Sunday, December 30, 2018

WHY COLONEL BUNNY WAS KILLED (2010, Miranda Pennell, UK, 27min, A+30)


WHY COLONEL BUNNY WAS KILLED (2010, Miranda Pennell, UK, 27min, A+30)

1.ถึงแม้หนังจะตั้งชื่อเรื่องว่า WHY COLONEL BUNNY WAS KILLED แต่พอดูจบแล้ว เราก็ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใดว่า เพราะเหตุใดเขาถึงถูกฆ่า เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Colonel Bunny เป็นใคร และเหตุฆาตกรรมเขาเป็นอย่างไร เพราะหนังไม่ได้เล่าถึงเหตุการณ์นั้นเลย หนังไม่ได้พูดถึง Colonel Bunny อะไรเลยด้วย นอกจากว่ามีภาพถ่ายสถานที่แห่งหนึ่งปรากฏขึ้นมาในช่วงกลางของหนัง และมีคำเขียนไว้ใต้ภาพถ่ายนั้นว่า นี่เป็นจุดที่ Colonel Bunny ถูกฆ่า

2.หนังทั้งเรื่องเหมือนเป็นการผสมผสานองค์ประกอบสามอย่างเข้าด้วยกัน นั่นก็คือภาพถ่ายเมื่อราว 100 ปีก่อนของกองทหารอังกฤษในแถบอินเดีย/อัฟกานิสถาน/ปัญจาบ หรืออะไรทำนองนี้, เสียง voiceover ที่หยิบเอาบางส่วนจากหนังสือ AMONG THE WILD TRIBES OF THE AFGHAN FRONTIER (1908, Theodore Leighton Pennell) มาเล่าให้ผู้ชมฟัง และเสียง sound effects ที่ทรงพลังมากๆ

3.องค์ประกอบทั้งสามอย่างนี้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวสุดๆ และแต่ละองค์ประกอบก็ยอดเยี่ยมมากๆด้วย โดยในส่วนของภาพถ่ายนั้น กล้องมีการโฟกัสไปยัง background เลือนๆในบางภาพ ซึ่ง background เลือนๆนั้นเป็นรูปของคนรับใช้ชาวพื้นเมือง ซึ่งน่าจะเป็นชาวอัฟกัน/อินเดีย/ปัญจาบ

การเลือกโฟกัสอะไรแบบนี้ มันทำให้เกิดอารมณ์ thriller ขึ้นมาได้ดีมาก ในแง่นึงมันทำให้นึกถึงหนังเรื่อง TRAIN OF SHADOWS (1997, José Luis Guerin,Spain) ที่นำเอาฟุตเตจหนังเก่าที่ดูเหมือนไม่มีอะไรสลักสำคัญ มาสำรวจตรวจสอบ เพ่งพินิจพิจารณาใหม่ เพื่อดูว่ามันบ่งชี้ถึงเบาะแสการหายตัวไปของคนคนหนึ่งในทศวรรษ 1920 ได้หรือเปล่า  และมันทำให้นึกถึงหนังเรื่อง BLOW-UP (1966, Michelangelo Antonioni) ด้วย ที่เป็นการเอาภาพถ่ายสวนสาธารณะมาส่องขยาย เพื่อหาเบาะแสฆาตกรรมหรืออะไรทำนองนี้

4.เสียง voiceover ที่เป็นการเอาบันทึกในปี 1908 มาเล่าใหม่ ก็น่าสนใจมากๆ เพราะมันเล่าถึงความขัดแย้งด้านศาสนาตั้งแต่ปี 1908 ซึ่งพอได้ยินเรื่องราวความขัดแย้งในปี 1908 แล้ว มันก็เลยแทบไม่น่าประหลาดใจที่ Afghanistan จะกลายเป็นประเทศที่น่ากลัวสุดๆในอีก 100 ปีต่อมา

5.เสียง sound effects นี่ยอดเยี่ยมสุดๆ ออกแบบมาได้ดีงามมากๆ เพราะหนังทั้งเรื่องมันเป็น “ภาพนิ่ง” น่ะ เพราะฉะนั้นมันก็เลยต้องพึ่งพาการไหลเลื่อนของเสียง, การสร้างบรรยากาศความเคลื่อนไหวผ่านทางเสียง นี่แหละ ที่จะช่วยให้หนังเรื่องนี้มันดูไม่หยุดนิ่งได้

No comments: