Showing posts with label WEIMAR BEFORE AND AFTER. Show all posts
Showing posts with label WEIMAR BEFORE AND AFTER. Show all posts

Tuesday, April 05, 2016

THE MEMORY OF JUSTICE (1976, Marcel Ophuls, documentary, 278min, A+30)

THE MEMORY OF JUSTICE (1976, Marcel Ophuls, documentary, 278min, A+30)

1.กราบตีนแนวคิดของผู้กำกับหนังเรื่องนี้มากๆ คือช่วงครึ่งแรกของหนังเรื่องนี้มันก็ดีมากๆแล้วในเรื่องการนำเสนอเนื้อหาการไต่สวนนาซี แต่ช่วงครึ่งหลังของหนังเรื่องนี้มันไปไกลมากๆ เพราะมันตั้งคำถามว่า หลักการที่ใช้ในการไต่สวนนาซีในปี 1945 มันควรจะถูกนำมาใช้หรือไม่อย่างไรในกรณีของสงครามสหรัฐ-เวียดนาม และสงครามฝรั่งเศส-แอลจีเรีย และถ้าหากเราตัดสินว่านาซีทำผิดในการไต่สวนที่นูเรมเบิร์กในปี 1945 แต่ไม่ตัดสินว่าสหรัฐทำผิดในสงครามเวียดนาม และฝรั่งเศสทำผิดในสงครามแอลจีเรีย นั่นก็เท่ากับเป็นการสนับสนุนคำกล่าวของนาซีบางคนที่ว่า พวกเขากล้าตัดสินความผิดพวกเราได้ เพราะว่าเราเป็นฝ่ายแพ้สงครามในขณะที่ผู้กระทำผิดบางรายยังไม่ถูกตัดสินความผิด เพราะพวกเขายังคงดำรงสถานะเป็นผู้ชนะอยู่ ซึ่งรวมถึงฝรั่งเศสและสหรัฐที่ก็กระทำผิดแบบเดียวกับนาซีในเวลาต่อมา แต่กลับไม่โดนเอาผิดบ้าง

คือช่วงครึ่งแรกของหนังที่มันพูดถึงนาซีมันก็ดีมากๆอยู่แล้ว แต่พอครึ่งหลังของหนังที่มัน focus ไปที่ MY LAI MASSACRE ในเวียดนาม และสงครามแอลจีเรียเพื่อเป็นการยอกย้อนและตลบกลับสิ่งต่างๆที่นาซีและสัมพันธมิตรเคยพูดไว้ในช่วงครึ่งแรก มันทำให้หนังเรื่องนี้ไปไกลกว่าที่คิดไว้มากๆ

อีกประเด็นที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ก็คือเรื่อง การรับผิดส่วนบุคคลต่อการกระทำของประเทศชาติด้วย เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนจะตั้งคำถามด้วยว่า คนแต่ละคนต้องรับผิดชอบมากน้อยเพียงใดต่อเหตุการณ์เลวร้ายในประวัติศาสตร์ โดยนาซีบางคนก็อ้างว่า ฉันเพียงแค่ทำตามคำสั่งและบางคนก็กล่าวว่า ถ้าฉันไม่ทำตามคำสั่ง ฉันก็ต้องตายแต่ก็มีบางคนที่ฆ่าตัวตาย แทนที่จะยอมทำตามคำสั่ง

และถ้าหาก การขัดขืนคำสั่งของนาซีเป็นสิ่งที่สมควรทำในสงครามโลกครั้งที่สอง แล้วหนุ่มฉกรรจ์ชาวอเมริกันที่ขัดขืนคำสั่งของประเทศชาติที่สั่งให้ตนเองไปรบในสงครามเวียดนามล่ะ พวกเขาควรได้รับการมองอย่างไร

2.ชื่อหนังเรื่องนี้เรารู้สึกว่ามันเป็นชื่อหนังที่ ธรรมดามากๆก่อนดูหนัง แต่พอดูหนังจบแล้วเรากลับรู้สึกว่ามันเป็นชื่อหนังที่ยอกแสยงใจมากๆ เพราะคำว่า MEMORY OF JUSTICE นี้มันให้ความรู้สึกราวกับว่า justice มันเป็นอดีตที่เกิดขึ้นในปี 1945 แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 1970 หรือในสงครามเวียดนาม เราก็เลยมี ความทรงจำถึงความยุติธรรมเพราะความยุติธรรมไม่ใช่สิ่งที่พบได้ในทศวรรษ 1970 ในช่วงที่มีการทำหนังเรื่องนี้

3.มี moments ที่เราชอบสุดๆประมาณ 100 moments ในหนังเรื่องนี้ เพราะมันสัมภาษณ์คนที่น่าสนใจเยอะมากๆๆ เราขอจดแค่ moments ที่ชอบสุดๆเพียงแค่ไม่กี่ moments จากทั้งหมด 100 moments ก็แล้วกันนะ

3.1 การเล่าว่าพวกชาตินิยมในเยอรมนีหลายคนเคยสนับสนุนนาซีในตอนแรก เพราะนึกว่านาซีจะนำพาชาติเยอรมนีไปสู่ความรุ่งเรือง แต่ต่อมาพวกเขากลับพบว่านาซีนำพาเยอรมนีไปสู่ความชิบหาย คือส่วนนี้แสดงให้เห็นว่า มี nationalists ส่วนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นนาซี แต่ถูกนาซีหลอกใช้ (เราเข้าใจว่าการที่ nationalists เกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ กับ liberals อย่างรุนแรงในยุคนั้นคือปัจจัยที่ทำให้พวกเขาถูกนาซีหลอกใช้)

3.2 เรื่องของผู้พิพากษา/ทหารชาวเยอรมันคนนึงซึ่งเป็น nationalist แต่พอถึงช่วง WWII เขาก็ถูกนาซีบังคับให้ตัดสินโทษประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์หลายคน และมีครั้งนึงที่เขาต้องตัดสินโทษประหารชีวิตพระคาทอลิก 4 รูปหรืออะไรทำนองนี้ ผู้พิพากษาคนนี้ก็เลยฆ่าตัวตายไปเลย ดีกว่าที่จะทำตามคำสั่งของนาซีต่อไป

3.3 เรื่องของผู้ชายที่เคยไปรบในสงครามเวียดนาม แต่ตัดสินใจหนีทัพในที่สุดเพราะทนไม่ไหวอีกต่อไป เสียดายที่เราฟังเขาพูดไม่ค่อยออก แต่เนื้อหาในส่วนนี้คล้ายกับหนังสารคดีเรื่อง REDEMPTION (2009, Sabrina Wulff) ที่เกี่ยวกับทหารอเมริกันที่หนีทัพในสงครามอิรัก โดยคนพวกนี้ต้องลี้ภัยไปอยู่แคนาดาเพื่อจะได้ไม่ติดคุกทหาร

3.4 เรื่องของหนุ่มอเมริกันคนหนึ่งที่ไปรบในเวียดนาม และพบเห็นว่าเพื่อนๆทหารของเขาไล่ฆ่าชาวเวียดนามผู้บริสุทธิ์อย่างสนุกสนาน และพอเขาร้องเรียนเรื่องนี้ ทางกองทัพก็พยายามจะปิดปากเขา โดยเขาเล่าอีกด้วยว่า เขาเคยจะเปิดเพลงของ Joan Baez ฟังในร้านแห่งหนึ่งหรืออะไรทำนองนี้ แต่มีคนในร้านด่าเขาว่า “Joan Baez เป็นคอมมิวนิสต์ เพราะฉะนั้นถ้ามึงจะเปิดเพลงนี้ มึงก็ต้องออกจากร้านไป

3.5 เรื่องของหญิงอเมริกันจัญไรคนหนึ่งที่เชิดชูผัวทหารของเธออย่างรุนแรงมาก โดยผัวของเธอตายในสงครามเวียดนาม เพราะฉะนั้นเธอก็เลยจงเกลียดจงชังพวกที่หนีทัพและหนีการเกณฑ์ทหาร หรือพวกที่ต่อต้านสงครามเวียดนามเป็นอย่างมาก โดยหนังตัดสลับคำสาปแช่งของเธอที่มีต่อคนที่ต่อต้านสงครามเวียดนาม กับบทสัมภาษณ์ของอดีตทหารในข้อ 3.3 และ 3.4 และเรื่องราวของพ่อแม่ที่สูญเสียลูกชายหนุ่มหล่อในสงครามเวียดนาม แต่พ่อแม่คู่นี้มีจุดยืนตรงข้ามกับหญิงสาวคนนี้ เพราะการสูญเสียลูกชายทำให้ทั้งสองต่อต้านสงครามเวียดนามอย่างรุนแรง

3.6 เรื่องของพ่อแม่ที่สูญเสียลูกชายในสงครามเวียดนาม ลูกชายของพวกเขาหล่อมาก หน้าตานึกว่า Tommy Page โดยลูกชายของพวกเขาเขียนจดหมายมาหาพวกเขาเป็นระยะๆ ก่อนเสียชีวิต โดยเล่าว่าเขาได้อยู่หน่วยเดียวกับทหารอเมริกันหลายคนที่มาจากชนบท และทหารพวกนี้ทำในสิ่งที่เลวร้ายมากในเวลากลางคืน และถ้าหากเราฟังไม่ผิด ทหารกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับ MY LAI MASSACRE ด้วย

3.7 เรื่องของหนุ่มฝรั่งเศสคนนึงที่เคยไปรบในสงครามแอลจีเรีย และพบว่าผู้บัญชาการสั่งให้ทหารยิงอะไรอย่างหนึ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ ตอนแรกทหารก็ไม่ยอมยิง จนกว่าจะแน่ใจก่อนว่ามันเป็นอะไร แต่ผู้บัญชาการก็สั่งให้ยิง และก็ปรากฏว่าสิ่งที่ถูกยิงตายคือ เด็กหญิงตัวเล็กๆคนนึงทหารคนนั้นก็เลยกลายเป็นบ้าไปเลย แต่ผู้บัญชาการทหารกลับไม่รู้สึกรู้สา และยังคงเดินหน้าสั่งฆ่าคนบริสุทธิ์ในแอลจีเรียต่อไป (ส่วนนี้ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง MURIEL OR THE TIME OF RETURN (1963, Alain Resnais))

3.8 หนุ่มฝรั่งเศสคนนี้ยังเล่าต่อไปว่า เขาพบว่าผู้บัญชาการทหารของเขา จับผู้บริสุทธิ์ชาวแอลจีเรียไปฆ่าทิ้งเรื่อยๆ ด้วยการถีบให้ตกจากเฮลิคอปเตอร์ จนในที่สุดหนุ่มฝรั่งเศสคนนี้ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาต้องการจะช่วยหนุ่มชาวแอลจีเรียคนหนึ่งที่ชื่อ Mohammed ให้หนีรอดจากคุกให้ได้ ก่อนที่จะถูกนำไปฆ่าด้วยการถีบตกจากเฮลิคอปเตอร์ แต่ Mohammed ได้รับบาดเจ็บที่เท้า และหนีคนเดียวไม่รอดแน่ๆ หนุ่มฝรั่งเศสคนนี้ก็เลยตัดสินใจพา Mohammed หนีไปด้วยกัน และเดินทางฝ่าทะเลทรายเพื่อไปเข้าร่วมกับฝ่ายเรียกร้องเอกราชของแอลจีเรีย

แต่พอหนุ่มฝรั่งเศสคนนี้ไปอยู่กับฝ่ายแอลจีเรีย เขาก็พบว่าฝ่ายแอลจีเรียก็ฆ่าคนที่น่าจะเป็นผู้บริสุทธิ์เหมือนๆกัน คือแค่สงสัยใคร ก็เชือดคอคนนั้นตายเลย โดยไม่มีการไต่สวนหาความจริงใดๆทั้งสิ้น หนุ่มฝรั่งเศสคนนั้นก็เลยเหมือนอยู่ในภาวะหนีเสือปะจระเข้

เราชอบเรื่องราวในส่วนนี้มากๆ ดูแล้วนึกถึงหนังเรื่อง LE PETIT SOLDAT (1963, Jean-Luc Godard) และ FIRE AND ICE (1962, Alain Cavalier) ที่พูดถึงความเลวร้ายของฝ่ายขวาฝรั่งเศสในยุคนั้น

3.9 เรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นชาวยิวในเมืองนีซของฝรั่งเศสในช่วง WWII เธอกับสามีและครอบครัวซ่อนตัวอยู่ใน cupboard ที่มีประตูกลในช่วงนั้น แต่มีวันหนึ่งเกสตาโปก็บุกมา และทุบตีครอบครัวชาวยิวในตึกนั้นอย่างรุนแรง สามีของเธอก็เลยทนไม่ไหว และออกจาก cupboard ไป เขาก็เลยถูกนาซีจับตัวไปและตายในค่ายกักกัน โดยเกสตาโปมาเปิด cupboard ดูด้วย แต่ไม่ทันได้สำรวจอย่างละเอียด เธอกับสมาชิกครอบครัวที่เหลือก็เลยรอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมาได้

3.10 ผู้หญิงในข้อ 3.9 มีบุตรชายชื่อ Serge Klarsfeld ซึ่งต่อมาได้แต่งงานกับ Beate หญิงสาวชาวเยอรมันที่มีพ่อเป็นทหารที่เคยรบใน WWII ดังนั้นการแต่งงานของทั้งสองก็เลยทำให้นึกถึง ROMEO + JULIET เพราะฝ่ายชายเป็นชาวยิวที่พ่อถูกนาซีฆ่าตายใน WWII แต่ฝ่ายหญิงเป็นสาวเยอรมันที่มีพ่อเป็นทหารใน WWII

3.11 Beate Klarsfeld เป็นหญิงสาวที่มีอิทธิฤทธิ์สูงมาก เพราะเธอแต่งงานกับผัวชาวยิว ซึ่งทำให้เธอเกือบต้องตัดขาดจากพ่อแม่ของเธอเอง (หนังมักจะตัดสลับบทสัมภาษณ์ของเธอ กับบทสัมภาษณ์แม่ชาวเยอรมันของเธอ) นอกจากนี้ เธอยังเคยตบหน้านายกรัฐมนตรี Kurt Georg Kiesinger ของเยอรมนี และทำงานเป็น activist ในการตามล่านาซีด้วย

3.12 การที่หนังแสดงให้เห็นว่า จริงๆแล้วนาซีหลายๆคนไม่ได้หนีไปอเมริกาใต้แบบที่เชื่อๆกัน แต่นาซีหลายๆคนก็ยังใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมันตะวันตกในช่วงหลัง WWII นี่แหละ และมักจะอาศัยอยู่ใกล้ๆกันในหมู่บ้านเดียวกันเพื่อคอยช่วยเหลือกัน โดยพอผู้กำกับหนังเรื่องนี้ไปตามหาอดีตนาซีในหมู่บ้านที่สงบร่มรื่นมากๆแห่งหนึ่งในเยอรมนี เขาก็พบว่าบางคนในหมู่บ้านพยายามขับไล่เขาอย่างรุนแรง ในขณะที่บางคนในหมู่บ้านให้สัมภาษณ์ต่อหน้ากล้องอย่างภาคภูมิใจว่าตนเองเคยเป็นนาซี และไม่มีความสำนึกเสียใจในการกระทำของตนเองแต่อย่างใด

เนื้อหาในส่วนนี้ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง THE NASTY GIRL (1990, Michael Verhoeven) ที่สร้างจากเรื่องจริงเกี่ยวกับหมู่บ้านสงบสุขแห่งหนึ่งในเยอรมนีที่พยายามปกปิดไม่ให้เด็กๆรุ่นใหม่ในหมู่บ้านรู้ว่า จริงๆแล้วชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้เคยสนับสนุนนาซีมาก่อน ดังนั้นพอนางเอกจะทำรายงานเกี่ยวกับประวัติหมู่บ้านแห่งนี้ และขุดคุ้ยจนเจอความจริงเข้า นางเอกก็เลยถูกชาวบ้านในหมู่บ้านต่อต้านอย่างรุนแรง

3.13 เรื่องของการทดลองทางการแพทย์ของนาซีที่โหดร้ายมากๆ โดยนาซีจะจับคนในค่ายกักกันมาฉีดเชื้อโรค หรือทำเหี้ยห่าอะไรต่างๆในฐานะหนูทดลองทางการแพทย์

จุดที่พีคมากๆคือการที่นาซีคนหนึ่งพยายามแก้ต่างว่า สหรัฐก็ทำการทดลองแบบเดียวกันกับนักโทษในคุก ซึ่งทางผู้กำกับก็พยายามตอบโต้ว่า สิ่งที่ต่างกันมากๆก็คือว่า มันเป็นการทดลองที่นักโทษสมัครใจ แต่สิ่งที่นาซีทำในค่ายกักกันไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของหนูทดลอง

3.14 คำให้สัมภาษณ์ของแพทย์คนหนึ่งที่ว่า เขาไม่กล้าไปให้การที่นูเรมเบิร์ก เพราะวงการแพทย์เยอรมนีเต็มไปด้วยเผด็จการนาซีทั้งนั้น แพทย์เยอรมนีส่วนใหญ่เข้าข้างเผด็จการนาซี เพราะฉะนั้นถ้าหากเขาไป พูดความจริงที่นูเรมเบิร์ก เขาก็จะต้องถูกขับไล่จากวงการแพทย์เยอรมนีแน่ๆ

3.15 เรื่องของ Herta Oberheuser แพทย์หญิงชาวเยอรมันคนหนึ่งที่เคยฆ่าคนตายจำนวนมากในค่ายกักกัน โดยพอเธอต้องขึ้นให้การในศาล เธอก็อ้างว่า เธอทำการุณยฆาต คนพวกนั้นเจ็บปวดใกล้ตายอยู่แล้ว เธอก็เลยฉีด petrol เพื่อช่วยฆ่าคนพวกนั้นให้ตาย

3.16 เรื่องของการฆ่าเด็กในค่ายกักกัน โดยเด็กบางคนถูกฆ่าตายด้วยการถูกจับโยนเข้าเตาเผาทั้งเป็น เพราะวันนั้น แก๊สหมดก็เลยไม่มีการสังหารหมู่ด้วยการจับเข้าห้องรมแก๊ส

3.17 เรื่องของสาว resistance fighter ชาวฝรั่งเศสใน WWII เธอเคยถูกจับเข้าค่ายกักกัน 1 ปีแต่รอดชีวิตมาได้ แต่เธอก็เห็นคนจำนวนมากในค่ายกักกันถูกฆ่าตายไปเรื่อยๆ ซึ่งมันทำให้เธอเกิด survivor guilt และบางทีก็จะงงๆว่า ที่ตัวเองยังรอดชีวิตอยู่ตอนนี้ มันเป็นความจริงหรือเปล่า

(จุดนี้ทำให้นึกถึงหนังแอนิเมชั่นเรื่อง I WAS A CHILD OF HOLOCAUST SURVIVORS (2010, Ann Marie Fleming) และหนังบางเรื่องของ Chantal Akerman อย่างเช่น DOWN THERE (2006) ที่พูดถึงปมทางจิตของผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกัน)

อดีต resistance fighter รายนี้เล่าว่าเธอสะใจมากๆที่ได้ไปให้การที่นูเรมเบิร์ก และเห็นพวกนายพลนาซีเหล่านั้นอยู่ในคอกจำเลย และพอเธอให้การเสร็จ และต้องเดินผ่านคอกจำเลย เธอก็เลยจ้องหน้านายพลนาซีเหล่านั้น และพบว่าใบหน้าของพวกเขาดูเหมือน มนุษย์ปกติมากๆ

เธอยังเล่าอีกด้วยว่า การที่นาซีเหล่านี้ดูภายนอกเหมือนมนุษย์ปกติธรรมดา มันทำให้เธอนึกถึงทหารเยอรมันคนหนึ่งที่เธอเจอในค่ายกักกัน โดยทหารเยอรมันคนนี้พยายามเอาอาหารมาให้เด็กชายชาวยิปซีคนหนึ่งทุกวัน (ถ้าจำไม่ผิด) ทหารเยอรมันคนนี้ดูเหมือนจะรักใคร่เอ็นดูเด็กชายคนนี้มากๆ ทั้งๆที่ทหารเยอรมันคนนี้เพิ่งมีส่วนในการฆ่าสมาชิกครอบครัวทุกคนของเด็กชายคนนี้

ตัว female resistance fighter นี่ทำให้นึกถึงตัวละครหญิงในหนังหลายเรื่องมากๆ ทั้งในหนังเรื่อง THE ARMY OF SHADOWS (1969, Jean-Pierre Melville), ONE AGAINST THE WIND (1991, Larry Elikann) และในละครทีวีเรื่อง UN VILLAGE FRANÇAIS (2009-2015)

3.18 การนำเสนอนาซีหลายเฉด ตั้งแต่ Hermann Göring ซึ่งเป็นนาซีที่ดูชั่วร้ายที่สุดในเรื่อง, ผู้บัญชาการทหารเรือนาซีที่พยายามแก้ต่างให้ตัวเอง ไปจนถึง Albert Speer ที่พยายามจะนำเสนอภาพตนเองในฐานะ นาซีผู้กลับใจ

3.19 เรื่องของ Fritz Kortner นักแสดงชาวเยอรมนี กับ Max Ophuls และ Curt Goetz ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเยอรมนีที่ไปอยู่ฮอลลีวู้ดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยถึงแม้พวกเขาจะเกลียดนาซีมากๆ แต่พวกเขาก็ต่อต้านการทิ้งระเบิดใส่พลเรือนชาวเยอรมนี ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาแปลกแยกจากสังคมชาวยิว-เยอรมันในสหรัฐอเมริกาในตอนนั้น เพราะคนกลุ่มนี้จะแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งทุกครั้งที่ได้ยินข่าวสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดใส่เยอรมนี

โดยบางคนในหนังได้ตั้งข้อสงสัยอีกด้วยว่า ทำไมฝ่ายสัมพันธมิตรถึงทิ้งระเบิดใส่บ้านคน แต่ไม่ไปทิ้งระเบิดใส่ โรงงานอุตสาหกรรมทั้งๆที่โรงงานอุตสาหกรรมมันเป็นตัวจักรหล่อเลี้ยงสงครามมากกว่า เพราะในเยอรมนีปี 1945 นั้น เราจะพบอาคารที่อยู่อาศัยพังพินาศเป็นหน้ากลอง แต่โรงงานอุตสาหกรรมเปิดทำงานเป็นปกติ ราวกับว่าฝ่ายสัมพันธมิตรเล็งเห็นผลประโยชน์ทางการเงินจากการปล่อยให้โรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ดำรงอยู่ต่อไป

3.20 เรื่องของยุวชนนาซีที่นั่งรถไปตามท้องถนน และตะโกนว่า ยิวต้องตาย ยิวต้องตาย" ในขณะที่ประชาชนข้างถนนส่งเสียงสนับสนุน และเมื่อพวกยุวชนนาซีไปทำร้ายธุรกิจของชาวยิว ก็มีคนไปแจ้งตำรวจ แต่ตำรวจไม่ทำอะไร

3.21 ตอนที่เมียของ Marcel Ophuls ขอให้ผัวทำหนังที่พูดถึงประเด็นอื่นๆบ้าง อย่างเช่นทำหนังเพลง/หนังรักบ้างก็ได้ แทนที่จะทำหนังที่พูดถึงแต่ประเด็นโหดร้ายอย่างนี้ แต่ดูเหมือนเมียของ Marcel Ophuls จะทำไม่สำเร็จ เพราะหลังจาก THE MEMORY OF JUSTICE ผัวของเธอก็กำกับหนังเรื่อง HOTEL TERMINUS (1988, 267min) ที่กลับไปพูดถึงเรื่อง Holocaust เหมือนเดิม

3.22 การถกเถียงของนักศึกษาเยอรมันต่อประเด็นที่ dilemma ดี นั่นก็คือประเด็นที่ว่าคนเยอรมันยุคใหม่ยังต้องเสียภาษีเพื่อจ่ายค่าปฏิกรณ์สงครามต่อไปหรือไม่ เพราะพวกเขาไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำของนาซี แล้วทำไมพวกเขายังต้องเสียภาษีในส่วนนี้

3.23 ฉากสัมภาษณ์หญิงชายเปลือยกายหลายคนขณะใช้ซาวน่าร่วมกัน นึกไม่ถึงว่าการสัมภาษณ์ประเด็นเรื่อง Holocaust สามารถทำในฉากแบบนี้ได้ด้วย

3.24 ฉากที่นักแสดงละครเวทีชาวเยอรมันคนหนึ่งยอมรับว่า ตนเองเคยเข้าร่วมในการเดินขบวนของนาซี แต่เขางงว่าทำไมคนอื่นๆไม่ยอมรับกันว่าตัวเองเคย หลงผิดทั้งๆที่มีคนหลายร้อยหลายพันคนเคยร่วมเดินขบวนสนับสนุนนาซีกับเขา

3.25 ฉากที่คนหนึ่งพูดว่า มันยากมากที่จะจำแนกชาวเยอรมันในช่วงหลัง WWII ว่าใครเป็นยังไง และเราจะควรปฏิบัติต่อแต่ละคนยังไง เพราะมันมีทั้ง active nazi, passive nazi, active resistance, passive resistance อะไรทำนองนี้ แต่คนทั้ง 4 กลุ่มนี้อาจจะต่างก็เคยเข้าร่วมในการเดินขบวนนาซีมาแล้วทั้งนั้น ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป บางคนก็อาจจะร่วมเดินขบวนไปเพียงเพื่อตัวเองจะได้ไม่โดนจับ หรือไม่โดนเพ่งเล็งก็เป็นได้

3.26 ฉากทดสอบนักเล่นออร์แกนหรือเครื่องดนตรีอะไรสักอย่างข้างถนน คือใครจะเป็นวณิพก เล่นดนตรีเพื่อขอเศษเงินข้างถนน พวกเขาต้องผ่านการทดสอบจากตำรวจ เพื่อขอใบอนุญาตจากตำรวจก่อน

3.27 ตอนที่ผู้หญิงเยอรมันคนหนึ่งพูดโพล่งขึ้นมาว่า เธอเคยถูกทหารรัสเซียข่มขืนตอนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง แล้วคนทำหนังเรื่องนี้ก็หยุดชะงัก เหมือนกับตกใจมาก ไม่รู้จะถามอะไรต่อดี จนผู้หญิงคนนี้ต้องพูดว่า แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายมากนักคนทำหนังสารคดีก็เลยชวนเธอคุยต่อได้

ประเด็นนี้ทำให้นึกถึงหนังสารคดีเรื่อง RED STAR OVER GERMANY (2001, Jan Lorenzen) ด้วย ถ้าเราจำไม่ผิด มีผู้หญิงชาวเยอรมันคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ในหนังสารคดีเรื่องนั้นว่า เธอเคยถูกทหารรัสเซีย 4 คนข่มขืน และมีหนึ่งในสี่คนนี้ที่ขอเธอแต่งงานหลังจากข่มขืนเธอเสร็จ แต่เธอไม่ตอบตกลง และหลังจากนั้นก็ยังไม่มีผู้ชายคนไหนมาขอเธอแต่งงานอีกเลย

สำหรับคนที่สนใจประเด็นเรื่องนี้ ขอแนะนำให้ดูหนังสารคดีเรื่อง LIBERATORS TAKE LIBERTIES (1991, Helke Sander, 192min) ที่จะฉายที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ในวันอาทิตย์ที่ 1 พ.ค. เวลา 12.30 น.นะ

อันนี้เป็นเรื่องย่อของ LIBERTAORS TAKE LIBERTIES
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10153551708573576&set=t.1333811571&type=3&theater
หนังสารคดีเชิงงานวิจัยสุดสะเทือนที่จะมาถ่ายทอดปากคำของเหยื่อสตรีชาวเยอรมันผู้ถูกกองกำลัง Red Army รุมข่มขืนกระทำชำเราในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี ค.ศ. 1945 โดยผู้กำกับ Helke Sander ได้รวบรวมสรรพข้อมูล ทั้งจากเอกสารทางการแพทย์ สถิติการเข้ารับการรักษา และการสัมภาษณ์เหยื่อโดยตรง เพื่อประมวลทั้งปริมาณและความหนักหน่วงของการถูกล่วงละเมิดว่ามันเคยรุนแรงเพียงใด หนังเรื่องนี้จะแบ่งออกเป็นสองตอน ตอนแรกจะเกี่ยวข้องกับเหยื่อของการถูกข่มขืน และการรื้อฟื้นความทรงจำของอดีตกองกำลัง Red Army ที่รู้เห็นเหตุการณ์ ในขณะที่ตอนที่สองจะเกี่ยวข้องกับทายาทจากอาชญากรรมสงครามในครั้งนั้น

4.ดูแล้วก็รู้สึกว่า Marcel Ophuls นี่เป็นผู้กำกับที่น่าสนใจมากๆ ถ้าหากเทียบกับผู้กำกับหนังสารคดี/essay การเมืองด้วยกันแล้ว เราว่าหนังของเขาดูเหมือนอยู่กึ่งกลางระหว่าง หนังสารคดีตรงไปตรงมาของ Errol Morris + Michael Moore แต่ดูง่ายกว่าหนัง essay ของผู้กำกับอีกหลายคนในยุโรป
เราอาจจัดแบ่งผู้กำกับหนังสารคดี/essay การเมืองได้ดังนี้

4.1 หนังสารคดีตรงไปตรงมาของ Errol Morris, Michael Moore, Abhichon Rattanabhayon

4.2 หนังสารคดีที่มีโครงสร้างซับซ้อน แต่ดูแล้วทำความเข้าใจได้ไม่ยากของ Marcel Ophuls

4.3 หนังสารคดี/essay การเมืองที่เริ่มมีความเป็นกวี หรือเริ่มมีความเฮี้ยน อย่างเช่นหนังของ Harun Farocki, Patricio Guzman, Alain Resnais (NIGHT AND FOG), Chris Marker, Chulayarnnon Siriphol, Ratchapoom Boonbunchachoke

4.4 หนัง essay การเมืองที่ดูแล้วเข้าใจยากหน่อย แต่การเข้าใจเนื้อหาเพียงแค่ 10% ของหนังเหล่านี้ก็ให้ประโยชน์กับชีวิตมากกว่าการดูหนังทั่วๆไปราว 100 เรื่องรวมกัน โดยหนังกลุ่มนี้ก็คือหนังของ Jean-Luc Godard, Alexander Kluge, Hans-Jürgen Syberberg


5.ดู THE MEMORY OF JUSTICE ที่แสดงให้เห็นว่า สหรัฐอเมริกากับฝรั่งเศส พลิกบทบาทของตนเองจากการเป็น ผู้ผดุงความยุติธรรมใน WWII มาเป็นผู้ร้ายในเวลาต่อมาแล้ว ก็ทำให้นึกถึงคนบางคนในไทย ที่เคยเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยใน 14 ต.ค. 2516 หรือพฤษภาทมิฬปี 1992 แต่กลายมาเป็น นักต่อต้านประชาธิปไตยในปัจจุบัน

Thursday, December 24, 2015

HUGO BETTAUER

นอกจาก “ไม้หนึ่ง ก. กุนที” ที่อาจจะถูกสังหารเพราะความเห็นทางการเมือง, Federico García Lorca ที่ถูกพวกฟาสซิสต์ในสเปนฆ่าตาย และ Jean Sénac กวีชาวแอลจีเรียที่อาจจะถูกพวกเคร่งจารีตฆ่าตายแล้ว เราก็เพิ่งรู้ว่ามีนักเขียนที่น่าสนใจอีกคนที่ถูกฆ่าตายเพราะความเห็นทางการเมือง และเขาคนนั้นก็คือ Hugo Bettauer ผู้เขียนนิยายเรื่อง THE JOYLESS STREET โดยนิยายเรื่องนี้ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1925 โดยมี G. W. Pabst เป็นผู้กำกับ และนำแสดงโดย Greta Garbo กับ Asta Nielsen

เราชอบหนังเรื่อง THE JOYLESS STREET มากๆ และจัดให้หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 10 ในลิสท์หนังต่างประเทศที่เราชื่นชอบมากที่สุดในปี 2015 แต่เราไม่รู้เรื่องของ Hugo Bettauer ผู้ประพันธ์ตัวนิยายเรื่องนี้มาก่อน เราเลยลองอ่านใน Wikipedia ดู และพบว่าจริงๆแล้วชีวิตของเขาน่าสนใจมากๆ เขาเป็นนักแต่งนิยายในเยอรมนีและออสเตรียช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และนิยายของเขามีความเป็น liberal มากๆ โดยนิยายที่โด่งดังอีกเรื่องนึงของเขาคือเรื่อง THE CITY WITHOUT JEWS ที่ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1924 โดย Hans Karl Breslauer โดยนิยายเรื่องนี้มีจุดประสงค์เพื่อต่อต้านกระแสเกลียดชังยิวในยุคนั้น และมีเนื้อหาบางส่วนที่เหมือนเป็นการทำนายอนาคตได้อย่างน่ากลัวมากๆ เพราะบางฉากของนิยายเรื่องนี้พูดถึงการใช้รถไฟในการเนรเทศคนยิวออกไปจากประเทศ

พวกนาซีเกลียดชัง Hugo Bettauer เป็นอย่างมาก และพยายามปลุกระดมให้มีการกำจัดเขา และในช่วงต้นปี 1925 Hugo Bettauer ก็ถูกผู้ช่วยทันตแพทย์คนหนึ่งที่ชื่อ Otto Rothstock ยิงตายที่กรุงเวียนนา โดย Rothstock นั้นสนิทชิดเชื้อกับพวกนาซี และ Rothstock ก็อ้างว่าเขาสังหาร Bettauer เพื่อช่วย “ปกปักรักษาวัฒนธรรมเยอรมัน” ทั้งนี้  Rothstock ได้รับความช่วยเหลือจากทีมงานทางกฎหมายของพวกนาซีเป็นอย่างดีด้วย และในเวลาต่อมาศาลก็ตัดสินว่า Rothstock วิกลจริต และส่งตัวเขาเข้าคลินิกจิตเวช ก่อนที่จะปล่อยตัวเขาให้เป็นอิสระในอีก 18 เดือนต่อมา โดยอ้างว่าเขาได้รับการรักษาจนหายแล้ว

ทางด้านลูกชายของ Hugo Bettauer นั้นก็ถูกพวกนาซีฆ่าตายเหมือนกับพ่อของเขา เพราะลูกชายของ Hugo Bettauer ถูกส่งตัวเข้าค่ายกักกัน Auschwitz ในปี 1942 และเป็นที่เชื่อกันว่าเขาเสียชีวิตในค่ายกักกันนั้น

อันนี้เป็นรูปของ Asta Nielsen ใน THE JOYLESS STREET (1925, G. W. Pabst, Germany, 150min)



Tuesday, December 22, 2015

UNDER THE LANTERN (1928, Gerhard Lamprecht, Germany, A+30)

UNDER THE LANTERN (1928, Gerhard Lamprecht, Germany, A+30)

--เป็นหนังเรื่องที่ 4 ของ Gerhard Lamprecht ที่เราได้ดู และเราก็พบว่าเขาเป็น humanist มากๆจริงๆ ตัวละครในหนังทั้ง 4 เรื่องของเขาที่เราได้ดู ต่างก็เป็นคนทุกข์คนยากที่ต้องต่อสู้กับอุปสรรคชีวิต โดยเฉพาะความจน และหนังก็ทอดสายตามองคนจนเหล่านี้ด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างเต็มที่ โดยในเรื่องนี้หนังเล่าเรื่องของหญิงสาวที่ถูกพ่อไล่ออกจากบ้าน เธอก็เลยไปอยู่กับแฟนหนุ่ม และช่วยแฟนหนุ่มทำงานแสดงในบาร์ แต่ต่อมาผู้จัดการโรงละครในบาร์พยายามจะหลอกฟันเธอ และแฟนหนุ่มก็เข้าใจผิดว่าเธอเต็มใจจะมีเซ็กส์กับผู้จัดการโรงละครด้วย เธอก็เลยถูกแฟนทิ้ง และไม่เหลือใครเลย เธอไม่สามารถกลับไปหาพ่อใจร้ายได้ และไม่สามารถกลับไปหาแฟนได้ เธอตัดสินใจจะฆ่าตัวตาย ด้วยการกระโดดให้รถรางทับ แต่โสเภณีนางหนึ่งช่วยเธอไว้ และพาเธอกลับไปนอนพักที่ห้อง อย่างไรก็ดี ผัวของโสเภณีนางนั้นพยายามจะปลุกปล้ำเธอ โสเภณีนางนั้นก็เลยไล่เธอออกไป เธอระเหเร่ร่อนจนมาเจอหญิงตาบอดคนนึงกับเด็กหญิงตัวน้อยๆร้องเพลงขอทานอยู่ข้างถนน หญิงตาบอดคนนั้นเป่าขลุ่ย ส่วนเด็กหญิงคนนั้นร้องเพลงว่า Avoid Sorrow and Avoid Pain. And Life Will Be Fun (ซึ่งเป็นเพลงที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้เป็นระยะๆ ตั้งแต่ต้นเรื่อง) พอนางเอกได้ยินเพลงนี้ เธอก็หัวเราะเยาะหยันให้กับชีวิตตัวเอง และตัดสินใจเป็นกะหรี่

ที่เล่ามานี่แค่ครึ่งเรื่องแรกนะคะ จริงๆแล้วหนังมีรายละเอียดอีกเยอะ และครึ่งเรื่องหลังนางเอกก็เจอเคราะห์กรรมกระหน่ำอย่างรุนแรงไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าช่วงครึ่งแรกเลยค่ะ คือตอนก่อนเราดูหนังเรื่องนี้ เราจินตนาการเล่นๆว่า มันน่าจะฉายควบกับแหวนทองเหลือง (1973, Prince Anusorn Mongkolkarn, A+30) แต่พอได้ดูหนังเรื่องนี้เข้าจริงๆ เราก็พบว่ามันเหมาะกับ “แหวนทองเหลือง” จริงๆ แต่ชีวิตนางเอกของ UNDER THE LANTERN นี่เหมือนกับ “แหวนทองเหลือง” แค่ครึ่งเรื่องแรกเท่านั้น เพราะในขณะที่นางเอกของ “แหวนทองเหลือง” เจออะไรดีๆในช่วงกลางเรื่อง นางเอกของ UNDER THE LANTERN กลับไม่เจออะไรดีๆแบบนั้นเลย ชีวิตเธอมีแต่ความชิบหายของจริง

--แต่ถึงแม้เราจะชอบความ humanist ของ Gerhard Lamprecht แต่เราก็ไม่แน่ใจนะว่าความ humanist ของเขามันมากเกินไปจนมันไปลดทอนพลังของหนังหรือเปล่า คือเราว่าหนัง 4 เรื่องของเขาที่เราได้ดู (รวมถึง SLUMS OF BERLIN, FOLKS UPSTAIRS และ CHILDREN OF NO IMPORTANCE) มันขาด “ความสะเทือนใจอย่างรุนแรง” บางอย่างน่ะ  ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเขานำเสนอตัวละครเอกที่เป็น “คนดี” มากเกินไปหรือเปล่า หรือบางทีการที่หนังของเขาไม่ตราตรึงใจเราอย่างรุนแรง อาจจะเป็นเพียงเพราะว่าเขาขาดพรสวรรค์ด้านการกำกับภาพ หรือด้านการคิดบทคิดซีนที่มันตราตรึงใจอย่างรุนแรงก็ได้ คือเขาคิดเนื้อเรื่องมาดีแล้วแหละ เนื้อเรื่องในหนังของเขามันเป็นเรื่องของตัวละครที่เจอชีวิตบัดซบอย่างรุนแรงไม่หยุดหย่อน แต่เหมือนเขายังไม่สามารถดึงพลังจากเนื้อเรื่องหรือโครงเรื่องที่ดีมากออกมาได้อย่างเต็มที่น่ะ ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะปัจจัยหลายๆประการ ซึ่งรวมถึงการที่ตัวละครเอกเป็นคนดีมากเกินไป, หนังขาดซีนที่ให้ความรู้สึกรุนแรงจริงๆ และหนังขาดการถ่ายภาพที่ทรงพลังจริงๆ

คือเราชอบ UNDER THE LANTERN มากนะ และหนังก็มีฉากที่สะเทือนใจเรามากๆ (อย่างเช่นฉากที่นางเอกเจอหญิงขอทาน แล้วเลยตัดสินใจเป็นกะหรี่) และมีฉากที่แสดงให้เห็นถึงไอเดียที่ดีมากๆ (อย่างเช่นช่วงนึงของหนังที่เป็นการถ่ายแต่ “วัตถุ” เป็นเวลา 5-10 นาที โดยที่เราแทบไม่เห็นตัวละครเลย) แต่เราก็พบว่า มันไม่ “ทรงพลัง” เท่ากับหนังชีวิตสาวรันทดยุคเก่าอย่าง THE JOYLESS STREET (1925, G. W. Pabst, A+30), DIARY OF A LOST GIRL (1929, G. W. Pabst, A+30) และ NIGHTS OF CABIRIA (1957, Federico Fellini) น่ะ คืออย่างใน NIGHTS OF CABIRIA มันมีบางฉากที่เรารู้สึกว่ามัน magic มากๆ (อย่างเช่นฉากกะหรี่เข้าโบสถ์) และนั่นคงต้องยกความดีความชอบให้กับพรสวรรค์ของ Fellini เพราะเขาสามารถสร้างฉากแบบนี้ได้ในหนังทุกเรื่องของเขา ส่วนใน DIARY OF A LOST GIRL กับ THE JOYLESS STREET นั้น เรารู้สึกว่า Pabst สร้างตัวละครหญิงที่ “น่าสนใจ” สุดๆและทำให้เรามีอารมณ์ร่วมกับตัวละครเหล่านี้ได้มากกว่าตัวละครหญิงในหนังของ Lamprecth น่ะ คือเรารู้สึกว่าตัวละครหญิงและตัวละครหลักในหนังของ Lamprecht มันดูขาด “ความพิเศษ” บางอย่างยังไงไม่รู้ มันดูเป็นคนดี+คนธรรมดาที่ปล่อยให้อุปสรรคในชีวิตเข้ามากระแทกไปเรื่อยๆ และก็พยายามสู้ทนกับมันต่อไป ทำดีต่อไป แต่มันขาด “ความพิเศษ” ทางสภาพจิตใจบางอย่างที่จะทำให้คนเหล่านี้ไม่ใช่คนธรรมดาหรือตัวละครธรรมดาน่ะ ซึ่งตัวละครหญิงในหนังของ Pabst จะไม่ใช่อย่างนั้น โดยเฉพาะใน THE THREEPENNY OPERA (1931, G. W. Pabst, A+30) ที่เต็มไปด้วยตัวละครหญิงที่มีอิทธิฤทธิ์สูง ส่วนใน THE JOYLESS STREET นั้น หนังมีตัวละครหญิงเด่นๆที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ตัวละครหญิงฝ่ายดี” ถึง 4 คน แต่ Pabst ก็สามารถทำให้ตัวละครหญิงฝ่ายดี 4 คนนี้ มีคุณลักษณะพิเศษที่น่าจดจำมากๆทั้ง 4 คนเลย โดยตัวละครที่แสดงโดย Greta Garbo อาจจะถือเป็นตัวละครหญิงที่ “ดีงามตามขนบ” มากที่สุด แต่เธอก็โดดเด่นด้วยความสวยของเธอ แต่ตัวละครหญิงอีก 3 คนที่เหลือนั้น มีทั้งตัวละครที่ “ฆ่าคนเพราะความรัก” ในขณะที่อีกคนนึงก็ “ฆ่าคนเพราะความหิว” และอีกคนนึงก็ “สนับสนุนให้ผู้ชายหนุ่มหล่อไปขายตัว” คืออะไรแบบนี้นี่แหละ ที่มันทำให้ตัวละครหญิงในหนังของ Pabst มันมีเสน่ห์สุดๆสำหรับเรา แต่หนังของ Lamprecht ขาดจุดนี้ไป


สรุปว่า เราชอบ Gerhard Lamprecht มากๆในระดับนึง เราว่าเขาเป็นผู้กำกับที่ humanist ดี และมีฝีมือการกำกับมากในระดับนึง แต่เขาขาดพรสวรรค์บางอย่างที่จะทำให้เขากลายเป็นผู้กำกับขั้นเทพที่สามารถสร้างผลงานที่มันอมตะนิรันดร์กาลจริงๆได้ 

Tuesday, December 15, 2015

UNDER THE LANTERN SCREENING

UNDER THE LANTERN (1928, Gerhard Lamprecht, 131min) จะฉายที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันอาทิตย์ที่ 20 ธ.ค.นี้นะครับ เวลา 12.30 น. ใครที่ชอบหนังชีวิตผู้หญิงแบบ “คนเริงเมือง”, “อีสา”, “สนิมสร้อย”, THE BRASS RING (1973, Prince Anusornmongkolkarn), THE JOYLESS STREET (1925, G. W. Pabst), PANDORA’S BOX (1929, G. W. Pabst),  DIARY OF A LOST GIRL (1929, G. W. Pabst) และ THE MARRIAGE OF MARIA BRAUN ( 1979, Rainer Werner Fassbinder) ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้นะครับ

UNDER THE LANTERN มีเนื้อหาเกี่ยวกับเอลเซอ (Lissy Arna) หญิงสาวฐานะดีที่ทะเลาะกับพ่อผู้เคร่งครัดจนเกินไป เธอระเห็จออกจากบ้านและไปอาศัยอยู่กับแฟนหนุ่มชื่อฮันส์ (Mathias Weiman) และเพื่อนของเขาที่ชื่อแม็กซ์ (Paul Heidemann) ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่วงการคาบาเรต์เพื่อแสวงหาความสำเร็จ แต่ชีวิตของเอลเซอต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ และกลายเป็นโสเภณีในเวลาต่อมา


Monday, December 14, 2015

THE ELEVEN DEVILS (1927, Zoltan Korda, Germany, A+15)

THE KING OF CENTER FORWARD (1927, Fritz Freisler, Germany, A+)

 เพิ่งดูมิวสิควิดีโอที่นำแสดงโดยสารัช อยู่เย็นเมื่อวานนี้ แล้วก็มาดูหนังเยอรมันเกี่ยวกับนักฟุตบอลสองเรื่องในวันนี้ แล้วก็พบว่า ทั้งสามเรื่องมีจุดร่วมเดียวกัน นั่นก็คือพระเอกที่เป็นนักฟุตบอลจะต้องยากจน หรือมีปํญหาทางการเงินอย่างรุนแรง หรือฐานะการเงินของเขาเป็นอุปสรรคต่อชีวิต อย่างในหนังเรื่องนี้ พระเอกมีปัญหาทางการเงินอย่างมาก แต่ความสามารถด้านฟุตบอลก็ส่งผลให้เขาได้เมียเป็นเศรษฐี ดูแล้วก็ทำให้สงสัยว่า นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 100 ปีที่ผ่านมาเลยใช่ไหม นอกจากกรณีของ david beckham แล้ว มีนักฟุตบอลคนไหนอีกบ้างที่ได้เมียรวยเหมือนในหนังปี 1927 เรื่องนี้ ความเงี่ยนมันไม่เข้าใครออกใครจริงๆ

THE ELEVEN DEVILS (1927, Zoltan Korda, Germany, A+15)


 ชอบการตัดต่อกับการถ่ายภาพในหนังเรื่องนี้มากๆ ขนาดเราไม่ชอบดูฟุตบอล พอเจอการตัดต่อกับการถ่ายภาพในฉากไคลแมกซ์ของเรื่องนี้ เรายังรู้สึกตื่นเต้นไปด้วยเลย แต่รู้สึกก้ำกึ่งกับการที่ตัวละครฝ่ายผู้ร้ายสองตัวเปลี่ยนมาเห็นใจพระเอกหลังจากเห็นความดีในตัวพระเอก คือเรารู้สึกว่าช่วงครึ่งแรกของหนังมันน่าเบื่อมาก เพราะตัวละครทุกตัวมันทำตัวไปตามบทบาทพระเอก นางเอก นางอิจฉา ตัวตลก ผู้ร้ายไปเรื่อยๆ แต่พอตัวละครฝ่ายผู้ร้ายบางตัวเริ่มเห็นใจพระเอก เราก็รู้สึกว่ามันซึ้งมากๆ แต่เสียดายที่หนังยังนำเสนอการกลับใจของผู้ร้ายได้ไม่น่า convincing เท่าไหร่ 

Saturday, December 05, 2015

NATHAN THE WISE (1922, Manfred Noa, Germany, A+30)

NATHAN THE WISE (1922, Manfred Noa, Germany, A+30)

เนื้อหาขององก์แรกโหดมากๆ คือถ้าเราเจอแบบนาธานในเรื่องนี้ เราคงไม่สามารถกลับมามีความหวังดีต่อมนุษยชาติได้อย่างแน่นอน

คือนาธานตอนเริ่มต้นเรื่องเป็นคนที่รักสันติภาพมากๆ เขาก็เลยห้ามลูกๆของเขาทำสงคราม ผลก็คือภรรยากับลูกๆ 7 คนของเขาถูกศัตรูเผาทั้งเป็นจนตายหมด

แต่นาธานซึ่งเป็นยิวก็ยังคงรักสันติภาพต่อไป แม้จะเจอเหตุการณ์อะไรแบบนั้น เขารับเลี้ยงเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกครึ่งคริสต์-มุสลิมที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามครูเสด โดยเขามองว่าเมื่อพระเจ้าพรากลูก 7 คนไปจากเขา พระองค์ก็มอบเด็กคนนี้มาให้แทน

แต่ในที่สุดนาธานก็ตกเป็นเหยื่อของพวกเคร่งศาสนาคริสต์ในช่วงหลังของเรื่อง


เป็นหนังที่เนื้อเรื่องหนักหนาสาหัสจริงๆ

Sunday, November 29, 2015

THE HOLY MOUNTAIN AND JAPANESE COMICS

วันนี้มีฉายหนังเยอรมันเรื่อง NATHAN THE WISE (1922, Manfred Noa) และ THE HOLY MOUTAIN (1926, Arnold Fanck) ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตั้งแต่เวลา 12.30 น.นะครับ ใครทื่ชื่นชอบหนังเกี่ยวกับสงครามครูเสดอย่าง KINGDOM OF HEAVEN (2005, Ridley Scott) ไม่ควรพลาดหนังเรื่อง NATHAN THE WISE และใครที่ชอบหนังผจญภัยปีนเขาอย่าง CLIFFHANGER (1993, Renny Harlin) และ 127 HOURS (2010, Danny Boyle) ไม่ควรพลาดหนังเรื่อง THE HOLY MOUNTAIN นอกจากนี้ พล็อตรัก 3 เส้าในหนังเรื่อง THE HOLY MOUNTAIN ยังทำให้เรานึกถึงการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง “นั๊กกี้ จอมใจจอมแก่น” ด้วย เพราะพระเอกคนหนึ่งใน “นั๊กกี้” ก็เป็นนักปีนเขาเหมือนกัน

รูปจาก THE HOLY MOUNTAIN

Wednesday, November 25, 2015

HOW LENI RIEFENSTAHL GET INTO THE MOVIES


โปสเตอร์ภาพยนตร์ที่เปลี่ยนชีวิตคนและเปลี่ยนประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ไปตลอดกาล

เราอาจจะเคยได้ยินว่ามีหนังบางเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตคนได้ด้วยการให้แรงบันดาลใจแก่ผู้ชมบางคนจนผู้ชมคนนั้นตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตตนเอง แต่ในบางครั้งโปสเตอร์ภาพยนตร์ก็เปลี่ยนชีวิตคนได้เช่นกัน และโปสเตอร์นั้นก็คือโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง THE MOUNTAINEERS (1924, Arnold Fanck, Germany) เพราะในปี 1924 Leni Riefenstahl หญิงสาวชาวเยอรมันวัย 22 ปี กำลังรอขึ้นรถไฟเพื่อจะไปหาหมอตามที่นัดไว้ แต่พอเธอได้เห็นโปสเตอร์หนังเรื่อง THE MOUNTAINEERS บนกำแพง เธอก็จ้องมองโปสเตอร์นั้นนานมากจนเธอตกรถไฟ และเธอก็เลยตัดสินใจไม่ไปหาหมอ แต่ไปดูหนังเรื่อง THE MOUNTAINEERS แทน

เลนีพบว่าหนังเรื่อง THE MOUNTAINEERS มันสร้างความประทับใจให้กับเธออย่างรุนแรงมาก และเธอก็เลยตัดสินใจเข้าสู่วงการภาพยนตร์ไปเลย โดยในเวลาต่อมาเธอได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง THE HOLY MOUNTAIN (1926) ที่กำกับโดย Arnold Fanck เช่นกัน และภาพยนตร์เรื่อง THE HOLY MOUNTAIN นี้จะมาฉายที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ในวันอาทิตย์ที่ 29 พ.ย.นี้ เวลา 14.45 น.จ้ะ

นอกจากโปสเตอร์ THE MOUNTAINEERS จะเปลี่ยนชีวิตของ Leni Riefenstahl แล้ว เราอาจกล่าวได้อีกด้วยว่า โปสเตอร์นี้เปลี่ยนประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ด้วย เพราะถ้าหาก Leni Riefenstahl ไม่เข้าสู่วงการภาพยนตร์ โลกเราก็อาจจะไม่มีหนึ่งในหนังที่อื้อฉาวที่สุดในโลก ซึ่งก็คือเรื่อง TRIUMPH OF THE WILL (1935, Leni Riefenstahl) ออกมา ส่วนตัวเราเองนั้นยังไม่ได้ดู TRIUMPH OF THE WILL นะ แต่เราได้ยินมาว่า มันเป็นหนังที่มีความน่าสนใจในแง่ aesthetic เป็นอย่างมาก ถึงแม้จุดประสงค์ของหนังจะชั่วร้ายสุดๆก็ตาม


ข้อมูลข้างต้นมาจาก imdb.com นะจ๊ะ ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจ 100% เต็มว่ามันจริงแท้แน่นอนแค่ไหน 555

THE HOLY MOUNTAIN (1926)


THE HOLY MOUNTAIN (1926, Arnold Fanck, Germany, A+30) ที่นำแสดงโดย Leni Riefenstahl จะมาฉายที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันอาทิตย์ที่ 29 พ.ย.นี้ เวลา 14.45 น.นะจ๊ะ รายละเอียดโปรแกรมฉายดูได้ที่นี่

ตอนดูหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายภาพได้สวยมากๆ ช่วงต้นๆของเรื่องที่เป็นการเต้นระบำริมชายหาดนี่ทำให้นึกถึงหนังของ Maya Deren เลย นอกจากนี้ เราว่า Ernst Petersen ที่รับบทเป็นหนึ่งในพระเอกของเรื่องนี้ ก็หล่อมากๆด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในหนังเยอรมันยุคนั้น เพราะหนังเยอรมันยุคนั้นแทบไม่มีพระเอกหล่อๆเลย มี Ernst Petersen นี่แหละที่หล่อที่สุดแล้ว (แต่เขาไม่ใช่คนในรูปนี้นะ)

อย่างไรก็ดี เรารู้สึกแปลกๆเมื่อได้อ่านเจอว่า ฮิตเลอร์เคยพูดถึงหนังเรื่อง THE HOLY MOUNTAIN นี้ว่าเป็น “the most beautiful that I have ever seen on screen” คือเรารู้สึกแปลกๆที่พบว่าตัวเราเองมีรสนิยมคล้ายๆฮิตเลอร์ในเรื่องนี้น่ะ แต่ในแง่นึงเราก็พบว่า เราเองก็อาจจะมีรสนิยมคล้ายๆกับ Leni Riefenstahl ซึ่งเป็นเจ้าแม่นาซีในแง่นึงด้วยนะ เพราะเราเข้าใจว่าหนังสารคดีเรื่อง OLYMPIA (1938, Leni Riefenstahl) ของเลนีนั้นเน้นถ่ายนักกีฬาชายที่มีรูปร่างดีเป็นหลัก หรือพวกหนุ่มๆที่มีรูปร่างคล้ายรูปปั้นกรีก ซึ่งเราเองก็ชอบมองนักกีฬาชายรูปร่างดีเหมือนกัน

แต่เราก็ปลอบใจตัวเองว่าเราไม่ได้มีรสนิยมคล้ายนาซีไปซะทุกอย่างนะ เพราะถึงแม้เราจะมองว่าหนังเรื่อง THE HOLY MOUNTAIN เป็นหนังที่สวยมากๆเหมือนกับที่ฮิตเลอร์มอง หรือเราอาจจะชอบผู้ชายหุ่นดีแบบที่ Leni Riefenstahl ชอบนำเสนอ เราก็ชอบงานศิลปะหรือภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกถึง filth และอะไรที่ “ไม่บริสุทธิ์” ด้วย และเราเข้าใจว่านาซีจะเกลียดอะไรแบบนี้มากๆ นอกจากนี้ สิ่งที่นาซีชอบอย่างเช่น “ความบริสุทธิ์ทางเชื้อชาติ”, “ความรักชาติ”, “การเชื่อฟังผู้นำ” อะไรทำนองนี้ ก็เป็นสิ่งที่เราต่อต้านอย่างรุนแรง



Saturday, November 14, 2015

CHILDREN OF NO IMPORTANCE (1926, Gerhard Lamprecht, Germany, A+30)

CHILDREN OF NO IMPORTANCE (1926, Gerhard Lamprecht, Germany, A+30)

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตบัดซบของเด็กน้อย 3 คนที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง พวกเขาต้องไปอาศัยอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมที่ทำทารุณกรรมพวกเขาต่างๆนานานา ดูแล้วก็นึกถึงหนังเรื่อง THE FOSTER BOY (2011, Markus Imboden, Switzerland, A+30) ที่นำเสนอเรื่องราวการทารุณกรรมลูกบุญธรรมแบบเดียวกัน

อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้เชิดชูสถาบันครอบครัวแบบหนังโง่ๆของไทยและเอเชียหลายๆเรื่องนะ เพราะพอดูถึงตอนจบแล้ว เรากลับคิดว่าหนังเรื่องนี้สามารถเทียบเคียงกับหนังอย่าง MATILDA (1996, Danny DeVito, A+30) ได้ เพราะทั้ง CHILDREN OF NO IMPORTANCE และ MATILDA ต่างก็แสดงให้เห็นว่า ถ้าหากพ่อแม่เราเป็นคนเหี้ยๆ เราไม่จำเป็นต้องเคารพนับถือพ่อแม่ที่ให้กำเนิดเรามา และเราควรมีสิทธิเลือกผู้ปกครองที่เหมาะสมกับตัวเราได้เอง ซึ่งเราชอบแนวคิดเรื่อง “สิทธิของลูกในการเลือกผู้ปกครองได้เอง” แบบนี้มากๆ แต่เรากลับแทบไม่เคยเจอแนวคิดนี้ในหนังไทยและหนังเอเชียเลย

พอได้ดูหนังของ Gerhard Lamprecht เรื่องนี้กับ SLUMS OF BERLIN (1925, A+30) เราก็พบว่าเราชอบหนังของเขามากๆ และก็เข้าใจว่าทำไมหนังของเขาถึงไม่ค่อยได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์มากเท่ากับผู้กำกับอย่าง Fritz Lang, F. W. Murnau, G.W. Pabst นะ เพราะมันเป็นหนังแนว humanism ที่จงใจกระตุ้นคนดูให้สงสารเห็นใจตัวละครอย่างมากๆ แต่เราก็ว่าเขาทำสำเร็จสำหรับเรานะ เพราะเขาสามารถทำให้เราสงสารเห็นใจและผูกพันกับตัวละครในเรื่องจริงๆ แต่อยู่ในระดับพอดีๆ ไม่ฟูมฟายมากเกินไปสำหรับเรา

ถ้าหากเทียบระดับความ “จงใจเรียกน้ำตาคนดู” ในหนังกลุ่ม humanism ด้วยกันแล้ว เราว่าหนังของ Gerhad Lamprecht อาจจะอยู่กึ่งกลางระหว่างหนังของ Bertrand Tavernier กับหนังของ Steven Spielberg น่ะ คือหนังของ Tavernier มัน humanist มากๆ แต่มันไม่พยายามเร้าอารมณ์เราแบบตื้นเขินเลย มันทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งมากๆ แต่มันไม่ได้จงใจเรียกน้ำตาเราแม้แต่หยดเดียว ส่วนหนังของ Lamprecht มันจงใจกระตุ้นความสงสารในใจเรา แต่มันก็ยังไม่มากเท่ากับหนังของ Spielberg แต่หนังของ Spielberg ก็ยังดีกว่าหนังของไทยและเอเชียหลายๆเรื่องอยู่ดีนะ คือถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็คือว่า หนังของ Tavernier จงใจเรียกน้ำตาจากเราศูนย์หยด, หนังของ Lamprecht และหนังดีๆบางเรื่องของเอเชีย อาจจะจงใจเรียกร้องความสงสารจากเราประมาณครึ่งแก้ว, หนังของ Spielberg จงใจเรียกร้องความสงสารจากเราประมาณ 1 แก้ว ส่วนหนังโง่ๆของไทยและเอเชียจงใจเรียกร้องความสงสารจากเราประมาณ 1 ลิตร


CHILDREN OF NO IMPORTANCE จะฉายที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันอาทิตย์ที่ 22 พ.ย. เวลา 14.45 น.นะจ๊ะ

Tuesday, November 10, 2015

SLUMS OF BERLIN (1925, Gerhard Lamprecht, Germany, 113min, A+30)

SLUMS OF BERLIN (1925, Gerhard Lamprecht, Germany, 113min, A+30)

หนังแนวชีวิตบัดซบ พระเอกเป็นคนที่เพิ่งออกมาจากคุก และพบว่าครอบครัวของเขาตัดญาติขาดมิตรกับเขา แฟนเก่าของเขาก็ทิ้งเขาไปแต่งงานใหม่ พระเอกหางานทำไม่ได้ และคิดจะฆ่าตัวตาย แต่มีกะหรี่สาวใจเพชรคนนึงช่วยชีวิตเขาไว้ และพาเขาไปอยู่กินด้วยกันในสลัม

ตอนดูเราจะลุ้นมากๆให้หนังจบเร็วๆ แต่ไม่ใช่เพราะเราไม่ชอบหนังนะ แต่เป็นเพราะว่าเรารู้สึกรักและผูกพันกับพระเอกมากๆ เขาไม่ใช่คนหน้าตาดีนะ แต่เป็นผู้ชายที่มีจิตใจดีงามมากๆ และบุคลิกก็ดูเคร่งขรึม เข้มแข็ง คล้ายๆเกย์หนุ่มบางคนที่เราแอบชอบใน facebook 55555 แต่เรารู้ว่านี่มันเป็นหนังแนวชีวิตบัดซบ เพราะฉะนั้นเราก็เลยเดาว่า ตราบใดที่หนังยังไม่จบ มันต้องมีเรื่องเหี้ยๆรอที่จะเกิดขึ้นในชีวิตพระเอกแน่ๆ เพราะฉะนั้นตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยลุ้นให้มันจบเร็วๆ เพราะเรารู้สึกผูกพันกับตัวละครพระเอกมากๆ และไม่อยากเห็นเขาเจอเรื่องเหี้ยๆอะไรในชีวิตอีก

รู้สึกตลกดีที่ “การรู้ตัวว่าเรากำลังดูหนังอยู่” มันทำให้เรารู้สึกรุนแรงกับหนังมากขึ้นกว่าเดิม คือถ้าหากเราเห็นชีวิตเพื่อนคนนึงกำลังได้ดี ประสบความสำเร็จในความเป็นจริง เราก็คงรู้สึก “ยินดี” กับเขา และไม่คิดอะไรมาก เพราะเราเดาว่า เขาก็คงมีความสุขต่อไปหลังจากนั้น แต่ถ้าหากเรากำลังดูหนังแนวชีวิตบัดซบ และเห็นตัวละครพระเอก “กำลังประสบความสำเร็จในชีวิตในช่วงกลางเรื่อง” เราย่อมไม่รู้สึกยินดีแน่ๆ เพราะเราย่อมอนุมานเอาเองว่า หนังมันคงดำเนินเรื่องต่อไปไม่ได้อีกนาน ถ้าหากชีวิตพระเอกมีแต่ความสุข ความสุข ความสุข ต่อไปเรื่อยๆอย่างนั้นจนจบเรื่อง เพราะฉะนั้นพอเราเห็นตัวละครที่เรารัก “กำลังมีความสุขในช่วงกลางเรื่อง” เราก็เลยไม่รู้สึกดีใจ แต่กลับรู้สึกกังวลอย่างรุนแรงว่า มันต้องมีเรื่องเหี้ยๆรอที่จะเกิดขึ้นในชีวิตมึงอีกแน่ๆเลยค่ะ

ตอนดูจะนึกถึงหนังฮ่องกงเรื่อง STORY OF A DISCHARGED PRISONER (1967, Lung Kong) มากๆ ที่เป็นเรื่องของพระเอกที่ออกจากคุกและพยายามจะตั้งต้นชีวิตใหม่เหมือนกัน และนึกถึงละครทีวีฮ่องกงเรื่อง “ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย” ที่นำแสดงโดยหลินจุ้นเสียน, เฉินหมิ่นเอ๋อ กับเซียะหนิงด้วย ในแง่ที่ว่า มันเป็นเรื่องรัก 3 เส้าระหว่างพระเอกที่มีฐานะยากจน, กะหรี่สาว และหญิงสาวฐานะดีเหมือนกัน และตัวละครพระเอกใน “ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย” กับ SLUMS OF BERLIN มันเป็นตัวละครผู้ชายประเภทที่มี integrity ในตัวเองสูงมากๆเหมือนกัน

หนังเรื่องนี้จะฉายที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันอาทิตย์ที่ 15 พ.ย.นี้ เวลา 15.15 น.นะจ๊ะ


Saturday, November 07, 2015

Film Wish List: THE GREAT SACRIFICE (1944, Veit Harlan, Germany)

Film Wish List: THE GREAT SACRIFICE (1944, Veit Harlan, Germany)

หนังเรื่องนี้ได้รับคำชมว่าถ่ายทำออกมาได้อย่างงดงามมากๆ แต่มันไม่ค่อยได้รับการเผยแพร่มากนัก เพราะ Veit Harlan เป็นผู้กำกับที่รับใช้นาซีอย่างเต็มตัว  เพราะฉะนั้นถึงแม้ Veit Harlan จะเป็นผู้กำกับที่มีความสามารถสูงมาก ชื่อเสียงของเขาก็มัวหมองเพราะการไปรับใช้นาซี

พล็อตหนังเรื่องนี้น่าสนใจมาก มันเป็นเรื่องของรัก 3 เส้า ระหว่างอัลเบรคท์กับออคตาเวีย ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน แต่อัลเบรคท์ดันไปหลงรัก Als (Kristina Soderbaum) สาวสวยข้างบ้าน และทั้งสองก็ลักลอบเป็นชู้กัน อย่างไรก็ดี Als ล้มป่วยในเวลาต่อมา และต้องนอนแบ็บอยู่บนเตียง ส่วนอัลเบรคท์เกิดติดโรคไทฟอยด์ และต้องถูกกักตัวอยู่ในโรงพยาบาล ทางด้านออคตาเวียเกิดรู้ความจริงขึ้นมาว่า สามีของเธอเป็นชู้กับสาวข้างบ้าน แต่แทนที่เธอจะหึงหวงและทำร้ายคนทั้งสอง สิ่งที่ออคตาเวียตัดสินใจทำกลับหนักมากๆ ไม่รู้คิดขึ้นมาได้ยังไง รุนแรงที่สุด สิ่งที่ออคตาเวียทำก็คือ เธอปลอมตัวเป็นสามีของเธอ และขี่ม้ามาวนเวียนอยู่ใกล้ๆหน้าต่างบ้านของ Als เพื่อให้ Als เข้าใจผิดว่าอัลเบรคท์ยังคงรัก Als อยู่เสมอ และนี่แหละคือ “การเสียสละอันยิ่งใหญ่” ของภรรยาผู้ที่ถูกสามีนอกใจ  เธอไม่ได้พยายามจะแย่งผัวกลับคืนมา แต่เธอพยายามจะส่งเสริมความรักของผัวกับหญิงชู้ต่อไป ตายแล้วววววววววววววววววววววว

หนังเยอรมันเรื่องนี้ไม่ได้ฉายในงาน FILMVIRUS IN WEIMAR GERMANY นะคะ นอกจากนี้ วันอาทิตย์ที่ 8 พ.ย.นี้ไม่มีหนังฉายหนึ่งสัปดาห์นะคะ แต่จะมีฉายอีกทีในวันที่ 15 พ.ย.ค่ะ

ดูโปรแกรมการฉายได้ที่นี่ค่ะ