Thursday, December 23, 2021

IN FRONT OF YOUR FACE (2021, Hong Sang-soo, South Korea, A+30)

 

IN FRONT OF YOUR FACE (2021, Hong Sang-soo, South Korea, A+30)

Spoilers alert
--
--
--
--
--

1. หนังสร้างความรู้สึก "มหัศจรรย์" ให้กับเราอย่างรุนแรงมาก ๆ มีสิทธิลุ้นอันดับหนึ่งประจำปีนี้ไปเลย ทำไมมันถึงส่งผลกระทบกับเราอย่างรุนแรงสุด ๆ ขนาดนี้ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

รู้สึกว่าหลาย ๆ ฉากของหนังเรื่องนี้มันสร้างความรู้สึกงดงามให้กับเราอย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้ “ถ่ายภาพสวย” เลย และสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละฉากมันธรรมดาสามัญมาก ๆ คือทั้งเหตุการณ์ก็ธรรมดา และหนังก็ถ่ายให้มันออกมาดูเป็นภาพที่ธรรมดา ไม่ได้จัดแสงหรือใช้เทคนิคทางภาพให้มันดูมลังเมลืองประกายฉ่องแต่อย่างใด แต่ผลทางอารมณ์ที่เกิดกับเรามันรุนแรงถึงขีดสุด ฉากหรือเหตุการณ์ที่เราชอบสุดขีดในหนังเรื่องนี้ก็มีอย่างเช่น

 

1.1 การที่น้องสาวไม่ยอมบอกนางเอกว่าฝันเห็นอะไร จนกว่าจะเลยเที่ยงวันไปแล้ว แต่แล้วทุกคนก็ดูเหมือนลืม และผู้ชมก็ไม่รู้อยู่ดีว่าน้องสาวฝันเห็นอะไร

 

1.2 การกินต๊อกโบกี แล้วหกเลอะเสื้อ แล้วนางเอกก็ตั้งใจจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เพราะเห็นว่ามันไม่สำคัญ

 

1.3 การไปหาหลานชายที่ร้านอาหาร แต่ไม่เจอ แต่พอนางเอกกับน้องสาวเดินออกจากร้านไปแล้ว หลานชายถึงเพิ่งวิ่งตามมา

 

1.4 การโดนเลื่อนเวลานัด

 

1.5 การที่นางเอกกลับไปเยี่ยมบ้านเก่าในวัยเด็ก

 

1.6 ฉากนางเอกมองออกนอกหน้าต่างของบ้านเก่า  ฉากนี้โดนเราอย่างรุนแรงถึงขีดสุด นึกถึงฉาก Sabine Azema มองออกนอกหน้าต่างใน A SUNDAY IN THE COUNTRY (1984, Bertrand Tavernier)

 

1.7 ฉากที่นางเอกภาวนาว่าต้องการจะเห็น “สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอ” หรืออะไรสักอย่าง แล้วมีเด็กหญิงตัวน้อย ๆ เดินเข้ามาพอดี

 

1.8 การที่เด็กหญิงกับแม่เด็กพูดไม่ตรงกันเรื่องอยู่ที่บ้านนี้หรืออยู่ที่บ้านอีกหลัง อะไรทำนองนี้

 

1.9 การที่ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อ Jaewon พยายามหาโอกาสอยู่กับนางเอกสองต่อสอง แล้วไล่ลูกน้องออกไปจากร้านในทางอ้อม

 

1.10 การที่นางเอกพยายามเล่นกีตาร์ ทั้ง ๆ ที่เธอเล่นไม่ค่อยได้ และเธอยังคงเล่นต่อไปถึงแม้ Jaewon สติแตกไปแล้ว

 

1.11 การคุยกันว่าจะเก็บจานชามในร้านอาหารดีหรือไม่

 

1.12 การที่นางเอกถูกยกเลิกงาน แต่เธอหัวเราะ เหมือนไม่ได้เสียใจอะไรมากมาย

 

1.13 ฉากจบ ที่ให้ความรู้สึกที่งดงามที่สุดสำหรับเรา


คือฉากเหล่านี้มันดูเป็นเหตุการณ์ธรรมดาสามัญอย่างถึงที่สุด อาจจะธรรมดายิ่งกว่าเหตุการณ์ใน FOUR ADVENTURES OF REINETTE AND MIRABELLE (1987, Eric Rohmer) ซะอีก แต่ทำไม Hong Sang-soo ถึงสามารถทำให้เรารู้สึกว่าอะไรเหล่านี้มันงดงามตราตรึงใจเราอย่างสุดขีดคลั่งได้ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

ในแง่นึงเราก็รู้สึกว่า Hong Sang-soo อาจจะทำสำเร็จในสิ่งที่นางเอกพยายามจะทำนะ เพราะถ้าเราเข้าใจไม่ผิด นางเอกพยายามจะมองเหตุการณ์ธรรมดาสามัญทุกอย่างในชีวิตประจำวันว่าเป็นความงดงามของชีวิต ในขณะที่เธอกำลังจะตายจากโรคร้าย และหนังเรื่องนี้ก็เหมือนมอบดวงตาคู่ใหม่ให้กับเรา เพราะหนังก็ทำให้เรามองเหตุการณ์ธรรมดาสามัญเหล่านี้ว่าเป็นอะไรที่งดงามสุดๆ เหมือนกัน

 

นึกถึงตอนที่เราเข้ารับการผ่าต้อกระจกที่ดวงตา 2 ข้างในช่วงปลายปี 2020 แล้วต้องไม่ให้ดวงตาโดนน้ำเป็นเวลา 2 เดือน คือตอนนั้นเราไม่สามารถอาบน้ำฝักบัวแบบปกติได้ แต่พอดวงตาเราหายดี เรากลับมาอาบน้ำฝักบัวได้ตามปกติ ตอนนั้นแหละเราถึงรู้สึกว่า การได้อาบน้ำฝักบัวแบบปกตินี่มันคือความสุขสุดยอดจริง ๆ หลังจากไม่สามารถทำแบบนั้นมาได้เป็นเวลานาน 2 เดือน การอาบน้ำฝักบัวซึ่งเคยเป็นอะไรที่น่าเบื่อ เป็นกิจวัตรประจำวันที่ไม่มีความสำคัญอะไร ได้กลายเป็นความสุขสุดยอดสำหรับเราไปแล้ว

 

คนที่ใกล้ตาย หรือดวงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว บางทีก็อาจจะรู้สึกแบบเดียวกันเมื่อได้มองเห็นชีวิตประจำวันของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ กิจวัตรประจำวันที่แสนน่าเบื่ออาจจะกลายเป็นอะไรที่งดงามสุด ๆ ขึ้นมาก็ได้ แต่บางทีเราอาจจะไม่ต้องรอให้ตัวเองใกล้ตายก็ได้ ในการเรียนรู้ที่จะมองชีวิตของตัวเองด้วยดวงตาของคนที่ใกล้ตายแบบนี้


2.ถ้าเปรียบเทียบจากความรู้สึกของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้แล้ว เราก็รู้สึกอยากฉายหนังเรื่องนี้ควบกับ

2.1 A WEEK'S VACATION (1980, Bertrand Tavernier) หนึ่งในหนังที่ชอบที่สุดตลอดกาล หนังเล่าเรื่องของครูสาวคนนึงที่ลางานหนึ่งสัปดาห์ แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรสำคัญในช่วงหนึ่งสัปดาห์นั้น นอกจากการไปเยี่ยมคนรู้จักบางคน เหมือนเป็นหนังที่ไม่มีอะไรสำคัญเกิดขึ้นในหนังเลย แต่เราดูหนังเรื่องนี้มานาน 24 ปีแล้ว แต่ยังลืมความรู้สึกที่รุนแรงสุด ๆ จากหนังเรื่องนี้ไม่ได้

2.2 DYING AT A HOSPITAL (1993, Jun Ichikawa) หนังเล่าเรื่องของกลุ่มผู้ป่วยใกล้ตายในโรงพยาบาล โดยตัดสลับกับภาพคนธรรมดาเดินไปตามท้องถนนเป็นระยะ ๆ หนังทำให้เราตระหนักว่า การเดินไปตามท้องถนน, เดินห้างสรรพสินค้า, etc. ในชีวิตประจำวันแบบนี้นี่แหละ คือโมงยามที่เปี่ยมสุขสุด ๆ แล้ว เมื่อมองจากสายตาของผู้ป่วยใกล้ตาย ซึ่งมันคล้ายกับความรู้สึกของเราที่มีต่อ IN FRONT OF YOUR FACE

2.3 LE FEU FOLLET (1963, Louis Malle) เรื่องของชายหนุ่มคนนึงที่เดินทางไปเยี่ยมเยือนเพื่อน ๆ โดยหวังว่าเพื่อน ๆ จะทำให้เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

และเรายังรู้สึกว่า IN FRONT OF YOUR FACE เหมือนเป็นด้านกลับของฉากสำคัญใน THE DEVIL, PROBABLY (1977, Robert Bresson) ด้วย ซึ่งก็คือฉากที่พระเอกของ THE DEVIL, PROBABLY กำลังจะเดินไปฆ่าตัวตาย แต่เขาได้ยินเสียงดนตรีที่ไพเราะมากลอยแว่วมาเข้าหูเขา เขาก็เลยหยุดยืนฟังอยู่พักนึง อย่างไรก็ดี เสียงดนตรีอันงดงามไม่สามารถเปลี่ยนใจเขาได้

 

เหมือนเราเข้าใจตัวละครทั้งสองตัวนะ ถึงแม้ทั้งสองจะมองโลกในแบบที่อาจจะตรงข้ามกันก็ตาม พระเอกของ THE DEVIL, PROBABLY อาจจะมองว่าการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อไปมันไร้ค่า มันไม่มีประโยชน์อีกต่อไป และแม้แต่ความงดงามต่าง ๆ ในโลกนี้ อย่างเช่นเสียงดนตรีที่ไพเราะ ก็ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งให้เราอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ส่วนนางเอกของ IN FRONT OF YOUR FACE คงอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป และพยายามจะเก็บความงดงามต่าง ๆ ของสิ่งธรรมดาสามัญในชีวิตเอาไว้ในใจให้มากที่สุด


3.บางทีหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราชอบ IN FRONT OF YOUR FACE อย่างรุนแรงสุดขีด อาจจะเป็นเพราะหนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือน “ปล่อยวาง” มั้ง เพราะนางเอกของเรื่องนี้เหมือนไม่ต้องการไขว่คว้าอะไรมากมายอีกต่อไปแล้ว เธอไม่ได้ตั้งภารกิจให้ตัวเองแบบตัวละครเอกของ SEVEN POUNDS (2007, Gabriele Muccino), MY LIFE WITHOUT ME (2003, Isabel Coixet) และ “ไสหัวไป นายส่วนเกิน” เหมือนเธอปล่อยวางกับชีวิตของตัวเองได้แล้วในระดับนึง และเราอินกับอะไรแบบนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ

เหมือนเรามักจะชอบหนังที่ตัวละครปล่อยวางแบบนี้น่ะ แต่ส่วนใหญ่แล้วหนังกลุ่ม “ปล่อยวาง” ที่เราชอบมันจะเป็นหนังที่แตกต่างจาก IN FRONT OF YOUR FACE ในแง่ที่ว่า ตัวละครในหนังกลุ่มนี้มักจะมีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัดน่ะ คือตัวละครในหนังกลุ่มนี้มักจะเริ่มต้นเรื่องด้วยการอยากได้,อยากครอบครอง หรือยึดติดกับอะไรบางอย่าง (อย่างเช่นผัว) ก่อนจะเรียนรู้ว่าความสุขที่แท้จริงสำหรับตนเองอาจจะไม่ต้องพึ่งพาสิ่งที่ตนเองยึดติดมาตลอดทั้งชีวิตก็ได้ แล้วตัวละครในหนังกลุ่มนี้ก็จะทิ้งผัวไปในตอนจบ หรือเลิกไขว่คว้าสิ่งที่ตนเองเคยพยายามครอบครองมาโดยตลอด และหันมามีความสุขกับความธรรมดาสามัญของชีวิต ซึ่งอะไรแบบนี้จะตรงข้ามกับ IN FRONT OF YOUR FACE เพราะใน IN FRONT OF YOUR FACE เราจะไม่เห็นพัฒนาการของตัวละคร เพราะตัวละครนางเอกอาจจะปล่อยวางได้ตั้งแต่ก่อนหนังเริ่มเรื่องแล้ว 5555

 

เราก็เลยนับถือ Hong Sang-soo มาก ๆ ที่ทำหนังแบบนี้ออกมาโดยทำให้เรารู้สึกกับหนังอย่างรุนแรงถึงขีดสุดได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเส้นเรื่องแบบ “หนังปล่อยวาง” เรื่องอื่น ๆ

 

ส่วนหนังกลุ่มปล่อยวางเรื่องอื่น ๆ ที่เราชอบสุดขีดก็มีอย่างเช่น VALERIE FLAKE (1999, John Putch),  SHIRLEY VALENTINE (1989, Lewis Gilbert), MISS FIRECRACKER (1989, Thomas Schlamme)

 

4.สรุปว่าเราขอยกให้ IN FRONT OF YOUR FACE เป็นหนังที่สั่นสะเทือนจิตวิญญาณของเราอย่างรุนแรงถึงขีดสุด ในระดับที่ใกล้เคียงกับหนังเรื่อง BUNNY (2000, Mia Trachinger) และเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เพราะเหตุใดหนังสองเรื่องนี้ถึงส่งผลกระทบต่อเราอย่างรุนแรงถึงเพียงนี้ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่า หนังสองเรื่องนี้มอง “ชีวิต” และ “ความทุกข์ของการมีชีวิตอยู่” ในแบบที่ตรงใจเรามากที่สุดก็ได้

Thursday, December 16, 2021

YUNI (2021, Kamila Andini, Indonesia, A+30)

 

YUNI (2021, Kamila Andini, Indonesia, A+30)

 

1. ดีงามมาก ๆ ชอบการที่หนังสามารถสะท้อนปัญหาของผู้หญิงวัยรุ่นในสังคมอินโดนีเซียออกมาได้เยอะมาก ทั้งการตรวจพรหมจารี, การไม่ได้เรียนต่อ การถูกกดดันให้แต่งงานตั้งแต่ในวัยเรียน, การไม่ได้รับเสรีภาพในการมี sex กับแฟน, etc.

 

2.ตัวละครนางเอกดีมาก  ชอบตัวละครคุณครูหญิงและสาวช่างทำผมด้วยเช่นกัน

 

3.เหมาะฉายควบกับ THE CIRCLE (2000, Jafar Panahi, Iran) และ SANDSTORM (2021, Seemab Gul, Pakistan) มาก ๆ เพราะหนังทั้งสามเรื่องนี้สะท้อนชีวิตผู้หญิงวัยรุ่นที่ถูกกดทับจากสังคมได้อย่างน่าประทับใจพอ ๆ กัน

 

4.THE SEEN AND UNSEEN (2017, Kamila Andini) เคยติดอันดับ 79 ในลิสท์หนังสุดโปรดของเราประจำปี 2018 ด้วยนะ แต่เราชอบ YUNI มากกว่า THE SEEN AND UNSEEN

 

ONE SECOND (2020, Zhang Yimou, China, A+30)

 

1.จริง ๆ แล้วรำคาญตัวละครนำทั้งพระเอกนางเอกของหนังมากพอสมควร แต่เราทำใจได้ว่าหนังจีนกับหนังอิตาลีหลาย ๆ เรื่อง มันมักจะมี “ความเมโลดราม่า สาดเสียเทเสียทางอารมณ์ที่ล้นเกิน” แบบนี้ แม้แต่หนังอย่าง ROCCO AND HIS BROTHERS (1960, Luchino Visconti, Italy) ก็มีความสาดเสียเทเสียทางอารมณ์แบบนี้เหมือนกัน 5555 เราก็เลยพอจะมองข้ามจุดที่เราไม่ชอบจุดนี้ไปได้

 

2.ยังดีที่หนังมีจุดที่เราชอบสุด ๆ ซึ่งก็คือความเป็น “หนังกระบวนการ” ของมัน ซึ่งก็คือกระบวนการเร่ฉายฟิล์มในยุคก่อน การขนส่งฟิล์ม, การทำความสะอาดฟิล์ม, การทำลูปฟิล์ม, etc. ชอบมากๆ ที่หนังนำเสนอเรื่องแบบนี้ออกมา

 

3.ชอบที่หนังเรื่องนี้ให้ความสำคัญกับ “หนังข่าว” ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในยุคก่อนที่โทรทัศน์จะแพร่หลาย เราเองก็เกิดไม่ทันยุคของ “หนังข่าว” แต่จำได้ว่าตอนที่เราเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับ “หนังเยอรมันยุคนาซี” บาง chapter ในหนังสือเล่มนั้นก็เน้นพูดถึง “หนังข่าว” โดยเฉพาะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “หนังข่าว” มันเคยมีความสำคัญอย่างสุด ๆ ในบางประเทศในยุคก่อน แต่เหมือนเราแทบไม่เคยได้เห็นหนังเรื่องไหนหยิบประเด็นนี้มาพูดถึง

 

4.เหมาะฉายควบกับภาพยนตร์เรื่อง “ยาพิษ 5: FILM RUNNER” (2012, Eakarach Monwat) อย่างสุด ๆ เพราะหนังไทยเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีที่สัมภาษณ์คนวิ่งหนังในไทย หรือคนที่คอยวิ่งรอกขนส่งฟิล์มระหว่างโรงหนังต่าง ๆ ซึ่งเป็นอาชีพที่สูญหายไปพร้อมกับการฉายหนังด้วยฟิล์มในไทย เราก็เลยคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีงามมาก ๆ ที่หนังเรื่อง “ยาพิษ 5: FILM RUNNER” ได้เคยบันทึกเรื่องราวของผู้ที่ประกอบอาชีพนี้เอาไว้

 

 

Wednesday, December 15, 2021

LAST NIGHT IN SOHO (2021, Edgar Wright, UK, A+30)

 

LAST NIGHT IN SOHO (2021, Edgar Wright, UK, A+30)

 

รำคาญตัวละครนางเอกอย่างรุนแรงมาก แต่ชอบตัวละคร Sandie มาก ๆ ก็เลยพอช่วยชดเชยความรำคาญนางเอกไปได้ 5555

VENOM: LET THERE BE CARNAGE (2021, Andy Serkis, A)

 

VENOM: LET THERE BE CARNAGE (2021, Andy Serkis, A)

 

1.น่าจะเป็นหนังมาร์เวลที่เราชอบน้อยสุดในปีนี้นะ 555 เสียดายตัวละคร Frances Barrison (Naomie Harris) มาก ๆ เหมือนหนังไม่ได้ใช้ศักยภาพของตัวละครตัวนี้อย่างเต็มที่

 

2.อยากให้ Venom สิงในตัวละคร Mrs. Chen (Peggy Lu) ตลอดไป อยากให้มีตัวละครแบบเจ๊ร้านขายของโชห่วยที่ตั้งอยู่กลางซอย แต่จริง ๆแล้วเธอมีเอเลี่ยนที่มีอิทธิฤทธิ์ร้ายแรงซ่อนอยู่ในตัว

 

3.เหมือนหนังไปเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่าง Eddie Brock กับ Venom ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ดูโอเคกว่าส่วนที่เป็นฉากแอคชั่นของหนัง แต่เราก็ไม่ได้อินอะไรไปกับมันมากนัก

 

4.สาเหตุที่เราว่าหนังเรื่องนี้ไม่ค่อยประทับใจเรา เป็นเพราะหนังชุด VENOM มีตัวเปรียบเทียบสำคัญ ซึ่งก็คือหนังชุด PARASYTE (2014-2015, Takashi Yamazaki) นั่นแหละ เพราะมันเป็นเรื่องเอเลี่ยนที่ขอแบ่งใช้ร่างกับมนุษย์เหมือนกัน แต่เราว่า PARASYTE มันสนุกกว่ามาก เพราะพระเอกใน PARASYTE เหมือนต้องสู้กับอะไรที่มันน่ากลัว สู้ยากกว่ากันมาก ๆ น่ะ ในขณะที่พระเอกของ VENOM ดูเหมือนจะมีสถานะเก่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป หรือผู้ร้ายทั่วไปอยู่แล้ว

 

5.ขำ Venom ที่ต้องขโมยไก่มากิน นึกว่าต้องปะทะกับ “ปอบหยิบ” ของไทย

Tuesday, December 14, 2021

GUNDA

 FEBRUARY 1ST (2021, Momi, Leila Maccaire, Myanmar, France, short documentary, A+30)


หนังสารคดีที่เล่าจากมุมมองของสองสาวในเมียนมา คนนึงเป็นสาวฝรั่งเศสที่มาเที่ยวเมียนมาแล้วรู้สึกเป็นอิสระ ส่วนอีกคนเป็นสาวเมียนมาที่กลับมาจากการเรียนต่อเมืองนอกแล้วรู้สึกอึดอัดกับการต้องกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของตัวเองในเมียนมา

หนังลากยาวมาถึงช่วงหลังการรัฐประหารในเมียนมา ที่ทุกอย่างคือความชิบหายและน่าเศร้ามาก ๆ

--
ดีใจที่ได้คุยกับเพื่อน ๆ cinephiles เมื่อคืนเรื่อง YUNI แล้วหลาย ๆ คนพูดถึงหนังเรื่อง ABOUT A WOMAN (2015, Teddy Soeriaatmadja, Indonesia) ที่เล่าเรื่องสาววัยกลางคนเงี่ยนเด็กหนุ่ม เราเคยดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาล World Film Festival of Bangkok ปี 2015 แต่เกือบลืมหนังเรื่องนี้ไปแล้ว ดีที่หลาย ๆ คนช่วยเตือนความจำ 555
--
SEEKING WOMBS FOR REBIRTHS (2021, Lin Htet Aung, Myanmar, short film, A+30)

หนึ่งในหนังที่พิศวงที่สุดที่ได้ดูในปีนี้
--
A TRIP TO HEAVEN (2020, Linh Duong, Vietnam, short film, A+30)

--
LEMONGRASS GIRL (2021, Pom Bunsermvicha, 17min, A+30)

1. เหมาะฉายควบกับหนังเรื่อง อุกา (2019, รัฐธรรมนูญ ศุภภูธร) ที่พูดถึงความเชื่อเดียวกันมาก ๆ  โดยอุกาจะดูบันเทิงกว่า ส่วน LEMONGRASS GIRL จะดูกระตุ้นความคิดมากกว่า

2. ไม่แน่ใจว่าการที่เปียโนต้องมาทำงานปักตะไคร้แบบนี้ เลยส่งผลให้เกิดความผิดพลาดในหน้าที่หลักของเธอ และส่งผลให้เธอเหนื่อยล้าจนหลับไปหรือเปล่า

3.หลังจากที่เราเคยแต่งเรื่องแต่งราวเกี่ยวกับ "อภินิหารรูปปั้นคุณหญิงกีรติ" จนคนจำนวนมากเอาไปลือกันต่อเมื่อหลายปีก่อน เราก็เลยแอบตั้งข้อสงสัยว่า ความเชื่อเรื่องอะไรแบบนี้ อาจมีต้นเหตุมาจากการที่ใครสักคนแต่งเรื่องขึ้นมาสด ๆ เมื่อ 1 พันปีก่อนก็ได้ 555
--
VOYAGERS (2021, Neil Burger, A+25)

1.ชอบความ LORD OF THE FLIES ของมัน แล้วพอมันเน้นคำว่า alien ก็เลยเข้าใจว่าหนังมันคงสะท้อนกลุ่มการเมืองในชาติตะวันตกที่พยายามปลุกเร้าความเกลียดชังคนต่างชาติ/ผู้อพยพด้วย (Trump/Marine Le Pen, etc.) เหมือนกลุ่มพวกนี้เน้นสร้างความหวาดกลัวต่ออะไรสักอย่างเป็นหลัก และยิ่งประชาชนกลัวสิ่งนั้น (คนต่างชาติ, แนวคิดต่างชาติ) มากเท่าไหร่ กลุ่มการเมืองนี้ก็จะยิ่งมีพลังมากเท่านั้น 

2.แต่รำคาญความโง่ของพวกที่ไปเข้าข้างฝ่ายผู้ร้าย ก็เลยอาจจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้แบบสุด ๆ
--
PORNOGRAPHER THE MOVIE: PLAYBACK (2021, Koichiro Miki, Japan, A+30)

1.การแสดงของ Kenta Izuka (Haruhiko Kuzumi) ในหนังเรื่องนี้นี่นึกว่า  Momoe Yamaguchi ยังต้องไหว้ 5555 เพราะเขาดูอ่อนแอ เจ็บปวดทุกข์ทรมานจากความรัก ร้องห่มร้องไห้หน้าตาเหยเกตลอดเวลา ดูแล้วนึกถึง Momoe เวลารับบทนางเอกในละคร melodrama เศร้าเคล้าน้ำตาที่เราเคยดูตอนเด็ก ๆ

2. ตัวละคร Kijima Rio (Terunosuke Takezai) นี่จริง ๆ แล้วเป็นบทแบบที่เรามักจะรำคาญ เพราะเหมือนถ้าหากเขารับรัก Haruhiko ไปซะตั้งแต่แรก เขาก็คงมีความสุขไปแล้ว และหนังเรื่องนี้ก็คงไม่ได้สร้าง 5555 แต่นี่เขามัวแต่ทำยึกยักไปมา ลังเลใจ ลำไยเหมือนกลัวชีวิตตัวเองจะมีความสุขมากเกินไปอย่างนั้นแหละ

แต่เนื่องจากเขาหล่อมาก เราก็เลยให้อภัย บางทีคนหล่ออาจจะมีทางเลือกในชีวิตมากเกินไป หล่อเลือกได้ ก็เลยมัวแต่ลังเลใจแบบนี้ 555

3.บทของแม่ลูกเจ้าของบาร์นี่ดีงามที่สุด ตัวแม่ (Matsumoto Wakana) เป็นผู้หญิงแบบที่เราชอบมาก ๆ ลูกชาย (Okuno So) ก็นิสัยดีและหล่อมาก อี Rio นี่ร้ายมาก ๆ ที่หาเรื่องใกล้ขิดกับเด็กหนุ่มหล่อแบบนี้

4.ชอบประโยคของเจ้าของบาร์มาก ๆ ที่บอกว่าคนเราไม่ได้ tough มาตั้งแต่เกิด แต่ you get tough for the one you love

เหมือนจริง ๆ แล้วทั้ง  Rio และพระเอก TOKYO REVENGERS  ก็ต้องการการปลุกปลอบกำลังใจให้ฮึกเหิม เพื่อต่อสู้เพื่อคนที่ตนเองรักเหมือนกัน แต่เราไม่ได้ขำกับ PORNOGRAPHER เหมือนที่ขำกับ TOKYO REVENGERS น่ะ เพราะตัวละครใน PORNOGRAPHER ไม่ได้อยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน เพราะฉะนั้นการให้เวลากับการเสริมสร้างกำลังใจ เลยดูเป็นเรื่องปกติ แต่เราขำกับ TOKYO REVENGERS ที่ตัวละครอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน แต่ยังมาเสียเวลากับอะไรแบบนี้อีก 555

5. เพลง ending credit เพราะมาก ๆ มันคือเพลงอะไรของใคร ใครรู้บ้างคะ
--
GUNDA (2020, Victor Kossakovsky, Norway/USA/UK, documentary, A+30)

1.สะเทือนใจมาก ๆ รู้สึกผูกพันกับลูกหมูที่ขากะเผลกในหนังเรื่องนี้มาก ๆ เหมือนเห็นตัวเองที่เกิดมาแล้วก็ได้แต่กระเสือกกระสนมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างยากลำบาก และไม่รู้ว่าชะตากรรมจะหยิบยื่นความซวยและความตายมาให้เมื่อไหร่

2. เหมือนหนังเรื่องนี้เป็น "ขั้นกว่า" ของหนังเรื่อง "หมูในเล้า" (2017,  Kongphob Chairattanangkul)

3.เหมาะฉายให้เด็กประถมทุกคนดูในโรงเรียนมาก ๆ อาจจะฉายในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ หรือชั้นเรียนพุทธศาสนา 55555 เพราะดูแล้วรู้สึกว่า การมีชีวิตอยู่มันคือความทุกข์ ดูแล้วไม่ได้รู้สึกอยากมีชีวิตอยู่หรืออยากกลับมาเกิดเป็นคนหรือสัตว์ใด ๆ อีก 5555

Monday, December 13, 2021

TIONG BAHRU SOCIAL CLUB (2020, Tan Bee Thiam, Singapore, A+30)

 

TIONG BAHRU SOCIAL CLUB (2020, Tan Bee Thiam, Singapore, A+30)

 

spoilers alert

--

--

--

--

--

 

 

1. Thomas Pang น่ารักมาก ฉันรักเขา

 

2. ตอนดูก็ชอบสุด ๆ นะ แต่ก็งงกับหนังประมาณนึง เพราะตอนแรกนึกว่ามันจะเป็นหนังไซไฟแบบ THE STEPFORD WIVES (2004, Frank Oz), PARADISE HILLS (2019, Alice Waddington) หรือ GET OUT (2017, Jordan Peele) ที่ภายใต้ฉากหน้าที่สงบสุข มีความชั่วร้ายแฝงอยู่ แต่ปรากฏว่ามันไม่เป็นเช่นนั้น เหมือนพระเอกดูหัวอ่อนมาก ๆ แต่ก็มีความสุขไปได้เรื่อย ๆ ท่ามกลางการถูก monitor อย่างเข้มงวด แม้แต่ในตอนที่ร่วมรักกับเมียตัวเอง

 

คือตอนดูจะรู้สึกว่า มันคงเสียดสีอะไรบางอย่างในสิงคโปร์ แต่เราไม่แน่ใจว่าคืออะไร

 

3.แต่พอได้คุยกับเพื่อน ๆ ก็เลยมีการตั้งทฤษฎีกันว่า หนังอาจจะเสียดสีประชากรหลายคนในสิงคโปร์ ที่หัวอ่อนสุด ๆ ว่านอนสอนง่ายมาก ๆ ซึ่งไม่ใช่ประชากรกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่เคยได้รับการนำเสนอในหนังอย่าง TO SINGAPORE, WITH LOVE (2013, Tan Pin Pin) และ THE RETURN (2015, Green Zeng) แต่อย่างใด

 

4. ฉากที่รู้สึกว่าน่าสนใจมากในหนัง คือฉากที่นักเคลื่อนไหวมาปลุกระดมชาวบ้านให้ไม่ขายบ้าน แต่ชาวบ้านรวมตัวกันขับไล่นักเคลื่อนไหวออกไป เพราะพวกเขาต้องการเงินที่จะได้จากการขายบ้าน แต่ไม่สนใจความทรงจำที่มีต่อสถานที่หรือชุมชน คือการนำเสนอชาวบ้านแบบนี้นี่มันเป็นอะไรที่แปลกหูแปลกตามาก ๆ สำหรับคนนอกสิงคโปร์อย่างเรา ซึ่งเป็นคนที่คุ้นชินกับการนำเสนอภาพชาวบ้านแบบชุมชนป้อมมหากาฬ, ชุมชนกระดาษ (ตรอกเจริญไชย ย่านเยาวราช ที่ถูกเวนคืนที่ดินเพื่อทำสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินวัดมังกร), etc. ที่ผูกพันกับถิ่นที่อยู่ของตัวเองอย่างรุนแรง เราก็เลยรู้สึกสนใจมาก ๆ ว่าฉากดังกล่าวในหนังเรื่องนี้มันสมจริงหรือเกินจริง (เพื่อเสียดสี) มากน้อยแค่ไหน

 

5.รู้สึกว่าถ้าหากเราเป็นตัวละครในหนังเรื่องนี้ เราคงเป็นคนทำทัวร์แมวที่ถูกไล่ออกเป็นรายแรก 555555

 

6.การทำงานรับฟัง complain ของพระเอก ก็ทำให้เรานึกถึงเรื่องที่เราเคยได้ยินว่า รัฐบาลสิงคโปร์ส่งเจ้าหน้าที่ไปทำงานรับฟัง complain แบบนี้ตามตึกที่อยู่อาศัยของชาวบ้านเป็นประจำ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ในความเป็นจริงนั้น การทำงานแบบนี้ช่วยแก้ทุกข์สุขของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน คือเราว่าการส่งคนไปรับฟัง complain ของประชาชนตามตึกแบบนี้เป็นสิ่งที่ดีนะ แต่ในหนังเรื่องนี้ดูเหมือนกับว่า งานที่พระเอกทำมันดูไม่มีประสิทธิภาพจริง ๆ ยังไงไม่รู้

 

7.จริง ๆ แล้วเราว่าหนังเรื่องนี้ควรฉายควบกับหนังที่เราชอบสุด ๆ อีกเรื่อง ซึ่งก็คือ LIVING A BEAUTIFUL LIFE (2003, Corinna Schnitt,  13min) เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้ทำให้เรา “นึกไปเองว่ามันจะมีการระเบิดอย่างรุนแรงในช่วงท้าย แต่กลับไม่มีการระเบิดใด ๆ ทั้งสิ้น” 555

 

คือ LIVING  A BEAUTIFUL LIFE ทำให้เรารู้สึกเหมือนดูหนัง Michael Haneke ที่ตัวละครชนชั้นกลาง/คนรวยที่น่าหมั่นไส้ ไม่ได้รับการลงโทษใด ๆ ทั้งสิ้นน่ะ เพราะหนังเรื่องนี้นำเสนอคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวร่ำรวยสองคน ที่มีชีวิตเพียบพร้อม ทั้งสองบรรยายถึงชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เปี่ยมด้วยความสุขสุดขีดของตัวเองไปเรื่อย ๆ ซึ่งเรารู้สึกว่าถ้าหากตัวละครสองตัวนี้ไปอยู่ในหนังของ Haneke พวกมึงต้องไม่รอดแน่ ๆ พวกมึงต้องเจอดีแน่ ๆ ในช่วงท้ายของหนัง แต่ปรากฏว่าหนุ่มสาวผู้ร่ำรวยและเปี่ยมสุขทั้งสองไม่เจออะไรแบบนั้นเลย มันเหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้ทำให้เราจุดชนวนระเบิดในใจตัวเอง และคิดว่า “ระเบิดในใจเรา” จะได้รับการระบายออกผ่านทางหนัง หนังจะ satisfy เราด้วยการให้เราได้ release ระเบิดในใจออกมาในช่วงท้าย แต่หนังเรื่องนี้กลับไม่ทำแบบนั้น เราก็เลยฝังใจกับหนังเรื่องนี้มาก ๆ ลืมหนังเรื่องนี้ไม่ลงตลอดช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา

 

เหมือน TIONG BAHRU SOCIAL CLUB ก็ส่งผลกระทบกับเราในแบบที่คล้าย ๆ LIVING A BEAUTIFUL LIFE คือเรานึกว่าหนังมันจะเฉลยว่าชุมชนนี้มีความชั่วร้ายแฝงอยู่ หรือไม่ก็มีกลุ่มตัวละครเป็นโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง, มีคนฆ่าตัวตายต่อหน้าทุก ๆ คนในชุมชน หรือมีการล่มสลายอย่างรุนแรงของชุมชนนี้ในที่สุด  แต่ปรากฏว่าหนังไม่ได้ satisfy เราในแบบนั้นเลย เราก็เลยรู้สึกว่าหนังมันมีอะไรคล้าย ๆ กับ LIVING A BEAUTIFUL LIFE ในแง่นี้

 

 

Friday, December 10, 2021

DON'T BREATHE 2

 DON'T BREATHE 2 (2021, Rodo Sayagues, USA/Serbia, A+30)


1.ชอบมากกว่าภาคแรกอย่างมาก เพราะภาคนี้กลุ่มผู้บุกรุกเป็นทหารผ่านศึกเหมือนกัน (ถ้าเข้าใจไม่ผิด) ก็เลยสู้กันอย่างสมน้ำสมเนื้อหน่อย

2.ชอบตัวละครเด็กหญิงที่เก่งกาจและมีความสามารถสูงแบบนี้อย่างสุด ๆ นี่แหละคือตัวละครแบบที่เราหลงรัก นึกว่าเธอคือ prequel ของนางเอกใน  YOU'RE NEXT 55555

3.เหมือนคนดูส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า มีฉากสำคัญอยู่ท้าย ENDING CREDIT เลยเหลือเรารอดูอยู่คนเดียวในโรง
---

ENCANTO (2021, Jared Bush, Byron Howard, Charise Castro Smith, animation, A+30)

ซึ้งมาก ๆ
---
FAR FROM THE TREE (2021, Natalie Nourigat, short animation, A+30)

รู้สึกว่าลูกแรคคูนในหนังเรื่องนี้ดื้อพอ ๆ กับลูกหมีของเรา 55555
---
TOKYO REVENGERS (2021, Tsutomu Hanabasa, Japan, A+30)

1. ฉันอยากได้

1.1 Takumi Kitamura ( Hanagaki Takemichi)

1.2  Yosuke Sugino (Tachibana Naoto)

1.3 Gordon Maeda (Takashi Mitsuya)

1.4 Yoshiki Minato (Nobutaka Osanai)

1.5 Nobuyuki Suzuki (Masataka Shimizu)

2. เหมือนหนังแต่ละ genre จะ require "suspension of disbelief" ที่แตกต่างกันไป เวลาดูหนังจีนกำลังภายใน เราก็จะไม่ตั้งคำถามเรื่องการทำมาหากินของตัวละคร, เวลาดูหนังเพลง หรือหนัง bollywood เราก็จะไม่งงว่าตัวละครลุกขึ้นมาเต้นกันจริงหรือเปล่า และเวลาดูการ์ตูนแบบ SAILOR MOON เราก็จะไม่สงสัยว่า ทำไมตัวร้ายไม่ฉวยโอกาสทำร้ายเหล่า SAILORS ในช่วงที่ตัวละคร "ใข้เวลาหลายวินาทีเหลือเกินในการแปลงร่าง"

พอตอนดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยแอบขำ ช่วงที่พระเอก "ใช้เวลานานหลายนาทีมากในการบิ๊วกำลังใจและเหตุผลต่าง ๆ" ให้ตัวเองหอบหิ้วเพื่อนไปหารถพยาบาล คือเราว่าถ้าเป็นหนังฝรั่งที่มันเน้นความสมจริงกว่านี้ สิ่งที่พระเอกควรทำ คือพอเห็นเพื่อนเจ็บปุ๊บ ก็ควรตัดสินใจได้ใน "1 วินาที" เลยว่า กูควรหิ้วเพื่อนไปหารถพยาบาล แต่เราก็ให้อภัยหนังเรื่องนี้ได้นะ เพราะคิดว่าการที่พระเอกใช้เวลานานแบบนี้มันเป็น "ข้อยกเว้นประจำของหนังญี่ปุ่น" น่ะ ที่ตัวละครเอกต้องใช้เวลาบิ๊วกำลังใจ ความฮึกเหิม บอกตัวเองว่า "ฉันจะสู้เพื่อหญิงคนรัก/โลก/เจ้าโลก/ETC." อะไรต่าง ๆ นานา กว่าที่จะตัดสินใจลุกขึ้นสู้ได้  55555
----
THE PROTEGE (2021, Martin Campbell, A+25)

รัก Maggie Q มาก ๆ ชอบความสวยประหารของเธอมาก ๆ ตั้งแต่ NAKED WEAPON (2002, Ching Siu-tung) ดีใจที่เธอได้มาเล่นหนังบู๊อีก แต่เธอก็อายุ 42 ปีแล้วนะ ไม่รู้เธอจะรับบทแบบนี้ได้อีกนานหรือเปล่า
---
ESCAPE FROM MOGADISHU (2021, Ryoo Seung-wan, South Korea, A+30)

1.สนุกมาก ลุ้นมาก ลุ้นพอ ๆ กับ ARGO (2012, Ben Affleck)  และ HOTEL RWANDA (2004, Terry George) แต่เรื่องนี้มี moral dilemma เรื่องเกาหลีเหนือ-ใต้ ใส่เข้ามาให้ตัวละครต้องเผชิญด้วย

2.ชอบการใช้หนังสือในหนังเรื่องนี้มาก ๆ ไม่นึกว่าหนังสือมันจะช่วยชีวิตคนได้มากขนาดนี้

ชอบความสำคัญของยากันยุงในหนังเรื่องนี้ด้วย

3.ชอบการเล่นกับ "อำนาจ" ระหว่างผู้คนต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้  อย่างเช่น

3.1 คนขับ taxi -- ผู้โดยสารที่ตอนแรกรังเกียจ แต่ในที่สุดก็ต้องพึ่งพาคนขับ

ซึ่งเราว่าตรงจุดนี้มันสะท้อนความสัมพันธ์ของอีกหลายคู่ในเวลาต่อมา ทั้งตำรวจ-สถานทูต และทูตเกาหลีเหนือ-ทูตเกาหลีใต้ ที่ตอนแรกรังเกียจ แต่ก็ต้องพึ่งพา เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป

3.2 รัฐมนตรีโซมาเลีย -- ทูตเกาหลีใต้

3.3 อำนาจของผู้หญิง 3 คนในสถานทูตเกาหลีใต้ ที่เมียเอกอัครราชทูตที่เป็นคริสต์ ไปกดทับเจ้าหน้าที่ที่เป็นพุทธ แต่ในบางสถานการณ์ เมียทูตก็กลับกลายเป็นคนที่มีมนุษยธรรมมากกว่าคนอื่น ๆ

3.4 อำนาจระหว่างตำรวจโซมาเลียกับสถานทูต ที่พอสถานการณ์พลิกผัน แต่ละฝ่ายก็ผลัดกันขึ้นมามีอำนาจเหนืออีกฝ่าย

3.5 แก๊งโจร -- สถานทูตเกาหลีเหนือ

3.6 ทูตเกาหลีเหนือ -- ทูตเกาหลีใต้

3.7 ชาวบ้านหญิงที่ได้แต่แอบมองตำรวจฆ่าคน แต่เมื่อสถานการณ์พลิกผัน เธอก็กลายเป็นคนที่หยิบยื่นความตายให้แก่ตำรวจได้

3.8 ทูต-เลขาทูต-ที่ปรึกษา

3.9 ทหารอิตาลี-กลุ่มกบฏ-ทหาร/ตำรวจโซมาเลีย

4.มีฉากที่ชอบมากหลายฉาก อย่างเช่น

4.1 ฉากรับประทานอาหารระหว่างเจ้าหน้าที่สองสถานทูต ที่เหมือนคิดมาอย่างละเอียด

4.2 ฉากเด็กเกาหลีเหนือแกล้งตายขณะเจอแก๊งเด็กกบฏพร้อมปืนกล

5.ยกให้เกาหลีใต้ ชนะอินเดียและจีน เมื่อนำหนังเรื่องนี้ไปเทียบกับ AIRLIFT (2016, Raja Menon) ที่สร้างจากเรื่องจริงของการหนีตายของคนอินเดียออกจากคูเวต ในช่วงที่อิรักบุกคูเวต ซึ่งจริง ๆ แล้ว AIRLIFT ก็เป็นหนังที่ใช้ได้ แต่ไม่น่าจดจำเท่า  ESCAPE FROM MOGADISHU 

ส่วนหนังที่โสมมที่สุดในกลุ่มนี้ก็คือ WOLF WARRIOR 2 (2017, Jing Wu, China) ที่เป็นความพยายามประกาศศักดาของจีนในทวีปแอฟริกา 555

6.พอเห็นความหล่อของเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของเกาหลีเหนือ-ใต้ในหนังเรื่องนี้แล้ว ก็รู้ว่าในอนาคตต้องมีการสร้างหนังเกย์ที่ให้ทหารเกาหลีเหนือกับทหารเกาหลีใต้มาสู้กันแล้วไป ๆ มา ๆ ก็เลยเย็ดกัน แล้วล่ะ
---

RECALLED (2021, Seo You-min, South Korea, A+15)

ตอนแรกเรานึกว่ามันเป็นหนัง thriller แต่ไป ๆ มา ๆ แล้วมันเหมือนเป็นหนัง romantic 50% หนังลึกลับ thriller 50% ซึ่งความ  thriller ของมันไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ แต่เราอินกับความ romantic ของมัน โดยเฉพาะในฉากจบ ก็เลยโอเคกับหนัง ถึงแม้ว่า "ฉากก่อนฉากจบ" จะเห่ยมากก็ตาม 555
---
CARAVAGGIO (1986, Derek Jarman, UK, second viewing, A+30)

--พอได้ดูแบบมี subtitle แล้วก็ไม่ประหลาดใจที่เราเคยดูไม่รู้เรื่องตอนที่เราดูรอบแรกทาง  video จากร้าน AVS  เมื่อราว 25 ปีก่อน เพราะเสียง voiceover มันเป็นเสียงรำพึงรำพันแบบบทกวีน่ะ มันไม่ใช่อะไรที่ง่ายเลย 555 และหนังก็เล่าเรื่องแบบตัดสลับเวลาไปมาด้วย ดีใจมาก ๆ ที่ได้ดูแบบมี subtitles ในที่สุด

--คิดถึงเครื่องคิดเลขแบบที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้มาก ๆ เหมือนเราไม่ได้เห็นเครื่องคิดเลขแบบนี้มานาน 20 กว่าปีแล้ว 555






Thursday, December 09, 2021

HOR TAEW TAEK 8 (2021, Poj Arnon, A+30)

 

HOR TAEW TAEK 8 (2021, Poj Arnon, A+30)
หอแต๋วแตก แหกโควิดปังปุริเย่

1. น่าจะเป็นหนังของพชร์ อานนท์ที่เราชอบมากที่สุดนะ เพราะเราชอบหนังที่มีตัวละครแรง ๆ หลายตัวมาปะทะกันน่ะ เพราะฉะนั้นภาคนี้ก็เลยเข้าทางเรามากที่สุด ตัดสินไม่ได้ว่าใครหนักกว่ากัน ทั้งพระมหาเทวีจ้าว, สิตางค์, เจ๊แต๋ว, แพนเค้ก, อีพะยูน และอีตัวประกอบแต่ละตัวก็กินกันไม่ลง ทั้งอีบัวลื่น, อีบัวไหล, แก๊ง power puff gays,  ไบรท์+วิน สรุปว่า อีสองสาวแก้ม + วิชญาณีคือปกติที่สุดแล้ว คืออีสองสาวนี่อาจจะดูประสาทแดกที่สุดถ้าไปอยู่ในหนังเรื่องอื่น แต่พอมาอยู่ในหนังเรื่องนี้พวกเธอกลายเป็นปกติที่สุด

2.ชอบที่หนังเหมือนไม่มี "พระเอก" หรือ "นางเอก" แบบหนังทั่วไป

3. ชอบมุกตอนตรวจโควิดมาก ๆ ที่เจ๊แต๋วถามสิตางค์ว่า

"เธอเป็นใช่มั้ย"

(เราก็นึกว่าถามว่า เป็นโควิดใช่มั้ย
)

 

สิตางค์: เป็น LGBTQ เหรอคะ

เจ๊แต๋ว: เธอน่ะ เป็นคนใช่มั้ย

 

4.อยากให้มีคนเขียน “ตำราเชิงอรรถหอแต๋วแตก” เพื่อบันทึกอย่างละเอียดว่า แต่ละคำพูด, แต่ละบทสนทนา, แต่ละฉาก, แต่ละดารารับเชิญ ในแต่ละภาค เป็นการพาดพิงถึงสิ่งใดหรือกระแสใดในสังคมในยุคนั้น ๆ  และกระแสดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไร คือแค่ภาค 8 ภาคเดียวนี่น่าจะมีการทำเชิงอรรถได้กว่า 100 หัวข้อได้แล้วมั้ง และถ้ารวมกันทั้ง 8 ภาคนี่น่าจะทำเป็นตำราได้ 55555

 

นึกถึงตอนที่เราไปดู LE PETIT SOLDAT (1963, Jean-Luc Godard, A+30) รอบสามที่ Alliance แล้วเราเอาสมุดโน้ตเข้าไปนั่งจดรายชื่อต่าง ๆ ที่ถูกพาดพิงถึงในหนังเรื่องนี้ คือ LE PETIT SOLDAT มันเกี่ยวข้องกับสงครามแอลจีเรีย-ฝรั่งเศสในยุคนั้น และในหนังมันมีการพาดพิงถึงบุคคลต่าง ๆ, กลุ่มเหี้ยห่าต่าง ๆ ที่มีตัวตนจริงเยอะมากในยุคนั้น แต่เราไม่มีพื้นฐานความรู้เรื่องพวกนี้เลย เพราะฉะนั้นตอนที่เราดูสองรอบแรก เราก็เลยงง ๆ แต่พอดูรอบสาม กูเลยเอาสมุดเข้าไปนั่งจดชื่อต่าง ๆ ที่ถูกพาดพิงถึงในหนังเลย แล้วค่อยเอาแต่ละชื่อที่จดไว้มา google หาความรู้เพิ่มเติมจาก internet จะได้เข้าใจหนังมากขึ้น

 

เราก็เลยชอบ LE PETIT SOLDAT และหนังบางเรื่องของ Godard อย่างสุด ๆ เพราะมันเหมือนกระตุ้นให้เราไปหาความรู้เพิ่มเติมเยอะมาก โดยใช้อะไรต่าง ๆ ที่ถูกพาดพิงถึงในหนังเป็นลายแทงในการไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติม คือเอาง่าย ๆ แค่หนังเรื่อง THANKS FROM JEAN-LUC GODARD TO HIS HONORARY SWISS FILM PRIZE (2015, Jean-Luc Godard) ที่มีความยาวแค่ 5 นาทีนี่ก็เต็มไปด้วยรายชื่อต่าง ๆ ที่ถูกพาดพิงและกระตุ้นให้ไปหาความรู้เพิ่มเติมเยอะมาก ๆ แล้ว เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสวิตเซอร์แลนด์มาก่อน

 

เพราะฉะนั้นเวลาเราดูหนังของ Godard บางเรื่อง เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นหนังที่เต็มไปด้วย “เชิงอรรถ” (ที่อยู่นอกหนัง) เยอะมาก ๆ และคิดว่าบางทีหนังอย่างหอแต๋วแตกและหนังเรื่องอื่นๆ บางเรื่องของพชร์ อานนท์ ก็อาจจะต้องการ “ตำราเชิงอรรถ” มาประกอบไว้ด้วยเช่นกัน เผื่อสำหรับผู้ชมในอนาคตที่ไม่ทันกระแสสังคมต่าง ๆ เหล่านี้ หรือเผื่อสำหรับผู้ชมต่างชาติเวลามาดูหนังเหล่านี้ จะได้เข้าใจหนังหอแต๋วแตกมากขึ้น หรือไม่งั้นก็ต้องใส่เชิงอรรถผ่านทางการทำ video commentary แทน 55555

 

5.เรียงลำดับความชอบของหอแต๋วแตก

 

5.1 ภาค 8

5.2 ภาค 2

5.3 ภาค 1

5.4 ภาค 3

5.5 ภาค 6

5.6 ภาค 4, 5, 7 ชอบในระดับพอ ๆ กัน

Wednesday, December 08, 2021

OM! CRUSH ON ME (2021, Phawat Phanangkasiri, A+30)

 

OM! CRUSH ON ME (2021, Phawat Phanangkasiri, A+30)

อโยธยา มหาละลวย

 

spoilers alert (มีสปอยล์ DARK WORLD ด้วยนะ 5555)

--

--

--

--

--

1.ฉันตกหลุมรักนายขวัญอย่างเต็มเปาเลยค่ะ 55555 คือหนังดีไม่ดีฉันไม่รู้ แต่ฉันหลงรักผู้ร้ายของหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง คือฉันมองว่าพระเอกมันโง่ แต่ผู้ร้ายมันฉลาด คือพระเอกเหมือนคลั่งรัก แต่ทำอะไรไปเหมือนไม่ได้ “วางแผน” อะไรไว้ก่อน อยากจะทำอะไรก็บุกเข้าไปเลย แต่ผู้ร้ายของหนังเรื่องนี้ ทั้งหล่อ, รวย, เก่ง และที่สำคัญคือฉลาด เขามองออกว่าผู้หญิงไม่รัก แล้วเขาจะยื้อยุดมาเป็นของตัวเองไว้ทำไมให้โง่ คือพอนายขวัญตัดสินใจแบบนั้นในช่วงท้าย ดิฉันก็ขอเลือกนายขวัญเป็นผัวค่ะ 55555

 

2.ช่วงแรกชอบหนังในระดับ A+25 เพราะเราชอบพวกคาถาอาคม คือช่วงแรกของหนังเรานึกว่ามันจะเป็นหนังแนว “ขุนแผน ฟ้าฟื้น” (2019, ก้องเกียรติ โขมศิริ) คือเป็นหนังย้อนยุคแฟนตาซีแนวตลก แบบพวกหนังซามูไรแฟนตาซีของญี่ปุ่น อย่าง SUKIYAKI WESTERN DJANGO (2007, Takashi Miike) ซึ่งเราจะชอบความแฟนตาซีของหนังแนวนี้อย่างสุด ๆ แต่เรามักจะไม่ enjoy กับความตลกของหนังแนวนี้ เราก็เลยชอบในระดับ A+25

 

ช่วงกลางของหนังเราชอบในระดับ A- เพราะมันไปเน้นเรื่องรักของพระเอกนางเอก มันไม่ได้เป็นหนังบู๊คาถาอาคมหลุดโลกแบบที่เราคาดไว้ แล้วเราก็มักจะไม่อินกับหนังโรแมนติกอยู่แล้วด้วย และเราก็ identify กับนางเอกหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย เพราะถ้าหากเราเป็นนางเอกหนังเรื่องนี้ เราคงจะพยายามมี sex กับตัวละครหนุ่มๆ ราว 10 คนในเรื่อง ไม่ใช่มาทำรักนวลสงวนตัวอะไรแบบนี้ เราก็เลยไม่อินกับช่วงกลางของหนัง

 

แต่ช่วงท้ายของหนัง พอเราตกหลุมรักนายขวัญ ความชอบของเราก็พุ่งขึ้นมาเป็นระดับ A+30 ค่ะ 55555 และเราชอบสุดๆ ที่หนังให้พระเอก “แพ้” ทั้งการต่อสู้กับนายขวัญ และการต่อสู้กับพญาคชบาล เพราะมันผิดคาดสำหรับเรามาก ๆ คือเรานึกว่าในหนังแนวนี้ พระเอกจะฮึดสู้จนชนะ หรือไม่หนังก็จะสร้างกลโกงโง่ ๆ อะไรบางอย่าง เพื่อให้พระเอกชนะในการต่อสู้ แต่พอในหนังเรื่องนี้พระเอกสู้ไม่ได้ทั้งนายขวัญและพญาคชบาล เราก็เลยชอบหนังอย่างสุด ๆ เราว่ามันเป็นการยอมรับความจริง การไม่ฝืนตัวละครจนเกินไป

 

3.พอดูหนังเรื่องนี้ไล่เลี่ยกับ DARK WORLD เกม ล่า ฆ่า รอด (2021, จิตต์สินธ์ ผ่องอินทรกุล) เราก็เลยสนใจว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า ที่หนังทั้งสองเรื่อง ให้ “ผู้ร้าย” เป็นฝ่ายชนะในตอนจบ หรือว่ามันสะท้อนอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคมไทย 55555 คือเอาจริงแล้ว ๆ เราว่าตอนจบของ DARK WORLD ที่ให้ผู้ร้ายฆ่าฝ่ายดีตายจนหมดเกลี้ยงนี่ หนังฮอลลีวู้ดหลาย ๆ เรื่องยังไม่กล้าทำเลยนะ คือ DARK WORLD นี่ใจเด็ดกว่าหนังฮอลลีวู้ดหลาย ๆ เรื่องอีก ส่วนตอนจบของ อโยธยา นี่ ถึงจะดูเหมือน happy ending ก็จริง แต่พระเอกก็แพ้ในการต่อสู้กับผู้ร้ายสำคัญทั้งสองคน เพียงแต่ผู้ร้ายทั้งสองคนไว้ชีวิตพระเอก พระเอกก็เลยรอดมาได้ ซึ่งเราว่ามันเป็นตอนจบที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับเรา

 

ก็เลยสรุปว่า ชอบอะไรบางอย่างในตอนจบของทั้ง DARK WORLD และอโยธยา มหาละลวย มาก ๆ คือเราไม่ได้อยากให้อธรรมชนะธรรมะในโลกแห่งความเป็นจริงนะ แต่เราชอบที่หนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือนไม่ฝืนเนื้อเรื่องของตนเองมากเกินไป และไม่พยายาม “โลกสวย” จนเกินไป

 

สรุปว่าตอนจบของ GENUS PAN (2020, Lav Diaz, A+30), DARK WORLD และอโยธยา มหาละลวย ติดอันดับตอนจบที่ดิฉันชอบสุด ๆ ในปีนี้ค่ะ

Thursday, December 02, 2021

COPSHOP (2021, Joe Carnahan, A+30)

 

HALLOWEEN KILLS (2021, David Gordon Green, A+30)

 

1.ฉากฝูงชนคลุ้มคลั่งนี่น่ากลัวมาก ๆ ถือเป็น “ฉากจำ” ของเราประจำภาคนี้ หรือเป็นฉากที่ทำให้ภาคนี้มีอะไรบางอย่างที่แตกต่างจากภาคอื่น ๆ อย่างชัดเจน

 

2.สำหรับเราแล้ว หนังเรื่องนี้ให้ความหมายใหม่แก่คำว่า guilty pleasure 55555 เพราะปกติแล้วคำว่า guilty pleasure มักจะใช้กับ “หนังห่วย ๆ ที่เราชื่นชอบอย่างสุดๆ” ซึ่งครอบคลุมหนังราว 50% ในลิสท์อันดับหนังสุดโปรดประจำปีของเรา 55555 แต่สำหรับ HALLOWEEN KILLS นั้น เราไม่ได้คิดว่าหนังมันห่วย แต่มันเป็นหนังที่ทำให้เรารู้สึก guilty อย่างรุนแรง เพราะดูแล้วมันเห็นชัดเลยว่า การที่ Michael Myers ตีรันฟันแทงไม่เข้า ฆ่าไม่ตายสักทีในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา มันเป็นเพราะ “คนดูที่จ่ายเงินเข้าไปดู” แบบเรานี่แหละ 55555 คือถ้าหากไม่มีคนดูที่จ่ายเงินเข้าไปดูหนังแบบเรา Michael Myers ก็คงไม่มีความหนังเหนียวผิดมนุษย์มนาแบบนี้ , ตัวละครจำนวนมากก็คงไม่ถูกฆ่าแบบนี้, ตัวละครจำนวนมากก็คงไม่ทำอะไรโง่ ๆ แบบนี้, ตัวละครจำนวนมากก็คงไม่อยู่เฉย ๆ ทำตัวงง ๆ ทื่อ ๆ แล้วรอให้Michael Myers เดินเข้ามาฆ่าแบบนี้

 

คือพอหนังภาคนี้มันแสดงให้เห็นชัดเลยว่า Michael Myers นี่ ฆ่ายังไงก็ฆ่าไม่ตาย แบบไม่ต้องใช้ตรรกะเหตุผลอะไรอีกแล้ว เราก็เลยเห็นชัดเลยว่า มันฆ่าไม่ตายก็เพราะมีคนอย่างเราจ่ายเงินเข้าไปดูมันนี่แหละ 55555

 

COPSHOP (2021, Joe Carnahan, A+30)

 

1.ตอนแรกไม่คิดจะดู แต่พอเห็นชื่อผู้กำกับ ก็เลยเข้าไปดู แล้วก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ

 

2.ยกให้ Valerie Young (Alexis Louder) เป็น one of my most favorite heroines ประจำปีนี้ไปเลย ชอบเธอพอ ๆ กับนางเอกของ THE HUNT (2020, Craig Zobel) และนางเอกของ YOU’RE NEXT (2011, Adam Wingard)  แต่เอาจริงๆ  แล้ว เราว่านางเอกของ COPSHOP เก่งสู้นางเอกของ THE HUNT กับ YOU’RE NEXT ไม่ได้หรอกนะ แต่แค่นี้เราก็พอใจมาก ๆ แล้ว

 

ชอบความนิ่งของเธอตอนเปลี่ยนรหัสมาก ๆ เหมือนฉากนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เรามาก ๆ ว่าเราควรทำตัวอย่างไรเมื่อเผชิญกับสถานการณ์คับขัน คือไม่ใช่มัวแต่ตกใจกลัว ทำอะไรไม่ถูก แต่ต้องคุมสติให้ดีแบบนางเอกหนังเรื่องนี้นี่แหละ

 

3.โดยรวมแล้วเราอาจจะชอบ ASSAULT ON PRECINT 13 (2005, Jean-François Richet) มากกว่าหนังเรื่องนี้นะ แต่ตัวละครนางเอกของ COPSHOP นี่กินขาดจริง ๆ

Wednesday, December 01, 2021

HOST

 THE FLOWER OF MY SECRET (1995, Pedro Almodovar, Spain, A+30)


งดงาม ชอบ "เมียน้อย" หรือ "ชู้" ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ เพราะเมียน้อยเห็นว่าผัวใจร้ายกับเมียหลวง เมียน้อยเลยทิ้งผัว เพื่อไปเข้าข้างเมียหลวง ชอบตัวละครแบบนี้อย่างสุด ๆ

----
DAWN OF THE DEAF (2016, Rob Savage, A+30) + HOST (2020, Rob Savage, A+30)

HOST  นี่คลาสสิคมาก ๆ ดีงามมาก เสียดายที่หนังสั้นไปหน่อย อยากให้มีการฉายหนังเรื่องนี้รอบพิเศษตอนเที่ยงคืนวันโกน ซึ่งเป็นรอบที่ให้ผู้ชมทุกคนในโรง เอาสิ่งของของคนตายติดตัวมา แล้วเอามากองไว้ตามจุดต่าง ๆ ทั่วโรง แล้วผู้ชมทุกคนก็เปล่งเสียงเชิญ SPIRITS ตามแบบตัวละครในหนังด้วย เผื่อจะเกิดปรากฏการณ์อะไรขึ้นขณะฉายหนังเรื่องนี้และหลังจากนั้น

---

GO AWAY MR. TUMOR (2021, Somkiat Vituranich, A+25)
ไสหัวไป นายส่วนเกิน

โอเคกับหนังมากพอสมควร ชอบเกือบสุด ๆ แต่ที่ไม่ได้ชอบสุด ๆ เป็นเพราะ

1. หนังมันก็ feel good เกินไปสำหรับเราน่ะ ซึ่งเดาว่ามันคงเป็นมาจากตัวเนื้อเรื่องเดิม เหมือนหนังมัน "สดใส" เกินไปสำหรับ wavelength ของเรา

2.ไม่ค่อยอินเรื่องความรักระหว่างพระเอกนางเอก แต่อันนี้เป็นสิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับเราที่มีต่อหนัง romantic โดยส่วนใหญ่อยู่แล้ว 555
---

SPIRAL: FROM THE BOOK OF SAW (2021, Darren Lynn Bousman, A+30)

ชอบภาคนี้มากเป็นอันดับสองรองจาก SAW ภาคแรก เพราะเอาจริง ๆ แล้วเราไม่ชอบ "ความโหด" ในหนังชุด SAW น่ะ 55555  แล้วเราว่าภาคนี้มันไม่ค่อยโหด แล้วมันไปเน้นเรื่องความเกลียดชังตำรวจชั่ว มันก็เลยมีจุดที่เข้าทางเรามากกว่า SAW  หลาย ๆ ภาคที่เราว่ามันโหดไปสำหรับเรา
---

THE DARK AND THE WICKED (2020, Bryan Bertino, A+20)

1.เหมือนปีศาจในเรื่องนี้ไม่ค่อยน่ากลัวสำหรับเรา แต่ยังดีที่หนังเหมือนมีอะไรอย่างอื่น ๆ ให้เราดู อย่างเช่น การทำงานเลี้ยงแกะ และความเครียดจากการดูแลผู้ป่วยติดเตียง คือเหมือนพอหนังมันให้น้ำหนักกับรายละเอียดบางอย่างในชีวิตตัวละคร เราเลยรู้สึกว่าหนังมันมีอะไรอื่น ๆ ให้เราดูแทนไปได้

2.สิ่งที่ชอบที่สุดคือ การถ่ายหน้าต่างที่มีผ้าม่านในหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งหลาย ๆครั้งก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่แค่ถ่าย "หน้าต่างที่มีผ้าม่าน" เฉย ๆ นี่แหละ ที่สร้างความน่ากลัวมากที่สุดสำหรับเราเป็นการส่วนตัว เพราะมันเปิดโอกาสให้เราจินตนาการได้เอง ว่ามันมีอะไรอยู่นอกหน้าต่าง และหน้าต่างแบบนี้มันเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน คือเราไม่จำเป็นต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับตัวละครในเรื่อง เราก็สามารถมองหน้าต่างใด ๆ และจินตนาการถึงปีศาจด้านนอกหน้าต่างได้
---