Sunday, February 11, 2018

BANGKOK DWELLERS

BANGKOK DWELLERS (2009, Jarurat Theslamyai, Kissada Kamyoung, Alisa Santasombat, 25min, second viewing, A+30)

ดีใจมากๆที่ได้ดูหนังเรื่องนี้รอบสอง

1.ชอบมากๆที่ตัวละครในหนังเรื่องนี้พูดทั้งภาษาสเปน, ฝรั่งเศส, อังกฤษ, ญี่ปุ่น และไทย เรานึกไม่ออกว่ามีหนังไทยเรื่องอื่นๆที่ตัวละครพูดคุยกันด้วยภาษามากมายเท่าหนังเรื่องนี้หรือเปล่า

2.ส่วนแรกของหนังพิศวงมาก ถ้าเราจำไม่ผิด มันเป็นเรื่องของชายหนุ่มที่น่าจะเป็นคนไทย ที่อยู่ดีๆก็สูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับภาษาไทย และพูดได้แต่ภาษาสเปน เขาไปเดินเที่ยวกับสาวญี่ปุ่น (หรือญี่ปุ่น-บราซิล เราจำไม่ได้เหมือนกัน) ที่บอกว่าเขาเคยมีบุญคุณกับคุณตาของเธอมาก่อน หรืออะไรทำนองนี้ และชายหนุ่มคนนี้ก็รู้สึกเหมือนเขาไม่มีตัวตนในสายตาของคนอื่นๆ หรือในเมืองนี้

คือส่วนนี้พิศวงมาก เราไม่สามารถตีความอะไรได้เลย แต่ก็ชอบมากๆอยู่ดี

3.ส่วนที่สองของหนังเป็นส่วนที่เราชอบที่สุด และดูเหมือนจะสื่อสารกับคนดูอย่างตรงไปตรงมาที่สุด มันเป็นเรื่องของชายหนุ่มคนไทยกับคนฝรั่งเศสเล่นหมากกระดานอะไรสักอย่างด้วยกัน และพูดคุยกันเกี่ยวกับกรุงเทพ โดยหนุ่มฝรั่งเศสพูดว่าเขามาอยู่กรุงเทพเพราะเขาชอบ “ความไร้ระเบียบ” ของกรุงเทพ ซึ่งจุดนี้ทำให้เรานึกถึงเพื่อนคนไทยของเราที่เคยไปใช้ชีวิตอยู่เยอรมนีแล้วด่า “ความไร้ระเบียบ” ของกรุงเทพ/เมืองไทยให้เราฟัง คือเราชอบเรื่องแบบนี้มากๆ เพราะเราไม่เคยไปเมืองนอกน่ะ เราเลยไม่เคยมีประสบการณ์ตรงในจุดนี้ และไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่า เมืองไทยกับประเทศที่เจริญแล้ว มันต่างกันยังไงบ้าง เราก็เลยชอบหนังตรงจุดนี้ เพราะมันนำเสนอมุมมองของชายฝรั่งเศสคนหนึ่งที่มีต่อเมืองไทย เหมือนอย่างหนัง BANGKOK NITES (2016, Katsuya Tomita, 183min) ที่นำเสนอมุมมองของชายญี่ปุ่นที่มีต่อเมืองไทย เพราะมุมมองของคนต่างชาติมันช่วยให้เราเห็นสิ่งที่เราไม่เห็นหรือไม่ทันได้คิดถึงมาก่อน เพราะเราคุ้นชินกับมันมากเกินไป เรามองว่าหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตของเราเป็น “เรื่องปกติ” แต่ถ้าหากหนุ่มต่างชาติบางคนมามอง เขาอาจจะมองว่า “สิ่งปกติ” ต่างๆเหล่านี้ในชีวิตประจำวันของเรา มันอาจจะเป็น “ความไร้ระเบียบ” อย่างรุนแรงก็ได้

เราไม่มีปัญหากับการนำเสนอทัศนคติของชายฝรั่งเศสในหนังเรื่องนี้นะ เพราะมันอาจจะไม่ใช่ “ทัศนคติของหนัง” คือถึงแม้ตัวละครในหนังเรื่องนี้จะเชิดชูความไร้ระเบียบ หนังก็ไม่ได้บอกว่าหนังเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับตัวละครตัวนี้ คือจริงๆแล้วเราว่าหนังอาจจะต้องการ “เสียดสี” หรือ “ด่าความไร้ระเบียบในทางอ้อม” ก็ได้

4.ส่วนที่สามของหนังเราก็ชอบมาก เพราะเราไม่สามารถลงความเห็นอะไรได้เลย 555 คือส่วนที่สามของหนังนำเสนอเพียงแค่หญิงสาวคนหนึ่งเดินไปเรื่อยๆในกรุงเทพ โดยมีการเดินชนคนตรงจุดนึง แล้วก็นั่งพักตรงจุดนึงเท่านั้นเอง

คือดูจบแล้วเราก็ไม่สามารถบอกได้ว่า

4.1 หญิงสาวคนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ หรือเป็นคนกรุงเทพที่เดินเที่ยวเล่นชมเมืองไปเรื่อยๆในวันนึง

4.2 หญิงสาวคนนี้เป็นคนเชื้อชาติอะไร

4.3 เราไม่รู้ว่าหนังต้องการจะชมหรือด่ากรุงเทพ คือถ้าหากจะบอกว่าหนังด่ากรุงเทพ เราก็ไม่แน่ใจ คือตัวละครมีการเดินชนคน และมีการนั่งพักในจุดที่น่าจะนั่งไม่สบายนัก แต่เราก็รู้สึกว่าตัวละครไม่ได้แสดงอาการ “ไม่สบาย” หรือร้อนใจ หรืออึดอัดอะไรออกมา

การที่เราหาข้อสรุปอะไรไม่ได้เลยจากหนังส่วนที่สาม เป็นสิ่งที่เราชอบมาก เพราะเราว่านี่แหละคือประสบการณ์จริงๆของมนุษย์ที่มีต่อโลกล่ะมั้ง คือประสบการณ์จริงบางทีมันสรุปออกมาเป็นข้อคิดอะไรง่ายๆไม่ได้หรอก (นึกถึงในหนัง BLADE RUNNER 2049 ที่บอกว่า เราสามารถแยกแยะระหว่าง memory จริงกับ memory เทียม ได้ ด้วยการดูว่า memory นั้นมัน messy มั้ย คือถ้า memory นั้นมัน messy มันก็คือ memory จริง)


จริงๆหนังส่วนนี้อาจจะมีสารที่ต้องการสื่อก็ได้นะ แต่เราอาจจะตีความไม่ออกเองก็ได้ แต่เราก็ชอบหนังส่วนนี้มากๆอยู่ดี

No comments: