ขอบคุณมากจ้า
เราเดาไม่ออกอยู่ 2 เรื่อง ช่วยมาเฉลยด้วย 5555
เรื่องที่เดาออก
1. HAPPY HOUR (2015, Ryusuke Hamaguchi,
Japan)
2. HAPPINESS (1965, Agnes Varda, France)
3. HAPPY AS LAZZARO (2018, Alice Rohrwacher, Italy)
4. HAPPYEND (2024, Neo Sora, Japan)
5. HAPPY-GO-LUCKY (2008, Mike Leigh, UK)
6. HAPPY TOGETHER (1997, Wong Kar-wai, Hong Kong)
7. HAPPY FLIGHT (2008, Shinobu Yaguchi, Japan)
++++++++
ลูกหมีบอกว่า ได้หนังอันดับ 1 ประจำปี 2025 แล้ว
และหนัง/moving image อันนั้นก็คือ TEDDY BEARS’
PICNIC (2024, Singing Hands UK, music video, A+30)
เราเพิ่งดูหนังเรื่อง A ZED AND TWO
NOUGHTS (1985, Peter Greenaway, UK/Netherlands, A+30) และก็เลยเพิ่งรู้ว่า
มันมีเพลงชื่อ TEDDY BEARS’ PICNIC อยู่บนโลกนี้ด้วย
ลูกหมีบอกว่า รักเพลงนี้ที่สุดเลย 55555
https://www.youtube.com/watch?v=5DJmi14ONqo
++++++++
พอดู LEGENDS OF THE CONDOR HEROES: THE
GALLANTS (2025, Tsui Hark, China, A+25) แล้วก็เลยทำให้ nostalgia ต้องกลับไปดู มังกรหยก เวอร์ชั่นปี 1983
หนึ่งในสิ่งที่ชอบที่สุดในมังกรหยกเวอร์ชั่นปี 1983 คือเพลงประกอบเพลงนี้ ชอบ
“ดนตรีช่วงอินโทร” ของเพลงนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ เป็นดนตรีที่ฝังใจมากสุดขีดตลอดช่วง
40 ปีที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าใช้เครื่องดนตรีอะไร synthesizer หรือขลุ่ย
หรืออะไร ใครรู้บ้าง
https://www.youtube.com/watch?v=ddC34e9J_qg
++++
เหมือนปีนี้มีหนังที่เข้าทางเราเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เยอะมาก
เพราะฉะนั้นพอผ่านไปแค่ 2 เดือน ก็มีหนังยาว 3 เรื่องแล้วที่เราเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์ถึง
2 รอบ เพราะเราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนั้นอย่างสุดขีด ซึ่งหนังยาว 3
เรื่องนั้นได้แก่
1. SMALL HOURS OF THE NIGHT (2024,
Daniel Hui, Singapore, 103min)
เราได้ดูหนังเรื่องนี้ใน BANGKOK
EXPERIMENTAL FILM FESTIVAL ในวันที่ 26 ม.ค. และในวันที่ 31 ม.ค.
2. THE MOURNING FOREST (2007, Naomi
Kawase, Japan, 97min)
เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่ HOUSE ในวันที่ 9 ก.พ. และในวันที่ 15 ก.พ. แต่จริง ๆ แล้วเป็นการดูเพียง 1
รอบครึ่ง เพราะในวันที่ 15 ก.พ.เราได้ดูเพียงแค่ 60 นาทีแรก แล้วเราต้องรีบวิ่งมาดู
BLACK BUTTERFLIES (2024, David Baute, Spain/Panama, animation, A+30) ที่ Alliance รอบ 18.00 น.
เราเลือกที่นั่งริมสุดนะ เราจะได้ออกจากโรงได้สะดวก
3. THE BOY ON THE LIGHTHOUSE เด็กชายบนประภาคาร (2025, Pichet Wongjoi, 90min, A+30)
เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่ CINEMA OASIS ในวันที่ 23 ก.พ. และในวันที่ 27 ก.พ.
ตลกดีที่ทั้ง THE MOURNING FOREST และ THE BOY ON THE LIGHTHOUSE เป็นหนัง “เดินป่า”
ทั้งสองเรื่องเลย 55555
ชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก และก็ดีใจมาก
ๆ ที่ได้ดูหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ 2 รอบ แต่ถ้าจัดอันดับจริง ๆ แล้ว THE
MOURNING FOREST กับ THE BOY ON THE LIGHTHOUSE ก็อาจจะไม่ได้ติด TOP 5 หนังที่ชอบที่สุดประจำปีนี้แต่อย่างใดนะ
แต่เหมือนหนังทั้งสองเรื่องนี้มันไม่ได้เน้น “เนื้อเรื่อง” น่ะ เหมือนความสุข +
ความเพลิดเพลินของเราจากการดูหนัง 2 เรื่องนี้มันเกิดจากองค์ประกอบอื่น ๆ
ของหนังที่ไม่ใช่ “เนื้อเรื่อง” มันก็เลยเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราอยากดูหนังทั้งสองเรื่องนี้ซ้ำ
ถึงแม้เราจะรู้เนื้อเรื่องของหนังทั้งหมดแล้ว
เหมือนพอ THE MOURNING FOREST มันไม่ได้เน้นไปที่ “ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่” แต่หนังเรื่องนี้มันมีความทรงพลังอย่างรุนแรงบางอย่างที่ไม่ได้เกิดจากเนื้อเรื่อง
เราก็เลยอยากดูมันซ้ำ
ส่วน THE BOY ON THE LIGHTHOUSE นั้น หนังมันอาจจะมีเนื้อเรื่อง แต่เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันมี “ความไร้เหตุผลของความฝัน”
ครอบคลุมหนังอยู่ และความไร้เหตุผลของความฝันนี่มันทำให้เรารู้สึกเป็นอิสระมาก ๆ
อิสระเสรีเหนืออื่นใด มั่นใจโกเต๊กซ์ นิวฟรีด้อม มาก ๆ เราก็เลยอยากดูหนังเรื่องนี้ซ้ำเป็นรอบที่สอง
ถึงแม้เราจะรู้เนื้อเรื่องของหนังหมดแล้วในการดูรอบแรก
ส่วน SMALL HOURS OF THE NIGHT นั้น เราตามเนื้อเรื่องไม่ทันในการดูรอบแรก มันก็เลยเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราตัดสินใจดูรอบสอง
55555
จริง ๆ
แล้วในบรรดาหนังในเทศกาลหนังญี่ปุ่นปีนี้ เราอาจจะชอบ THE MOURNING FOREST น้อยกว่า LET’S GO KARAOKE! (2023, Nobuhiro Yamashita) และ GOOD MORNING (1959, Yasujiro Ozu) อีกนะ
แต่เหมือน LET’S GO KARAOKE! เป็นหนังที่เราชอบสุดขีด
แต่ไม่ได้อยากดูรอบสองในเวลาอันกระชั้นชิดน่ะ
ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจดีเหมือนกัน คือถ้าเปรียบหนังเป็นอาหาร หนังอย่าง LET’S GO KARAOKE! และ GOOD MORNING ก็เหมือนอาหารที่เรากินแล้วชอบมาก แต่ไม่ได้อยากกินมันซ้ำอีกทุกวัน ส่วน SMALL HOURS OF THE NIGHT, THE MOURNING FOREST กับ THE BOY ON THE LIGHTHOUSE เหมือนอาหารที่เรากินแล้วชอบมาก เราก็เลยสั่งเบิ้ลสองจานในทันที ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ทำไมหนังที่เราชอบมากบางเรื่องถึงส่งผลกระทบต่อเราในแบบที่แตกต่างกันแบบนี้
No comments:
Post a Comment