Wednesday, October 16, 2013

CLASS 3/2 (2013, Sasipim Anantakoraneewat, A+/A)

 
CLASS 3/2 (2013, Sasipim Anantakoraneewat, A+/A)
ป. ๓/๒ (ศศิพิมพ์ อนันตกรณีวัฒน์)
 
ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่
 
SPOILERS ALERT (ควรอ่านหลังจากดูหนังเรื่องนี้แล้วนะจ๊ะ)
 
หนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องต่างๆดังต่อไปนี้
 
1.สิ่งที่เราประทับใจที่สุดในหนัง คือการตัดสินใจของคุณครูในช่วงท้ายเรื่อง คือในส่วนของเด็กๆนั้น เราไม่ได้อินกับมันมากเท่าไหร่ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าถ้าหากเราเป็นเด็กในเรื่องนี้ “สิ่งที่เราควรทำ” คืออะไร แต่ในส่วนของคุณครูนั้น เราไม่ได้นึกมาก่อนว่าคุณครูจะตัดสินใจแบบนั้นในตอนจบ ดังนั้นพอคุณครูให้รางวัลกับคนที่สารภาพผิด เราก็เลยประทับใจมากๆ ช็อตที่คุณครูตัดสินใจหยิบขนม แทนที่จะหยิบไม้เรียว ก็เลยเป็นหนึ่งในช็อตที่น่าประทับใจในเรื่องนี้
 
2.สาเหตุที่เราอาจจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้ถึงขั้น A+ ( A+ แปลว่า “ชอบมาก” ส่วน A+/A แปลว่า “ชอบเกือบมาก”) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวหนังเป็นหลัก แต่เกี่ยวข้องกับแนวหนัง เพราะโดยส่วนตัวแล้ว เราไม่ค่อยชอบหนังเด็กกับหนังสั่งสอนศีลธรรมน่ะจ้ะ เพราะฉะนั้นหนังที่ทำภายใต้โจทย์หรือโครงการอะไรทำนองนี้ ก็เลยอาจจะไม่ค่อยถูกโฉลกกับเราเท่าไหร่ และเราก็รู้สึกว่าเราคงไม่ใช่ผู้ชมกลุ่มเป้าหมายหลักของหนังเรื่องนี้ เพราะผู้ชมกลุ่มเป้าหมายหลักของหนังเรื่องนี้อาจจะเป็นเด็กๆมากกว่า
 
3.ถ้าหากผู้ชมกลุ่มเป้าหมายหลักของหนังเรื่องนี้เป็นเด็กๆ เราก็คิดว่าหนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ได้ดีใช้ได้เลยนะ เพราะเราว่าหนังเรื่องนี้น่าจะกระตุ้นให้เด็กๆรู้จักยอมรับผิดมากยิ่งขึ้น
 
4.สิ่งที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้อาจจะสั่งสอนศีลธรรม แต่เราก็รู้สึกว่าหนังไม่ยัดเยียดมากเกินไป ตัวละครไม่ได้ออกมาพร่ำพรรณนาถึงคุณธรรมความดีงามแบบตรงไปตรงมา เราชอบที่หนังสั่งสอนผู้ชมกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นเด็กๆ ผ่านทางการแสดงให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าสารภาพผิด แทนที่จะใช้วิธีสั่งสอนตรงๆผ่านทางคำพูดตัวละคร, voiceover หรือ text คือเราคิดว่าหนังเรื่องนี้ใช้วิธี “show” มากกว่า “tell” ซึ่งเราเองก็มักจะชอบหนังที่ “show” มากกว่า “tell” เช่นกัน
 
5.อีกสิ่งที่น่าสนใจมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือว่าตัวละครในหนังไม่ได้เรียนรู้ผ่านทางวิธีการที่ถูกต้อง คือตัวละครในหนังเรื่องนี้ไม่ได้สารภาพผิด เพราะ “สำนึกผิด” อย่างแท้จริง แต่พวกเขาสารภาพผิดเพราะพวกเขา “กลัวผี” คือพวกเขาสารภาพผิดเพราะพวกเขามีความเชื่อที่ผิดๆน่ะ มันก็เลยน่าสนใจมากๆที่ “ความเชื่อที่ผิดๆ” นำไปสู่ “การกระทำที่ถูกต้อง” ในหนังเรื่องนี้ (และมันอาจทำให้ผู้ชมบางคนตั้งคำถามว่า ถ้าหากแจกันใบนั้นไม่ได้เป็นของคนที่ตายไปแล้ว เด็กๆในเรื่องจะสารภาพผิดหรือไม่)
 
อย่างไรก็ดี จุดนี้เป็นจุดที่เราชอบในหนังเรื่องนี้นะ เพราะโลกเรามันไม่ได้สมบูรณ์แบบน่ะ โลกมันเทาๆ และเต็มไปด้วยอะไรที่ย้อนแย้งกันเองแบบนี้แหละ หนังเรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอโลกที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นโลกแห่งความเป็นจริง และเราก็คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องยากที่เด็กในวัยนั้นจะเรียนรู้ที่จะสำนึกผิดได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะฉะนั้นเราก็เลยยอมรับได้ในระดับหนึ่งที่หนังเรื่องนี้แสดงให้เด็กๆเห็นว่า “สิ่งที่ถูกต้อง” หรือ “สิ่งที่ควรกระทำ” คืออะไร (การสารภาพผิด) ถึงแม้ว่าสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดการกระทำดังกล่าวจะเป็นความเชื่อแบบผิดๆก็ตาม
 
อีกจุดหนึ่งที่ทำให้เรายอมรับได้ ก็คือว่ามันไม่ใช่ “ความกลัวผี” เพียงอย่างเดียวด้วยแหละ แต่มันเป็น “ความรู้สึกผิด” ในใจเด็กๆด้วยที่นำไปสู่การสารภาพผิด คือความกลัวผีในเรื่องนี้กับ “ความรู้สึกผิด” มันมีส่วนเกี่ยวพันกันมากๆ
 
6.ในส่วนของรายละเอียดปลีกย่อยนั้น เราชอบตัวละครเด็กผู้หญิงในเรื่องนี้มากๆ เราชอบการแสดงของเธอ โดยเฉพาะฉากที่เธอทำหน้าครุ่นคิด
 
7.ช็อตตอนทำแจกันตกตอนต้นเรื่องทำได้น่าตกใจมากๆ ตอนแรกเราไม่รู้มาก่อนว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร พอเจอช็อตเด็กผลักกันหรือชนกันตอนต้นเรื่องที่มีจังหวะที่น่าตกใจมากๆ เราก็เลยเผลอนึกไปแว้บนึงว่าหนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังฆาตกรรมก็ได้
 
ช็อตที่เด็กๆตกใจว่าโดนผีหลอกตรงที่ทิ้งขยะก็ดูน่าตกใจดีเหมือนกัน คือจากสองช็อตนี้แสดงให้เห็นว่า ทีมงานสร้างหนังเรื่องนี้มี sense ที่ดีในการทำหนังแนว horror นะ ฮ่าๆๆ
 
8.ชอบการใช้เพลงประกอบในหนังเรื่องนี้ด้วย คือหนังเรื่องนี้แทบไม่มีเพลงประกอบเลยนอกจากช่วงท้ายเรื่อง และเพลงช่วงท้ายเรื่องก็ออกมาในอารมณ์ที่พอดีๆ ไม่ได้โหมประโคมความดีงามของมนุษยชาติอะไรมากเกินไป
(จุดนี้เป็นจุดที่หนังเรื่องนี้ดีกว่า GRAVITY (2013, Alfonso Cuaron, A+25) อีก ฮ่าๆๆ เพราะเราไม่ชอบการใช้เพลงหรือการสร้างอารมณ์ยิ่งใหญ่ในช่วงท้ายของ GRAVITY)
 
สรุปว่าสิ่งที่ชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้คือการตัดสินใจของคุณครูในช่วงท้ายเรื่องจ้ะ