Showing posts with label PC. Show all posts
Showing posts with label PC. Show all posts

Sunday, December 09, 2007

PC'S COMMENTS ON THAI CENSORSHIP (4)

เมื่อเขาพูดเรื่องสิทธิ ไปๆมาๆก็วกมาถึงตัวอย่างเรื่องอาวุธปืน

["เหมือนกับกฏหมายอาวุธปืนที่ไม่อนุญาตให้คนซื้อปืนได้เสรีเพราะไม่มีหลักประกันว่าคนที่ซื้อปืนจะมี eq สูงแค่ไหน ถามว่าจำกัดสิทธิไหม ก็จำกัด อเมริกาปล่อยเสรีไหม ก็เสรี ถามว่าทำให้เทคโนโลยีด้านการผลิตปืนของคนไทยไม่พัฒนาไหม ก็ถูกแต่ผลได้มากกว่าผลเสียเยอะครับ บ้านเราไม่มีเหตุการณ์เด็กนักเรียนชักปืนมายิงเพื่อนให้สะดุ้งเล่น ๆ ในอเมริกาในโรงเรียนหลายแห่งต้องมีเครื่องตรวจโลหะอาวุธปืนไว้หน้าประตูโรงเรียน คุณว่าดีเหรอถ้าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในไทยบ้าง ในอเมริกาคุณเดินเข้าผิดบ้านมีโอกาสตายสูง"]

นี่ก็โยงกันได้มั่วสุดๆ !!!!!!! ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่าต้องปัญญานิ่มได้ขนาดไหนถึงจะมั่วได้ถึงขนาดนี้ เอาสิทธิในการครอบครองปืนมาเปรียบเทียบกับสิทธิในการชมภาพยนตร์ .......... เฮอะ ........
เขายกเอาตัวอย่างนี้มาใช้อธิบายเรื่องสิทธิ ที่นี้เราลองมาดูกันว่า ทำไมอเมริกาถึงไม่ให้เสรีภาพในการครอบครองอาวุธ แต่ให้เสรีภาพเรื่อง Free Speech
ผมได้ย้ำถึง "สิทธิ" ในการมีเสรีภาพที่จะทำกิจกรรมใดๆก็ตามที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่น ไม่ว่าความเดือดร้อนนั้นจะอยู่ในรูปความรุนแรงที่เป็นรูปธรรม การทำลายความสงบสุข หรือการก่อให้เกิด "ความเสี่ยง" ต่อความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะถ้ามีความเสี่ยง ถึงแม้ว่าความเสียหายจะยังไม่เกิดขึ้น แต่ความสงบสุขคงต้องสูญสิ้นไปกับความหวาดระแวงใช่ไหมครับ

ทีนี้ มันต่างกันยังไง ระหว่างความเสี่ยงของการปล่อยให้มีเสรีภาพในการครอบครองอาวุธ กับความเสี่ยงให้การรับรู้และการแสดงความคิดเห็นเป็นไปอย่างเสรี ถ้าลองกลับมาพิจารณาดูว่า สิ่งที่คุณ "นาย ก" เรียกว่า "การยั่วยุ" นั้น มันจะก่อให้เกิดความเสียหายได้ต่อเมื่อมันถูกกระทำโดย "เจตนา" จนทำให้ผู้ถูกยั่วยุเกิดบันดาลโทสะ และสร้างความเสียหายอย่างเป็น "รูปธรรม" จะเห็นได้ว่า "การยั่วยุ" มันใช้ไม่ได้กับกรณีอย่างอื่น อย่างเช่น การถูกยั่วยุให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศอันเกิดจากการชมภาพยนตร์ เพราะมันไม่ใช่ "เจตนารมณ์" ของผู้สร้างภาพยนตร์ ที่จะ "ยั่วยุ" ให้ผู้ชมออกไปก่ออาชญากรรม เพราะวัตถุประสงค์ของการสร้างภาพยนตร์ คือการนำเสนอความบันเทิงหรือศิลปะ ในกรณีการเกิดอาชญากรรม ผู้ก่อเหตุต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวต่อสิ่งที่ทำ เพราะการชมภาพยนตร์อย่างเดียวจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายที่เป็นรูปธรรมใดๆทั้งสิ้น และความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น มันก็ไม่ได้เกิดจากเจตนารมย์ของผู้สร้างแต่เป็นเจตนารมย์ของตัวผู้ก่อเหตุเอง ดังนั้นพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุไม่ควรจะเป็นเหตุผลที่จะใช้ในการปิดกั้น Free Speech เพราะ Free Speech ไม่ใช่ต้นตอของความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย

แต่ทำไมการให้เสรีภาพในการครอบครองอาวุธจึงนับได้ว่าเป็น "ความเสี่ยง" ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ขึ้นชื่อว่าปืน มันก็แน่นอนที่ว่า ข้อแรก มันถูกผลิตขึ้นด้วย "เจตนา" ที่จะใช้ในการทำร้ายร่างกายโดยเฉพาะ แม้ว่าผู้ครอบครองจะมีข้ออ้างในเรื่องการป้องกันตัว แต่ก็เป็นการป้องกันตัวด้วยการจู่โจมให้เกิดความเสียหายต่อร่างกาย ข้อสองก็คือ เป็นเพราะมันสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งผิดกับภาพยนตร์ ตรงที่ ภาพยนตร์ยังไม่สามารถสร้างความเสียหายที่เป็นรูปธรรมกับผู้ชมได้ อะไรก็ตามที่สามารถสร้างความเสียหายอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะผลิตขึ้นด้วย "เจตนา" อย่างใดก็ตาม ก็สมควรที่จะเปิดโอกาสให้มีการครอบครองด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง อย่างเช่น ยานพาหนะที่สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง แม้ว่ามันไม่ได้ถูกผลิตขึ้นด้วยเจตนาที่จะใช้ในการทำร้ายร่างกาย แต่ด้วยความเร็วที่มากพอจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ยานพาหนะเหล่านั้นจึงถือได้ว่าเป็น "ความเสี่ยง" ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมในขณะขับขี่ (ในขณะที่ผู้ชมภาพยนตร์ไม่ได้มีความเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายในขณะที่กำลังรับชม) จึ่งมีความจำเป็นที่ต้องเปิดโอกาสให้เฉพาะผู้ที่ผ่านการรับรองว่ามีความพร้อมทางด้านวุฒิภาวะ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม จึงต้องมีการกำหนดอายุผู้ที่จะมีใบขับขี่

สิ่งใดก็ตาม ที่มาพร้อมความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายได้อย่างเป็นรูปธรรม การเปิดโอกาสให้มีการครอบครองจึงต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ในกรณีของการครอบครองอาวุธนี่ชัดเจนที่สุดครับ

ในอเมริกา สิทธิในการครอบครองอาวุธ ยังเป็นประเด็นทางการเมืองที่ยังมีข้อถกเถียงในแง่ของการตีความรัฐธรรมนูญ เพราะฝ่ายที่สนับสนุนการครอบครองอาวุธ (นอกจากพวกกลุ่มอนุรักษ์นิยมแล้ว ก็ยังต้องรวมพวกซ้ายสุดขั้ว เพราะทั้งสองกลุ่มต่างก็มีความเคลือบแคลงในการให้อำนาจการควบคุมแก่รัฐบาลเช่นเดียวกัน) ก็ไม่ต้องการให้รัฐผูกขาดอำนาจในการครอบครองอาวุธแต่ฝ่ายเดียว และพวกเขายังให้เหตุผลว่า ประชาชนควรจะมีสิทธิในการป้องกันตนเอง เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ในเขตตัวเมืองที่มีตำรวจคอยรักษาความปลอดภัยตลอดเวลา หลายคนยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในฟาร์ม ซึ่งการมีอาวุธเพื่อป้องกันตัวเองยังเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนั้นถ้ารัฐไม่สามารถควบคุมปืนเถื่อนในตลาดมืดได้ การจำกัดสิทธิพลเมืองในการครอบครองอาวุธอย่างถูกกฏหมายก็เท่ากับเป็นการให้อภิสิทธิกับพวกอาชญาให้อยู่ในสภาพที่ได้เปรียบไปในเวลาเดียวกัน

เป็นเพราะโอกาสในการครอบครองที่เปิดกว้างนี่แหละครับ สำหรับผู้ผลิต มันคุ้มค่ากว่าในระยะยาวถ้าทำอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ซึ่งทำให้การผลิตอาวุธปืนอยู่บนดินแทบทั้งหมด ผลที่ตามมาก็คือ ทำให้ตำรวจทำงานง่ายขึ้นในการสืบสวนคดีอาชญากรรมต่างๆ

แน่นอนครับว่าทุกๆที่ล้วนแต่มีอาชญากรรม และในอเมริกาที่มีประชากรเข้าไกล้สามร้อยล้านคนเข้าไปทุกที เมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว อัตราการเกิดอาชญากรรมก็ไมได้มากมายไปกว่าเมืองไทยเลย และการได้รับรู้ว่ามีอาชญากรรมเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็เพราะสื่อที่นั่นเขามีเสรีภาพในการนำเสนอความเป็นจริง แทนที่จะต้องคอยรักษา "ภาพลักษณ์" ให้กับประเทศ เพราะสภาพความเป็นจริงรอบๆตัวเป็นสิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องรู้ เราอาจจะยังไม่มีเด็กนักเรียนยิงกันในโรงเรียน แต่ก็มีคดีเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นไม่น้อยไปกว่าที่นั่นเลย ทั้งๆที่จำนวนประชากรมีน้อยกว่าหลายเท่า ข้อแตกต่างก็คือ สังคมของเขาตระหนักดีว่า ปัญหาอาชญากรรมในหมู่วัยรุ่นมันมีที่มาซับซ้อนเกินกว่าจะชี้นิ้วประนามหนังที่พวกเขาดู หรือเพลงที่พวกเขาฟัง ทั้งๆที่ต้นตอมันอาจจะมาจากครอบครัว หรือ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่สะท้อนความล้มเหลวของฝ่ายรัฐ ในขณะที่สังคมเรา เอาแต่แก้ปัญหาตามอาการและรักษาภาพลักษณ์ให้กับพวกผู้หลักผู้ใหญ่ที่อาจจะมีส่วนในการสร้างปัญหา

หรือถ้าคุณ "นาย ก" ยังคิดว่ามันเป็นสังคมที่อยู่ได้ด้วยความหวาดระแวง คุณก็น่าจะทราบนี่ครับว่า ไม่ควรจะรุกล้ำเข้าไปในบ้านของใครโดยที่เจ้าของบ้านไม่อนุญาติ และแน่นอนครับว่า กรณีเช่นนี้อาจจะเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนมีสิทธิจะทำเกินกว่าเหตุเพียงเพราะความเข้าใจผิด โดยที่ไม่ถูกลงโทษตามกฏหมายใช่ไหมครับ นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นข้อผิดพลาดของการเปิดเสรีในการครอบครองอาวุธ แต่ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าอย่างไหนมันแย่กว่า กับการควบคุมจนพวกอาชญากรสามารถทำร้ายเจ้าของบ้านได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธ เพราะฝ่ายที่สนับสนุนการเปิดเสรีก็ยังเชื่อว่า การครอบครองอาวุธช่วยลดอัตราการเกิดอาชญากรรม เพราะจะทำให้พวกอาชญากรได้ตระหนักก่อนที่จะลงมือว่า เจ้าของบ้านก็อาจจะมีอาวุธเช่นเดียวกัน

ผมเองก็ไม่ได้บอกว่าอย่างไหนมันดีกว่า แต่เราคงไม่สามารถจะยกเอากรณีหนึ่งเพียงกรณีเดียว มาใช้แทนภาพรวมในสังคมของเขาได้ทั้งหมด เพียงเพื่อจะให้มันมาสนับสนุนข้อโต้แย้งที่มันเข้าทางเราเท่านั้น ใช่ไหมครับ เพราะนั่นเท่ากับว่าเรากำลังลดทอนความซับซ้อนของความเป็นจริงและละเลยที่มาของปัญหาทั้งหมดที่มี เพื่อจะโดดลงไปตัดสินโดยที่ไม่รู้อะไรเลย แต่อย่างหนึ่งที่ผมพอจะลดทอนลงเป็นข้อสรุปง่ายๆก็คือ ปัญหาในอเมริกาจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นหลายเท่าตัวถ้าผู้คนที่นั่นคิดอะไรกันง่ายๆ มองอะไรกันตื้นๆ และแก้ปัญหาแบบขวานผ่าซากกันอย่างพวกที่สนับสนุนการเซ็นเซอร์ชอบทำ ถ้าอเมริกาเต็มไปด้วยคนอย่างเขาแล้วละก็ คงจะมีสภาพด้อยพัฒนาไม่ต่างอะไรกับที่นี่เลยครับ





ต่อมาก็เรื่องภาพลักษณ์ เอาแบบย่อๆแล้วกันนะครับ เพราะมันจะเป็นการสิ้นเปลืองเนื้อที่

["ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่ายังไม่ได้ดูเรื่อง แสงศตวรรษเคยเห็นแค่บางฉากจำได้ เลือน ๆ

พระเล่นกีต้าร์ หมอดื่มเหล้า ไม่รับผิด ชอบสังคมตรงไหน

ตรงที่ทำลายภาพลักษณ์ของพระกับ หมอครับ ทำให้ดูไม่น่าเคารพไม่น่า เชื่อถือ แล้วมีผลยังไงอย่างพระทำให้ คนไม่เชื่อถือเวลาสั่งสอนอะไรก็จะไม่เชื่อ ถ้าภาพลักษณ์ดี ๆ สอนไป 100 คน จะเชื่อ 100 คน แต่ถ้าภาพลักษณ์ไม่ดี สอน 100 คนเชื่อแค่ 20 คน"]

ถ้าภาพลักษณ์มันสำคัญได้ถึงขนาดนั้น ผมก็ยังแปลกใจที่คุณ "นาย ก" เขาไม่ยักคิดว่าสิ่งที่ "ลัดดา" ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์คไทม์เป็นการทำลาย "ภาพลักษณ์ทางปัญญา" ของคนไทยทั้งประเทศอย่างย่อยยับเลยทีเดียว

ต้องยกเครดิตให้กับลัดดาที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศกลายเป็น "ไอ้งั่ง" ในสายตาชาวโลก ด้วยการออกมาพ่นผ่านสื่อระดับโลก แสดงความมั่นใจในความไม่รู้ของตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์ ชาวต่างประเทศที่อ่านบทสัมภาษณ์คงจะคิดกันว่า ประชากรส่วนใหญ๋ของประเทศนี้คงเต็มไปด้วยพวกไอคิวต่ำ คุ้นเคยกับการถูกปิดกั้นทางปัญญาจนขาดอิสระภาพทางความคิด อย่างน้อยก็พอที่จะปล่อยให้วิวัฒนาการทางปัญญาของประเทศตกอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกมี "ปมด้อยทางปัญญา" อย่างลัดดา เขาคงแปลกใจว่าคนอย่างนี้ขึ้นมาได้ดิบได้ดี มีอำนาจควบคุมเสรีภาพทางความคิดได้ยังไง ในสังคมที่เจริญแล้ว คนที่มีสมองในระดับเดียวกับลัดดาเป็นได้อย่างเก่งก็แค่พนักงานทำความสะอาดห้องน้ำสาธารณะ

ดูจากบทสัมภาษณ์ก็ค่อนข้างจะมีความขัดแย้งกันในตัวนะครับ ถ้าคนไทยไม่ชอบหนังของคุณอภิชาติพงษ์เพราะพวกเขาขาดการศึกษา และเพราะการศึกษาที่ไม่เพียงพอนี่เองที่ทำให้คนไทยชอบดูแต่หนังตลก แต่คนของกระทรวงวัฒนธรรมในคณะกรรมการเซ็นเซอร์ก็มีส่วนในการอายัดฟิลม์เพื่อไม่ให้หนังได้รับการเผยแพร่ ดังนั้นคนไทยก็ควรจะถูกกดให้ขาดการศึกษาอยู่อย่างนั้น เพื่อที่จะรับสิ่งที่หนังอย่างแสวศตวรรษต้องการสื่อไม่ได้

***** ผมเคยคิดว่า คนที่มีสิทธิจะเที่ยวไปกล่าวหาใครต่อใครแบบเหมารวมว่าเป็นพวกโง่หรือไร้การศึกษาได้นั่น คนๆนั้นต้องเป็นคนที่มีสติปัญญาเป็นเลิศ ตัองเรียกว่า จะทำอย่างนั้นได้อย่างน้อยต้องเป็นอัจฉริยะ แต่ผมมองเท่าไรก็ไม่เห็นคุณสมบัติข้อนี้ในตัวคนอย่างลัดดาเลย เท่าที่เห็นก็มีแต่ความมั่นใจที่พบได้ทั่วไปในกลุ่มของพวกที่อยู่ใต้กะลา พวกที่คิดว่าสิ่งที่มีอยู่ในกะลาคือความรู้ทั้งหมด และคนพวกนี้มักจะชอบเรียกร้องให้คนอื่นคุ้นเคยกับการอยู่ใต้กะลาเหมือนกับตัวเอง พอทุกคนขาดการศึกษาได้พอๆกัน คนพวกนี้จะได้ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยอีกต่อไป ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าเราควรจะรู้สึกขำหรือสังเวชกับสภาพของคนพวกนี้ดี ******

มันก็โอเคน่ะครับที่คุณ "นาย ก" เขาจะยกเอากรณีของบริษัทโซนี่มาสนับสนุนข้อโต้แย้งเรื่องความสำคัญของภาพลักษณ์ แต่ก่อนที่ผลิตภัณฑ์ของโซนี่จะได้มาซึ่งภาพลักษณ์ให้คอยรักษา คุณภาพของสินค้าก็จะต้องผ่านการพิสูจน์มาเป็นระยะเวลายาวนานก่อนใช่ไหมครับ การสร้างภาพลักษณ์มันถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาดเพื่อจูงใจลูกค้า ในขณะที่ลูกค้าเองก็ยังคงมีเสรีภาพในการเลือกที่จะซื้อหรือไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัท

แต่ถ้าบริษัทอย่างโซนี่หมดเงินไปกับการรักษาภาพลักษณ์จนละเลยคุณภาพของสินค้าละก็ ประสิทธิภาพการทำงานของสินค้าจะฟ้องตัวมันออกมาเองครับ ยกตัวอย่างกรณีเครื่องเสียง ถ้าสินค้าที่ออกใหม่ไม่สามารถแข่งขันด้านคุณภาพกับสินค้าจากบริษัทคู่แข่งได้ เพราะบริษัทใช้งบประมาณส่วนใหญ่คอยรักษาภาพลักษณ์ แทนที่จะใช้พัฒนาเทคโนโลยี่ มันก็คงจะไม่มีประโยชน์ใช่ไหมครับ ถ้าบริษัทจะรักษาภาพลักษณ์ของสินค้าด้วยการไปฟ้องพวกนิตยสารเครื่องเสียง เพียงเพราะนิตยสารเหล่านั้นเขียนบทวิพากณ์สินค้าของบริษัทตามความเป็นจริง ถ้าจะเปรียบเทียบกับหมอ มันก็คงจะไม่มีประโยขน์ใช่ไหมครับถ้าแพทยสภาจะรักษาภาพลักษณ์ให้กับแวดวงของผู้ร่วมวิชาชีพ ในขณะเดียวกันก็มักจะออกมาคอยปกป้องพวกแพทย์ที่ขาดจรรยาบรรณ หรือบกพร่องในการให้การรักษาแก่คนไข้ จนบางครั้งสิ่งที่คนไข้ต้องจ่ายก็คือชีวิตของพวกเขาเอง ดูกรณีของเด็กวัยรุ่นที่ตายเพราะไปดูดไขมันเป็นตัวอย่าง

ถ้าจะบอกว่า หนังบางเรื่องนำเสนอเนื้อหาที่อาจจะทำลาย "ภาพลักษณ์" แก่บุคคลบางกลุ่มละก็ ก่อนอื่นต้องไม่ลืมนะครับว่า สิ่งที่หนังนำเสนอ คือ "มุมมอง" ของผู้สร้าง ไม่ใช่ "ข้อเท็จจริง" และหนังโดยตัวมันเองก็ไม่เคยยืนยันว่าสิ่งที่มันนำเสนอคือข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ถ้ามีการยืนยันว่าเนื้อหาที่หนังนำเสนอนั้นเป็นข้อเท็จจริงแล้วละก็ มันจะไม่ดีกว่าเหรอครับถ้าเราปล่อยให้หนังได้รับการเผยแพร่ แล้วก็ใช้กลไกทางกฏหมายฟ้องร้องต่อทางผู้สร้าง

แต่ก็ต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า กลไกทางด้านกฏหมาย อย่างการฟ้องหมิ่นประมาท จะนำมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ถูกฟ้องยืนยันว่า ข้อมูลที่ให้ออกไปเป็น "ข้อเท็จจริง" เท่านั้น อย่างถ้าผมจะบอกว่า ผมเห็นคุณ "นาย ก" ขโมยของ ก็เรียกได้ว่า ผมได้ยืนยันไปในตัวว่าข้อมูลที่ผมให้ไปนั้นเป็นข้อเท็จจริง ถ้าสิ่งที่ผมพูดไม่เป็นความจริง คุณ "นาย ก" ก็สามารถจะฟ้องผมในข้อหาหมิ่นประมาทได้

***** มันทำให้ผมนึกไปถึงกรณีที่คุณลัดดาออกมาให้ข่าวต่อสื่อมวลขนว่า ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีการโชว์อนาจารในงานบวช สิ่งที่ลัดดาทำ น่าจะถือได้ว่าเป็นการยืนยันไปในตัวว่าข้อมูลที่ลัดดาให้กับสื่อมวลชนเพื่อนำไปเผยแพร่ออกไปในวงกว้างนั้นเป็น "ข้อเท็จจริง" ซึ่งต่อมาภายหลังก็พบว่า มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานั้น แต่เกิดขึ้นนานมาแล้ว กรณีนี้น่าจะเข้าข่ายหมิ่นประมาทหมิ่นประมาทได้เหมือนกันนะครับ เพราะมันก่อให้เกิดความเสียหายต่อ "ภาพลักษณ์" ของคนทั้งหมู่บ้านได้ และผมไม่แน่ใจว่า ถ้ามีการพิจารณาคดีตามเจตนารมย์ที่แท้จริงของกฏหมายแล้วละก็ การแก้ตัวแบบศรีธนชัยของคุณลัดดามันยังจะฟังขึ้นอยู่อีกไหม แต่น่าเสียดายตรงที่ ที่นี่มันประเทศไทย ที่ๆกฏหมายสามารถตีความเพื่อหลีกเลี่ยงเจตนารมย์ที่แท้จริงได้ *****

กลับมาดูกรณีที่เนื้อหาในภาพยนตร์อาจจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ เมื่อสิ่งที่หนังนำเสนอคือมุมมองของผู้สร้าง ปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียจึงไม่ได้เกิดจากเนื้อหาที่หนังนำเสนอมากไปกว่าการขาดวิจารณญาณในการแยกแยะของผู้ชมบางคน ซึ่งก็อย่างที่เรียนให้ทราบไปแล้วว่า ความสามารถในการใช้วิจารณญาณของผู้ชม จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ชมได้มีโอกาสรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านเท่านั้น แน่นอนว่าต้องเป็นไปโดยไม่ถูกปิดกั้น เพราะการปิดกั้นเองนี่แหละครับคือสาเหตุแท้จริงที่ทำให้ผู้คนคิดอย่างคับแคบและขาดวิจารณญาณ

เมื่อพูดถึงเรื่อง "ภาพลักษณ์" ผมเห็นว่า สิ่งที่เป็นอันตรายที่แท้จริงต่อสังคมในประเทศนี้ไม่ใช่เรื่อง "ภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสีย" หรอกครับ แต่เป็น "ความศรัทธาต่อภาพลักษณ์" อย่างไม่ลืมหูลืมตาต่างหาก ทำไมพวกผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลถึงได้เดือดร้อนกับ "ภาพลักษณ์" ของประเทศในเรื่องโสเภณีกันนัก ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง ก็น่าจะเป็นเพราะปัญหาการเพิ่มจำนวนโสเภณีมันสะท้อนถึงความล้มเหลวด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเผด็จการ ต้องยอมรับนะครับว่า ทั้งสลัมและธุรกิจการค้าประเวณีต่างก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่มีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก

ถ้าปัญหาเศรษฐกิจสะท้อนความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาลเผด็จการแล้ว มันก็ย่อมสะท้อนความล้มเหลวของคนไทยในฐานะเจ้าของประเทศด้วยใช่ไหมครับ ประชาชนอย่างเราล้มเหลวตรงที่ว่า ทำไมเราถึงปล่อยให้พวกเผด็จการมีอำนาจอยู่หลายทศวรรษ ผมคิดว่า ส่วนหนึ่ง ก็คงเป็นเพราะประชาชนยึดติดกับ "ภาพลักษณ์จอมปลอม" ที่พวกเผด็จการพยายามปลูกฝังให้เชื่อ เราเคยเชื่อกันว่า "เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย" ซึ่งนั่นก็เป็นผลจากภาพลักษณ์จอมปลอมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่า ต้องเป็นรัฐบาลที่เป็นเผด็จการถึงจะเข้มแข็งพอที่จะนำพาประเทศชาติพ้นภัยอันตราย (จากลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นแค่ทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์และการเมืองแขนงหนึ่ง ที่ถูกทำให้เสื่อมเสียโดยภาพลักษณ์จอมปลอมที่ฝ่ายรัฐปลูกฝังอย่างเป็นระบบ) และมีประสิทธิภาพมากพอที่จะแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว (แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังถึงการสร้างปัญหาระยะยาว)

แล้วทำไม วิธีการปลูกฝังภาพลักษณ์จอมปลอมอย่างเป็นระบบนี้มันถึงใช้ได้ผลกับคนไทย เพราะมันง่ายที่จะทำให้คนไทยอย่างเราเชื่อในภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นได้อย่างสนิทใจ ซึ่งนี่ก็คงจะเป็นเพราะการถูกปิดกั้น (การเซ็นเซอร์ที่คุณ "นาย ก" สนับสนุนก็นับได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่ง) มายาวนาน เพื่อไม่ให้คนไทยได้เข้าถึงข้อมูลจากโลกภายนอกที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้ ก็เลยไม่เห็นว่าชีวิตในแบบที่แตกต่างในที่อื่นๆนั้นมันเป็นยังไง การปกครองในแบบที่แตกต่างมันเป็นยังไง เราขาดเสรีภาพกันยังไงบ้างเมื่อเทียบกับผู้คนในที่อื่นๆ และการอยู่อย่างขาดเสรีภาพมันทำให้เราได้เสียอะไรไปบ้าง เราไม่มีโอกาสได้เห็นว่า เรามีอำนาจกันมากแค่ไหน ประชาชนในที่อื่นๆเขาใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือตอบโต้ผู้มีอำนาจกันได้ยังไง เราจำต้องอยู่อย่างคนที่ไม่ต้องใช้ความคิดกันนานเสียจนเราเคยชินกับการเชื่อมากกว่าการคิด เราจึงมักพร้อมจะเชื่อในภาพลักษณ์มากกว่าเนื้อหาสาระ เพราะถ้าจะพิจารณากันที่เนื้อหาสาระอย่างจริงจังแล้ว มันจะบังคับให้เราต้องคิด




และตามด้วยเรื่องหมอกินเหล้า

["ภาพหมอกินเหล้าเห็นได้ในสังคม เป็นสิ่งที่เห็นได้ในสังคม
ผมไม่เคยเห็นหมอที่ใส่เสื้อกาวน์ไป เข้าผับเข้าบาร์ หรือเดินถือขวดเหล้า ในโรงพยาบาลศิริราชโดยมีกลิ่นเหล้า แล้วเดินเป๋ ในสังคมไทยคนที่เป็นหมอ ได้นี้ถือว่ามีคุณภาพลำดับต้น ๆ เลยน่ะ ครับเรื่องวินัย นิสัย ความรู้ คุณธรรม ถือได้ว่ามีสูงกว่าคนทั่วไปมากแม้จะไม่ ทุกคนแต่โดยรวมก็ถือว่าสูงและนี้คือกลุ่ม คนที่สังคมไทยเราพยายามสร้างและ พัฒนามาร้อยกว่าปีแล้วอยู่ ๆ จะให้คน ไร้หัวคิด หลงคิดว่าตัวเองหัวสร้างสรรค์ แต่จริง ๆ แค่มักง่าย แค่คนเดียวมาทำ ให้เสียหาย" ]

อย่างในกรณีของหมอ ถ้า "ภาพลักษณ์" ของหมอเรียกร้องให้ประชาชนมอบความไว้วางใจอย่างสิ้นเชิงโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบแล้วละก็ มันก็เรียกได้ว่าเป็น "ภาพลักษณ์จอมปลอม" ที่อันตรายเช่นกันครับ ตัวผมเองไม่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหาถ้าชาวบ้านในท้องถิ่นธุระกันดารจะมีความเคลือบแคลงในคุณภาพของบุคลากรของรัฐที่เข้ามาประจำในพื้นที่ เพราะมันเป็นลักษณะการทำงานของระบบราชการไทยที่มีมานานแล้ว ในการที่จะลงโทษเจ้าพนักงานด้วยการส่งไปประจำในที่ห่างไกล ถ้าจะให้ยกตัวอย่าง เท่าที่ผมได้ยินมาจากเพื่อนสนิทที่เป็นเจ้าของลานมันในต่างอำเภอ เขาเคยบอกว่า พวกหมอที่มาประจำนั่น แม้แต่วัดค่าเลือดยังวัดไม่ค่อยจะเป็นกันเลย จนเขาต้องวัดให้ดู (เขาเคยเห็นเป็นประจำตอนที่พาลูกๆไปรักษากับหมอในตัวเมือง) และเรื่องที่หมอดื่มเหล้านั้น ผมอาจจะเคยเห็นหมอดื่มนอกเวลางานกันบ้างเป็นครั้งคราว แต่ถ้าเป็นพวกหมออนามัยละก็ บางทีนอกเวลางานพวกก็ซัดเหล้าขาวกันเป็นประจำ และเมื่อดูจากปริมาณที่ดื่มเข้าไป แม้ว่าจะเป็นการดื่มนอกเวลางาน แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่ามันคงต้องมากพอที่จะส่งผลต่อสมรรถภาพการทำงานในวันต่อๆไป

ถ้าการรักษาภาพลักษณ์เป็นไปเพื่อที่จะให้พวกชาวบ้านยอมรับตาปริบๆ กับการหยิบยื่นการบริการที่ด้อยคุณภาพโดยที่พวกเขาไม่มีทางเลือก หรือกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษา โดยที่พวกเขาไม่มีสิทธิจะร้องเรียนให้มีการตรวจสอบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเกิดจากความบกพร่องที่ตัวบุคคล "การรักษาภาพลักษณ์" ที่ว่า "แพทย์ทุกคนทีมีขีดความสามารถในการรักษาและจรรยาบรรณที่เชื่อถือได้อย่างเท่าเทียมกัน" อย่างนี้ ก็นับได้ว่าเป็นสิ่งมอมเมาชนิดหนึ่งที่สมควรจะถูกกำจัด เพราะมันเป็นการมอมเมาให้ทุกคนเชื่อในภาพลักษณ์จอมปลอม จนเหมือนกับว่ามันเป็นข้อเท็จจริง ซึ่งมันเลวร้ายเสียยิ่งกว่าสื่อที่คุณ "นาย ก" ต้องการเซ็นเซอร์หลายเท่า ภาพลักษณ์จอมปลอมมันทำให้ทุกคนยอมรับความเน่าเฟะไปได้เรือยๆ โดยไม่ยอมลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างกับมัน ผมจะดีใจเสียอีกถ้าทุกคนเลิกยึดติดกับภาพลักษณ์ และตั้งข้อสงสัยกับทุกสิ่ง เพราะการสงสัยจะนำไปสู่การคิดและการติดตามเฝ้าระวังอย่างไกล้ชิด

และแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องดีที่ชาวบ้านเลิกยึดติดกับภาพลักษณ์ และมีการจับตา เฝ้าระวัง และตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างเช่น แพทย์ แต่ก็ไม่ได้หมายพวกชาวบ้านมี "สิทธิ" จะขู่ทำร้ายหมอ (แทนที่จะทำเรื่องร้องเรียน) ถ้าหมอรักษาไม่หายนี่ครับ ตัวอย่างที่ยกมา นอกจากมันสะท้อนถึงความสับสนในเรื่อง "สิทธิ" เนื่องจากพวกเขาไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมที่มี "การเคารพสิทธิ" จนพวกเขาขาดความรู้เรื่อง "ขอบเขตทางด้านสิทธิ" แล้ว มันทำให้ผมสงสัยว่า ถ้าวัดเป็นเสาหลักของชุมชนในชนบทจริงอย่างที่คุณ "นาย ก" ว่า ก็ย่อมแสดงว่า อย่างน้อยชาวบ้านในชนบทก็ต้องใกล้ชิดกับศาสนามากกว่าคนในเมือง แต่ถ้าพวกเขาสามารถจะฆ่า หรือ ข่มขู่ใครต่อใครได้อย่างไร้สติเช่นนี้ ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะผู้ถ่ายทอดอย่างพระสงฆ์ถ่ายทอดศาสนาให้ชาวบ้านอย่างผิดๆ หรือว่าเป็นเพราะคำสอนทางศาสนามันก็เป็นได้ไม่มากไปกว่าหลักการที่คลุมเคลือ ที่เปิดช่องให้แต่ละคนได้ตีความตามความหมายที่เข้าทางกับพฤติกรรมของตนเอง นี่ขนาดศาสนายังไม่ได้ถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญ กลไกรัฐยังอ้างหลักศีลธรรมอันคลุมเคลือมาปิดกั้นการรับรู้ได้ขนาดนี้ ถ้ามันถูกบรรจุขึ้นมา ผมยังคิดไม่ออกว่าศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมจะมีอำนาจการควบคุมเพิ่มขึ้นจนถึงระดับไหน

และถ้าภาพลักษณ์ขององค์กรศาสนาไม่ดีเพราะพระสงฆ์ประพฤติตัวไม่ดี จนทำให้คน 100 คนเชื่อสิ่งที่พระเทศนาแค่ 20 คน ปัญหามันก็คงไม่ได้อยู่ที่ภาพลักษณ์ของพระที่สื่อนำเสนอมากไปกว่าการประพฤติตัวของพระเองหรอกครับ และการจะเที่ยวไปปิดกั้นผู้คนให้ได้รับรู้ความเป็นจริง หรือการปิดกั้นพวกเขาจากภาพยนตร์ที่กระตุ้นให้พวกเขาได้ตั้งคำถาม เพียงเพื่อที่จะให้คนทั้ง 100 คน เชื่อในสิ่งที่พระรูปหนึ่งพูดออกมาหมดทั้ง 100 คนแล้วละก็ เท่ากับเราปิดทางเลือกทางความคิด ไม่ให้พวกเขาได้คิดไปในทางอื่น นอกจากให้เชื่อโดยไม่ต้องคิด ถ้าเป็นเช่นนั้น ผมคิดว่า "การเชื่อ" แบบนั้น โดยตัวมันเองนั่นเป็นปัญหาที่ร้ายแรงกว่า "ความสงสัยในภาพลักษณ์" เสียอีกครับ และถ้าพวกเขาไม่สามารถจะ "คิด" ได้ด้วยตัวเองว่า การดื่มสุราอย่างขาดสติมันอันตราย ตัองรอให้ตัวแทนจากองค์กรศาสนาที่พวกเขา "เชื่อ" มาคอยบอกละก็ บางทีการอยู่ภายใต้วัฒนธรรมที่ส่งเสริมการปิดกั้นมันทำให้พวกเขามีสภาพย่ำแย่จนเกินจะเยียวยาแล้วละครับ

["จะให้คน ไร้หัวคิด หลงคิดว่าตัวเองหัวสร้างสรรค์ แต่จริง ๆ แค่มักง่าย แค่คนเดียวมาทำ ให้เสียหาย

และถ้าเคยเห็นมีเหตุผลอะไรต้องไปทำ ให้ย่ำแย่ลงด้วย คุณตัวเตี้ย ตัวดำ ฟัน เบี้ยว คุณอยากให้เพื่อนคุณเรียกคุณ ว่าเตี้ย ดำ เบี้ยวไหม เวลาทำให้นึกถึง คนอื่นบ้าง"]

นี่โยงกันจนมั่ว เขาคงจะไม่รู้จักแยกแยะนะครับว่า หน้าตาเป็นเรื่องที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เป็นสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้ แต่ประสิทธิภาพการทำงานและความประพฤติของบุคลากรหรือองค์กรในแต่ละสายงาน อย่าง หมอ หรือ พระสงฆ์ มันเป็น “หน้าที่” ครับ เหมือนกับ "หน้าที่" ที่เขาชอบย้ำนั้นล่ะครับ การล้อเลียนรูปลักษณ์ภายนอก ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิในความสงบสุขรูปแบบหนึ่งได้เลย แต่การนำเสนอมุมมองเพื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานนี่มันคนละเรื่องเลยครับ





มันน่าเศร้านะครับ เพราะนี่มันก็ตั้งห้าปีมาแล้วที่กระทรวงวัฒนธรรมได้ตั้งขึ้นมา น่าเสียดายที่จุดประสงค์เมื่อแรกเริ่มเดิมที ต้องการให้กระทรวงนี้เป็นหน่วยงานที่ให้ "การสนับสนุน" การแตกหน่อทางวัฒนธรรม และเปิดพื้นที่ให้วัฒนธรรมท้องถิ่นที่อาจจะถูกกลืนหายเพราะวัฒนธรรมกระแสหลัก หรือแม้แต่อำนาจรัฐ (เหมือนอย่างที่วัฒนธรรมพื้นบ้านดั้งเดิม ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา โดยกระทรวงวัฒนธรรมในยุคจอมพล ป.) แต่พอตั้งขึ้นมาแล้ว มันกลับกลายเป็นหน่วยงานที่มาตอกย้ำปัญหาวัฒนธรรมอำนาจนิยม อันเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมนี้

มีสิ่งหนึ่งที่ผมสงสัยมานานเกี่ยวกับสังคมไทยก็คือ กว่าจะได้เสรีภาพมามันแสนยากลำบาก แต่ทำไมมันเวลาที่สูญเสียมันไป มันถึงได้ง่ายดายนัก เท่าที่ผมลองนึกๆดู ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะเราคุ้นเคยกับการไม่มีเสรีภาพ จนไม่สามารถรับมือกับความหลากหลายอันซับซ้อนที่มาพร้อมกับมันได้ หรือว่าเสรีภาพมันคงจะเป็นสิ่งสูงค่าที่พวกชั้นต่ำอย่างคนไทยไม่คู่ควร

ดูจากความเห็นของคุณ "นาย ก" แล้ว คงต้องยอมรับว่ายังมีคนอย่างเขาอีกมากในสังคมนี้ ผมไม่แน่ใจว่าพวกเขาเป็นคนส่วนใหญ่หรือเปล่า เพราะดูเหมือนคนกลุ่มนี้จะเสียงดังกันเหลือเกิน และก็มักจะได้รับความสนใจจากสื่อกระแสหลักเสมอ จนดูเหมือนสื่อเหล่านั้นจะไม่มีพื้นที่ให้กับใครก็ตามที่มีความคิดต่างจากคนกลุ่มนี้เลย มันก็น่าเสียดายตรงที่ว่า สื่อกระแสหลักพวกนั้นมักจะเรียกร้องเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารข้อมูลให้กับตัวเอง แต่คงลืมนึกกันไปว่า เสรีภาพของสื่อมันสัมพันธ์กับเสรีภาพในการรับรู้ของประชาชนทั่วไปด้วย (ผมว่าไม่ใช่แค่เสรีภาพการรับรู้เท่านั้น แต่ต้องรวมเสรีภาพของประชาชนในแง่มุมอื่นๆเข้าไปด้วย)

แต่สิ่งที่สื่อกระแสหลักทั้งหลายทำ ก็คือให้พื้นที่กับกลุ่มคนที่จ้องจะเข้ามาริดรอนเสรีภาพของทุกๆคน ให้การสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานรัฐ อย่างศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ด้วยการเปิดพื้นที่ให้คนเหล่านั้นมาคอยกรอกหูว่าสิ่งที่พวกนั้นทำเป็นสิ่งจำเป็น โดยไม่เคยเหลือพื้นที่ให้กับผู้ที่ต้องการจะโต้แย้งเลย

คนพวกนี้อาจจะเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสังคมนี้ ถึงกระนั้นก็ตาม ผมก็ไม่คิดว่าเสียงส่วนใหญ่อย่างพวกเขามีสิทธิโดยสมบูรณ์ที่จะเรียกร้องให้มีการละเมิดเสรีภาพของเสียงส่วนน้อย ถ้าเสรีภาพนั้นไม่ก่อให้เกิดผลกระทบใดๆทั้งสิ้น หรือมีสิทธิที่จะเข้ามายัดเยียดหน้าที่ๆไม่ควรจะต้องมาแบกรับ

ถ้าสังคมยังเต็มไปด้วยคนเหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีลัดดา หรือ ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม คนเหล่านี้ก็ยังคงหาทางเรียกร้องให้ภาครัฐใช้กลไกอื่นๆเข้ามาควบคุมเสรีภาพของทุกคนได้อยู่ดี เพราะต้องไม่ลืมว่า มันยังมีกลไกอื่นๆที่รัฐบาลใช้เซ็นเซอร์มาเป็นเวลานานก่อนหน้าที่กระทรวงนี้จะถูกตั้งขึ้นด้วยซ้ำ และถึงไม่มีกฏหมายเซ็นเซอร์ฉบับใหม่ ภาครัฐก็อาจจะผลักดันกฏหมายว่าด้วยสื่อลามกอนาจารเข้ามาบังคับใช้ได้เช่นกัน ถึงไม่มีลัดดาคนนี้ ก็ยังมีคนประเภทเดียวกับลัดดาอีกหลายคนที่พร้อมจะอาสาเข้ามาสนองความต้องการให้กับคนกลุ่มนี้อยู่ดี

บางทีระบบคิดของคนไทยอาจจะยึดติดในเรื่องความดีงาม และหลงภูมิใจกับความดีงามในวัฒนธรรมของตัวเองกันเสียจนคิดว่ามันต้องมาก่อนเสรีภาพ จนสังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ละเลยเรื่องการเคารพสิทธิ ถ้าสิทธิมันเกิดขัดแย้งกับความดีงามขึ้นมา จนความดีงามมันสามารถนำไปบังคับใช้ได้กับทุกคน มันไม่พอถ้าเราจะมีชีวิตโดยไม่เป็นคนเลว หรือตระหนักว่าทุกๆสิ่งที่ทำไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร แค่นั้นมันยังไม่พอ เราทุกคนยังต้องเป็นคนดีกันด้วย มันก็เลยทำให้พวกที่คิดว่าตัวเองเป็นคนดีกร่างพอที่มาบังคับให้ทุกคนเป็นอย่างพวกเขา ด้วยการยัดเยียดหลักศีลธรรมแบบมือถือสากปากถือศีลและ "หลักเหตุผลแบบมั่วๆ"

ผมเคยคิดดูเล่นๆว่า ถ้ามีการเปลี่ยนกรอบความคิด จากเดิมที่เน้นเรื่องความดีงาม มาเป็นการเน้นเรื่องการเคารพสิทธิ เคารพการมีเสรีภาพที่ไม่ล่วงล้ำขอบเขตของผู้อื่น ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ขึ้นมาจริงๆ เราคงจะมีสังคมที่แตกต่าง มีระบบกฏหมายที่แตกต่าง ซึ่งสิ่งที่คลุมเคลืออย่าง "เพื่อรักษาความมั่นคงและศีลธรรมอันดี" คงไม่มีปรากฏในประมวลกฏหมาย เพื่อทีจะเปิดช่องให้มีการผูกขาดอำนาจ เราอาจจะได้เห็น ความคิดสร้างสรรค์ ผลผลิตจากความคิดเหล่านั้นจากคนไทย ซึ่งควรจะได้เกิดขึ้นบนโลกมานานแล้ว และเราคงไม่ต้องพลาดโอกาสดีๆในชีวิต ที่จะได้สำรวจ ทดลอง กับประสพการณ์ที่แปลกใหม่

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ แน่นอนว่ามันคงจะไม่ได้มาด้วยการหยิบยื่นจากผู้มีอำนาจ ไม่ได้ด้วยการทำตัวเป็นเด็กดีที่ว่านอนสอนง่าย แล้ววันหนึ่งพวกเขาจะให้มันกับเรา เพราะฝ่ายที่กุมอำนาจคงไม่โง่พอที่จะหยิบยื่นสิ่งที่สามารถสั่นคลอนอำนาจของพวกเขา ข้อควรตระหนักอีกอย่างก็คือ "เสรีภาพ" ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ "ให้" กันได้ เพราะมันควรจะเป็นของเรามาโดยตลอด

การได้มาซึ่งเสรีภาพย่อมมีเพียงวิถีทางเดียวคือการต่อสู้เรียกร้อง ซึ่งผมเองก็สงสัยว่ามันทำไมถึงใช้เวลานานนักกับการเริ่มต้นเรียกร้อง อย่างน้อย ตอนที่รัฐบาลชุดที่มีแผนที่จะก่อตั้งกระทรวงวัฒนธรรม ก็น่าจะมีความรู้สึกเคลือบแคลงในเจตนารมย์ของพวกผู้มีอำนาจพวกนั้นกันบ้าง ว่าการกระทำทุกอย่างของพวกเขาล้วนเป็นไปเพื่อการควบคุม

แต่อย่างน้อย ตอนนี้มันน่าจะเป็นเวลาที่ผู้คนในสังคมนี้เริ่มหันมาเน้นเรื่อง "การเคารพสิทธิ" กันเสียที เพราะมันเรียกได้ว่าเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ทุกคนควรตระหนักว่า สิทธิในการมีเสรีภาพควรเป็นของทุกคน และทุกคนมีสิทธิจะใช้เสรีภาพทำกิจกรรมใดๆก็ได้ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ไม่ว่ากิจกรรมเหล่านั้นจะเป็นสิ่งดีงาม น่าสนับสนุนหรือไม่ก็ตาม

ตราบใดที่กิจกรรมที่ทำยังเป็นกิจกรรมที่ไม่สร้างความเดือดร้อน ถึงจะไม่ดีงาม ก็ไม่ควรจะถูกประนามหรือทำให้กลายเป็นสิ่งผิดกฏหมาย ถ้าทุกคนตระหนักได้อย่างนั้น คงไม่มีใครต้องมาเดือดร้อนกับชุดที่ดาราบางท่านใส่ออกงานในงานประกาศรางวัล หรือคงไม่มีการแสดงความเห็นต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเภทที่ว่า "ทำไมทีหนังโป๊ที่มีเกลื่อนเมืองถึงไม่จับ" เพราะผู้ที่แสดงความเห็นคงลืมไปว่า การดูหนังโป๊ในพื้นที่ส่วนตัวก็ถือว่าเป็นสิทธิที่ควรได้รับการรับรองเช่นกัน และถ้าทุกคนตระหนักได้อย่างนั้น "การจัดระเบียบสังคม" ก็คงจะไม่มีกระแสตอบรับที่ดีอย่างที่เราได้เห็น

การที่จะตระหนักในเรื่องนี้ได้ เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า เราเคารพสิทธิผู้อื่นมากพอหรือยัง มันรบกวนเราหรือเปล่าถ้าเราเห็นผู้หญิงแต่งตัวนุ่งน้อยห่มน้อย อะไรควรถือเป็นการละเมิดสิทธิมากกว่าระหว่างการนุ่งน้อยห่มน้อย กับการเจ้ากี้เจ้าการกับการแต่งกายของผู้อื่น ทำไมเราทนได้เวลาที่คนแต่งตัวมิดชิดส่งเสียงดังรบกวนความสงบสุข แต่ทนไม่ได้กับผู้หญิงุนุ่งน้อยห่มน้อยที่เดินสวนกันแค่ไม่กี่วินาที การตั้งคำถามเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้เราแน่ใจได้ว่า เราไม่ได้เป็น "หนึ่งในพวกเจ้ากี้เจ้าการ"

และเราควรมีความรู้สึกที่ไวกว่านี้ต่อสัญญานเตือนภัยต่างๆทีเตือนให้รู้ว่ากำลังจะมีการริดรอนเสรีภาพเกิดขึ้น เวลาที่หน่วยงานรัฐมีนโยบายที่อาจจะเปิดช่องให้เกิดการริดรอน หรือเวลาที่มีกลุ่มคนอย่างคุณ "นาย ก" ออกมาเรียกร้องให้บังคับใช้นโยบายเหล่านั้น ก็ควรจะมีการตอบโต้และแสดงความไม่พอใจออกมาให้เห็นในทันที แน่นอนว่าสิทธิของทุกคน รวมทั้งคนอย่างคุณ "นาย ก" ควรได้รับการเคารพ แต่เมื่อใดก็ตามที่มีการใช้สิทธิที่เกิน "ขอบเขต" ก็ควรจะมีการตอกกลับอย่างสาสม ถ้าความเข้าใจและความสมานฉันใช้กับคนเหล่านี้ไม่ได้ บางทีมันอาจจะเป็นเวลาที่เราควรจะเริ่มเรียนรู้ที่จะเกลียดชัง เพราะบางครั้ง ความเกลียดชังเป็นสิ่งดี

ที่ผมเขียนอาจจะฟังดูเหมือนกับการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่ผมไม่คิดว่าการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายนั้นเป็นปัญหาเลยครับ เพราะการต่อสู้เรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ ก็คือการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในตัวอยู่แล้วครับ

เราต้องตระหนักว่า ทุกอย่างที่เราอาจจะได้รับจากการมีเสรีภาพ อย่าง โอกาสที่จะสำรวจ ทดลอง กับประสพการณ์ที่แปลกใหม่ หรือการได้มีโอกาสเห็นผลงานที่ไม่ได้เกิดขึ้นบนโลก เพราะผู้สร้างไม่มีเสรีภาพในการสร้างงาน ทุกอย่างล้วนแต่เป็นโอกาสที่พวกเราทุกคนถูกกลุ่มผู้สนับสนุนการปิดกั้นอย่างคุณ นาย ก "ปล้น" เอาไปจากเราทั้งนัน นี่คือสิ่งแรกที่เราทุกคนควรตระหนัก แน่นอนเราควรเคารพสิทธิการอยู่ใต้กะลาของพวกเขา แต่ควรตอบโต้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ถ้าพวกเขามีความพยายามจะเอากะลาของพวกเขามาครอบทุกคน

ผมยังสงสัยว่าทำไมไม่มีใครออกมาตอบโต้ใดๆเลยเวลาที่เครือข่ายผู้ปกครองออกมาเรียกร้องให้นิตยสารต่างๆระมัดระวังการนำเสนอภาพที่วาบหวิว เวลาที่ "นางไขศรี" ทำทีไปคุยกับนักศึกษาหญิงที่นั่งอยู่ในวัด เพื่อที่จะให้พวกนักข่าวแอบถ่ายภาพการแต่งกายพวกเธอ แล้วเอาไปประจานลงบนหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งๆที่การแต่งกายที่ไม่เหมาะของเด็กพวกนั้นควรจะปล่อยให้เจ้าของสถานที่อย่างทางวัดเป็นคนจัดการ เรื่องอย่างนี้ เห็นได้ชัดว่า เด็กๆพวกนั้นถูกละเมิดสิทธิไปอย่างหน้าด้านๆจากคนที่เป็นถึงรัฐมณตรี แต่ทำไมไม่มีผู้รู้ทางด้านกฏหมายให้คำแนะนำกับเด็กพวกนั้นว่าพวกเธอทำอะไรกันได้บ้าง ถึงจะเอาเรื่อง "นางไขศรี" ตามกฏหมายไม่ได้ แต่อย่างน้อย ก็ยังสามารถชี้ให้เห็นได้ว่าเป็นการรังแก และทำไมถึงยังไม่มีการตอบโต้อย่างเป็นรูปธรรม กับการเซ็นเซอร์วีซีดีกับดีวีดี ที่ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมทำมาหลายปีแล้ว

ลำพังแค่การยื่นหนังสือมันคงจะไม่พอแล้วละครับ เพราะการยื่นหนังสือเพียงอย่างเดียวมันเป็นเหมือนการอ้อนวอนขอร้อง รอรับการหยิบยื่น มันน่าจะมีมาตรการอย่างอื่นที่ควรทำควบคู่กันไปด้วย การประท้วงเป็นสิ่งที่ควรจะทำมานานแล้ว แต่ก็อาจจะดึงคนมาได้ไม่มากพอจะมีน้ำหนักกดดัน เท่าที่ผมพอจะนึกออก การกดดันด้วยการบอยคอตกิจกรรมของกระทรวง บอยคอตทุกอย่างที่กระทรวงให้การสนับสนุน บอยคอตองค์กรธุรกิจที่เป็นสปอนเซอร์ให้กับกิจกรรมของทางกระทรวง น่าจะทำกันในวงกว้างได้มากกว่า เพราะทุกคนสามารถทำได้ทั่วประเทศ ไม่จำกัดแค่เฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพเท่านั้น

การประท้วงยังเป็นสิ่งที่ควรทำครับ แต่ในเวลาเดียวกันก็เปิดโอกาสให้พวกฝ่ายรัฐบาลได้ทราบว่า นอกจากคนที่มาประท้วงกันแล้ว กลุ่มผู้ต่อต้านการเซ็นเซอร์ยังมีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ ที่พร้อมจะบอยคอตทุกกิจกรรมของกระทรวงวัฒนธรรม จะมีการแชร์ข้อมูลระหว่างสมาชิกว่ากระทรวงมีกิจกรรมใดบ้าง มีใครเป็นสปอนเซอร์บ้าง บริษัทที่เป็นสปอนเซอร์มีธุรกิจอะไรบ้าง และจะมีการหาสมาชิกเพิ่มเพื่อให้เครือข่ายขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ และทุกๆคนพร้อมที่จะทำให้ทุกอย่างที่กระทรวงวัฒนธรรมเข้าไปจับกลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ทุกอย่างที่กระทรวงให้การสนับสนุน ไม่ว่าสิ่งที่เป็นรูปธรรมอย่างผ้าพื้นบ้าน หรือสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างค่านิยมที่กระทรวงต้องการส่งเสริม ทุกอย่างที่กระทรวงนี้เข้าไปจับต้อง จะต้องกลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจโดยไม่มีข้อยกเว้น จนกระทั่งไม่มีใครต้องการการสนับสนุนจากหน่วยงานนี้ การบอยคอตยังตัองรวมถึงการแสดงความรังเกียจต่อใครก็ตามที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม แสดงให้คนอื่นๆได้เห็นว่าคนเหล่านี้แหละที่เป็นพวกเจ้ากี้เจ้าการ คอยรายงานความเป็นไปในชุมชน เอาเรื่องภายในของชุมชนไปขายให้กับหน่วยงานรัฐ

PC'S COMMENTS ON THAI CENSORSHIP (3)

แน่นอนครับว่า การตัดสินคุณค่าของงานภาพยนตร์ตามเทศกาลต่างๆ โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านศิลปะภาพยนตร์ จะมีความแตกต่างกันไปตามแต่คอนเซพท์ของแต่ละงาน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักก็คือ ผลกระทบทางสังคมอันเกิดจากคุณค่าของตัวงาน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือเนื้อหาที่นำเสนอนั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลงานหรือตัวผู้สร้างเพียงฝ่ายเดียว แต่มันต้องรวมถึงการตีความของผู้รับด้วย เพราะผู้รับแต่ละคนก็จะมีอิสระในการตีความสารที่ตัวงานนำเสนอได้แตกต่างกันไป เมื่อผู้รับตีความผลงานได้หลากหลายรูปแบบ ผลกระทบอันเกิดจากการตีความก็เกิดขึ้นได้อย่างหลากหลายเช่นเดียวกัน ถ้ามีผลกระทบด้านลบที่เกิดจากการตีความผิดเจตนารมย์ของผู้สร้างเกิดขึ้น นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่าตัวผู้สร้างต้องมารับบาปของผู้กระทำไปด้วยใช่ไหมครับ แต่ถ้าผลกระทบด้านลบเกิดขึ้นจากเจตนาผู้ของสร้างด้วยแล้ว ก็กล่าวได้เช่นกันใช่ไหมครับว่าผลงานนั้นทำหน้าที่ของมันได้โดยสมบูรณ์ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าตัวผลงานต้องมารับบาปแทนตัวผู้สร้างใช่ไหมครับ เหมือนอย่างที่หลายคนกล่าวโทษงานดนตรีของ ว๊ากเนอร์ ว่ามีส่วนยั่วยุให้ชาวเยอรมันรู้สึกถึงความสูงส่งทางด้านเชื้อชาติ ในขณะที่ตัวผู้สร้างเองก็เป็นผลผลิตของสภาพสังคมในยุคของเขา

และการสร้างผลงานขึ้นมาชิ้นหนึ่ง มันก็เป็นผลของการได้รับแรงบันดาลใจมาจากหลายแหล่ง ถ้าจะนำผลกระทบทางสังคมไปตัดสินผลงานชิ้นนั้น คือถ้าจะโทษ ก็คงจะต้องโทษผลงานอื่นๆที่สร้างขึ้นมาก่อนหน้านั้น ที่ผู้สร้างงานชิ้นนั้นใช้เป็นแรงบันดาลใจด้วยใช่ไหมครับ ผมอาจจะคิดว่าพืชเอ็มโอมันทำลายระบบนิเวศน์ได้ถึงในระดับพันธุกรรม แต่ผมคงไม่คิดว่าทฤษฎีวิวัฒนาการและการคัดสรรทางธรรมชาติของดาร์วินเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจหรอกนะครับ เพราะตัวแนวคิดเองหรือผู้ริเริ่มแนวคิด กับ ผู้ที่นำแนวคิดไปตีความหรือนำแนวคิดนั้นไปใช้ ไม่ใช่คนๆเดียวกัน ยิ่งในงานศิลปะ ผู้รับมีอิสระภาพในการตีความได้เต็มที่ด้วยแล้ว ยิ่งไม่ควรจะไปตัดสินคุณค่าโดยการวัดจากความเสี่ยงในการยั่วยุให้เกิดผลกระทบด้านลบ หรือบางที ความคลุมเครือในตัวผลงาน ที่เปิดโอกาสให้ผู้รับตีความได้หลายหลายแนวทาง นั่นก็เรียกได้ว่าเป็นคุณค่าที่พิเศษอย่างหนึ่งของผลงาน ในการกระตุ้นความคิดของผู้รับใช่ไหมครับ

และการจะมาบอกว่าผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นนั้น เป็นด้านบวกหรือด้านลบ มันก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนเช่นกันครับ ถ้าผู้หญิงเริ่มจะออกมาเรียกร้องเสรีภาพที่ควรจะเป็นของพวกเขามาโดยตลอด เพราะได้รับอิทธิพลจากการอ่านงานวรรณกรรมบางชิ้น สำหรับผู้ที่เชื่อแนวคิดเรื่องผู้ชายเป็นใหญ่อาจจะมองว่าเป็นผลกระทบในด้านลบ แต่คนอื่นๆอาจจะไม่

การโดดลงไปตัดคุณค่าของสิ่งใดก็ตาม ผมว่ามันจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ตัดสินควรจะมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นอย่างลึกซึ้ง ผมคงไม่สามารถไปตัดสินคุณค่าของสมการทางคณิตศาสตร์ว่ามันมีประโยชน์มากน้อยเพียงใดได้หรอกครับ เพียงเพราะว่าผมคิดว่าสมการพวกนั้นมันดูไม่รู้เรื่อง ในแง่ของหนัง ซึ่งก็เช่นเดียวกับศิลปะแขนงอื่นๆ มันอาจจะ ไม่ได้ช่วยให้เราได้ค้นพบความจริงเหมือนกับผลงานทางวิทยาศาสตร์ แต่เนื้อหาและรูปแบบที่มันนำเสนอ ก็ทำให้ผู้ชมได้รับแรงบันดาลใจได้ในหลายแง่มุมไม่ใช่เหรอครับ

ในฐานะผู้ชมภาพยนตร์คนหนึ่งที่ไม่มีความรู้เรื่องกระบวนการสร้างงาน ผมคงตัดสินหนังที่ผมดูได้เพียงอย่างเดียวว่าผมชอบมันหรือเปล่า มันกระตุ้นจินตนาการ ทำให้ผมได้ฉุกคิด หรือให้ความบันเทิงผมได้มากน้อยแค่ไหน แต่การตัดสินว่าดีหรือไม่ คุณค่าบางอย่างต้องอาศัยความลุ่มลึกทางอารมณ์ที่สั่งสมมายาวนาน เวลาที่ได้ชมบางเรื่อง ผมอาจจะตื้นเขินเกินกว่าที่จะได้เห็นความงามเหล่านั้น แต่ผมก็ยังสามารถจะค้นพบมันได้ในเวลาต่อมา ถ้ามีประสพการณ์ทางอารมณ์มากพอ ถ้าจะให้เปรียบเทียบ มันก็เหมือนกับดนตรีของบีโธเฟ่น ที่ความงาม ความสมมาตร และความซับซ้อนทางอารมณ์ ที่ซ่อนอยู่ในดนตรีจะค่อยๆปรากฏชัดเจนขึ้น พร้อมๆไปกับวุฒิภาวะทางอารมณ์ของผู้ฟังที่ซับซ้อนขึ้น

ผมว่า คุณ "นาย ก" เขาคงไม่ทราบว่า ครั้งหนึ่งดนตรีของท่านก็เคยแปดเปื้อนกับข้อหาที่ว่า มีความอนาจารแฝงอยู่ในเสียงดนตรี แม้แต่ซิมโฟนีหมายเลขเก้า ก็เคยถูกกล่าวหาว่าแสดงนัยยะแห่งการข่มขืน แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นเจตนาของผู้แต่ง ก็อาจจะนับได้ว่า ผลงานชั้นเลิศอาจจะมีที่มาของแรงบันดาลใจได้หลากหลาย แม้แต่สิ่งอนาจารก็สามารถส่งแรงบันดาลใจให้ศิลปินได้สร้างสรรค์ผลงานที่ปฏิวัติวงการดนตรีในยุโรป จากยุคคลาสสิคไปสู่ยุคโรแมนติคได้ แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกคนมีสิทธิที่จะสนองความอยากรู้อยากเห็นได้อย่างอิสระเท่านั้น

ให้ผมลองคิดดูเล่นๆว่า มันจะเป็นยังไง ถ้าผลงานของเบโธเฟ่นต้องมาถูกตัดสินจากคนประเภทเดียวกับคุณ "นาย ก" ที่อาจจะกล่าวหาผลงานของท่านว่าใช้วิธีมักง่ายในการประพันธ์ดนตรี ด้วยการสอดแทรกความอนาจารเข้าไปในบทเพลง ถ้าทำได้ คนประเภทนี้อาจจะอวดรู้ด้วยการเข้าไปให้คำแนะนำว่าเสียงที่ดีควรจะออกมาแบบไหนมันถึงจะถูกสุขอนามัยต่อผู้ฟัง ถ้าตัดเสียงนี้ออกไป มันจะสื่อออกมาได้ชัดเจนกว่า ทั้งๆที่ความชัดเจนมันก็มีหลายระดับ ความคลุมเคลือในระดับพื้นผิวบางครั้งก็สามารถกระตุ้นจิตนาการที่ชัดเจนในระดับที่ลึกซึ้งได้เช่นกัน แต่คนอย่างคุณ "นาย ก" ก็คงจะคิดว่าเขารู้ดีพอที่จะเข้าไปก้าวก่าย เพียงเพราะเขาได้อ่านหนังสือดีๆเพียงไม่กี่เล่ม อย่าง "อยู่อย่างสง่า" ทั้งๆที่ตัวเขาเองอาจจะไม่มีความรู้เรื่องดนตรี หรืออ่านตัวโน๊ตไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ

แต่ก็น่าดีใจนะครับ ที่นักคิดและศิลปินเหล่านั้น ไม่ได้มาเกิดในสังคมไทย มามีชีวิตที่ต้องทนอยู่ร่วมสังคมกับพวกที่ชอบปิดกั้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ผลงานของพวกเขาอาจจะไม่มีโอกาสได้ปรากฏขึ้นมาบนโลก

***** ที่ผมบอกว่า เขาอาจจะอ่านหนังสือเพียงไม่กี่เล่มนี่เป็นการมองในแง่ดีนะครับ ถ้าเขาอ่านหนังสือมามากกว่าที่ผมคิดแล้วยังมีทัศนะคติที่คับแคบได้อย่างนี้ละก็ นั่นแสดงว่าสภาพของเขามันคงเกินจะเยียวยาแล้วครับ *****



[จริง ๆ สนับสนุนแบนกับเซ็นเซอร์และไม่สนับสนุนการจัดเรทเลยเพราะจะมีหลัก ประกันอะไรที่จะทำให้แน่ใจได้ว่าเด็กอายุ 10 ปีจะไม่สามารถดูหนังเรท 18 ได้ เพราะอย่าลืมน่ะครับว่าสมัยนี้การก็อปปี้แผ่นเป็นเรื่องปกติประจำบ้านไปแล้วเครื่อง คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสามารถเขียนซีดีได้ ยิ่งมีอินเทอร์เน็ตการแพร่กระจายยิ่งเป็น ไปได้เร็วกว่าสมัยก่อนมาก ]

สรุปคือทุกๆคนต้องรับผิดชอบกับเด็กที่เราไม่ได้ดึงมาเกิดบนโลกใบนี้ แล้วพ่อแม่พวกเขาหายไปไหนกันเสียล่ะครับ ไม่มาดูมาแลจนต้องเดือดร้อนให้คนอื่นมาคอยร่วมแบกรับภาระอย่างนี้

นี่แสดงว่า เขาคิดถึงขนาดจะเอาการเซ็นเซอร์ไปบังคับใช้ในประเทศอื่นด้วย เขาคงจะคุ้นเคยกับการอยู่ใตวัฒนธรรมอำนาจนิยมของเราเป็นอย่างดีนะครับ ถึงได้มีความเชื่อมั่นขนาดที่ว่าจะเอาของเหลือเดนจากที่นี่อย่างการเซ็นเซอร์ไปเผื่อแผ่ในสังคมอื่น ผมเดาว่าคงเป็นเพราะเขาคงจะคิดว่าผู้คนในสังคมอื่นเป็นพวกเชื่องง่ายแบบที่เขาเป็น ก็เลยคิดว่าสิ่งที่บังคับใช้ได้กับที่นี่ จะเวิร์คเมื่อนำไปใช้ที่อื่นด้วย

ถ้าทำได้อย่างนั้นจริงๆ คนทั้งโลกคงจะฉลาดได้เหมือนคนไทยละครับ คุณ "นาย ก" คงจะคิดว่า เราดีกันเสียจนคนทั้งโลกต้องเอาเยี่ยงอย่าง

ไม่ทราบเหมือนกันว่า เราจะมีเทคโนโลยีในการแบ่งปันข้อมูลข่าวสารกันไปทำไม ถ้าข้อมูลข่าวสารยังต้องถูกเซ็นเซอร์ แม้ว่าเทคโนโลยีมักจะมีแนวโน้มไปในทิศทางที่รับใช้อำนาจ แต่เขาคงจะไม่ทราบว่า จุดเริ่มต้นที่เทคโนโลยีแทบทุกอย่างได้รับการคิดค้นขึ้น มันเป็นไปในจุดประสงค์ก็เพื่อจะเพิ่มเสรีภาพให้กับมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์หลุดจากการควบคุม ทั้งการควบคุมด้วยข้อจำกัดทางธรรมชาติ หรือการถูกควบคุมโดยระบบต่างๆที่มนุษย์อย่างเราคิดค้นขึ้นมาเอง

ถ้าการควบคุมในประเทศเหล่านั้นมักรัดกุมเสียจนไม่เปิดช่องให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือผู้คนในสังคมของเขามีค่านิยมเหมือนคุณ "นาย ก" พวกเขาก็คงพอจะคิดกันได้ว่า จะคิดค้นเทคโนโลยีเหล่านี้กันไปทำไม ถ้าคิดไปแล้วมันไม่ได้ใช้ ถ้ายังต้องรู้สึกผิดกับการรับข้อมูลข่าวสารที่ต้องการจะรู้ ดูหนังที่อยากจะดู หรือต้องรู้สึกผิดที่จะได้มีความสุขกันละก็ พวกเขาคงจะเฉื่อยเนือยไม่ต่างไปจากคนไทย ไม่มีความกระตือรือร้นในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆออกมา ไม่มีแรงกระตุ้นในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือหมดแรงกระตุ้นในการมีชีวิตไปพร้อมๆกันเลย

เดาว่าพวกสนับสนุนการเซ็นเซอร์คงจะคุ้นกับปลอกคอกันเป็นอย่างดีนะครับ

คุณ "นาย ก" อาจจะแย้งได้ว่า เทคโนโลยีควรนำมาใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ อย่างการแชร์ข้อมูล ก็ควรจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่การระบุไปว่า อะไรมีประโยชน์ หรืออะไรไม่มีประโยชน์นั้น มันควรจะต้องปล่อยให้เป็นการตัดสินใจบนความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน เพราะแต่ละคนย่อมจะรู้ดีที่สุดถึงสิ่งที่แต่ละคนต้องการ ไม่ใช่ว่าคนประเภทคุณ "นาย ก" จะรู้ดีไปเสียทุกอย่างจนคิดไปว่า เขารู้ดีกว่าทุกคนว่าทุกคนควรจะต้องการอะไร

ถ้าผมดาวน์โหลดหนังมาดูสักเรื่อง ไม่ว่าเนื้อหามันจะเป็นยังไงก็ตาม นั่นก็เป็นเพราะผมต้องการจะดู นั่นก็ย่อมแสดงว่าหนังเรื่องนั้นมีประโยชน์ในการตอบสนองความต้องการของผมใช่ไหมครับ ไม่ใช่เขาจะมารู้ดีกว่าผม ว่าผมอยากดูหนังเรื่องอะไร หรือผมควรจะอยากดูหนังเรื่องอะไร

และไม่ทราบว่าทำไมทุกคนจะต้องคอยหลักประกันที่ว่า เด็กอายุต่ำกว่าสิบปีไม่ควรจะมีโอกาสได้ดูหนังเรท 18 เพราะนั่นควรอยู่ในการดูแลของพ่อแม่เด็กใช่ไหมครับ ถ้าพ่อแม่เห็นว่าหนังพวกนั้นไม่ดีสำหรับเด็ก ก็ต้องดูแลลูกๆของพวกเขากันเอาเอง หรืออย่างน้อย ถ้าไมสามารถจะป้องกันไม่ได้เด็กดูได้ พ่อแม่ก็ควรอบรมให้เด็กรู้จักแยกแยะสิครับ ไม่ใช่ว่าจะต้องให้ทุกคนเป็นพ่อแม่แทนพวกผู้ปกครองพวกนั้น

ถ้ากลัวว่าเด็กจะดาวน์โหลดมาดู ก็ควรจะหาอุปกรณ์ที่ใช้บล็อคเว็บมาติดตั้งกับเครื่องคอมพ์ในบ้านไม่ใช่เหรอครับ แทนที่จะไปเรียกร้องให้รัฐบาลบล็อคเว็บ จนคนอื่นๆเดือดร้อนกันไปทั่ว แหม ... พวกพ่อแม่ผู้ปกครองพวกนี้ จะมีลูกกันทั้งที่ก็ต้องคอยรบกวนคนนู้นคนนี้เขาไปทั่วเลยนะครับ
[การจัดเรทนี้เข้าใจว่าคนร่างกฏหมายอเมริกาคิดในสมัยที่อินเทอร์เน็ตยังไม่เป็นที่ รู้จักกันทั่วไปและเครื่องเขียนซีดีก็เป็นเครื่องที่หายาก พอ ๆ กับสมัยนี้ที่เราจะ หาเครื่องแกะวัตถุต้นแบบ 3 มิติในราคา 900 บาทได้จากที่ไหน เชื่อว่า ถ้าให้คนร่างกฏหมายของอเมริกามาคิดในสมัยนี้โดยไม่มีกลุ่มผลประโยชน์ จะเสนอวิธีแบนกับเซ็นเซอร์เท่านั้นไม่มีการจัดเรท อย่าคิดว่าสิ่งที่ประเทศอเมริกาทำแล้วจะดีทุกเรื่องอย่างเรื่องสาธารณสุขของเรา ทำได้ดีกว่าของอเมริกา นักวิชาการ ชาวบ้านพยายามจะแก้แต่ทำไม่ได้เพราะ ติดกลุ่มผลประโยชน์เช่นพวกบริษัทยา ส่วนเรื่องภาพยนต์ถ้าไม่ติดที่กลุ่มอุตสาหกรรมภาพยนต์ฮอลลีวู้ดที่มีเงินทุนหนา สามารถล็อบบี้คนออกกฏหมายได้ เอาแต่เรื่องเหตุผลของชาติเป็นหลัก รับรอง อาจจะได้เห็นระบบเซ็นเซอร์เป็นหลักแน่ไม่มีจัดเรท]

เข้าใจว่าคุณ "นาย ก" คงไม่เคยไปเห็นอเมริกา หรือ อาจจะเคยไปเห็น แต่อยู่ไม่นานพอ หรือ อาจจะอยู่นานพอ แต่ตัวเขาเองคงไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

แม้ว่าสังคมอเมริกันโดยรวมแล้วจะค่อนข้างอนุรักษ์นิยม เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในโลกตะวันตก แต่เท่าที่ผมทราบอย่างหนึ่งก็คือ ผู้คนเขาไม่โง่ครับ อย่างน้อย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในทุกรูปแบบได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐบาลจะเอาการเซ็นเซอร์มาบังคับใช้ คงไม่ต้องถึงกับให้กลุ่มอุตสาหกรรมภาพยนตร์เขาออกมาเคลื่อนไหวหรอกครับ ประชาชนคนธรรมดานี่แหละครับที่จะออกมาต่อต้าน อย่างน้อย พวกเขาตระหนักดีว่า ถ้าปล่อยให้อำนาจการควบคุมของรัฐรุกคืบเข้ามาควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นได้แม้แต่น้อยละก็ วันหนึ่งข้างหน้ารัฐบาล หรือกลุ่มธุรกิจที่ควบคุมนักการเมืองผู้กุมอำนาจรัฐอีกที ก็จะผูกขาดการนำเสนอความเป็นจริงได้เช่นกัน

คงไม่ต้องยกเอาเรื่องเหตุผลของชาติมาเป็นตัวกดดันหรอกครับ เพราะอย่างน้อยผู้คนที่นั่นก็ยังตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่า สิ่งที่เรียกว่ารัฐชาตินั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลกใบนี้ ก่อนหน้าที่เราต้องถูกบังคับให้สังกัดประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็มีมนุษย์อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินที่มีความต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกันมาเป็นเวลานาน ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มเรียนรู้ที่จะตัดแบ่งแผ่นดินที่เป็นผืนเดียวกันนี้ออกเป็นประเทศต่างๆ อย่างน้อยหลายคนที่นั่นเขาก็ตระหนักได้ว่า การมีอยู่ของรัฐชาตินั้นเป็นเรื่องของอำนาจล้วนๆ มากกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของความดีงาม เหมือนกับที่เรามักจะถูกปลูกฝังให้เชื่อกันว่าต้องเป็นคนที่รักชาติถึงจะเป็นคนดี

พวกเขาทราบดีว่า ถ้ารัฐชาติ หรือ ระบบอื่นๆที่เป็นผลผลิตทางสัมคมของมนุษย์ อย่าง ระบบเศรษฐกิจ หรือ วัฒนธรรม เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้ว ระบบก็ควรจะตอบสนองต่อความผาสุขของมนุษย์ ไม่ใช่ให้มนุษย์ต้องเอาความผาสุขไปตอบสนองต่อความมั่นคงของระบบ ถ้ามีนักการเมืองบ้องตื้นหน้าไหนคิดจะเอาการเซ็นเซอร์ไปบังคับใข้ รับรองว่า เขาได้หมดอนาคตทางการเมืองแน่ครับ

ก็ไม่ใช่ว่าที่นั่นจะไม่มีคนอย่างคุณ "นาย ก" อยู่เลยเสียทีเดียว มันก็คงต้องมีบ้าง ไม่งั้นก็คงจะไม่มีประธานาธิปดีที่ชื่อ จอร์จ ดับเบิ้ลยู่ บุช หรอกครับ แต่อย่างน้อย สังคมที่นั่น ก็ไม่ได้เป็นสังคมที่ปล่อยให้คนอย่างคุณ "นาย ก" เสียงดังได้อยู่ฝ่ายเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการเซ็นเซอร์นี่ แม้แต่บุชยังไม่กล้าทำเลยครับ แม้ว่าจะอยากปิดกั้นขนาดไหนก็ตาม ก็เลยต้องอาศัยกลไกทางธุรกิจ ด้วยการให้บริษัทที่เป็นเจ้าของสถานนีเคลียร์ชาแนลเข้าเทคโอเวอร์สื่อต่างๆ

และที่คุณ "นาย ก" เขียนมาว่าเรื่องสาธารณสุขของเราทำได้ดีกว่าเขา ผมเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก มันต้องแยกให้ออกว่าดีกว่า หรือว่าทำได้คุณภาพเท่าเทียมกันแต่ราคาย่อมเยากว่า เพราะค่าเงินต่ำกว่า และไม่เคร่งครัดในเรื่องกฏหมายแรงงานพอที่จะเปิดโอกาสให้มีการกดค่าแรงเอากับแรงงานระดับล่าง

ถ้าสาธารณสุขของไทยดีกว่าจริง เราคงจะไม่ต้องเอาแต่แบมือคอยรับเทคโนโลยีทางการแพทย์และเภสัชกรรมจากที่อื่น เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ ใช่ไหมครับ จะให้สังคมที่มีแต่การปิดกั้นอย่างนี้สร้างนักคิดออกมา มันก็คงเหมือนกับจะให้หมูบินได้เหมือนนกนั่นละครับ




[กองเซนเซอร์ที่ไม่คิดจะเปิดใจรับรู้ความเป็นไปของโลก

คิดว่าเข้าใจผิด คนทำหนังไม่เคยมองผลกระทบที่จะมีต่อสังคมต่างหาก ฝีมือก็ไม่มี อย่างกรณีเกาหลีบอกได้เลยเกาหลีจะได้จ่ายด้วยราคาที่แพงกว่ารายได้ที่ได้จากอุตสาหกรรมภาพยนต์ที่ทำได้ไว้มาก เรื่องนี้ต้องคุยกันยาว แต่ถ้าจะยกให้เป็นตัวอย่างก็อย่างละครไทยครับรัฐได้ค่าสัมปทานไม่ถึงพันล้านบ้านต่อปีแต่รัฐต้องได้สื่อที่สอนให้คนเกลียดชัง ก้าวร้าว วิธีทำร้ายจิตใจ ค่านิยมผิด ๆ ความหวาดระแวง สร้างการยอมรับการนินทา อิจฉาริษยา พวกนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นแต่รัฐต้องจ่ายอย่างไม่รู้ตัวไม่ต่ำกว่าล้านล้านบาทต่อปี]

เขาพูดเรื่อง ค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น เรื่องพฤติกรรมด้านลบผมก็ได้เขียนไปมากแล้ว แต่เดาว่าเขาไม่ได้นับ "แรงบันดาลใจ" กับ "การกระตุ้นจินตนาการ" ที่ต้องเสียไปกับการเซ็นเซอร์เป็นค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น ถ้าจะให้เปรียบเทียบ ก็คงเหมือนกับที่เราเคยเซ็นเซอร์งานเขียนของมาร์ก ในขณะที่ประเทศอื่นๆนำงานเขียนเหล่านั้นไปวิเคราะห์ต่อยอด ทั้งในแง่มุมด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ไปจนถึงศิลป การแตกแขนงทางความคิดที่ต้องถูกตัดตอนจากการควบคุมการรับรู้ คุณ "นาย ก" ก็คงว่ามันไม่ใช่มูลค่าที่มองไม่เห็นหรอกครับ

คุณ "นาย ก" คงไม่ทราบว่า สำหรับหลายคน การได้ฟังเพลงที่ชอบ หรือได้ดูหนังที่ชอบ ทำให้พวกเขาหลายคนผ่านพ้นแต่ละวันไปได้ สุขภาพจิตที่ต้องสูญเสียให้กับการเซ็นเซอร์ เขาคงจะไม่นับรวมว่าเป็น "ค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น" หรอกครับ ก็ความคิดของเขามันหยาบได้ขนาดนั้น

โอ้ว .... แล้วยังไม่นับ อาการเกร็งในแวดวงศิลปะร่วมสม้ย หลังจากที่ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมเข้ามามีอำนาจ การคิดแบบเกร็งๆมันก็บั่นทอนความคิดสร้างสรรค์ไปได้มากมายทีเดียวครับ และก็ไม่ใช่แต่คนในแวดวงศิลปะ หรือ ภาพยนตร์ เท่านั้นที่ต้องรู้สึกเกร็ง พวกวัยรุ่นก็ต้องรู้สึกเกร็งว่าจะถูกจับผิดเรื่องการแต่งตัว ผู้รักการชมภาพยนตร์อย่างผมก็ต้องรู้สึกหงุดหงิดกับการถูกริดรอนเสรีภาพ บางครั้งความหงุดหงิดมันก็ดูดเอาเวลาและพลังงานที่ผมควรจะเอาไปใช้ในเรื่องงานหรือเรื่องอื่นที่มันสร้างสรรค์ได้มากทีเดียวครับ

และอย่างที่บอกละครับ เขาบอกว่า ถ้าไม่มีการเซ็นเซอร์ รัฐจะได้สื่อที่สอนให้คนเกลียดชัง ผมไม่แน่ใจว่าหนังที่ผมได้ดูจะทิ้งมลพิษทางจิตไว้ให้ผู้ชมเอาไปพัฒนาไปเป็นพฤติด้านลบได้หรือเปล่า แต่ผมพอจะบอกได้อย่างหนึ่งว่า การเซ็นเซอร์ที่คุณ "นาย ก" สนับสนุน มันบั่นทอนสุขภาพจิตของผู้ชมอย่างผมลงไปเยอะที่เดียวครับ มันทำให้ผมเกิดความเกลียดชังอย่างรุนแรง ในระดับที่ว่าหนังทุกเรื่องที่ผมได้ดูมาไม่สามารถจะทำได้ และผมมั่นใจครับว่าไม่ใช่ผมคนเดียวที่รู้สึกเช่นนั้น

ทีนี้ลองมาดู

["เรื่องที่ถูกทำให้เข้าใจผิดกันมากในอุตสาหกรรมภาพยนต์ไทยคือการเซ็นเซอร์ ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนต์ไม่พัฒนา ไม่เกี่ยวกันเลยครับ เหตุที่อุตสาหกรรม ภาพยนต์เราไม่พัฒนาถ้าเอาหลัก ๆ ก็มี 2 อย่าง 1. บท 2 ผู้กำกับ

1. บท นี้สังเกตุได้จากหนังที่ดูแล้วขาดเหตุผลอยู่ ๆ ก็มีใครไม่รุ้โผล่มาแล้วอยู่ ๆ ก็หายไปเฉย ๆ ไม่มีเหตุมีผลรองรับ ที่สำคัญดูไม่สนุกผูกเรื่องไม่ดีพอ ดูอย่างเรื่อง Whale Rider,เบนเฮอร์,Be With You,แดจังกึม,1 Litre of Tear (Series) ถามว่าโดนเซ็นเซอร์ไหมก็ไม่โดนแต่ก็เป็นหนังดีเรื่องหนึ่งเลย

2. ผู้กำกับ กำกับหนังไม่เป็นทำงานมักง่ายไม่วางแผนให้รัดกุมรู้ทั้งรู้ว่าต้องมีปัญหา ก็ใช้วิธีไปแก้เอาหน้างาน งานก็เละครับ วิธีการดำเนินเรื่องไม่แน่น ดูแล้วขาด ๆ เกิน ๆ ฯลฯ สุดท้ายคิดไม่ออกแทรกฉากผู้หญิงแก้ผ้าเหตุที่ใช้ฉากพวกนี้สังเกตุให้ดีเพราะ แถบจะไม่ต้องแก้อะไรเลยแค่จ้างผู้หญิงมาแก้ผ้าแค่นั้นแต่ทำให้หนังขายได้ "]

แล้วต่อด้วย

["แล้วอะไรที่ไม่โดนเซ็นแล้วเป็น บทที่ดี อย่างน้อย ๆ ก็ดูแล้วว่าสร้างสรรค์ มีพัฒนาการที่ดี

Lord of The Ring, Love Letter, Sinking of Japan,โหมโรง,แฟนฉัน " ]

กับ

["ถามว่าเซนเซอร์มีมานานแล้วแต่ทำไมหนังไทยไม่พัฒนา

อธิบายด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ง่าย ๆ ตลาดเรามีเพราะคนพร้อมที่จะจ่ายเงินถ้าหนังมีคุณภาพ แต่ปัญหาเดียวคือเราไม่มีผู้ผลิตครับ "]

วงการหนังจะพัฒนาหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้สร้างแต่ฝ่ายเดียวครับ มันขึ้นอยู่กับคุณภาพทางด้านสุนทรียะของผู้ชมด้วย และคุณภาพทางสุนทรียะของผู้ชมก็เป็นตัวชี้วัดว่า พวกเขามีเสรีภาพมากน้อยแค่ไหน สุนทรียะพัฒนาขึ้นได้ด้วยการได้รับโอกาสที่จะได้รู้ได้เห็น "อย่างรอบด้าน" ครับ สิทธิในการรับรู้ไม่ได้จำกัดแค่ภาพยนตร์เท่านั้น แต่รวมถึงข้อมูลข่าวสารทุกอย่าง ถ้ามีผู้ที่เต็มใจจะจัดหามานำเสนอ ก็ควรจะเปิดโอกาสให้ผู้ชมมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลจากทุกมุมโลกได้ตามความสนใจของพวกเขา ให้ข้อมูลอันหลากหลายจากการรับรู้มาปฏิสัมพันธ์กันจนเกิดการฟอร์มจิตสำนึกที่กว้างไกล ซับซ้อน และลึกซึ้ง ไม่ใช่ว่ามันจะเกิดขึ้นได้ด้วยการปิดกั้นจนแต่ละคนมีกรอบความคิดอันเป็นสูตรสำเร็จที่ตายตัว เหมือนอย่างที่ผู้ชมส่วนใหญ่ในประเทศนี้คิดว่าหนังที่ดูสนุก ควรจะมีรูปแบบที่ตายตัวอย่างไร ไม่คิดบ้างเหรอครับว่านั่นเป็นผลจากการถูกปิดกั้นเป็นเวลายาวนาน

เรื่องบทกับกระบวนการสร้างงาน มันก็คงจะต้องปล่อยให้ผู้สร้างเป็นผู้ตัดสินใจไม่ใช่เหรอครับ ก็มันหนังของพวกเขานี่ครับ ส่วนคุณค่าของหนังต่อผู้ชม ก็คงต้องให้ผู้ชมแต่ละคนเป็นคนตัดสินใจเอาเอง ไม่ใช่ให้คนอย่างคุณ "นาย ก" ไปเที่ยวเจ้ากี้เจ้าการตัดสินใจแทนใครอยางนี้ แน่นอนครับว่าหนังดีๆตามรายชื่อที่คุณ "นาย ก" ยกมาอ้างนั้น ไม่ค่อยได้มีใครสร้างเพราะไม่มีผู้ให้ทุน แต่อย่างน้อย ถึงไม่มีการเซ็นเซอร์ ก็ไม่ได้หมายความว่าหนังเหล่านั้นจะถูกห้ามสร้างนี่ครับ และการที่หนังในตลาดมีเนื้อหาไม่หลากหลาย นั่นเป็นเพราะกลไกตลาดที่ทำให้ค่ายหนังต้องสร้างหนังที่คิดว่าตลาดต้องการ ซึ่งอาจจะเรียกได้เช่นกันว่า กลไกตลาดก็คือข้อจำกัดรูปแบบหนึ่งที่จำกัดความหลากหลายของงานสร้าง มันเป็นแนวคิดที่ฟังดูแปลกประหลาดพิลึกเลยนะครับถ้า คุณ "นาย ก" คิดว่าความหลากหลายจะเพิ่มขึ้น ด้วยการเพิ่มข้อจำกัดอย่างการเซ็นเซอร์จากภาครัฐเข้าไปอีก ยิ่งดูเหมือนกับเอาสิ่งที่คอยสร้างปัญหามาใช้แก้ปัญหาเข้าไปอีก

ถ้านำกฏหมายเซ็นเซอร์ฉบับใหม่มาใช้ แล้วภาพยนตร์ที่หาดูได้ในท้องตลาดก็จะมีเหลือแต่ภาพยนตร์ดีๆตามแนวทางของกลุ่มผู้สนับสนุนการเซ็นเซอร์อย่างคุณ "นาย ก" ในขณะเดียวกัน เราก็คงต้องเสียหนังดีๆหลากหลายรูปแบบเพื่อแลกกับหนังดีๆในแนวทางแคบๆอย่างนั้น ถ้ามองจากมุมมองของคนในแวดวงศิลปะ (ศูนย์เฝ้าระวังไม่ได้เล่นงานแค่ภาพยนตร์อย่างเดียวครับ ยังสร้างความเสียหายให้กับศิลปะแขนงอื่นๆอีกเยอะเลยครับ) มองยังไงมันก็ไม่คุ้มครับ กับความหลากหลายที่ต้องเสียไป ถ้าแค่นี้มันแย่พอแล้ว ถ้าลองมามองในมุมมองของผู้บริโภคดูบ้าง ความเสียหายต่อเสรีภาพในการรับรู้รับชมของประชาชนทั่วๆไปมันยิ่งแย่กว่านั้นหลายเท่าเลยครับ

หนังที่เรียกได้ว่าดีนั้น อย่างที่ทราบนะครับว่ามันดีกันได้หลายแนวทาง เพราะคุณค่ามันพิจารณาได้หลายระดับ หนังบางเรื่องจำเป็นต้องมีเนื้อหาทางเพศเพื่อสำรวจธรรมชาติของมนุษย์ หนังบางเรื่องดีก็ตรงที่มีวิธีการนำเสนอที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ หนังบางเรืองมันดีแบบนามธรรมเสียจนอธิบายออกมาเป็นถ้อยคำไม่ได้ เพราะมันจะอธิบายให้เข้าใจได้ก็ด้วยภาพเคลื่อนไหวอันไม่ปะติดปะต่อที่ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดเท่านั้น เช่นเดียวกับดนตรี ทำไมดนตรีไซคีเดลลิคดีๆต้องมีบรรยากาศหลอนๆ ทำไมถึงไม่ไพเราะแบบพื้นๆ ทำไมความไพเราะของดนตรีคลาสสิคในยุคศตวรรษที่ยี่สิบจึงดูเหมือนว่ามันถอยห่างออกไปเป็นนามธรรมขึ้นเรื่อยๆ งานดีๆบางครั้งเราก็ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าหามันใช่ไหมครับ เพราะตัวผลงานบางครั้งก็เป็นฝ่ายเลือกผู้เสพย์ได้เช่นเดียวกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้เลือกหรือผู้ถูกเลือก ต่างฝ่ายต่างก็มีเสรีภาพที่จะเลือกใช่ไหมครับ เว้นเสียแต่ว่า ผู้เสพย์ที่ไม่ได้ถูกเลือกอย่างคุณ "นาย ก" จะเที่ยวหาเหตุมาสนับสนุนการแบน

ถ้าจะต้องเอาคุณค่าอันหลากหลายที่เราควรจะได้ ไปแลกกับความดีในระดับพื้นๆเท่าที่หาดูได้จากหนังที่คุณ "นาย ก" ยกมา (หรือเท่าที่สมองของพวกสนับสนุนการเซ็นเซอร์ อย่างคุณ "นาย ก" พอจะมองออก) หรือต้องทนเห็นความงามด้านภาพถูกทำลายด้วยการทำเบลอแล้วละก็ วิวัฒนาการทางปัญญาของประเทศนี้คงจะหยุดชะงัก และเราคงจะได้มีสติปัญญาแค่ในระดับเดียวกับคุณ "นาย ก" กันหมดแน่ครับ แหม ..... เห็นในลิสต์ของเขาก็มี Lord of The Ring ถ้าเขาทราบว่า ก่อนที่ Peter Jackson สร้างหนังเรื่องนี้ เขาสร้างหนังแนวไหนมาก่อน ผมยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเขาจะคิดยังไง ถ้าหนังอย่าง Bad Taste เป็นหนังที่ผู้กำกับคนเดียวกันนี้อยากทำ และถ้าเขาไม่ได้สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา หนังดีๆอย่าง Lord of The Ring ก็คงจะไม่ได้สร้างขึ้นมาแน่

ผมไม่คิดว่าเราจะได้ดูหนังที่หลากหลายขึ้นเมื่อนำเอาการเซ็นเซอร์ที่เข้มงวดเข้ามาใช้หรอกครับ ถ้าเป็นจริง ผู้สร้างคงจะเกิดอาการเกร็งจนต้องเลิกสร้างและหันไปประกอบอาชีพอย่างอื่น คุณ "นาย ก" คงจะคิดตามมุมมองของคนที่ไม่ได้รู้อะไรเลยเกี่ยวกับกระบวนการสร้างงาน ถ้าไปถามบรรดาผู้สร้างหนังดีๆที่อยู่ในสิสต์ของเขาดู ผู้สร้างเหล่านั้นคงไม่ต้องการให้งานของพวกเขาถูกควบคุมโดยบรรดาคณะกรรมการสมองอึเหล่านั้นหรอกครับ และถ้ามองในมุมมองของผู้ชมอย่างผม มันก็ขึ้นอยู่กับตัวผมด้วยว่าผมอยากดูอะไร บางวันผมก็ไม่อยู่ในอารมณ์อยากจะดูหนังดีๆ และผมคิดว่า การดูหนังที่เต็มไปด้วยความโสมม เพื่อลดแรงเสียดทานทางจิต บางทีก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการบำบัดได้อย่างหนึ่ง หรืออาจจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางจิต ให้ได้ตระหนักว่า สิ่งแย่ๆที่เห็นในหนังก็อาจจะพบได้ในชีวิตจริงเช่นกัน และแน่นอนครับว่า การดูหนังเลวๆไม่ควรถูกทำให้เป็นอาชญากรรม





ทีนี้ลองมาดูนี่ครับ

["คราวนี้ถ้าหนัง 4 เรื่องที่โชว์นมโดนแบบไปก็จะเหลือหนังเพียง 1 เรื่องที่ได้ฉายดังนั้นหนังเรื่องนั้นก็จะมีคนดู 100 คน ได้เงิน 10,000 บาท

จะส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด คนทำหนังดี ๆ สร้างสรรค์สังคมก็จะมีกำลังใจทำหนังต่อไป"]

ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ กับคำว่า "การประหยัดต่อขนาด" ไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไรแน่ ดูไปแล้ว วิธีการสื่อสารของเขามันชวนให้สับสนจริงๆครับ พวกสนับสนุนการเซ็นเซอร์นี่ ดูๆไปก็ไม่ต่างอะไรกับผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมเลยนะครับ ที่มักจะสื่อสารอย่างสับสนกับพวกสื่อมวลชน แต่ก็มักจะโทษว่าสื่อให้ข้อมูลสับสนทุกที และก็มักจะหาแพะมารับบาปแทนได้เรื่อยๆ

ถ้าจะให้ผมเดา คำว่า "การประหยัดต่อขนาด" นี่อาจจะหมายถึงว่า ถ้าสร้างหนังกันน้อยลง พวกผู้สร้างจะประหยัดเงินได้มากขึ้น หรืออาจจะเป็นว่า ถ้าดูหนังกันน้อยลง ผู้ชมแต่ละคนจะประหยัดเงินได้มากขึ้น

ถ้าเป็นกรณีแรก ผมก็ไม่รู้ว่าเขาเข้าใจความหมายของ "การลงทุน" ได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเป็นกรณีหลัง ที่เขาพยายามจะบอกว่า ผู้ชมทุกคนควรจะประหยัดเงินด้วยการลดการดูหนัง ดูได้ก็แต่เฉพาะหนังที่เขาเห็นว่าดี ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมว่าเขาคงจะคิดว่า กิจกรรมที่ทำในยามว่างทุกอย่างเป็นสิ่งสิ้นเปลือง เราไม่ควรจะหาความสุข ควรจะเอาพลังงานทั้งหมดไปทำงาน และเอาเงินที่เหลือ ไปใช้ช่วยเหลือผู้อื่น ความสุขเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ เราควรจะอยู่ไปวันๆอย่างไม่มีความสุขเพื่อรอวันตาย และชีวิตของเรามันอยู่เพื่อทุกคนในโลกยกเว้นตัวเราเอง

ถ้าเขาจะเที่ยวคาดคั้นให้ทุกคนเป็นได้อย่างนั้น ผมก็อยากทราบเหมือนกันว่าชีวิตเขาได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นไปแล้วบ้าง และถึงแม้เขาได้ทำจริงๆ ก็ไม่ควรจะเรียกร้องในสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นจากความสมัครใจ ต้องไม่ลืมนะครับว่า ทุกคนต่างก็มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองเป็นอันดับแรก รวมทั้งตัวเขาและคนที่เขาต้องการจะช่วยด้วยเช่นกันครับ

ถ้าทุกคนรู้จักคิดถึงตัวเองให้มาก (โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น) อย่างน้อยก็ให้มากพอที่จะรู้วิธีการพึ่งตัวเอง คิดเผื่อวันข้างหน้า เราคงไม่ต้องได้เห็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่เต็มไปหมดอย่างนี้ หรือบางที พวกที่ต้องการความช่วยเหลือ อย่างพวกคนจน แท้ที่จริงแล้วก็คือพวกที่ได้รับผลพวงจากความอยุติธรรม และในสังคมที่อยู่ใต้ระบอบเผด็จการมายาวนาน มันก็หาความยุติธรรมได้ค่อนข้างยากครับ คุณ "นาย ก" คงไม่ทันคิดว่า การเซ็นเซอร์หรือการปิดกั้นต่างๆที่เขาสนับสนุนนั้น ก็คือหนึ่งในกลไกที่พวกเผด็จการชอบใช้ในการรักษาอำนาจ ถ้าเขาสนับสนุนกลไกอย่างนี้ แล้วผมพอจะพูดได้หรือเปล่าครับว่า ตัวเขาเองก็คือหนึ่งในต้นตอของความอยุติธรรม ต้นตอความเดือดร้อนของบรรดา "ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ"
และถ้าเขาคิดว่าการชมภาพยนตร์เป็นสิ่งสิ้นเปลืองละก็ เขาคงจะไม่รู้ว่า ทุกอย่างก็ล้วนแต่มีค่าใช้จ่าย รวมทั้ง "การมีชีวิตอยู่" ด้วยเช่นกัน ทุกกิจกรรมที่ทำแล้วได้ความสุขในยุคนี้ ก็ล้วนแต่ต้องมีค่าใช้จ่าย อาจจะไม่ได้อยู่ในรูปของเงินเสมอไป แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นค่าใช้จ่าย มันมีกิจกรรมเพื่อแสวงหาความสุขอีกหลายล้านอย่างที่มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการดูหนังหลายเท่า ทั้งค่าใช้จ่ายต่อตัวผู้ทำ ค่าความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม อย่างเช่นกีฬาบางประเภทที่พวกคนรวยชอบเล่น แต่คุณ "นาย ก" เขาก็ยังคิดจะมาไล่บี้เอากับกิจกรรมที่นอกจากจะให้ความบันเทิงแล้ว ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นจินตนาการด้านภาพด้วยอย่างนี้แล้ว ผมก็คิดว่า แทนที่เขาจะเอาพลังงานมาเที่ยวก้าวก่ายเสรีภาพของผู้อื่น มันก็จะเป็นประโยชน์มากกว่าถ้าเขาใช้มันไปช่วยคนที่เขาอยากช่วย

PC'S COMMENTS ON THAI CENSORSHIP (2)

จริงหรือไม่ที่สื่อต่างๆเป็นต้นตอของพฤติกรรมด้านลบในระดับปัจเจก? หรือมันเกิดจากปัจจัยอื่น

ผมเองก็เชื่อเหมือนกันครับว่า ทุกสิ่งที่เราได้พบเจอตลอดช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโต ทั้งจากประสบการณ์ในชีวิตจริง และ สิ่งที่ได้รับรู้ผ่านสื่อ ต่างก็ทำให้เราเป็นอย่างที่เราเป็น ถ้าเป็นเช่นนั้น ในกรณีของตัวผมเอง สื่อต่างๆ (ไม่จำกัดเฉพาะภาพยนตร์) ส่งผลต่อโลกทัศน์ของผมในแง่ที่ว่า การได้รับรู้มุมมองของผู้สร้าง ทำให้ผมได้ฉุกคิดและตั้งคำถามต่อสภาพรอบๆตัว ถ้าจะนับว่า การเคลือบแคลงต่อระบบอำนาจหรือผู้ที่กุมอำนาจเป็นพฤติกรรมด้านลบอย่างหนึ่ง ผมก็คงต้องยอมรับว่าที่ผมเป็นเช่นนั้นมันเกิดจากอิทธิพลของสื่อ โชคดีที่พฤติกรรมด้านลบของผมมันยังไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร ผมยังสงสัยอีกว่า ทุกอย่างที่เกิดจากอิทธิพลของสื่อ อย่างเช่น อิทธิพลต่อการแต่งกายของวัยรุ่น เสรีภาพทางเพศที่มาพร้อมกับการป้องกัน (ในกรณีที่ข้อมูลเรื่องการป้องกันไม่ได้ถูกปิดกั้นไปด้วย) ถ้ามันไม่สร้างความเดือดร้อน ควรจะถือเป็นพฤติกรรมด้านลบด้วยหรือไม่?

ถ้าสื่อมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนจริงๆแล้วละก็ อิทธิพลของมันน่าจะส่งผลครอบคลุมต่อทุกคนที่ได้รับชมใช่ไหมครับ แต่ปรากฏว่าในจำนวนผู้ชมนับล้านที่รับชมผลงานชิ้นเดียวกัน กลับมีแค่สองสามคนที่แสดงพฤติกรรมออกมาจนเป็นข่าว ซึ่งถ้าเทียบดูแล้ว จำนวนมีน้อยกว่าเด็กที่ตีกันหลังเกมการแข่งขันกีฬาด้วยซ้ำ ถ้าตัดสินกีฬาด้วยตรรกะแบบเดียวกับที่ตัดสินสื่อ จะบอกได้ไหมครับว่ากีฬาส่งผลต่อความก้าวร้าวในหมู่วัยรุ่นได้เหมือนกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว กีฬาก็คือการจำลองสภาพการต่อสู้ของคู่ปรปักษ์ในสงคราม เพียงแต่นำกติกามาบังคับใช้เพื่อให้ดูศิวิไลซ์ขึ้นเท่านั้น นี่ยังไม่นับอันตรายจากการแข่งขันที่เกิดกับตัวผู้เล่น แต่ทำไมสังคมจึงมีสองมาตรฐานเอากับสื่อ นั่นคงเป็นเพราะกีฬาส่งเสริมแนวคิดเรื่องการเป็นสมาชิกของกลุ่ม ซึ่งเข้าทางแนวความคิดเรื่องแบบชาตินิยม ที่ผู้กุมอำนาจต้องการสนับสนุน ในขณะที่ความบันเทิงหรือสุนทรียะที่ได้จากการเสพย์สื่อ หรือ งานศิลปะอื่นๆ มันส่งเสริมความเป็นปัจเจกให้เด่นชัดขึ้น

ถ้าจำนวนผู้ที่แสดงพฤติกรรมด้านลบมีน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ชมทั้งหมด มันก็น่าจะกล่าวได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากอิทธิพลของสื่อที่ควรจะส่งผลต่อผู้ชมทั้งหมดในวงกว้าง แต่อาจจะเกิดจากปัจจัยเฉพาะของตัวผู้ก่อเหตุเอง ปัจจัยที่คนเหล่านั้นได้รับรู้จากชีวิตจริง อย่าง ปัจจัยด้านภูมิหลังทางครอบครัวหรือสภาพสังคมที่แวดล้อมตัวพวกเขาตลอดระยะเวลาที่พวกเขาเติบโต ที่ทำให้คนเหล่านั้นมีพัฒนาการที่ไม่ปรกติ ความไม่ปรกตินี่เองที่ติดตัวพวกเขาอยู่ตลอดเวลา และมันพร้อมจะแสดงผลได้ทุกเมื่อถ้าได้พบสิ่งยั่วยุ ถ้าเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งที่พวกเขาได้พบเห็นรอบตัวก็สามารถเป็นสิ่งยัวยุได้ทั้งสิ้น

ทีนี้ลองมาพิจารณาดูว่า ถ้าประสพการณ์จากชีวิตจริงต่างหากที่เป็นสาเหตุหลัก ซึ่งสามารถส่งผลต่อบุคลิกภาพและความสามารถในการควบคุมตัวเองได้มากกว่าสื่อแล้ว ผมก็พอจะบอกได้เหมือนกันใช่ไหมครับว่า ทุกอย่างที่ทำให้ทุกคนเป็นอย่างที่ได้เป็นมันก็น่าจะเริ่มมาจากครอบครัว ซึ่งเป็นจุดแรกที่กำหนดมุมมองต่อโลกและชีวิตให้กับทุกคน รวมทั้ง "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" ทั้งหลายเช่นเดียวกันครับ แม้ว่าพวกเขาบางคนอาจจะบรรลุนิติภาวะแล้ว อย่างน้อย พวกเขาก็เคยเป็นเด็กกันมาก่อนทั้งนั้น ถ้าความไม่พร้อมทั้งหลายมันเกิดจากครอบครัวที่แวดล้อมวัยเด็กของพวกเขา เราก็น่าจะมาดูกันหน่อยนะครับว่าสภาพครอบครัวในประเทศนี้มันเอื้อต่อ "ความไม่พร้อม" กันได้ขนาดไหน เราอาจจะเจอปัจจัยที่เอื้อต่อพัฒนาการที่ไม่ปรกติอยู่เต็มไปหมดเลยนะครับ

เมื่อไม่กี่วันมานี่เองครับ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีรายงานออกมาว่า หนึ่งในสี่ของครอบครัวไทย มีการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัว หนึ่งในสี่เชียวนะครับ !!! ผมลองจินตนาการดูเล่นๆถึงเด็กๆจากครอบครัวเหล่านั้นว่ามีด้วยกันกี่เปอร์เซนต์ของจำนวนเยาวชน มันไม่น้อยเลยนะครับ

แม้ว่าความสัมพันธ์ของสาเหตุและผลลัพธ์อาจจะแสดงออกมาได้ในรูปแบบที่คาดไม่ถึง อย่างความรุนแรงในครอบครัวอาจจะแสดงออกมาในรูปแบบอื่นแทนที่จะเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวในหมู่วัยรุ่น และก็เช่นเดียวกันที่ว่า พฤติกรรมก้าวร้าวก็อาจจะไม่ได้มีที่มาจากการได้เห็นความรุนแรงที่เป็นรูปธรรมก็ได้ เด็กที่มีพฤติกรรมรุนแรงอาจจะไม่ได้เป็นเพราะเขาถูกทุบตี หรือได้เห็นพ่อแม่ใช้กำลังต่อกัน แต่อาจจะมาจากการที่ต้องทนอยู่ใต้ระเบียบข้อบังคับอันเข้มงวดเกินความจำเป็น การถูก "ปิดกั้น" อย่างต่อเนื่องจากกิจกรรมอันหลากหลายที่จะช่วยให้พวกเขาได้ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นตามวัย ทั้งยังระบบจารีตที่กันพวกเขาออกจากการเรียนรู้ในทุกๆแง่มุมของชีวิตอย่างรอบด้าน เหมือนอย่างที่ "การปิดกั้น" ได้ส่งผลในระดับมหภาคต่อประชากรในสังคมที่เคร่งจารีต สิ่งเหล่านี้จะสั่งสมภาวะคับข้องใจนทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนถูกบีบให้เข้ามุมอับ เวลาและพลังงานส่วนใหญ่ต้องมาหมดไปกับการต้องทนมีชีวิตอยู่อย่างเกร็งๆตลอดเวลา ผลที่เกิดจากความรุนแรงเชิงโครงสร้างเหล่านี้ก็อาจจะแสดงออกในรูปความรุนแรงที่เป็นรูปธรรมได้เช่นเดียวกัน

เมื่อผมลองเอาปัจจัยพวกนี้อย่างมารวมกันเข้า หนึ่งในสี่ของครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงอย่างเป็นรูปธรรม กับส่วนที่เหลือที่อาจจะเป็นพวกเก็บกดเพราะถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง นี่ผมพูดถึงเด็กจากครอบครัวชนชั้นกลางที่ผู้ปกครองเป็นผู้มีการศึกษาเท่านั้นนะครับ ยังไม่นับพวกเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนด้วยซ้ำ มันก็คงจะไม่แปลกหรอกนะครับที่ระดับไอคิวเฉลี่ยของเด็กไทยจะค่อนข้างต่ำ และผมก็ไม่เชื่อว่าเป็นเพราะเด็กพวกนั้นขาดสารไอโอดีนอย่างที่รัฐบาลเคยพูดเอาไว้

ไม่ใช่ว่าผมจะยอมรับกับพฤติกรรมด้านลบของพวกเขานะครับ แต่มันก็พอจะเป็นที่เข้าใจกันได้ ที่เด็กพวกนั้นจะสะสมความโกรธและระบายออกมาด้วยการต่อต้านสังคม ถ้าต้องมีชีวิตอยู่ภายใต้ความรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกจ้องจับผิดตลอดเวลา อย่าว่าแต่เด็กเลยครับ แม้แต่คนในวัยไกล้สี่สิบอย่างผมก็ยังรู้สึกโกรธ อย่างเช่นความรู้สึกแย่ๆที่สะสมมาเป็นปีๆ (กระทรวงวัฒนธรรมตั้งขึ้นในปี 2002 ตอนนี้มันก็ห้าปีมาได้แล้วใช่ไหมครับ) จากการที่ต้องทนดูหนังที่ถูกเซ็นเซอร์อย่างน่าเกลียด ทั้งๆที่ไม่เคยคิดว่าต้องมาเจอเรื่องอย่างนี้ในยุคที่เสรีภาพส่วนบุคคลควรจะเปิดกว้างมากขึ้น ความรู้สึกอึดอัดในเวลานี้มันก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความสะอิดสะเอียนกับการที่ต้องเกิดมาเป็นคนไทย กับมีชีวิตอยู่ภายใต้วัฒนธรรมอำนาจนิยมแบบไทยๆ ที่ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมพยายามจะสืบทอดเอาไว้ รู้สึกคลื่นไส้ทุกครั้งกับการที่ต้องสูดอากาศหายใจร่วมกับพวกประชากรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของรัฐเผด็จการ อย่างคุณ "นาย ก"

ถ้าคนอายุขนาดผมยังรู้สึกได้ถึงขนาดนี้ แล้วพวกเด็กๆที่ยังไม่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองพวกนั้นล่ะครับ ทุกๆวันพวกเขาจะรู้สึกยังไงกันบ้างที่ต้องได้เจอกับการจัดระเบียบทั้งหลายแหล่ ทั้งในบ้านและในโรงเรียน ผมไม่สงสัยหรอกครับว่า ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนี้ที่ผ่านช่วงวัยรุ่นมาได้ ถ้าไม่เติบโตมาเป็นพวกที่นิยมความรุนแรง (ทั้งที่เป็นรูปธรรมและเชิงโครงสร้าง) หรือ "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" ทั้งหลายแหล่ ก็คงจะกลายเป็นพวกที่เฉื่อยเนือย หมดแรงกระตุ้นต่อการมีชีวิต เพราะได้ถูกยัดเยียด "ความชราภาพ" ก่อนที่จะได้เข้าสู่วัยหนุ่มสาวเสียอีกครับ ตัวผมเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

***** แล้ว ตกลงสื่อ "ยั่วยุ" ให้ "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" เหล่านั้นมีพฤติกรรมอย่างที่เขามี หรือเขามีพฤติกรรมอย่างนั้นเพราะปัจจัยเฉพาะตัวของพวกเขาเอง แล้วพวกเขาก็ดึงเอาสิ่งที่พวกเขาได้พบเห็นจากสื่อมารองรับความไม่ปรกติที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ถ้าพวกเขาพบว่าสิ่งที่สื่อนำเสนอมันสอดคล้องกับความต้องการอันไม่ปรกติของพวกเขา *****

ถ้าพวก "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" นั่นบรรลุนิติภาวะกันแล้ว มันก็คงจะไม่มีข้ออ้างให้กับพฤติกรรมของพวกเขากันอีกต่อไป ไม่ว่าภูมิหลังทางครอบครัวจะมีปัญหามากแค่ไหน อย่างน้อยพวกเขาก็ต้องโตพอที่ควรจะรู้ว่า ไม่ควรเอาปัญหาของเขาไปลงกับคนอื่นๆที่ไม่รู้ว่าปัญหาของพวกเขาคืออะไร ถ้าทำผิด ก็ต้องว่ากันไปตามความผิดที่พวกเขาต้องรับกันไปเต็มๆ ไม่ใช่จะโยนความรับผิดชอบไปให้กับสื่อ



แต่ถ้าพวกเขายังไม่บรรลุนิติภาวะ ก็นับว่าควรจะอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครองของพวกเขา ความเสียหายที่พวกเขาก่อจะต้องเป็นความรับผิดชอบของคนที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างปฏิเสธไม่ได้ครับ ใช่ไหมครับ เพราะมันเป็น "หน้าที่" ที่พวกผู้ปกครองเหล่านั้นที่จะต้องให้การดูแล และอบรม ใช่ไหมครับ?

ปัญหาที่เกิดจากพวกเด็กที่ยังไม่พร้อมก็คือพ่อแม่ไม่ให้การอบรมที่ดีพอ เนื่องจากตัวของพวกพ่อแม่ผู้ปกครองเองก็ยังไม่พร้อม เมื่อลองคิดต่อยอดไปอีกทีว่า ทำไมถึงคิดจะมีลูกกันทั้งๆที่ยังไม่พร้อม มันเป็นไปได้ไหมครับว่า ส่วนหนึ่งเป็นเป็นเพราะวิธีคิดของคนไทยอันเกิดจากวัฒนธรรมของเราเอง ที่ทำให้การมีครอบครัวมันกลายเป็นหน้าที่ทางสังคมที่ทุกๆคนต้องทำ หรือต้องคิดล่วงหน้าเมื่อถึงช่วงอายุหนึ่ง

ทำไมประเทศนี้ถึงเต็มไปด้วยพวกเด็กที่ยังไม่พร้อม? อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ เป็นเพราะเด็กพวกนั้นเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ผู้ปกครองของพวกเขายังขาดความพร้อม ซึ่งไม่ได้หมายถึงความพร้อมทางการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความพร้อมทางด้านเวลาที่จะให้การอบรมดูแล รวมทั้งวุฒิภาวะของตัวพ่อแม่เอง ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมพวกพ่อแม่ผู้ปกครองเหล่านั้นถึงยังคิดจะมี่ลูกกันทั้งๆที่ยังไม่พร้อม หรือไม่เคยได้ตระหนักถึงความไม่พร้อมของตน? ถ้าไม่นับกรณีการมีบุตรนอกสมรส เหตุผลหลักของการดันทุรังสร้างครอบครัวก็น่าจะเป็นเหตุผลทางด้านวัฒนธรรม ที่ปลูกฝังแนวความคิดเรื่องการมีครอบครัวว่ามันถือเป็นหน้าที่ๆสำคัญทางสังคมอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ทุกๆคนต้องทำหรือต้องคิดถึงเรื่องนี้เมื่อถึงช่วงอายุหนึ่ง จนทำให้ชีวิตในแต่ละช่วงวัยดูเป็นสูตรสำเร็จ รูปแบบการมีชีวิตมีอยู่เพียงมิติเดียวเท่านั้น การใช้ชีวิตตามลำพัง หรือการใช้ชีวิตคู่โดยไม่มีบุตรหรือสร้างข้อผูกมัดระหว่างกันเพื่อให้สังคมมาร่วมรับรู้ จะถือว่าเป็นวิถีชีวิตที่อยู่นอกเหนือสูตรสำเร็จ และเป็นแบบอย่างการใช้ชีวิตที่วัฒนธรรมอันดีงามของเราไม่ให้การยอมรับ

ซึ่งก็คงจะด้วยเหตุผลนี้แหละครับที่ทำให้พวกพ่อแม่ผู้ปกครองเหล่านั้นปั๊มลูกกันออกมาได้เรื่อยๆ เพียงเพื่อจะพบว่ามันเป็นภาระที่เรียกร้องจากพวกเขามากกว่าที่เคยคิด ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นควรจะฉุกคิดได้ว่า การมีลูกมันไม่ใช่ "หน้าที่" ที่ทุกคนต้องทำ แต่ถ้าจะทำแล้ว มันก็เป็น "หน้าที่" ของพวกเขาเช่นกันที่จะต้องตระหนักว่า สิ่งที่พวกเขาทำ เป็นเพียงแค่การตอบสนองความต้องการให้กับตัวเองเท่านั้น พวกเขาไม่ได้ทำเพื่อใครทั้งสิ้นนอกจากตัวเอง รวมทั้งไม่ได้ทำเพื่อเด็กที่พวกเขาดึงเข้ามาเวียนว่ายบนโลกใบนี้ด้วยซ้ำ เพราะเด็กคงจะตอบพวกเขาไม่ได้หรอกครับว่าอยากจะเกิดมาบนโลกใบนี้หรือเปล่า อยากจะมีชีวิตอยู่ในสังคมของพวกพ่อแม่ของพวกเขาหรือเปล่า อยากจะอยู่ในประเทศที่มีวัฒนธรรมที่นิยมการปิดกั้นแบบนี้หรือเปล่า เด็กไม่ได้เป็นฝ่ายเลือกเลย นอกจากต้องเกิดมารับรู้ความเป็นไปบนโลกเหมือนถูกมัดมือชก ในขณะสังคมไทยยังคงเชื่อกันอย่างผิดๆว่า การให้กำเนิดถือได้ว่าเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวง เป็นบุญคุณที่พวกผู้ปกครองมักจะยกขึ้นมาลำเลิกเวลาที่จะเรียกร้องให้เด็กๆของพวกเขาทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่บุญคุณ แต่เป็นเพียงแค่การสนองความอยากมีลูกให้กับตัวเอง

***** แต่เมื่อพวกเขาคิดจะมีขึ้นมาให้ได้ มันก็เป็น "หน้าที่" อีกเช่นกันที่พวกเขาต้องตระหนักว่า เมื่อมันเป็นแค่การสนองความอยากให้กับตัวเองเท่านั้น ความรับผิดชอบทุกอย่างในการอบรมดูแลให้ลูกๆของพวกเขามี "ความพร้อม" มันเป็นความรับผิดชอบของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาไม่มี "สิทธิ" ที่จะโยนภาระที่พวกเขาก่อขึ้นไปให้กับคนอื่นๆที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นไปกับความต้องการของพวกเขาได้เลย และต้องตระหนักด้วยว่า ไม่ใช่ว่าภาระของการเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองจะยิ่งใหญ่เหนือกว่าภาระของคนอื่นๆ การเป็นพ่อแม่ไม่ได้ให้ "อภิสิทธิ์" กับพวกเขาที่จะไปเที่ยวคาดคั้นว่ามันเป็น "หน้าที่" ของทุกๆคนที่ต้องคอยอำนวยความสะดวกให้กับพวกเขา เพราะมันก็อยู่นอกเหนือ "ขอบเขตทางด้านสิทธิ" ของพวกเขาที่จะเอาแต่เรียกร้องผ่านกลไกรัฐเพื่อบีบให้ทุกคนต้องหลีกทางให้ เมื่อพบว่าเสรีภาพของทุกๆคนมันเป็นอุปสรรคอยู่บนเส้นทางแห่งภาระกิจการเป็นพ่อแม่ของพวกเขา ดังนั้นทุกๆคนจะต้องมาคอยเสียสละเสรีภาพเพื่อแบ่งเบาภาระให้ เพราะพวกเขาก็ต้องตระหนักเช่นเดียวกันว่า คนอื่นๆก็มีภาระหน้าที่ของตัวเองเช่นเดียวกัน และทุกๆคนก็มีเวลาส่วนตัวในชีวิตอันจำกัดที่จะสนองความต้องการในการเก็บเกี่ยวประสพการณ์ให้กับชีวิต ซึ่งก็ตัองนับได้ว่าเป็นภาระกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งของการมีชีวิต *****

เท่าที่ผมพอจะคิดออก มันมีสิ่งที่คนที่คิดจะเป็นพ่อแม่ทุกคนจะต้องทำ ถ้าคิดจะเป็นพ่อแม่ที่รับผิดชอบ ผู้ที่คิดจะเป็นพ่อแม่ต้องประเมินสถานภาพของตนเองไว้ล่วงหน้าว่ามีความพร้อมแต่ไหน ทั้งทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสแน่นแฟ้นขนาดไหน ถ้ามีอุปสรรคใดๆเกิดขึ้น จะยังคงรักษาสัมพันธภาพนั้นไว้ได้ดีแคไหน และยังต้องพิจารณาความมั่นคงทางการเงินด้วย ว่ามีเงินมากพอที่จะซื้อเวลามาดูแลลูกๆกันไหม สภาพแวดล้อมรอบๆตัวเป็นยังไงกันบ้าง เต็มไปด้วยมลภาวะหรือเปล่า ถ้ายังมีความจำเป็นจะต้องอยู่ในที่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ ก็ต้องคิดว่ามันคุ้มกันไหมที่จะให้เด็กเกิดมามีชีวิตในที่อย่างนี้ ถ้ายังยืนยันจะมี ก็ต้องคิดล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรเมื่อเด็กเกิดมาแล้วจะได้รับการดูแลอย่างที่เด็กสมควรได้รับ จะอบรมอย่างไรเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเข้าถึงช่วงวัยรุ่น เพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการได้ตามวัย และเพื่อให้เด็กมีโอกาสได้สนองตอบความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติในแต่ละช่วงวัยโดยที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

ที่สำคัญที่สุดก็คือ พ่อแม่ต้องอบรมให้เด็กรู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่เด็กจำเป็นจะต้องรู้เพื่อที่จะได้เป็น "ผู้ที่มีความพร้อม" สิ่งเหล่านี้จะสำเร็จลงได้ก็ต่อเมื่อผู้ปกครองทั้งหลายไม่นำเอาปัจจัยต่างๆที่เอื้อต่อความไม่พร้อมมาสร้างเงื่อนไขอันเป็นมลพิษทางจิดให้กับเด็ก ซึ่งก็คือ ไม่สร้างความกดดันที่ไม่จำเป็น ไม่นำเอาความรุนแรงทุกรูปแบบ (ทั้งทางกายภาพและเชิงโครงสร้าง) มาบังคับใช้กับเด็ก ไม่นำกรอบจารีตในยุคสมัยของพ่อแม่มาเป็นตัวตัดสินเด็ก พร้อมๆกับต้องตระหนักว่า เมื่อพ่อแม่ได้รับประสพการณ์ดีๆในยุคสมัยของตนเองไปแล้ว เด็กๆเหล่านั้นก็มียุคสมัยของพวกเขาเช่นเดียวกัน และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือ ทุกๆอย่างที่พวกเขาต้องทำในการเลี้ยงดูลูกๆ จะต้องไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและความสงบสุขของผู้อื่นด้วยครับ

ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องระลึกตลอดเวลาว่ามันเป็น "หน้าที่" ขั้นพื้นฐานที่สุดของการเป็นพ่อแม่ที่รับผิดชอบ ผมเข้าใจครับว่าการเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็อย่างที่บอกละครับว่าการมีลูกมันไม่ใช่ความจำเป็น และไม่ใช่หน้าที่ๆทุกคนต้องมี ที่พวกเขาทำกันอยู่ก็เป็นแค่เพียงแค่การสนองความอยากให้กับตัวเองกันทั้งนั้น แต่เมื่อดึงเด็กลงมาเกิดแล้ว นอกจากจะต้องรับผิดชอบในฐานะพ่อแม่แล้ว ยังต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้อื่นในสังคม ด้วยการให้ความเคารพสิทธิคนอื่นๆที่อาจจะต้องได้รับผลกระทบจากการเลี้ยงดูลูกๆของพวกเขาด้วยเช่นกันครับ สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักเสมอก็คือ การเป็นพ่อแม่ ไม่ได้หมายถึงการเป็น "อภิสิทธิ์ชน" ความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากพฤติกรรมด้านลบของลูกๆของพวกเขา มันก็คือตัวสะท้อนถึงความบกพร่องในการอบรมเลี้ยงดูของพวกเขาเองเท่านั้น

เมื่อผลแห่งความบกพร่องปรากฏให้เห็นแล้ว อาจจะแสดงออกมาในรูปพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ต่างๆ "หน้าที่" อันดับแรกผู้ปกครองต้องทำก็คือสำรวจความบกพร่องของตน พฤติกรรมด้านลบของเด็กอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ อย่าง การสร้างความกดดันด้วยการปิดกั้น การปล่อยปละละเลย หรือ การตามใจจนเคยตัว ระดับความพอดีที่อยู่ระหว่าง การเคี่ยวเข็นกับการตามใจ หรือระหว่าง การเอาใจใส่กับการให้อิสระ เป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนต้องศึกษาให้ถ้วนถี่ก่อนที่จะมีลูกกันด้วยซ้ำ มันเป็น "หน้าที่" ครับ แต่เดาว่าผู้ปกครองชาวไทยมักไม่ค่อยทำกัน เพราะพวกเขามักจะสับสนว่าเรื่องใดที่ควรจะเคี่ยวเข็น และเรื่องใดที่ควรจะตามใจ การอบรมดูแลก็เลยขาดความสมดุลย์ เด็กไม่ควรจะถูกเคี่ยวเข็นในเรื่องความสำเร็จ แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะทำ เพราะความสำเร็จของเด็กมักจะเป็นหน้าเป็นตาให้กับพ่อแม่ไปด้วย และพ่อแม่ไม่ควรตามใจในเรื่องที่เด็กอาจจะสร้างความเดือดร้อนหรือละเมิดสิทธิของผู้อื่น แต่พ่อแม่ชาวไทยส่วนใหญ่ก็มักจะละเลยในเรื่องนี้ ที่เจอบ่อยๆก็คือ เวลาที่เด็กส่งเสียงดังในที่ๆต้องการความสงบ พ่อแม่ก็มักจะไม่ค่อยห้าม

บางครั้งการเป็นพ่อแม่ก็ทำให้คนเห็นแก่ตัวกันได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยนะครับ จำได้ว่า ผมได้ดูรายการไอทีวีในช่วงดึก จำชื่อรายการไม่ได้แล้วแต่เป็นสกู๊ปพิเศษเกี่ยวกับพวกแกงค์มอเตอร์ไซด์ซิ่ง มีการสัมภาษณ์สมาชิกคนหนึ่งในแก๊งค์ว่า ทำไมพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กเหล่านั้นถึงได้ปล่อยให้ลูกๆของพวกเขาทำอย่างนี้ ทั้งๆที่มันเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยของผู้อื่น คำตอบที่ชวนให้ขนลุกก็คือ พ่อแม่บางคนนอกจากจะไม่ห้าม ยังสนับสนุน เพราะคิดว่า ยังไงถ้าห้ามกันไม่อยู่แล้ว ปล่อยให้ไปซิ่งมอเตอร์ไซด์มันก็ยังดีกว่าให้เด็กไปติดยา ถ้าลูกๆของพวกเขาอยู่ได้จนถึงอายุสามสิบ ก็เท่ากับว่าเข้าสู่ระยะปลอดภัยแล้ว ก็เลยปล่อยให้ทำกันโดยไม่ต้องไปสนใจว่า ลูกๆของพวกเขาได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นกันไปเท่าไร มีคนที่ต้องประสพกับอันตรายบนท้องถนนเพราะพฤติกรรมเหลือขอของเด็กพวกนั้นกันไปกันกี่คน ด้วยรถที่ซื้อมาจากเงินของพวกเขา วิ่งด้วยค่าน้ำมันที่ออกมาจากกระเป๋าสตางค์ของพวกเขา ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น มันก็น่าจะเข้าข่ายสมรู้ร่วมคิดด้วย พวกพ่อแม่เหล่านั้นก็ควรจะมีส่วนรับผิดชอบไม่น้อยไปกว่าเด็กพวกนั้น แต่การเป็นพ่อเป็นแม่ บางทีก็ไม่ต้องคำนึงถึง "สิทธิ" ของผู้อื่นที่ต้องใช้ถนนร่วมลูกๆของพวกเขาเลยก็ได้ หรือถ้ารถโดนตำรวจยึด บางทีผู้ปกครองเหล่านั้นก็ปล่อยให้รถถูกยึดไปเลย ไม่ต้องมารับรถกลับ ถ้าเด็กๆต้องการจะซิ่งต่อ ก็คงต้องไปออกมอเตอร์ไซด์คันใหม่มาให้

นี่คือตัวอย่างของพฤติกรรมด้านลบจากการตามใจ ยังมีอีกเป็นล้านที่เกิดขึ้นจากการเคี่ยวเข็นที่เกินพอดี พฤติกรรมเหล่านั้นเป็นอาการของโรคร้ายที่สะสมมาเป็นเวลานาน สิ่งสำคัญที่ต้องแยกแยะก็คือ พฤติกรรมบางอย่าง แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนับสนุน แต่ถ้ายังไม่สร้างความเดือดร้อน เด็กเหล่านั้นก็ยังไม่ควรถูกปฏิบัติเหมือนกับเป็นอาชญากร แต่ถ้าพวกเขาล้ำเส้น สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นขึ้นมา ผมบอกได้เลยครับว่า สิ่งสุดท้ายที่ผู้ปกครองเหล่านั้นจะทำก็คือ "หน้าที่" ของพวกเขาที่จะต้องพิจารณาตัวเอง และก็ถือเป็นโชคดีของพวกผู้ปกครองเหล่านั้นที่มักจะมีคนคอยหาข้ออ้างให้ มีพวกนักวิชาการกำมะลอ และพวกศูนย์เฝ้าระวัง รวมทั้งคนอย่างคุณ "นาย ก" ที่คอยแก้ตัวให้กับพวกเขาว่า มันไม่ใช่ความผิดของพวกเขา พวกเขาสามารถเลี่ยง "หน้าที่" ที่ต้องสำรวจตัวเองได้ ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของสื่อ และเสรีภาพอันเสื่อมทรามที่เรารับมาจากตะวันตก สิ่งที่พวกเขาควรทำก็คือ สนับสนุนหน่วยงานรัฐด้วยการเข้าร่วมเครือข่ายเฝ้าระวัง หรือสนับสนุนพวกนักการเมืองที่มีนโยบายจัดระเบียบทั้งหลาย หรือถ้าจะให้ดี ก็ช่วยกันออกมากดดันรัฐบาลให้ยกระดับหน่วยงานด้านการเฝ้าระวังให้เป็นกรมขึ้นมา พวกผู้ปกครองเหล่านี้จะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความผิดพลาดของตัวเอง ไม่ต้องรู้สึกผิดกับวิธีที่พวกเขาปฏิบัติกับลูกๆ เพราะตอนนี้พวกเขามีแพะ อย่างเช่น สื่อต่างๆให้เล่นงาน และมีศูนย์ระวังทางวัฒนธรรม (ที่ทักษิณตั้งมากับมือเพื่อจะโหนกระแสคนพวกนี้โดยเฉพาะ) คอยทำงานให้

ที่น่าเศร้าก็คือ ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมาก เชื่อไปจริงๆว่า ความเลวร้ายทั้งหมดนี้เกิดจากอิทธิพลของสื่อ ดูคุณ "นาย ก" เป็นตัวอย่าง มันน่าแปลกนะครับที่คุณ "นาย ก" ไม่คิดจะเรียกร้อง "หน้าที่" เอาจากพ่อแม่ผู้ปกครองพวกนี้เลย เขากลับบอกว่าสื่อผิดที่นำเสนอสิ่งยั่วยุ สร้างกระแส ผู้ชมอย่างผมก็ผิดที่ไปสนับสนุนสื่อเหล่านั้น ทุกคนผิดหมดเลย ยกเว้นแต่ตัวพ่อแม่ผู้ปกครองที่บกพร่องใน "หน้าที่" ของตัวเอง โดยที่ลืมกันไปว่า เด็กจะมีสุขภาพจิตที่เข้มแข็งพอที่จะไม่หวั่นไหวกับกระแสหรือสิ่งยั่วยุกันได้แค่ไหน มันก็ขึ้นอยู่กับประสพการณ์และความสัมพันธ์ในครอบครัวเป้นอันดับแรก

ถ้าพิจารณาถึงหน้าที่ๆพวกพ่อแม่ผู้ปกครองเหล่านั้นต้องปฏิบัติ ทั้งหน้าที่ในการให้การอบรมดูแลลูกๆอย่างเหมาะสม กับหน้าที่ในการให้ความเคารพสิทธิของผู้อื่น พวกเขาสอบตกกันทั้งสองข้อเลยครับ แต่ก็น่าแปลกที่พวกนักการเมืองกลับปฏิบัติกับคนเหล่านี้เหมือนกับเป็นพลเมืองขั้นสูงสุด สื่อกระแสหลักก็มักจะให้ความสนใจและเปิดพื้นที่ให้คนพวกนี้แสดงความคับแคบออกมาอยู่เสมอ ปล่อยให้คนพวกนี้ตั้งข้อเรียกร้องเอาได้กับทุกๆคน แทนที่จะให้รับผิดชอบกับความผิดที่ทำ ถ้าพวกเขาไม่มีปัญญาอบรมลูกๆให้เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์กันอย่างเป็นเวล่ำเวลา ก็เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาจัดระเบียบร้านเน็ต ทีนี้ คนที่มีธุระจะต้องส่งอีเมล์ ถ้าคอมพ์เกิดแฮงค์ขึ้นมาหลังสี่ทุ่ม จากที่เคยไปส่งอีเมล์ได้ที่ร้านเน็ต ก็กลายเป็นว่าต้องรอจนถึงเช้าวันต่อไปเพราะร้านเน็ตในต่างจังหวัดเดี๋ยวนี้ปิดหลังสี่ทุ่ม ถ้าพวกพ่อแม่พวกนั้นไม่อยากให้ลูกเข้าเว็บลามก แทนที่จะซื้ออุปกรณ์มาติดตั้งเพื่อบล็อคเว็บในเครื่องคอมพ์ของตัวเอง กลับเรียกร้องให้กระทรวงไอซีทีเข้ามาบล็อคเว็บ โดยลืมไปว่า ผู้ที่บรรลุนิติภาวะคนอื่นๆก็มีสิทธิจะเข้าเว็บโป๊หรือเว็บอะไรก็ได้ที่เขาอยากเข้า บนความเสี่ยงของตัวเองที่จะต้องเจอไวรัส เวลาที่พวกผู้ปกครองเหล่านี้ไม่สามารถอบรมลูกให้อย่างรู้จักแบ่งเวลา ก็มาเรียกร้องให้รัฐจัดระเบียบสังคม โดยไม่ต้องไปสนใจว่า ผู้บรรลุนิติภาวะที่ทำงานกะกลางคืนจะมีเวลานั่งดื่มได้แค่ชั่วโมงเดียว และคนหลายคนต้องตกงาน พวกกิจการเล็กๆอย่างร้านรวงที่ขายอาหารช่วงดึก ไปจนถึงพวกขับแท็กซี่ต้องสูญเสียรายได้ ถ้าพวกเขากลัวว่าลูกๆจะได้ดูหนังโป๊แล้วหมกมุ่นในเรื่องเพศ ก็หันมาร้องเรียนให้มีการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์กันอย่างเข้มงวด แทนที่จะตระหนักว่า ถ้าลูกเขาหมกมุ่นกับมันมากเกินไป ก็คงจะเป็นเพราะการปิดกั้นด้วยกรอบความคิดทางศีลธรรมอันคับแคบของพวกเขาเองนั่นแหละ ที่ทำให้ลูกๆกลายเป็นพวกเก็บกดทางเพศ หรือบางทีพวกเขาคงจะลืมไปว่า ตัวพวกเขาเองเกิดมาบนโลกกันได้ยังไง

คงเป็นเพราะการเป็นผู้ปกครองให้กับเยาวชนของชาติในประเทศนี้มันง่ายและมีอภิสิทธิอันอย่างล้นเหลืออย่างนี้นี่เอง "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" จึงสามารถพบเห็นได้ทั่วไปจนเป็นเรื่องธรรมดา ก็เพราะการตัดสินใจจะสร้างครอบครัวกันโดยไม่ยั้งคิดมันทำกันได้เหมือนเป็นเรื่องธรรมดานี่แหละครับ ถึงแม้ว่าจะปิดกั้นสื่อทุกชนิด ประเทศนี้ก็คงจะไม่มีวันขาดแคลน "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" หรอกครับ ตราบใดที่พวกพ่อแม่ผู้ปกครองเหล่านั้นยังไม่หยุด "ปัมป์" ปัญหาออกมาบนโลกนี้กันไม่หยุด และไม่เคยตระหนักว่าตนเองนั่นแหละเป็นพวกที่คอยสร้างปัญหาให้ทุกๆคนคอยแบกรับ และยังไม่มีใครเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจ "แก้ปัญหาให้ตรงจุด" ด้วยการ "กำหนดบทลงโทษทางอาญา" กับพ่อแม่ของเด็ก ถ้ามีอาชญากรรมใดๆเกิดขึ้นโดยที่เด็กเป็นผู้ก่อคดี เพราะพวกผู้ปกครองเหล่านั้นควรจะมีความผิดฐาน "ละเลยหน้าที่" ในการให้การอบรมที่เพียงพอ และบทลงโทษนี้จะเป็นการดึงให้พวกผู้ปกครองที่ไม่รู้จักหน้าที่เหล่านั้นให้หันมาทำหน้าที่ของตัวเองกันให้มากขึ้น หรืออย่างน้อย มันจะช่วยให้คนที่คิดจะเป็นพ่อแม่ต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน ไม่ใช่ว่ามีกันไปเรื่อย โดยไม่ยั้งคิด พอมีปัญหาขึ้นมา ก็ออกมาโวยวาย เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันเสียสละเพื่อส่วนรวม

ด้วยทัศนคติที่ให้ความสำคัญกับคำว่าเพื่อส่วนรวมนี่แหละครับ พวกนักจัดระเบียบทั้งหลายมีอำนาจการควบคุมเพิ่มมากขึ้นทุกที สามารถเข้ามาก้าวก่ายกิจกรรมได้แม้แต่ในพื้นที่ๆเป็นส่วนตัวที่สุด ความเป็นระเบียบในสังคมที่ต้องแลกมาด้วยเสรีภาพแห่งการเฉลิมฉลองการมีชีวิต หาความรื่นรมย์กับชิวิต (โดยที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น) ถ้าแม้แต่เสรีภาพในการมีความสุขมันยังหากันไม่ได้ เราก็คงจะไม่ต้องเสียเวลาไปพูดเรื่องเสรีภาพทางการเมืองทั้งหลายแหล่นั่นหรอกครับ เพราะเสรีภาพ แม้ว่าเราจะจัดมันให้อยู่ในเรื่องใด มันก็ยังคงเป็นเสรีภาพ ในสังคมที่ศิวิไลซ์เขาไม่แยกกันหรอกครับระหว่างเสรีภาพทางการเมืองกับเสรีภาพส่วนบุคคล เพราะมันก็คือเสรีภาพอันเดียวกัน แต่พิจารณากันคนละแง่มุมเท่านั้น และเรื่องทุกเรื่องไม่ว่ามันจะเล็กหรือเป็นส่วนตัวขนาดไหนก็ตาม มันสามารถจะเป็นประเด็นทางการเมืองได้ทั้งนั้น ถ้าปล่อยให้ฝ่ายที่มีอำนาจเข้ามาก้าวก่ายกับเสรีภาพในเรื่องส่วนตัวกันได้แล้ว ก็เท่ากับว่าเราปล่อยให้พวกเขารุกคืบเข้ามาได้เรื่อยๆ ตราบใดที่เรายอมตามข้อเรียกร้องด้วย "ความเชื่อ" ที่ว่า ควรจะเสียสละด้วยการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ไม่จำเป็นเพื่อเห็นแก่ส่วนรวม หรือ "ถ้าไม่ได้ดูหนังมันก็คงไม่ถึงกับตาย" แต่ก็ต้องไม่ลืมนะครับว่า ถ้าคิดได้เช่นนั้น บางที "ความสุขในชีวิต" มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นได้เช่นกันครับ เราสามารถจะอยู่ไปเรื่อยๆ อยู่ไปวันๆโดยที่ไม่มีความสุขเลย มันก็คงไม่ถึงกับตายหรอกครับ แค่อยู่เพื่อรอวันตายแค่นั้นเอง และความสุขของทุกๆคนก็แตกต่างกันไป ไม่ควรจะปล่อยให้คนอย่างคุณ "นาย ก" มาเที่ยวบอกคนนู้นคนนี้ว่า ความสุขที่ถูกสุขอนามัย มันเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าทุกคนควรจะเป็นเหมือนเขา หรือคิดได้ไม่เกินไปจากที่เขาคิด ใช่ไหมครับ? เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นละก็ ใครก็ตามที่มีระดับไอคิวเกินห้าสิบก็ควรจะขอวีซ่าเพื่อให้ได้อยู่ในประเทศนี้กันหมดแน่



["ยังไม่ได้อ่านตัวเต็มของพ.ร.บ. แต่ถ้าทำให้หนังแย่ ๆ ขาดความรับผิดชอบต่อ สังคมไม่สามารถออกมาเผยแพร่สู่สาธารณะได้ก็ขอสนับสนุนครับ หนังแย่ ๆ ไม่รับผิดชอบต่อสังคมก็คือหนังที่ตอนก่อนจะสร้างใช้วิธีนึกเอาว่าดี ระหว่างสร้างรู้ว่าขายไม่ออกแน่ ๆ เพราะทำไม่เป็นสื่อไม่เป็น บทแย่จริง ๆ คิด ไม่ออกเลยใช้วิธีมักง่ายเช่น แทรกฉากผู้หญิงแก้ผ้า แทรกคำหยาบ แทรก ฉากรุนแรง เพื่อให้หนังขายได้ สังเกตุได้จากหนังหลายเรื่องถ้าไม่มีฉากพวกนี้เรื่องจะสื่อได้ตรงและชัดกว่า เอา เวลาที่จะเสียไปกับฉากพวกนี้ไปเน้นด้านอื่นจะทำให้หนังดีกว่าเช่นเน้นการถ่ายทอด อารมณ์บวกกับการลำดับเรื่องจะดีกว่า" ]

หนังไม่ได้มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมนะครับ เพราะทุกๆคนต่างก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองกันทั้งนั้น ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องเลวร้ายต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมก็คือตัวผู้ก่อเหตุเองนั่นแหละครับ ไม่ใช่จะมามั่วโยนความผิดให้กับหนังที่ผมดู

ผมมองไม่เห็นว่า ถ้าผู้ชมต้องการจะชมภาพยนตร์เพื่อรับความบันเทิงที่มาพร้อมกับความอนาจารล้วนๆ มันผิดที่ตรงไหน พวกผู้ชมไม่ได้ดูหนังกันเพื่อรับการสั่งสอนเรื่องศีลธรรมเพียงอย่างเดียวนะครับ ถ้าต้องการจะเรียนศีลธรรมก็ต้องเข้าวัดสิครับถึงจะถูก และการปลูกฝังให้เชื่อเรื่องศีลธรรม โดยไม่มีการตั้งคำถามถึงนัยยะแห่งอำนาจที่แฝงอยู่ในคำสอนเหล่านั้น ผมมองว่ามันเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะมันก็ไม่ต่างอะไรกับความเชื่อที่ปราศจากความคิด มันทำให้เราสามารถเที่ยวไปฟันธงตัดสินใครต่อใครกันได้ โดยไม่ต้องไปมองถึงเงื่อนไขที่ทำให้แต่ละคนต้องมาเป็นอย่างที่พวกเขาเป็น

หนังก็เช่นเดียวกับผลงานด้านศิลปะและการบันเทิงอื่นๆนะครับ หน้าที่มันก็คือการนำเสนอมุมมองและจินตนาการของผู้สร้าง ซึ่งมันกว้างไกลเกินกว่าจะจับมายัดใส่ลงในกรอบอันคับแคบของคุณ "นาย ก" ไว้ได้หมดนะครับ มุมมองและจินตนาการสามารถนำเสนอออกมาได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งข้อดีของความหลากหลายก็คือ มันสามารถสนองตอบความหลากหลายของผู้รับได้เช่นเดียวกัน ผู้รับบางคนอาจจะต้องการชื่นชมกับสุนทรียะภาพทางศิลปะ บางคนอาจจะต้องการสิ่งที่กระตุ้นจินตนาการ บางคนอาจจะต้องการปลดปล่อยอารมณ์ หรือ บางคนก็อาจจะต้องการแค่ความบันเทิงเพื่อหลบหนีความเป็นจริง

จะเห็นได้ว่าผลงานที่นำเสนอในรูปแบบและเนื้อหาที่หลากหลายนั้น ล้วนเป็นไปเพื่อตอบสนองความหลากหลายของผู้รับ ซึ่งก็เป็นตัวสะท้อนถึงความหลากหลายทางความต้องการและทางความคิดของคนในสังคมได้เป็นอย่างดี ถ้าต้องการให้สื่อนำเสนอผลงานตามข้อกำหนดอันคับแคบของคุณ "นาย ก" มันมีอยู่เพียงทางเดียวที่จะทำได้ก็คือ ต้องลดทอนความหลากหลายทางความคิดของผู้คนในสังคมลงไป ให้ทุกๆคนคิดได้แค่ในระดับเดียวกับคุณ "นาย ก" นั่นแหละครับ ไม่ควรจะคิดได้เกินไปจากนั้น

ถ้าทำได้ ผมว่ามันอันตรายมากนะครับ ความคิดและความต้องการที่หลากหลายนี่ไม่ใช่หรือครับที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาความลุ่มลึกทางความคิด และช่วยให้สังคมได้มีวิวัฒนาการไปสู่ระดับที่ซับซ้อนขึ้น ถ้าการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือ การเปลี่ยนแปลงในด้านอื่นๆ มันเริ่มขึ้นมาจากวาบความคิดของใครบางคนแล้วละก็ จุดเริ่มต้นของความคิดและจินตนาการก็ต้องเป็นการรับรู้ใช่ไหมครับ เพราะแต่ละครั้งที่เราคิด เราจะเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆที่เรารับรู้มาจากอดีต ถ้าการรับรู้ถูกตัดตอนลงด้วยการเซ็นเซอร์ เท่ากับว่าเราตัดตอนวิวิฒนาการทางสังคมไปด้วยพร้อมๆกันเลยนะครับ

[หนังที่ได้รางวัลไม่ได้แปลว่าดีทุกเรื่อง ผมสงสัยว่าได้รางวัลอะไร ส่งเข้าประกวดยังไง มีหนังเรื่องอะไรบ้างที่เข้าประกวด มีวิธีตัดสินยังไง หลักเกณฑ์ยังไง และถ้าการ ตัดสินนี้ไม่ได้มีการวัดผลกระทบทางสังคม ด้วยผมว่าแย่น่ะ รางวัลอย่างนี้ ไม่น่ายินดี ออกจะน่ารังเกียจด้วยซ้ำ ]

ที่เขาเขียนนี่มันทำให้ผมนึกไปถึงรายชื่อหนังสือต้องห้ามของทางวาติกัน องค์กรศาสนาที่เคยก่อสงคราม ล่าแม่มด สั่งประหารกาลิเลโอ แต่ชอบทำตัวเป็นผู้พิทักษ์ศีลธรรมด้วยการทำรายชื่องานวรรณกรรมที่พวกเขาเห็นว่ามันส่ง "ผลกระทบ" ทางด้านศีลธรรมต่อสังคม แล้วห้ามไม่ให้ชาวแคธอลิคอ่านหนังสือเหล่านั้น แต่เมือดูในรายชื่อ ก็จะพบชื่องานวรรณกรรมระดับคลาสสิคมากมาย อย่าง งานของ John Milton Leo Tolstoy Gustave Flaubert Emile Zola Voltaire ฯลฯ

นี่คือผลของการปล่อยให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ในเรื่องศิลปะทางด้านวรรณกรรม มาทำการตัดสินคุณค่าของงานวรรณกรรม ด้วยข้ออ้างทางด้านผลกระทบต่อสังคม การโดดลงไปตัดสินสิ่งต่างๆ โดยที่ไม่มีความรู้ในสิ่งที่กำลังตัดสินนั่นเลย ผมว่าพฤติกรรมอย่างนี้ควรจะต้องเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจมากกว่าผลงานที่นำเสนอเสียอีก

ถ้าจะนำเอาข้ออ้างทางด้าน "ผลกระทบต่อสังคม" เข้ามาพิจารณาว่าอะไรควรหรือไม่ควรจะได้รับการเผยแพร่แล้วละก็ ด้วยข้ออ้างนี้มันเปิดโอกาสให้นักผูกขาดด้านศีลธรรมเข้าไปแทรกแซงกระบวนการสร้างสรรค์ในเรื่องต่างๆได้อย่างครอบจักรวาลเลยครับ ไม่แต่เฉพาะการสร้างสรรค์งานภาพยนตร์เท่านั้น แต่รวมไปถึงงานด้านศิลปะ และผลงานด้านวิชาการแทบทุกแขนงเลยครับ

มันจะเป็นยังไง ถ้าในยุคที่ ชาร์ล ดาร์วิน นำเสนอทฤษฎีการวิวัฒนาการและการคัดสรรทางธรรมชาติ มีพวกผู้ผูกขาดด้านศีลธรรมเข้ามาบอกให้เขาเลิกเผยแพร่ เพราะมันจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อทางศาสนา และทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรศาสนา (ซึ่งถือได้ว่าเป็นเสาหลักของชุมชนในยุคนั้น เหมือนกับที่คุณ "นาย ก" กล่าวว่า วัดคือเสาหลักของชุมชนในชนบทของไทยในยุคนี้) ถ้าข้ออ้างนี้มันใช้ได้ผล บางทีคนในยุโรปอาจจะยังเชื่อกันอยู่ว่าพระเจ้าสร้างโลกและสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ต่างๆขึ้นมาในเจ็ดวัน หรือถ้าจะบอกว่า ไอน์สไตน์ไม่ควรนำเสนอทฤษฎีสัมพันธภาพ เพราะจะมีการนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตระเบิดนิวเคลียร์ ถ้าจะปิดกั้นทฤษฏีนี้ ก็คงต้องย้อนไปปิดกั้นทฤษฎีอื่นๆที่เป็นพื้นฐานในการพัฒนาทฤษฎีนี้ อย่าง ทฤษฎีฟิสิกส์ของนิวตัน หรือ ทฤษฎีแคลคูลัสของไลบ์นิช มันก็โอเคละครับว่ามีการนำทฤษฎีสัมพันธภาพไปใช้ผลิตอะตอมมิคบอมพ์จริง แต่เดาว่าคุณ "นาย ก" คงจะแยกแยะไม่ออกระหว่าง ผู้คิดค้นทฤษฎีเพื่อค้นหาความจริง ผู้ที่นำความจริงไปดัดแปลงเพื่อประยุกต์ใช้ กับผู้ที่ใช้ประดิษฐ์กรรม เขาคงจะแยกไม่ออกระหว่างผู้ที่คิดค้นทฤษฎี กับ ผู้ออกคำสั่งทิ้งระเบิด เรียกได้ว่าเป็นการระบุต้นตอของปัญหาที่ผิดตำแหน่งไปไกลทีเดียวครับ

หนัง ก็เช่นเดียวกับศิลปะแขนงอื่นๆ มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้เราได้เข้าใกล้ความจริงเหมือนวิทยาศาสตร์ แต่ก็อย่างที่ได้เรียนไปแล้วว่า มันสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนหลายๆคนได้ และแรงบันดาลใจก็สามารถส่งผ่านข้ามแขนงวิชาได้เช่นกันครับ

****** ทางดีที่ พวกผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศน่าจะเชิญคุณ "นาย ก" ไปเป็นคณะกรรมการ หรือน่าจะมาเข้ารับฟังคำแนะนำเรื่องผลกระทบทางสังคมของเขาดู เพราะดูเขาจะมั่นใจในความไม่รู้ของเขาเสียเหลือเกิน ******

PC'S COMMENTS ON THAI CENSORSHIP (1)

PC has left a great comment on Thai censorship in Bioscope webboard. I like his comments a lot, so I copy them and post them here. His comments are the reply to some evil comments in Pantip webboard. I put the evil comments in square brackets.
http://www.bioscopemagazine.com/smf/index.php?topic=694.30


***** เหลือเชื่อเลยใช่ไหมครับ ใครก็ตามที่มีไอเดียอย่างนี้ได้ ย่อมแสดงว่าพวกเขาควรค่าที่จะได้รับรางวัลดาร์วินเป็นอย่างยิ่ง ความเห็นแบบของเขานี่แหละครับ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษาในประเทศไทยได้เป็นอย่างดีเลยครับ เห็นได้ชัดว่า การปลูกฝังเรื่องการปิดกั้นอย่างเป็นระบบ สำหรับบางคน มันใช้ได้ผลเป็นอย่างดีทีเดียวครับ *****

ที่จริงแล้วยังมีความเห็นของเขา ในอีกกระทู้หนึ่ง ที่คุณ merviellesxx นำกระทู้ของคุณ MdS ที่เป็นบทสัมภาษณ์ของลัดดาในนิวยอร์คไทม์ไปโพสท์ไว้ในพันธ์ทิพย์ แต่ผมลองเข้าไปดูอีกครั้งก็หาไม่เจอ สงสัยว่าโดนลบไปแล้ว ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนลบ ที่จริงไม่น่าจะไปแจ้งลบความเห็นของเขาเลยนะครับ เพราะทำอย่างนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรจากการเซ็นเซอร์ และยังตัดโอกาสของทุกๆคนในการวิเคราะห์วิธีการให้เหตุผลของเขา และชี้จุดบกพร่อง หรืออย่างน้อยก็ให้ความบกพร่องเหล่านั้นประจานตัวมันเองไปเรื่อยๆ เป็นผมๆคงไม่ทำ

ผมว่ามันน่าทึ่งมากเลยครับที่เรายังต้องมาทนอยู่ร่วมสังคมกับคนอย่างนี้ ที่แย่ก็คือ ในสังคมนี้ กลุ่มคนที่มีความคิดอย่างคุณ “นาย ก” มักจะใหญ่กันเสียเหลือเกิน ความคิดเห็นของพวกเขาก็มักจะได้รับการตอบรับจากผู้ที่มีอำนาจอยู่เสมอ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ระบบคิดของคนเหล่านี้มันสอดคล้องกันอย่างพอดิบพอดีกับความต้องการของฝ่ายที่มีอำนาจอยู่ในมือ เพื่อที่จะเข้ามากำหนดเงื่อนไขในการมีเสรีภาพกับทุกๆคนกันไปได้ทุกๆเรื่อง แม้แต่เรื่องที่อยู่ในพื้นที่ๆควรจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สุด ผมไม่ค่อยแปลกใจหรอกครับว่า ในสังคมนี้ ทำไมจึงมีแต่คนพวกนี้ที่เสียงดังกันได้อยู่ฝ่ายเดียว

ก็คงจะเป็นเพราะอย่างนี้แหละครับ ผู้รักการชมภาพยนตร์ทุกๆท่านก็เลยต้องมามีชีวิตอยู่ภายใต้กฎหมายเซ็นเซอร์ (อาจจะต้องรวมกฎหมายอื่นๆ ที่นอกเหนือจากกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการชมภาพยนตร์ด้วย) ที่ถูกเขียนขึ้นจากกรอบความคิดของคนเหล่านี้ และหน่วยงานภาครัฐ อย่างศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ก็คือตัวอย่างหนึ่งในหลายล้านตัวอย่างของสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาจนเป็นรูปธรรม เพื่อสนองความต้องการให้กับคนเหล่านี้โดยเฉพาะเลยครับ

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า องค์กรภาครัฐอย่างกองเซ็นเซอร์และศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมนี้ ไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประชาชนที่ยอมรับความชอบธรรมในการดำรงอยู่ของมัน อย่างพวก เครือข่ายภาคประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูป เครือข่ายผู้ปกครอง ครู นักการศึกษา รวมถึงนักวิชาการบางกลุ่ม ซึ่งผมเชื่อว่าคุณ “นาย ก” ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนพวกนี้ (ที่จริงแล้ว การสนับสนุนอาจจะต้องรวมไปถึงการจำใจยอมรับการถูกลิดรอนโดยที่ไม่มีการออกมาคัดค้านหรือต่อต้าน เหมือนอย่างที่ผมกับอีกหลายๆคนก็กำลังทำกันอยู่ในเวลานี้)

และผมเห็นว่า เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องให้ความสนใจกับระบบคิดของคนเหล่านี้ ว่าพวกเขาคิดกันอย่างไร ถึงได้คิดจะคาดหวังให้ทุกๆคนต้อง “ลดตัว” ลงให้ต่ำได้ในระดับเดียวกับพวกเขา ด้วยการยอมรับสภาพการขาดเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และยังต้องเชื่อมั่นในความชอบธรรมของมัน ตามเหตุผลที่เชื่อมโยงกันแบบมั่วๆของเขา ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณๆ “นาย ก” เป็นอย่างยิ่งเลยครับที่อุตสาห์ออกมาแสดงความเห็นให้ดูเป็นตัวอย่าง ให้ทุกๆคนได้ประจักษ์ว่าตรรกะของคนพวกนี้มันเละเทะกันได้ขนาดไหน

จากความเห็นทั้งหมดของคุณ “นาย ก” เห็นได้ชัดเลยนะครับว่าเขาเป็นผู้ที่สนับสนุนการแบนและการเซ็นเซอร์ อย่างที่เขาได้เขียนเอาไว้ว่า “อยากจะตอบทุกความเห็นเพราะสามารถอธิบายได้หมด” แต่เมื่อลองดูการให้เหตุผลที่เชื่อมโยงกันแบบมั่วๆของเขา ผมเองก็เคยคิดอยู่เหมือนกันนะครับว่า ถ้าเขาเป็นผู้ที่ต่อต้านการเซ็นเซอร์ และแสดงความเห็นเหล่านี้ออกมาเพื่อสวมรอยฝ่ายที่สนับสนุนการเซ็นเซอร์ ผมจะถือได้ว่าเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลดีทีเดียวครับที่จะทำให้กลุ่มผู้ที่สนับสนุนการเซ็นเซอร์มีภาพลักษณ์ที่น่ารังเกียจยิ่งขึ้น แต่ถ้าการแสดงความเห็นของเขา เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจละก็ มันจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงความหมายของคำว่า Ignorance at Its finest ได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียวครับ ผู้ที่คิดได้ถึงขนาดนี้ต้องนับได้ว่าเป็นหนึ่งในประชากรกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นที่ต้องการของรัฐเผด็จการทุกรูปแบบ

เท่าที่ได้อ่านมาทั้งหมด ก็คงจะพอสรุปได้ว่า คุณ “นาย ก” ถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้สร้างภาพยนตร์และบริษัทจัดจำหน่าย ที่จะต้องหลีกเลี่ยงการนำเสนอผลงานที่เขาคิดไปเองว่าจะส่งผลกระทบต่อสังคม รวมไปถึงผู้ชมอย่างผมและทุกๆท่านในที่นี้ที่จะต้องมีหน้าที่ในการงดให้การสนับสนุนผลงานที่เขาเห็นว่าอาจจะเป็นไปในทิศทางที่ยั่วยุให้เกิดพฤติกรรมด้านลบ ที่นี้ผมจะลองยกความเห็นบางส่วนมาลองนั่งศึกษาดู เอาแบบไม่เรียงลำดับนะครับ ทุกท่านน่าจะลองทำกันบ้าง ผมว่ามันก็น่าสนุกดีนะครับ

ก่อนอื่น ผมขอยกความเห็นช่วงท้ายๆ อย่างย่อหน้าข้างล่างนี้มาให้พิจารณาร่วมกันก่อนนะครับ ผมว่ามันบอกอะไรเราได้เยอะเลยครับ

["อธิบายด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ง่าย ๆ ตลาดเรามีเพราะคนพร้อมที่จะจ่ายเงินถ้าหนังมีคุณภาพ แต่ปัญหาเดียวคือเราไม่มีผู้ผลิตครับ คนที่ไม่มีฝีมือในการผลิต เราไม่ถือว่าเป็นผู้ผลิตน่ะครับ เหรอพูดอีกนัยหนึ่งก็คือคนที่เรียนนิเทศน์ส่วนมากเป็นพวกที่สอบไม่ติดแพทย์ ไม่ติดวิศวะ คิดไม่ออก เรียนนิเทศน์ดีกว่าไม่มีเลขด้วยสบายใจ ถ้าคุณทำงานฝ่ายบุคคลคุณจะรู้เลยว่าคนต่างกันคุณภาพงานต่างกัน"]


Oiiii !?!!??!!!??!!?! สุดยอดไปเลยครับ !!!!!! เป็นความเห็นที่แสดงความสิ้นคิดในตัวมันเองได้อย่างหน้าด้านๆ !!!!! ผมว่าความเห็นนี้ (โดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ) ตลกกว่ามุขของคุณ โน๊ต อุดม แต้พานิช ที่คุณ "นาย ก" กล่าวถึงหลายเท่าเลยครับ นี่เขาคงไม่คิดมั้งครับว่าความรู้ในแต่ละสาขาวิชาต่างก็มีความลึกซึ้งในแบบฉบับของตัวมันเอง เช่นเดียวกับตัวผู้เรียน

ทีนี้ให้ผมลองคิดตามวิธีคิดของคุณ "นาย ก" ดูนะครับ ขอย้ำครับว่าตามวิธีคิดของเขานะครับ ไม่ใช่ผม

คือถ้าผมต้องทนดูหนังห่วยๆ ที่เขียนบทโดยเด็กนิเทศน์ที่ขาดทักษะทางคณิตศาสตร์แล้วละก็ ถ้างั้น ทำไมผมจะต้องเอาเสรีภาพในการรับรู้ของผมไปอยู่ใต้มาตรฐานห่วยๆของหน่วยงานอย่างศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ที่บริหารงานโดย "อดีตนางรำ" อย่างคุณลัดดาด้วยละครับ

ได้ยินมาว่าพวกนางรำอย่างคุณลัดดาก็มาจากพวกนักเรียนนาฏศิลป์ สรุปก็คือไม่ต้องเก่งทั้งเลขและไม่ต้องเก่งทั้งภาษา เอาแค่ร้องรำทำเพลงได้ก็พอ ใช่ไหมครับ

ก็คงจะเป็นเพราะด้อยเรื่องภาษาด้วยมั้งครับ พูดจาอะไรออกมาแต่ละทีก็มักจะแสดง "ปมด้อยทางปัญญา" ออกมาได้เรื่อยๆ เวลาที่คุณลัดดาสื่อสารกับสื่อ ก็มักจะให้ข้อมูลที่ค่อนข้างสับสน แล้วก็ยังชอบโบ้ยให้เป็นความสับสนของสื่อได้เป็นประจำ

บังเอิญว่าผมไม่ได้มองอะไรได้ตายตัวขนาดนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากนะครับผู้ที่เคยคลุกคลีกับวงการศิลปะอย่างคุณลัดดาจะสามารถสร้างความเสียหายกับแวดวงศิลปะร่วมสมัยได้มากมายขนาดนี้

ดูคุณ "นาย ก" จะมีวิธีคิดที่ค่อนข้างจะเป็นสูตรสำเร็จในการตัดสินคุณค่าของผลงาน และตัวบุคคลผู้สร้างผลงานเลยทีเดียวนะครับ คะแนนเอ็นฯ ที่ตัดสินคุณค่าของทุกๆคนด้วยความสามารถในการทำข้อสอบ ด้วยมาตรฐานอันนี้ เราจึงสามารถนำคะแนนสอบ (ที่วัดกันเฉพาะวิชาสายสามัญเป็นหลัก) ไปใช้ตัดสินความสามารถและผลผลิตทางปัญญาเอาได้กับทุกเรื่อง แต่น่าแปลกอย่างหนึ่งนะครับ ที่ในต่างประเทศ มหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อเสียงทางด้านสาขาวิชาภาพยนตร์และเป็นแหล่งผลิตบุคลากรอันทรงคุณค่าต่อศิลปะวิทยาการทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์ของโลก กลับไม่นำเอาผลการเรียนในวิชาสายสามัญมาเป็นตัวกำหนดในการคัดคนเพื่อเข้ารับการศึกษาเลยครับ

ถ้านำผลการเรียนในโรงเรียนมาเป็นตัวตัดสินความสามารถในการนำเสนอผลงานภาพยนตร์แล้วละก็ ผมว่า ผู้กำกับอย่างสตีเฟ่น สปีลเบิร์ก ผู้ซึ่งมีผลการเรียนในระดับไฮสคูลค่อนข้างแย่ ก็คงจะไม่มีสิทธิได้นำเสนอจินตนาการและความคิดฝันของเขาออกมาเป็นภาพให้เราได้ชมกันหรอกครับ นี่แค่ตัวอย่างที่พอจะเห็นกันได้ชัดๆนะครับ ว่า ถ้ามีการตัดสินคุณค่ากันตามมาตรฐานของคุณ "นาย ก" ขึ้นมาจริงๆ เราคงจะสูญเสียโอกาสในการได้รับ "แรงบันดาลใจทางด้านจินตนาการ" จากนักสร้างภาพยนตร์ผู้มีพรสวรรค์ไปมากทีเดียวครับ เพราะมีอยู่หลายท่านที่ไม่ได้ผ่านการศึกษาด้านภาพยนตร์จากการศึกษาในระบบเลย แต่ผมเชื่อว่า คำว่า "แรงบันดาลใจทางด้านจินตนาการ" คงไม่เคยถูกนับรวมอยู่ในระบบความคิดของเขาเลย แม้ว่าจินตนาการจะเป็นแหล่งที่มาของศิลปะวิทยาการแทบทั้งหมดของมวลมนุษย์ชาติก็ตาม

ผมยังมีข้อสงสัยอีกอย่างเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของการวัดผลด้วยคะแนนสอบ มันสามารถตัดสินความสามารถได้อย่างถูกต้องแม่นยำอย่างที่คุณ "นาย ก" คิดจริงๆหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ ว่ามันสามารถจะทดสอบระดับสติปัญญา หรือมันทดสอบได้แค่ความสามารถในการเรียนรู้ในแต่ละสาขาวิชา หรือ การวัดผลอย่างหยาบๆของมันใช้บอกได้แค่เพียงสามารถในการ "ทำข้อสอบ" เท่านั้น เคยมีการสอบวัดผลทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กนักเรียนในระดับมัธยมทั่วโลก ปรากฏว่า คะแนนสุงสุดเป็นของนักเรียนสิงคโปร์ แต่ทำไมผมไม่เคยได้ยินว่า สิงคโปร์ได้ผลิตนักคิดทางด้านคณิตศาสตร์ หรือ ผลิตทฤษฎีคณิตศาสตร์ใหม่ๆออกมาเลยล่ะครับ ยังคงต้องแบมือรับองค์ความรู้จากบรรดาประเทศตะวันตกที่ผู้นำของพวกเขากล่าวหาว่า เป็นแหล่งที่มาของเสรีภาพอันเสื่อมทราม แม้แต่การเรียนการสอนทางด้านคณิตศาสตร์ ก็ยังต้องไปขอดูงานในประเทศที่มีระดับคะแนนสอบที่ต่ำกว่า จำได้ว่า เมื่อปลายทศวรรษที่เก้าสิบ รัฐบาลสิงคโปร์ส่งนักวิชาการด้านการศึกษาไปดูงานที่สหรัฐ เจ้าหน้าที่สหรัฐถามว่าทำไมต้องมาดูงานที่นี่ทั้งๆที่เด็กๆของพวกคุณมีระดับคะแนนคณิตศาสตร์ที่ดีเยี่ยม เจ้าหน้าที่ของสิงคโปร์ได้แต่ตอบกลับไปว่า เด็กของเรารู้แค่เฉพาะเรื่องเทคนิค แต่ไม่ค่อยรู้ระบบตรรกะเบื้องหลังเทคนิคเหล่านั้นกันหรอก

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าคุณ "นาย ก" เรียนสาขาอะไรมา เอาเป็นว่าคงจะเป็นแพทย์ก็แล้วกัน ผมเองก็เรียนมาทางวิศวะ คณิตศาสตร์ก็พอจะรู้เรื่องบ้าง งูๆปลาๆ เพราะคะแนนสอบมักจะอยู่ระดับหางแถว ผมพอจะบอกได้อย่างหนึ่งว่า เหตุผลหลักอย่างหนึ่งที่ผมเลือกเรียนสาขานี้ เพราะผมไม่ต้องสอบวิชาชีวะวิทยา เพราะขี้เกียจท่องจำ ผมชอบดนตรีมาตลอด แต่ไม่เคยเรียนดนตรีเพราะไม่มีความสามารถในการใช้เครื่องดนตรี และเห็นว่า การอ่านโน๊ตดนตรีเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน (คงคล้ายๆกับที่เด็กนิเทศน์คิดเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ ..... อย่างที่คุณ "นาย ก" ว่าเอาไว้) ผมก็พอจะพูดได้เช่นกันใช่ไหมครับว่า บางคนที่เลือกเรียนแพทย์ทั้งๆที่อาจจะชื่นชมงานศิลปะ เหตุผลที่ไม่เลือกเรียนศิลปะ คงเป็นเพราะเขาขาดความสามารถในการใช้จินตนาการ หรืออาจจะขาดทักษะในการนำเสนอจินตนาการ หรือไม่แน่ อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นคนที่ไม่เคยมีจินตนาการเลยก็ได้ ใช่ไหมครับ

ผมเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่า ความสามารถทางปัญญาของมนุษย์ในด้านต่างๆ ล้วนมีความเชื่อมโยงและส่งเสริมซึ่งกันและกัน สามารถส่งผ่านแรงบันดาลใจให้แก่กัน เช่นเดียวศิลปะวิทยาการในสาขาต่างๆของมนุษย์ที่ล้วนมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน ก็คงจะเป็นอย่างนี้นี่เองที่ทำให้คุณ "นาย ก" คิดไปว่า ความสามารถทางปัญญาของแต่ละคนมันน่าจะมีตัวร่วมที่แสดงถึงความเป็นเอกภาพ และสามารถวัดผลได้ด้วยวิธีการที่ตายตัว อย่างคะแนนสอบของวิชาสายสามัญที่เรียนกันมาในระบบโรงเรียน ด้วยการวัดผลในเชิงปริมาณนี้เอง คุณ "นาย ก" ก็คงจะคิดว่า ถ้าจับเอานักศึกษาแพทย์ให้ไปเรียนนิเทศน์ เราอาจจะได้นักเขียนบทมือฉมังที่สามารถใช้สูตรสำเร็จทางปัญญา เขียนบทหนังดีๆที่ถูกสุขอนามัยต่อผู้ชมได้ โดยที่ไม่ต้องไม่มีภาพโป๊หรือคำหยาบมาปนเปื้อน

ถ้าตรรกะของคุณ "นาย ก" เป็นไปในทำนองว่า ทุกคนมีระดับสติปัญญาที่สอดคล้องกับสาขาวิชาที่ตนเองเลือก บทภาพยนตร์ดีๆย่อมไม่สามารถมาจากเด็กนิเทศน์ที่ปัญญาไม่ดี เพราะผู้ที่เลือกเรียนสาขานี้ไม่มีปัญญาเรียนสาขาวิชายากๆ นั่นก็เท่ากับว่า คุณ "นาย ก" ก็กำลังจัดลำดับทางปัญญาให้กับสาขาวิชาต่างๆด้วยเช่นกันใช่ไหมครับ ว่าวิชาชีพบางสาขาเป็นแหล่งรวมของพวกเหลือเดน พวกที่ความสามารถไม่พอจะผ่านการแข่งขัน ดังนั้นภูมิปัญญาของสาขาอาชีพนั้น (อันเป็นผลผลิตของพวกเหลือเดน) ก็ไม่น่าจะนับว่าเป็นสิ่งที่มีความลึกซึ้งทางความคิด

มันทำให้ผมนึกถึงประวัติศาสตร์ทางดนตรีของยุโรป จากยุคมืดจนมาถึงยุคแสงสว่างทางปัญญา การเป็นศิลปินยังไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร ประพันธกรหลายท่านในยุคก่อนเบโธเฟ่นต่างก็ได้รับการอุปถัมจากราชสำนัก แต่ฐานะของศิลปินเหล่านั้นก็ยังจัดได้ว่าอยู่ในระดับเดียวกับพวกบ่าวรับใช้ เวลามีงานรื่นเริงก็ไม่มีสิทธิได้ร่วมโต๊ะกับพวกแขกรับเชิญ ไม่เว้นแม้กระทั่งโมสาร์ท แม้ว่าทางเลือกในการประกอบอาชีพในยุคนั้นอาจจะยังมีไม่มากเท่ายุคนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเสียเลย แน่นอนครับว่าเราคงบอกไม่ได้ว่าคนอย่าง บาค หรือ โมสาร์ท เป็นพวกเหลือเดน เพียงเพราะเขาไม่ได้ประชีพอาชีพที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์หรือวรรณกรรม หรือมีตำแหน่งอันควรค่ากับการยกย่อง ในเมื่อผลงานศิลปะทางเสียงของพวกเขาก็ส่งผลต่อวิวัฒนาการทางด้านวัฒนธรรมของยุโรป (และอารยธรรมของโลก) อย่างประมาณค่าไม่ได้ อิทธิพลของพวกเขาแผ่ปกคลุมไปไกลเกินกว่าดนตรี และได้ส่งผลในการวางรากฐานทางความคิดต่อนักคิดรุ่นต่อๆมา ที่เติบโตมากับมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขา และแน่นอน ความงาม แพทเทิร์นที่ลงตัวของท่วงทำนอง ได้สร้างแรงบันดาลใจต่อนักคณิตศาสตร์หลายท่าน

คุณ "นาย ก" คงไม่ทันได้คิดน่ะครับว่า องค์ความรู้ทั้งหมดของมนุษย์มีความเป็นเอกภาพ ความรู้ในทุกแขนงต่างมีความสำคัญเท่าเทียมกันและส่วนสนับสนุนและเกื้อกูลกันซึ่งกันและกัน แรงบันดาลใจสามารถจะส่งผ่านข้ามสาขากันได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดนตรีอาจจะส่งผลต่องานวรรณกรรม และงานวรรณกรรมบางประเภทก็อาสร้างแรงบันดาลใจต่อนักวิทยาศาสตร์ อย่างที่งานเขียนประเภทสืบสวนสอบสวนกระตุ้นไอน์สไตนในวัยเด็กให้เกิดความสนใจการแก้สมการทางคณิตศาสตร์เพื่อหาคำตอบ

ความสามารถทางปัญญาของมนุษย์ มันมีความคล้ายคลึงกับองค์ความรู้ทั้งมวลที่มนุษย์มีก็ตรงที่ แม้ว่าจะมีความเป็นเอกภาพ แต่ก็สามารถแสดงตัวออกมาได้หลากหลายรูปแบบ มันไม่อาจจะตัดสินได้ด้วยมาตรฐานอันคับแคบ อย่างข้อสอบเอ็นท์ ที่คุณ "นาย ก" ยกมาตัดสินบุคลากรในวงการภาพยนตร์ รวมทั้งผลงานของพวกเขา ผมเองก็เชื่อว่า ผู้ที่สนับสนุนการเซ็นเซอร์ท่านอื่นๆก็มีมาตรฐานคล้ายๆกันในการตัดสินสิ่งต่างๆ (ไม่ใช่แค่คุณค่าของภาพยนตร์) เป็นมาตรฐานที่เค้นออกมาจากโลกทัศน์อันคับแคบและตื้นเขินเกินกว่าจะมารองรับความซับซ้อนของโลกยุคปัจจุบัน มีแต่คนที่มีโลกทัศน์แบบนี้เท่านั้นนะครับ ถึงจะสนับสนุนวิธีการที่ลดทอนความซับซ้อนของปัญหา อย่างการเซ็นเซอร์ ได้

คุณค่าของบทภาพยนตร์นั้นจริงๆมันก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของตัวภาพยนตร์เองด้วยว่า เป็นไปเพื่อนำเสนองานศิลปะ กระตุ้นสำนึก หรือ นำเสนอ ความบันเทิงที่ผู้ชมต้องการเท่านั้น และผู้ชมก็เป็นผู้เลือกชมตาม "สิทธิ"ที่พวกเขามี ไม่จำเป็นว่าพวกเขาควรจำกัดตัวเองให้มีสิทธิได้รับชมแต่เฉพาะสิ่งที่คุณ "นาย ก" ยอมรับ ตามมาตรฐานอันเรียบง่ายของเขา



[“สิทธิเป็นแค่แนวคิดแนวปฏิบัติไม่ใช่กฏตายตัวเหมือนกับใช้คนให้ไปซื้อของหน้าปากซอยระหว่างทางมีรถขวางทางเข้าออกก็ต้องเดินอ้อม ไม่ใช่ให้เดินเหยียบหลังคารถ บางกฏในทางปฏิบัติทำไม่ได้ บางกฏก็ขัดแย้งกับกฏอื่น ๆ กันเอง อย่างเช่น การเกฏฑ์ทหารก็ถือว่าระเมิดสิทธิ นี้จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมถึงต้องบัญญัติคำว่าหน้าที่และเขียนกำกับไว้เลยว่าสิทธิและหน้าที่ ใช้คำว่าและแปลว่าต้องมีทั้งสองคำขาดคำใดคำหนึ่งไม่ได้

หน้าที่ในที่นี้ก็คือต้องช่วยคนที่ไม่พร้อมก่อน สังคมไทยคนยังไม่พร้อม หน้าที่คุณคือไม่สนับสนุนและต้องลงโทษคนทำหนังพวกนี้ด้วย

ตอนนี้เรายังไม่มีเทคโนโลยีที่สามารถให้หลักประกันได้ว่าหนังเรท 18 คน 10 ขวบจะดูไม่ได้ หน้าที่ของคุณคือไม่ดูหนัง ไม่สร้างหนัง ไม่สนับสนุนให้มีหนังเรท 18 ออกมาในสังคมไทยเพื่ออนาคตเยาวชนของไทย”]

เมื่อดูจากสองย่อหน้าสุดท้ายในส่วนนี้ คุณ “นาย ก” เขียนถึง “คนที่ยังไม่พร้อม” ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาหมายถึงผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ยังไม่พร้อมเพราะขาดความสามารถในการแยกแยะ “สิ่งที่สื่อนำเสนอ” กับ “โลกแห่งความเป็นจริง” หรือเขาอาจจะหมายถึงทั้งสองอย่างรวมกัน ถ้าเป็นเช่นนั้น มันก็เท่ากับว่า พวกเราทุกๆคนจะต้องถูกยัดเยียดหน้าที่ความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมด้านลบของ “ผู้ที่ยังไม่พร้อม” เหล่านั้น ทุกๆครั้งที่พวกเขาก่อเรื่อง ทั้งๆที่พวกเขาเองก็ควรจะต้องมีความรับผิดชอบกับทุกๆการกระทำของตนเอง เช่นเดียวกับคนอื่นๆ

เท่าที่อ่านดู ก็พอจะสรุปได้ว่า มันเป็นความผิดของผมด้วยใช่ไหมครับ? สำหรับอาชญากรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้น ถ้าบังเอิญว่าพวกอาชญากรนั่นเคยดูหนังเรื่องเดียวกับที่ผมเคยดูเข้า เพราะถ้าว่ากันตามหลักของคุณ “นาย ก” การดูหนังเรื่องนั้นอาจจะเป็นการสนับสนุนให้มีการเผยแพร่หนังที่มีเนื้อหาที่ส่อไปในทางยั่วยุ แทนที่ตัวอาชญากรเองจะต้องรับผิดชอบกับผลการกระทำทั้งหมด สื่อและผู้ชมอย่างผมก็ต้องมีส่วนแบกรับความผิดนั้นไว้ด้วย

หรือบางที ก็อาจจะกล่าวได้เช่นเดียวกันใช่ไหมครับ ว่า เป็นความผิดของพวกสื่อที่ถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอล สมาคมฟุตบอลในอังกฤษ ที่จัดการแข่งขันฟุตบอลนัดต่างๆ รวมทั้งพวกเจ้าของทีมฟุตบอล ไล่มาจนถึงนักเตะ เพราะคนเหล่านั้นจะต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรมการเล่นพนันบอลของแฟนบอลชาวไทยที่เกิดขึ้นในอีกซีกโลกหนึ่งด้วย หรือที่แน่ๆ คนเหล่านั้นจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เวลาที่มีพวกฮูลิแกนยกพวกตีกันด้วยใช่ไหมครับ เพราะพวกเขานำเสนอการแข่งขันให้กับแฟนบอลที่ “ยังไม่พร้อมทางด้านวุฒิภาวะ” ที่จะสนุกกับการชมกีฬาอย่างสุภาพชน

หรือจะเอาที่ใกล้ตัวเข้ามาอีกหน่อย จำได้ว่าเคยมีข่าวเล็กๆบนหน้าหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับพระภิกษุรูปหนึ่งที่เฉือนอวัยวะเพศของตนเองทิ้ง เพราะคิดไปว่ามันเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรม ผมก็ไม่แน่ใจว่าพระรูปนั้นไปอ่านหนังสือธรรมะเล่มไหนมา แต่หนังสือธรรมะทุกเล่มก็อ้างอิงมาจากพระไตรปิฎก ซึ่งเป็น “สื่อ” ที่ใช้บันทึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ทราบว่าคุณ “นาย ก” คิดว่าพระพุทธเจ้ามีส่วนต้องรับผิดชอบด้วยหรือเปล่ากับ "ความไม่พร้อม" ของพระภิกษุรูปนั้นด้วยหรือเปล่า หรือจะพูดได้ไหมว่า ถ้าสื่ออย่างพระไตรปิฎกยังเปิดโอกาสให้มีการตีความให้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมาได้ ก็นับได้ว่ายังเป็น “สื่อ” อันตราย ไม่ควรได้รับการเผยแพร่ใช่ไหมครับ? เพราะถ้ามันตกไปอยู่ในมือ “ผู้ที่ยังไม่พร้อม” รายอื่นๆ อย่างพวกเด็กๆ หรือ พวกบกพร่องทางจิต ก็อาจจะส่งผลกระทบที่คาดไม่ถึงออกมาได้เช่นกัน ดังนั้น ทุกๆคนก็ควรจะมีอยู่ชีวิตอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่มีไว้เพื่อปกป้องคนเหล่านั้นไปเรื่อยๆ ใช่ไหมครับ

ถ้าเป็นเช่นนั้น มันน่าดีใจแทนพวกที่ชอบก่อเรื่องนะครับ ที่มีคนอย่างคุณ “นาย ก” คอยหาข้อแก้ตัวให้กับการกระทำของพวกเขา เพราะถ้าพฤติกรรมเหล่านั้นมันเกิดเพราะพวกเขา “ถูกยั่วยุ” จากสิ่งที่ได้ชม นั่นเท่ากับว่า คุณ “นาย ก” กำลังบอกว่า พวกเขาไม่ใช่ต้นตอของความเสียหายที่เกิด สื่อที่นำเสนอสิ่งยั่วยุนั่นต่างหากเป็นต้นตอที่กระตุ้นให้พวกเขาได้ลงมือกระทำเรื่องเสียหายพวกนั้น ถ้าไม่ถูกยั่วยุ พวกเขาก็คงจะไม่ทำ ถ้าเป็นไปตามนั้น ก็เท่ากับว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องแบกรับความรับผิดชอบกับการกระทำของพวกเขาทั้งหมดด้วย เพราะยังไงเสีย พวกเขาก็สามารถจะโยนความผิดบางส่วนไปให้กับสื่อที่พวกเขาเลือกที่จะรับชม (โดยที่ไม่ได้ถูกบังคับ) ได้

ถ้าพวกเขาไม่ใช่ต้นตอจริงๆละก็ ไม่ทราบเหมือนกันว่าผู้สนับสนุนการเซ็นเซอร์อย่าง คุณ "นาย ก" คิดว่าพวกเขาควรได้รับการลดโทษด้วยหรือเปล่า

หลังจากได้อ่านปรัชญาในเรื่อง “สิทธิ” และ “หน้าที่” ตามกรอบความคิดของคุณ “นาย ก” แล้ว ไม่ทราบว่ามีใครคิดเช่นเดียวกับผมบ้างว่า เวลาคุณ “นาย ก” ได้ยัดเยียด “หน้าที่” ให้กับคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งในที่นี้อาจจะหมายถึงผมและพวกเราทุกคน ในขณะเดียวกันนั้นเอง เขาก็ได้ให้ “สิทธิ” กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ในการหลีกเลี่ยง “หน้าที่ความรับผิดชอบ”ของตัวเอง อย่างน้อยก็หน้าที่ในการควบคุมความประพฤติของตน ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนให้กับคนอื่นๆ

***** ลองมาดูตัวอย่างที่เขายกขึ้นมากันนะครับ นอกจากจะไม่ชัดเจนแล้ว ในตัวมันเองก็ยังดูมั่วๆ ผมไม่แน่ใจว่า กรณีรถจอดขวางทางเข้าออกนั้น มันจอดขวางที่หน้าปากซอยนั่นมันจอดขวางซอยเลยหรือเปล่า ในกรณีที่เราเดินไปซื้อของคงต้องยอมรับนะครับว่าถนนเขาสร้างไว้ให้รถวิ่งเป็นหลัก เราคงจะไม่มี "สิทธิ" ไปสร้างความเสียหายให้ทรัพย์สินของเขาด้วยการเดินย่ำไปบนรถหรอกครับ ถ้าเขาละเมิดสิทธิ์ผู้อื่นด้วยการจอดรถขวางซอย ก็เท่ากับว่า มันจอดขวางทางที่รถวิ่งเข้าออกซอยด้วย ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ต้องดูเป็นกรณีครับว่า ที่มันจอดขวางเพราะรถบนถนนสายหลักมันติดหรือเปล่า ถ้าเป็นเพราะรถติดมันก็คงจะเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ แต่ถ้าจอดขวางไว้เฉยๆ บอกแล้วก็ยังไม่ยอมไป ก็เรียกได้ว่ามันละเมิดสิทธิกันแน่ๆ แล้วทำไมถึงไม่เรียกให้ตำรวจเข้ามาจัดการล่ะครับ ถ้าเจ้าของรถไม่อยู่ ตำรวจเขาก็จะหารถมาลากออกไปเอง และตัวเจ้าของรถก็ต้องโดนใบสั่ง ฐานละเมิดสิทธิผู้อื่น ทำให้เกิดการเสียเวลา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความเสียหาย ต้องมีการลงโทษและลงบันทึก ถ้าทำอยากนี้อีกก็จะโดนยึดใบขับขี่ นี่เป็นสิ่งที่เขาทำกันในต่างประเทศนะครับ การยึดใบขับขี่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ทราบเหมือนกันว่าที่นี่เขามีการลงโทษกันจริงจังหรือเปล่า ถ้าไม่ ก็คงจะเป็นเพราะว่าผู้คนที่นี่ไม่ค่อยให้ความสำคัญเรื่อง "สิทธิ" และ "หน้าที่ในการให้ความเคารพสิทธิ" กันเท่าที่ควร ก็คงจะเป็นเพราะผู้คนส่วนใหญ่คิดกันแบบคุณ "นาย ก" นั่นละครับ เมื่อไม่รู้จักหวงแหนสิทธิ เราก็จะไม่รู้จักการเคารพสิทธิผู้อื่นไปด้วย ผมถึงไม่ประหลาดใจที่เวลาขับรถ มักจะเจอพวกที่ชอบขับปาดหน้าปาดหลัง ที่ขับแบบไม่เคารพสิทธิการใช้เลนก่อนหลังกันซักเท่าไร *****

คุณ “นาย ก” ได้กล่าวถึง “สิทธิ” ที่ต้องมาพร้อมกับ “หน้าที่” ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ให้ความชอบธรรมกับหน่วยงานรัฐในการปิดกั้นการรับรู้ ซึ่งการรับรู้นั้นก็ถือได้ว่าเป็น “สิทธิ” ขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของความเป็นมนุษย์ ตัวคุณ “นาย ก” เองคงจะลืมไปนะครับว่าตัวเขาเองนั้นบกพร่องโดยสิ้นเชิงใน “หน้าที่ขั้นพื้นฐานที่สุด” ของเขา ที่จะต้องรู้จัก “ให้ความเคารพในสิทธิ” ของผู้อื่น อย่างน้อยก็ให้มากพอๆกับที่หวงแหนสิทธิของตน ผมคงพอจะพูดได้เช่นกันใช่ไหมครับว่า คนอย่างคุณ “นาย ก” เป็น “พวกที่ไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง” และมันก็ไม่ใช่ "หน้าที่" ของใครทั้งนั้น ที่จะต้องมาเลือกชมภาพยนตร์ หรือต้องมีชีวิต อยู่บนความคาดหวังหรือความเหมาะสมของคนอย่างเขา

ที่เป็นเช่นนี้ ผมเดาว่าเป็นเพราะตัวคุณ “นาย ก” แกเองก็ยังคงมีความสับสนในเรื่อง “ขอบเขต” ซึ่งเป็นตัวคอยกำกับ “สิทธิ” และ “หน้าที่” ในแต่ละคน อยู่นะครับ และผมพบว่า ผู้ที่สนับสนุนการปิดกั้นทั้งหลายก็มักจะมีความสับสนในเรื่องนี้เช่นกันครับ มันเป็น “หน้าที่” ที่สำคัญอย่างยิ่งที่เลยนะครับที่ทุกๆคนหรือทุกๆองค์กรจะตระหนักถึง “ขอบเขต” ของตน ไม่เช่นนั้นมันจะนำไปสู่การรุกล้ำในเสรีภาพ และก็เห็นได้ชัดว่า คุณ “นาย ก” เองก็ยังไม่ได้ตระหนักในเรื่องนี้

ทุกๆคนและทุกๆองค์กรต่างก็ต้องมี "ขอบเขตทางด้านสิทธิ" และ "ขอบเขตทางด้านหน้าที่" ด้วยกันทั้งนั้นนะครับ กฏหมายที่มีอยู่ในสังคมที่ศิวิไลซ์ (แน่นอนครับว่าไม่รวมสังคมไทย) ต่างก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิ์ และควรมีไว้เพื่อเป็นหลักประกันให้ทุกคนมีเสรีภาพเต็มที่ภายใต้ "ขอบเขตทางด้านสิทธิ" ของตน บนพื้นฐานที่ว่า ทุกคนที่บรรลุนิติภาวะจะต้องมีความรับผิดชอบต่อทุกการกระทำของตัวเอง ที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่น ส่วน "ขอบเขตทางด้านหน้าที่" ของแต่ละคนก็คือต้องรู้จักให้ความเคารพสิทธิในการมีเสรีภาพของผู้อื่น ด้วยการรู้จักขอบเขตและควบคุมพฤติกรรมของตน ไม่ใช่พอควบคุมไม่ได้ ก็โทษว่าคนอื่นๆไม่ทำ "หน้าที่" ที่จะต้องคอยช่วยเหลือ "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" อย่างพวกเขา ด้วยการงดสนับสนุน "สิ่งยั่วยุ" ที่พวกยังไม่พร้อมเหล่านั้นเลือกเสพย์ เพราะสิ่งที่พวกยังไม่พร้อมทำอยู่ ก็คือโยน "หน้าที่" ที่อยู่นอก "ขอบเขตทางหน้าที่" ให้กับทุกๆคน

ถ้าการโยนหน้าที่มันใช้เป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงความผิดกันได้ เพียงแค่เรื่องเดียวที่พวกยังไม่พร้อมเหล่านั้นก่อขึ้น มันสามารถหาแพะให้มารับผิดแทนได้เป็นล้านเลยครับ ถ้าผู้สร้างภาพยนตร์ต้องเป็นฝ่ายผิด เพราะมีผู้ที่ยังไม่พร้อมก่อเรื่องขึ้นเนื่องจากถูกหนังเรื่องนั้นยั่วยุ ผู้กำกับคนอื่นๆที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้สร้างภาพยนตร์คนนั้นก็ต้องผิดด้วยที่สร้างแรงบันดาลใจที่สามารถยั่วยุให้หนังเรื่องนั้นถูกสร้าง หรือสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้สร้างภาพยนตร์คนนั้นคิดจะมาเป็นนักทำหนัง

ในสังคมที่มีความศิวิไลซ์มากพอ กฏหมายต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ใช่ว่ากฏหมายเป็นตัวคุกคามสิทธิเสรีภาพเสียเอง

ในสังคมเหล่านั้น แม้แต่หน่วยงานรัฐเองก็ยังต้องมีขอบเขตด้านสิทธิที่จำกัด การจำกัดอำนาจของรัฐบาลก็มีบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน อย่างน้อยก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจได้อย่างพร่ำเพรื่อ เป็นเพื่อเป็นหลักประกันว่า สิทธิ์ในการมีเสรีภาพ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในแต่ละคน เพราะแต่ละคนจะมีเวลาในการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อย่างจำกัด ดังนั้น แต่ละคนจึงควรจะมีสิทธิที่จะใช้เวลาอันมีอยู่จำกัดนี้เก็บเกี่ยวประสพการณ์แห่งการมีชีวิตได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประสพการณ์อันเกิดจากประสพการณ์ที่เกิดในชีวิตจริง หรือประสพการณ์จากการรับรู้ผ่านสื่อต่างๆ ทุกคนควรจะมีเสรีภาพในการจะทำกิจกรรมใดๆก็ตามเพื่อให้ได้มาซึ่งประสพการณ์ตามแต่ความอยากรู้อยากเห็นของแต่ละคนจะชักนำไป ตามแต่ปัจจัยของแต่ละบุคคลจะเอื้ออำนวย ตราบใดที่กิจกรรมเหล่านั้นยังไม่ก่อให้เกิดการล่วงละเมิดในสิทธิของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์ในการมีเสรีภาพ สิทธิส่วนบุคคล หรือสิทธิที่จะได้อยู่อย่างสงบสุข ซึ่งคนอื่นๆก็ย่อมมีสิทธิอย่างเดียวกันนี้ โดยเท่าเทียมกัน หลักประกันนี้จะรับการรับรองว่าองค์กรรัฐมีหน้าที่เพียงแค่ป้องกันหรือบังคับใช้กฏหมายเมื่อมีการล่วงละเมิดเท่านั้น แต่จะต้องไม่มีการล่วงละเมิดที่เกิดขึ้นโดยหน่วยงานหรือคนของรัฐโดยเด็ดขาด สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในความเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อประชาชนความตื่นตัว ตระหนักในสิทธิของพวกเขาที่ควรจะได้มี และมีการติดตามเฝ้าระวังการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐอย่างต่อเนื่อง

***** ในเมื่อเราทุกคนต่างก็มีชีวิตกันได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น และถ้าไม่มีผู้พิทักษ์วัฒนธรรมหน้าไหนคืนเวลาในชีวิตหรือคืนช่วงวัยแห่งความเป็นหนุ่มเป็นสาวให้กับใครได้ทั้งนั้น ถ้าการต้องมีชีวิตบนความคาดหวังของพวกผู้พิทักษ์วัฒนธรรม หรือเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมที่มันปล้นเอาโอกาสในการใช้เวลาในชีวิตให้ได้ประโยชน์สูงสุดแล้วละก็ ทำไมทุกคนยังต้องภาคภูมิใจกับวัฒนธรรมเหลือเดนจากอดีตพวกนั้นอีกล่ะครับ ถ้าวันใดวันหนึ่งวัฒนธรรมเหล่านี้ได้สูญหายหรือตายจากไป มันก็ไม่ควรค่าจะได้รับความรู้สึกอาลัยอาวรณ์จากใครทั้งสิ้น *****

การสูญเสียโอกาสที่จะได้เก็บเกี่ยวประสพการณ์ในแต่ละช่วงวัยของชีวิต อันเนื่องมาจากการถูกปิดกั้นโดยพวกผู้พิทักษ์วัฒนธรรม หรือจากการที่ต้องมีชีวิตอยู่บนความคาดหวังของคนประเภทเดียวกับคุณ "นาย ก" นั้น ผมเดาว่าคนอย่างเขาคงจะไม่คิดว่ามันเป็น "ความเสียหาย" หรอกครับ ยิ่งให้ตัวเขาได้ตระหนักว่าเขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่สร้างความเสียหาย (ด้วยการเป็น "ตัวถ่วง" กับการมีเสรีภาพของคนอื่นๆ โดยการตั้งความคาดหวัง ยัดเยียดหน้าที่ และยอมรับความชอบธรรมให้กับหน่วยงานรัฐ) นั่นก็ยิ่งไม่มีทาง ถึงแม้เขาจะได้ตระหนัก แต่ตัวเขาคงไม่มีปัญญารับผิดชอบด้วยการคืนโอกาสหรือเวลาในชีวิตให้กับใครได้เลย ทั้งๆที่มันเป็น "หน้าที่" ที่ต้องรับผิดชอบ เวลาที่มีความเสียหายเกิดขึ้น มันก็ย่อมต้องมีการชดใช้

เมื่อพูดเรื่องสิทธิในการชมภาพยนตร์ ไม่ว่าผมจะมองกี่ครั้ง การเลือกชมภาพยนตร์ที่แต่ละคนต้องการ ในพื้นที่ส่วนบุคคลและในเวลาส่วนตัวนั้น มันก็ยังเป็นกิจกรรมที่อยู่ใน "ขอบเขตทางด้านสิทธิ" ของแต่ละคนอยู่ดี ยังไม่มีการล่วงละเมิด หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ใครทั้งสิ้น และทุกคนควรจะมีสิทธิได้ดูหน้งทุกเรื่องที่พวกเขาอยากดู ตราบใดที่ยังมีผู้สร้างหรือผู้จัดจำหน่าย ที่เต็มใจจะจัดหามาให้ได้ชม ไม่ว่าเนื้อหาที่นำเสนอในภาพยนตร์เหล่านั้น จะเต็มไปด้วยความวิปริตขนาดไหนก็ตาม มันก็ยังเป็นสิทธิที่ควรได้รับการเคารพ และได้รับการปกป้องให้ปลอดภัยจากพวกหน่วยงานรัฐหรือกลุ่มผู้พิทักษ์วัฒนธรรมทั้งหลาย และมันก็ไม่ควรจะเป็นธุระอะไรของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องเข้ามาแทรกแซง ในเมื่อไม่มีใครที่ถูกละเมิดสิทธิจากกิจกรรมการชมภาพยนตร์เหล่านั้น และไม่มีใครต้องถูกบังคับให้ดูในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากดู

จะเห็นได้ชัดเลยใช่ไหมครับว่าเมื่อเปลี่ยนจากการกล่าวถึงผู้สร้างภาพยนตร์ มาเป็นการกล่าวถึงสิทธิของผู้บริโภคในการรับรู้รับชม ประเด็นมันไปไกลเกินกว่าประเด็นที่ว่า สิ่งที่หนังนำเสนอนั้นเป็นศิลปะหรือเป็นความอนาจาร มันเป็นหนังอาร์ทหรือหนังโป๊ เพราะในมุมมองของผู้ชมอย่างผม ถึงมันจะเป็นหนังเอ็กซ์ที่เต็มไปด้วยความวิตถารขนาดไหน มันก็ยังเป็นสิทธิทีผู้ชมทุกคนควรได้ดูหนังที่พวกเขาอยากจะดูอยู่วันยังค่ำ และต้องแยกแยะให้ออกนะครับว่า การชมภาพยนตร์ในที่ส่วนตัวหรือในที่ๆจัดไว้เพื่อการชมภาพยนตร์ อย่างในโรงหนัง โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใครทั้งสิ้น กับการออกไปก่อคดีข่มขืนนัน มันคนละเรื่องกัน

สิทธิในการรับรู้นั้น ไม่ควรจะถูกจำกัดอยู่แค่การชมภาพยนตร์เท่านั้น แต่ต้องรวมถึงกิจกรรมทุกอย่างที่สามารถตอบสนองต่อความอยากรู้อยากเห็นให้กับทุกคน ตราบใดที่กิจกรรมเหล่านั้นยังไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น อย่างเช่นสิทธิความเป็นส่วนตัว มันคงจะเกินขอบเขตของสิทธิที่ผมมี ถ้าผมเกิดความอยากรู้อยากเห็นว่า วันนี้ดาราที่ผมชอบใส่กางเกงในสีอะไร หรือ ชีวิตส่วนตัวของพวกเขาเป็นอย่างไร ถ้าการใช้ชีวิตส่วนตัวของพวกเขาไม่ส่งผลกระทบต่อใครก็ตาม อันนี้ก็ถือได้ว่าความอยากรู้อยากเห็นของผมมันรุกล้ำสิทธิของผู้อื่น แต่เราทุกคนก็ต้องแยกให้ออกเช่นกันครับ ระหว่าง ผลงานการแสดงที่เหล่าดาราและผู้สร้างภาพยนตร์เต็มใจจะนำเสนอ กับชีวิตส่วนตัวที่พวกเขาไม่เต็มใจจะนำเสนอให้เป็นที่รับรู้

พูดถึงชีวิตส่วนตัวของพวกนักแสดง เท่าที่ผมสังเกต บรรดาพวกพ่อแม่ผู้ปกครองมักจะชอบบ่นกันว่า ดารานักแสดงที่ไม่รู้จักควบคุมความประพฤติตัวเองจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับเยาวชน พูดง่ายๆก็คือลูกๆของพวกเขานั่นแหละครับ ผมสงสัยว่า ที่พวกเขารู้เกี่ยวกับความพฤติกรรมในชีวิตส่วนตัวของนักแสดงพวกนั้น เป็นเพราะพวกเขาอุดหนุนสื่อขยะอย่างพวกแทบบลอยด์กันหรือเปล่า ซึ่งเท่ากับว่าสนับสนุนให้พวกปาปาราซซี่เที่ยวล่วงละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น เพียงแค่พวกเขาไม่สนับสนุนเท่านั้น สื่อเหล่านั้นก็จะไม่สามารถจะนำเสนอพฤติกรรมที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับลูกๆของพวกเขาได้ แต่คงเป็นเพราะว่าพวกเขาต้องการหาแพะให้กับความล้มเหลวของตัวเอง ที่ไม่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกๆกันได้ พวกเขาจึง "ถือสิทธิ" ที่เกินขอบเขตของตน ไปตั้งความหวังให้พวกนักแสดงเหล่านั้นต้องมามีชีวิตอยู่บนความคาดหวังของพวกเขา ด้วยการอ้างว่านักแสดงเป็นคนของประชาชน ทั้งๆที่มันไม่ใช่ "หน้าที่" ของนักแสดงเลย นักแสดงมี "หน้าที่" นำเสนอผลงานการแสดง ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ความบันเทิงหรือเพื่อยกระดับศิลปะการแสดงก็ตามแต่ ยังไงมันก็ไม่ใช่ "หน้าที่" ของพวกเขาที่ต้องเป็นตัวอย่างให้กับเด็ก และพวกนักแสดงก็ไม่ได้ติดค้างอะไรกับสาธารณชนทั้งสิ้น ในเมื่อความบันเทิงที่สาธารณชนได้จากพวกนักแสดงเหล่านั้น ก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรมดีแล้ว เหมือนกับการแลกเปลี่ยนอย่างอื่น

และมันก็เกินขอบเขตทางด้านสิทธิของคนอย่างคุณ "นาย ก" เช่นกันครับ ที่จะเข้ามาเจ้ากี้เจ้าการ หรือ ละลาบละล้วง ให้ทุกคนต้องเอาเสรีภาพส่วนบุคคลมาวางไว้บนความคาดหวังของเขา ต้องเลือกชมแต่เฉพาะภาพยนตร์ที่คนประเภทเดียวกับเขาเป็นผู้ให้การรับรอง ให้ผมหรือผู้ชมคนอื่นๆต้องไปเที่ยวคอยรับผิดชอบต่อทุกคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ หรือต้องคอยรับผิดชอบต่อการกระทำของอาชญากรทั้งโลกหรอกนะครับ เพราะมันเกิน "ขอบเขตทางด้านหน้าที่" ของผม ในขณะที่ ผู้ที่ก่อคดีก็บกพร่องใน "หน้าที่ขั้นพื้นฐาน" ของตนเอง

การรู้จักใช้วิจารณญาณในการแยกแยะสิ่งที่สื่อนำเสนอกับความเป็นจริง การรู้จักควบคุมความประพฤติของตนไม่ให้ก่อความเดือดร้อนต่อผู้อื่น เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนควรจะต้องรู้ก่อนที่จะบรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ (ถ้าเป็นผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ก็ควรจะอยู่ภายใต้การอบรมและการดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครอง มันเป็น "หน้าที่" ที่พ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนควรจะมีความรับผิดชอบต่อลูกๆของตัวเอง) ทุกๆคนควรจะตระหนักรู้ในเรื่องเหล่านี้ในทุกๆการกระทำของตน ถ้า "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" ในความหมายของคุณ "นาย ก" คือผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ก็ยังคงบกพร่องในเองพื้นฐานเหล่านี้ ไม่รู้จักแยกแยะ ไม่รู้จักใช้วิจารณญาณ หรือไม่รู้จักควบคุมตนเอง แล้วละก็ สำหรับคนพวกนี้ ทุกอย่างเป็น "สิ่งยั่วยุ" ได้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่พวกเขาเจอในภาพยนตร์หรือสื่ออื่นๆ อาจจะเป็นสิ่งที่พวกเขาเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ถ้ามันสอดคล้องกับความไม่ปรกติที่พวกเขามีในตัว ก็จัดได้ว่าเป็นตัวกระตุ้นได้ทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่การได้เห็นแม่ของพวกเขานุ่งกระโจมอก

แต่ถ้าหากคุณ "นาย ก" ยังยืนยันที่จะยัดเยียดหน้าที่ในการหลีกเลี่ยงการชมภาพยนตร์ที่มีเนื้อหายั่วยุให้กับทุกๆคน หรืออ้างเหตุผลว่า การช่วยปกป้องผู้ที่ยังไม่พร้อม ก็ควรจัดอยู่ใน "ขอบเขตด้านหน้าที่" ของทุกๆคนด้วยแล้วละก็ ถ้าจะให้ผมคิดแบบคุณ "นาย ก" นะครับ ผมก็คิดว่า แทนที่จะมายัดเยียดหน้าที่ให้กับผู้ชม มันจะไม่ดีกว่าเหรอครับถ้าเอาเวลาไปชี้ให้ "ผู้ที่ยังไม่พร้อมทั้งหลาย" ได้ตระหนักว่า สำหรับพวกเขา มันยังมีหน้าที่อันเร่งด่วนเป็นอย่างยิ่งรออยู่ มันเร่งด่วนเสียยิ่งกว่าหน้าที่ๆผู้สนับสนุนการเซ็นเซอร์อย่างคุณ "นาย ก" เที่ยวคาดคั้นเอากับผู้ชมอย่างผมเสียอีก หน้าที่ของพวก "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" เหล่านี้ก็คือ พวกเขาจำเป้นจะต้องรู้ว่า การรู้จักใช้วิจารณญาณในการแยกแยะและการควบคุมตัวเองนั้น มันเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดในการมีชีวิต ถ้าการมีชีวิตในแต่ละวันของพวกเขายังต้องให้คนอื่นมาคอยรับผิดชอบอีกละก็ การปล่อยให้พวกเขาได้อยู่ต่อไปเรื่อยๆ มันก็รังแต่จะเป็นการเสี่ยงต่อตัวพวกเขาเอง กับการที่ต้องพบเจอกับ "สิ่งยั่วยุ" จนควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วแสดงพฤติกรรมด้านลบของตนออกมาจนคนอื่นต้องได้รับความเดือดร้อน สิ่งที่พวกเขาต้องรีบทำอย่างเร่งด่วนก็คือ "รีบตายๆกันไปซะ" ก่อนที่พวกเขาจะได้เจอกับสิ่งยั่วยุ !!!!!! เพราะถ้าปล่อยให้คนพวกนี้มีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ คนอื่นๆก็จะต้องมามีชีวิตอยู่บนความเสี่ยง โดยที่ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนพวกนี้จะระเบิดพฤติกรรมด้านลบออกมาเมื่อไร

นี่ว่ากันตามแนวคิดของคุณ "นาย ก" นะครับ เพราะมันจะไม่เป็นการดีกว่าหรือครับที่จะไปคาดคั้น "หน้าที่" เอากับพวกกลุ่มเสี่ยงโดยตรงไปเลย

เห็นได้เลยนะครับว่า "ขอบเขตทางด้านหน้าที่" ก็มีความสำคัญพอๆกับ "ขอบเขตทางด้านสิทธิ " นอกจากทุกคนควรมีขอบเขตทางด้านสิทธิที่จำกัดแล้ว ก็ควรจะมีขอบเขตทางด้านหน้าที่ๆจำกัดด้วยครับ ไม่เช่นนั้น "ผู้ที่ยังไม่พร้อมทั้งหลาย" ทั้งผู้ที่บรรลุนิติภาวะหรือยังไม่บรรลุ ก็จะใช้เป็นข้ออ้างให้กับความบกพร่องในหน้าที่ของตนได้เรื่อยๆ ด้วยการโยน "หน้าที่ๆเกินขอบเขต" ให้กับใครต่อใคร หรือสื่อที่พวกเขาเลือกจะชมเพื่อที่จะเอามาเป็นต้นตอให้กับพฤติกรรมด้านลบของตัวเอง

ผมลองจินตนาการดูเล่นๆว่ามันจะเป็นยังไง ถ้าเกิดมีคนไปปาขี้ใส่หน้าคุณลัดดา เพราะว่าเขาถูก "ยั่วยุ" จากถ้อยคำที่คุณลัดดาให้สัมภาษณ์ผ่าน "สื่อ" แล้วเขาก็อ้างบ้างว่ามันเป็น "หน้าที่" ของคุณลัดดาที่ควรจะระมัดระวังทุกๆครั้งก่อนจะอ้าปากพูด เพราะอาจจะหลุดปากพูดในสิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดการยั่วยุเกิดขึ้น ถ้ามีสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงๆ ผมว่าเขามีข้ออ้างที่ฟังขึ้นมากกว่าข้ออ้างที่คุณ "นาย ก" ใช้แก้ตัวให้พวกอาชญากรเสียอีก เพราะสิ่งที่คุณลัดดาทำ นอกจากจะยั่วยุแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อ "ขอบเขตด้านเสรีภาพ" ของเขาด้วย

ถ้าเรายอมรับได้ว่า สิ่งที่สื่อนำเสนอสามารถ “ยั่วยุ” ให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ เท่ากับเรายอมรับเช่นกันว่านะครับว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมเหล่านั้นสามารถใช้ “การยั่วยุ” เป็นข้ออ้างเพื่อรับบาปแทนตัวเองได้เช่นกัน สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ข้ออ้างเรื่อง “การยั่วยุ” ที่นอกเหนือจากการยั่วยุโดยตรง (อย่างกรณีการบันดาลโทสะ ที่ผู้ก่อเหตุถูกยั่วยุโดยเจตนาจากคู่กรณี) สามารถใช้ได้ครอบจักรวาลเลยครับ ไม่จำกัดเฉพาะสิ่งที่ "สื่อ" นำเสนอเท่านั้น


มันมีคำถามสำคัญที่ควรจะนำมาพิจารณาเมื่อพูดถึงเรื่องการยั่วยุก็คือ จริงหรือไม่ที่สื่อเป็นต้นตอหลักของพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ต่างๆ? ถ้าจริง สื่อ สามารถส่งอิทธิพลต่อผู้ที่ยังไม่พร้อมได้ไกลแค่ไหน? ใครควรเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายจากพฤติกรรมเหล่านั้น เมื่อนำเรื่อง ขอบเขตทางด้านสิทธิและหน้าที่มาพิจารณา? การปิดกั้นใช้แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่? และอะไรคือต้นตอของ "ความไม่พร้อม"?

ผมเองก็เคยสงสัยว่าทำไมประเทศนี้ถึงเต็มไปด้วยอันตรายอันเกิดจาก "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" ทั้งๆที่เสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในสังคมไทยเองก็ได้ถูกปิดกั้นอย่างแน่นหนา เมื่อเทียบกับสังคมอื่นที่เสรีภาพของประชาชนได้รับการรับรอง ทำไมสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศนี้จึงไม่ค่อยจะเกิดขึ้นในที่เหล่านั้น และเท่าที่ได้สังเกตุ ในประเทศที่เต็มไปด้วย "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" ก็มักจะเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยการปิดกั้นในทุกรูปแบบเช่นกัน และถ้าความไม่พร้อมสามารถวัดเป็นปริมาณได้ ปริมาณของความไม่พร้อมก็มักจะแปรผันโดยตรงกับปริมาณของการปิดกั้นเสียด้วยสิครับ หรือบางที ผมก็ไม่แน่ใจว่า เราควรถูกปิดกั้นไปเรื่อยๆเพราะเราคงจะไม่มีวันพร้อม หรือ เป็นเพราะเราถูกปิดกั้นมากเกินไปหรือเปล่า เราถึงไม่รู้จักโตกันเสียที

ถ้าอยากจะทราบว่าการปิดกั้น (ซึ่งการเซ็นเซอร์ก็ถือได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่ง) มันใช้แก้ปัญหาด้านความรุนแรงและปัญหาด้านพฤติกรรมต่างๆได้จริงหรือเปล่า เราก็ต้องนำสังคมที่เต็มไปด้วยการปิดกั้นกับสังคมที่มีการรับรองเสรีภาพมาลองเปรียบเทียบกันดูนะครับ ลองเอาที่แตกต่างกันแบบสุดๆมาเทียบดูกันเลย เพื่อที่จะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น

ลองนึกถึงสังคมในประเทศอย่างอาฟกานิสถานในยุคที่ถูกปกครองโดยพวกทาลีบัน ที่ประชากรต้องอยู่ภายใต้กรอบจารีตอย่างที่เคร่งครัด ที่ซึ่งสื่อต่างๆกลายเป็นสิ่งต้องห้าม ทุกสิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดแรงกระตุ้นทางเพศนอกการสมรสเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ที่ซึ่งผู้หญิงไม่สิทธิออกนอกบ้านโดยไม่มีญาติฝ่ายชายคอยตามประกบ ไม่มีสิทธิได้รับการตรวจรักษาด้วยการแตะเนื้อต้องตัวจากหมอผู้ชาย ไม่เว้นแม่แต่ในกรณีฉุกเฉิน หรือสังคมยุโรปในยุคกลาง ที่องค์กรศาสนามีอำนาจเต็มที่ในการบังคับให้ทุกๆคนต้องอยู่ใต้กฏเกณฑ์ที่พวกเขาเขียนขึ้น ทุกอย่างที่ให้ความรื่นรมย์ทางผัสสะถือได้ว่าเป็นสิ่งยั่วยุ ไม่เว้นแม้กระทั่งดนตรี มีการเฝ้าระวังกิจกรรมทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือไปจากข้อปฏิบัติทางศาสนา

ถ้าว่ากันตามหลักของคุณ "นาย ก" แล้ว สังคมที่ปราศจากสิ่งยั่วยุเหล่านั้นน่าจะเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความราบรื่นใช่ไหมครับ ไม่น่าจะเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยอาชญากรรมหรือความรุนแรงต่อเด็กและสตรี แต่บางที ในความเป็นจริง ความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในสังคมเหล่านั้นอาจจะไม่ถือว่าเป็นอาชญากรรมเลยด้วยซ้ำ ในประเทศซาอุดิอาระเบีย โรงภาพยนตร์ถือได้ว่าเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะการปล่อยให้หญิงและชายที่ไม่ใช่คู่สมรสไปอยู่ในห้องมืดๆด้วยกันมันขัดกับข้อห้ามทางศาสนา แต่ทำไมบรรดาผู้ก่อการร้ายตัวแสบๆที่ไม่เคยลังเลใจเวลาสังหารผู้บริสุทธิ์จึงมักจะมาจากที่นี่

จะเห็นได้เลยนะครับว่า การปิดกั้นในระดับที่เข้มข้นขนาดนี้มันก็ไม่ได้แก้ปัญหาความรุนแรงในสังคมแต่อย่างใดเลย ความรุนแรงต่อเด็กและสตรีก็ยังเกิดขึ้นเป็นประจำเหมือนเป็นเรื่องปรกติ ยิ่งกรอบที่บังคับใช้ต่อสตรีและการปลูกฝังทางด้านขนบจารีตมีความเข้มข้นมากขึ้นเท่าใด สตรีเหล่านั้นก็สามารถยอมรับการปฏิบัติได้ต่ำกว่าความเป็นมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น เพราะมีแต่การปลูกฝังให้เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย ที่จะทำให้ผู้ที่อยู่ใต้กรอบข้อบังคับยอมรับสภาพของการถูกปฏิบัติแย่ๆ หรือถูกปฏิบัติด้วยความรุนแรงได้ ในสังคมแบบนี้ การจับกุมและเผาทั้งเป็นเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีความคิดแตกต่าง หรือกับใครก็ตามที่บังอาจตั้งคำถามต่อกลุ่มที่ผูกขาดทางด้านศีลธรรม ด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีต ฝูงชนที่เชื่อในจารีตพวกนั้นก็สามารถจะยืนดูเฉยๆโดยไม่มีการต่อต้าน ขนบจารีตที่เคร่งครัดแบบนี้นี่เองครับ ที่ทำให้ยุโรปเข้าสู่ยุคมืดเป็นเวลาหลายศตวรรษทีเดียว

บางท่านอาจจะแย้งว่า ความรุนแรงและสงครามที่เกิดขึ้นในยุโรปยุคกลาง เป็นผลอันเนื่องมาจากอิทธิพลของ "สื่อ" ในยุคนั้น อย่างคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่ง "ยั่วยุ" ได้แม้แต่ประชาชนทั่วไปที่มีสภาพจิตปรกติ ให้ก่อสงครามและความรุนแรง แต่ปัญหาก็คือ ฝูงชนทั้งหลายที่มีส่วนร่วมในความรุนแรงเหล่านั้นไม่ได้เป็นผู้ที่มีสภาพจิตปรกติ และความไม่ปรกตินันไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนเหล่านั้นได้เข้าถึงเนื้อหาของคัมภีร์ไบเบิ้ล แต่เป็นเพราะการปลูกฝังทางด้านกรอบจารีต ทำให้พวกเขามีสิทธิจะรู้ได้แค่เฉพาะเนื้อหาของคัมภีร์ไบเบิ้ลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีสิทธิที่จะได้รับรู้แนวคิดทางปรัชญาอื่นๆที่นอกเหนือไปจากหลักคำสอนทางศาสนา การถูกตัดขาดจากการรับรู้อย่างรอบด้านนี่เองที่ตัดโอกาสของทุกคนในการตอบสนองต่อความต้องการและความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของมนุษย์ แม้ว่าการตอบสนองเหล่านั้นจะเป็นการกระทำที่ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ใครเลยก็ตาม ความเคร่งครัดที่มาพร้อมกับความคับข้องใจเรื้อรังจะดูดซับพลังงานที่ควรใช้กับความคิดสร้างสรรค์ไปจนหมด แล้วทดแทนด้วยความเกลียดชังและอัคติ ในสังคมแบบนี้ สงครามก็เป็นทางออกอย่างหนึ่งที่สังคมเหล่านั้นใช้ในการลดแรงเสียดทานที่อยู่ภายใน ทุกครั้งที่ผลด้านลบของการอยู่ใต้กรอบจารีตเริ่มแสดงผล ผู้คนอาจจะเริ่มไม่พอใจกับสภาพชีวิตที่ตายซากอย่างนี้ แทนที่จะรอให้พวกเขาเริ่มตั้งคำถามกับฝ่ายที่ผูกขาดและได้ประโยชน์จากระบบจารีต มันจะไม่ง่ายกว่าเหรอครับที่จะหันไปโทษปัจจัยที่มาจากภายนอก อย่างความเสื่อมทรามจากสังคมที่ศิวิไลซ์กว่า แล้วก็เริ่มก่อสงคราม

มีลักษณะร่วมอย่างหนึ่งที่พอจะพบได้จากผู้คนที่อยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยความเคร่งครัดก็คือ มันง่ายมากที่พวกเขาจะถูกปั่นหัวคนให้ไปตายในสมรภูมิเพื่อสนองความกระหายอำนาจของผู้นำ เพราะการอยู่ใต้การปิดกั้นมาเป็นเวลานาน ทำให้มันง่ายกว่าสำหรับพวกเขาที่จะ “เชื่อ” มากกว่าที่จะ “คิด” ตั้งคำถาม และในสังคมของพวกเขา การ "เซ็นเซอร์" คือกลไกที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาอำนาจ หรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจในแบบที่เป็นอยู่ เพราะถ้าปล่อยให้ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจ ได้รับรู้ข้อมูลของโลกที่ต่างออกไป หรือระบบวิธีคิดจากภายนอกที่สามารถชี้ให้เห็นว่าพวกเขาสามารถมีชีวิตอีกแบบหนึ่งได้ “การค้นพบ” นี้เอง อาจจะนำมาซึ่งสิ่งที่คุณ “นาย ก” อาจจะเรียกว่า “ความวุ่นวาย” เพราะผู้คนก็จะเริ่มเปรียบเทียบและเรียกร้องเสรีภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นของพวกเขามาโดยตลอด

ทีนี้ก็ลองมาดูสังคมที่เต็มไปด้วยเสรีภาพกันบ้าง อย่างสังคมของบางประเทศในยุโรป อย่างเยอรมัน ที่ซึ่งแม่แต่ในสถานีโทรทัศน์ทั่วไป ผู้ชมก็สามารถดู pornography ได้ในช่วงดึก ในกลุ่มประเทศอื่นๆที่พูดเยอรมัน อย่างออสเตรียกับสวิสเซอร์แลนด์ ก็ถือได้ว่าเป็นที่ๆปลอดการเซ็นเซอร์เช่นเดียวกัน ผู้คนก็ค่อนข้างจะมีทัศนคติที่เสรีในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ ก็ไม่เห็นว่าคนในรัฐบาลเอาข้ออ้างเรื่อง "ความไม่พร้อม" เข้ามายุ่มย่ามกับสิทธิการรับรู้ของคนทั่วไปอย่างที่เราทำ ทั้งๆที่ประเทศเหล่านั้นก็ไม่เคยขาดแคลนนักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์หรือด้านจิตวิทยา อย่าลืมนะครับว่าอย่างน้อยทั้งสองประเทศนี่ก็เป็นดินแดนที่ให้กำเนิดผู้บุกเบิกทฤษฎีด้านจิตวิเคราะห์ อย่าง Sigmund Freud กับ Carl Jung ไม่ได้มีแต่พวกนักวิชาการกำมะลอ ที่ชอบออกมาโวยวายเรื่องเนื้อหาที่สื่อนำเสนอ เพียงเพื่อสร้างผลงานให้ตัวเอง

หรืออย่าง ในเนเธอร์แลนด์ ที่ซึ่งการค้าประเวณี เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ค้าประเวณีได้รับการคุ้มครองตามที่กฎหมายได้ระบุ ในเรื่องความปลอดภัย สภาพแวดล้อมในการทำงาน รวมไปถึงสุขอนามัย หรือเอาที่ใกล้เข้ามาหน่อยอย่างญี่ปุ่น ที่ซึ่งหนังเอ็กซ์แบบพิสดารสุดๆสามารถหาชมได้ตามเซ็กส์ช็อพที่มีอยู่ทั่วไป แต่ทำไมสังคมเหล่านี้ถึงได้มีอัตราการเกิดอาชญากรรมทางเพศที่เรียกได้ว่าต่ำที่สุดในโลกล่ะครับ ทั้งยังเป็นที่ๆผู้หญิงที่นุ่งน้อยห่มน้อยสามารถเดินตามถนนได้ด้วยความรู้สึกที่ปลอดภัย และพวกอาชญากรที่ก่อคดีข่มขืนก็ไม่มีสิทธิโยนความผิดไปให้เหยื่อด้วยการอ้างว่าเหยื่อแต่งตัว "ยั่วยุ" ผิดกับสังคมด้อยพัฒนาบางประเทศที่ผู้คนถูกปิดกั้นจนกลายเป็นพวกเก็บกดทางเพศกันเต็มไปหมด ทีซึ่งพวกอาชญากรมีข้ออ้างให้กับพฤติกรรมของตัวเอง หรือบางทีก็เป็นพวกผู้พิทักษ์วัฒนธรรมทั้งหลายแหล่นั่นเองแหละครับที่คอยหาข้ออ้างให้อาชญากรเหล่านั้น

จากที่ลองเปรียบเทียบสังคมที่ต่างกันอย่างสุดขั้วดูแล้ว ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่า "การปิดกั้น" ซึ่งรวม "การเซ็นเซอร์" เอาไว้แล้วนั้น เป็น "วิธีการแก้ปัญหา" หรือเป็น "ต้นเหตุของปัญหา" กันแน่ครับ? ผมว่ามันค่อนข้างจะแปลกประหลาดมากเลยนะครับ ถ้าคุณ "นาย ก" จะนำเอาต้นเหตุของปัญหามาใช้แก้ปัญหาแล้วล่ะก็ ตัวคุณ "นาย ก" เอง ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ชอบสร้างปัญหาก็ได้