Tuesday, January 06, 2026

RIP BELA TARR

 

ตอนนี้เราได้ดูไปเพียงแค่ 5 จาก 15 เรื่อง หวังว่าจะมีคนซื้อ PALESTINE 36 (2025, Annemarie Jacir, Palestine) กับ ALL THAT'S LEFT OF YOU (2025, Cherien Dabis, Jordan, 145min) มาฉายในไทย

 +++++

ไปอ่านในวิกิพีเดียแล้วชอบมาก เขาบอกว่า ยุคโชวะของญี่ปุ่นสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อจักรพรรดิฮิโรฮิโตะเท่งทึงในวันที่ 7 ม.ค. 1989 แต่ประชาชนหลายคนรู้สึกว่า “ยุคโชวะ” สิ้นสุดลงจริง ๆ เมื่อ Hibari Misora เสียชีวิตในวันที่ 24 มิ.ย. 1989 รุนแรงมาก

On the morning of June 24, 1989, Misora died at Juntendo. She was 52. Her death was widely mourned throughout Japan and many felt the Shōwa period had truly come to an end. The major television networks had to cancel their regular programming that evening to bring the news of her death and instead aired various tributes

++++

 

เพิ่งรู้ว่า Jens-Frederik Nielsen นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ตอนนี้มีอายุ 34 ปี และเป็นนักกีฬาแบดมินตัน

+++

 

พออ่านข่าวเวเนซูเอลาแล้วก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง ONCE UPON A TIME IN VENEZUELA (2020, Ana Rodríguez Ríos, Venezuela, documentary, 99min, A+30) ที่เคยมาฉายที่ Doc Club & Pub ในกรุงเทพ

 

FILM WISH LIST ABOUT LATIN AMERICA

 

อยากดูหนังเรื่อง

 

1. THE REVOLUTION WILL NOT BE TELEVISED (2003, Kim Bartley, Donnacha O’Brian, documentary, 74min) ที่พูดถึงความพยายามก่อรัฐประหารในเวเนซูเอลาในปี 2003

 

2. FROM AFAR (2015, Lorenzo Vigas, Venezuela)

หนังเกย์เวเนซูเอลาเรื่องนี้เคยชนะรางวัลสิงโตทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ และเคยเข้ามาฉายในกรุงเทพในเทศกาลหนังเกย์ด้วย โดยเข้ามาฉายในกรุงเทพสองวัน แต่เราไปดูไม่ได้ทั้งสองวัน เพราะวันนึงเราติดธุระ ส่วนอีกวันนึงเป็นวันที่ฝนตกหนักมาก เราเลยไม่สามารถเดินทางไปดูหนังเรื่องนี้ได้

 

3. DOLLAR MAMBO (1993, Paul Leduc, Panama, 77min)

หนังพูดถึงเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐบุกปานามาในปี 1989 และสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

 

4. HEARTBREAK RIDGE (1986, Clint Eastwood, 130min)

หนังพูดถึงเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐบุกประเทศเกรนาดาในปี 1983

 

5. THE BATTLE OF CHILE PART I, II, III (1975, 1976, 1979, Patricio Guzmán, Chile, documentary, 4hrs 25mins)

หนังสารคดีเกี่ยวกับนายพลเลว ๆ ที่ทำรัฐประหารโค่นล้มประธานาธิบดีในชิลีในปี 1973 โดยที่มีสหรัฐหนุนหลังนายพลชั่วคนนั้น

 

6. THE TRIALS OF HENRY KISSINGER (2002, Eugene Jarecki, documentary, 80min)

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับ “อาชญากรรมสงคราม” ของเฮนรี คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐที่มีส่วนสำคัญในการแทรกแซงหลาย ๆ ประเทศในลาตินอเมริกาในทศวรรษ 1970 ทั้งคิวบา, โบลิเวีย, ชิลี และอาร์เจนตินา

 

จริง ๆ แล้วหนังเรื่อง SIRAT (2025, Oliver Laxe, Spain, A+30) ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ในทางอ้อมด้วย เพราะ “ภัยอันตราย” ที่ปรากฏในช่วงท้าย ๆ เรื่องของ SIRAT มันเกิดจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ Morocco กับชนเผ่าในดินแดน Western Sahara ซึ่งอีนังเฮนรี่ คิสซิงเจอร์นี้ ก็มีส่วนในการจุดชนวนให้ความขัดแย้งดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1970

 

7. FOUR DAYS IN SEPTEMBER (1997, Bruno Barreto, Brazil)

 

หนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ สร้างจากเหตุการณ์จริงที่มีกองกำลังปฏิวัติลักพาตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำบราซิลในปี 1969 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเผด็จการทหารของบราซิลปล่อยตัวนักโทษการเมืองฝ่ายซ้าย

 

8. GIRÓN (1972, Manuel Herrera, Cuba, documentary, 120min)

 

หนังสารคดีเรื่องนี้พูดถึงเหตุการณ์ที่กองกำลังที่หนุนโดยรัฐบาลสหรัฐ พยายามเข้ายึดครองคิวบาในปี 1961 แต่ถูกกองกำลังของฟิเดล คาสโตรตบตีจนต้องพ่ายแพ้กลับไป โดยหนังเรื่องนี้เน้นสัมภาษณ์ชายหญิงชาวคิวบาที่เคยเข้าร่วมในเหตุการณ์ตบตีกองกำลังสหรัฐในครั้งนั้น

 

9. WHEN THE MOUNTAINS TREMBLE (1983, Pamela Yates, Newton Thomas Sigel, Guatemala, documentary, 83min)

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเผด็จการทหารของกัวเตมาลากับประชากรชาวมายัน โดย subject หลักของหนังคือ Rigoberta Menchu ผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

 

รัฐบาลเผด็จการทหารของกัวเตมาลานี้ ก็เป็นผลจากการแทรกแซงโดยรัฐบาลสหรัฐ เพราะว่าในตอนแรกนั้น กัวเตมาลาถูกปกครองโดยรัฐบาลฝ่ายซ้ายที่เน้นการกระจายที่ดินให้ประชาชนและปรับปรุงสภาพการทำงาน รัฐบาลสหรัฐเลยเข้ามาหนุนการทำรัฐประหารในปี 1954 เพื่อให้กัวเตมาลาถูกปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการทหาร และเพื่อสกัดกั้นการพัฒนาประเทศกัวเตมาลา

 

10. IN THE NAME OF THE PEOPLE (1985, Frank Christopher, El Salvador, documentary, 73min)

 

หนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังสารคดียอดเยี่ยม โดยตัวหนังพูดถึงสงครามกลางเมืองในเอลซัลวาดอร์ (1979-1992) ซึ่งเป็นสงครามระหว่างรัฐบาลเอลซัลวาดอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ และกองกำลังฝ่ายซ้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและคิวบา

 

+++

 

“ผู้ชายอยากเจ็บ”

 

หนังเกย์เรื่อง PILLION (2025, Harry Lighton, UK/Ireland) กำลังจะเข้าฉายในไทยโดยใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “คน ข้าง หลัง” ซึ่งเราก็ชอบชื่อภาษาไทยของหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

แต่ถ้าหากไม่ใช้ชื่อนี้ เราก็ขอเสนอชื่อ “ผู้ชายอยากเจ็บ” ค่ะ เพื่อเป็นการ tribute ให้หนังเรื่อง “ผู้หญิงอยากเจ็บ” หรือ HOT DESIRE (1993, Woo Ga-kan, Hong Kong) 55555

++++++++

RIP BÉLA TARR (1955-2026)

 

He is definitely one of my most favorite directors of all time.

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. THE TURIN HORSE (2011, 155min)

ดูที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 1 ของเราประจำปี 2012

 

2. THE MAN FROM LONDON (2007, 139min)

ดูที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา

 

3. VISIONS OF EUROPE segment HUNGARY: PROLOGUE (2004, 6min)

ดูในยูทูบ

 

4. WERCKMEISTER HARMONIES (2000, 145min)

ดูในโรงสองรอบ รอบแรกดูที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ รอบสองดูที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

5. SATANTANGO (1994, 7hrs 19mins)

ดูสองรอบ รอบแรกดูดีวีดีเถื่อน รอบสองดูที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

6. DAMNATION (1988, 120min)

ดูที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์

 

ในส่วนของผู้กำกับภาพยนตร์ไทยนั้น ถ้าหากเราจำไม่ผิด มีผู้กำกับภาพยนตร์ไทยอย่างน้อย 2 คนที่พูดถึง Bela Tarr โดยตรงในภาพยนตร์ไทยของเขา และผู้กำกับสองคนนั้นก็คือ Chanasorn Chaikitiporn กับ Bunnawit Boonsomparn ที่กำกับภาพยนตร์เรื่อง “ART FILM”: “CONTENT” AND “FORM” (“ภาพยนตร์ศิลปะ”“เนื้อหา” และ “รูปแบบ” (การนำเสนอ)) (2022, Bunnawit Boonsomparn, documentary, 54min, A+30) และ JUST 1 AND 1/2 (Bunnawit Boonsomparn, 52min, A+30)

 

ข้างล่างนี้เป็น repost ของสิ่งที่เราเคยเขียนเกี่ยวกับ Bela Tarr ในอดีต

 

1. Bela Tarr + Fred Kelemen + Lav Diaz Against Terrence Malick

 

FROM WHAT IS BEFORE (2014, Lav Diaz, Philippines, 338min, A+30)

 

สิ่งหนึ่งที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพบได้ในหนัง Lav Diaz เรื่องอื่นๆ และเป็นสิ่งที่เราอาจจะเคยเขียนถึงมาแล้ว นั่นก็คือเราชอบจักรวาลและวิธีการมองชีวิตมนุษย์ในหนังของเขาที่ออกมาในทาง pessimistic ในแบบที่ใกล้เคียงกับ Bela Tarr และ Fred Kelemen น่ะ มันเหมือนกับว่าจักรวาลในหนังของเขามันอยู่ซ้อนเหลื่อมกับจักรวาลในหนังของ Bela Tarr เรื่อง DAMNATION (1988), SATANTANGO (1994), WERCKMEISTER HARMONIES (2000) และ THE TURIN HORSE (2011) หรือหนังของ Fred Kelemen เรื่อง KALYI (1993), FATE (1994), FROST (1997), NIGHTFALL (1999และ FALLEN (2005) และในแง่นึง มันเหมือนเป็นขั้วตรงข้ามของจักรวาลในหนังระยะหลังของ Terrence Malick เรื่อง THE TREE OF LIFE (2011) และ TO THE WONDER (2012)

 

ที่เรารู้สึกว่ามันตรงข้ามกันแต่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน เพราะเรารู้สึกว่า หนังของ Lav Diaz มันให้ความสำคัญกับ surrounding, landscape, nature มากๆ และมันมีพลังเชิงกวีบางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ THE TREE OF LIFE และ TO THE WONDER ก็มีเหมือนกัน แต่เรารู้สึกว่าจักรวาลใน THE TREE OF LIFE กับ TO THE WONDER มันถูกครอบงำด้วยพลังเหนือธรรมชาติที่ดีงามหรือ benevolent แต่จักรวาลในหนังของ Lav Diaz มันอาจจะไม่มีพลังเหนือธรรมชาติอยู่จริงๆก็ได้ แต่ธรรมชาติในหนังของเขามันก็ทรงพลังอย่างรุนแรงมากๆ และมันดูเหมือนไม่ปรานีปราศรัยต่อมนุษย์ หรือไม่ก็จักรวาลในหนังของ Lav Diaz มันอาจจะมี “พลังเหนือธรรมชาติ” อยู่ในนั้นก็ได้ แต่ถ้ามันมีจริง มันก็เป็นพลังเหนือธรรมชาติที่ “เย็นชา” มากๆ หรือซาดิสท์กับมนุษย์มากๆ เพราะฉะนั้นมันก็เลยตรงข้ามกับหนังระยะหลังของ Terrence Malick แต่ไปใกล้เคียงกับจักรวาลในหนังของ Bela Tarr และ Fred Kelemen

 

2. Ed Halter on Bela Tarr

 

ชอบที่ Ed Halter เคยเขียนถึง SATANTANGO ใน Village Voice มาก ๆ เขาเขียนว่า ภาพยนตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 เริ่มต้นด้วยการใช้ภาพ montage อย่างบ้าคลั่งในผลงานของ Dziga Vertov และ D.W. Griffith ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่และการสร้างโลกใหม่ และภาพยนตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็สิ้นสุดลงด้วยการถอนหายใจอย่างยาวนานในภาพยนตร์ของ Bela Tarr ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดได้อย่างโหดร้ายถึงขีดจำกัดของมนุษย์และแรงถ่วงจากอดีตอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเขาถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมาผ่านทางงานด้านภาพอันยอดเยี่ยมจนไม่อาจกะพริบตา

 

If 20th-century cinema begins with the montage frenzies of Vertov and Griffith, possessed by a cocksure project to remake history and the world, then it ends with the long sigh of Tarr, brutally conveying the inescapable weight of history and human limitation through monuments of unblinking vision.

 

จำได้ว่าหลังจากนั้นมีนักวิจารณ์บางคนเขียนด้วยว่า ภาพยนตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21 เริ่มต้นด้วยฉากซูฉีเดินตอนต้นเรื่องใน MILLENNIUM MAMBO (2001, Hou Hsiao-hsien)

 

3. ความแตกต่างระหว่าง AN ELEPHANT SITTING STILL (2018, Bo Hu, China, 230min, A+30) กับ Bela Tarr

 

ในความรู้สึกส่วนตัวของเรานั้น ตอนดู AN ELEPHANT SITTING STILL ก็จะนึกถึงหนังของ Fred Kelemen มากๆเหมือนกัน เพราะความหม่นทึมเทาของบรรยากาศ และความโหดร้ายของชะตากรรมของตัวละคร

 

แต่เราจะรู้สึกว่าหนังของ Fred Kelemen มันมีพลังของความ spiritual อยู่ด้วยน่ะ คือเหมือนกับว่าพอดู AN ELEPHANT SITTING STILL เราจะรู้สึกว่า “มนุษย์มันโหดร้าย”, “สังคมมันโหดร้าย” แต่เวลาเราดูหนังของ Fred Kelemen, Lav Diaz, Bela Tarr เราจะรู้สึกว่า “จักรวาลมันโหดร้าย” หรือ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจักรวาลมันโหดร้าย” น่ะ คือมันมีความโหดร้ายในขั้น spiritual อยู่ในหนังของ Fred Kelemen ด้วย ซึ่งเรารู้สึกว่า AN ELEPHANT SITTING STILL มันขาดพลังตรงนี้ไปหน่อยสำหรับเรา

 

4. ระดับความพรึงเพริดทางอารมณ์ที่เพิ่มขึ้นในการรับชมภาพยนตร์สุดโปรดบางเรื่องเป็นรอบที่ 2 ใน “จอที่ใหญ่กว่าเดิมเป็นอย่างมาก”

 

THE AMOUNT OF ECSTASY GAINED WHILE VIEWING SOME FAVORITE FILMS FOR THE SECOND TIME ON A MUCH BIGGER SCREEN

 

WERCKMEISTER HARMONIES (2000, Bela Tarr, Hungary, 145min, A+30)

 

เพิ่มขึ้นราว 25 หน่วย

 

เราเดาว่าสาเหตุสำคัญที่ระดับความพรึงเพริดทางอารมณ์ของเราไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักในการดูรอบสอง เป็นเพราะว่าเราได้ดูหนังเรื่องนี้รอบแรกในห้อง auditorium ของห้องสมุดธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ในการจัดฉายของ FILMVIRUS เมื่อราว 20 กว่าปีก่อน เพราะฉะนั้นการดูในรอบแรกของเราจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่การดูใน “จอเล็ก” ซะทีเดียว แต่เป็นการดูใน “จอขนาดกลาง” มากกว่า 55555 และเหมือนกับว่าเรา “ตกตะลึงพรึงเพริด” และ “ประทับใจสุดขีด” กับการดูหนังเรื่องนี้ในรอบแรกไปแล้ว เพราะฉะนั้นการดูหนังเรื่องนี้ในรอบที่สองในจอใหญ่ยักษ์ ก็เลยเหมือนให้ความสุขกับเรามากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น “อย่างรุนแรง” จากการดูรอบแรก

 

สิ่งที่สำคัญที่เราได้จากการดูรอบสองก็คือว่า เราจดจำมานานราว 20 กว่าปีว่า หนังเรื่องนี้จบลงในฉากที่ Hanna Schygulla ชี้แผนที่ให้ทหารดู แต่พอมาดูรอบสอง เราก็เลยพบว่าความทรงจำของเราผิดเพี้ยนอย่างรุนแรง เพราะมันมีฉากต่าง ๆ ต่อมาจากนั้นอีกราว 15 นาทีได้มั้ง ไม่รู้ทำไมเราถึงจำผิดเพี้ยนมานาน 20 กว่าปีว่า หนังเรื่องนี้จบลงที่ฉากของ Hanna Schygulla ชี้แผนที่ให้ทหาร 55555

 

ประทับใจมาก ๆ ที่ผู้ชมบางคนในรอบที่สองบอกว่า ดูแล้วนึกถึงเหตุการณ์ 6 ต.ค. 1976 ส่วนเราจะนึกถึง “สงครามบอสเนีย”, “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา”, นาซี, สงครามกลางเมืองในประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกา, ความเกลียดชังชนกลุ่มน้อยและชาวต่างชาติทั้งในอเมริกาและยุโรป และกปปส. 55555

 

5. TOIRALLEL TIMES (2018, Chanasorn Chaikitiporn, 45min, A+30)

สุขากาลเวลา

...

7.2 ในส่วนของการถ่ายฉากคุยกันในห้องน้ำใน TOIRALLEL TIMES นั้น ผู้สร้างหนังอาจจะมีเหตุผลของตัวเองในการนำเสนอห้องน้ำแบบ “สมจริง” แต่ถ้าหากพูดถึงรสนิยมของเราแล้ว เราอยากได้ห้องน้ำที่ “น่ารังเกียจ” แต่มี “เสน่ห์ทางภาพ” ในเวลาเดียวกันน่ะ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะทำเหมือนกันนะ โดยตัวอย่างของการนำเสนอ “สภาพที่น่ารังเกียจ” แต่ “มีเสน่ห์ทางภาพ” ในภาพยนตร์ ก็มีเช่น

 

7.2.1 หนังหลายๆเรื่องของ Bela Tarr ซึ่งเป็นเจ้าของ quote เปิดหนังเรื่องนี้ คือหนังของ Bela Tarr, Sharunas Bartas, Artur Aristakisian, Fred Kelemen อะไรพวกนี้ มันเสนอภาพชีวิตแร้นแค้น สลัมน้ำครำ คนจน แต่จริงๆแล้ว “ภาพมันสวยมากๆ” น่ะ คือเนื้อหาของภาพมันสะท้อนสภาพชีวิตแร้นแค้นก็จริง แต่ผู้กำกับมันสามารถถ่ายออกมาให้สวยมากๆได้

...
เรายอมรับว่า ปัญหาที่เรามีกับ TOIRALLEL TIMES ทำให้เรานึกถึง dilemma ข้างต้นน่ะ คือเราว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายไม่สวย ขาดมนตร์เสน่ห์ทางภาพ โดยเฉพาะในฉากที่ตัวละครคุยกัน และเราอยากให้หนังมันถ่ายสวยๆกว่านี้ ยิ่งได้อารมณ์แบบ Bela Tarr, Anucha Boonyawatana หรือ Lav Diaz ก็จะยิ่งดีมากๆ แต่เราก็ยอมรับว่า ผู้สร้างหนังก็อาจจะมีเหตุผลของตัวเองเหมือนกัน ในการถ่ายห้องน้ำให้ดู “ไม่น่าอยู่” หรือ “ไม่สวย” แบบนี้

 

6. ECCE HOMO (2015, Dimitar Kutmanov, A+30) นึกว่านำแสดงโดย Yekaterina Golubeva โดยตัวหนังเองนั้นดูแล้วนึกถึงหนังกลุ่ม Bela Tarr, Sharunas Bartas, Fred Kelemen, Aleksei Muradov มากๆ ไม่รู้หนังกลุ่มนี้เรียกว่าอะไร เราขอเรียกว่ามันเป็นหนังกลุ่ม Poetic Miserabilism ก็แล้วกัน ดีใจมากๆที่มีผู้กำกับรุ่นใหม่สืบสายธารการทำหนังกลุ่มนี้ต่อไป เพราะดูเหมือน Tarr, Bartas, Kelemen แทบจะไม่ได้ผลิตผลงานใหม่ๆออกมาเลยในช่วงที่ผ่านมา

 

7. Tony McKibbin on Bela Tarr

 

โทนี่เคยเขียนใน Senses of Cinema ว่า

 

“หนังของ ILYA KHRZHANOVSKY เหมือนกับหนังของ SHARUNAS BARTAS (ผู้กำกับชาวลิทัวเนีย เจ้าของหนังเรื่อง THE CORRIDOR ที่เคยมาฉายที่ธรรมศาสตร์), FRED KELEMEN (ผู้กำกับหนุ่มหล่อชาวเยอรมันที่ตอนนี้หันไปสร้างหนังในแลตเวีย) และ BELA TARR (ผู้กำกับชาวฮังการีที่เป็นแรงบันดาลใจให้ GUS VAN SANT สร้าง GERRY) เพราะหนังเหล่านี้จะเว้น “ช่องว่าง” เอาไว้ แต่หนังเหล่านี้ไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมทำความเข้าใจและเติมช่องว่างตามความเข้าใจ แต่ช่องว่างที่อยู่ในหนังกลุ่มนี้จะเติมได้ก็ต่อเมื่อผู้ชมตระหนักรู้และยอมรับใน “ความไม่เข้าใจ” หรือเมื่อผู้ชมเข้าใจว่า โลกใบนี้แทบไม่มีที่เหลือให้กับ “เหตุผล” อีกต่อไป”

 

8. Tony McKibbin on Bela Tarr and Cinema of Damnation

 

พูดถึง BELA TARR แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าเคยอ่านบทความ CINEMA OF DAMANATION ใน SENSES OF CINEMA ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ BELA TARR รู้สึกว่าเป็นบทความที่ดีเยี่ยมมาก


บทความชื่อ CINEMA OF DAMNATION: NEGATIVE CAPABILITIES IN CENTRAL AND EASTERN EUROPEAN FILM โดย TONY MCKIBBIN

บทความนี้พูดถึงแนวทางภาพยนตร์ยุโรปตะวันออกที่เรียกว่า CINEMA OF DAMNATION ค่ะ หนังกลุ่มนี้จะเป็นหนังที่มีความใกล้เคียงกับหนังกลุ่ม CINEMA OF WONDER แต่จะมองโลกในแง่ร้ายกว่าหนังกลุ่ม CINEMA OF WONDER

...

ดิฉันอ่านบทความ CINEMA OF DAMNATION แล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ค่ะ เพราะดิฉันแทบไม่ได้ดูหนังในกลุ่มนี้เลย เคยดูก็แต่เรื่อง THE CORRIDOR (A+++++++++++) ของ SHARUNAS BARTAS เท่านั้น แต่ถ้าให้เดาๆดู ก็รู้สึกว่าผู้เขียนบทความนี้จะบอกว่า

1.หนังกลุ่ม CINEMA OF DAMNATION กับ CINEMA OF WONDER ต่างกันตรงที่หนังของ CINEMA OF DAMNATION เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

2.หนังกลุ่ม CINEMA OF WONDER มักจะบอกว่า เมื่อเราเข้าใจตัวเราเองแล้ว เราอาจจะ

2.1 รู้แจ้งทางจิตวิญญาณ แบบที่พบในหนังของ ANDREI TARKOVSKY

2.2 พบกับพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่ แบบที่พบในหนังของ SERGEI PARADJANOV

2.3 สละชีพเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง แบบที่พบในหนังของ MIKLOS JANCSO

2.4 เข้าใจสิ่งต่างๆอย่างลึกซึ้ง แบบในหนังของ THEO ANGELOPOULOS

ส่วนในหนังกลุ่ม CINEMA OF DAMNATION นั้น ถ้าหากตัวละครเกิดความเข้าใจในตัวเองแล้ว พวกเขาจะไม่ได้พบอะไรที่ดีงามแบบข้างต้น พวกเขาจะเพียงแค่ “ไม่เป็นบ้า” ซึ่งนั่นก็ถือเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดสุดๆแล้วในโลกที่แล้งไร้ของพวกเขา

หนังในกลุ่ม CINEMA OF DAMNATION ยังมีลักษณะแตกต่างจากกันเองอีกด้วย เช่น

1.ในขณะที่หนังของ TARKOVSKY แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ไร้ความหมายเมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขาดหายไป หนังของ BELA TARR กลับแสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ไร้ความหมายที่ถูกยั่วยวนด้วยพลังอำนาจแห่งความชั่วร้าย

2.หนังของ SHARUNAS BARTAS แสดงให้เห็นถึงความไร้อำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆรอบตัวได้

The problem here is neither specific spiritual absence (อย่างในหนังของ TARKOVSKY) nor malevolent presence (อย่างในหนังของ BELA TARR), but a chaotic despair where man has neither the energy nor the sense of purpose to affect the world.

3.หนังของ FRED KELEMEN เป็นหนังที่มีความหวังสูงกว่าหนังของ TARR และ BARTAS เพราะหนังของ KELEMEN บอกว่า เมื่อความสิ้นหวังมาเจอกับความสิ้นหวัง ก็จะกลายเป็นความมีหวัง

Monday, January 05, 2026

SUPERMARKET AND DEPARTMENT STORE CHAOS

 

RIP AHN SUNG-KI (1952-2026)

 

เป็นดาราชายเกาหลีที่ดูดีมาก ๆ ถึงแม้จะมีอายุมากแล้ว

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. THE DIVINE FURY (2019, Kim Joo-hwan)

 

2. SECTOR 7 (2011, Kim Ji-hoon)

 

3. SILMIDO (2003, Kang Woo-suk)

 

4. MUSA THE WARRIOR (2001, Sung Soo Kim)

 

5. SPRING IN MY HOMETOWN (1998, Lee Kwang-mo, A+30)

 

6. THE ADVENTURES OF MRS. PARK (1996, Kim Tae-gyun)

 

7. TO THE STARRY ISLAND (1993, Park Kwang-su, A+30)

 

รูปจาก NORTH KOREA PARTISAN IN SOUTH KOREA (1990, Jeong Ji-yeong)

++++++

 

ความงงของเราในวัย 52 ปี

 

1. ห้างสรรพสินค้าที่เราคุ้นชินในสมัยเด็ก ในทศวรรษ 1980 ชั้น 1 ของห้างคือชั้นที่อยู่ติดถนน

 

ห้างสรรพสินค้าสุดโปรดของเรา ซึ่งก็คือ “อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง” ยังคงใช้ระบบนี้ในปัจจุบัน

 

2. ห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่บางห้าง ชั้นที่อยู่ติดถนนคือชั้น G ชั้นเหนือชั้น G คือชั้น M แล้วค่อยตามมาด้วยชั้น 1, 2, 3

 

อย่างเช่น Paragon แล้วเหมือนกับว่าพอ Paragon ใช้ระบบนี้ ห้าง Siam Center กับ Siam Discovery ก็เลยปรับมาใช้ระบบเดียวกันด้วย

 

เพราะฉะนั้น อยู่ดี ๆ ชั้น 4 ของห้าง Siam Center ก็เลยกลายเป็น ชั้น 2 ไปเฉยเลย กูงงมาก

 

แล้วเราก็เลยงง มีครั้งนึงที่เราบอกกับเพื่อนว่า เราอยู่ที่ Starbucks ชั้นหนึ่งของพารากอน เพื่อนก็ไปเดินหาแล้วไม่เจอ เพื่อนเลยโทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกับเราว่า Starbucks ชั้นหนึ่งของพารากอนมันอยู่ตรงไหน คุยไปคุยมา เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า Starbucks ที่เรานั่งอยู่ มันคือชั้น G ไม่ใช่ “ชั้นหนึ่ง” ส่วน “ชั้นหนึ่ง” ของพารากอน มันคือ “ชั้นสาม” ในความรู้สึกของเรา

 

3. เราได้ยินข่าวว่า Salad Factory มาเปิดที่ชั้นหนึ่งของสามย่าน มิตรทาวน์มาได้ระยะหนึ่งแล้ว เราก็งงว่า เราก็เดินชั้นหนึ่งของสามย่าน มิตรทาวน์เป็นประจำ ทำไมไม่เคยเห็นร้านนี้

 

เราก็เลยลองไปเช็ค directory ของสามย่านมิตรทาวน์ แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า ชั้นที่อยู่ติดพื้นดินของสามย่านมิตรทาวน์ มันคือชั้น G แล้วชั้นเหนือจากนั้น คือ “ชั้นหนึ่ง”

 

ส่วนชั้นที่เราเดินเป็นประจำ มันคือชั้น G ไม่ใช่ชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เคยเห็นร้าน Salad Factory ในห้างนี้

 

4. ห้างมาบุญครอง มีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นสอง ไม่มี “ชั้นหนึ่ง”

 

สรุปว่า มีบางห้างที่ไม่มีชั้น G (อย่างเช่นอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง), บางห้างมีทั้งชั้น G และชั้น M แล้วค่อยตามด้วยชั้นหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ มันคือชั้นสามเหนือระดับพื้นดิน (อย่างเช่นพารากอน), บางห้างมีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นหนึ่ง (อย่างเช่น สามย่านมิตรทาวน์, เซ็นทรัลชิดลม) และบางห้างมีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นสอง (อย่างเช่น MBK)

 

เราก็เลยปวดหัวเวลานัดหมายกับเพื่อน ๆ เพราะต้องคอยดูระบบการเรียกชื่อชั้นของแต่ละห้างสรรพสินค้าที่มันไม่ซ้ำกันเลย ไม่งั้นมันจะเกิดการสื่อสารผิดพลาด

 

ส่วนระบบที่เราชอบที่สุด ก็คือระบบที่ไม่มีชั้น G ชั้น M นะ เริ่มด้วยชั้นหนึ่งเลย แบบห้างอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง เพราะเราคุ้นชินกับระบบนี้มาตั้งแต่เด็ก

 

แต่แอบนึกถึง “ห้างบางลำพูสรรพสินค้า” ที่บางลำพูนะ จำได้ว่า “ชั้น” ของห้างนี้มันประหลาดมาก มันเหมือนมีการซอยแยกย่อยสลับชั้นลดหลั่นกันไปมา แบบงงมาก เสียดายที่เราไปเดินห้างนี้ครั้งสุดท้ายน่าจะราว ๆ ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ตและ smart phone เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เคยได้ถ่ายรูปด้านในของห้างนี้เอาไว้เลย

++++++++

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 4

 

อีกประเด็นนึงที่เราได้จากการคุยกับเพื่อนๆ มัธยมในวันเสาร์ แล้วเราอยากจดบันทึกความทรงจำเอาไว้ ก็คือ “พฤติกรรมการหลอกลวงลูกค้าของบรรดา supermarkets

 

(ตัวเลขราคาสินค้าในข้างล่างนี้เป็นตัวเลขสมมุตินะ ไม่ใช่ตัวเลขราคาสินค้าจริง ๆ)

 

 

1. เพื่อนคนนึงเวลาซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต เธอจะจำราคาสินค้าทุกชิ้นที่เธอหยิบลงรถเข็น แล้วคำนวณเอาไว้แล้วในใจ เพราะฉะนั้นเธอจะรู้ได้ว่ามันมีอะไรผิดปกติ เมื่อแคชเชียร์คำนวณยอดรวมออกมาแล้วมันไม่ตรงกับที่เธอคำนวณไว้แล้วในใจ

 

มีครั้งนึงที่เธอไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต สมมุติว่าซื้อสินค้า 10 อย่าง ซึ่งรวมถึงสินค้า A ที่มีป้ายราคาติดไว้ที่ชั้นวางของว่า “ราคา 67 บาท” เธอคำนวณเอาไว้แล้วในใจว่า ของทั้งหมดที่เธอซื้อ สินค้า 10 ประเภทรวมกันน่าจะมีราคารวมกัน 4841 บาท

 

ปรากฏว่าพอแคชเชียร์คำนวณเสร็จ แคชเชียร์บอกว่า ต้องจ่ายทั้งหมด 4877 บาท เธอก็เลยเอ๊ะ ทำไมราคารวมมันสูงกว่าที่เธอคำนวณไว้ในใจ เธอก็เลยดูใบเสร็จ แล้วพบว่าสินค้า B C D E F G H I J คิดราคาตรงตามป้ายที่ shelf แต่ว่าสินค้า A ในใบเสร็จมันคิดราคา 103 บาท ไม่ใช่ 67 บาทแบบที่ป้ายบอกไว้ที่ชั้นวางสินค้า

 

เพราะฉะนั้นกรณีนี้ มันคือซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นฝ่ายผิด อีซูเปอร์มาร์เก็ตติดป้ายราคาผิด ซึ่งในกรณีของบางห้างในเมืองนอกนั้น ทางซูเปอร์ต้องให้สินค้านั้นกับลูกค้าฟรีเลยนะ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ ซูเปอร์มาร์เก็ตต้องขอโทษลูกค้าที่ติดป้ายราคาผิด แคชเชียร์ต้องขอโทษ

 

ซึ่งเพื่อนของเราก็ต้องการแค่คำขอโทษ ปรากฏว่าสิ่งที่เธอเจอคือพอเธอทักท้วงเรื่อง “ป้ายราคาที่ shelf ไม่ตรงตามราคาจริง” ไป อีแคชเชียร์กลับทำหน้ารำคาญ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดีว่า “ถ้าไม่เอาก็ได้นะคะ จะได้คืนเงินอันนี้ให้”

 

เพื่อนของเราก็เลยมาเตือนเพื่อน ๆ ทุกคนในกลุ่มว่า เวลาไปซื้อของใน supermarket ต้องระวังให้ดี เพราะเธอคาดว่าลูกค้าหลายคนเวลาซื้อสินค้ารวมกันหลายอย่างหลายประเภท จะไม่ทันกลโกง (ซึ่งอาจจะไม่ได้ตั้งใจ) นี้ของซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ติดป้ายราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะลูกค้าอย่างเราก็ไม่ได้คำนวณราคาเอาไว้ในใจ อีแคชเชียร์บอกยอดรวมอะไรมา เราก็จ่าย ๆ ไปตามนั้น ไม่รู้ถูกหลอกเสียเงินไปแล้วรวมกันกี่หมื่นบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

2. แต่เพื่อนอีกคนเจอสิ่งที่เหี้ยกว่ากรณีข้างบนอีก สิ่งที่เพื่อนอีกคนเจอในอีก retailer นึงก็คือ ตรง shelf วางสินค้า มีป้ายบอกว่าสินค้านี้ราคา 369 บาท เพื่อนเห็นว่าราคามันถูกดี ก็เลยซื้อสินค้านี้มา 7 ชิ้น คำนวณไว้แล้วว่ามันจะมีราคารวมกัน 2583 บาท

 

ปรากฏว่าพอไปจ่ายเงิน อีแคชเชียร์คิดราคาชิ้นละ 518 บาท ราคารวมกันเลยกลายเป็น 3626 บาท ซึ่งมากกว่าที่ควรจะเป็นถึง 1043 บาท

 

เพื่อนก็เลยโวยเรื่องการติดป้ายราคาสินค้าผิด แล้วอย่างนี้มันร้ายแรงมาก เพราะราคามันต่างกันมาก ๆ มันต่างกันถึงชิ้นละ 149 บาท แล้วคือถ้าหากป้ายราคามันไม่ได้บอกราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริงอย่างรุนแรงแบบนี้ เพื่อนก็คงไม่ซื้อสินค้านี้มาถึง 7 ชิ้น

 

แล้วแทนที่อีแคชเชียร์กับเจ้าหน้าที่ร้านจะยอมรับเรื่อง “การติดป้ายราคาผิด” อีเจ้าหน้าที่ร้านกลับไม่ยอมรับว่าตัวเองติดป้ายราคาผิด บอกว่าให้กลับไปดูป้ายราคาที่ shelf อีกรอบได้เลย มันไม่ได้ติดป้ายราคาผิด

 

แต่เพื่อนเราสังเกตเห็นว่า มีพนักงานร้านคนนึงแอบวิ่งลิ่วนำหน้าไปก่อนแล้ว ในช่วงที่ทุกคนเถียงกัน

 

พอเพื่อนเรากับเจ้าหน้าที่ร้านเดินไปดูที่ shelf ตรงนั้น ก็พบว่า มันติดป้ายราคาสินค้าว่า “ชิ้นละ 518 บาท” ตามที่เจ้าหน้าที่ร้านยืนยัน

 

แต่อีพนักงานร้านที่วิ่งลิ่วนำหน้าไปก่อนหน้านี้ ยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้วในมือกำอะไรไว้สักอย่าง

 

เพื่อนเราเลยบอก “มึงแบมือออกมา มึงแบมือออกมาเดี๋ยวนี้ มึงแบมือออกมาเดี๋ยวนี้”

 

อีพนักงานคนนั้นเลยยอมแบมือออกมา แล้วพบว่ามันคือป้ายราคา “ชิ้นละ 369 บาท”

 

คือกรณีนี้คือเหี้ยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คือแทนที่ทางร้านจะยอมรับผิด ขอโทษ แต่กลับปกปิดความผิดตัวเอง มีอีพนักงานรีบวิ่งไปเปลี่ยนป้ายราคาสินค้าใหม่ คือแบบนี้มันคือทุจริตมาก ๆ

 

ก็เลยขอจดบันทีกความทรงจำเรื่องนี้เอาไว้นะคะ เพราะเราก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า การเดินซูเปอร์มาร์เก็ต/ร้านค้าปลีก จะต้องตบตีกับพนักงานและแคชเชียร์และป้ายราคาที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงอะไรแบบนี้ด้วย

 

3. อีกกรณีที่ได้คุยกันกับเพื่อน ๆ เมื่อวันเสาร์ แต่ไม่เกี่ยวกับการทุจริตอะไรทั้งสิ้น แต่เกี่ยวกับ “การบริหารจัดการที่ไม่ดีของร้านสะดวกซื้อ”

 

คือมันจะมีร้านสะดวกซื้ออยู่บางเจ้า ที่เรากับเพื่อน ๆ อาจจะเจอกรณีแบบนี้บ่อย ๆ คือในร้านอาจจะมีเครื่องคิดเงิน 2-3 เครื่องในร้าน แต่มีพนักงานคิดเงินอยู่แค่เครื่องเดียว แล้วเครื่องนั้นก็อาจจะมีลูกค้าต่อคิวอยู่ 4-5 คน รอคิวกันเป็นเวลานาน สมมุติว่าเหตุเกิดตอนเวลา 15.00 น.

 

แล้วก็จะมีอีพนักงานบางคนในร้าน เดินมาเปิดเครื่องคิดเงินอีกเครื่อง แล้วก็เรียก “ลูกค้าที่ต่อคิวคนที่ 5” ให้มาคิดเงินที่เครื่องของเธอ ซึ่งลูกค้าที่ต่อคิวคนที่ 5 นี่เพิ่งมาต่อคิวเป็นเวลาแค่ 1 นาที ในขณะที่ลูกค้าที่ต่อคิวเป็นคนที่ 2 นี่ ต่อคิวมาแล้วเป็นเวลา 15 นาที

 

เพื่อนของเราซึ่งต่อคิวอยู่เป็นคนที่ 2 ก็เลยปรี๊ดแตก เดินไปด่าอีแคชเชียร์ที่เพิ่งมาเปิดเครื่องว่า “ถ้ามึงทำแบบนี้ มึงไปเรียกลูกค้าคนที่จะมาต่อคิวตอน 3 ทุ่ม มาคิดเงินเป็นคนแรกเลยมั้ย ถ้ามึงจะให้บริการคนที่มาหลังสุดแบบนี้” อีแคชเชียร์ก็เลยยอมคิดเงินให้เพื่อนของเรา

 

ซึ่งเรื่องนี้เราอินมาก เพราะเวลาที่เราไปร้านสะดวกซื้อ เราก็ชอบเจออะไรแบบนี้บ่อย ๆ คือพอเราซื้อสินค้าเสร็จ ต่อคิวไปแล้วราว 10 นาที แล้วก็จะมีอีพนักงานมาเปิดเครื่องคิดเงินอีกเครื่อง แล้วก็ให้ลูกค้าคนใหม่ ๆ ไปต่อคิวเครื่องของเธอ แทนที่จะให้บริการลูกค้าที่ต่อคิวมาเป็นเวลานานเป็นลำดับแรก

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สาม
https://web.facebook.com/photo?fbid=10241935362944051&set=a.10225118353249319

+++++

 

พอตามไปอ่านในวิกิพีเดีย เราถึงเพิ่งรู้ว่า การที่สหรัฐส่งกองทัพบุกประเทศเกรนาดาในปี 1983 อาจจะเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายสังหารทหารสหรัฐ 241 นายในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ในช่วงก่อนหน้านั้น

Two days prior to the United States' invasion of Grenada, U.S. marines in Beirut suffered heavy casualties in the 1983 Beirut barracks bombings. The terrorist bombing in Beirut killed 241 American servicemen, the deadliest single attack on Americans overseas since World War II. American Experience suggested the invasion of Grenada was meant to distract the public from the 1983 Beirut barracks bombing: "By the time of the 1984 election, the Grenada success replaced the bitter memory of the massacre at Lebanon.”

https://en.wikipedia.org/wiki/United_States_invasion_of_Grenada

Favorite Soundtrack: เพลง ฤทธิ์มีดสั้น (1978) ในภาพยนตร์เรื่อง RESURRECTION (2025, Bi Gan, China, A+30)

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ในที่สุดเราก็ได้รู้คำตอบของสิ่งที่ค้างคาใจเรามานานตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา กราบขอบพระคุณคุณ Warut  Pornchaiprasartkul เป็นอย่างสูงค่ะ คือตอนที่เราดู RESURRECTION ที่โรงหนัง SF Central World  เรารู้สึกว่าเพลงในหนังมันคุ้นสุด ๆ เป็นเพลงที่เราเคยได้ยินตอนเด็ก ๆ แน่นอน แต่เรากูเกิลหาไม่เจอเลยว่า มันคือเพลงอะไร ในที่สุดก็ได้คำตอบแล้ว ว่ามันเป็นเพลงจากละครทีวี "ฤทธิ์มีดสั้น" (1978) เวอร์ชั่นจูเจียง (ลี้คิมฮวง), หวงซิงซิ่ว (ลิ่มเซียนยี้), หวงเหยียนเซิน (อาฮุย) ที่เคยผ่านตาเราตอนเด็ก ๆ นี่เอง ในยูทูบมีคำแปลภาษาอังกฤษของเพลงนี้ด้วย

 

เราขอแอบเดาเลยว่า ตัวละครในรูปนี้คือ ลิ่มเซียนยี้ กับ แชม้อชิ้วอีเข่า (ลิงค์ไปยูทูบอยู่ในคอมเมนท์)


https://youtu.be/QVIaSW_mYnI?si=lQcuC71qVRC4dV1B

 

SUNLIGHT IN BANGKOK, NETHERLANDS, JAPAN, AND PACIFIC NORTHWEST

 

เราชอบ “แสงแดดในกรุงเทพ” มากที่สุดก็ในช่วงฤดูหนาวนี่แหละ เราว่ามันสวยนวลตาดี และเราว่ามันดูเข้าใกล้ “แสงอาทิตย์ในหนังญี่ปุ่น” ได้มากที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับฤดูร้อนและฤดูฝนในกรุงเทพ ไม่รู้ว่าสิ่งนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์หรือเปล่า ว่าเพราะเหตุใดแสงอาทิตย์ในกรุงเทพถึงดูสวยเข้าทางเรามากที่สุดในเหมันตฤดู

 

ลองถามกูเกิลดู มันบอกว่าเป็นเพราะในซีกโลกเหนือในฤดูหนาว มุมของแสงอาทิตย์อยู่ต่ำกว่าฤดูอื่นๆ แสงอาทิตย์เลยต้องเดินทางผ่านระยะทางยาวยิ่งขึ้นก่อนจะเดินทางมาถึงโลก ส่งผลให้แสงสีฟ้าในแสงอาทิตย์ถูกกระจายออกไปมากกว่าปกติ และถูกดูดซับไปโดยละอองน้ำและอะไรต่าง ๆ ในอากาศ แสงที่เหลือมันเลยเหลือง ๆ แดง ๆ มากกว่าปกติ

 

ส่วนแสงอาทิตย์ในหนังญี่ปุ่นนั้น เราเดาว่ามันคงเป็นเพราะสถานที่ตั้งของญี่ปุ่นที่อยู่ทางเหนือ และการที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะริมมหาสมุทรแปซิฟิกด้วยมั้ง มันเลยส่งผลให้แสงอาทิตย์ในหนังออกมาดูสวยงามมากแบบนั้น

 

นึกถึงภาพยนตร์ 2 เรื่องที่เราเคยดูและเขียนถึงไปแล้ว ที่วิเคราะห์ “ความงดงามของแสงอาทิตย์ในบางจุดของโลก” (เนื้อหาข้างล่างนี้ซ้ำ ๆ กับที่เราเคยเขียนไปแล้ว)

 

1. DUTCH LIGHT (2003, Pieter-Rim de Kroon, Netherlands, documentary, A+30)

 

หนังเรื่องนี้เคยตั้งข้อสังเกตว่าลักษณะเฉพาะของแสงอาทิตย์ในเนเธอร์แลนด์มันมีผลต่อจิตรกรเนเธอร์แลนด์ในยุค Rembrandt, Vermeer, etc. โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ "แหล่งน้ำ" เพราะแสงสะท้อนจากแหล่งน้ำต่อท้องฟ้า, ก้อนเมฆ ก็มีผลต่อแสงอาทิตย์ในสายตาของมนุษย์ด้วยเหมือนกัน แล้วเนเธอร์แลนด์เคยมีความ UNIQUE ตรงนี้เมื่อหลายร้อยปีก่อน ภาพวาดของ REMBRANDT, VERMEER ก็เลยออกมาสวย แต่พอเนเธอร์แลนด์ "ถมที่ดิน" เยอะ ๆ ในศตวรรษต่อ ๆ มา แสงพิเศษของเนเธอร์แลนด์ก็เลยหายไป

 

2. THE CHARCOAL SKY: CHAPTER 5 (2017, Zia Moharjerjasbi)

 

หนังเรื่องนี้สำรวจ “ความพิเศษของแสงอาทิตย์ในภูมิภาค Pacific Northwest” (ภูมิภาคนี้ครอบคลุมรัฐวอชิงตันกับรัฐโอเรกอนของสหรัฐ และรัฐบริติช โคลัมเบียของแคนาดา) ที่มันสวยแบบมีมนตร์ขลังมากกว่ารัฐอื่น ๆ โดยบทความประกอบหนังเรื่องนี้ระบุอีกด้วยว่า แสงในภูมิภาคนี้เคยช่วยสร้างมนตร์ขลังให้กับภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ที่ถ่ายทำในภูมิภาคนี้ด้วย ซึ่งรวมถึง TWIN PEAKS, THE X-FILES เฉพาะ 5 ซีซันแรก และหนังชุด TWILIGHT

 

Charles Mudede เขียนถึงประเด็นนี้ไว้ว่า

 

How can we forget November 8, 1998? On that day, the TV show X-Files opened its sixth season with a look that was totally wrong. The light lost its spell because the program's production had moved from Vancouver B.C. to Los Angeles. The fall of the light in the former is, for much of the year, sharply slanted; with the latter, it falls almost directly. The mood of slanted light, which is often diffused by droplets, is significantly different from that of dry and direct light. The mood of the X-Files for the first five seasons was that of an exquisite gloom (or stimmung, in the German Expressionist sense).

 

ภาพประกอบ

 

1.+2. Winter Light in Bangkok

3.+4.+5. DUTCH LIGHT (2003, Pieter-Rim de Kroon, Netherlands, documentary, A+30)

6. THE MILL (1645/1648, Rembrandt)

7. GIRL READING A LETTER AT AN OPEN WINDOW (1657–58, Johannes Vermeer)

8. APRIL STORY (1998, Shunji Iwai, Japan, A+30)

9. TYPHOON CLUB (1985, Shinji Somai, Japan, A+30)

10. HARU (1996, Yoshimitsu Morita, Japan, A+30)

11. MUSASHINO HIGH VOLTAGE TOWERS (1997, Naoki Nagao, Japan, A+30)

12. CURE (1997, Kiyoshi Kurosawa, Japan, A+30)

13. THE CHARCOAL SKY: CHAPTER 5 (2017, Zia Moharjerjasbi)

14. TWIN PEAKS (1990-1991)

15. TWILIGHT (2008, Catherine Hardwicke)

16. Google Explanation for winter light in Bangkok

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02su6ZsQ5A7SE2h8MV3k1PmXNV1TGGi1pFbzxR2oBcxsACDeENLWdUyzKRUGjoTrqul

 

QUOTE ของ Charles Mudede มาจาก

https://www.e-flux.com/.../409156/the-charcoal-sky-chapter-5

 

BENJAMA TATHAM 2026

เมื่อวานเพื่อนเล่าให้เราฟังเรื่องการตบกับคนบนรถไฟฟ้า แล้วเราชอบมาก ก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำไว้หน่อย

 

คำพูดในนี้อาจจะไม่ตรงกับในสถานการณ์จริง แต่เน้นการถ่ายทอด “อารมณ์” ที่ได้รับจากสถานการณ์นี้

 

เรื่องก็คือเพื่อนของเรายืนอยู่ในรถไฟฟ้า แล้วก็มีผู้หญิงคนนึง (ขอเรียกว่า อีแห็ม) มายืนใกล้ ๆ เธอถือแฟ้มอยู่ แล้วสันแฟ้มซึ่งมันคมมาก ๆ ก็มาบาดแขนเพื่อนเราจนเลือดไหล เพื่อนเราก็เลยพูดว่า

 

“นี่ ระวังหน่อย สันแฟ้มที่คุณถือมันมาบาดคนอื่น ๆ”

 

แล้วแทนที่อีแห็มจะขอโทษ แล้วเรื่องจะได้จบไปเลยในทันที อีแห็มกลับไม่มีการขอโทษแต่อย่างใดทั้งสิ้น อีแห็มพูดว่า

 

“ก็เส้นประสาทของฉันมันไม่ได้อยู่ที่ตรงสันแฟ้มนี่ แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไง ว่ามันจะไปโดนคนอื่น ๆ”

 

เพื่อนของเราก็เลยพูดว่า

 

“อีนี่ แล้วเวลาใครขับรถไปชนคนอื่น ๆ เขาก็อ้างได้สิว่า ก็เส้นประสาทของฉันมันไม่ได้อยู่ที่ตัวรถยนต์ แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่ารถจะไปชนคนอื่น ๆ

 

คือเวลามึงขับรถ ตัวรถยนต์ทั้งคัน มันก็ถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของสมองของมึง ระบบประสาทของมึง สมองของมึงต้องควบคุม ต้องรับผิดชอบรถยนต์ทั้งคัน

 

เพราะฉะนั้นเวลาที่มึงถือแฟ้ม มึงถือสิ่งของใดก็ตาม สิ่งนั้นมันก็ถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของสมองของมึง ระบบประสาทของมึงด้วย มึงจะมาอ้างว่าเส้นประสาทไม่ได้อยู่ที่สันแฟ้ม มึงจะมาปัดความรับผิดชอบไม่ได้”

 

แล้วอีแห็มก็เลยยอมขอโทษเพื่อนของเรา จบ

 

รูปประกอบมาจากภาพแฟ้มของเราเอง

++++

 

จิตรา สาไถย, แคชฟีย่า ไม่มีพสุธาจะอาศัย และเพื่อน ๆ จาก 31 ภพภูมิ มาร่วมกันสักการะ “เจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ในคืนวันเพ็ญคืนแรกของปีในวันเสาร์ที่ 3 ม.ค.

 

เมื่อวานได้เจอเพื่อน ๆ สมัยประถมและมัธยม ซึ่งเป็นเพื่อน ๆ ที่เรียนในโรงเรียนเดียวกันตั้งแต่ปี 1979-1989 หรือตั้งแต่ ประถมหนึ่งจนถึงมัธยมห้า ได้รำลึกถึงความหลังเมื่อราว 40 ปีก่อนแล้วมีความสุขมาก ๆ

 

บางสิ่งที่ได้คุยกันเมื่อวานนี้

 

1. เวลาซื้อกำไลหินนำโชค ต้องดูให้ดี ไม่ใช่ว่าอีบางร้านเอาขวดสไปรท์มาทุบให้แตก แล้วเอาเศษขวดสไปรท์มาทาสี ทำเป็นกำไลหินนำโชค

 

2. เวลาแก่ตัวลงจนมีอายุ 52 ปีแบบนี้แล้ว ถึงได้ตระหนักซึ้งถึงความจริงที่ว่า ถ้าหากพวกเราปฏิบัติตัวตามที่สอนในวิชาสุขศึกษา หรือสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.) ตอนป. 1 พวกเราก็สบายไปแล้ว นั่นก็คือ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ, นอนให้เป็นเวลา, กินอาหารให้เป็นเวลา, กินอาหารให้ครบ 5 หมู่, ออกกำลังกายเป็นประจำ หรืออะไรทำนองนี้

 

คือตอนป.1 เราเรียนอะไรพวกนี้ เราก็นึกว่ามันไม่สำคัญอะไร และยิ่งพอเราเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น และวัยโตเต็มที่ ช่วงที่เราอายุ 15-40 ปี เราก็ยิ่งคิดว่า สิ่งที่เราเคยเรียนตอนป.1 มันไม่สำคัญอะไร เราไม่ได้ปฏิบัติตัวตามแบบนั้น เรานอนไม่เป็นเวลา กินไม่เป็นเวลา นอนน้อย ร่างกายเราก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ร่างกายเราก็แข็งแรงดีนี่นา

 

แต่หารู้ไม่ว่า นั่นเป็นเพราะตอนที่เราอายุราว 15-40 ปี ร่างกายเรามันมีความ “ยืดหยุ่น” สูงมาก ร่างกายเราก็เลยแข็งแรงดี ไม่เป็นอะไรเลยในตอนนั้น ถึงแม้เราใช้ชีวิตแบบเหลวแหลก คนเริงเมือง

 

แต่พอแก่ตัวลงเท่านั้นแหละ อีเหี้ย สารพัดโรครุมเร้าทันที ปวดหัว เวียนหัว ใจเต้นระส่ำ ค่าไขมันเลว ค่าความดัน ค่ากรดยูริค, โรคงูสวัด, etc. มึงมากันทันทีเลยค่ะ เข้าออกโรงพยาบาลกันเป็นว่าเล่น แล้วก็ไม่ใช่ว่าเข้าโรงพยาบาลแต่ละครั้งแล้วจะได้เจอคุณหมอหล่อ ๆ ทุกครั้งด้วย

 

3. เพื่อนคนนึงเล่าถึงเหตุการณ์ผีหลอกที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งเกิดจากเหตุระเบิดเครื่องบินในปี 2001 ที่ตอนนั้นทักษิณ ชินวัตร “แถลงว่า การระเบิดนี้เป็นการก่อวินาศกรรมเพื่อหวังลอบสังหารตนเอง โดยฝีมือของผู้เสียผลประโยชน์ชาวต่างชาติ (ว้าแดง) เนื่องจากนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล” ก่อนที่จะมีการพิสูจน์ในเวลาต่อมาว่า เหตุระเบิดนี้เกิดจากความบกพร่องของถังน้ำมันเชื้อเพลิง (ข้อมูลจาก wikipedia)

 

เหตุระเบิดนี้ส่งผลให้มีสจ็วร์ตบนเครื่องบินเสียชีวิต 1 คน และหลังจากนั้น เพื่อนเราก็ได้ยินข่าวลือต่าง ๆ นานาว่า ยังคงมีคนเห็นวิญญาณของสจ็วร์ตคนนี้ วนเวียนอยู่ที่สนามบินดอนเมือง ในช่วงหลายปีต่อมา

 

4. “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผัว” เป็นเรื่องจริง คือเพื่อนเราบางคน มี “เพื่อนในที่ทำงาน” ที่ชอบ “กีดกันโอกาสของเพื่อนในการหาผัว”

 

เราก็เลยเรียกความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนแบบนั้นว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตแบบหลั่งสารยับยั้ง” เพราะการกีดกันเพื่อนในการหาผัว มันก็เหมือนสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติที่หลั่งสารยับยั้งสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่ใกล้ ๆ ตามคำนิยามนี้

 

“ภาวะหลั่งสารยับยั้ง (Antibiosis) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่ฝ่ายหนึ่ง ผลิตสาร ออกมา ยับยั้งการเจริญเติบโต หรือทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง เสียประโยชน์/ตาย (สัญลักษณ์ 0/-) เช่น ราสีเขียว (Penicillium) สร้างสารปฏิชีวนะฆ่าแบคทีเรีย หรือสาหร่ายน้ำเงินแกมเขียวบางชนิดสร้างสารพิษทำลายสิ่งมีชีวิตอื่น เป็นกลไกสำคัญในระบบนิเวศเพื่อควบคุมประชากร.”

 

เพราะฉะนั้นเวลาเลือกคบเพื่อนหรือเพื่อนในที่ทำงาน ก็ต้องเลือกดูให้ดีว่า เพื่อนคนนั้นชอบกีดกันเราในการหาผัว หรือเท่ากับว่าเขาเป็น “สิ่งมีชีวิตที่หลั่งสารยับยั้ง” หรือเปล่า

 

5. เพื่อนบางคนก็ทำในสิ่งที่ผิดพลาดร้ายแรงมาก ๆ ในอดีตเหมือนกับเรา คือเมื่อราว 20-30 ปีก่อน มีผู้ชายรวย ๆ มาจีบ แต่เพื่อนเราไม่เอา เพราะตอนนั้นเพื่อนเราเลือก “ความรัก” มาก่อน เธอเห็น “ความรัก” สำคัญมากกว่า “เงิน”

 

พอเวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ เพื่อนเราก็ได้แต่สำนึกเสียใจ อยากจะย้อนเวลากลับไป IF I COULD TURN BACK TIME ตอนนี้เธอตระหนักแล้วว่า การปฏิเสธผู้ชายรวย ๆ คนนั้นไปคือการพลาดสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตไปแล้ว

 

เราก็ได้แต่บอกเพื่อนเราว่า ตอนช่วงที่เราอายุ 20 กว่าปี เราก็เคยหลงผิดแบบนั้นเหมือนกัน ตอนที่เราอายุ 20 กว่าปี ตอนนั้นเราก็ยังมี ROMANTIC DREAM อยู่ ยังฝันว่าอยากจะ “อยู่อาศัยกับผู้ชายที่เรารัก” อยู่ ก่อนที่จะพบว่านั่นคือการเลือกเส้นทางเดินที่ผิดพลาดร้ายแรงที่สุดในชีวิต แต่กว่าจะตระหนักถึงสัจธรรมของชีวิตในข้อนี้ ทุกอย่างก็สายเกินแก้แล้ว

 

พอพวกเราบางคนอายุ 52 ปี ก็ได้แต่จินตนาการถึง parallel universe อีกจักรวาลนึงที่พวกเราตอนอายุ 20-30 ปี เลือกผู้ชายรวย ๆ คนนั้นเป็นผัว ในจักรวาลนั้น ชีวิตของพวกเราจะมีความสุขมากขนาดไหนกันนะในช่วงเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา

+++

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 3

 

เพิ่งนึกออกอีกประเด็นที่อยากจดบันทึกไว้ คือเพื่อนของเราไม่ได้ “กลัวความตาย” แต่กลัวการมีชีวิตอยู่แบบ “ผู้ป่วยติดเตียง”, “อัมพาตครึ่งซีก”, “เจ้าหญิงนิทรา” อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นเพื่อนของเราก็เลยสั่งผู้ช่วยประจำตัวเขาเอาไว้ว่า

 

ถ้าหากผู้ช่วยเปิดประตูห้องของเขาเข้ามา แล้วเห็นเขาฟุบอยู่ที่โต๊ะทำงาน ให้ผู้ช่วยยืนอยู่ตรงประตูห้อง ไม่ต้องเข้ามา แล้วแสร้งทำท่าทางเป็นว่าตัวเองลืมกุญแจ ลืมของ อะไรทำนองนี้ เผื่อกล้องวงจรปิดจับตาดูอยู่ แล้วผู้ช่วยก็ถอยออกจากประตูห้อง ปิดประตูห้อง แล้วรอเวลาอีก “อย่างน้อย 5 ชั่วโมง” ค่อยเปิดประตูห้อง มาหาเพื่อนเรา แล้วเรียกรถพยาบาลหรืออะไรไป

 

เพราะเพื่อนเราเขาเชื่อว่า ถ้าหากรอให้ผ่านไปถึง 5 ชั่วโมง เพื่อนเราจะ “จากไปจริง ๆ” น่ะ แต่ถ้าหากรอเพียงแค่ 4 ชั่วโมง แล้วผู้ช่วยเข้ามาปลุก มาเรียกรถพยาบาล โรงพยาบาลปั๊มหัวใจ ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้จริง แต่สมองมันจะพังพินาศไปมากแล้ว สภาพการใช้ชีวิตอยู่ต่อไปแบบนั้นมันจะยิ่งเลวร้ายกว่าการตายจริง ๆ เสียอีก เพื่อนเราเขาก็เลยตัดสินใจสั่งผู้ช่วยว่า ห้ามช่วย ต้องรอให้ผ่านไป 5 ชั่วโมงก่อน

 

คือเราก็ไม่รู้ว่า ความเชื่อของเพื่อนเรามันสอดคล้องกับความเป็นจริงทางการแพทย์ใด ๆ หรือเปล่านะ แต่เราประทับใจประเด็นนี้ที่เพื่อนเราคุยให้ฟังเมื่อวานนี้มาก ๆ ก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำเอาไว้

 

อันนี้ก็ถือเป็นประเด็นขำ ๆ เล่น ๆ ที่คุยกันฮา ๆ เมื่อวานนี้นะ ไม่ขอแนะนำให้ใครนำไปปฏิบัติจริง ๆ จ้า ส่วนตัวเรานั้น ถ้าผู้ชายเห็นเราฟุบอยู่ ก็เข้ามาผายปอด mouth to mouth เราได้ในทันทีนะคะ

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่หนึ่ง
https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid029nPoF6GyRpFxrsLcowtESmnhEBUcyD5okyugUsK54nr3ymWXbnjooTZNUeVFFEgdl

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02TsMgWx9NFy1FEiqFZN8AD5aUNkTYvGmibWMzDQooGK5D7JwJZ5LfPhtfFtr9MqDJl


เกือบทุกครั้งที่เจอเพื่อนสมัยประถม+มัธยม ต้องมีการทำคลิปตบกัน พบว่าทำแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2016 แล้ว

https://web.facebook.com/reel/10211460734937397

 ++++++

Favorite Quote from Youtube

 

เจอ comment ของคนคนนึงใน MV เพลง BEING BORING (1990) ของ Pet Shop Boys แล้วมันตรงใจเรามาก ๆ เป็น comment ของ tylero8595 เมื่อสองปีก่อน

 

I was 14 when this was released. I had this on cassette. I loved this album. It was 1990. The future seemed so bright and full of opportunity. It really was the peak of our civilization. The 1990s were it. The culmination of the 1900s. It was all boiled down to that final decade. Everything was there. Rock, rap, hippies, goth, metal. Freedom, the end of communism, liberalism, the opening of the world to travelling en masse. It really was the best. And we completely fucked it up. We had it in the palm of our hands and let it slip away. We need to find that again. Peace yall. Never stop dancing, especially if you are 14.

 

เพราะเราก็รู้สึกว่า

 

1. ในส่วนของทั่วโลกนั้น เราก็แอบรู้สึกว่า ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นจุดสูงสุดของอารยธรรมเหมือนกัน ช่วงที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ช่วงของ liberalism เหมือนพอเราเติบโตมากับความหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ตามที่เขาปลูกฝังกันมาในทศวรรษ 1970-1980 การล่มสลายของสหภาพโซเวียตก็เลยทำให้เรารู้สึกดีงามมาก ๆ ในตอนนั้น

 

2. ในส่วนของประเทศไทยนั้น เราก็รู้สึกว่า ช่วงราว ๆ ปี 1993-2005 เป็นช่วงที่ดีที่สุด ช่วงที่ปลอดจากการรัฐประหารเป็นเวลานานสิบกว่าปี เป็นช่วงที่ประเทศไทยดูมีความหวังเรืองรอง มีศักยภาพสูงมาก

 

3. ในส่วนของชีวิตส่วนตัวนั้น ช่วงนั้นเรามีอายุ 17-26 ปี เป็นช่วงที่เรา “เต็มเปี่ยมไปด้วยความใฝ่ฝันถึงอนาคตที่ดีงาม” เป็นอย่างมาก ก่อนที่ความหวังและความฝันในชีวิตจะค่อย ๆ ถูกทำลายไปเรื่อย ๆ เมื่อเราเติบโตขึ้น

 

Edit เพิ่ม: พออ่าน comments ของหลาย ๆ คนแล้วก็พบว่า เพลงนี้มันคือ milestone ของ Gen X ของจริง

 

https://youtu.be/DnvFOaBoieE?si=oCsobjlZDPnBDP9R

 

@marcusfarias7219

2 months ago

This song marked all Gen X people. Most of us grew up in the 70's , were teenagers in the 80's and young adults in the 90's. The time we were full of dreams and just wanted to have fun and be happy. We met people, we lost people and we keep going. This song is an ode to life itself.

 

@straycut9243

6 years ago

"All the people I was kissing, some are here and some are missing".. I was in my 20's when this masterpiece was released having fun and being surrounded by people I loved, I am 53 now and I am listening to it on a Sunday morning, with tears in my eyes for all my losses.. Parents, friends, lovers.. Some are here but most are missing..

 

@rockorc42

4 months ago

Such a grand bitter-sweet track..

54 years old. I can never listen to it without feeling the tears breaking out and my throat choking up..

Seriously phenomenal track.

  

Sunday, January 04, 2026

STILL BY PATPORN PHOOTHONG

 STILL คง (2025, Patporn Phoothong, video installation, A+30)

 

1. กราบมาก ๆ ดูแล้วแทบร้องไห้ หนักมาก ๆ

 

2. ดูแล้วนึกถึง quote จากหนังเรื่อง EVERY MAN FOR HIMSELF AND GOD AGAINST ALL (1974, Werner Herzog, West Germany) โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งก็คือ quote ที่ว่า “Do you not then hear this horrible scream all around you that people usually call silence.

 

3. ดู STILL แล้วก็นึกถึงหนังต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ด้วย

 

3.1 SOUTH (1999, Chantal Akerman, 70min)

 

เพราะ SOUTH นำเสนอภาพของเมืองที่ดูเงียบสงบและร่มรื่นในภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา แต่จริง ๆ แล้วเมืองนี้เพิ่งเกิดเหตุการณ์สังหารชายผิวดำอย่างโหดเหี้ยมทารุณที่สุด

 

เราก็เลยรู้สึกว่าทั้ง SOUTH และ STILL ต่างก็เน้นนำเสนอ “ภาพที่ดูเหมือนธรรมดาสามัญ แต่จริง ๆ แล้วมันแฝงไปด้วยความรุนแรงโหดเหี้ยมและเลวร้ายจนไม่อาจจะบรรยายได้” เหมือนกัน

 

3.2 VANISHING ECHOES แสม (2025, Tanatat Khuttapan, 30min)

 

เพราะ “แสม” ก็นำเสนอภาพบ้านร้างเหมือนกันในองก์ที่สามของหนัง และ “แสม” ก็กระตุ้นให้ผู้ชมจินตนาการถึง “ผู้ที่เคยใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในอดีตในบ้านร้างแห่งนั้น” เหมือนกัน

 

3.3 + 3.4  NIRANAM (2014, Araya Rasdjarmrearnsook, 60min) + น้องชายที่แสนดี(ย์)” FIRST-DEGREE VANISHING (2025, Montree Saelo, 85min, A+30) 

 

เพราะว่าทั้ง STILL, NIRANAM และ FIRST-DEGREE VANISHING ต่างก็กระตุ้นให้เราจินตนาการภาพในหัวตลอดเวลาเหมือนกัน แต่อาจจะด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป โดย NIRANAM + FIRST-DEGREE VANISHING ใช้ “เสียงบรรยาย” ในการกระตุ้นให้ผู้ชมจินตนาการภาพในหัวตลอดเวลา ส่วน STILL ไม่ได้ใช้เสียงบรรยายใด ๆ แต่ใช้ “ภาพสิ่งต่าง ๆ ในบ้านร้าง” ในการกระตุ้นให้เราจินตนาการถึง “อดีตตอนที่บ้านยังมีผู้คนอาศัยอยู่”

 

THIS HISTORY IS AUTO-GENERATED: HISTORY BUREAU AGENT (2022, Nanut Thanapornrapee, video installation, 7min, A+30)

 

งานวิดีโอของไทยที่ใช้ผ้า Pable จากอินโดนีเซียเป็น “จอ” โดยผ้านี้ทำจากวัสดุรีไซเคิล

 

DON’T COME TO MY PARTY (2025, Vasu Sirivanich, video installation, 4min, A+15)

 

ดูในนิทรรศการ RELATABLE ที่ BACC ชั้นสอง

 

Friday, January 02, 2026

THE DIFFERENCE BETWEEN DYING AND DEATH

 

งดงามที่สุด เว็บไซต์ oshimaland ลงพิกัด “สถานที่ผีเฮี้ยน” เอาไว้ทั่วโลก และเปิดให้ผู้ใช้งานเข้าไปใส่ข้อมูลผีเฮี้ยนตามจุดต่าง ๆ ทั่วโลกได้

 

แถวสยามสแควร์ก็มีจุดผีเฮี้ยนเยอะเหมือนกันนะ มีคนใส่ข้อมูลไว้ทั้งภาษาไทยและภาษาญี่ปุ่นด้วย

จุดที่มีลูกไฟคือจุดที่มีผีหลอกวิญญาณหลอน หรือจุดที่เคยมีการตายแบบสยองขวัญสั่นประสาท

+++

จำได้ว่าหนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตเรากับเพื่อน ๆ ในปี 1989 ก็คือการที่พวกเราคาดว่าเพลง EXPRESS YOURSELF ของ Madonna จะก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของ Billboard Chart ได้ แต่อยู่ดี ๆ เพลง TOY SOLDIERS ของ Martika ก็พุ่งพรวดขึ้นสู่อันดับ 1 แซงหน้า EXPRESS YOURSELF ไปได้อย่างหน้าตาเฉย และส่งผลให้ EXPRESS YOURSELF ค้างเติ่ง ขึ้นสูงสุดได้เพียงแค่อันดับ 2 เท่านั้น

 

คือเหตุการณ์นี้ผ่านมานาน 36 ปีแล้ว แต่เรากับเพื่อนก็ยังคงจำได้ไม่มีวันลืมเลือน

++++

 

อยากให้มีคนสร้างภาคสองของ “3 สาวไฮเทค” โดยใช้ชื่อเรื่อง “3 สาวไฮเทค ปะทะ 3 สาวโลว์คอสต์”

+++

 

หนึ่งในสิ่งที่ยังคงเคืองสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจไม่หายตลอดเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ก็คือการที่สำนักพิมพ์นี้เคยแปลการ์ตูนเรื่อง SUKEBAN DEKA หรือ “ยอดนักโทษสาว” ของ Shinji Wada แต่ไม่ยอมแปลให้จบ คือต้นฉบับของญี่ปุ่นมันเขียนจบไปตั้งแต่ปี 1982 แล้ว โดยเขียนออกมา 22 เล่ม แต่ของวิบูลย์กิจเหมือนแปลไปได้แค่ราว 20 เล่ม ไม่ยอมแปลอีก 2 เล่มสุดท้าย เราก็รอมานาน 40 ปีได้แล้วมั้ง แต่ก็ไม่ได้อ่านตอนจบของการ์ตูนเรื่องนี้เสียที

แต่ยุคนั้นเป็นยุคที่ยังไม่มีการเข้มงวดเรื่องลิขสิทธิ์งานแปลในไทยนะ (ช่วงต้นทศวรรษ 1980) เราก็เลยเข้าใจว่า วิบูลย์กิจเองก็คงไม่ได้ถือลิขสิทธิ์งานแปลของ
SUKEBAN DEKA เอาไว้ เราก็เลยได้แต่หวังว่า จะมีสำนักพิมพ์ไหนสักแห่งในไทยหยิบการ์ตูนเรื่องนี้มา publish ใหม่อีกครั้ง เป็นการ์ตูนในปี 1975-1982

+++

 

ขอสอบถามเพื่อน ๆ ที่ได้ดูงานวิดีโอของ Araya Rasdjarmrearnsook คือมันมีวิดีโอนึงที่พูดถึงความแตกต่างระหว่าง “การตาย” กับ “ความตาย” คือในตัววิดีโอมันจะพูดถึงประเด็นที่ว่า “ตาย” เป็น verb แต่พอใส่คำว่า “การ” เข้าไปข้างหน้า มันก็กลายเป็น “คำนามแบบเป็นรูปธรรม” แต่พอใส่คำว่า “ความ” เข้าไปข้างหน้า มันก็กลายเป็น “คำนามแบบเป็นนามธรรม” แล้วตัววิดีโอมันก็พูดถึงความแตกต่างระหว่างคำนามสองคำนี้ ระหว่าง “การตาย” กับ “ความตาย”

 

แต่พอดีตอนที่เราไปดูงานวิดีโอของ Araya Rasdjarmrearnsook เราดูแบบติดต่อกันหลาย ๆ เรื่องน่ะ แล้วเราก็ไม่กล้าเอาสมุดขึ้นมาจดโน้ตด้วย เพราะกลัวว่ามันจะเป็นการรบกวนผู้ชมท่านอื่น ๆ ในแกลเลอรี่ ตอนนี้เราก็เลยเริ่มมีความทรงจำเลอะเลือน จำไม่ได้ว่าสิ่งที่เราดูมันอยู่ในงานวิดีโอชิ้นไหนกันแน่ เราก็เลยสงสัยว่า วิดีโอที่พูดถึงความแตกต่างระหว่าง “การตาย” กับ “ความตาย” มันคือวิดีโอชิ้นไหน ระหว่าง

 

1. NIRANAM (2014, Araya Rasdjarmreansook, 60min, A+30)

 

2. INSPIRATION COMES FROM DIFFERENT SIDES OF THE SKY (2008, Araya Rasdjarmreansook, 37min, A+30)

++++

เราชอบ DIVA LA VIE (2025, Kittiphak Thongauam, A+30) อย่างสุดขีด หนี่งในสิ่งแรกที่ทำหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ก็คือการมา google ว่า “แอนเดรีย สวอเรซ”, “คริสติน มารี นีเวล” และ ไบรโอนี่ ปัจจุบันนี้ทำอะไรอยู่ 55555 ปรากฏว่าตอนนี้ทุกคนอำลาวงการเพลง ใช้ชีวิตอยู่อเมริกา

 

คือการดูหนังเรื่องนี้ทำให้เราสงสัยว่า ศิลปินหญิงยุค 1990s ที่เคยผ่านตาเรา ปัจจุบันนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง

+++

 

Favorite Song: LET THE MUSIC PLAY (1991) – Carroll Thompson

 

https://www.youtube.com/watch?v=1dO1hbG0chI

HORSES AND FILMS

 

HAPPY NEW YEAR 2026 ขอให้เจอแต่เรื่องที่ตระหนกตกใจในทางที่ดีเกินคาด ตลอดทั้งปีนะคะ

 

เราเพิ่งเข้าถึง MTV หรือไม่ก็ช่องมิวสิควิดีโออะไรสักช่องในปี 1995 หลังจากเราย้ายมาอยู่อพาร์ทเมนท์ แล้วอพาร์ทเมนท์มีเคเบิลทีวี ก่อนหน้านั้นเราก็ได้แต่พึ่งพารายการบันเทิงคดีของคุณมาโนช พุฒตาล ทางททบ. 5 ได้ดูมิวสิควิดีโอเพลงฝรั่งแค่ 25 นาทีต่อสัปดาห์ในช่วงทศวรรษ 1980 แล้วส่วนใหญ่ก็มีแต่เพลงร็อคด้วยนะ เพราะคุณมาโนชแกคงชอบเพลงร็อค ในขณะที่จริง ๆ แล้วเราชอบเพลงแดนซ์ ซึ่งคุณมาโนชแทบไม่เคยเปิดในรายการของเขาเลย 555

 

ช่วงต้นทศวรรษ 1990 เริ่มมีเคเบิลทีวีเข้ามาในไทย แต่บ้านเราจน ก็เลยไม่มีปัญญาสมัครเป็นสมาชิกเคเบิลทีวีในช่วงนั้น

++++++

 

HORSES AND FILMS

 

ต้อนรับปีมะเมีย ด้วยหนัง 10 เรื่องที่เราประทับใจที่มีม้าเป็นส่วนสำคัญในหนัง

 

เรียงตามลำดับปี

 

1. ASHES OF TIME (1994, Wong Kar-wai, Hong Kong)

 

2. FROM BEHIND (1999, Valérie Lemercier, France)

 

หนัง QUEER เรื่องนี้ให้ความสำคัญกับ “จู๋ของม้า”

 

3. SEABISCUIT (2003, Gary Ross)

 

4. WHAT THE SNOW BRINGS (2005, Kichitaro Negishi, Japan)

 

5. OF WOMEN AND HORSES (2011, Patricia Mazuy, France)

 

6. THE TURIN HORSE (2011, Béla Tarr, Ágnes Hranitzky, Hungary, 155min)

 

7. OF HORSES AND MEN (2013, Benedikt Erlingsson, Iceland)

 

8. THE RIDER (2017, Chloe Zhao)

 

9. ANTEBELLUM (2020, Gerard Bush, Christopher Renz)

 

ฉากควบม้าที่ระทึกใจที่สุดในชีวิตของเรา อยู่ในหนังเรื่องนี้

 

10. NOPE (2022, Jordan Peele)

+++

หนึ่งในโมเมนต์ประทับใจสำหรับเราในปี 2025 คือการได้เห็น Gloria Estefan เฉิดฉายในหนังเรื่อง GABBY'S DOLLHOUSE: THE MOVIE (2025, Ryan Crego, A+30) ดีใจที่ Gloria ยังมีชีวิตอยู่ 55555

+++

 

เรายังไม่เคยดู

 

A NEW LOVE IN TOKYO (1994, Banmei Takahashi)

LOVE & POP (1998, Hideaki Anno)

MABOROSI (1995, Hirokazu Koreeda)

SHINJUKU TRIAD SOCIETY (1995, Takashi Miike)

TOKYO FIST (1995, Shinya Tsukamoto)

++++

THREE KINGDOMS: STARLIT HEROES (2025, Meng Yu, Yuan Yuan, China, animation, A+30) เป็นหนังเรื่องแรกที่เราเคยดูที่เน้นนำเสนอตัวละคร "โจโฉ" ในทางบวก หรือในฐานะ "พระเอก" โดยเฉพาะเน้นไปที่ "ความรักหมา" ของโจโฉ

+++

THE BRINK OF DREAMS (2024, Nada Riyadh, Ayman El Amir, Egypt, documentary, 102min, A+30)

 

หลังจากเราเปิดปี 2026 ด้วยการดูหนังออนไลน์เรื่อง THE FOUR TIMES (2010, Michelangelo Frammartino, Italy, 88min, A+30) ที่งดงามมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เราก็ต่อด้วยการดู “หนังสารคดีเรื่องแรกของปี” ซึ่งก็คือ THE BRINK OF DREAMS ในทันที เพราะหนังทั้งสองเรื่องกำลังจะหลุดออกจากเว็บไซต์ Festival Scope ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

THE BRINK OF DREAMS เล่าเรื่องของกลุ่มหญิงสาวในชนบทอียิปต์ที่ทำ “คณะละครข้างถนน” ด้วยกัน โดยพวกเธอเล่นละครกันข้างถนนเพื่อสื่อสารประเด็นทางสังคมให้ชาวบ้านชาวช่องที่เดินผ่านไปผ่านมาได้รับรู้และตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว

 

ดูแล้วก็นับถือพวกเธอมาก ๆ กล้าหาญชาญชัยกันมาก ๆ เพราะสังคมที่พวกเธออยู่อาศัยกันมันอนุรักษ์นิยมมาก ๆ คือแค่ผู้หญิงแต่งตัวธรรมดา ๆ ก็โดนหาว่าเป็นกะหรี่แล้ว และการ “เล่นละครข้างถนน” แบบนี้ มันไม่ใช่การสื่อสารกับ “ผู้ชมที่ตั้งใจมาชมละคร” ซึ่งผู้ชมแบบนั้นมันเป็นกลุ่มที่ “เป็นมิตร” กับนักแสดงละครอยู่แล้ว แต่ “การเล่นละครข้างถนน” มันเป็นการสื่อสารกับ “คนที่พร้อมจะตะโกนด่านักแสดงอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อ” น่ะ โดยเฉพาะพวกชายฉกรรจ์ตัวใหญ่ ๆ เราก็เลยรู้สึกว่า “นักแสดงละครข้างถนน” แบบนี้นี่มันต้องอาศัยความกล้าหาญชาญชัยอย่างใหญ่หลวงมาก ๆ

 

แล้วสังคมที่พวกเธออยู่ มันก็เป็นสังคมที่ “ผู้ชายเป็นใหญ่” อย่างรุนแรงมาก ๆ ผู้หญิงอาจจะถูกบีบให้แต่งงานตั้งแต่อายุ 15 ปี และผู้หญิงที่แต่งงานแล้วก็จะถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เป็น “แม่บ้าน” เท่านั้น แทนที่จะได้เป็นอิสระ ทำงานที่ตัวเองต้องการ

 

เราเข้าใจว่าสังคมที่พวกเธออยู่เป็น “คริสต์” นะ แต่ไม่รู้ว่าเป็นคริสต์นิกายอะไร มันเป็นนิกายที่ “ห้ามการหย่าร้าง” ไม่แน่ใจว่าเป็นนิกาย Coptic หรือเปล่า

 

THE BRINK OF DREAMS ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในสาย Critics’ Week ด้วยนะ และหนังเรื่องนี้สามารถคว้ารางวัล Golden Eye หรือรางวัลหนังสารคดียอดเยี่ยมในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาได้ด้วย

 

ดู THE BRINK OF DREAMS แล้วก็นึกถึงหนังสองเรื่อง ซึ่งก็คือ

 

1. SOUTHERN SORCERESSES (2020, Eliane Caffé, Carla Caffé, Beto Amaral, Brazil, documentary, A+30)

 

เพราะหนังสารคดีบราซิลเรื่องนี้พูดถึงกลุ่ม queer activists ที่ชอบจัดการแสดงข้างถนนเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกประชาชนให้ตระหนักถึงปัญหาสิทธิ queer หรืออะไรทำนองนี้ ถ้าหากเราจำไม่ผิด และการจัดแสดงละครข้างถนนแบบนี้ก็ต้องเผชิญกับเสียงด่าทอจากประชาชนใจแคบอย่างรุนแรงมาก

 

2. AMAL (2017, Mohamed Siam, Egypt, documentary, A+30)

 

เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้ตามติดชีวิตเด็กสาวชาวอียิปต์เหมือนกัน โดยหนังเรื่องนี้ตามติดชีวิตของอามาล เด็กสาววัย 14 ปีที่เข้าร่วมในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศอียิปต์

++++

 

The Four Times (2010, Michelangelo Frammartino, Italy/Germany/Switzerland)

 

I worship this film ตอนดูช่วงแรก ๆ จะรู้สึกว่ามัน extremely slow cinema แต่พอดูไปเรื่อย ๆ กลับพบว่า "เราตามเนื้อเรื่องไม่ทัน" คือในความ extremely slow ของมันจริง ๆ แล้วเราต้องคอยจับสังเกตสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียดมาก ไม่งั้นเราจะพลาดความเชื่อมโยงของสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละฉาก ตั้งแต่มด, ก้อนอิฐ, ฝุ่นผง, เศษกระดาษ, ถ่าน, ปล่องไฟ, etc.

Wednesday, December 31, 2025

THE YEAR 2025

 

อยากย้อนเวลากลับไปดู "มหกรรมภาพยนตร์จีนในประเทศไทย" ในปี 1985 ที่โรงภาพยนตร์รามา อยากรู้มาก ๆ เลยว่า ตอนนั้นมีหนังเรื่องไหนมาฉายบ้าง มีหนังของผู้กำกับรุ่น 1-4 มาฉายบ้างหรือเปล่า

 

นิตยสารอย่าง STARPICS กับ "หนังและวิดีโอ" ในปี 1985 มีบันทึกรายชื่อหนังจีนในเทศกาลภาพยนตร์เหล่านี้ไว้บ้างไหม

 

ตัวอย่างของผู้กำกับภาพยนตร์รุ่น 4 ของจีนก็มีเช่น Wu Yigong, Wu Tianming, Zhang Nuanyi, Huang Jianzhong, Teng Wenji, Zheng Dongtian, Xie Fei, Hu Bingliu, Ding Yinnan, Li Qiankuan, Lu Xiaoya, Yu Benzheng, Yan Xueshu, Huang Shuqin, Yang Yanjin, Wang Haowei, Wang Junzheng, Zhang Zi'en, Song Chong and Cong Lianwen

+++

 

2025 ปีแห่ง “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า”

 

เห็นคุณมโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ บอกว่าเคยมีภาพยนตร์เรื่อง “แสตมป์สื่อรัก” มาฉายในงานมหกรรมภาพยนตร์จีนในกรุงเทพในปี 1985 ที่โรงภาพยนตร์รามา เราก็เลยลอง search ดู แล้วก็เดาว่า มันต้องเป็นหนังเรื่อง ROMANCE IN PHILATELY (1984, Hu Sang, China, 98min) แน่ ๆ เลย อิจฉา cinephiles รุ่นเก่า ๆ ที่ทันได้ดูหนังเรื่องนี้ในกรุงเทพในปี 1985 มาก ๆ ค่ะ

 

ดิฉันมีอายุ 12 ปีในปี 1985 ค่ะ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็น cinephile ตอนนั้นเรายังเน้นอ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น และอ่านนิยายของจินตวีร์ วิวัธน์ + ทมยันตี + ตรี อภิรุม + ม.มธุการีอยู่ เพราะฉะนั้นในปี 1985 เราก็เลยพลาดดูหนังดี ๆ หลายเรื่องที่เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพในช่วงนั้น

 

เราเพิ่งมาเป็น cinephile ในช่วงปี 1995 เมื่อได้ดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY (1983, Peter Stein, West Germany, A+30) ที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 ตอนนั้นเรามีอายุ 22 ปี และการดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY ก็ทำให้เราเริ่มตกหลุมรักการดูภาพยนตร์อย่างรุนแรงจนถอนตัวไม่ขึ้น

 

เทศกาลภาพยนตร์แรกที่เราได้ดู น่าจะเป็นเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นในปี 1995 โดยในตอนนั้นเราได้ดูหนังเรื่อง THE NAKED ISLAND (1960, Kaneto Shindo, A+30) ที่มูลนิธิญี่ปุ่น ถนนอโศก

 

แต่เราไม่แน่ใจ 100% เต็มนะ ว่าตอนนั้นมันเป็นเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นหรือเปล่า แต่เราเดาว่าน่าจะเป็นเทศกาล เพราะเหมือนเราไม่เห็นหนังเรื่อง THE NAKED ISLAND กลับมาฉายที่ Japan Foundation อีก แต่ถ้าหากเราจำผิด ก็ทักท้วงมาได้นะ

 

เทศกาลภาพยนตร์ที่สองที่เราได้ดู ก็คือ “เทศกาลภาพยนตร์นิวซีแลนด์” ในปี 1995 ที่ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมแสงอรุณ ถนนสาทร โดยในตอนนั้นเราได้ดูหนังเรื่อง

 

1. RUBY AND RATA (1990, Gaylene Preston, New Zealand)

 

2. UTU (1983, Geoff Murphy, New Zealand)

 

3. THE END OF THE GOLDEN WEATHER (1991, Ian Mune, New Zealand)

 

4. AN ANGEL AT MY TABLE (1990, Jane Campion, New Zealand, 158min)

 

แล้วเราก็เลยบ้าดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์มาโดยตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา หรือนับตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา จนมาถึงจุดพีคสุดก็ปีนี้นี่แหละ ปี 2025 ที่เราเกิดอาการ “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า”

 

คือเราเติบโตมาในยุคที่การเข้าถึงหนังนอกกระแสเป็นเรื่องที่ยากลำบากลำบนมาก ๆ น่ะ เหมือนการจะได้ดูหนังนอกกระแสในยุคทศวรรษ 1990 มันเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ เราสามารถเข้าถึงหนังเหล่านี้ได้ก็โดยผ่านทางการดูวิดีโอร้านเฟม + การดูหนังที่เกอเธ่, สมาคมฝรั่งเศส + Japan Foundation + DK Filmhouse Filmvirus เท่านั้น เทศกาลภาพยนตร์ในยุคนั้นก็น้อยมาก ๆ อาจจะมีจัดกันทุก ๆ 3 เดือน หรือปีละ 4 เทศกาล ไม่ใช่เดือนละ 3 เทศกาลเหมือนในยุคปัจจุบัน แต่ถ้าใครรวยหน่อยก็สามารถซื้อวิดีโอร้านแมงป่อง+ลูกแมว+AVS มาดูได้ แต่เราไม่ได้มีเงินมากพอที่จะซื้อวิดีโอเหล่านี้ได้เป็นประจำ

 

เพิ่งมาในทศวรรษ 2000 นี่แหละ ที่ “ร้านแว่นวิดีโอ” ช่วยให้เราเข้าถึงหนังนอกกระแสได้ง่ายขึ้น และอินเทอร์เน็ตก็ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลหนังนอกกระแสได้ง่ายขึ้นด้วย

 

เพราะฉะนั้นพอเราเติบโตมากับการเป็น cinephile ในทศวรรษ 1990 เติบโตมากับ “ความอัตคัดขาดแคลนหนังนอกกระแสอย่างรุนแรง” เติบโตมากับ “ความรู้สึกอดอยากปากแห้งทางภาพยนตร์อย่างรุนแรง” เราก็เลยเหมือนเก็บกด “ความอยากดูหนังเทศกาล” เอาไว้อย่างล้นปรี่น่ะ เพราะเทศกาลภาพยนตร์มันเป็นสิ่งที่หายากมาก ๆ ในยุคนั้น

 

ปมทางจิตที่เราเก็บกดไว้เมื่อ 30 ปีก่อน มันก็เลยเหมือนได้รับการตอบสนองจนหายอยากไปเลยในปี 2025 นี้แหละ เหมือนในที่สุดปมทางจิตของเราก็ได้รับการรักษาให้หายขาดในปีนี้

 

เพราะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้มันมีเทศกาลภาพยนตร์อัดแน่นเยอะมาก ๆ ในกรุงเทพและปริมณฑล เยอะที่สุดเป็นประวัติการณ์ในชีวิตของเราเลย จนเราเองก็ตามดูไม่ไหวทุกเทศกาล และในที่สุดเราก็ล้า และคิดว่าหลังจากนี้คงไม่ตามดูหนังเทศกาลอีกแล้ว คือเราคงไปดูหนังตามเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ เหมือนเดิมแหละ แต่จะดูเฉพาะที่เราอยากดูจริง ๆ เท่านั้น ถ้าอันไหนเรารู้สึกขี้เกียจ เราก็จะไม่ไปดู 555555

 

คือ “การให้ความสำคัญกับเทศกาลภาพยนตร์เป็นหลัก” ส่งผลให้เราไม่ได้เข้าฟิตเนสเลยมาเป็นเวลาติดต่อกัน 4 เดือนครึ่งน่ะ เราเข้าฟิตเนสในวันที่ 11 ส.ค. 2025 แล้วพอเข้าสู่ช่วง “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” เราก็ไม่ได้เข้าฟิตเนสอีกเลย จนเพิ่งได้มาเข้าฟิตเนสอีกทีในวันที่ 28 ธ.ค. 2025 นี่แหละ แล้วคือกูต้องจ่ายเงินค่าฟิตเนสไปฟรี ๆ เป็นเวลา 4 เดือนครึ่ง เพราะกูมัวแต่ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์นี่แหละ สุขภาพกูก็ย่ำแย่มากด้วย เราก็เลยรู้สึกว่า ต่อแต่นี้ไป เราจะให้ความสำคัญกับเทศกาลภาพยนตร์เป็นหลักไม่ได้แล้วล่ะ คงจะต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพตัวเองเป็นหลักได้แล้ว “ความอยากในเทศกาลภาพยนตร์” ที่อยู่ในใจเราตลอด 30 ปีที่ผ่านมาได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่แล้ว ต่อไปนี้เราจะต้องเข้าสู่ phase ใหม่ของชีวิตได้เสียที

 

ช่วง “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 23 ส.ค. และสิ้นสุดอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ธ.ค. หรือกินเวลา 4 เดือนเต็ม ๆ และส่งผลให้เราไม่ได้เข้าฟิตเนสเลยเป็นเวลา 4 เดือนครึ่ง

 

ในช่วงเวลาดังกล่าว เราหมดเวลาไปกับ

 

1.เทศกาลภาพยนตร์ WHAT THE DOC

 

2. เทศกาลภาพยนตร์ฮ่องกง

 

3. เทศกาลภาพยนตร์ QUEER ที่ ICONSIAM

 

4. SIAM ANIMA

 

5. EDUARDO WILLIAMS’ RETROSPECTIVE

 

6. WILDTYPE

 

7. BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL แบบอภิมหาอลังการ

 

8. กางจอของนิเทศจุฬา

 

9. SPANISH FILM FESTIVAL

 

10. GODZILLA FILM FESTIVAL

 

11. IRISH FILM FESTIVAL

 

12. RE:COMPLEX at Goethe

 

13. GHOST 2568

 

14. TAIWAN DOCUMENTARY FILM FESTIVAL

 

15. AMAZING STONER FILM FEST at Cinema Oasis

 

16. MARATHON THAI SHORT FILMS

เราได้ดูหนังเพียงแค่ 169 เรื่องในเทศกาลมาราธอนปีนี้

 

17. CHINESE FILM FESTIVAL

 

18. GERMAN FILM FESTIVAL (KINOFEST)

 

19. ARAYA RASDJARMREARNSOOK’S RETROSPECTIVE

เราได้ดูเพียงแค่ 20 จาก 23 เรื่องในงานนี้ แต่เราคงไม่มีแรงไปดูอีก 3 เรื่องที่เหลือแล้วล่ะ (เรายังไม่ได้ดู I’M LIVING, SURVIVOR’S WAY OF LIFE กับ VILLAGE KIDS SINGING)

 

20. THAI SHORT FILM FESTIVAL

 

น่าสนใจดีที่ช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา เริ่มต้นด้วยหนังปาเลสไตน์ และก็จบลงด้วยหนังปาเลสไตน์โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะช่วง “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา เริ่มต้นด้วยการดูหนังเรื่อง AYNY (2016, Ahmad Saleh, Palestine/Jordan, animation, 11min, A+30) ในโปรแกรม PALESTINE ANIMATIONS: 3 FILMS BY AHMAD SALEH ที่โรงหนัง House Samyan ในวันเสาร์ที่ 23 ส.ค. 2025

 

และช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา ก็จบลงด้วยหนังเรื่อง A STONE’S THROW (2024, Razan AlSalah, Palestine/Lebanon/Canada, 40min, A+30) ในโปรแกรม DEAR PALESTINE ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันอาทิตย์ที่ 21 ธ.ค. 2025

 

ก็เลยเท่ากับว่า ช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา ที่กินเวลา 4 เดือนเต็มนี้ เริ่มต้นด้วยหนังปาเลสไตน์ และจบลงด้วยหนังปาเลสไตน์โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

แต่นี่คือเราไม่ได้ไปดูหนังใน “เทศกาลหนังเงียบ” ที่หอภาพยนตร์ และไม่ได้ไปดูหนังในเทศกาล BATURU WOMEN’S FILM FESTIVAL เลยนะ คือเราตัดทิ้งไปเลย 2 เทศกาล เพราะตารางเวลามันชนกัน และเราก็ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

 

ก็เลยรู้สึกว่า  “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” มาเป็นเวลา 4 เดือนเต็มนี้ มันคือการเติมเต็มความฝันของเราตั้งแต่ปี 1995 ความใฝ่ฝันของเราตั้งแต่เป็น cinephile ในปี 1995 เป็นต้นมา ได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่แล้ว หนังที่เราอยากดู ก็มีเข้ามาให้ดูอย่างแน่นขนัดเป็นเวลา 4 เดือนเต็ม ซึ่งรวมถึงโปรแกรมภาพยนตร์ที่ fulfill my wish จริง ๆ โดยเฉพาะโปรแกรม Harun Farocki Retrospective, Ryusuke Hamaguchi Retrospective และ Araya Rasdjarmrearnsook Retrospective

 

ชีวิต cinephile ของเรา สมบูรณ์แล้ว นอนตายตาหลับแล้ว เพราะช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ตลอด 4 เดือนเต็มนี่แหละค่ะ

 

เข้าใจว่า ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดเทศกาลภาพยนตร์ดี ๆ แน่นขนัดกันอย่างนี้ โดยเฉพาะ BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL ก็คือ Thacca กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนะ ดิฉันขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

 

ก็เลยถือว่าปี 2025 นี่เป็นปีของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” จริง ๆ เพราะมันเริ่มต้นปีด้วย The 7th Bangkok Experimental Film Fesitval: Nowhere Somewhere ในเดือนม.ค. ซึ่งอัดแน่นไปด้วยหนังดี ๆ อย่างล้นปรี่ แล้วก็มีการจัดเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ในกรุงเทพและปริมณฑลเรื่อยมาตลอดทั้งปี อย่างเช่น Japan Film Festival ในเดือนก.พ., Italy Film Festival ในเดือนพ.ค., European Film Festival ในเดือนพ.ค., Japanese & Thai Prewar Talkies ในเดือนมิ.ย., Flaherty Seminar ในเดือนมิ.ย.,  Signes de Nuit Film Festival ในเดือนก.ค. และก็เข้าสู่ช่วงพีคที่สุดของชีวิตเราตั้งแต่เดือนส.ค.เป็นต้นมา ตามที่ได้เขียนไปแล้ว

 

ขอกราบขอบพระคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่ช่วยกันจัดเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมานะคะ ดิฉันนอนตายตาหลับแล้วค่ะ

 

ถ้าให้เลือก TOP THREE ของช่วง 4 เดือนนี้ในวินาทีนี้ ก็น่าจะเป็น

 

1. ABOUT NARRATION (1975, Harun Farocki, Ingemo Engström, West Germany, 58min)

 

2. TITLE WAIVE (2019-2025, Ryan Trecartin, 33min)

 

3. NIRANAM (2014, Araya Rasdjarmrearnsook, 60min)

 

NIRANAM ยังมีฉายอยู่ที่ 100 TONSON FOUNDATION นะครับ หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน Araya Rasdjarmrearnsook Retrospective จัดฉายอยู่จนถึงวันที่ 18 ม.ค. แกลเลอรี่นี้เปิดวันพฤหัสถึงวันอาทิตย์

 

แต่ถ้าให้เลือก TOP THREE ในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้า รายชื่อหนังใน top three ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ 55555

 

NIRANAM (2014, Araya Rasdjarmrearnsook, 60min, A+30) นี่น่าจะเป็น one of my most favorite films (or moving-mages) I saw in 2025 นะ ถือเป็นหนี่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2025 เลย

 

ตัวภาพในหนังจริง ๆ แล้วไม่น่าสนใจสำหรับเรา เพราะมันเป็นภาพคนเย็บปากแผลไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง แต่ตัวเสียงในวิดีโอนี้เป็นอารยาเล่าเรื่องครอบครัวตัวเอง แล้วมันงดงามมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

NIRANAM ยังมีจัดฉายอยู่ในงาน Araya Rasdjarmrearnsook Retrospective ที่ 100 TONSON FOUNDATION จนถึงวันที่ 18 ม.ค.นะ โดยในวันพฤหัส, ศุกร์ กับ เสาร์ ทางแกลเลอรี่จะฉายหนังเฉพาะในโปรแกรม C ซึ่งประกอบด้วยหนังของอารยา 6 เรื่อง ซี่งรวมถึงหนังเรื่อง NIRANAM ด้วย

 

แต่ในทุก ๆ วันอาทิตย์ ทางแกลเลอรี่จะฉายโปรแกรมหนัง A, B, C ซึ่งประกอบด้วยหนังของอารยาทั้งหมด 23 เรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าหากใครอยากดูหนังของอารยาทั้ง 23 เรื่อง ซึ่งมีความยาวรวมกันเพียงแค่ 437 นาที หรือ 7 ชั่วโมง 17 นาทีเท่านั้น ก็ไปดูได้ในวันอาทิตย์ค่ะ จนถึงวันที่ 18 ม.ค.

 

แต่เราไม่รู้ว่าทางแกลเลอรี่จะปิดช่วงปีใหม่ในวันไหนบ้างนะ ใครจะไปดูก็เช็คกับทางแกลเลอรี่ก่อนแล้วกันว่าปิดปีใหม่วันไหนบ้าง

 

ใครจะไปนั่งดูหนังยาว ๆ 23 เรื่องเป็นเวลา 7 ชั่วโมงในวันอาทิตย์ เราก็ขอแนะนำให้ “พกน้ำดื่ม” ติดตัวไปด้วยนะ เพราะแถวนั้นไม่มีน้ำดื่มขายจ้า แต่มี “ตัวเหี้ย” เล่นน้ำในลำคลองแถว ๆ นั้น 55555 เราเพิ่งถ่ายคลิปตัวเหี้ยในซอยต้นสนมาลงให้ดูเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน หลายคนคงจำได้

 

เราไปดูหนังในงานนี้ใน 2 วันอาทิตย์ สรุปว่าดูไปได้แค่ 20 เรื่องเท่านั้นค่ะ ยังขาดอีก 3 เรื่องที่ยังไม่ได้ดู ซึ่งก็คือ I’M LIVING, SURVIVOR’S WAY OF LIFE กับ VILLAGE KIDS SINGING

 

เราเพิ่งเขียนเปรียบเทียบ NIRANAM กับ “หนังสะท้อนชีวิตผู้หญิงหลายรุ่น” อีก 4 เรื่องไปนะ ซี่งก็คือ KEEPER (2025, Osgood Perkins, A+30), SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinsky, Germany, A+30), A PALE VIEW OF HILLS (2025, Kei Ishikawa, Japan, A+30) และ WITCHES CAN’T BE BURNED เจ้าดอกกระดังงา (2025, Naphat Thanarotchudet, A+30)

 

หนังอีกเรื่องที่เราว่าเหมาะปะทะกับ NIRANAM ก็คือ น้องชายที่แสนดี(ย์)” FIRST-DEGREE VANISHING (2025, Montree Saelo, 85min, A+30) เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้เปิดโอกาสให้ผู้ชม “จินตนาการภาพในหัวตามเสียงเล่าตลอดทั้งเรื่อง” เหมือนกันเลย โดย FIRST-DEGREE VANISHING นั้น มีแต่จอมืดตลอดทั้งเรื่อง กับเสียงเล่าเรื่องแบบหนัง mystery thriller ส่วน NIRANAM นั้น ภาพเป็นคนเย็บปากแผลตลอดทั้งเรื่อง ส่วนเสียงนั้นเล่าเรื่องของครอบครัวอารยาแบบกระแสสำนึกไปเรื่อย ๆ

++++++++

 

Favorite Fighting Female Characters:

22. Cure Majesty

 

วันนี้เราได้ดู YOU AND IDOL PRETTY CURE THE MOVIE: FOR YOU! OUR KIRAKILALA CONCERT! (2025, Koji Ogawa, Japan, animation, A+30) ที่เมเจอร์ รัชโยธิน แล้วก็ประทับใจตัวละคร Cure Majesty มาก ๆ เพราะว่าเธอใช้สีม่วงเป็นสีประจำตัว และสีนี้คือสีโปรดของเรา

 

พอเราไป search ดูข้อมูลของตัวละครตัวนี้ในอินเทอร์เน็ต ก็เลยเพิ่งรู้ว่า ตัวละครตัวนี้ใช้ Magic Hour เป็นอาวุธ รุนแรงมาก ไม่รู้คิดขึ้นมาได้ยังไง ชอบมาก ๆ ที่มีตัวละครหญิงสาวใช้ Magic Hour เป็นอาวุธในการฟาดฟันเหล่าผู้ร้าย