มีความเปราะบาง ในแบบที่เปิดโอกาสให้เราพอได้รู้สึกลุ้นระทึกไปกับการต่อสู้ของเขาได้ ลุ้นว่า “มึงจะหาทางเอาชนะได้ยังไง” อะไรทำนองนี้

 

เราก็เลยรู้สึกว่า James Gunn ทำได้ดีทีเดียว ในการทำให้ตัวละครฝ่ายธรรมะตัวนี้ ดูไม่ “แข็งแกร่งจนเกินไป” สำหรับเรา ทำให้เขาดูเหมือนว่าอาจจะต้องใช้ความพยายามและเผชิญความยากลำบากสูงมากก่อนที่จะเอาชนะผู้ร้ายได้

 

ดูแล้วก็นึกถึง JUSTICE LEAGUE ด้วย ในแง่ที่ว่า ผู้สร้างหนังเรื่อง JUSTICE LEAGUE คงรู้ว่าตัวละคร Superman นี่สามารถกำราบผู้ร้ายในภาคนั้นได้อย่างง่ายดาย ผู้สร้างหนังเรื่องนั้นก็เลยต้องทำให้ตัวละคร Superman ตายไปในช่วง 2 องก์แรก ถ้าหากเราจำไม่ผิด เพราะถ้าหาก Superman ฟื้นคืนชีพมาตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง หนังเรื่อง JUSTICE LEAGUE ก็คงจบภายในเวลา 15-30 นาทีแรก 55555

 

พอดู SUPERMAN (2025) เราก็เลยนึกถึง “ตัวละครฝ่ายธรรมะ” ตัวอื่น ๆ ด้วย ที่เป็นตัวละครที่ “แข็งแกร่งมาก” จนผู้สร้างหนัง/ละครโทรทัศน์/นิยาย/การ์ตูน ต้องหาวิธีการต่าง ๆ ในการทำให้ตัวละครตัวนั้น “ไม่สามารถไล่ปราบผู้ร้ายได้อย่างง่ายดาย” ตั้งแต่ในช่วงต้นเรื่อง ไม่เช่นนั้นเนื้อหาของหนังเรื่องนั้นอาจจะจบลงภายใน 15 นาทีแรก

 

2. Captain Marvel

 

นี่ก็คงเป็นตัวละครที่เข้าข่ายนี้เช่นกัน เธอเป็นตัวละครฝ่ายธรรมะที่แข็งแกร่งมาก ผู้สร้างหนังชุด Marvel ก็เลยเหมือนต้องแต่งเรื่องในทำนองที่ว่า ตัวละครตัวนี้ไปโลดแล่นอยู่ในส่วนอื่น ๆ ของจักรวาล เธอก็เลยไม่ได้มาร่วมมือกับตัวละครฝ่ายธรรมะตัวอื่น ๆ ในการต่อสู้กับ Thanos ใน AVENGERS: INFINITY WAR (2018, Anthony Russo, Joe Russo, A+30)  เพราะถ้าหากเธอโผล่มาตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง หนังภาค INFINITY WAR ก็อาจจะจบลงอย่างรวดเร็ว

 

3. The Eternals

 

ตัวละคร Superheroes กลุ่มนี้ก็ดูมีอิทธิฤทธิ์มากเช่นกัน ผู้สร้างหนังชุด Marvel ก็เลยแต่งเรื่องในทำนองที่ว่า ตัวละครกลุ่มนี้ไม่เข้าร่วมในการต่อสู้กับ Thanos เพราะตัวละครกลุ่มนี้ได้รับคำสั่งว่า ให้เข้าร่วมเฉพาะในการต่อสู้กับ Deviants เท่านั้น

 

4. Dorami

 

ตัวละครโดเรมี่ เป็นตัวละครที่ดูเก่ง, ฉลาด และนิสัยดี ผู้สร้างหนังชุด DORAEMON ก็เลยเหมือนไม่ค่อยได้ใช้ตัวละครตัวนี้มาช่วยแก้ปัญหาให้โนบิตะ (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) เพราะถ้าหาก Dorami โผล่มาตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง หนังชุด DORAEMON ภาคนั้นก็อาจจะจบลงภายในเวลาอันรวดเร็ว

 

5. เตียซำฮง ใน “ดาบมังกรหยก”

 

เตียซำฮง หรือ จางซันฟง หรือ เตียกุนป้อ ก็ดูเหมือนจะเป็น “ตัวละครฝ่ายธรรมะ” ที่มีวรยุทธ์สูงลิบลิ่วมาก ๆ กิมย้งและผู้สร้างละครชุด “ดาบมังกรหยก” ก็เลยต้องหาหนทางต่าง ๆ ในการไม่แต่งเรื่องหรือไม่เปิดโอกาสให้ตัวละครตัวนี้ออกเดินทางไปปราบเหล่าร้ายทั่วยุทธภพ หรืออะไรทำนองนี้ เพราะถ้าหากตัวละครตัวนี้ออกเดินทางไปปราบเหล่าร้ายทั่วยุทธภพ เนื้อหาของ “ดาบมังกรหยก” ก็อาจจะจบลงเร็วเกินไป เราเข้าใจว่าอย่างนั้นนะ 55555

 

ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด หนึ่งในกลวิธีที่กิมย้งใช้ ก็คือการแต่งเรื่องให้เตียซำฮง กักตัวเป็นเวลานาน 18 เดือน เพื่อคิดค้นวิชาไท้เก๊กด้วย การที่ตัวละครฝ่ายธรรมะตัวนี้ ต้องกักตัวเป็นเวลานาน ก็น่าจะเป็นหนึ่งในกลวิธีที่ช่วยสกัดกั้นไม่ให้ “ตัวละครฝ่ายธรรมะ ที่มีอานุภาพมากเกินไป” สามารถเข้ามาช่วยคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ในนิยาย/ละครโทรทัศน์ได้อย่างรวดเร็ว

 

6. Alice (Milla Jovovich) ในหนังชุด RESIDENT EVIL

 

ใน RESIDENT EVIL: EXTINCTION (2007, Russell Mulcahy, A+30) หรือ RESIDENT EVIL ภาคสาม ตัวละคร Alice มีอิทธิฤทธิ์สูงสุดขีดมาก ๆ เธอมีพลังจิตอะไรต่าง ๆ มากมาย เธอกลายเป็น superhuman

 

แต่ใน RESIDENT EVIL: AFTERLIFE (2010, Paul W.S. Anderson) หรือ RESIDENT EVIL ภาคสี่ ตัวละคร Alice ถูกฉีดยาใส่ตั้งแต่ต้นเรื่อง ซึ่งส่งผลให้เธอสูญเสียพลังจิต และสูญเสียความเป็น superhuman ไป

 

เราก็เลยเดาว่า ผู้สร้างหนังชุด RESIDENT EVIL คงมองว่า ถ้าหากปล่อยให้ Alice มีพลังจิตสูงสุดขีดแบบใน RESIDEN EVIL ภาคสามต่อไป แล้วหนังภาคต่อ ๆ ไปมันจะ “ลุ้นระทึก” ได้ยังไง 55555 ผู้สร้างหนังชุดนี้ก็เลยต้องหาทางทำให้ตัวละคร Alice กลับมาเป็น “ตัวละครฝ่ายธรรมะ ที่ไม่ได้แข็งแกร่งจนเกินไป” อีกครั้ง เพราะไม่เช่นนั้นหนังชุดนี้คงจบลงภายในเวลาอันรวดเร็ว

 

7. Jean Grey

 

นี่ก็เป็นตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์สูงมาก ๆ หนังก็เลยต้องหาทางทำให้ตัวละครนี้เดี๋ยวอยู่ฝ่ายธรรมะ เดี๋ยวอยู่ฝ่ายอธรรม 55555 เพราะถ้าหากตัวละครตัวนี้ “นิสัยดีแบบ Superman” ฝ่ายธรรมะก็คงหาทางเอาชนะฝ่ายอธรรมได้อย่างง่ายดายจนเกินไป

 

Jean Grey ก็เลยต้องไปอยู่กับฝ่ายอธรรมบ้างเป็นครั้งคราว อย่างเช่นใน X-MEN: THE LAST STAND (2006, Brett Ratner) และใน X-MEN: DARK PHOENIX (2019, Simon Kinberg, A+30)

 

8. Sailor Saturn

 

Sailor Saturn ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE CHARACTERS OF ALL TIME เธอมี “พลังในการทำลายล้างดาวเคราะห์ทั้งดวง” ได้ แต่ถ้าหากเธอใช้พลังดังกล่าว เธอก็จำเป็นจะต้องพลีชีพตนเองด้วย

 

ผู้สร้างการ์ตูน/anime series ชุด SAILOR MOON ก็เลยเหมือนต้องแต่งเรื่องให้ตัวละครตัวนี้มี “ฝ่ายอธรรม” ที่ชื่อว่า Mistress 9 แฝงอยู่ในตัวด้วย ทำให้ตัวละครตัวนี้เหมือนมีทั้งด้านดีและด้านชั่วในตัวคนคนเดียวกัน เพราะถ้าหากตัวละครนี้อยู่ฝ่ายธรรมะอย่างเต็มตัว ฝ่ายธรรมะก็จะดูมีอานุภาพสูงล้นจนเกินไป ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

เพื่อน ๆ นึกถึงตัวละครตัวไหนอีกบ้าง “ตัวละครฝ่ายธรรมะที่ดูเหมือนมีอิทธิฤทธิ์สูงเกินไป” จนผู้สร้างการ์ตูน/หนัง/ละครโทรทัศน์ ต้องหากลวิธีต่าง ๆ ในการสกัดกั้นไม่ให้ตัวละครดังกล่าวออกปราบปรามเหล่าร้ายได้ง่าย ๆ

++++++

 

Favorite Quote from a friend for the character Cat Grant (Mikaela Hoover) in SUPERMAN (2025, James Gunn, A+30)

 

ชอบตัวละครตัวนี้มาก ๆ ใน SUPERMAN แล้วก็ชอบความเห็นของเพื่อนคนนึงที่มีต่อตัวละครตัวนี้ด้วย

 

“ไม่รู้​เธอมีหน้าที่อะไรในหนังเรื่องนี้”

 

“จริงๆคือไม่รู้​อาชีพอะไรในบริษัท​นั้น”

 

“เด้งผมเด้งนมไปวันๆบ้ามาก”

 

“มาในคอนเสบ เนิรดๆแต่รั้นนิดๆ ?

+++++++

 

ได้ไปดูนิทรรศการ REMNANTS OF FADING SHADOWS ของคุณ Wantanee Siripattananuntakul มาในวันที่ 16 ก.ค. ประทับใจมาก ๆ แต่ปรากฏว่าเรากะเวลาผิด เพราะว่าในนิทรรศการนี้มีงาน video installations ราว 8 ชิ้น ซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาดูรวมกันราว 90 กว่านาที แต่เราไปถึงนิทรรศการช่วงหลัง 4 โมงเย็นไปแล้ว ก็เลยยังดูไม่หมด ทันดูงาน video ไปแค่ 7 ชิ้น เดี๋ยวกะว่าวันหลังจะต้องไปดูต่อให้ครบ (เรายังไม่ได้ดู THE WEB OF TIME ที่ยาว 27 นาที)

Thursday, July 10, 2025

JURASSIC WORLD: REBIRTH (2025, Gareth Edwards, A+30)

 

Favorite Soundtrack: STAND BY ME (1961, Ben E. King) from JURASSIC WORLD: REBIRTH (2025, Gareth Edwards, A+30)

 

ถ้าจำไม่ผิด เราเคยดูแค่ JURASSIC PARK (1993, Steven Spielberg) กับ THE LOST WORLD: JURASSIC PARK (1997, Steven Spielberg) แต่เราไม่ได้ดู JURASSIC PARK III (2001), JURASSIC WORLD (2015), JURASSIC WORLD: FALLEN KINGDOM (2018) และ JURASSIC WORLD: DOMINION (2022) คือเราข้ามมา 4 ภาค แล้วก็มาดูภาค 7 นี้เลย แต่กลับดูรู้เรื่อง เหมือนกับว่าการไม่ได้ดู 4 ภาคนั้นไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำความเข้าใจเนื้อเรื่องในภาค 7 นี้แต่อย่างใด 55555

 

สาเหตุที่ไม่ได้ดู 4 ภาคนั้น ก็เป็นเพราะว่าเราดูสองภาคแรกแล้วเรารู้สึกเฉย ๆ น่ะแหละ รู้สึกว่ามันไม่ใช่หนังแบบที่เราอิน ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม อาจจะเป็นเพราะเรารู้สึกไปเองว่ามันดูไกลตัวสำหรับเรามั้ง และมันก็ไม่ใช่ “โลกจินตนาการ” ในแบบที่เราใฝ่ฝันอยากเข้าไปผจญภัยด้วยน่ะแหละ ในขณะที่ถ้าหากเป็นหนังที่ตัวละครหลบหนี “ฆาตกรโรคจิต” เราจะรู้สึกว่ามันใกล้ตัวเรามาก ๆ สามารถเกิดขึ้นในชีวิตเราได้ เราก็เลยอินกับมันมากกว่า

 

แต่พอดูภาค 7 แล้วก็สนุกดีนะ ซึ่งก็ต้องขอบคุณคนเขียนบทที่สร้างตัวละคร “ครอบครัว 4 คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่” เพราะเรารู้สึกเอาใจช่วยครอบครัวนี้น่ะ ในขณะที่ตัวละครกลุ่มทหารรับจ้างนี่เป็นตัวละครที่เราไม่ค่อยรู้สึกแคร์ความเป็นความตายของพวกเขาเท่าไหร่

https://www.youtube.com/watch?v=dTd2ylacYNU&list=RDdTd2ylacYNU&start_radio=1

Wednesday, December 21, 2022

DECIBEL (2022, Hwang In-ho, South Korea, A+25)

 

ดีใจกับ THE WORST PERSON IN THE WORLD (50), UNREST (40), TOP GUN: MAVERICK (38), MEMORIA (35), DE HUMANI COPRORIS FABRICA (23), FIRE OF LOVE (19), EVERYTHING EVERYWHERE ALL AT ONCE (18), ELVIS (17), TRIANGLE OF SADNESS (16), PACIFICTION (12), CORSAGE (11), RRR (9), EO (8), NOPE (5), DECISION TO LEAVE (3), SAINT OMER (2) สรุปเราได้ดูไป 16 จาก 50 เรื่อง

https://www.bfi.org.uk/sight-and-sound/polls/50-best-films-2022?fbclid=IwAR0cVJy2cS8qD5-USSqjjAK914ydXsGDQqU_wiLnWbF2OlZgGqkzQ1n7Io8

 

บันทึกไว้ว่าได้นั่งที่นั่งโซฟาตอนดู DECIBEL (2022, Hwang In-ho, South Korea, A+25) เพราะเป็นสิทธิ์ตั๋วฟรีที่ได้มาจากการซื้อตั๋วดูหนังหลายใบใน WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK

 

ส่วนตัวหนัง DECIBEL นั้นเราก็ชอบมาก แต่ที่ไม่ได้ชอบถึงระดับ A+30 อาจจะเป็นเพราะว่ามันมาทีหลัง TERROR LIVE (2013, Kim Byung-woo) และ EMERGENCY DECLARATION (2021, Han Jae-rim) น่ะ มันก็เลยดูเหมือนเป็นหนังที่ทำตามสูตรสำเร็จของหนังก่อน ๆ หน้านี้ ที่นำเสนอตัวละครที่มีความโกรธแค้นต่อสังคมหรือกลุ่มผู้มีอำนาจในสังคม และก่อการร้ายไปทั่วเพื่อระบายความโกรธแค้นดังกล่าว และพอมันไม่ได้สนุกลุ้นระทึกมากไปกว่าหนังรุ่นก่อน ๆ หน้านั้น มันก็เลยดูเหมือนยังไปได้ไม่สุด

 

แต่ก็รู้สึกหลอน ๆ อยู่นะที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่มีข่าวเกี่ยวกับทหารเรือไทยพอดี เพราะหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรือดำน้ำของเกาหลีใต้ที่อับปาง และมีทหารเรือในเรือดำน้ำตายไปครึ่งหนึ่ง

 

ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึง SPEED (1994, Jan de Bont), KURSK (2018, Thomas Vinterberg) และ SHOCK WAVE 2 (2020, Herman Yau) ด้วย

 

Tuesday, June 22, 2021

22. RITES OF PASSAGE (1999, Victor Salva, 95min)

 

CELEBRATE PRIDE MONTH

 

22. RITES OF PASSAGE (1999, Victor Salva, 95min)

 

หลายคนคงคุ้นชื่อผู้กำกับนะ เพราะเขาคือคนกำกับ JEEPERS CREEPERS (2001) และ POWDER (1995)

 

เราขอยกให้ RITES OF PASSAGE ถือเป็นหนัง QUEER THRILLER ที่เราชื่นชอบที่สุดในชีวิตเลย แต่ไม่ใช่เพราะว่าหนังเรื่องนี้มันสนุกตื่นเต้นสุดขีดในฐานะหนัง thriller นะ แต่เป็นเพราะว่าหนังเรื่องนี้มันนำเสนอความเจ็บปวดของตัวละครเกย์ได้ในแบบที่เราอินด้วยอย่างรุนแรงสุด ๆ น่ะ คือมันเป็นหนัง thriller ที่เราดูแล้วแทบร้องห่มร้องไห้น่ะ คือแทนที่เราจะร้องห่มร้องไห้กับหนังแบบ LOVE OF SIAM หรือ LOVE, SIMON เรากลับมาร้องห่มร้องไห้กับหนัง thriller แทน ซึ่งมันถือเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง และมันก็เลยส่งผลให้ RITES OF PASSAGE กลายเป็นหนังในดวงใจตลอดกาลเรื่องนึงของเราไป เพราะถ้าหากเทียบกับหนัง thriller ด้วยกัน มันก็ถือเป็นหนึ่งในหนัง thriller ไม่กี่เรื่องที่ทำให้เราร้องห่มร้องไห้ และถ้าหากเทียบกับหนังเกย์ด้วยกัน มันก็เป็นหนึ่งในหนังเกย์ไม่กี่เรื่องที่นำเสนอออกมาในแนว thriller ได้อย่างถึงใจ RITES OF PASSAGE ก็เลยกลายเป็นหนังที่พิเศษในดวงใจของเราไปตลอดกาล

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ในยูทูบนะ ส่วนเราเคยดูหนังเรื่องนี้ทางวีซีดีลิขสิทธิ์เมื่อ 20 ปีก่อน

https://www.youtube.com/watch?v=oNLG4JOFGfw&t=2706s

 

คือจริง ๆ แล้วมันก็คงมีการผลิตหนัง QUEER THRILLER ออกมาเยอะแหละ  แต่เราไม่ค่อยได้ตามดู และเราคิดว่าในบรรดา sub-genres ของหนัง queer นั้น หนังกลุ่ม queer thriller น่าจะมีสัดส่วนน้อย ถ้าหากเทียบกับ 1—หนังกลุ่ม coming out, 2— หนังกลุ่มโรแมนติก, 3—หนังกลุ่มผู้ติดเชื้อ HIV และ 4---หนังเรียกร้องสิทธิ queer  (และถ้าหากเทียบเฉพาะหนังไทย มันก็น้อยกว่าหนังกลุ่มผี-กะเทย-ตลก ในไทย 555555)

 

เราก็เลยตั้งข้อสงสัยเล่น ๆ ว่า การที่หนัง queer thriller มีสัดส่วนน้อยกว่าหนัง queer กลุ่มอื่นๆ และมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับหนัง thriller/horror โดยทั่วไป มันเป็นเพราะอะไร หรือมันเป็นเพราะว่า ผู้สร้างหนัง thriller โดยส่วนใหญ่ ต้องการ “ทำเงิน” และเมื่อเขาต้องการ “ทำเงิน” เขาก็เลยต้องสร้างตัวละครหลักที่สามารถดึงดูดผู้ชมจำนวนมากให้เข้าไปดูได้ ก็เลยลงเอยด้วยการสร้างตัวละครหลักเป็น straight (ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่เราเข้าใจได้) คือเหมือนผู้สร้างหนังกลุ่มนี้ส่วนใหญ่น่าจะต้องการสร้างหนังโดย “ครอบคลุมกลุ่มผู้ชมให้กว้างที่สุด” มั้ง ในขณะที่ผู้สร้างหนัง queer ส่วนใหญ่น่าจะตั้งเป้าไว้แต่แรกอยู่แล้วว่าจะ “สร้างความพึงพอใจ” ให้ผู้ชมกลุ่ม queer เป็นหลักไว้ก่อน (ลองนึกถึง Scud ดูสิ) คือเหมือนผู้สร้างหนัง thriller กับผู้สร้างหนัง queer โดยส่วนใหญ่ อาจจะตั้งเป้าหมายกลุ่มผู้ชมไว้แตกต่างกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหนัง queer thriller ก็เลยมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับหนัง  queer โดยทั่ว ๆ ไป และเมื่อเทียบกับหนัง thriller โดยทั่ว ๆ ไป แต่ก็ถือว่ามีสัดส่วนเยอะกว่าหนัง queer superhero และหนัง queer action 55555

 

หรือถ้าใครมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ ก็บอกกันมาได้นะ

 

เท่าที่เราพอนึก ๆ ดู หนัง queer thriller หรือ queer horror ที่เราเคยดูมาก็มีแค่ไม่กี่เรื่อง อย่างเช่นเรื่อง

 

 

22.1 DOG DAY AFTERNOON (1975, Sidney Lumet)

 

22.2 DEATHTRAP (1982, Sidney Lumet)

 

22.3 APARTMENT ZERO (1988, Martin Donovan, UK)

 

22.4 BOUND (1996, Lana Wachowski, Lilly Wachowski)

 

22.5 THE BROTHERHOOD (2000, David DeCoteau)

David DeCoteau นี่ถือเป็นเจ้าพ่อหนังกลุ่ม homoerotic horror เลย แต่น่าเสียดายที่หนังของเขาห่วยมาก 55555

 

22.6 SCARLET DESIRE (2001, Anucha Boonyawatana, 24min)

 

22.7 CLIP X คลิปเอ็กซ์ เซ็กส์ซ่อนมรณะ (2009, Somsak Sonphaeg สมศักดิ์ สอนแพง, 21min)

 

22.8 MISS YOU SO MUCH มีแต่คิดถึง...เธอ (2009, Teera Prachumkong ธีระ ประชุมของ, 26min)

อันนี้เหมือนเป็นหนังเลสเบียนดราม่ามากกว่า thriller มั้ง แต่ถ้าเราจำไม่ผิด มันเหมือนมีการฆาตกรรมหรืออะไรแบบนี้ในหนังด้วยหรือเปล่า เราไม่แน่ใจ ใครจำได้บ้าง

 

22.9 WHEN FON LEFT CHUANG เมื่อฝนทิ้งช่วง (2009, Thossaphon Riantong ทศพร เหรียญทอง, 27min)

 

22.10 ONE NIGHT IN GAY MOVIE PRODUCTION CLUB ซอมบี้ขยี้ตุ๊ด (2010, Somsak Sonphaeng สมศักดิ์ สอนแพง, 18min)

https://www.youtube.com/watch?v=r8j_SL-ebjE

 

22.11 THE PICKLE แค้น/ล่า/บ้า (2011, Daraspong Throngprasit ดรัสพงศ์ ตรงประสิทธิ์, 21min)

 

22.12 BLOOD CLIFF เหวไม้สีทอง (2012, Norachai Kajchapanont นรชาย กัจฉปานนท์, 33min)

 

22.13 PASSION (2012, Brian De Palma)

 

22.14 S.I.C.K. ตามฆ่าคนหน้าเหมือน (2012, Pitchayakorn Sangsuk พิชญากร แสงสุข, 50min)

 

22.15 STRANGER BY THE LAKE (2013, Alain Guiraudie, France)

 

22.16 PREDESTINATION (2014, Michael Spierig, Peter Spierig, Australia)

 

22.17 THE BLUE HOUR (2015, Anucha Boonyawatana)

 

22.18 RED WINE IN THE DARK NIGHT (2015, Tanwarin Sukkhapisit)

 

22.19 MEMOIR ฮัลโหล จำเราได้ไหม (2017, Rapeepimol Chaiyasena)

 

22.20 MALASAÑA 32 (2020, Albert Pintó, Spain)

 

22.21 THE SECRET (2021, Natnicha Yangthong, 46min, A-)

 

ส่วนหนัง queer thriller ที่เราอยากดู แต่ยังไม่ได้ดู ก็มีเช่น

 

A--RAGE (2016, Lee Sang-il, Japan)

B--SPIRAL (2019, Kurtis David Harder, Canada)

C--พฤติการณ์ที่ตาย (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, TV Series)

 

แล้วจริง ๆ มันก็มีหนังอีกกลุ่มนึง ซึ่งอาจจะนับได้ว่าเป็นได้ทั้ง “ญาติ” และ “ศัตรู” ของหนังกลุ่ม queer thriller ข้างต้น นั่นก็คือหนัง thriller ที่ตัวละครนำเป็น straight และผู้ร้ายในหนังเป็น queer ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว เราก็ชอบหนังหลายเรื่องในกลุ่มนี้อย่างสุด ๆ นะ 55555 (แล้วแต่ผู้ชมแต่ละคนจะไป debate กันเองว่า หนังเรื่องไหนเกลียดเกย์หรือเปล่า)

 

ตัวอย่างหนัง thriller ในกลุ่มนี้

 

--ROPE (1948, Alfred Hitchcock)

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ และหนังเกย์เรื่องอื่นๆ  ของ Hitchcock ได้ในคัมภีร์ LGBT: SPIRIT OF QUEER CINEMA ของคุณวาริน นิลศิริสุขนะ

 

--DAUGHTERS OF DARKNESS (1971, Harry Kümel, Belgium)

 

--VAMPYROS LESBOS (1971, Jesús Franco, West Germany/Spain)

 

--คนกินเมีย (1974, Dokdin Gunyamal)

 

--DRESSED TO KILL แต่งตัวไปฆ่า (1980, Brian De Palma)

 

--THE SILENCE OF THE LAMBS (1991, Jonathan Demme)

 

--BASIC INSTINCT (1992, Paul Verhoeven)

 

--DRIVER คนขับรถ (2017, Thitipan Raksasat)

ถึงผู้ร้ายในหนังจะเป็น queer (ถ้าจำไม่ผิด) แต่เราคิดว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้เกลียดเกย์อย่างแน่นอน 55555

 

ถ้าหากใครมีหนัง queer horror หรือ queer thriller จะแนะนำเพิ่มเติม ก็แนะนำกันมาได้เลยนะจ๊ะ

 

Sunday, February 16, 2020

MASQUERADE HOTEL (2019, Masayuki Suzuki, Japan, A+30)


MASQUERADE HOTEL (2019, Masayuki Suzuki, Japan, A+30)

1.ชอบสุดๆพอๆกับ KNIVES OUT เลย เพราะเราชอบหนัง/นิยายแนวปริศนาฆาตกรรม Agatha Christie อยู่แล้ว แต่ปัญหาก็คือว่า เรื่องราวแนวปริศนาฆาตกรรมส่วนใหญ่ มันขาดมิติความซับซ้อน ความลึกของชีวิตมนุษย์ไปน่ะ เหมือนรายละเอียดต่างๆที่ใส่เข้ามาในหนังแนวนี้ บางทีมันใส่เข้ามาเพียงเพื่อให้ผู้ชมสงสัยว่า ตัวละครตัวนี้เป็นฆาตกรหรือเปล่า เท่านั้น มันก็เลยทำให้ตัวละครแต่ละตัวในหนังแนวนี้ มีความสำคัญเพียงแค่เป็น ผู้ต้องสงสัย มากกว่าจะเป็น "มนุษย์ที่มีอะไรน่าสนใจใจในหลายๆด้านของชีวิต" นอกเหนือจากการเป็นผู้ต้องสงสัย

เราก็เลยชอบหนังของ Claude Chabrol และหนังที่สร้างจากนิยายของ Patricia Highsmith + Ruth Rendell+ Geoeges Simenon มากๆ เพราะมันพูดถึงการฆาตกรรม แต่มันไม่ได้สนใจว่าใครเป็นฆาตกร มันสนใจจิตวิญญาณของตัวละครแต่ละตัวมากกว่า

และก็เลยทำให้เราชอบ GOSFORD PARK (2001, Robert Altman), KNIVES OUT, MASQUERADE HOTEL และแม้แต่ 12 SUICIDAL TEENS ด้วย เพราะหนังกลุ่มนี้มันเหมือนเอา หนัง genre Whodunit ไปผสมกับ genre อื่นๆ แล้วมันเลยช่วยทลายข้อจำกัดของหนัง genre  whodunit ไปได้

2.ชอบมากๆที่ MASQUERADE HOTEL มันผสม whodunit กับหนังแนว "ความมุ่งมั่นในการประกอบอาชีพ" ของญี่ปุ่นน่ะ และมันทำออกมาได้เข้าทางเราสุดๆ คือหนังเรื่องนี้มันเหมือนให้ความสำคัญกับประเด็นที่ว่า “ใครเป็นฆาตกร” มากพอๆกับประเด็นที่ว่า “การจะเป็นพนักงานโรงแรมที่ดี ต้องทำอย่างไรบ้าง” แล้วมันก็เลยเข้าทางเรามากๆ

คือเหมือนเราเติบโตมากับละครทีวีญี่ปุ่น/การ์ตูนญี่ปุ่นแนว “การประกอบอาชีพ” น่ะ ทั้งอาชีพพิธีกร, ตากล้อง, ช่างตัดผม, ดีไซเนอร์, ตำรวจ, แอร์โฮสเตส ฯลฯ อะไรทำนองนี้ เราก็เลยชอบเรื่องเล่าทำนองนี้ของญี่ปุ่นมากๆ ที่มันพยายามสอนคนดูว่า การจะประกอบอาชีพนี้ๆ ต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างไรบ้าง ผู้จะประกอบอาชีพนี้ ต้องเรียนรู้พัฒนาตนเองอย่างไรบ้าง ต้องระวังอะไรบ้าง

ซึ่ง MASQUERADE HOTEL ก็ทำหน้าที่ของเรื่องเล่าทำนองนี้ได้ดีมาก แต่สิ่งที่เหนือชั้นมากๆก็คือว่า เมื่อเรา identify กับตัวละครในหนังเรื่องนี้ เราจะรู้สึกร่วมไปกับตัวละครด้วยความรู้สึกสองแบบพร้อมๆกัน นั่นก็คือความรู้สึกที่ว่า “ฉันจะต้องตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด รับมือกับแขกของโรงแรมให้ดีที่สุด” และความรู้สึกที่ว่า “ฉันจะต้องจับตาดูแขกทุกคนในโรงแรมตลอดเวลา ว่าใครคือฆาตกร” ซึ่งการที่หนังทำให้เรารู้สึกสองอย่างพร้อมๆกันในเวลาเดียวกันแบบนี้ มันก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้เหนือชั้นกว่าหนัง genre whodunit โดยทั่วไป และเหนือชั้นกว่าหนังแนว “ความมุ่งมั่นในการประกอบอาชีพ” โดยทั่วไปด้วย

เราก็เลยรักหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะมันสามารถผสม genre หนังที่เราชอบมากๆสอง genre เข้าด้วยกัน และให้ความรู้สึกที่สุดยอดมากๆสำหรับเรา

Tuesday, April 09, 2019

GRETA (2018, Neil Jordan, Ireland/USA, A+25)


GRETA (2018, Neil Jordan, Ireland/USA, A+25)

1. ดูแล้วนึกถึง CAPTIVITY (2007, Roland Joffe) ในแง่ที่ว่า ดูแล้วสงสัยว่า ทั้ง Neil Jordan กับ Roland Joffe มากำกับหนัง thriller แบบนี้ เพราะ "เงิน" ใช่ไหม 555 คือจริงๆแล้วเราชอบ CAPTIVITY กับ GRETA มากๆ แต่นึกไม่ถึงว่าผู้กำกับหนังอย่าง THE MISSION (1986, Roland Joffe) กับ THE CRYING GAME (1992) จะมากำกับหนังแบบนี้น่ะ

2.ชอบที่ตัวละคร "ทำดีแล้วได้ชั่ว" เราว่ามัน disturbing ดี

3.ชอบการใช้ Isabelle Huppert มากๆ คือแค่เธอยืนจ้องอยู่เฉยๆโดยไม่ต้องทำอะไร ก็น่ากลัวขนหัวลุกมากๆแล้ว เหมือนหนังเรื่องนี้เป็นการเอาตัวละครของเธอใน THE PIANO TEACHER มาทำเป็นหนังตลกร้าย

4.แต่สาเหตุที่ไม่ชอบถึงระดับ A+30 เพราะเราว่า ช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ตัวละครหลายตัว ทำตัว "ประมาท ชะล่าใจ" มากเกินไป เพื่อให้หนังมันยาวขึ้นน่ะ มันก็เลยดูฝืนๆ คือเราว่าในหนังของ Wes Craven ตัวละครยังไม่ประมาทมากเท่าในหนังเรื่องนี้ หรือตัวละครจะมีการสู้แบบสุดฤทธิ์กว่านี้

5. ส่วนสาเหตุที่ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เพราะดูแล้วมัน nostalgia มาก มันเหมือนเป็นการคารวะกลุ่มหนังในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ที่พูดถึง "คนใกล้ตัวคุณที่แอบเป็นฆาตกรโรคจิต"น่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าหนังกลุ่มนี้มันมีชื่อเรียกเฉพาะเจาะจงว่าอะไร รู้แต่ว่าเราเติบโตมากับการดูหนังกลุ่มนี้

หนังกลุ่มนี้ก็มีเช่น
5.1 FATAL ATTRACTION (1987, Adrian Lyne)
5.2 THE GOOD SON (1993, Joseph Ruben)
5.3 THE HAND THAT ROCKS THE CRADLE (1992, Curtis Hanson)
5.4 PACIFIC HEIGHTS (1990, John Schlesinger)
5.5 RAISING CAIN (1992, Brian De Palma)
5.6 SINGLE WHITE FEMALE (1992, Barbet Schroeder)
5.7 SLEEPING WITH THE ENEMY (1991, Joseph Ruben)
5.8 THE STEPFATHER (1987, Joseph Ruben)
5.9 THE TEMP (1993, Tom Holland)

ใครรู้ไหมว่า หนังกลุ่มนี้มันมีชื่อเรียกเฉพาะหรือเปล่า แล้วมันมีหนังเรื่องอะไรอีกบ้างในกลุ่มนี้

Sunday, April 23, 2017

GAHOLMAHORATUEG (2014, Prapt, novel, A+30)

กาหลมหรทึก (2014, ปราปต์, นิยาย, A+30)
♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥
♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥
♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

1.สนุกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ลุ้นระทึก ตื่นเต้นดีจริงๆ (คล้ายๆกับการดูหนัง thriller/murder mystery) นี่เมื่อคืนเรากะจะเข้านอนตอนเที่ยงคืน แต่พอดีอ่านมาถึง 3 ใน 4 ของเล่มแล้ว และมันกำลังลุ้นมากๆ เราก็เลยต้องอ่านต่อให้จบไปเลย ก็เลยเข้านอนตอน 01.30 น.แทน 

แต่เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญนิยายแนวนี้นะ หรือจริงๆแล้วเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมอะไรด้วย ก็เลยไม่สามารถเปรียบเทียบอะไรได้ แต่เราว่ามัน สนุกกว่าการอ่านนิยายของอกาธา คริสตี้ กับนิยายชุด Sherlock Holmes น่ะ ไม่ใช่ว่ามัน ดีกว่านะ แต่เหมือนนิยายเรื่องนี้มี การเร้าอารมณ์ลุ้นในแบบที่คล้ายๆกับหนัง thriller ยุคปัจจุบันน่ะ และการเร้าอารมณ์ลุ้นนี้มันก็เลยทำให้เราสนุกกับมันในแบบที่อยากอ่านต่อไปเรื่อยๆให้จบไปเลย ในขณะที่นิยายของอกาธา คริสตี้กับ Sherlock Holmes มันจะมี pacing อีกแบบนึง ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจในส่วนนี้เหมือนกัน เพราะเราก็ไม่ได้อ่านนิยายของสองคนนี้มานานราว 20 ปีแล้ว แต่เหมือน pacing ของอกาธา คริสตี้มันจะไม่ลุ้นระทึกมากเท่านี้ มันจะ สุขุมกว่า ถ้าหากเราจำไม่ผิด

2.เราว่าการสร้างความลุ้นระทึกในนิยายเรื่องนี้มันทำให้นึกถึง การตัดต่อหรือ การตัดสลับฉากในหนังยุคปัจจุบันนะ คือเราว่าผู้นำนิยายเรื่องนี้ไปดัดแปลงสร้างเป็นหนังหรือละครทีวีจะดัดแปลงได้ง่ายในส่วนนึง เพราะนิยายมันมีการตัดต่อฉากแบบหนังไว้ให้แล้วในหลายๆจุด 

คือการตัดสลับฉากในนิยายเรื่องนี้ในหลายครั้งมันช่วยสร้างความลุ้นระทึกได้ดีมากน่ะ คือการตัดฉากแต่ละครั้งบางทีมันเป็นการตัดสลับระหว่างเหตุการณ์ของตัวละครในต่างสถานที่กัน หรือเป็นการตัดต่อจากช่วงเวลานึงไปยังอีกช่วงนึงของวัน แต่มันมักจะตัดต่อในจังหวะที่สร้างความลุ้นมากๆ คือพอเนื้อเรื่องในฉากกำลังดำเนินไปถึงจุดที่ตึงเครียดนิยายก็จะหันไปเล่าเรื่องของตัวละครอีกกลุ่มในอีกต่างสถานที่แทน ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือว่า พอตัวละคร A เผชิญกับปัญหา B ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนถึงจุดนึง นิยายก็จะตัดไปเล่าเรื่องของตัวละคร C ในอีกสถานที่นึง เราคนอ่านก็เลยเหมือนถูกกระตุ้นให้ต้องรีบอ่านเรื่องขอB ต่อไปเรื่อยๆให้จบฉากนั้นโดยเร็ว เพื่อที่จะได้รู้ว่าชะตากรรมของ A เป็นอย่างไร เมื่อนิยายกลับมาเล่าเรื่องของ A อีกครั้งในฉากต่อๆมา

เราว่าการตัดต่อฉากแบบนี้เป็นอะไรที่นิยายเรื่องนี้ทำได้ดีสุดๆ คือคนเขียนต้องรู้วิธี build สถานการณ์ในแต่ละฉากให้ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ และต้องรู้ว่าต้องตัดจบฉากนั้นตรงไหน ถึงจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกลุ้นมากๆ และอยากอ่านต่อไปจนหยุดไม่ได้ และผู้เขียนต้องรู้วิธีแยกสถานการณ์ของแต่ละตัวละครให้ดำเนินเคียงคู่กันไปด้วย คือมันต้องมีสถานการณ์ตึงเครียด 2-3 สถานการณ์ดำเนินเคียงคู่กันไป ผู้เขียนถึงสามารถตัดสลับฉากระหว่างสถานการณ์เหล่านี้ได้ และต้องรู้วิธีสร้าง ความคล้องจองระหว่างอารมณ์ตึงเครียดของแต่ละสถานการณ์ parallel เหล่านี้ด้วย อารมณ์ที่เกิดขึ้นเวลาตัดสลับฉากต่างๆมันจะได้สอดประสานกันได้อย่างงดงาม 

การตัดต่อระหว่างสถานการณ์ตึงเครียดแบบนี้ทำให้นึกถึงโครงสร้างของละครทีวีซีรีส์ของฝรั่งด้วยนะ คือในละครทีวีซีรีส์ของฝรั่งประเภทสืบสวนสอบสวนนั้น ในแต่ละตอนตัวละครที่มักจะเป็นตำรวจมักจะเผชิญกับคดีสองคดีในเวลาเดียวกัน และละครตอนนั้นก็จะตัดสลับไปมาระหว่างการสืบสวนสองคดีนั้น แต่มันแตกต่างกันตรงที่ว่าเวลาดูละครซีรีส์มันจะไม่ลุ้นมากเท่ากับตอนอ่านนิยายเรื่องนี้น่ะ เพราะละครซีรีส์ประเภทสืบสองคดีให้จบในหนึ่งชั่วโมงมันไม่มีเวลาสร้างสถานการณ์ลุ้นระทึกต่อเนื่องได้อย่างสุดขีดแบบในนิยายเรื่องนี้ คือมันต้องเสียเวลาปูพื้น, สร้างผู้ต้องสงสัยหลายๆคน, เหยาะเบาะแส, ใส่ชีวิตส่วนตัวของตำรวจเข้ามานิดนึง และค่อยทวีความตึงเครียดของสถานการณ์ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเวลาหนึ่งชั่วโมงในซีรีส์แต่ละตอนมันไม่เอื้อให้ทำอะไรได้มากนัก เหมือนสร้างความตึงเครียดไปได้ 10 หน่วย ละครก็ต้องรีบคลี่คลายสถานการณ์ให้จบภายในหนึ่งชั่วโมงแล้ว แต่พอเป็นนิยายมันก็เลยมีโอกาสทำอะไรได้มากกว่าเยอะ มันสะสมปม, เบาะแส, เงื่อนงำ, ผู้ต้องสงสัย, เหยื่อฆาตกรรมไปได้เรื่อยๆ เหมือนมันทำให้สถานการณ์ทวีความตึงเครียดไปได้ 169 หน่วยแล้วถึงค่อยคลี่คลาย แทนที่จะตึงเครียดแค่ 10 หน่วยแล้วก็ต้องรีบคลี่คลายแบบในทีวีซีรีส์

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
3.นิยายเรื่องนี้มันตอบสนอง fantasy ของเราอย่างมากๆ คือเราคิดมานานหลายปีแล้วว่

3.1 อยากให้มีคนแต่งนิยายแบบ Dan Brown, หรือแบบนิยายเรื่อง FLICKER (1991, Theodore Roszak) หรืออย่างละครทีวีเรื่อง THE AVIGNON PROPHECY (2007, David Delrieux) ที่เน้นการสืบปริศนาฆาตกรรมที่เกี่ยวพันกับอะไรโบราณๆ เพียงแต่เปลี่ยนฉากหลังมาเป็นไทย โดยเฉพาะวัดวาอาราม โบราณวัตถุของไทย

3.2 อยากให้มีความจิ้นวายในนิยายที่ไม่ใช่แนวโรแมนติก/อีโรติก ซึ่งตัวละครตำรวจหนุ่มสองคน กบี่กับแชนในเรื่องนี้ ทำหน้าที่นี้ได้ดีมากๆ 

3.3 ตัวละครฆาตกรในเรื่องนี้ ก็เป็นตัวละครที่เข้าทางเรามากในระดับนึง

4.ชอบการใช้กลบท, โคลงกลอน และลักษณะบางอย่างของภาษาไทยในนิยายเรื่องนี้มากๆ คือมันเป็นการใช้กลบทและโคลงกลอน ไม่ใช่เพื่อการเชิดชูความเป็นไทยโดยตรง แต่เพื่อนำมันมาใช้ตีความปริศนาฆาตกรรมน่ะ และเราว่ามันเป็นอะไรที่เข้าท่าสำหรับเรามากๆ คือโคลงกลอนโดยทั่วๆไปมันเป็นสิ่งที่ต้องควบคู่กับการตีความอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงแค่การตีความว่า กวีต้องการจะสื่อถึงอะไร เพราะฉะนั้นพอนิยายเรื่องนี้นำโคลงกลอนมารวมเข้ากับปริศนาฆาตกรรม มันก็เลยเป็นการตีความที่สนุกมาก 

เราเองก็เป็นคนที่ชื่นชม กลบทมากๆด้วย เราว่ามันเป็นอะไรที่แต่งยากสุดๆ และเป็นการผสมผสานระหว่าง ความสามารถทางภาษากับ การเล่นเกมเข้าด้วยกัน ในแง่นึง เราว่าความพยายามจะอ่านกลบทแบบซ่อนรูปคำประพันธ์ หรือ กลแบบนั้น มันคล้ายกับการทำแบบทดสอบไอคิวเลย คือกูไม่รู้จะเชื่อมโยงมันยังไง หรืออ่านมันยังไง เวลาเราเจอกับ กลแบบแล้วเราหาวิธีเชื่อมโยงคำในกลแบบเข้าด้วยกันไม่ได้ มันคล้ายๆกับความรู้สึกตอนทำแบบทดสอบไอคิวจนถึงหน้าที่เราเริ่มตอบไม่ได้อีกต่อไป 555

ในแง่นึง เรารู้สึกว่าเราอยากให้นิยายเรื่องนี้กลายเป็น หนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับเด็กม.3 เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กหลายๆคนรู้สึกอยากเรียนภาษาไทยมากขึ้นเมื่อถึงเวลาต้องเลือกวิชาเรียนเองในชั้นมัธยมปลาย 555

สรุปว่า การใช้ กลบทในนิยายเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากที่สุดในนิยายเรื่องนี้จ้ะและถือเป็นสิ่งที่เราไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนเลยด้วย

5.เรายอมรับว่า เราเดาฆาตกรไม่ถูกนะ อ่านแล้วนึกถึง THE MURDER OF ROGER ACKROYD (1926, Agatha Christie) ที่ทำให้เราอ้าปากค้างตอนเฉลยตัวฆาตกรเหมือนกัน

6.เราว่านิยายเรื่องนี้ ไม่ตายตอนจบด้วย คือนิยายแนวปริศนาฆาตกรรมส่วนใหญ่ พอเฉลยตัวฆาตกรแล้ว เนื้อเรื่องคลี่คลายแล้ว มันจะไม่เหลืออะไรค้างคาใจอีกต่อไปน่ะ มันเหมือนน้ำอัดลมที่ถูกเขย่าอย่างแรง แล้วพอเปิดขวด มันก็มีฟองฟู่ๆออกมาเยอะมาก ก่อนจะหายไปจนหมด ความรู้สึกเวลาที่เราดูหนังแนวปริศนาฆาตกรรมหรืออ่านนิยายแนวปริศนาฆาตกรรมบางเรื่อง โดยเฉพาะนิยายของ Mary Higgins Clark มันจะออกมาแบบนั้น ความสนุกของมันเหมือนฟองฟู่ๆของน้ำอัดลมที่จะสลายไปเมื่อเนื้อเรื่องจบลง

แต่ช่วงลงเอยของนิยายเรื่องนี้ ทิ้ง ความค้างคาใจ ไม่ happy ending” ไว้ได้ดีมากน่ะ คือถ้านิยายของ Mary Higgins Clark และ Dan Brown เป็นน้ำอัดลม นิยายเรื่องนี้ก็เป็น น้ำกรดน่ะ มันกัดเซาะและทิ้งร่องรอยบาดแผลไว้มากกว่านิยายปริศนาฆาตกรรมหลายเรื่อง

7.ดีใจที่นิยายเรื่องนี้จะได้รับการนำมาสร้างเป็นละครทีวีในเร็วๆนี้ แต่ในฐานะที่เราเป็น cinephile นั้น เราขอจินตนาการต่อไปเองเล่นๆว่า 

ถ้าหากนิยายเรื่องนี้จะนำมาสร้างเป็นหนัง มันสามารถดัดแปลงออกมาได้ในหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น

7.1 การดัดแปลงอย่างตรงไปตรงมา โดยสร้างเป็นหนังแบบ thriller หรือ murder mystery ที่เน้นการสร้างความลุ้นระทึก และให้ความสำคัญกับประเด็นที่ว่า ใครคือฆาตกรโดยหนังที่เป็น reference ใกล้เคียงก็มีเช่น

7.1.1 THE BIG SLEEP (1946, Howard Hawks)

7.1.2 หนังที่สร้างจากนิยายของ Fred Vargas โดยเฉพาะเรื่อง THE CHALK CIRCLE MAN (2007, Josée Dayan) ที่นำแสดงโดย Charlotte Rampling และมีเนื้อหาเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมในกรุงปารีส เมื่อมีคนทยอยวาดวงกลมสีน้ำเงินตามจุดต่างๆในกรุงปารีส โดยตรงกลางวงกลมจะมีวัตถุบางอย่างวางอยู่ และในเวลาต่อมา ก็มีศพวางอยู่ตรงกลางวงกลมลึกลับเหล่านั้น

7.1.3 หนังของ Brian de Palma อย่างเช่น THE BLACK DAHLIA (2006)

7.2 การดัดแปลงนิยายให้ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยไม่เน้นอีกต่อไปว่า ใครเป็นฆาตกรแต่หนังจะบอกตั้งแต่ต้นเลยว่า ใครเป็นฆาตกรและหันมาเน้นความรู้สึกขัดแย้งกันเองภายในใจของฆาตกร ว่าจะแก้แค้นดีหรือไม่ หรือว่าจะให้ความสำคัญกับความรักมากกว่าการแก้แค้นดี และหันมาเน้นปมทางจิตต่างๆในใจฆาตกรแทน

หนังที่เป็น reference ก็มีเช่น

7.2.1 BADLAPUR (2015, Sriram Raghavan, India)

7.2.2 หนังของ Claude Chabrol โดยเฉพาะเรื่อง LE BOUCHER (1970, Claude Chabrol) ที่สำรวจรักแท้ของฆาตกรโรคจิต

7.3 การดัดแปลงนิยายมาสร้างเป็นหนังโดยแทบไม่เหลือเค้าเดิมเลย โดยใช้นิยายเรื่องนี้เป็นแค่แรงบันดาลใจตั้งต้นเท่านั้น คือพอเราอ่านนิยายเรื่องนี้จบลง เราก็นึกถึงหนังของ Peter Greenaway ที่ชอบทำหนังเกี่ยวกับ แผนที่และ บทประพันธ์โบราณน่ะ โดยเฉพาะเรื่อง PROSPERO’S BOOKS (1991) 

คือในจินตนาการของเราเองนั้น ถ้าเราเอา กาหลมหรทึกมาสร้างเป็นหนัง เราก็คงทำแบบ Peter Greenaway น่ะแหละ 555 คือหนังของเราจะยาว 3 ชั่วโมง และแบ่งออกเป็น 92 ช่วง (Peter Greenaway ผูกพันกับตัวเลข 92) โดยแต่ละช่วงจะเริ่มต้นด้วยกลบทและโคลงกลอนไม่ซ้ำกัน 555 คือหนังจะเปิดฉากแต่ละช่วงโดยโคลง, กลอน หรือกลบทหนึ่งบท และค่อยเล่าเรื่อง โดยบางช่วงจะเป็น narrative ต่อกันไป และคั่นด้วยกลบทหรือโคลงฉันท์กาพย์กลอนอะไรสักอย่าง แต่บางช่วงอาจจะขึ้นต้นด้วยกลบท แล้วตามมาด้วยฉากนักศึกษาอักษรศาสตร์สองคนวิเคราะห์กลบทนั้น หรือบางช่วงอาจจะขึ้นต้นด้วยกลแบบ และตามมาด้วยตัวละครที่พยายามอ่านกลแบบนั้นด้วยวิธีต่างๆกันไป หรือบางช่วงจะขึ้นต้นด้วยกลบท และมีครูสอนภาษาไทยมาพูดอะไรสักอย่างในช่วงนั้น และบางช่วงอาจจะเป็นการสัมภาษณ์ลูกหลานของนักโทษที่เกาะตะรุเตา คือประเด็นที่ว่าใครคือฆาตกรไม่มีความสำคัญอีกต่อไป เพราะหนังเรื่องนี้จะเน้นการเล่นสนุกกับองค์ประกอบบางอย่างในตัวนิยายต้นฉบับ และเน้นกระตุ้นให้ผู้ชมได้รู้จักและทึ่งกับกลบทและโคลงฉันท์กาพย์กลอนต่างๆในวรรณคดีไทยแทน คือกว่าผู้ชมจะดูชมหนังจบ ผู้ชมก็ได้เจอร้อยกรองไทยไปแล้วอย่างน้อย 92 บท

หนังในจินตนาการเรื่องนี้ของเราอาจจะคล้ายๆกับ ARABIAN NIGHTS (2015, Miguel Gomes) ด้วยแหละ คือมันเป็นการนำเอาบทประพันธ์ อาหรับราตรีมาใช้เป็นแรงบันดาลใจเท่านั้น และก่อให้เกิดหนังที่มีความ free form มากๆ และแทบไม่เกี่ยวกับบทประพันธ์เดิมเลย

สรุปว่าที่เขียนมานี้บางส่วนอาจจะไม่ได้เกี่ยวตัวนิยายโดยตรง แต่เราไม่ใช่นักอ่านนิยายน่ะ เราเป็น cinephile เพราะฉะนั้นพอเราอ่านนิยายเรื่องนี้จบลง เราก็เลยอยากบันทึกไว้ว่ามันทำให้เราเกิดจินตนาการอะไรต่อไปบ้าง โดยเฉพาะมันทำให้เรานึกถึงหนังเรื่องไหนบ้าง

สรุปว่าชอบนิยายเรื่องนี้มากๆ และขอปวารณาตัวเป็นสาวกอีกคนของคุณปราปต์จ้ะ