Showing posts with label MORAL. Show all posts
Showing posts with label MORAL. Show all posts
Sunday, October 28, 2007
LIFEEVERYDAY (2007, KAMIN LERTCHAIPRASERT, A)
This is an exhibition of 366 prints and 366 pieces of wood sculpture at Tang Contemporary Art, Silom Galleria.

Tuesday, February 27, 2007
pc's comments part 5
ข้อมูลข้างล่างนี้เป็นความเห็นของคุณ pc และคุณพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ในเว็บบอร์ด BIOSCOPE ค่ะ ดิฉันชอบความเห็นของพวกเขามาก ก็เลยขอก็อปปี้มาเก็บไว้ในบล็อกนี้ด้วย
56676
ตอนแรกว่าจะมาเขียนตอบคุณชาญช่วงค่ำๆ
บังเอิญมาเห็นความเห็นของคุณกนกเข้าเสียก่อน
ต้องขออนุญาติตอบสั้นๆก่อนนะครับ
เพราะผมต้องออกไปธุระ
บางทีกลับมาแล้วอาจจะเขียนตอบทั้งคุณชาญและคุณกนกไปด้วยพร้อมๆกันเลย
เพราะดูๆไปแล้วทั้งสองท่านก็มีเหตุผลที่คล้ายๆกันนะครับ
เวลาที่คุณกนกพูดถึงสังคมที่เอาแต่โทษกันไปโทษกันมา
เท่าที่ผมเขียนมา
มันก็ดูเหมือนเป็นประเด็นที่ผมกำลังจะบอกอยู่ไม่ใช่หรือครับ
ทุกคนที่บรรลุนิติภาวะจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
ถ้าเอาแต่โทษสิ่งยั่วยุว่าเป็นสาเหตุแห่งอาชญากรรมและพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์เหล่านั้น
ก็เท่ากับว่าผู้กระทำไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบในสิ่งที่พวกเขากระทำขึ้น
ในกรณีของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
อย่าลืมนะครับว่าผู้ที่ควรจะมีอิทธิพลและมีความรับผิดชอบกับพฤติกรรมของเด็กเหล่านั้นมากที่สุดก็คือบรรดาผู้ปกครองของพวกเขาเอง
ที่คุณยกมาว่า พ่อแม่โทษครูที่โรงเรียนว่าไม่ดูแล
สิ่งแวดล้อมเฮงซวย แต่ประทานโทษ
มันควรจะเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องตระหนักให้รอบคอบถึงภาระหน้าที่ความเป็นพ่อเป็นแม่ก่อนที่พวกเขาคิดจะมีลูกกันไม่ใช่หรือครับ
เคยได้ยินหรือเปล่าครับว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กในช่วงสี่ปีแรก
จะส่งผลต่อพัฒนาการของบุคลิกภาพได้ตลอดชั่วชีวิต
สี่ปีแรกนั้นเด็กใช้เวลาอยู่กับใครล่ะครับ
ผมสงสัยว่า
ทำไมแทนที่คุณจะเที่ยวออกมาเรียกร้องให้คนอื่นๆช่วยกันประคับประคอง
เหมือนกับที่พวกผู้ปกครองทั้งหลายชอบทำกัน
ทำไมคุณไม่ลองเรียกร้องให้คนเหล่านั้นคิดกันให้ดีก่อนจะสร้างครอบครัว
อย่าลืมนะครับ ว่าที่พวกเขามีครอบครัว
พวกเขาสนองความอยากให้กับตัวเองกันทั้งนั้น
ไม่ได้มาสนองความอยากให้คุณ หรือให้ผม
หรือให้กับคนอื่นๆ พอทำได้ไม่ดี
หรือในภายหลังพบว่ามันเป็นภาระที่พวกเขารับมือกันไม่ไหว
ก็คิดจะเที่ยวมาโยนภาระให้คนนู้นคนนี้มาช่วยกันประคับประคองกับสิ่งที่พวกเขาทำให้เกิดขึ้น
พวกพ่อแม่จะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของเด็กๆในปกครองของตัวเองไม่ได้เลย
การดึงเอาคนๆหนึ่งมาเวียนว่ายบนโลกใบนี้มันเป็นเรื่องใหญ่มากเลยนะครับ
ไม่ควรจะเป็นสิ่งที่ทำกันแบบไถไปเรื่อย
ผมว่าถ้าคุณกนกไม่เรียกร้องเอากับคนพวกนี้บ้าง
มันก็คงจะมีปัญหาให้ทุกๆคน
รวมทั้งคนที่ไม่ได้อยากมีลูก
ให้ต้องมาคอยประคับประคองกับภาระที่พวกเขาไม่ได้ก่อ
ให้ต้องคอยเสียสิทธิ์ที่ควรจะมีไปเรือยๆ
ในขณะที่พวกพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่ยั้งคิดก็มักจะรอดตัวไปได้เรื่อยๆ
สร้างภาระแล้วก็ออกมาโวยวายเรียกร้องกันอยู่เรื่อยๆ
ค่านิยมเรื่องการมีครอบครัว
การสร้างครอบครัวเป็นเสมือนกับหน้าที่ทางสังคม
ที่ทุกคนต้องเริ่มคิดเมื่อย่างเข้าปลายยี่สิบหรืออายุเท่าไรก็แล้วแต่
ผมสงสัยว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่คุณกนกเรียกมันว่าเป็นสิ่งดีงามหรือเปล่า
ยุคแห่งความดีงามของคุณกนกมันยุคไหนกันล่ะครับ
ยุคในอดีตเมื่อห้าสิบปีที่แล้วหรือเปล่า
ผมเชื่อมาโดยตลอดนะครับว่าปัจจุบันที่เรามีเป็นผลผลิตของทุกอย่างในอดีต
ถ้าเราไม่มีอดีตที่เป็นแบบนั้น
เราคงไม่มีปัจจุบันที่เป็นแบบนี้
ถ้าวัฒนธรรมของคนยุคก่อนๆมันดีของมันจริงๆ
สังคมที่เราอยู่กันมันคงจะไม่ออกมาอย่างที่เราเห็นกันหรอกครับ
คุณว่าเป็นเพราะความเสื่อมที่เรามองข้ามมันอยู่ในเนื้อในของวัฒนธรรมที่คุณเห็นว่าดีงามได้หรือเปล่า
อดีตที่คุณว่าดีงาม
มันอยู่ในยุคที่สังคมนี้ถูกปกครองโดยพวกทรราชหรือเปล่า
ยุคนั้นจำได้ว่ามีการกวาดล้างแหล่งมั่วสุม
แหล่งอบายมุข กันอย่างมโหราฬ บ้านเมืองดูสะอาดสะอ้าน
ผู้คนไม่ต้องคิดอะไรมาก
มอบความไว้วางใจทั้งหมดให้ผู้นำเท่านั้นพอ
แต่เรามีผู้นำที่มีอนุภรรยาเป็นร้อย มีอำนาจล้นหลาม
จนได้ตายในตำแหน่ง
และนโยบายการบริหารประเทศก็ส่งผลเสียระยะยาวในเวลาต่อมาเป็นเวลาหลายสิบปี
หรือคุณกนกจะย้อนไปในยุคที่ไกลขึ้นกว่านั้นล่ะครับ
ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นไงครับ
ในยุคที่พวกจ้าวใหญ่นายโตมีสิทธิ์จะฉุดคร่าลูกสาวหรือแม้แต่เมียของชาวบ้านได้โดยไม่ต้องมีความผิด
คุณคิดว่าสิ่งที่คุณว่าดีงาม
มันแฝงวัตถุประสงค์ในการควบคุมโดยผู้ที่มีอำนาจอยู่ในมือหรือเปล่า
และฝ่ายที่อยู่ในอำนาจก็มักจะอ้างคำว่าส่วนรวมอย่างที่คุณหรือหลายคนชอบใช้กันนั่นแหละครับ
เราใช้คำว่าส่วนรวมกันพร่ำเพรื่อเกินไปหรือเปล่า
ส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็น ระบบเศรษฐกิจ สังคม
หรือรัฐชาติ
มันควรจะดำรงอยู่เพื่อความผาสุกของมวลหมู่สมาชิก
หรือสมาชิกควรเสียสละความสงบสุขและเสรีภาพที่พึงมี
เพื่อการดำรงอยู่ของมันกันล่ะครับ
ระบบทั้งหลายแหล่มันไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาตินะครับ
มันเป็นสิ่งที่มนุษย์อย่างเราคิดค้นค้นเพื่อจัดสรรอำนาจในการเข้าถึงทรัพยากร
และคำว่าส่วนรวมนี้มันก็มักจะนำมาอ้างโดยผู้ที่มีอำนาจผูกขาดอยู่เสมอ
เวลาต้องการไล่ที่ชาวบ้านเพื่อจะเอาไปสร้างเขื่อน
ก็มักจะบอกให้พวกชาวบ้านเห็นแกส่วนรวม โทษทีครับ
ส่วนรวมที่ว่ามันพวกไหน
หรือเป็นพวกที่ชอบใช้ไฟฟ้ากันอย่างสิ้นเปลือง
ในกรณีของหัวข้อกระทู้
เวลาที่บอกว่าพวกนักแสดงควรเห็นแก่ส่วนรวม
ส่วนรวมในที่นี้หมายถึงบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่ชอบเรียกร้อง
ไม่สามารถอบรมหรือเป็นตัวอยากให้กับเด็กที่พวกเขานำมาอยู่บนโลกนี้เองได้
หรือรวมทั้งพวกบ้าจารีตที่ชอบตั้งความคาดหวังของตัวเองเอากับชีวิตของคนอื่นๆด้วยใช่ไหมครับ
คุณยกกรณีที่ว่า ต่อไปถ้าใครอยากดัง
ก็สามารถทำได้โดยการแต่งตัววาบหวิวเพื่อเรียกร้องความสนใจจากสื่อได้
ถ้าทำไปบนพื้นฐานของการไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น
ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นสิทธิ์ของพวกเขาครับ
ส่วนจะได้ผลหรือไม่ได้นั้น มันก็ขึ้นอยู่กับว่า
สมาชิกในสังคมอย่างคุณและผมทำให้มันได้ผลหรือเปล่า
คุณมีสิทธิ์จะไม่ชอบด้วยการปฏิเสธที่จะให้ความสนใจในตัวพวกเขา
หรือผลงานของพวกเขา
หรือแสดงความไม่ชอบผ่านสื่ออย่างในบอร์ดนี้
และใช้บทลงโทษทางสังคมเท่าที่สิทธิ์ของคุณจะเอื้ออำนวย
อย่าลืมว่าเธอยังไม่ได้ทำผิดกฎหมายหรือละเมิดสิทธิ์ของใครเลยนะครับ
จะมาเรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยลงโทษ จะเรียกได้ว่า
พวกที่เรียกร้องนั้นทำตามอำเภอใจโดยที่ไม่คำนึงถึงขอบเขตของตัวเองได้หรือเปล่าครับ
สังคมนี้มันเป็นสังคมของการโทษกันไปโทษกันมา
เหมือนกับที่คุณชอบโทษสื่อ
และพยายามโยงมันเข้ากับการยั่วยุนั่นแหละครับ ว่าแต่
ถ้าจะอ้างเรื่องอิทธิพลของการยั่วยุโดยใช้ตรรกะของคุณ
ผมว่ามันก็ใช้ได้กับกรณีของกีฬาที่มีส่วนยั่วยุต่อพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงได้เช่นกันใช่ไหมครับ
เพราะถ้าสื่อมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางเพศ
มันก็ไม่มากไปกว่ากีฬามอิทธิพลต่อพฤติกรรมก้าวร้าว
ดูเรื่องการตีกันหลังการแข่งขันที่เกิดขึ้นบ่อยๆสิครับ
มันเจอได้บ่อยกว่าคดีข่มขืนที่ผู้ต้องหาสารภาพว่าดูหนังเอ็กซ์เสียอีก
คุณคิดว่าเราจะใช้เหตุผลเดียวกันไปกล่าวโทษกีฬาได้ไหมล่ะครับ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
กีฬาคือการจำลองสภาพการต่อสู้ของคู่ปรปักษ์
และการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายคล้ายกับการทำสงครามระหว่างคนสองกลุ่ม
แต่สังคมเราคงไม่นำมาพิจารณาหรอกครับ
เพราะกีฬามันช่วยสร้างสำนึกของการเป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวม
มันไปด้วยกันได้กับคติชาตินิยมที่หลายคนยึดถืออยู่
ถึงผมจะไม่ชอบกีฬา
แต่ถ้าจะมีการห้ามเล่นกีฬาเพราะเหตุผลที่ว่ามันส่งพลต่อพฤติกรรมรุนแรง
ผมก็จะไม่เห็นด้วยพอๆกับการที่จะมาเซ็นเซอร์ภาพยนตร์เพราะเห็นว่าบางฉากอาจจะมีการยั่วยุ
เพราะทุกๆคนต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนเองครับ
มันไม่ใช่จุดประสงค์ของการแข่งขันกีฬาเพื่อยั่วยุให้คนมีพฤติกรรมก้าวร้าว
เช่นเดียวกับที่มันไม่ใช่วัตถุประสงค์ของภาพยนต์หรือสื่ออื่นๆ
ที่จะยั่วยุให้ผู้ที่เสพย์
ออกไปก่ออาชญากรรมหรือข่มขืนใคร ใช่ไหมครับ
ดึกๆผมจะกลับมาอีกที
จากคุณ : pc : - [ 26 กพ. 2007 17:47:29 ]
56715
การรับผิดชอบต่อส่วนรวมมันไม่เสียหายแน่นอนครับ
แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่ที่คุณจะเที่ยวไปยัดเยียดให้ใครต่อใครได้ตามอำเภอใจนะครับ
หรือบังคับให้ใครต่อใครต้องทำเพราะคุณเห็นว่ามันควร
ไม่ใช่เพราะต้องเห็นแก่ส่วนรวมตามที่กล่าวอ้างหรอกเหรอครับ
เราถึงได้มีกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงไอซีทีมาคอยเซ็นเซอร์
ปิดกั้นสิทธิ์ในการรับรู้
อย่างที่เรามีกันอยู่เวลานี้
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เรียกร้องให้เอากลไกเหล่านี้เข้ามาวุ่นวายกับสิทธิ์ส่วนบุคคล
สิทธิ์ที่สูญเสียไปของคนหลายๆคน
คุณคิดว่าคุณมีส่วนต้องรับผิดชอบด้วยหรือเปล่าล่ะครับ
จากคุณ : pc : - [ 26 กพ. 2007 23:04:14 ]
56717
คุณบอกว่า "เขาบอกให้ช่วยกันประคับประคองสังคม"
แล้วทำไมผมต้องช่วยด้วยล่ะครับ
ในขณะที่อีกฝ่ายเอาแต่เรียกร้องกันไม่รู้จักจบจัดสิ้น
เสรีภาพที่ผมและคนอื่นๆควรจะมีมันก็ลดลงไปมากพอแล้ว
บอกให้ช่วยเด็กๆกันหน่อย
ทำไมพวกพ่อแม่ผู้ปกครองเหล่านั้นถึงไม่รู้จักช่วยเหลือตัวเองกันบ้างล่ะครับ
จะมีลูกขึ้นมาทีก็ไม่รู้จักประเมินสถานภาพตัวเอง
ไม่คิดให้รอบคอบ
แล้วก็มาเรียกร้องให้คนอื่นคอยเสียสละให้กับสิ่งที่ตัวเองทำขึ้น
โดยอ้างสิทธิ์ว่าเด็กๆที่เขานำมาเกิดคือเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ
ทุกคนต้องเสียสละให้พวกฉัน
สิทธิ์ส่วนตัวที่เคยทำก็อย่าทำอีกต่อไปเพราะลูกฉันอาจจะเอาอย่าง
คือถ้าคิดว่ามีลูกมันเป็นภาระหนักนักละก็
ก็อย่าไปมีมันสิครับ สร้างเวรสร้างกรรมให้เด็กเปล่าๆ
ทั้งยังผลักภาระ เรียกร้องให้ผู้อื่นเสียสละ
ในขณะที่ตัวเองไม่เคยคิดจะเสียสละให้ใคร
ผมไม่ทราบว่าคุณจะเข้าใจมากน้อยเพียงใด
แต่ผมก็ไม่เคยคาดหวังให้คนอย่างคุณมาเข้าใจหรอกครับ
ถ้าทำให้คุณปวดหัวก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ
จากคุณ : pc : - [ 26 กพ. 2007 23:23:42 ]
56756
ชื่นชมคุณ pc
มากครับทั้งมุมมองและทัศนะที่อยู่บนพื้นฐานเรื่องสิทธิ
แม้ว่านัก "นิยมชาติ"
พยายามจะเบี่ยงเบนว่าสิทธิคือการได้ทำอะไรตามใจแล้วเบียดเบียนผู้อื่น
ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างแรง
ประเด็นผู้ที่ประณามน้องนุ่งสั้นนั้น
คงต้องไปเมืองโบราณ
หรือดูจิตรกรรมฝาผนังตามวัดที่เขียนกันมาแต่ครั้ง"นมนาน"
แล้วจะเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมเมืองร้อนแบบบ้านเรานะครับ
ส่วนพวกที่พยายามครอบงำผู้อื่นด้วยวาทกรรม
"นิยมชาติ" ผมไม่อยากออกความเห็น
ทุกอย่างอยู่ที่ท่านแหละครับ
ว่าจะอยู่อย่างนั้นต่อไปหรือจะศึกษาเพิ่มเติมเพื่อออกมาจาก...
การที่เราประณามน้องเขา
โดยนำการครอบงำบนฐานความคิดชายเป็นใหญ่
ก็เท่ากับน้องเขาแก้ผ้า แล้วถูกสื่อข่มขืน
เสี่ยเจีย...ข่มขืน มหาวิทยาลาย...ข่มขืน
เรายังข่มขืนน้องเขาซ้ำอีก
ส่วนใครคิดว่าดาราต้องเป็นแบบอย่าง หุหุ
ผมสอนลูกผมเสมอล่ะครับ ว่าอย่าเอาดาราทุกคน
(แม้แต่ดาราที่ดี) เป็นแบบอย่าง
ถ้าลูกผมไม่มีปัญหาหาแบบอย่างก็ปล่อยมันโง่ตายไปเองเถอะครับ
ผมเห็นว่าการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกำลังกลายเป็นการปะทะโดยนำอคติส่วนตนมาประกอบด้วย
และมุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของคนนั้นๆ
ซึ่งในสังคมไทยไม่น่าจะเกิด "วัฒนธรรม" อย่างนี้
นี่เป็นวัฒนธรรมในทัศนะของผมนะครับ
ไม่เกี่ยวกับการแต่งกายที่ผมมองว่าเป็นเรื่องรสนิยม
และ/หรือ แฟชั่นยุคสมัย
สุดท้ายนี้
ผมขอกล่าวหาว่าคุณ pc
เป็นพวกชาตินิยมตัวจริงเสียงจริงครับ
เพราะพวกชาตินิยมที่ดีมักจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์
"ชาติ"(ถ้ามันมีจริง)
เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
แค่นี้แหละครับ คงต้องขอตัวกลับไปอ่านงานวิจัยชุด
"การจัดการ "ความจริง" ในสังคมไทย" ต่อครับ
กำลังสนุก เป็นชุดงานวิจัยของ สกวใ ครับน่าสนใจมาก
ขอบอก
จากคุณ : พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ :
peter_srithep@yahoo.com - [ 27 กพ. 2007 09:59:59 ]
56676
ตอนแรกว่าจะมาเขียนตอบคุณชาญช่วงค่ำๆ
บังเอิญมาเห็นความเห็นของคุณกนกเข้าเสียก่อน
ต้องขออนุญาติตอบสั้นๆก่อนนะครับ
เพราะผมต้องออกไปธุระ
บางทีกลับมาแล้วอาจจะเขียนตอบทั้งคุณชาญและคุณกนกไปด้วยพร้อมๆกันเลย
เพราะดูๆไปแล้วทั้งสองท่านก็มีเหตุผลที่คล้ายๆกันนะครับ
เวลาที่คุณกนกพูดถึงสังคมที่เอาแต่โทษกันไปโทษกันมา
เท่าที่ผมเขียนมา
มันก็ดูเหมือนเป็นประเด็นที่ผมกำลังจะบอกอยู่ไม่ใช่หรือครับ
ทุกคนที่บรรลุนิติภาวะจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
ถ้าเอาแต่โทษสิ่งยั่วยุว่าเป็นสาเหตุแห่งอาชญากรรมและพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์เหล่านั้น
ก็เท่ากับว่าผู้กระทำไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบในสิ่งที่พวกเขากระทำขึ้น
ในกรณีของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
อย่าลืมนะครับว่าผู้ที่ควรจะมีอิทธิพลและมีความรับผิดชอบกับพฤติกรรมของเด็กเหล่านั้นมากที่สุดก็คือบรรดาผู้ปกครองของพวกเขาเอง
ที่คุณยกมาว่า พ่อแม่โทษครูที่โรงเรียนว่าไม่ดูแล
สิ่งแวดล้อมเฮงซวย แต่ประทานโทษ
มันควรจะเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องตระหนักให้รอบคอบถึงภาระหน้าที่ความเป็นพ่อเป็นแม่ก่อนที่พวกเขาคิดจะมีลูกกันไม่ใช่หรือครับ
เคยได้ยินหรือเปล่าครับว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กในช่วงสี่ปีแรก
จะส่งผลต่อพัฒนาการของบุคลิกภาพได้ตลอดชั่วชีวิต
สี่ปีแรกนั้นเด็กใช้เวลาอยู่กับใครล่ะครับ
ผมสงสัยว่า
ทำไมแทนที่คุณจะเที่ยวออกมาเรียกร้องให้คนอื่นๆช่วยกันประคับประคอง
เหมือนกับที่พวกผู้ปกครองทั้งหลายชอบทำกัน
ทำไมคุณไม่ลองเรียกร้องให้คนเหล่านั้นคิดกันให้ดีก่อนจะสร้างครอบครัว
อย่าลืมนะครับ ว่าที่พวกเขามีครอบครัว
พวกเขาสนองความอยากให้กับตัวเองกันทั้งนั้น
ไม่ได้มาสนองความอยากให้คุณ หรือให้ผม
หรือให้กับคนอื่นๆ พอทำได้ไม่ดี
หรือในภายหลังพบว่ามันเป็นภาระที่พวกเขารับมือกันไม่ไหว
ก็คิดจะเที่ยวมาโยนภาระให้คนนู้นคนนี้มาช่วยกันประคับประคองกับสิ่งที่พวกเขาทำให้เกิดขึ้น
พวกพ่อแม่จะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของเด็กๆในปกครองของตัวเองไม่ได้เลย
การดึงเอาคนๆหนึ่งมาเวียนว่ายบนโลกใบนี้มันเป็นเรื่องใหญ่มากเลยนะครับ
ไม่ควรจะเป็นสิ่งที่ทำกันแบบไถไปเรื่อย
ผมว่าถ้าคุณกนกไม่เรียกร้องเอากับคนพวกนี้บ้าง
มันก็คงจะมีปัญหาให้ทุกๆคน
รวมทั้งคนที่ไม่ได้อยากมีลูก
ให้ต้องมาคอยประคับประคองกับภาระที่พวกเขาไม่ได้ก่อ
ให้ต้องคอยเสียสิทธิ์ที่ควรจะมีไปเรือยๆ
ในขณะที่พวกพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่ยั้งคิดก็มักจะรอดตัวไปได้เรื่อยๆ
สร้างภาระแล้วก็ออกมาโวยวายเรียกร้องกันอยู่เรื่อยๆ
ค่านิยมเรื่องการมีครอบครัว
การสร้างครอบครัวเป็นเสมือนกับหน้าที่ทางสังคม
ที่ทุกคนต้องเริ่มคิดเมื่อย่างเข้าปลายยี่สิบหรืออายุเท่าไรก็แล้วแต่
ผมสงสัยว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่คุณกนกเรียกมันว่าเป็นสิ่งดีงามหรือเปล่า
ยุคแห่งความดีงามของคุณกนกมันยุคไหนกันล่ะครับ
ยุคในอดีตเมื่อห้าสิบปีที่แล้วหรือเปล่า
ผมเชื่อมาโดยตลอดนะครับว่าปัจจุบันที่เรามีเป็นผลผลิตของทุกอย่างในอดีต
ถ้าเราไม่มีอดีตที่เป็นแบบนั้น
เราคงไม่มีปัจจุบันที่เป็นแบบนี้
ถ้าวัฒนธรรมของคนยุคก่อนๆมันดีของมันจริงๆ
สังคมที่เราอยู่กันมันคงจะไม่ออกมาอย่างที่เราเห็นกันหรอกครับ
คุณว่าเป็นเพราะความเสื่อมที่เรามองข้ามมันอยู่ในเนื้อในของวัฒนธรรมที่คุณเห็นว่าดีงามได้หรือเปล่า
อดีตที่คุณว่าดีงาม
มันอยู่ในยุคที่สังคมนี้ถูกปกครองโดยพวกทรราชหรือเปล่า
ยุคนั้นจำได้ว่ามีการกวาดล้างแหล่งมั่วสุม
แหล่งอบายมุข กันอย่างมโหราฬ บ้านเมืองดูสะอาดสะอ้าน
ผู้คนไม่ต้องคิดอะไรมาก
มอบความไว้วางใจทั้งหมดให้ผู้นำเท่านั้นพอ
แต่เรามีผู้นำที่มีอนุภรรยาเป็นร้อย มีอำนาจล้นหลาม
จนได้ตายในตำแหน่ง
และนโยบายการบริหารประเทศก็ส่งผลเสียระยะยาวในเวลาต่อมาเป็นเวลาหลายสิบปี
หรือคุณกนกจะย้อนไปในยุคที่ไกลขึ้นกว่านั้นล่ะครับ
ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นไงครับ
ในยุคที่พวกจ้าวใหญ่นายโตมีสิทธิ์จะฉุดคร่าลูกสาวหรือแม้แต่เมียของชาวบ้านได้โดยไม่ต้องมีความผิด
คุณคิดว่าสิ่งที่คุณว่าดีงาม
มันแฝงวัตถุประสงค์ในการควบคุมโดยผู้ที่มีอำนาจอยู่ในมือหรือเปล่า
และฝ่ายที่อยู่ในอำนาจก็มักจะอ้างคำว่าส่วนรวมอย่างที่คุณหรือหลายคนชอบใช้กันนั่นแหละครับ
เราใช้คำว่าส่วนรวมกันพร่ำเพรื่อเกินไปหรือเปล่า
ส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็น ระบบเศรษฐกิจ สังคม
หรือรัฐชาติ
มันควรจะดำรงอยู่เพื่อความผาสุกของมวลหมู่สมาชิก
หรือสมาชิกควรเสียสละความสงบสุขและเสรีภาพที่พึงมี
เพื่อการดำรงอยู่ของมันกันล่ะครับ
ระบบทั้งหลายแหล่มันไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาตินะครับ
มันเป็นสิ่งที่มนุษย์อย่างเราคิดค้นค้นเพื่อจัดสรรอำนาจในการเข้าถึงทรัพยากร
และคำว่าส่วนรวมนี้มันก็มักจะนำมาอ้างโดยผู้ที่มีอำนาจผูกขาดอยู่เสมอ
เวลาต้องการไล่ที่ชาวบ้านเพื่อจะเอาไปสร้างเขื่อน
ก็มักจะบอกให้พวกชาวบ้านเห็นแกส่วนรวม โทษทีครับ
ส่วนรวมที่ว่ามันพวกไหน
หรือเป็นพวกที่ชอบใช้ไฟฟ้ากันอย่างสิ้นเปลือง
ในกรณีของหัวข้อกระทู้
เวลาที่บอกว่าพวกนักแสดงควรเห็นแก่ส่วนรวม
ส่วนรวมในที่นี้หมายถึงบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่ชอบเรียกร้อง
ไม่สามารถอบรมหรือเป็นตัวอยากให้กับเด็กที่พวกเขานำมาอยู่บนโลกนี้เองได้
หรือรวมทั้งพวกบ้าจารีตที่ชอบตั้งความคาดหวังของตัวเองเอากับชีวิตของคนอื่นๆด้วยใช่ไหมครับ
คุณยกกรณีที่ว่า ต่อไปถ้าใครอยากดัง
ก็สามารถทำได้โดยการแต่งตัววาบหวิวเพื่อเรียกร้องความสนใจจากสื่อได้
ถ้าทำไปบนพื้นฐานของการไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น
ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นสิทธิ์ของพวกเขาครับ
ส่วนจะได้ผลหรือไม่ได้นั้น มันก็ขึ้นอยู่กับว่า
สมาชิกในสังคมอย่างคุณและผมทำให้มันได้ผลหรือเปล่า
คุณมีสิทธิ์จะไม่ชอบด้วยการปฏิเสธที่จะให้ความสนใจในตัวพวกเขา
หรือผลงานของพวกเขา
หรือแสดงความไม่ชอบผ่านสื่ออย่างในบอร์ดนี้
และใช้บทลงโทษทางสังคมเท่าที่สิทธิ์ของคุณจะเอื้ออำนวย
อย่าลืมว่าเธอยังไม่ได้ทำผิดกฎหมายหรือละเมิดสิทธิ์ของใครเลยนะครับ
จะมาเรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยลงโทษ จะเรียกได้ว่า
พวกที่เรียกร้องนั้นทำตามอำเภอใจโดยที่ไม่คำนึงถึงขอบเขตของตัวเองได้หรือเปล่าครับ
สังคมนี้มันเป็นสังคมของการโทษกันไปโทษกันมา
เหมือนกับที่คุณชอบโทษสื่อ
และพยายามโยงมันเข้ากับการยั่วยุนั่นแหละครับ ว่าแต่
ถ้าจะอ้างเรื่องอิทธิพลของการยั่วยุโดยใช้ตรรกะของคุณ
ผมว่ามันก็ใช้ได้กับกรณีของกีฬาที่มีส่วนยั่วยุต่อพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงได้เช่นกันใช่ไหมครับ
เพราะถ้าสื่อมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางเพศ
มันก็ไม่มากไปกว่ากีฬามอิทธิพลต่อพฤติกรรมก้าวร้าว
ดูเรื่องการตีกันหลังการแข่งขันที่เกิดขึ้นบ่อยๆสิครับ
มันเจอได้บ่อยกว่าคดีข่มขืนที่ผู้ต้องหาสารภาพว่าดูหนังเอ็กซ์เสียอีก
คุณคิดว่าเราจะใช้เหตุผลเดียวกันไปกล่าวโทษกีฬาได้ไหมล่ะครับ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
กีฬาคือการจำลองสภาพการต่อสู้ของคู่ปรปักษ์
และการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายคล้ายกับการทำสงครามระหว่างคนสองกลุ่ม
แต่สังคมเราคงไม่นำมาพิจารณาหรอกครับ
เพราะกีฬามันช่วยสร้างสำนึกของการเป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวม
มันไปด้วยกันได้กับคติชาตินิยมที่หลายคนยึดถืออยู่
ถึงผมจะไม่ชอบกีฬา
แต่ถ้าจะมีการห้ามเล่นกีฬาเพราะเหตุผลที่ว่ามันส่งพลต่อพฤติกรรมรุนแรง
ผมก็จะไม่เห็นด้วยพอๆกับการที่จะมาเซ็นเซอร์ภาพยนตร์เพราะเห็นว่าบางฉากอาจจะมีการยั่วยุ
เพราะทุกๆคนต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนเองครับ
มันไม่ใช่จุดประสงค์ของการแข่งขันกีฬาเพื่อยั่วยุให้คนมีพฤติกรรมก้าวร้าว
เช่นเดียวกับที่มันไม่ใช่วัตถุประสงค์ของภาพยนต์หรือสื่ออื่นๆ
ที่จะยั่วยุให้ผู้ที่เสพย์
ออกไปก่ออาชญากรรมหรือข่มขืนใคร ใช่ไหมครับ
ดึกๆผมจะกลับมาอีกที
จากคุณ : pc : - [ 26 กพ. 2007 17:47:29 ]
56715
การรับผิดชอบต่อส่วนรวมมันไม่เสียหายแน่นอนครับ
แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่ที่คุณจะเที่ยวไปยัดเยียดให้ใครต่อใครได้ตามอำเภอใจนะครับ
หรือบังคับให้ใครต่อใครต้องทำเพราะคุณเห็นว่ามันควร
ไม่ใช่เพราะต้องเห็นแก่ส่วนรวมตามที่กล่าวอ้างหรอกเหรอครับ
เราถึงได้มีกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงไอซีทีมาคอยเซ็นเซอร์
ปิดกั้นสิทธิ์ในการรับรู้
อย่างที่เรามีกันอยู่เวลานี้
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เรียกร้องให้เอากลไกเหล่านี้เข้ามาวุ่นวายกับสิทธิ์ส่วนบุคคล
สิทธิ์ที่สูญเสียไปของคนหลายๆคน
คุณคิดว่าคุณมีส่วนต้องรับผิดชอบด้วยหรือเปล่าล่ะครับ
จากคุณ : pc : - [ 26 กพ. 2007 23:04:14 ]
56717
คุณบอกว่า "เขาบอกให้ช่วยกันประคับประคองสังคม"
แล้วทำไมผมต้องช่วยด้วยล่ะครับ
ในขณะที่อีกฝ่ายเอาแต่เรียกร้องกันไม่รู้จักจบจัดสิ้น
เสรีภาพที่ผมและคนอื่นๆควรจะมีมันก็ลดลงไปมากพอแล้ว
บอกให้ช่วยเด็กๆกันหน่อย
ทำไมพวกพ่อแม่ผู้ปกครองเหล่านั้นถึงไม่รู้จักช่วยเหลือตัวเองกันบ้างล่ะครับ
จะมีลูกขึ้นมาทีก็ไม่รู้จักประเมินสถานภาพตัวเอง
ไม่คิดให้รอบคอบ
แล้วก็มาเรียกร้องให้คนอื่นคอยเสียสละให้กับสิ่งที่ตัวเองทำขึ้น
โดยอ้างสิทธิ์ว่าเด็กๆที่เขานำมาเกิดคือเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ
ทุกคนต้องเสียสละให้พวกฉัน
สิทธิ์ส่วนตัวที่เคยทำก็อย่าทำอีกต่อไปเพราะลูกฉันอาจจะเอาอย่าง
คือถ้าคิดว่ามีลูกมันเป็นภาระหนักนักละก็
ก็อย่าไปมีมันสิครับ สร้างเวรสร้างกรรมให้เด็กเปล่าๆ
ทั้งยังผลักภาระ เรียกร้องให้ผู้อื่นเสียสละ
ในขณะที่ตัวเองไม่เคยคิดจะเสียสละให้ใคร
ผมไม่ทราบว่าคุณจะเข้าใจมากน้อยเพียงใด
แต่ผมก็ไม่เคยคาดหวังให้คนอย่างคุณมาเข้าใจหรอกครับ
ถ้าทำให้คุณปวดหัวก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ
จากคุณ : pc : - [ 26 กพ. 2007 23:23:42 ]
56756
ชื่นชมคุณ pc
มากครับทั้งมุมมองและทัศนะที่อยู่บนพื้นฐานเรื่องสิทธิ
แม้ว่านัก "นิยมชาติ"
พยายามจะเบี่ยงเบนว่าสิทธิคือการได้ทำอะไรตามใจแล้วเบียดเบียนผู้อื่น
ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างแรง
ประเด็นผู้ที่ประณามน้องนุ่งสั้นนั้น
คงต้องไปเมืองโบราณ
หรือดูจิตรกรรมฝาผนังตามวัดที่เขียนกันมาแต่ครั้ง"นมนาน"
แล้วจะเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมเมืองร้อนแบบบ้านเรานะครับ
ส่วนพวกที่พยายามครอบงำผู้อื่นด้วยวาทกรรม
"นิยมชาติ" ผมไม่อยากออกความเห็น
ทุกอย่างอยู่ที่ท่านแหละครับ
ว่าจะอยู่อย่างนั้นต่อไปหรือจะศึกษาเพิ่มเติมเพื่อออกมาจาก...
การที่เราประณามน้องเขา
โดยนำการครอบงำบนฐานความคิดชายเป็นใหญ่
ก็เท่ากับน้องเขาแก้ผ้า แล้วถูกสื่อข่มขืน
เสี่ยเจีย...ข่มขืน มหาวิทยาลาย...ข่มขืน
เรายังข่มขืนน้องเขาซ้ำอีก
ส่วนใครคิดว่าดาราต้องเป็นแบบอย่าง หุหุ
ผมสอนลูกผมเสมอล่ะครับ ว่าอย่าเอาดาราทุกคน
(แม้แต่ดาราที่ดี) เป็นแบบอย่าง
ถ้าลูกผมไม่มีปัญหาหาแบบอย่างก็ปล่อยมันโง่ตายไปเองเถอะครับ
ผมเห็นว่าการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกำลังกลายเป็นการปะทะโดยนำอคติส่วนตนมาประกอบด้วย
และมุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของคนนั้นๆ
ซึ่งในสังคมไทยไม่น่าจะเกิด "วัฒนธรรม" อย่างนี้
นี่เป็นวัฒนธรรมในทัศนะของผมนะครับ
ไม่เกี่ยวกับการแต่งกายที่ผมมองว่าเป็นเรื่องรสนิยม
และ/หรือ แฟชั่นยุคสมัย
สุดท้ายนี้
ผมขอกล่าวหาว่าคุณ pc
เป็นพวกชาตินิยมตัวจริงเสียงจริงครับ
เพราะพวกชาตินิยมที่ดีมักจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์
"ชาติ"(ถ้ามันมีจริง)
เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
แค่นี้แหละครับ คงต้องขอตัวกลับไปอ่านงานวิจัยชุด
"การจัดการ "ความจริง" ในสังคมไทย" ต่อครับ
กำลังสนุก เป็นชุดงานวิจัยของ สกวใ ครับน่าสนใจมาก
ขอบอก
จากคุณ : พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ :
peter_srithep@yahoo.com - [ 27 กพ. 2007 09:59:59 ]
Sunday, February 25, 2007
pc's comments part 4
56520
วันนี้ผมรู้สึกเวียนหัว เหมือนจะไม่ค่อยสบาย
สมองมันตื้อๆ คิดอะไรไม่ค่อยออก ว่าจะเขียนตอบคุณชาญ
ก็คงต้องรอไว้พรุ่งนี้
ให้ได้หลับสักงีบแล้วค่อยมาเขียนนะครับ
จากคุณ : pc : - [ 25 กพ. 2007 01:23:25 ]
56533
ถึง คุณชาญ
“คุณพีซี ใช้คำว่า"ประเทศเฮงซวย"
ผมว่าผมรับไม่ได้เลยครับ
นอกจากคุณจะเป้นคนใจแคบอย่างที่ครูกัลยาว่าแล้ว
คุณยังเป็นคน ใจร้าย อีกด้วยครับ”
“เราว่าคนที่นายพีซีควรคุยด้วยคือ...จิตแพทย์
เพราะดูแกช่างมี อคติมากเหลือเกิน
แกคงเก็บกดอะไรๆมามากทำให้มองสังคมคับแคบด้านเดียวไปหมด
จริง...หน้าที่ในการอบรม ให้ความคิด หล่อหลอม
ก็ควรเป็นของพ่อแม่ แต่ในขณะเดียวกัน
ผู้ใหญ่ในสังคมโดยเฉพาะพวกคนดัง-ดารา-หรือพวกสื่อมวลชนทั้งหลายจะทำอะไรก็ควรคิดถึงส่วนรวม
หรือคิดถึงผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนอย่างที่ครูกัลยาบอกด้วย
มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม
ที่ต้องช่วยๆกันประคอง
เช่น การที่ดาราพากันแต่งโป๊ โชว์นม
ทำไมคุณต้องแต่งยังงั้นด้วย? เพื่ออะไร?
แล้วคุณไม่ยอมรับหรือว่าจะเป็นตัวอย่าง-เป็นค่านิยมที่เลวๆ
ทำไมต้องกระตุ้นปลุกเร้ากามกันอยู่ได้...ในเมื่อสื่อต่างๆเผยแพร่พฤติกรรมคุณไปทั่ว..ทั้งยั่วกาม
ทั้งปลุกเร้ากันไปถึงไหน
จงอย่าใช้"วิธีคิด"แบบพวกคนชั่วๆๆๆๆเลย
เช่น "กูขายยาบ้ายาเสพติด
มันผิดตรงไหน..กรูไม่ขายคนอื่นก็ขาย
กรูแค่หาเงินเลี้ยงครอบครัว
บางส่วนกรูก็เอาเงินไปทำบุญด้วยนะเออ..."
" กรูเปิดซ่องกระหรี่มันผิดตรงไหน?
กรูทำให้สาวบ้านนอกมีเงินใช้ส่งเงินให้พ่อแม่
ทำให้ผู้ชายไม่ต้องไปข่มขืนผู้หญิงดี"
บอกได้ว่าคุณพีซี ต้องปรับปรุงวิธีคิดของตนเองซะใหม่
ก่อนจะสร้างปัญหาให้แก่ตัวเองในวันข้างหน้า”
คุณอาจจะมองผมว่าเป็นพวกใจแคบ
พวกป่วยทางจิตที่ต้องการความช่วยเหลือจากจิตแพทย์
ในขณะเดียวกัน ผมก็อาจจะมองคุณชาญว่า
เป็นพวกกบในกะลา
พวกที่ชอบตัดสินคนอื่นๆเอาจากมาตรฐานทางด้านจริยธรรมแบบตื้นๆ
แต่อย่างหนึ่งที่ผมเดาว่าพอจะบอกความแตกต่างระหว่าง
“คนอย่างคุณ” กับ “คนอย่างผม” ได้ก็คือ
ถึงผมจะมองว่าคุณเป็นพวกกบในกะลา
ผมก็เคารพสิทธิ์การอยู่ในกะลาของคุณ
ไม่เคยแม้แต่จะคิดอาจเอื้อม
หรือถือวิสาสะเข้าไปทุบกะลาของคุณ
ผิดกับคุณที่พยายามเอากะลาของคุณมาครอบผมหรือคนอื่นๆเขาไปทั่ว
อาจจะด้วยในรูปของการเรียกร้องอำนาจรัฐหรือกลไกทางสังคมต่างๆ
ให้มีการลงโทษไม่ว่ากับใครก็ตามที่ไม่ยอมอยู่ใต้กะลาของคุณ
หรือทำตัวผิดไปจากมาตรฐานในกะลาของคุณ
เวลาที่พูดถึงคนที่ใจแคบและมีอคติ
ผมมักจะนึกไปถึงพวกที่ชอบใช้เกณฑ์ของตนในการตัดสินคนอื่นๆ
พวกที่มองข้ามความแตกต่างอันหลากหลาย
พวกที่มักจะคิดว่าทุกคนต้องอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน
ในแบบที่พวกตนกำหนดขึ้น
ใครที่ผิดไปจากมาตรฐานนี้จะต้องถูกลงโทษ
และยิ่งถ้ามามองความเป็นจริงทุกๆอย่างที่ปรากฏ
แล้วตัดแบ่งสิ่งที่ปรากฏออกเป็นกลุ่มของคู่ตรงข้ามอย่างง่ายๆ
อย่างเช่น พวกดี กับ พวกชั่ว ด้วยแล้ว
มันยิ่งดูเหมือนพวกที่ใจแคบเข้าไปใหญ่เลยครับ
ไม่ต้องมองหาสาเหตุให้เสียเวลาว่าทำไมทุกอย่างมันถึงได้เป็นไปอย่างที่มันเป็น
และเวลาพูดถึงความดีกับความชั่ว
เคยคิดบ้างไหมครับว่า
แท้ที่จริงแล้วมันก็พัฒนาต่อยอดมาจากความรื่นรมย์ทางผัสสะ
อะไรที่ทำให้เรารู้สึกดีก็กลายเป็นสิ่งที่ดี
จนเมื่อเรามีวิวัฒนาการทางสังคมที่ซับซ้อนขึ้น
ก็ได้มีการพัฒนาแนวความคิดเรื่องศีลธรรมอันเป็นอุดมคติกันขึ้นมา
มันก็มีการบังคับใช้และกลายมาเป็นจารีต
แต่บางครั้งเราก็กลับพบว่า
ความรื่นรมย์ทางผัสสะที่ต่อยอดมาเป็นความรื่นรมย์ทางอารมณ์ของการได้ทำสิ่งดีๆ
ในตัวมันเองก็มีหลากหลายรูปแบบ
และมีความแตกต่างกันหลายระดับ จนบางครั้ง
สิ่งที่เรียกกันว่าความดีมันก็มีความขัดแย้งในตัวมันเอง
เช่น
สิ่งที่ดีต่อสังคมมนุษย์มันก็อาจจะไม่ดีต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆในธรรมชาติ
ความศิวิไลซ์ที่เรามีต่างก็แลกมากับการเข้าไปยื้อแย่งเอาแหล่งทรัพยากรของสัตว์อื่นๆ
หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว
ไอ้ที่เขาเรียกกันว่าความดี
ต่อให้มันเป็นอุดมคติยังไง
มันก็พัฒนามาจากความต้องการในการตอบสนองอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์อย่างเราด้วยกันทั้งนั้น
หรือบางที มันก็แฝงนัยแห่งอำนาจ เท่าที่ผมเคยอ่านมา
พระพุทธเจ้าก็ได้เคยตรัสไว้ในหลักคำสอนว่า
ไม่ให้ยึดติดกับความดีมากนัก
เพราะมันเป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้น
และเข้าไปให้ความหมายกับทุกสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ
ส่วนจะจริงหรือเปล่าผมก็ไม่ทราบนะครับ
ผมก็แค่อ่านไว้ประดับความรู้เฉยๆ
เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นคนไม่มีศาสนาครับ (โอ้ว
.....
ผมอาจจะเป็นคนที่ใจแคบและใจร้ายขึ้นไปได้อีกระดับหนึ่งใช่ไหมครับ
ถ้าว่ากันตามมาตรฐานของคุณชาญ)
คุณเคยคิดด้วยมุมมองที่แตกต่างบ้างหรือเปล่าถึงเหตุผลของจารีตที่เราเคยเชื่อกันว่า
มันทำให้สังคมอยู่ในความสงบเรียบร้อยและดีงามนั้น
มันดีสำหรับใคร
ค่านิยมที่ปลูกฝังให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัวมันทำให้สังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่สามารถควบคุมผู้หญิงให้อยู่ใต้อำนาจได้ง่ายขึ้นหรือเปล่า
คุณอาจจะมองว่าคนอย่างผม วันๆคิดแต่เรื่องชั่วๆ
แต่สำหรับผม
ความชั่วร้ายที่แท้จริงก็คือการยึดมั่นกับกรอบความคิดแบบ
chauvinist ในทุกรูปแบบ
มันชั่วพอที่จะทำให้เราทุกคนกลายเป็นพวกมือถือสากปากถือศีลได้อย่างไม่ละอาย
สามารถก่อสงครามและสร้างความเสียหายได้ในแทบจะทุกสิ่งที่เราสัมผัส
ทำลายสิ่งสวยงามทุกอย่างที่มีอยู่ในโลก
และเมื่อทำไปแล้วเราก็ยังหลงคิดกับตัวเองได้ว่าเรายังเป็นคนดีอยู่
ทุกอย่างที่ได้กระทำลงไปล้วนแต่เป็นสิ่งดีที่จำเป็นเพื่อตอบสนองภารกิจอันสูงส่ง
คนพวกนี้ก็อาจจะคล้ายๆ
กับพวกเผยแพร่ศาสนาคริสต์น่ะครับ
เวลาพวกนี้ไปยังโลกใหม่
แล้วเห็นวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นที่มีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการทางธรรมชาติของพวกเขา
พวกเผยแพร่ศาสนาก็ไม่รอช้าที่จะเข้าไปตัดสิน
และบีบบังคับให้พวกเขาทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิมๆ
หันมาเข้ารีต ใครหรือพวกไหนที่ไม่ยินยอม
ก็คงต้องถูกกำจัดในรูปของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
และพวกเผยแพร่ศาสนาก็ยังหลงคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปมันยังเรียกได้ว่าเป็นความดีอยู่
และกรอบความคิดในแบบ chauvinist
มันก็ไม่ได้มีเฉพาะแต่กับในวัฒนธรรมของศาสนาคริสต์เท่านั้น
มันมีแทรกอยู่ในทุกวัฒนธรรมแหละครับ
ตราบเท่าที่ยังมีคนที่ยึดมั่นกับความเชื่อเชิงจารีต
และพยายามเอาไปบังคับใช้กับทุกคน ในยุคนี้
การลงโทษใครก็ตามที่มีพฤติกรรมหรือแนวความคิดผิดไปจากกรอบความเชื่อ
อาจจะไม่ได้ทำโดยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
แต่อาจจะทำในรูปบทลงโทษทางสังคมหรือการอาศัยกลไกของรัฐในการออกนโยบายบังคับใช้
ว่าแต่
นั่นเป็นสิ่งที่คุณชาญกำลังทำอยู่หรือเปล่าครับ
คงเป็นเพราะในสังคมนี้มันเต็มไปด้วยคนอย่างคุณนั่นแหละครับ
เราถึงได้มีระบบเซ็นเซอร์แบบที่เรามี
มีรัฐบาลในแบบที่เรามี
มีการละเมิดสิทธิ์มนุษย์ชนในแบบที่เรามี
เวลาที่คุณเที่ยวไปตัดสินใครก็ตามว่าชั่วๆๆๆๆๆ
โดยดูจากตัวอย่างที่คุณยกมา เรื่องโสเภณี กับ
เรื่องยาเสพย์ติด บางทีผมไม่สงสัยเลยครับ
ว่าทำไมที่ผ่านมา
เราถึงได้ปล่อยให้เกิดการละเมิดสิทธิ์มนุษย์ชนด้วยการฆ่าตัดตอน
จนมีคนตายไปหลายพันคน
อาจจะเป็นไปได้ใช่ไหมครับว่าผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมเขาคิดแบบเดียวกับคุณ
ไหนๆคนพวกนี้มันก็ชั่วกันอยู่แล้ว
จะไปสนใจทำไมว่าคนพวกนี้จะถูกกวาดล้างกันยังไงบ้าง
ในเมื่อคนในสังคมเปิดไฟเขียวให้กับทางรัฐบาลและเจ้าหน้าที่
ไม่ต้องไปเฝ้าติดตามหรือคอยตรวจสอบฝ่ายอำนาจรัฐให้เสียเวลา
ว่าในจำนวนหลายพันคนที่ตายนั้น
มันมีคนบริสุทธิ์รวมอยู่ด้วยกี่คน
จะทำให้สังคมมันสะอาดมันก็ต้องมีความสูญเสียบ้าง
อย่างน้อยพวกชั่วๆมันก็ตายกันมากกว่า ใช่ไหมครับ
และคุณคงไม่แคร์ด้วยซ้ำที่จะมองหาสาเหตุว่า
อะไรคือปัจจัยที่ผลักดันให้เด็กพวกนั้นไปติดยา
การแพร่ระบาดของยาเสพย์ติดเป็นต้นตอของปัญหาในตัวมันเอง
หรือเป็นอาการของปัญหาที่เกิดจากสาเหตุที่ใหญ่กว่านั้น
การกำจัดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอาการของปัญหาออกไปจะส่งผลต่อสิ่งที่เป็นสาเหตุบ้างหรือเปล่า
ถ้าสาเหตุมันยังอยู่
อาการจะปรากฏออกมาในรูปแบบอื่นได้หรือเปล่า
อาจจะไม่ใช่ในรูปแบบการเสพย์ยา
แต่อาจจะอัปลักษณ์กว่านั้น เช่น ยกพวกตีกัน
ซึ่งก่อความเดือดร้อนต่อคนบริสุทธิ์อื่นๆด้วย
แทนที่เดือดร้อนเฉพาะกับผู้ที่เสพย์ยาเอง
ผมสงสัยอยู่เหมือนกันครับ
ด้วยพื้นฐานที่คุณชาญมองว่า
ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติดหรือโสเภณีย่อมเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย
คุณชาญคิดว่า
เด็กที่เสพย์ยาอย่างเดียวโดยที่ยังไม่เคยก่ออาชญากรรมที่ส่งผลต่อความเดือดร้อนของคนอื่นนั้น
สมควรจะมีประวัติอาชญากรรมติดตัวหรือเปล่า ผมว่า
บางที
ปัญหาใหญ่ๆที่เรามีมันอาจจะเกิดจากการขาดความอ่อนไหวต่อสิ่งเล็กๆ
และความคิดที่หยาบกระด้างของผู้คนในสังคมมันเป็นไปได้ไหมครับว่าเป็นผลผลิตของวัฒนธรรมที่คุ้นเคยกับการใช้อำนาจมากกว่าเหตุผล
และถ้าวัฒนธรรมของประเทศนี้มันเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ทำไมผมจะต้องไปชื่นชมมันเหมือนกับคุณชาญด้วยล่ะครับ
ไหนลองให้เหตุผลผมมาสักข้อ
ผมไม่รู้ว่าชีวิตคุณผ่านอะไรมาบ้าง
เช่นเดียวกับที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับผม
สิ่งที่เอื้อประโยชน์สำหรับคุณ
อาจจะตัดโอกาสคนอีกหลายคน
แต่นั่นคงจะไม่เป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจของคุณเพราะคุณไม่ได้มาสูญเสียด้วย
ภายใต้วัฒนธรรมนี้
สิทธิ์ทางความคิดที่ผมเห็นว่าเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง
อย่าง ชอบหรือไม่ชอบ เชื่อหรือไม่เชื่อ
มันยังจะพอมีอยู่บ้างมั้ยครับ
หรือว่าสังคมนี้มันสิ้นหวังถึงขนาดว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ควรจะถือเป็นสิทธิ์ด้วยซ้ำ
เวลาผมอ่านความเห็นของคุณครูกัลยาที่ว่า
“อย่าดูแคลนประเทศที่ขุนข้าวขุนน้ำ
ให้ที่ซุกหัวนอนคุณนักเลย เข้าใจบ้านพ่อบ้านแม่
ผืนแผ่นดินที่คุณคลอดและโผล่หัวออกมาให้ดีๆ”
ผมไปสะดุดตรงคำว่า “ผืนแผ่นดิน” โอ้ ..........
ผมเองก็คิดว่าผมสำนึกในบุญคุณของผืนแผ่นดินเสมอครับ
ในฐานะที่เป็นแหล่งทรัพยากรและที่อยู่อาศัยของมนุษย์และสัตว์อื่นๆ
จนมนุษย์อย่างเราเริ่มเรียนรู้ที่จะตัดแบ่งผืนแผ่นดินออกเป็นประเทศ
เป็นรัฐชาติที่มีขอบเขตและอาณาบริเวณที่แน่นอน
ผมคิดว่าผมพอจะแยกออกนะครับว่าการมีอยู่ของรัฐชาติมันเป็นผลผลิตของระบบอำนาจล้วนๆ
ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความดีงามหรือคุณธรรมแต่อย่างใด
การเรียกร้องให้สำนึกในบุญคุณของฝืนแผ่นดินก็คือการเรียกร้องให้ภักดีกับผู้ที่ครอบครอง
อาจจะอยู่ในรูปรัฐบาลหรือใครก็ตามที่อยู่ในอำนาจ
และรัฐชาติสมัยใหม่ที่เรามีอยู่ทั่วโลกก็เป็นสิ่งที่เพิ่งจะเกิดมาไม่กี่ศตวรรษนี้เองนะครับ
ก่อนหน้านั้นในภูมิภาคนี้จะประกอบด้วยอาณาจักรที่ไม่มีอาณาเขตที่แน่นอน
เนื่องจากความหนาแน่นของประชากรค่อนข้างต่ำ
ทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นที่ต้องการในฐานะแรงงาน
และในเวลาที่มีศึกสงครามเพื่อแย่งชิงทรัพยากร
ชุมชนที่อยู่รอบนอกอาณาจักรสามารถที่จะเลือกเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้
อำนาจในการควบคุมเป็นไปอย่างหลวมๆ
อาจจะต้องอาศัยความเชื่อในเชิงพิธีกรรมเพื่อกระตุ้นสำนึกความจงรักภักดี
ให้คนตัวเล็กๆยอมเข้าไปเป็นขุมกำลังในเกมของพวกผู้มีอำนาจ
แต่อย่างไรก็ตาม
การไหลเวียนของประชากรก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
เชลยศึกไม่ว่าจะมีเชื้อชาติใดก็ตาม
เมื่อเข้าไปอาศัยในขอบเขตของนครรัฐแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นเวลานานพอ
ก็จะถูกกลืนเข้าสู่ระบบไพร่
แตรัฐชาติสมัยใหม่กลับพ่วงเอาสำนึกของความเป็นเชื้อชาติเข้ามา
และปลูกฝังอคติอย่างเป็นระบบ
อาจจะผ่านทางการสอนประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนในระบบโรงเรียนที่คุณครูกัลยารับใช้อยู่
และเพื่อการคำจุนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในตัวของรัฐชาติ
อะไรมันจะดีไปกว่าการปลูกฝังความเชื่อเรื่องชาตินิยม
และพยายามทำให้มันดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของความดีงามแทนที่จะเป็นเรื่องของอำนาจล้วนๆ
ที่ทำให้ทุกคนเชื่องได้พอๆกัน
ง่ายต่อการถูกปั่นหัวโดยนักการเมือง นักการทหาร
หรือใครก็ตามที่มีอำนาจอยู่ในมือ
ให้มองข้ามความเหลื่อมล้ำและความไม่ยุติธรรมในสังคมของตน
และโทษว่า
ความเสื่อมทรามทุกอย่างมันมาจากการรับเอาวัฒนธรรมจากภายนอก
(ทั้งๆที่พุทธศาสนาก็รับมาจากภายนอกเหมือนกัน)
ให้ผู้ที่เชื่อมอบความไว้วางใจทุกอย่างให้กับผู้นำ
เพราะเราต่างก็เรียนประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงเฉพาะกิจกรรมของผู้นำมากกว่าคนตัวเล็กๆที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
(ผมไม่แปลกใจว่าทำไม สิบสี่ตุลา หกตุลา
หรือพฤษภาทมิฬ
ถึงไม่มีบรรจุไว้ในตำราเรียนประวัติศาสตร์)
ทำให้เรามีอคติกับผู้อพยพที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งๆที่พวกเขาบางคนก็อาจจะมีบรรพบุรุษร่วมกันกับคนไทย
และความเชื่อเรื่องชาตินิยมนี้มันก็ใช้ได้ผลกับคนไทยเสียด้วยสิครับ
เรามีอคติทุกอย่างที่คติชาตินิยมต้องการให้มี
เราพร้อมจะตัดโอกาสตัวเองในการเรียนรู้ที่กว้างไกลออกไป
เพราะการเรียนรู้นั้นมันไปกันไม่ได้กับวัฒนธรรมประจำชาติ
ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ถ้าปล่อยให้ได้เรียนรู้
อาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีอยู่แต่เดิม
พฤติกรรมทุกอย่างที่ไปด้วยกันไม่ได้กับวัฒนธรรมอันดีจะต้องถูกกำจัด
เราถึงได้ปล่อยให้พวกสมองอึในกระทรวงวัฒนธรรมที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยต่อวัฒนธรรมสากลร่วมสมัย
ให้เข้ามามีอำนาจชี้ขาดว่าอะไรเรามีสิทธิ์จะได้รับรู้
อะไรเราไม่มีสิทธิ์ และถึงแม้ว่า
มันตัดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพทางปัญญาของเราเพียงใด
เราก็ยังภูมิใจกับมัน
และก็พยายามจะกลืนให้ทุกๆคนภูมิใจกับมันเช่นเดียวกับเรา
ใครที่ไม่รู้สึกเช่นนั้นจะต้องได้รับการประณาม
มันทำให้ผมนึกไปถึงทัศนคติของคนไทยที่มีต่อไทเกอร์
วู๊ด ผมเองก็ไม่ได้เป็นแฟนของเขา
ผมไม่ชอบดูและก็ไม่ชอบเล่นกีฬาด้วยซ้ำ (โอ้ว .....
ตอนนี้ นอกจากใจแคบและมีอคติแล้ว
ผมอาจจะกลายเป็นพวกไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬาขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งแล้ว)
เขาถูกประณามเพียงเพราะว่าเขาไม่ได้บอกว่าเขาเป็นคนไทย
ทั้งๆที่ เวลาที่ผมอ่านคำให้สัมภาษณ์ของเขา
เขาก็ไม่เคยปฏิเสธ เขาเพียงแต่บอกว่า
เขาเป็นอเมริกันที่มีส่วนผสมของแอฟริกันอเมริกัน
คอเคเชี่ยน ไทย และจีน
การประณามนั้นรุนแรงถึงขนาดที่ว่าลามไปถึงแม่ของเขา
หาว่าเธอเคยเป็นโสเภณี
(พวกคนที่อยู่ในแวดวงของเรื่องชั่วๆๆๆๆ
อย่างที่คุณชาญว่าไว้น่ะครับ)
ผมเองก็ไม่ทราบว่าเป็นความจริงหรือเปล่า
แต่ถึงมันเป็นจริง
ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีที่มีสิทธิ์เลิอกจะมีชีวิตได้ตามที่ต้องการ
บางคนที่ไม่ได้เป็นโสเภณีอาจจะยังไม่ตระหนักถึงความโชคดี
ที่ตลอดชีวิตของพวกเขาไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่บีบบังคับให้ต้องไปเกลือกกลั้วกับสิ่งชั่วๆ
ยังสามารถภูมิใจกับสถานะของตนเองได้มากพอที่จะขี้นิ้วประณามผู้คนที่อยู่ในแวดวงเหล่านั้น
(ผมจะเข้าประเด็นนี้ทีหลังนะครับ) มันเหมือนกับว่า
สังคมไทยไม่เคยสร้างสิ่งดีๆ
หรือให้ชีวิตใหม่ที่ดีๆกับเขาเลย
ถ้าเขาเติบโตมาในเมืองไทย
ผมค่อนข้างจะเชื่อว่าเขาคงจะไม่มีโอกาสได้เป็นอย่างที่เขาเป็น
เพราะสังคมเราคงไม่มีปัญญาพอที่จะเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงศักยภาพของตัวเองออกมา
แต่พอเห็นเขาได้ดิบได้ดีขึ้นมา
ก็ตั้งหน้าตั้งตาจะไปลำเลิกบุญคุญเอากับเขา
เรียกร้องให้เขาต้องภูมิใจกับสิ่งที่ไม่เคยทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นเลย
ผมว่า สิ่งที่ผู้คนในสังคมนี้ทำ
มันทั้งดูน่าขำและน่าสมเพชได้ในเวลาเดียวกัน
คุณชาญว่าอย่างนั้นไหมครับ แต่
จะมีคนชาติไหนที่ทำเรื่องพวกนี้ได้ดีไปกว่าคนไทยอีกล่ะครับ
ถ้าคนแบบผมเป็นคนที่มีอคติ ผมแน่ใจได้อย่างหนึ่งว่า
มันไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆแน่
แต่ดูจากที่คุณชาญเขียนมาแล้ว ผมเดาเอานะครับว่า
นอกจากคุณมองว่า
โสเภณีกับยาเสพย์ติดเป็นสิ่งชั่วร้ายที่ต้องกำจัดแล้ว
คุณยังมองว่า ทุกอย่างที่เกี่ยวของกับเซ็กส์
รวมทั้งเซ็กส์ที่เกิดขึ้นนอกการสมรส
ควรจะนับว่าเป็นสิ่งที่ต่ำทราม
และใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอย่างนี้ย่อมเป็นพวกที่ต่ำทรามใช่ไหมครับ
คุณคงจะมีเกณฑ์วัดความดีของคุณอยู่
ใครที่ไม่ถึงเกณฑ์ก็ควรจะได้รับความช่วยเหลือจากจิตแพทย์
เพื่อให้มีจิตใจที่ปรกติและสูงส่งได้ในระดับที่ไกล้ๆกับคุณใช่ไหมครับ
ดูๆไปแล้วอคติของคุณก็มีไม่น้อยเหมือนกันนะครับ
ทั้งผมและคุณอาจจะเหมือนกันอย่างหนึ่งตรงที่
คุณและผมต่างก็ไม่ค่อยได้สำรวจตัวเองกันเท่าไรนักหรอก
ใช่ไหมครับ การปลุกเร้ากาม
ไม่ว่ามันจะเกิดในที่ใดก็ตาม ต้องถูกกำจัดใช่ไหมครับ
ถ้ามันโผล่มาในภาพยนตร์ ในรูปของฉากการร่วมรัก
ไม่ว่ามันจะมีความสำคัญต่ออารมณ์ของเรื่องเพียงใดก็ตาม
ก็สมควรจะถูกตัดทิ้งหรือเบลอใช่ไหมครับ
หรือถ้ามีสิ่งชั่วๆอย่างอื่น อย่างยาเสพย์ติด
เหล้าหรือบุหรี่ก็ไม่มีข้อยกเว้น
การทำเบลอมันก็เป็นเรื่องที่ชอบด้วยเหตุผลใช่ไหมครับ
แม้ว่ามันจะทำลายความสวยงามของงานภาพขนาดไหนก็ตาม
แต่ความสวยงามของภาพยนตร์มันคงจะไม่ได้อยู่ในความสนใจของคุณอยู่แล้ว
ถ้ามันเป็นต้นเหตุที่ทำให้สังคมเสื่อมทราม
บางที่พวกที่ปล่อยให้เรื่องเหล่านี้หลุดรอดสู่สายตาของสาธารณชน
หรือผู้ที่สนับสนุนแนวความคิดนี้
ก็คงเป็นพวกที่ต้องการความช่วยเหลือจากจิตแพทย์เหมือนกับผมใช่ไหมครับ
บางที ทุกคนในประเทศอย่าง ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์
หรืออีกหลายประเทศที่สามารถรับรู้เรื่องเหล่านี้ผ่านสื่อได้อย่างเสรี
ก็คงเป็นพวกป่วยทางจิต
บางทีเราน่าจะมีจิตแพทย์ไปประจำเทศกาลภาพยนตร์ อย่าง
เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์หรือออสการ์ใช่ไหมครับ
เพราะนอกจากจะมีสิ่งปลุกเร้าทางกามรมณ์ให้ดูอย่างไม่ถูกเซ็นเซอร์ในเทศกาลเหล่านั้นแล้ว
บรรดาผู้ที่เข้าร่วมงาน โดยเฉพาะพวกนักแสดงหญิง
ก็มีหลายคนที่อาจจะแต่งตัวในแบบที่คุณชาญรับไม่ค่อยได้
ประเทศเหล่านี้น่าจะมีสถิติอาชญากรรมทางเพศสูงนะครับ
คุณว่ามั้ย
หรืออาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาเจริญได้ไม่เท่ากับเรา
การสร้างสรรค์งานมันดูจะปราศจากข้อจำกัดไปมากอยู่เหมือนกัน
หรือบางทีเป็นไปได้ไหมว่า
พวกเขาไม่ใช่พวกเก็บกดทางเพศอย่างเรา
ไอ้พฤติกรรมที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมทั้งหลายแหล่จึงสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ส่งผลต่อระดับศีลธรรมของผู้คน
เอาไว้พรุ่งนี้ผมค่อยมาต่อนะครับ
จากคุณ : pc : - [ 25 กพ. 2007 05:04:30 ]
วันนี้ผมรู้สึกเวียนหัว เหมือนจะไม่ค่อยสบาย
สมองมันตื้อๆ คิดอะไรไม่ค่อยออก ว่าจะเขียนตอบคุณชาญ
ก็คงต้องรอไว้พรุ่งนี้
ให้ได้หลับสักงีบแล้วค่อยมาเขียนนะครับ
จากคุณ : pc : - [ 25 กพ. 2007 01:23:25 ]
56533
ถึง คุณชาญ
“คุณพีซี ใช้คำว่า"ประเทศเฮงซวย"
ผมว่าผมรับไม่ได้เลยครับ
นอกจากคุณจะเป้นคนใจแคบอย่างที่ครูกัลยาว่าแล้ว
คุณยังเป็นคน ใจร้าย อีกด้วยครับ”
“เราว่าคนที่นายพีซีควรคุยด้วยคือ...จิตแพทย์
เพราะดูแกช่างมี อคติมากเหลือเกิน
แกคงเก็บกดอะไรๆมามากทำให้มองสังคมคับแคบด้านเดียวไปหมด
จริง...หน้าที่ในการอบรม ให้ความคิด หล่อหลอม
ก็ควรเป็นของพ่อแม่ แต่ในขณะเดียวกัน
ผู้ใหญ่ในสังคมโดยเฉพาะพวกคนดัง-ดารา-หรือพวกสื่อมวลชนทั้งหลายจะทำอะไรก็ควรคิดถึงส่วนรวม
หรือคิดถึงผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนอย่างที่ครูกัลยาบอกด้วย
มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม
ที่ต้องช่วยๆกันประคอง
เช่น การที่ดาราพากันแต่งโป๊ โชว์นม
ทำไมคุณต้องแต่งยังงั้นด้วย? เพื่ออะไร?
แล้วคุณไม่ยอมรับหรือว่าจะเป็นตัวอย่าง-เป็นค่านิยมที่เลวๆ
ทำไมต้องกระตุ้นปลุกเร้ากามกันอยู่ได้...ในเมื่อสื่อต่างๆเผยแพร่พฤติกรรมคุณไปทั่ว..ทั้งยั่วกาม
ทั้งปลุกเร้ากันไปถึงไหน
จงอย่าใช้"วิธีคิด"แบบพวกคนชั่วๆๆๆๆเลย
เช่น "กูขายยาบ้ายาเสพติด
มันผิดตรงไหน..กรูไม่ขายคนอื่นก็ขาย
กรูแค่หาเงินเลี้ยงครอบครัว
บางส่วนกรูก็เอาเงินไปทำบุญด้วยนะเออ..."
" กรูเปิดซ่องกระหรี่มันผิดตรงไหน?
กรูทำให้สาวบ้านนอกมีเงินใช้ส่งเงินให้พ่อแม่
ทำให้ผู้ชายไม่ต้องไปข่มขืนผู้หญิงดี"
บอกได้ว่าคุณพีซี ต้องปรับปรุงวิธีคิดของตนเองซะใหม่
ก่อนจะสร้างปัญหาให้แก่ตัวเองในวันข้างหน้า”
คุณอาจจะมองผมว่าเป็นพวกใจแคบ
พวกป่วยทางจิตที่ต้องการความช่วยเหลือจากจิตแพทย์
ในขณะเดียวกัน ผมก็อาจจะมองคุณชาญว่า
เป็นพวกกบในกะลา
พวกที่ชอบตัดสินคนอื่นๆเอาจากมาตรฐานทางด้านจริยธรรมแบบตื้นๆ
แต่อย่างหนึ่งที่ผมเดาว่าพอจะบอกความแตกต่างระหว่าง
“คนอย่างคุณ” กับ “คนอย่างผม” ได้ก็คือ
ถึงผมจะมองว่าคุณเป็นพวกกบในกะลา
ผมก็เคารพสิทธิ์การอยู่ในกะลาของคุณ
ไม่เคยแม้แต่จะคิดอาจเอื้อม
หรือถือวิสาสะเข้าไปทุบกะลาของคุณ
ผิดกับคุณที่พยายามเอากะลาของคุณมาครอบผมหรือคนอื่นๆเขาไปทั่ว
อาจจะด้วยในรูปของการเรียกร้องอำนาจรัฐหรือกลไกทางสังคมต่างๆ
ให้มีการลงโทษไม่ว่ากับใครก็ตามที่ไม่ยอมอยู่ใต้กะลาของคุณ
หรือทำตัวผิดไปจากมาตรฐานในกะลาของคุณ
เวลาที่พูดถึงคนที่ใจแคบและมีอคติ
ผมมักจะนึกไปถึงพวกที่ชอบใช้เกณฑ์ของตนในการตัดสินคนอื่นๆ
พวกที่มองข้ามความแตกต่างอันหลากหลาย
พวกที่มักจะคิดว่าทุกคนต้องอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน
ในแบบที่พวกตนกำหนดขึ้น
ใครที่ผิดไปจากมาตรฐานนี้จะต้องถูกลงโทษ
และยิ่งถ้ามามองความเป็นจริงทุกๆอย่างที่ปรากฏ
แล้วตัดแบ่งสิ่งที่ปรากฏออกเป็นกลุ่มของคู่ตรงข้ามอย่างง่ายๆ
อย่างเช่น พวกดี กับ พวกชั่ว ด้วยแล้ว
มันยิ่งดูเหมือนพวกที่ใจแคบเข้าไปใหญ่เลยครับ
ไม่ต้องมองหาสาเหตุให้เสียเวลาว่าทำไมทุกอย่างมันถึงได้เป็นไปอย่างที่มันเป็น
และเวลาพูดถึงความดีกับความชั่ว
เคยคิดบ้างไหมครับว่า
แท้ที่จริงแล้วมันก็พัฒนาต่อยอดมาจากความรื่นรมย์ทางผัสสะ
อะไรที่ทำให้เรารู้สึกดีก็กลายเป็นสิ่งที่ดี
จนเมื่อเรามีวิวัฒนาการทางสังคมที่ซับซ้อนขึ้น
ก็ได้มีการพัฒนาแนวความคิดเรื่องศีลธรรมอันเป็นอุดมคติกันขึ้นมา
มันก็มีการบังคับใช้และกลายมาเป็นจารีต
แต่บางครั้งเราก็กลับพบว่า
ความรื่นรมย์ทางผัสสะที่ต่อยอดมาเป็นความรื่นรมย์ทางอารมณ์ของการได้ทำสิ่งดีๆ
ในตัวมันเองก็มีหลากหลายรูปแบบ
และมีความแตกต่างกันหลายระดับ จนบางครั้ง
สิ่งที่เรียกกันว่าความดีมันก็มีความขัดแย้งในตัวมันเอง
เช่น
สิ่งที่ดีต่อสังคมมนุษย์มันก็อาจจะไม่ดีต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆในธรรมชาติ
ความศิวิไลซ์ที่เรามีต่างก็แลกมากับการเข้าไปยื้อแย่งเอาแหล่งทรัพยากรของสัตว์อื่นๆ
หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว
ไอ้ที่เขาเรียกกันว่าความดี
ต่อให้มันเป็นอุดมคติยังไง
มันก็พัฒนามาจากความต้องการในการตอบสนองอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์อย่างเราด้วยกันทั้งนั้น
หรือบางที มันก็แฝงนัยแห่งอำนาจ เท่าที่ผมเคยอ่านมา
พระพุทธเจ้าก็ได้เคยตรัสไว้ในหลักคำสอนว่า
ไม่ให้ยึดติดกับความดีมากนัก
เพราะมันเป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้น
และเข้าไปให้ความหมายกับทุกสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ
ส่วนจะจริงหรือเปล่าผมก็ไม่ทราบนะครับ
ผมก็แค่อ่านไว้ประดับความรู้เฉยๆ
เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นคนไม่มีศาสนาครับ (โอ้ว
.....
ผมอาจจะเป็นคนที่ใจแคบและใจร้ายขึ้นไปได้อีกระดับหนึ่งใช่ไหมครับ
ถ้าว่ากันตามมาตรฐานของคุณชาญ)
คุณเคยคิดด้วยมุมมองที่แตกต่างบ้างหรือเปล่าถึงเหตุผลของจารีตที่เราเคยเชื่อกันว่า
มันทำให้สังคมอยู่ในความสงบเรียบร้อยและดีงามนั้น
มันดีสำหรับใคร
ค่านิยมที่ปลูกฝังให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัวมันทำให้สังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่สามารถควบคุมผู้หญิงให้อยู่ใต้อำนาจได้ง่ายขึ้นหรือเปล่า
คุณอาจจะมองว่าคนอย่างผม วันๆคิดแต่เรื่องชั่วๆ
แต่สำหรับผม
ความชั่วร้ายที่แท้จริงก็คือการยึดมั่นกับกรอบความคิดแบบ
chauvinist ในทุกรูปแบบ
มันชั่วพอที่จะทำให้เราทุกคนกลายเป็นพวกมือถือสากปากถือศีลได้อย่างไม่ละอาย
สามารถก่อสงครามและสร้างความเสียหายได้ในแทบจะทุกสิ่งที่เราสัมผัส
ทำลายสิ่งสวยงามทุกอย่างที่มีอยู่ในโลก
และเมื่อทำไปแล้วเราก็ยังหลงคิดกับตัวเองได้ว่าเรายังเป็นคนดีอยู่
ทุกอย่างที่ได้กระทำลงไปล้วนแต่เป็นสิ่งดีที่จำเป็นเพื่อตอบสนองภารกิจอันสูงส่ง
คนพวกนี้ก็อาจจะคล้ายๆ
กับพวกเผยแพร่ศาสนาคริสต์น่ะครับ
เวลาพวกนี้ไปยังโลกใหม่
แล้วเห็นวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นที่มีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการทางธรรมชาติของพวกเขา
พวกเผยแพร่ศาสนาก็ไม่รอช้าที่จะเข้าไปตัดสิน
และบีบบังคับให้พวกเขาทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิมๆ
หันมาเข้ารีต ใครหรือพวกไหนที่ไม่ยินยอม
ก็คงต้องถูกกำจัดในรูปของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
และพวกเผยแพร่ศาสนาก็ยังหลงคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปมันยังเรียกได้ว่าเป็นความดีอยู่
และกรอบความคิดในแบบ chauvinist
มันก็ไม่ได้มีเฉพาะแต่กับในวัฒนธรรมของศาสนาคริสต์เท่านั้น
มันมีแทรกอยู่ในทุกวัฒนธรรมแหละครับ
ตราบเท่าที่ยังมีคนที่ยึดมั่นกับความเชื่อเชิงจารีต
และพยายามเอาไปบังคับใช้กับทุกคน ในยุคนี้
การลงโทษใครก็ตามที่มีพฤติกรรมหรือแนวความคิดผิดไปจากกรอบความเชื่อ
อาจจะไม่ได้ทำโดยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
แต่อาจจะทำในรูปบทลงโทษทางสังคมหรือการอาศัยกลไกของรัฐในการออกนโยบายบังคับใช้
ว่าแต่
นั่นเป็นสิ่งที่คุณชาญกำลังทำอยู่หรือเปล่าครับ
คงเป็นเพราะในสังคมนี้มันเต็มไปด้วยคนอย่างคุณนั่นแหละครับ
เราถึงได้มีระบบเซ็นเซอร์แบบที่เรามี
มีรัฐบาลในแบบที่เรามี
มีการละเมิดสิทธิ์มนุษย์ชนในแบบที่เรามี
เวลาที่คุณเที่ยวไปตัดสินใครก็ตามว่าชั่วๆๆๆๆๆ
โดยดูจากตัวอย่างที่คุณยกมา เรื่องโสเภณี กับ
เรื่องยาเสพย์ติด บางทีผมไม่สงสัยเลยครับ
ว่าทำไมที่ผ่านมา
เราถึงได้ปล่อยให้เกิดการละเมิดสิทธิ์มนุษย์ชนด้วยการฆ่าตัดตอน
จนมีคนตายไปหลายพันคน
อาจจะเป็นไปได้ใช่ไหมครับว่าผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมเขาคิดแบบเดียวกับคุณ
ไหนๆคนพวกนี้มันก็ชั่วกันอยู่แล้ว
จะไปสนใจทำไมว่าคนพวกนี้จะถูกกวาดล้างกันยังไงบ้าง
ในเมื่อคนในสังคมเปิดไฟเขียวให้กับทางรัฐบาลและเจ้าหน้าที่
ไม่ต้องไปเฝ้าติดตามหรือคอยตรวจสอบฝ่ายอำนาจรัฐให้เสียเวลา
ว่าในจำนวนหลายพันคนที่ตายนั้น
มันมีคนบริสุทธิ์รวมอยู่ด้วยกี่คน
จะทำให้สังคมมันสะอาดมันก็ต้องมีความสูญเสียบ้าง
อย่างน้อยพวกชั่วๆมันก็ตายกันมากกว่า ใช่ไหมครับ
และคุณคงไม่แคร์ด้วยซ้ำที่จะมองหาสาเหตุว่า
อะไรคือปัจจัยที่ผลักดันให้เด็กพวกนั้นไปติดยา
การแพร่ระบาดของยาเสพย์ติดเป็นต้นตอของปัญหาในตัวมันเอง
หรือเป็นอาการของปัญหาที่เกิดจากสาเหตุที่ใหญ่กว่านั้น
การกำจัดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอาการของปัญหาออกไปจะส่งผลต่อสิ่งที่เป็นสาเหตุบ้างหรือเปล่า
ถ้าสาเหตุมันยังอยู่
อาการจะปรากฏออกมาในรูปแบบอื่นได้หรือเปล่า
อาจจะไม่ใช่ในรูปแบบการเสพย์ยา
แต่อาจจะอัปลักษณ์กว่านั้น เช่น ยกพวกตีกัน
ซึ่งก่อความเดือดร้อนต่อคนบริสุทธิ์อื่นๆด้วย
แทนที่เดือดร้อนเฉพาะกับผู้ที่เสพย์ยาเอง
ผมสงสัยอยู่เหมือนกันครับ
ด้วยพื้นฐานที่คุณชาญมองว่า
ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติดหรือโสเภณีย่อมเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย
คุณชาญคิดว่า
เด็กที่เสพย์ยาอย่างเดียวโดยที่ยังไม่เคยก่ออาชญากรรมที่ส่งผลต่อความเดือดร้อนของคนอื่นนั้น
สมควรจะมีประวัติอาชญากรรมติดตัวหรือเปล่า ผมว่า
บางที
ปัญหาใหญ่ๆที่เรามีมันอาจจะเกิดจากการขาดความอ่อนไหวต่อสิ่งเล็กๆ
และความคิดที่หยาบกระด้างของผู้คนในสังคมมันเป็นไปได้ไหมครับว่าเป็นผลผลิตของวัฒนธรรมที่คุ้นเคยกับการใช้อำนาจมากกว่าเหตุผล
และถ้าวัฒนธรรมของประเทศนี้มันเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ทำไมผมจะต้องไปชื่นชมมันเหมือนกับคุณชาญด้วยล่ะครับ
ไหนลองให้เหตุผลผมมาสักข้อ
ผมไม่รู้ว่าชีวิตคุณผ่านอะไรมาบ้าง
เช่นเดียวกับที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับผม
สิ่งที่เอื้อประโยชน์สำหรับคุณ
อาจจะตัดโอกาสคนอีกหลายคน
แต่นั่นคงจะไม่เป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจของคุณเพราะคุณไม่ได้มาสูญเสียด้วย
ภายใต้วัฒนธรรมนี้
สิทธิ์ทางความคิดที่ผมเห็นว่าเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง
อย่าง ชอบหรือไม่ชอบ เชื่อหรือไม่เชื่อ
มันยังจะพอมีอยู่บ้างมั้ยครับ
หรือว่าสังคมนี้มันสิ้นหวังถึงขนาดว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ควรจะถือเป็นสิทธิ์ด้วยซ้ำ
เวลาผมอ่านความเห็นของคุณครูกัลยาที่ว่า
“อย่าดูแคลนประเทศที่ขุนข้าวขุนน้ำ
ให้ที่ซุกหัวนอนคุณนักเลย เข้าใจบ้านพ่อบ้านแม่
ผืนแผ่นดินที่คุณคลอดและโผล่หัวออกมาให้ดีๆ”
ผมไปสะดุดตรงคำว่า “ผืนแผ่นดิน” โอ้ ..........
ผมเองก็คิดว่าผมสำนึกในบุญคุณของผืนแผ่นดินเสมอครับ
ในฐานะที่เป็นแหล่งทรัพยากรและที่อยู่อาศัยของมนุษย์และสัตว์อื่นๆ
จนมนุษย์อย่างเราเริ่มเรียนรู้ที่จะตัดแบ่งผืนแผ่นดินออกเป็นประเทศ
เป็นรัฐชาติที่มีขอบเขตและอาณาบริเวณที่แน่นอน
ผมคิดว่าผมพอจะแยกออกนะครับว่าการมีอยู่ของรัฐชาติมันเป็นผลผลิตของระบบอำนาจล้วนๆ
ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความดีงามหรือคุณธรรมแต่อย่างใด
การเรียกร้องให้สำนึกในบุญคุณของฝืนแผ่นดินก็คือการเรียกร้องให้ภักดีกับผู้ที่ครอบครอง
อาจจะอยู่ในรูปรัฐบาลหรือใครก็ตามที่อยู่ในอำนาจ
และรัฐชาติสมัยใหม่ที่เรามีอยู่ทั่วโลกก็เป็นสิ่งที่เพิ่งจะเกิดมาไม่กี่ศตวรรษนี้เองนะครับ
ก่อนหน้านั้นในภูมิภาคนี้จะประกอบด้วยอาณาจักรที่ไม่มีอาณาเขตที่แน่นอน
เนื่องจากความหนาแน่นของประชากรค่อนข้างต่ำ
ทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นที่ต้องการในฐานะแรงงาน
และในเวลาที่มีศึกสงครามเพื่อแย่งชิงทรัพยากร
ชุมชนที่อยู่รอบนอกอาณาจักรสามารถที่จะเลือกเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้
อำนาจในการควบคุมเป็นไปอย่างหลวมๆ
อาจจะต้องอาศัยความเชื่อในเชิงพิธีกรรมเพื่อกระตุ้นสำนึกความจงรักภักดี
ให้คนตัวเล็กๆยอมเข้าไปเป็นขุมกำลังในเกมของพวกผู้มีอำนาจ
แต่อย่างไรก็ตาม
การไหลเวียนของประชากรก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
เชลยศึกไม่ว่าจะมีเชื้อชาติใดก็ตาม
เมื่อเข้าไปอาศัยในขอบเขตของนครรัฐแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นเวลานานพอ
ก็จะถูกกลืนเข้าสู่ระบบไพร่
แตรัฐชาติสมัยใหม่กลับพ่วงเอาสำนึกของความเป็นเชื้อชาติเข้ามา
และปลูกฝังอคติอย่างเป็นระบบ
อาจจะผ่านทางการสอนประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนในระบบโรงเรียนที่คุณครูกัลยารับใช้อยู่
และเพื่อการคำจุนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในตัวของรัฐชาติ
อะไรมันจะดีไปกว่าการปลูกฝังความเชื่อเรื่องชาตินิยม
และพยายามทำให้มันดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของความดีงามแทนที่จะเป็นเรื่องของอำนาจล้วนๆ
ที่ทำให้ทุกคนเชื่องได้พอๆกัน
ง่ายต่อการถูกปั่นหัวโดยนักการเมือง นักการทหาร
หรือใครก็ตามที่มีอำนาจอยู่ในมือ
ให้มองข้ามความเหลื่อมล้ำและความไม่ยุติธรรมในสังคมของตน
และโทษว่า
ความเสื่อมทรามทุกอย่างมันมาจากการรับเอาวัฒนธรรมจากภายนอก
(ทั้งๆที่พุทธศาสนาก็รับมาจากภายนอกเหมือนกัน)
ให้ผู้ที่เชื่อมอบความไว้วางใจทุกอย่างให้กับผู้นำ
เพราะเราต่างก็เรียนประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงเฉพาะกิจกรรมของผู้นำมากกว่าคนตัวเล็กๆที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
(ผมไม่แปลกใจว่าทำไม สิบสี่ตุลา หกตุลา
หรือพฤษภาทมิฬ
ถึงไม่มีบรรจุไว้ในตำราเรียนประวัติศาสตร์)
ทำให้เรามีอคติกับผู้อพยพที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งๆที่พวกเขาบางคนก็อาจจะมีบรรพบุรุษร่วมกันกับคนไทย
และความเชื่อเรื่องชาตินิยมนี้มันก็ใช้ได้ผลกับคนไทยเสียด้วยสิครับ
เรามีอคติทุกอย่างที่คติชาตินิยมต้องการให้มี
เราพร้อมจะตัดโอกาสตัวเองในการเรียนรู้ที่กว้างไกลออกไป
เพราะการเรียนรู้นั้นมันไปกันไม่ได้กับวัฒนธรรมประจำชาติ
ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ถ้าปล่อยให้ได้เรียนรู้
อาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีอยู่แต่เดิม
พฤติกรรมทุกอย่างที่ไปด้วยกันไม่ได้กับวัฒนธรรมอันดีจะต้องถูกกำจัด
เราถึงได้ปล่อยให้พวกสมองอึในกระทรวงวัฒนธรรมที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยต่อวัฒนธรรมสากลร่วมสมัย
ให้เข้ามามีอำนาจชี้ขาดว่าอะไรเรามีสิทธิ์จะได้รับรู้
อะไรเราไม่มีสิทธิ์ และถึงแม้ว่า
มันตัดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพทางปัญญาของเราเพียงใด
เราก็ยังภูมิใจกับมัน
และก็พยายามจะกลืนให้ทุกๆคนภูมิใจกับมันเช่นเดียวกับเรา
ใครที่ไม่รู้สึกเช่นนั้นจะต้องได้รับการประณาม
มันทำให้ผมนึกไปถึงทัศนคติของคนไทยที่มีต่อไทเกอร์
วู๊ด ผมเองก็ไม่ได้เป็นแฟนของเขา
ผมไม่ชอบดูและก็ไม่ชอบเล่นกีฬาด้วยซ้ำ (โอ้ว .....
ตอนนี้ นอกจากใจแคบและมีอคติแล้ว
ผมอาจจะกลายเป็นพวกไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬาขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งแล้ว)
เขาถูกประณามเพียงเพราะว่าเขาไม่ได้บอกว่าเขาเป็นคนไทย
ทั้งๆที่ เวลาที่ผมอ่านคำให้สัมภาษณ์ของเขา
เขาก็ไม่เคยปฏิเสธ เขาเพียงแต่บอกว่า
เขาเป็นอเมริกันที่มีส่วนผสมของแอฟริกันอเมริกัน
คอเคเชี่ยน ไทย และจีน
การประณามนั้นรุนแรงถึงขนาดที่ว่าลามไปถึงแม่ของเขา
หาว่าเธอเคยเป็นโสเภณี
(พวกคนที่อยู่ในแวดวงของเรื่องชั่วๆๆๆๆ
อย่างที่คุณชาญว่าไว้น่ะครับ)
ผมเองก็ไม่ทราบว่าเป็นความจริงหรือเปล่า
แต่ถึงมันเป็นจริง
ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีที่มีสิทธิ์เลิอกจะมีชีวิตได้ตามที่ต้องการ
บางคนที่ไม่ได้เป็นโสเภณีอาจจะยังไม่ตระหนักถึงความโชคดี
ที่ตลอดชีวิตของพวกเขาไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่บีบบังคับให้ต้องไปเกลือกกลั้วกับสิ่งชั่วๆ
ยังสามารถภูมิใจกับสถานะของตนเองได้มากพอที่จะขี้นิ้วประณามผู้คนที่อยู่ในแวดวงเหล่านั้น
(ผมจะเข้าประเด็นนี้ทีหลังนะครับ) มันเหมือนกับว่า
สังคมไทยไม่เคยสร้างสิ่งดีๆ
หรือให้ชีวิตใหม่ที่ดีๆกับเขาเลย
ถ้าเขาเติบโตมาในเมืองไทย
ผมค่อนข้างจะเชื่อว่าเขาคงจะไม่มีโอกาสได้เป็นอย่างที่เขาเป็น
เพราะสังคมเราคงไม่มีปัญญาพอที่จะเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงศักยภาพของตัวเองออกมา
แต่พอเห็นเขาได้ดิบได้ดีขึ้นมา
ก็ตั้งหน้าตั้งตาจะไปลำเลิกบุญคุญเอากับเขา
เรียกร้องให้เขาต้องภูมิใจกับสิ่งที่ไม่เคยทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นเลย
ผมว่า สิ่งที่ผู้คนในสังคมนี้ทำ
มันทั้งดูน่าขำและน่าสมเพชได้ในเวลาเดียวกัน
คุณชาญว่าอย่างนั้นไหมครับ แต่
จะมีคนชาติไหนที่ทำเรื่องพวกนี้ได้ดีไปกว่าคนไทยอีกล่ะครับ
ถ้าคนแบบผมเป็นคนที่มีอคติ ผมแน่ใจได้อย่างหนึ่งว่า
มันไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆแน่
แต่ดูจากที่คุณชาญเขียนมาแล้ว ผมเดาเอานะครับว่า
นอกจากคุณมองว่า
โสเภณีกับยาเสพย์ติดเป็นสิ่งชั่วร้ายที่ต้องกำจัดแล้ว
คุณยังมองว่า ทุกอย่างที่เกี่ยวของกับเซ็กส์
รวมทั้งเซ็กส์ที่เกิดขึ้นนอกการสมรส
ควรจะนับว่าเป็นสิ่งที่ต่ำทราม
และใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอย่างนี้ย่อมเป็นพวกที่ต่ำทรามใช่ไหมครับ
คุณคงจะมีเกณฑ์วัดความดีของคุณอยู่
ใครที่ไม่ถึงเกณฑ์ก็ควรจะได้รับความช่วยเหลือจากจิตแพทย์
เพื่อให้มีจิตใจที่ปรกติและสูงส่งได้ในระดับที่ไกล้ๆกับคุณใช่ไหมครับ
ดูๆไปแล้วอคติของคุณก็มีไม่น้อยเหมือนกันนะครับ
ทั้งผมและคุณอาจจะเหมือนกันอย่างหนึ่งตรงที่
คุณและผมต่างก็ไม่ค่อยได้สำรวจตัวเองกันเท่าไรนักหรอก
ใช่ไหมครับ การปลุกเร้ากาม
ไม่ว่ามันจะเกิดในที่ใดก็ตาม ต้องถูกกำจัดใช่ไหมครับ
ถ้ามันโผล่มาในภาพยนตร์ ในรูปของฉากการร่วมรัก
ไม่ว่ามันจะมีความสำคัญต่ออารมณ์ของเรื่องเพียงใดก็ตาม
ก็สมควรจะถูกตัดทิ้งหรือเบลอใช่ไหมครับ
หรือถ้ามีสิ่งชั่วๆอย่างอื่น อย่างยาเสพย์ติด
เหล้าหรือบุหรี่ก็ไม่มีข้อยกเว้น
การทำเบลอมันก็เป็นเรื่องที่ชอบด้วยเหตุผลใช่ไหมครับ
แม้ว่ามันจะทำลายความสวยงามของงานภาพขนาดไหนก็ตาม
แต่ความสวยงามของภาพยนตร์มันคงจะไม่ได้อยู่ในความสนใจของคุณอยู่แล้ว
ถ้ามันเป็นต้นเหตุที่ทำให้สังคมเสื่อมทราม
บางที่พวกที่ปล่อยให้เรื่องเหล่านี้หลุดรอดสู่สายตาของสาธารณชน
หรือผู้ที่สนับสนุนแนวความคิดนี้
ก็คงเป็นพวกที่ต้องการความช่วยเหลือจากจิตแพทย์เหมือนกับผมใช่ไหมครับ
บางที ทุกคนในประเทศอย่าง ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์
หรืออีกหลายประเทศที่สามารถรับรู้เรื่องเหล่านี้ผ่านสื่อได้อย่างเสรี
ก็คงเป็นพวกป่วยทางจิต
บางทีเราน่าจะมีจิตแพทย์ไปประจำเทศกาลภาพยนตร์ อย่าง
เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์หรือออสการ์ใช่ไหมครับ
เพราะนอกจากจะมีสิ่งปลุกเร้าทางกามรมณ์ให้ดูอย่างไม่ถูกเซ็นเซอร์ในเทศกาลเหล่านั้นแล้ว
บรรดาผู้ที่เข้าร่วมงาน โดยเฉพาะพวกนักแสดงหญิง
ก็มีหลายคนที่อาจจะแต่งตัวในแบบที่คุณชาญรับไม่ค่อยได้
ประเทศเหล่านี้น่าจะมีสถิติอาชญากรรมทางเพศสูงนะครับ
คุณว่ามั้ย
หรืออาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาเจริญได้ไม่เท่ากับเรา
การสร้างสรรค์งานมันดูจะปราศจากข้อจำกัดไปมากอยู่เหมือนกัน
หรือบางทีเป็นไปได้ไหมว่า
พวกเขาไม่ใช่พวกเก็บกดทางเพศอย่างเรา
ไอ้พฤติกรรมที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมทั้งหลายแหล่จึงสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ส่งผลต่อระดับศีลธรรมของผู้คน
เอาไว้พรุ่งนี้ผมค่อยมาต่อนะครับ
จากคุณ : pc : - [ 25 กพ. 2007 05:04:30 ]
pc's comments part 3
56519
ผมคงต้องขอขอบพระคุณคุณ Rosso
กับคุณตี๋ด้วยนะครับที่มีจิตใจที่เปิดกว้าง
ผมดีใจครับที่คุณ Rosso
คิดว่าสิ่งที่ผมเขียนมีประโยชน์ต่อคุณ
ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ผมคิดว่า
มันเป็นแค่การอธิบายสิ่งที่คุณ Rosso
คิดอยู่ในใจได้เองอยู่แล้ว
และผมเพียงแค่นำมันออกมานำเสนอในรูปถ้อยคำเท่านั้นเองครับ
ถ้าเป็นเช่นนั้น
ผมก็คงต้องขอแสดงความยินดีทั้งกับคุณ Rosso และ
คุณตี๋ ด้วยครับ
กับการมีความคิดที่เป็นอิสระจากกรอบความเชื่อที่สืบทอดต่อๆกันมา
(เป็นความเชื่อ ไม่ใช่ความคิดแน่นอนครับ
เพราะความคิดมักจะนำไปสู่ความเคลือบแคลงสงสัยในความเชื่อ)
และกระบวนการปลูกฝังที่ทำให้เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย
มีน้อยคนที่จะตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
หรือตั้งคำถามกับระบบจารีตที่คอยปิดกั้นโอกาสในการสำรวจและทดลองกับความคิดและการใช้ชีวิตในทุกๆแง่มุมที่เป็นไปได้
ผมคิดเสมอว่า
มันง่ายกว่าสำหรับหลายๆคนที่จะจมปลักอยู่กับกรอบทางความคิดและจารีตแบบเดิมๆที่พวกเขาคุ้นเคย
พร้อมๆกับการปล่อยให้จารีตเหล่านั้นทำลายความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติที่มีอยู่ในตัว
เพราะความอยากรู้อยากเห็นนำไปสู่การเรียนรู้ในสิ่งที่ซับซ้อนขึ้น
และทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับข้อขัดแย้งในสิ่งที่เคยเชื่อถือ
การเผชิญหน้ามันจะเป็นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
และในการหาบทสรุป
จำเป็นต้องอาศัยพลังงานและสติปัญญาในการขบคิด
ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับสำหรับคนที่คิดว่าการใช้ความคิดมันเป็นเรื่องยุ่งยาก
จะไม่เป็นการง่ายกว่าเหรอครับที่จะยึดมั่นอยู่กับกรอบทางจารีตที่ตายตัว
และใช้มันเป็นเสมือนเกราะกำบังตัวเอง
ให้พวกเขาได้หลบอยู่ในนั้น
อย่างน้อยมันก็ช่วยปิดบังปมด้อยทางปัญญาที่พวกเขามี
และทำให้พวกเขาคิดว่า
ตัวพวกเขาสูงส่งพอที่จะตัดสินคนอื่นๆได้ด้วยระบบตรรกะทางจริยธรรมแบบตื้นๆของพวกเขา
ทั้งคุณ Rosso และ คุณตี๋ ทำได้ค่อนข้างดีครับ
ที่ได้ตระหนักว่ากรอบที่มองไม่เห็นมันมีอยู่
อาจจะในรูประบบความคิดของผู้คนในสังคมที่คอยเรียกร้องให้ทุกๆคนถูกกลืนได้เหมือนๆกัน
ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางวัฒนธรรมแบบเดียวกัน
แต่โอกาสในชีวิตที่สูญเสียไปจากการมีชีวิตภายใต้ข้อจำกัด
เราเองที่เป็นฝ่ายเสีย
ไม่มีคนอื่นๆที่ไหนมาสูญเสียกับเราด้วย
มันไม่ง่ายเลยนะครับกับการอยู่ในสังคมที่ chauvinist
แบบสังคมไทยนี้แล้วได้ตระหนักถึงข้อจำกัดที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
ว่า All chauvinistic values are toxic to the human
brains.
สำหรับท่านที่คิดว่าสื่อมีส่วนยั่วยุต่อพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ
ทำให้คนที่เสพย์เห็นผิดเป็นชอบ
จนคิดไปว่ามันเป็นสิ่งชอบธรรมที่จะดึงให้รัฐเข้ามาควบคุมการนำเสนอและเสรีภาพในการรับรู้
ไม่ว่าจะเป็น “คุณชาญ” “คุณครูกัลยา” “คุณอยากมั่ง”
หรือ “คุณสงสาร”
ลองอ่านลิงค์ข้างล่างนี้ดูก่อนนะครับ
มันอาจจะมีบางส่วนที่เกี่ยวกับการเซ็นเซอร์และอิทธิพลของสื่อ
ผมเคยเขียนแสดงความเห็นตอบเพื่อนท่านหนึ่งเอาไว้ในอีกกระทู้
และผมก็ไม่อยากจะเขียนซ้ำอีกรอบครับ
มันสิ้นเปลืองเนื้อที่และผมเองก็พิมพ์ช้ามากด้วย
ที่ผมเขียนเอาไว้
ผมได้ยกตัวอย่างที่พอจะมองเห็นได้ชัดเอาไว้บ้าง
มันอาจจะดูน้ำท่วมทุ่งไปบ้างอย่างที่คุณครูกัลยาว่าไว้
เพราะผมเขียนไม่ค่อยเก่ง
ยังไงก็ทนอ่านเอาหน่อยนะครับเพราะผมจะไม่ตอบซ้ำที่นี่
ยังไงก็ขอความกรุณาอ่านให้จบก่อนนะครับ
เป็นความเห็นที่ 47802 ครับ
เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปอ่านความเห็นอื่นๆที่ผมเขียนเอาไว้ในกระทู้เดียวกันนี้
http://www.bioscopemagazine.com/web2006/webboard/index-in.php?id=47138
“ ได้ยินมาเยอะแล้วประเภทฉันต้องมีสิทธิเสรีภาพ
แต่ชอบลืมว่าบางทีมันไปละเมิดคนอื่นเค้า
และก้อลืมไปว่าเค้าก้ออยากมีมันเหมือนๆกันกะคุณนั่นแหละ
ไอ้สิทธิเสรีภาพเนี่ย”
ไม่ทราบว่าคุณ “อยากมั่ง”
เข้าใจอะไรคลาดเคลื่อนไปหรือเปล่าครับ
ผมย้ำอยู่เสมอในทุกๆความเห็นที่แสดงออกมาว่า
การใช้สิทธิเสรีภาพต้องอยู่บนพื้นฐานในการเคารพสิทธิ์ในการมีเสรีภาพของผู้อื่น
และต้องมีความรับผิดชอบต่อผลกระทบต่อเสรีภาพของผู้อื่นด้วย
การใช้เสรีภาพไม่ได้หมายความว่าทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจนะครับ
เวลาที่ผมใช้เสรีภาพไปกับความสนุกสนานกับชีวิต
ไม่ว่าในรูปแบบไหนก็ตาม อาจจะเป็นการดื่ม
(ซึ่งตอนนี้ผมไม่ได้ทำมาหลายปีแล้ว)
ผมก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะส่งเสียงดังรบกวนสิทธิ์ในการอยู่อย่างสงบสุขของคนอื่นๆ
ถ้าผมอยากมีเซ็กส์
มันก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจและความระมัดระวังในเรื่องของโรคติดต่อหรือการตั้งครรภ์
ถ้าผมจะใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง
ผมอาจจะเลือกพรรคการเมืองที่ผมเชื่อในจุดยืน
(ไม่แน่ใจว่าพรรคการเมืองของไทยจะมีให้เลือกหรือเปล่า)
แต่มันก็เป็นหน้าที่ของผมที่ต้องติดตามเฝ้าระวังการทำงานของพรรคนั้น
ถ้าพวกเขามีอำนาจ
ผมก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ส่งมอบอำนาจให้กับพวกเขา
มันย่อมเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องติดตามว่า
พวกเขาใช้อำนาจตามอำเภอใจไปวางนโยบายเพื่อลิดรอนเสรีภาพของผู้อื่นหรือไม่
แม้ว่าการกระทำนั้นๆจะเป็นไปในทิศทางที่ทำให้ผมพอใจก็ตาม
แต่ถ้ามันไปละเมิดเสรีภาพที่ผู้อื่นพึงมี
ไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ
มันถือได้ว่าเป็นความรับผิดชอบของผมที่ต้องออกมาคัดค้านหรือแสดงความไม่พอใจให้ปรากฏ
การเฝ้าติดตามการทำงานของพรรคการเมืองที่ผมเลือก
ผมอาจจะไม่ได้ทำโดยการเข้าไปสืบค้นด้วยตัวเอง
เพราะมีกลุ่มองค์กรอิสระและกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคอยติดตามเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว
ผมอาจจะทำโดยการให้การศึกษากับตัวเองอยากสม่ำเสมอ
เปิดรับข้อมูลอย่างรอบด้านจากทุกๆกลุ่ม
และใช้วิจารณญาณเท่าที่มีตัดสินการทำงานของผู้ที่ผมเลือกเอาจากข้อมูลที่ผมได้เรียนรู้
(มันน่าเศร้าตรงที่ว่า
พรรคที่ผมเลือกมักจะไม่ได้เป็นรัฐบาล)
ถ้าให้ยกตัวอย่าง
ผมอาจจะเป็นคนหนึ่งที่เกลียดนักการเมืองอย่าง
คุณสมัคร สุนทรเวช
แต่ถ้าพรรคการเมืองที่ผมเลือกใช้อำนาจไปปิดกั้นสิทธิ์ที่พึงมีของคุณสมัครในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
ผมก็คงต้องทำทุกอย่างที่ผมทำได้เพื่อแสดงการคัดค้าน
ถึงแม้ว่าผมจะเห็นว่าความคิดเห็นทางการเมืองของคุณสมัครมันไร้สาระ
อ้างข้อมูลมั่วๆ
เล่นกับกระแสชาตินิยมเพื่อปลุกปั่นใครก็ตามที่ปั่นหัวได้ง่าย
หรือ
สร้างความเสียหายให้กับบุคคลที่เขากล่าวพาดพิงถึงก็ตาม
เพราะยังไงเสีย
ผู้ที่ถูกพาดพิงสามารถใช้สิทธิ์ฟ้องร้องเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคุณสมัครได้
ถ้าเห็นว่าการพาดพึงนั้นไม่ตรงกับความจริง
แต่การใช้อำนาจรัฐไปปิดกั้นสิทธิ์ที่พึงมี
มันเท่ากับไปปิดกั้นโอกาสของแฟนรายการของคุณสมัครในการรับรู้สิ่งที่พวกเขามีสิทธิ์จะได้รับรู้ด้วย
และผมไม่จำกัดว่าจะคัดค้านเฉพาะการใช้อำนาจของพรรคการเมืองที่ผมเลือกเท่านั้น
แต่ถ้าการใช้อำนาจมันเกิดโดยพรรคการเมืองที่ผมเลือก
ผมก็ยิ่งต้องถือว่าเป็นความรับผิดชอบในฐานะของหนึ่งเสียงที่ส่งมอบอำนาจ
จะเห็นได้นะครับว่าการตระหนักถึงเสรีภาพและผลกระทบ
มันเกิดขึ้นได้กับทุกกิจกรรมที่ทำ
เกิดขึ้นได้ในทุกระดับกิจกรรมทางสังคม
ตั้งแต่ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบๆตัวไปจนถึงการเมืองระดับประเทศ
คุณ “อยากมั่ง” อาจจะถามกลับมาว่า
แล้วที่พวกดาราแสดงพฤติกรรมตามหัวข้อกระทู้
จะถือว่าเป็นการใช้เสรีภาพที่สร้างผลกระทบได้หรือเปล่า?
ผมถือว่า พฤติกรรมการแสดงออกของดารา
รวมถึงสิ่งต่างๆที่นำเสนอในสื่อก็ดี
มันไม่ได้เป็นการบีบบังคับให้ใครก็ที่ได้เห็นแล้วต้องเกิดความเชื่อถือ
เวลาที่คุณรับสารจากสื่อ
คุณยังมีอิสรภาพในการใช้วิจารณญาณของตัวคุณเองในการตัดสินว่า
สิ่งที่คุณเห็นมันเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี
ควรจะที่ให้ความสำคัญหรือคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องไร้สาระ
ผิดกับการใช้อำนาจรัฐในการเซ็นเซอร์
ที่แย่งเอาสิทธิ์ในการรับรู้ ตัดสิน
และใช้วิจารณญาณต่างๆที่พึงมีไปจากตัวเรา
ผมไม่แน่ใจว่ามันส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของเยาวชนจริงหรือเปล่า
แต่การเซ็นเซอร์มันส่งผลกระทบต่อสิทธิในการรับรู้รับชมของผมไปเรียบร้อยแล้ว
ไม่ใช่แค่ผมเท่านั้นนะครับ
ยังผู้ที่รักการชมภาพยนตร์อีกหลายคน และผมก็คิดว่า
ความพยายามในการใช้บทลงโทษทางสังคมต่อนักแสดงในหัวข้อกระทู้
มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากการเซ็นเซอร์ในพฤติกรรมการแสดงออกเลยครับ
ทั้งๆที่สิ่งที่เธอทำมันก็ไม่ได้ไปละเมิดสิทธิ์ของใครด้วยซ้ำ
แต่คุณก็มีสิทธิ์จะไม่ชอบครับ
สิทธิ์ที่จะชอบหรือไม่ชอบเป็นสิทธิ์ของคุณอย่างเต็มที่
และคุณก็สามารถจะยกเลิกการสนับสนุนผลงานของเธอด้วยการปฏิเสธการรับชมภาพยนตร์ที่เธอแสดงได้ทุกเรื่อง
หรือชักชวนทุกคนที่รู้จักให้เลิกสนับสนุนผลงานของเธอ
(แต่มันก็เป็นสิทธิ์ของพวกเขาด้วยนะครับว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อคุณ)
นั่นคือขอบเขตเท่าที่คุณทำได้ (เท่าที่ผมนึกออก)
ถ้าคุณคิดว่า
การแต่งกายของเธอมีส่วนยั่วยุต่อพฤติกรรมเลียนแบบ
ซึ่งนำไปสู่การเกิดอาชญากรรมทางเพศหรือความรุนแรงต่อสตรี
ถ้าผมจะใช้ตรรกะในแบบเดียวกัน
ถ้าคุณคิดว่าการข่มขืนเกิดขึ้นเพราะอาชญากรเห็นว่าเหยื่อแต่งตัวยั่วยุ
และไปโทษสิ่งที่ได้เห็นจากสื่อ
มันก็เหมือนกับไปบอกว่า
ถ้าเด็กก่อคดีลักขโมยโทรศัพท์มือถือเพราะอยากจะได้
คุณคงต้องบอกว่า
เป็นเพราะโฆษณายั่วยุให้เกิดกิเลสใช่ไหมครับ
เพราะหน้าที่ของการโฆษณาก็คือการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคอยู่แล้ว
และคุณก็คงต้องโทษบริษัทผู้ผลิตด้วยว่า
ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ
มีดีไซน์ล้ำจนเป็นที่ต้องการของตลาด
นั่นก็เท่ากับว่า
ไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่ตนก่อ
เพราะทุกคนต่างก็สามารถโทษสิ่งยั่วยุได้หมด
ถ้าคุณคิดว่าการควบคุมการรับรู้ต่างๆ
ไม่ว่าจะด้วยกลไกของรัฐหรือโดยสถาบันที่มีอำนาจทางสังคม
เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสังคมเรา
ทำไมไม่ลองเปรียบเทียบกับสังคมที่ประชาชนมีสิทธิ์ในการรับรู้ได้เต็มที่
หรืออย่างน้อยก็มากกว่าเราดูล่ะครับ อย่างที่ญี่ปุ่น
คุณสามารถจะเลือกชมภาพยนตร์เร็ตเอ็กซ์ได้แทบจะทุกรูปแบบ
แต่ทำไมอัตราการเกิดอาชญากรรม
โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเพศของที่นั่นถึงจัดได้ว่าต่ำที่สุดในโลกล่ะครับ
บางทีผู้คนในประเทศที่ให้การเคารพสิทธิ์ของปัจเจกอาจจะเป็นพวกที่ต้องการความช่วยเหลือจากจิตแพทย์อย่างที่คุณชาญคิด
หรือบางที่พวกเขาควรจะเอาอย่างคุณชาญหรือหลายๆท่านที่นี่
มีระบบความคิดที่เหมือนกับคุณชาญ
มีทัศนคติแบบในแบบพิมพ์เดียวกัน ถ้าเป็นเช่นนั้น
ผมสงสัยอยู่เหมือนกันครับว่าสังคมของเขาก็คงจะเจริญได้พอๆกับสังคมของเรา
แทนที่จะใช้พลังงานไปกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
กลับต้องมาหมกมุ่นกับข้อจำกัดที่ไม่จำเป็น
หมกมุ่นกับความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนอง
ทั้งๆที่มันควรจะเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ก็ดีนะครับที่คนในสังคมที่ศิวิไลซ์เหล่านั้นไม่ต้องมาเป็นอย่างเรา
และเราก็คงทำได้เพื่อแค่ มองดูพวกเขาอยู่ห่างๆ
ดูวิถีชีวิตของพวกเขาผ่านสื่อ
ชีวิตในแบบที่เราไม่มีสิทธิ์จะมี
ภายใต้วัฒนธรรมและกรอบความคิดของพวกหมดสมรรถภาพ
พวกที่คอยแต่จะเรียกร้องให้ทุกคนต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางศีลธรรมตื้นๆของตน
หรือถ้าคุณคิดว่าคนไทยอย่างเรามีความสามารถในการใช้วิจารณญาณต่ำกว่าผู้คนในประเทศเหล่านั้น
ทีนี้ก็ต้องถามว่า
ทำไมเราจึงใช้วิจารณญาณได้ต่ำกว่าคนชาติอื่น
มีอะไรที่คอยกดไม่ให้เราพัฒนาการใช้วิจารณญาณ
เป็นไปได้ไหมว่า
วัฒนธรรมของเรามันทำให้เราหลายคนกลายเป็นพวกเก็บกดทางเพศ
และพวกเก็บกดทางเพศมันจะทนต่อแรงยั่วยุได้ต่ำ
และปิดกั้นสิทธิ์ที่จะเรียนรู้และหาประสบการณ์ในการใช้ชีวิตอย่างรอบด้านถือว่ามีส่วนด้วยหรือไม่?
ถ้ามีใครบางคนก่ออาชญากรรมทางเพศเพราะสิ่งที่ได้รับชมจากสื่อ
มันเป็นเพราะอิทธิพลของสื่อโดยตรงหรือว่าปัจจัยเฉพาะของบุคคลนั้น?
เช่น สภาพที่แวดล้อมตัวของเขาระหว่างการเจริญเติบโต
ทำไมคนที่ได้รับชมในสิ่งเดียวกันกับเขาจึงไม่ก่ออาชญากรรมเช่นเขา?
และการเซ็นเซอร์แบบเหมารวมโดยอาศัยมาตรฐานของคนที่ไม่ปรกติเพียงไม่กี่คน
จะถือว่าเป็นการปิดกั้นที่จะทำให้คนปรกติอีกเป็นล้านกลายมาเป็นพวกเก็บกดทางเพศได้หรือเปล่า?
การเซ็นเซอร์ที่คุณคิดว่าควรเป็นไปเพื่อปกป้องเยาวชน
ควรจะบังคับใช้รวมกับผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยหรือเปล่า?
อย่างที่ทราบกันดีนะครับว่า
การเซ็นเซอร์มันไม่ได้มีเฉพาะกับสื่อลามกอนาจารเท่านั้น
มันได้ลามมาถึงหนังนอกกระแส หนังอาร์ตเฮาส์
(หนังที่พวกในกระทรวงวัฒนธรรมคงไม่รู้ว่ามันคืออะไร)
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ยอมรับความชอบธรรมของการเซ็นเซอร์
นั่นก็เท่ากับว่าการเซ็นเซอร์อย่างที่เรามี
ไม่ว่าจะเป็นการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ในดีวีดี เพลง
หรือการบล็อกเว็บ
มันดำรงอยู่ได้เพราะมีคนอย่างคุณที่เห็นว่ามันเป็นสิ่งจำเป็น
คุณคิดว่าคุณมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบหรือเปล่าครับ
ต่อโอกาสในการรับรู้ของผมกับผู้ชมอีกหลายๆคนที่ต้องสูญเสียไป
คุณคิดว่าต้องมีส่วนรับผิดชอบหรือเปล่าครับ
ต่อภาพยนตร์ดีๆตั้งมากมาย
ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลจากหลายสถาบัน
แต่ไม่มีโอกาสมาลงแผ่นให้ดูในดีวีดีเพราะพวกขาดการศึกษาทางด้านวัฒนธรรมในกระทรวงเห็นว่าภาพต่างๆที่ปรากฏเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม
ไม่รู้ว่าพวกคนเหล่านั้นคิดว่าตัวเองมีดีอะไรไปตัดสินงานศิลปะร่วมสมัย
หรือบางทีอาจจะคิดว่าคุณวุฒิอันน้อยนิดและไร้ค่าที่พวกเขามีมันทำให้พวกเขารู้ดีกว่าคณะกรรมการเทศกาลภาพยนตร์ในยุโรป
และทำไม่สังคมนี้ถึงปล่อยให้พวกเศษสวะทางวัฒนธรรมเหล่านี้ขึ้นมามีอำนาจชี้ผิดชี้ถูกต่องานศิลปะร่วมสมัยทั้งๆที่เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่คนพวกนี้มีความรู้อะไรเลย
จะมีหนังดีๆอีกสักกี่เรื่องที่เราพลาดโอกาสได้ชม
มีหนังอีกกี่เรื่องที่ผู้สร้างชาวไทยอาจจะได้สร้าง
แต่ต้องล้มเลิกความคิดเพราะเกรงว่าจะถูกแบน
ความสูญเสียพวกนี้คุณคิดว่าคุณต้องมีส่วนรับผิดชอบหรือเปล่าครับ
สำหรับผมแล้ว ผมก็ยืนยันอย่างเดิมว่า
ประเด็นมันไม่ใช่ศิลปะหรืออนาจาร
ถ้าการดูหนังเอ็กซ์ในที่ส่วนตัวไม่ทำให้คุณออกไปสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร
หรือกิจกรรมใดๆก็ตามที่คุณทำแล้วมันไม่ส่งผลต่อความสงบสุขในชีวิตของผู้อื่น
คุณก็มีสิทธิ์ที่จะได้ทำแม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่สูงส่งทางด้านศีลธรรมก็ตาม
และก็ต้องแยกให้ออกเช่นกันนะครับว่าการดูหนังเอ็กซ์กับการออกไปก่ออาชญากรรมทางเพศมันเป็นคนละเรื่องกัน
จะมีอะไรที่เป็นส่วนตัวไปกว่ากิจกรรมทำในที่ส่วนตัวอีกล่ะครับ
แต่มันกลายเป็นว่า เดียวนี้
ภายใต้กฎหมายว่าด้วยสื่อลามกอนาจารฉบับใหม่
แค่มีสื่อเหล่านั้นไว้ในครอบครองเพื่อการชมภายในที่พักอาศัย
ก็นับได้ว่าผิดกฎหมายแล้ว
นี่เรียกได้ว่าสิทธิ์ของผมถูกละเมิดไปเรียบร้อยแล้วหรือเปล่าครับ
คุณอาจจะบอกว่า ผมอาจจะทำกิจกรรมอย่างอื่นก็ได้
แต่ความสุขของผมกับของพวกคุณมันจำเป็นต้องเหมือนกันหรือเปล่าล่ะครับ
และโทษทีเถอะครับ พวกคุณคิดว่าพวกคุณเป็นใคร
มีดีอะไรที่จะมาเที่ยวบอกกับผมว่าผมควรจะมีชีวิตยังไง
ทุกอย่างที่ผมและผู้ที่รักการชมภาพยนตร์อีกหลายคนทำ
ไม่เคยไปละเมิดสิทธิ์ในการมีเสรีภาพของใคร
แต่ขอบเขตของสิทธิ์ของพวกคุณ คุณก็ยังไม่รู้กันเลย
(นี่อาจจะเป็นผลของการอยู่ภายใต้ระบบจารีตมาเป็นเวลานาน
ถึงได้สับสนว่าขอบเขตในสิทธิ์ของพวกคุณมีกันแค่ไหน
มีสิทธิ์จะไปเรียกร้องอะไรจากใครได้บ้าง
พวกคุณถึงได้พยายามกลืนทุกๆคนให้เหมือนกับพวกคุณได้อย่างไม่เคยรู้สึกละอาย)
ถ้าคุณจะมาบอกผมว่า การดูหนัง หรือ
การสนองกิเลสตัณหาของผมในที่ส่วนตัวเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น
ผมก็ขอลองต่อยอดความคิดของพวกคุณดูก็แล้วกันนะครับ
ความสุขทุกอย่าง อย่างน้อยก็ความสุขทางโลก
ก็คือการตอบสนองต่อกิเลสตัณหาทั้งนั้น
แต่ละคนก็มีกิเลสตัณหาไปคนละแบบ
ไม่ใช่ว่าของคุณสูงส่งกว่าของผม
หรือของผมสูงส่งกว่าของคุณ
ถ้าคุณเห็นว่าการตอบสนองต่อกิเลสตัณหาไม่ใช่สิ่งจำเป็น
บางที สิ่งที่เราเรียกกันว่า “ความสุข”
อาจจะไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นก็ได้
การอยู่อย่างไม่มีความสุขมันก็คงไม่ถึงกับทำให้เราตาย
เราสามารถจะอยู่ไปวันๆเพื่อรอวันตายก็ได้
หรืออยู่อย่างขาดแรงกระตุ้นในการใช้ชีวิตก็ได้
การที่พวกคุณมาเที่ยวยกตัวเองว่า
ความสุขหรือหนทางในการแสวงหาความสุขของคนอื่นเป็นของต่ำหรือเป็นเรื่องชั่วช้า
มีแต่ของพวกคุณเท่านั้นที่ประเสริฐ
ชีวิตที่ต้องสูญเสียกับการอยู่อย่างไม่มีความสุข
หรือถูกปิดกั้นโอกาสในการแสวงหาความเพลิดเพลิน
สำรวจและทดลองกับชีวิตในทุกๆแง่มุม
พวกคุณคิดว่าพวกคุณมีปัญญาจะคืนเวลาในชีวิตให้กับผมหรือใคร
ที่ต้องเสียไปเพราะทัศนคติและการเรียกร้องของพวกคุณหรือเปล่า
ที่เที่ยวไปดึงเอากลไกต่างๆเข้ามาวุ่นวายกับเสรีภาพของชาวบ้าน
พวกคุณคงไม่รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบอะไรใช่ไหมครับ
จากคุณ : pc : - [ 25 กพ. 2007 01:20:58 ]
ผมคงต้องขอขอบพระคุณคุณ Rosso
กับคุณตี๋ด้วยนะครับที่มีจิตใจที่เปิดกว้าง
ผมดีใจครับที่คุณ Rosso
คิดว่าสิ่งที่ผมเขียนมีประโยชน์ต่อคุณ
ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ผมคิดว่า
มันเป็นแค่การอธิบายสิ่งที่คุณ Rosso
คิดอยู่ในใจได้เองอยู่แล้ว
และผมเพียงแค่นำมันออกมานำเสนอในรูปถ้อยคำเท่านั้นเองครับ
ถ้าเป็นเช่นนั้น
ผมก็คงต้องขอแสดงความยินดีทั้งกับคุณ Rosso และ
คุณตี๋ ด้วยครับ
กับการมีความคิดที่เป็นอิสระจากกรอบความเชื่อที่สืบทอดต่อๆกันมา
(เป็นความเชื่อ ไม่ใช่ความคิดแน่นอนครับ
เพราะความคิดมักจะนำไปสู่ความเคลือบแคลงสงสัยในความเชื่อ)
และกระบวนการปลูกฝังที่ทำให้เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย
มีน้อยคนที่จะตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
หรือตั้งคำถามกับระบบจารีตที่คอยปิดกั้นโอกาสในการสำรวจและทดลองกับความคิดและการใช้ชีวิตในทุกๆแง่มุมที่เป็นไปได้
ผมคิดเสมอว่า
มันง่ายกว่าสำหรับหลายๆคนที่จะจมปลักอยู่กับกรอบทางความคิดและจารีตแบบเดิมๆที่พวกเขาคุ้นเคย
พร้อมๆกับการปล่อยให้จารีตเหล่านั้นทำลายความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติที่มีอยู่ในตัว
เพราะความอยากรู้อยากเห็นนำไปสู่การเรียนรู้ในสิ่งที่ซับซ้อนขึ้น
และทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับข้อขัดแย้งในสิ่งที่เคยเชื่อถือ
การเผชิญหน้ามันจะเป็นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
และในการหาบทสรุป
จำเป็นต้องอาศัยพลังงานและสติปัญญาในการขบคิด
ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับสำหรับคนที่คิดว่าการใช้ความคิดมันเป็นเรื่องยุ่งยาก
จะไม่เป็นการง่ายกว่าเหรอครับที่จะยึดมั่นอยู่กับกรอบทางจารีตที่ตายตัว
และใช้มันเป็นเสมือนเกราะกำบังตัวเอง
ให้พวกเขาได้หลบอยู่ในนั้น
อย่างน้อยมันก็ช่วยปิดบังปมด้อยทางปัญญาที่พวกเขามี
และทำให้พวกเขาคิดว่า
ตัวพวกเขาสูงส่งพอที่จะตัดสินคนอื่นๆได้ด้วยระบบตรรกะทางจริยธรรมแบบตื้นๆของพวกเขา
ทั้งคุณ Rosso และ คุณตี๋ ทำได้ค่อนข้างดีครับ
ที่ได้ตระหนักว่ากรอบที่มองไม่เห็นมันมีอยู่
อาจจะในรูประบบความคิดของผู้คนในสังคมที่คอยเรียกร้องให้ทุกๆคนถูกกลืนได้เหมือนๆกัน
ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางวัฒนธรรมแบบเดียวกัน
แต่โอกาสในชีวิตที่สูญเสียไปจากการมีชีวิตภายใต้ข้อจำกัด
เราเองที่เป็นฝ่ายเสีย
ไม่มีคนอื่นๆที่ไหนมาสูญเสียกับเราด้วย
มันไม่ง่ายเลยนะครับกับการอยู่ในสังคมที่ chauvinist
แบบสังคมไทยนี้แล้วได้ตระหนักถึงข้อจำกัดที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
ว่า All chauvinistic values are toxic to the human
brains.
สำหรับท่านที่คิดว่าสื่อมีส่วนยั่วยุต่อพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ
ทำให้คนที่เสพย์เห็นผิดเป็นชอบ
จนคิดไปว่ามันเป็นสิ่งชอบธรรมที่จะดึงให้รัฐเข้ามาควบคุมการนำเสนอและเสรีภาพในการรับรู้
ไม่ว่าจะเป็น “คุณชาญ” “คุณครูกัลยา” “คุณอยากมั่ง”
หรือ “คุณสงสาร”
ลองอ่านลิงค์ข้างล่างนี้ดูก่อนนะครับ
มันอาจจะมีบางส่วนที่เกี่ยวกับการเซ็นเซอร์และอิทธิพลของสื่อ
ผมเคยเขียนแสดงความเห็นตอบเพื่อนท่านหนึ่งเอาไว้ในอีกกระทู้
และผมก็ไม่อยากจะเขียนซ้ำอีกรอบครับ
มันสิ้นเปลืองเนื้อที่และผมเองก็พิมพ์ช้ามากด้วย
ที่ผมเขียนเอาไว้
ผมได้ยกตัวอย่างที่พอจะมองเห็นได้ชัดเอาไว้บ้าง
มันอาจจะดูน้ำท่วมทุ่งไปบ้างอย่างที่คุณครูกัลยาว่าไว้
เพราะผมเขียนไม่ค่อยเก่ง
ยังไงก็ทนอ่านเอาหน่อยนะครับเพราะผมจะไม่ตอบซ้ำที่นี่
ยังไงก็ขอความกรุณาอ่านให้จบก่อนนะครับ
เป็นความเห็นที่ 47802 ครับ
เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปอ่านความเห็นอื่นๆที่ผมเขียนเอาไว้ในกระทู้เดียวกันนี้
http://www.bioscopemagazine.com/web2006/webboard/index-in.php?id=47138
“ ได้ยินมาเยอะแล้วประเภทฉันต้องมีสิทธิเสรีภาพ
แต่ชอบลืมว่าบางทีมันไปละเมิดคนอื่นเค้า
และก้อลืมไปว่าเค้าก้ออยากมีมันเหมือนๆกันกะคุณนั่นแหละ
ไอ้สิทธิเสรีภาพเนี่ย”
ไม่ทราบว่าคุณ “อยากมั่ง”
เข้าใจอะไรคลาดเคลื่อนไปหรือเปล่าครับ
ผมย้ำอยู่เสมอในทุกๆความเห็นที่แสดงออกมาว่า
การใช้สิทธิเสรีภาพต้องอยู่บนพื้นฐานในการเคารพสิทธิ์ในการมีเสรีภาพของผู้อื่น
และต้องมีความรับผิดชอบต่อผลกระทบต่อเสรีภาพของผู้อื่นด้วย
การใช้เสรีภาพไม่ได้หมายความว่าทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจนะครับ
เวลาที่ผมใช้เสรีภาพไปกับความสนุกสนานกับชีวิต
ไม่ว่าในรูปแบบไหนก็ตาม อาจจะเป็นการดื่ม
(ซึ่งตอนนี้ผมไม่ได้ทำมาหลายปีแล้ว)
ผมก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะส่งเสียงดังรบกวนสิทธิ์ในการอยู่อย่างสงบสุขของคนอื่นๆ
ถ้าผมอยากมีเซ็กส์
มันก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจและความระมัดระวังในเรื่องของโรคติดต่อหรือการตั้งครรภ์
ถ้าผมจะใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง
ผมอาจจะเลือกพรรคการเมืองที่ผมเชื่อในจุดยืน
(ไม่แน่ใจว่าพรรคการเมืองของไทยจะมีให้เลือกหรือเปล่า)
แต่มันก็เป็นหน้าที่ของผมที่ต้องติดตามเฝ้าระวังการทำงานของพรรคนั้น
ถ้าพวกเขามีอำนาจ
ผมก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ส่งมอบอำนาจให้กับพวกเขา
มันย่อมเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องติดตามว่า
พวกเขาใช้อำนาจตามอำเภอใจไปวางนโยบายเพื่อลิดรอนเสรีภาพของผู้อื่นหรือไม่
แม้ว่าการกระทำนั้นๆจะเป็นไปในทิศทางที่ทำให้ผมพอใจก็ตาม
แต่ถ้ามันไปละเมิดเสรีภาพที่ผู้อื่นพึงมี
ไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ
มันถือได้ว่าเป็นความรับผิดชอบของผมที่ต้องออกมาคัดค้านหรือแสดงความไม่พอใจให้ปรากฏ
การเฝ้าติดตามการทำงานของพรรคการเมืองที่ผมเลือก
ผมอาจจะไม่ได้ทำโดยการเข้าไปสืบค้นด้วยตัวเอง
เพราะมีกลุ่มองค์กรอิสระและกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคอยติดตามเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว
ผมอาจจะทำโดยการให้การศึกษากับตัวเองอยากสม่ำเสมอ
เปิดรับข้อมูลอย่างรอบด้านจากทุกๆกลุ่ม
และใช้วิจารณญาณเท่าที่มีตัดสินการทำงานของผู้ที่ผมเลือกเอาจากข้อมูลที่ผมได้เรียนรู้
(มันน่าเศร้าตรงที่ว่า
พรรคที่ผมเลือกมักจะไม่ได้เป็นรัฐบาล)
ถ้าให้ยกตัวอย่าง
ผมอาจจะเป็นคนหนึ่งที่เกลียดนักการเมืองอย่าง
คุณสมัคร สุนทรเวช
แต่ถ้าพรรคการเมืองที่ผมเลือกใช้อำนาจไปปิดกั้นสิทธิ์ที่พึงมีของคุณสมัครในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
ผมก็คงต้องทำทุกอย่างที่ผมทำได้เพื่อแสดงการคัดค้าน
ถึงแม้ว่าผมจะเห็นว่าความคิดเห็นทางการเมืองของคุณสมัครมันไร้สาระ
อ้างข้อมูลมั่วๆ
เล่นกับกระแสชาตินิยมเพื่อปลุกปั่นใครก็ตามที่ปั่นหัวได้ง่าย
หรือ
สร้างความเสียหายให้กับบุคคลที่เขากล่าวพาดพิงถึงก็ตาม
เพราะยังไงเสีย
ผู้ที่ถูกพาดพิงสามารถใช้สิทธิ์ฟ้องร้องเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคุณสมัครได้
ถ้าเห็นว่าการพาดพึงนั้นไม่ตรงกับความจริง
แต่การใช้อำนาจรัฐไปปิดกั้นสิทธิ์ที่พึงมี
มันเท่ากับไปปิดกั้นโอกาสของแฟนรายการของคุณสมัครในการรับรู้สิ่งที่พวกเขามีสิทธิ์จะได้รับรู้ด้วย
และผมไม่จำกัดว่าจะคัดค้านเฉพาะการใช้อำนาจของพรรคการเมืองที่ผมเลือกเท่านั้น
แต่ถ้าการใช้อำนาจมันเกิดโดยพรรคการเมืองที่ผมเลือก
ผมก็ยิ่งต้องถือว่าเป็นความรับผิดชอบในฐานะของหนึ่งเสียงที่ส่งมอบอำนาจ
จะเห็นได้นะครับว่าการตระหนักถึงเสรีภาพและผลกระทบ
มันเกิดขึ้นได้กับทุกกิจกรรมที่ทำ
เกิดขึ้นได้ในทุกระดับกิจกรรมทางสังคม
ตั้งแต่ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบๆตัวไปจนถึงการเมืองระดับประเทศ
คุณ “อยากมั่ง” อาจจะถามกลับมาว่า
แล้วที่พวกดาราแสดงพฤติกรรมตามหัวข้อกระทู้
จะถือว่าเป็นการใช้เสรีภาพที่สร้างผลกระทบได้หรือเปล่า?
ผมถือว่า พฤติกรรมการแสดงออกของดารา
รวมถึงสิ่งต่างๆที่นำเสนอในสื่อก็ดี
มันไม่ได้เป็นการบีบบังคับให้ใครก็ที่ได้เห็นแล้วต้องเกิดความเชื่อถือ
เวลาที่คุณรับสารจากสื่อ
คุณยังมีอิสรภาพในการใช้วิจารณญาณของตัวคุณเองในการตัดสินว่า
สิ่งที่คุณเห็นมันเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี
ควรจะที่ให้ความสำคัญหรือคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องไร้สาระ
ผิดกับการใช้อำนาจรัฐในการเซ็นเซอร์
ที่แย่งเอาสิทธิ์ในการรับรู้ ตัดสิน
และใช้วิจารณญาณต่างๆที่พึงมีไปจากตัวเรา
ผมไม่แน่ใจว่ามันส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของเยาวชนจริงหรือเปล่า
แต่การเซ็นเซอร์มันส่งผลกระทบต่อสิทธิในการรับรู้รับชมของผมไปเรียบร้อยแล้ว
ไม่ใช่แค่ผมเท่านั้นนะครับ
ยังผู้ที่รักการชมภาพยนตร์อีกหลายคน และผมก็คิดว่า
ความพยายามในการใช้บทลงโทษทางสังคมต่อนักแสดงในหัวข้อกระทู้
มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากการเซ็นเซอร์ในพฤติกรรมการแสดงออกเลยครับ
ทั้งๆที่สิ่งที่เธอทำมันก็ไม่ได้ไปละเมิดสิทธิ์ของใครด้วยซ้ำ
แต่คุณก็มีสิทธิ์จะไม่ชอบครับ
สิทธิ์ที่จะชอบหรือไม่ชอบเป็นสิทธิ์ของคุณอย่างเต็มที่
และคุณก็สามารถจะยกเลิกการสนับสนุนผลงานของเธอด้วยการปฏิเสธการรับชมภาพยนตร์ที่เธอแสดงได้ทุกเรื่อง
หรือชักชวนทุกคนที่รู้จักให้เลิกสนับสนุนผลงานของเธอ
(แต่มันก็เป็นสิทธิ์ของพวกเขาด้วยนะครับว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อคุณ)
นั่นคือขอบเขตเท่าที่คุณทำได้ (เท่าที่ผมนึกออก)
ถ้าคุณคิดว่า
การแต่งกายของเธอมีส่วนยั่วยุต่อพฤติกรรมเลียนแบบ
ซึ่งนำไปสู่การเกิดอาชญากรรมทางเพศหรือความรุนแรงต่อสตรี
ถ้าผมจะใช้ตรรกะในแบบเดียวกัน
ถ้าคุณคิดว่าการข่มขืนเกิดขึ้นเพราะอาชญากรเห็นว่าเหยื่อแต่งตัวยั่วยุ
และไปโทษสิ่งที่ได้เห็นจากสื่อ
มันก็เหมือนกับไปบอกว่า
ถ้าเด็กก่อคดีลักขโมยโทรศัพท์มือถือเพราะอยากจะได้
คุณคงต้องบอกว่า
เป็นเพราะโฆษณายั่วยุให้เกิดกิเลสใช่ไหมครับ
เพราะหน้าที่ของการโฆษณาก็คือการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคอยู่แล้ว
และคุณก็คงต้องโทษบริษัทผู้ผลิตด้วยว่า
ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ
มีดีไซน์ล้ำจนเป็นที่ต้องการของตลาด
นั่นก็เท่ากับว่า
ไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่ตนก่อ
เพราะทุกคนต่างก็สามารถโทษสิ่งยั่วยุได้หมด
ถ้าคุณคิดว่าการควบคุมการรับรู้ต่างๆ
ไม่ว่าจะด้วยกลไกของรัฐหรือโดยสถาบันที่มีอำนาจทางสังคม
เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสังคมเรา
ทำไมไม่ลองเปรียบเทียบกับสังคมที่ประชาชนมีสิทธิ์ในการรับรู้ได้เต็มที่
หรืออย่างน้อยก็มากกว่าเราดูล่ะครับ อย่างที่ญี่ปุ่น
คุณสามารถจะเลือกชมภาพยนตร์เร็ตเอ็กซ์ได้แทบจะทุกรูปแบบ
แต่ทำไมอัตราการเกิดอาชญากรรม
โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเพศของที่นั่นถึงจัดได้ว่าต่ำที่สุดในโลกล่ะครับ
บางทีผู้คนในประเทศที่ให้การเคารพสิทธิ์ของปัจเจกอาจจะเป็นพวกที่ต้องการความช่วยเหลือจากจิตแพทย์อย่างที่คุณชาญคิด
หรือบางที่พวกเขาควรจะเอาอย่างคุณชาญหรือหลายๆท่านที่นี่
มีระบบความคิดที่เหมือนกับคุณชาญ
มีทัศนคติแบบในแบบพิมพ์เดียวกัน ถ้าเป็นเช่นนั้น
ผมสงสัยอยู่เหมือนกันครับว่าสังคมของเขาก็คงจะเจริญได้พอๆกับสังคมของเรา
แทนที่จะใช้พลังงานไปกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
กลับต้องมาหมกมุ่นกับข้อจำกัดที่ไม่จำเป็น
หมกมุ่นกับความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนอง
ทั้งๆที่มันควรจะเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ก็ดีนะครับที่คนในสังคมที่ศิวิไลซ์เหล่านั้นไม่ต้องมาเป็นอย่างเรา
และเราก็คงทำได้เพื่อแค่ มองดูพวกเขาอยู่ห่างๆ
ดูวิถีชีวิตของพวกเขาผ่านสื่อ
ชีวิตในแบบที่เราไม่มีสิทธิ์จะมี
ภายใต้วัฒนธรรมและกรอบความคิดของพวกหมดสมรรถภาพ
พวกที่คอยแต่จะเรียกร้องให้ทุกคนต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางศีลธรรมตื้นๆของตน
หรือถ้าคุณคิดว่าคนไทยอย่างเรามีความสามารถในการใช้วิจารณญาณต่ำกว่าผู้คนในประเทศเหล่านั้น
ทีนี้ก็ต้องถามว่า
ทำไมเราจึงใช้วิจารณญาณได้ต่ำกว่าคนชาติอื่น
มีอะไรที่คอยกดไม่ให้เราพัฒนาการใช้วิจารณญาณ
เป็นไปได้ไหมว่า
วัฒนธรรมของเรามันทำให้เราหลายคนกลายเป็นพวกเก็บกดทางเพศ
และพวกเก็บกดทางเพศมันจะทนต่อแรงยั่วยุได้ต่ำ
และปิดกั้นสิทธิ์ที่จะเรียนรู้และหาประสบการณ์ในการใช้ชีวิตอย่างรอบด้านถือว่ามีส่วนด้วยหรือไม่?
ถ้ามีใครบางคนก่ออาชญากรรมทางเพศเพราะสิ่งที่ได้รับชมจากสื่อ
มันเป็นเพราะอิทธิพลของสื่อโดยตรงหรือว่าปัจจัยเฉพาะของบุคคลนั้น?
เช่น สภาพที่แวดล้อมตัวของเขาระหว่างการเจริญเติบโต
ทำไมคนที่ได้รับชมในสิ่งเดียวกันกับเขาจึงไม่ก่ออาชญากรรมเช่นเขา?
และการเซ็นเซอร์แบบเหมารวมโดยอาศัยมาตรฐานของคนที่ไม่ปรกติเพียงไม่กี่คน
จะถือว่าเป็นการปิดกั้นที่จะทำให้คนปรกติอีกเป็นล้านกลายมาเป็นพวกเก็บกดทางเพศได้หรือเปล่า?
การเซ็นเซอร์ที่คุณคิดว่าควรเป็นไปเพื่อปกป้องเยาวชน
ควรจะบังคับใช้รวมกับผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยหรือเปล่า?
อย่างที่ทราบกันดีนะครับว่า
การเซ็นเซอร์มันไม่ได้มีเฉพาะกับสื่อลามกอนาจารเท่านั้น
มันได้ลามมาถึงหนังนอกกระแส หนังอาร์ตเฮาส์
(หนังที่พวกในกระทรวงวัฒนธรรมคงไม่รู้ว่ามันคืออะไร)
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ยอมรับความชอบธรรมของการเซ็นเซอร์
นั่นก็เท่ากับว่าการเซ็นเซอร์อย่างที่เรามี
ไม่ว่าจะเป็นการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ในดีวีดี เพลง
หรือการบล็อกเว็บ
มันดำรงอยู่ได้เพราะมีคนอย่างคุณที่เห็นว่ามันเป็นสิ่งจำเป็น
คุณคิดว่าคุณมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบหรือเปล่าครับ
ต่อโอกาสในการรับรู้ของผมกับผู้ชมอีกหลายๆคนที่ต้องสูญเสียไป
คุณคิดว่าต้องมีส่วนรับผิดชอบหรือเปล่าครับ
ต่อภาพยนตร์ดีๆตั้งมากมาย
ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลจากหลายสถาบัน
แต่ไม่มีโอกาสมาลงแผ่นให้ดูในดีวีดีเพราะพวกขาดการศึกษาทางด้านวัฒนธรรมในกระทรวงเห็นว่าภาพต่างๆที่ปรากฏเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม
ไม่รู้ว่าพวกคนเหล่านั้นคิดว่าตัวเองมีดีอะไรไปตัดสินงานศิลปะร่วมสมัย
หรือบางทีอาจจะคิดว่าคุณวุฒิอันน้อยนิดและไร้ค่าที่พวกเขามีมันทำให้พวกเขารู้ดีกว่าคณะกรรมการเทศกาลภาพยนตร์ในยุโรป
และทำไม่สังคมนี้ถึงปล่อยให้พวกเศษสวะทางวัฒนธรรมเหล่านี้ขึ้นมามีอำนาจชี้ผิดชี้ถูกต่องานศิลปะร่วมสมัยทั้งๆที่เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่คนพวกนี้มีความรู้อะไรเลย
จะมีหนังดีๆอีกสักกี่เรื่องที่เราพลาดโอกาสได้ชม
มีหนังอีกกี่เรื่องที่ผู้สร้างชาวไทยอาจจะได้สร้าง
แต่ต้องล้มเลิกความคิดเพราะเกรงว่าจะถูกแบน
ความสูญเสียพวกนี้คุณคิดว่าคุณต้องมีส่วนรับผิดชอบหรือเปล่าครับ
สำหรับผมแล้ว ผมก็ยืนยันอย่างเดิมว่า
ประเด็นมันไม่ใช่ศิลปะหรืออนาจาร
ถ้าการดูหนังเอ็กซ์ในที่ส่วนตัวไม่ทำให้คุณออกไปสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร
หรือกิจกรรมใดๆก็ตามที่คุณทำแล้วมันไม่ส่งผลต่อความสงบสุขในชีวิตของผู้อื่น
คุณก็มีสิทธิ์ที่จะได้ทำแม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่สูงส่งทางด้านศีลธรรมก็ตาม
และก็ต้องแยกให้ออกเช่นกันนะครับว่าการดูหนังเอ็กซ์กับการออกไปก่ออาชญากรรมทางเพศมันเป็นคนละเรื่องกัน
จะมีอะไรที่เป็นส่วนตัวไปกว่ากิจกรรมทำในที่ส่วนตัวอีกล่ะครับ
แต่มันกลายเป็นว่า เดียวนี้
ภายใต้กฎหมายว่าด้วยสื่อลามกอนาจารฉบับใหม่
แค่มีสื่อเหล่านั้นไว้ในครอบครองเพื่อการชมภายในที่พักอาศัย
ก็นับได้ว่าผิดกฎหมายแล้ว
นี่เรียกได้ว่าสิทธิ์ของผมถูกละเมิดไปเรียบร้อยแล้วหรือเปล่าครับ
คุณอาจจะบอกว่า ผมอาจจะทำกิจกรรมอย่างอื่นก็ได้
แต่ความสุขของผมกับของพวกคุณมันจำเป็นต้องเหมือนกันหรือเปล่าล่ะครับ
และโทษทีเถอะครับ พวกคุณคิดว่าพวกคุณเป็นใคร
มีดีอะไรที่จะมาเที่ยวบอกกับผมว่าผมควรจะมีชีวิตยังไง
ทุกอย่างที่ผมและผู้ที่รักการชมภาพยนตร์อีกหลายคนทำ
ไม่เคยไปละเมิดสิทธิ์ในการมีเสรีภาพของใคร
แต่ขอบเขตของสิทธิ์ของพวกคุณ คุณก็ยังไม่รู้กันเลย
(นี่อาจจะเป็นผลของการอยู่ภายใต้ระบบจารีตมาเป็นเวลานาน
ถึงได้สับสนว่าขอบเขตในสิทธิ์ของพวกคุณมีกันแค่ไหน
มีสิทธิ์จะไปเรียกร้องอะไรจากใครได้บ้าง
พวกคุณถึงได้พยายามกลืนทุกๆคนให้เหมือนกับพวกคุณได้อย่างไม่เคยรู้สึกละอาย)
ถ้าคุณจะมาบอกผมว่า การดูหนัง หรือ
การสนองกิเลสตัณหาของผมในที่ส่วนตัวเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น
ผมก็ขอลองต่อยอดความคิดของพวกคุณดูก็แล้วกันนะครับ
ความสุขทุกอย่าง อย่างน้อยก็ความสุขทางโลก
ก็คือการตอบสนองต่อกิเลสตัณหาทั้งนั้น
แต่ละคนก็มีกิเลสตัณหาไปคนละแบบ
ไม่ใช่ว่าของคุณสูงส่งกว่าของผม
หรือของผมสูงส่งกว่าของคุณ
ถ้าคุณเห็นว่าการตอบสนองต่อกิเลสตัณหาไม่ใช่สิ่งจำเป็น
บางที สิ่งที่เราเรียกกันว่า “ความสุข”
อาจจะไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นก็ได้
การอยู่อย่างไม่มีความสุขมันก็คงไม่ถึงกับทำให้เราตาย
เราสามารถจะอยู่ไปวันๆเพื่อรอวันตายก็ได้
หรืออยู่อย่างขาดแรงกระตุ้นในการใช้ชีวิตก็ได้
การที่พวกคุณมาเที่ยวยกตัวเองว่า
ความสุขหรือหนทางในการแสวงหาความสุขของคนอื่นเป็นของต่ำหรือเป็นเรื่องชั่วช้า
มีแต่ของพวกคุณเท่านั้นที่ประเสริฐ
ชีวิตที่ต้องสูญเสียกับการอยู่อย่างไม่มีความสุข
หรือถูกปิดกั้นโอกาสในการแสวงหาความเพลิดเพลิน
สำรวจและทดลองกับชีวิตในทุกๆแง่มุม
พวกคุณคิดว่าพวกคุณมีปัญญาจะคืนเวลาในชีวิตให้กับผมหรือใคร
ที่ต้องเสียไปเพราะทัศนคติและการเรียกร้องของพวกคุณหรือเปล่า
ที่เที่ยวไปดึงเอากลไกต่างๆเข้ามาวุ่นวายกับเสรีภาพของชาวบ้าน
พวกคุณคงไม่รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบอะไรใช่ไหมครับ
จากคุณ : pc : - [ 25 กพ. 2007 01:20:58 ]
pc's comments part 2
56416
"ถ้าคนไทยคิดแบบคุณ สังคมไทยมีหวังตกเหวแน่นอน (
ขณะนี้ก็จะรอดมิรอดแหล่อยู่แล้ว
ถ้าไม่มีใครช่วยเตือนสติ(แรงๆ)ช่วยฉุดรั้ง
ไว้บ้าง...สังคมบ้านเราจะย่ำแย่กว่านี้อีกมาก"
ไม่แน่ใจว่าที่อาจารย์เขียนนี่
เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองภายในประเทศที่ผ่านมาหรือเปล่า
แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ต้องเรียนให้ทราบไว้ก่อนว่า
ถ้าอาจารย์คิดว่าผมมีทัศนคติแบบนี้แล้ว
ผมจะกลายเป็นนักบริโภคนิยม
เป็นหนึ่งในผู้ที่ลงคะแนนให้อดีตนายก
ถ้าอาจารย์คิดอย่างนี้ละก็
มันคงต้องเป็นผลของการอยู่ภายใต้วัฒนธรรมที่ลดทอนระบบความคิดให้คิดอะไรอย่างง่ายๆแน่นอน
ผมไม่เคยเลือกพรรคนายทักษิณ
และผมก็ไม่เคยพอใจกับนโยบายตลาดเสรี
อาจารย์ต้องแยกให้ออกนะครับ ว่า
เสรีภาพกับตลาดเสรีมันคนล่ะเรื่องกัน
ถ้าเป็นในต่างประเทศ
พวกที่สนับสนุนตลาดเสรีคือพวกอนุรักษ์นิยมที่มักจะมีปัญหากับเสรีภาพของปัจเจกนะครับ
อาจารย์อาจจะทราบดีอยู่แล้ว แต่ผมเห็นว่า
ในหมู่คนไทยหลายคนยังสับสนกับคำจำกัดความเหล่านี้
และผมก็เห็นด้วยตามาว่า
พวกนักวิชาการหลายคนที่คิดเรื่องความพอเพียงและการถ่อมตนแบบไทยๆคล้ายๆกับอาจารย์
ท่านเหล่านั้น ก่อนที่จะมาต่อต้านทักษิณ
ก็เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่เคยไปชุมนุมกดดันศาลรัฐธรรมนูญตอนที่ทักษิณเจอคดีซุกหุ้นเมื่อตอนที่เขาเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ
แต่ยังไงเสียผมก็ไม่คิดว่า
อาจารย์อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น
หรือเคยลงคะแนนเสียงเลือกเขา เพราะเห็นว่า
ชาติต้องการผู้นำที่เข้มแข็งอย่างเขามากู้วิกฤต
แต่ส่วนใหญ่คนในวัฒนธรรมนี้มักจะเป็นกันอย่างนี้นะครับ
เราเคยชินกับการอยู่ใต้อำนาจ
ถนัดกับการใช้อำนาจมากกว่าปัญญา
เราจึงมักจะเรียกหาผู้นำที่เข้มแข็ง
เพราะมีแต่ผู้นำอย่างนี้เท่านั้นที่เข้ามาใช้อำนาจแบบเผด็จการกับเราได้
ถ้าอาจารย์มีปัญหากับรัฐบาลชุดที่แล้ว
ผมเดาเอาว่าคงจะเป็นเพราะเรื่องจริยธรรมเหมือนกับคนอื่นๆใช่ไหมครับ
คงไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องการใช้อำนาจแบบเผด็จการของเขา
ทั้งๆที่ผมเห็นว่ามันเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงกว่าเยอะ
และมันทำให้ประเทศที่ไปสู่หุบเหวขึ้นมาจริงๆแบบที่อาจารย์ว่า
แต่การใช้อำนาจเผด็จการแบบที่เขาใช้คงไม่ทำให้อาจารย์รู้สึกว่ามีปัญหาใช่ไหมครับ
ถ้าผมไปกระตุ้นต่อมชาตินิยมของใครเข้า
ผมก็คงต้องยืนยันในสิ่งที่ผมเขียนอย่างเดิมนะแหละครับ
วัฒนธรรมที่มีจุดบกพร่องมากมาย
มักจะตัดโอกาสการเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตอย่างรอบด้าน
เพื่อจะรักษาความน่าเชื่อถือ
วัฒนธรรมเหล่านั้นมักจะปลูกฝังความภาคภูมิใจ
ให้ผู้ที่อยู่ใต้วัฒนธรรมนั้นรู้สึกภูมิใจจนเลิกมองหานัยแห่งอำนาจที่แฝงอยู่ในตัว
เพราะถ้าคนเลิกภูมิใจกับมันขึ้นมา
พวกเขาอาจจะได้เจอจุดบกพร่องของมันและผลเสียที่วัฒนธรรมนั้นก่อขึ้นกับชีวิตของพวกเขาขึ้นมาน่ะสิครับ
และวัฒนธรรมในแบบนั้นก็มักจะผูกติดกับคติชาตินิยมอย่างแยกไม่ค่อยออกเสียด้วยสิครับ
อ้อ ผมขอฝากไว้สำหรับผู้ที่รักชาติทุกท่านนะครับ
Nationalism is an infantile disease. It is the
measles of mankind.
Albert Einstein
แหม ถ้าเขามาเกิดในสังคมชาตินิยมแบบไทยๆละก็
ผมก็สงสัยว่า
ระดับไอคิวของเขาจะเป็นยังไงเหมือนกันนะครับ
จากคุณ : pc : - [ 23 กพ. 2007 23:04:55 ]
56418
หน้าที่ของการมีเสรีภาพก็คือ
หน้าที่ในการให้ความเคารพต่อเสรีภาพของผู้อื่นครับ
และกฏหมายที่มีบังคับใช้
ก็ควรจะเป็นไปเพื่อรักษาความเคารพในสิทธิ์และเสรีภาพครับ
ไม่ใช่ตัวกฏหมายมาละเมิดเสียเอง
การมีเสรีภาพไม่ได้หมายถึงการทำอะไรได้ตามใจแน่นอนครับ
ต้องคำนึงทุกครั้งว่า
ทุกสิ่งที่ทำไปริดรอนสิทธิ์ในการมีเสรีภาพของคนอื่นเขาหรือเปล่า
นักการเมืองที่เลือกเข้าไป ใช้อำนาจตามอำเภอใจ
ไปละเมิดสิทธิ์มนุษย์ชน
หรือสิทธิ์ในการใช้ชีวิตของใครเขาบ้าง
แต่การที่อาจารย์มาเที่ยวเรียกร้อง
หรือตั้งการคาดหวังเอาจากชีวิตของคนอื่นนี้
มันเป็นการยึดเอาทัศนคติของตัวเองไปเที่ยวบังคับใช้กับคนอื่นๆเอาตามอำเภอใจนะครับ
และถ้าอาจารย์คิดว่า
พฤติกรรมของพวกเขามันส่งผลกระทบต่อเด็ก
แล้วทำไมอาจารย์ถึงไม่คิดบ้างล่ะครับว่า
เพราะอะไรเด็กจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสื่อได้มาขนาดนี้
การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่
ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตัวเองของเด็กหรือเปล่า
พ่อแม่ที่บกพร่องในหน้าที่ มีลูกโดยไม่ยั้งคิด
หรือมีไปเพื่อเป็นการทำหน้าที่ทางสังคม
ตามวัฒนธรรมที่ส่งเสริมสถาบันครอบครัว
ที่พวกเขาต้องคิดถึงการแต่งงานและมีครอบครัวเมื่อถึงช่วงอายุหนึ่ง
พอกลายมาเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองของพวกเยาวชนของชาติ
กลับไม่รู้จักการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง
ให้เด็กมีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอกับแรงยั่วยุ
พอผลเสียเริ่มปรากฏเข้า กลับมาเรียกร้องเอาจากสื่อ
เรียกร้องการเซ็นเซอร์ ผมจะนับได้ไหมครับว่า
คนพวกนี้เป็นพวกที่ไม่รู้จักหน้าที่
ทั้งหน้าที่ในการเป็นพ่อเป็นแม่
และก็หน้าที่ในการให้ความเคารพต่อสิทธิ์ในการมีเสรีภาพของผู้อื่น
จากคุณ : pc : - [ 23 กพ. 2007 23:15:11 ]
56420
"โถ..คุณpcเจ้าขา...คุณรู้ได้ไงว่าพวกเด็กฝรั้งเขามีปัญหาท้องก่อนแต่ง..ทำแท้ง..
คลอดแล้วทิ้ง..โรคเอดส์..ฯลฯ...น้อยกว่าเรา?????
คุณไม่รู้หรอกว่าฉันน่ะอยู้กับแหล่งข้อมุลมาร่วม20กว่าปี
คุณก็แค่จำขี้ปากที่เขาพูดลอยๆลมๆมา
ท่าจะไม่รู้จริงอะไรเท่าใดนักหรอก"
เดาว่าคงจะเป็นข้อมูลจากประสพการณ์เฉพาะแต่ในเมืองไทยเท่านั้นใช่ไหมครับ
เคยไปเห็นในต่างประเทศมาบ้างหรือเปล่าครับ
ผู้ใหญ่ในเมืองไทยที่ชอบอ้างว่ารู้ส่วนใหญ่ก็มักจะรู้แต่ในสังคมของตัวเอง
เวลาที่คุณหมอมีชัยมีโครงการจะจัดทำหนังสือ
"คู่มือวัยใส" ให้กับเด็กนักเรียน
อาจารย์คิดว่ามันจะเป็นการทำให้สังคมเสื่อมทรามไปด้วยหรือเปล่าล่ะครับ
ผมรู้แต่ว่า ในต่างประเทศ
เรื่องเพศศึกษาแบบนี้เขาไม่มาปิดบังกันหรอกครับ
ไม่ทราบว่าอายุของผมนี่พอจะเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ได้หรือเปล่า
แต่อย่างน้อยก็ดีใจละครับ
ที่ไม่เคยได้เรียนกับอาจารย์ จริงๆแล้ว
ชีวิตในระบบโรงเรียนก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าจดจำอะไรเลย
ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากนึกถึง
เอาเป็นว่าผมเกลียดมันแทบจะทุกๆวินาทีที่ผ่านไป
ผมไม่แปลกใจว่า
ทำไมเผด็จการมันถึงได้อยู่ยงคงกระพันในประเทศนี้ได้อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น
ส่วนหนึ่งมันก็น่าจะเป็นการปลูกฝังในระบบโรงเรียนเหมือนกันนะครับ
จากคุณ : pc : - [ 23 กพ. 2007 23:23:28 ]
56421
เวลานึกถึงพวกชาตินิยมทั้งหลายแหล่
มันทำให้ผมนึกไปถึงพวกคนอเมริกันที่อยู่ในกลุ่มพวกประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม
ถ้าพวกเขาชาตินิยมกันได้แบบคนไทยละก็
สงครามคงจะไม่ยุติหรอกครับ อาจจะเป็นเพราะว่า
เขาไม่ยึดติดกับกรอบความคิดที่ได้รับการปลูกฝัง
พวกเขาถึงคิดอะไรกันได้กว้างไกลขึ้น
จากคุณ : pc : - [ 23 กพ. 2007 23:26:12 ]
56503
ผมต้องขอชี้แจงนิดนึงนะครับ บางที่คุณ “ไม่โง่จ๊ะ”
อาจจะไม่ได้เข้ามาในเว็บนี้เป็นประจำ
ผมเองตั้งแต่เข้ามาอ่านและแสดงความเห็นในเว็บนี้
ก็ใช้นามแฝงนี้ (pc) มาโดยตลอด ส่วนคุณตี๋นั้น
ถ้าเป็นท่านเดียวกับที่ผมคิดเอาไว้
ก็น่าจะเข้ามาแสดงความเห็นในบอร์ดนี้เป็นประจำเช่นเดียวกันครับ
เท่าที่ผมจำได้
ดูเหมือนจะได้เริ่มอ่านความเห็นของคุณตี๋บ่อยๆก็ช่วงปลายปีที่แล้วนี้เองครับ
ถ้าจำไม่ผิด
คุณตี๋จะเข้ามาแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง
บางเรื่องผมก็เห็นด้วย บางเรื่องก็อาจจะไม่
แต่ผมก็เคารพในการแสดงความคิดเห็นของคุณตี๋และท่านอื่นๆทุกท่านเสมอครับ
อย่างที่ได้เรียนให้ทราบไปแล้ว คุณ “ไม่โง่จ๊ะ”
จะเชื่อหรือไม่
นั่นย่อมเป็นสิทธิ์ของคุณโดยสมบูรณ์ครับ
จริงๆแล้วจะเชื่อหรือไม่
มันก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจของผมเท่าไรนัก
เว้นแต่ว่าคุณตี๋อาจจะรู้สึกไม่ชอบที่มีคนคิดว่าเขาเป็นคนเดียวกับผม
ยังไงเสียเว็บบอร์ดนี้ก็เป็นบอร์ดที่ไม่ใช้ระบบสมาชิก
ซึ่งผมก็เห็นว่ามันมีข้อดีตรงที่
ทุกท่านที่เข้ามาแสดงความเห็นสามารถจะรักษาความนิรนามของตนเอาไว้ได้
ทางเจ้าของเว็บไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ที่เข้ามาแสดงความเห็นเอาไว้
ทำให้ผู้ที่เข้ามาสามารถที่จะแสดงความเห็นได้โดยเสรี
ไม่ต้องไปหวั่นเกรงว่า
ถ้าแสดงความเห็นที่อาจจะสร้างความไม่พอใจกับใครออกไป
ก็อาจจะมีการสาวมาถึงตนเองได้โดยข้อมูลส่วนตัวที่ส่งมอบให้กับทางเจ้าของเว็บ
เพราะผู้ที่เข้ามามีสิทธิ์ในการรักษาความเป็นนิรนามของตน
ที่นี่จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นบนพื้นฐานของ
free speech
ทุกคนที่เข้ามาสามารถจะเปลี่ยนนามแฝงไปได้เรื่อยๆ
เหมือนกับที่คุณ “ไม่โง่จ๊ะ” ทำอยู่ตอนนี้ ซึ่งบางที
คุณ “ไม่โง่จ๊ะ”
อาจจะเป็นผู้ที่เข้ามาในบอร์ดนี้เป็นประจำ
โดยใช้นามแฝงอื่นประจำอยู่แล้ว หรือบางที
วันหนึ่งข้างหน้า คุณ “ไม่โง่จ๊ะ”
ก็อาจจะสวมรอยมาเป็นผม เหมือนกับที่คุณ ไกรวุฒิ
เคยโดนมาแล้วครั้งหนึ่ง
เมื่อลองเปรียบเทียบกับเว็บอื่นที่ใช้ระบบสมาชิก
ที่นี่ก็นับได้ว่าเป็นที่ๆที่ให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้ค่อนข้างมาก
เสรีภาพที่มีก็แนบมากับข้อควรระวัง
เพราะการสวมรอยทำได้ง่ายพอๆกับการแสดงความคิดเห็น
การเปิดรับข้อมูลจากเว็บบอร์ดจึงต้องเป็นไปอย่างมีสติ
เช่นเดียวกับเสรีภาพด้านอื่นๆในชีวิตจริง
ที่ต้องทำควบคู่ไปกับการมีสติคอยกำกับ
แต่การมีสติสามารถจะเกิดขึ้นได้ก็จากการเรียนรู้อย่างรอบด้านเท่านั้นนะครับ
ไม่ใช่การปิดกั้น
ขอเวลาผมสักครู่นะครับ ไว้ตอนดึกๆ
ผมจะมาเขียนตอบอีกที
จากคุณ : pc : - [ 24 กพ. 2007 21:27:40 ]
pc's comments part 1
คุณ pc มักจะแสดงความเห็นที่น่าสนใจมากๆไว้ในเว็บบอร์ด BIOSCOPE อยู่เสมอ แต่เนื่องจากการค้นหาข้อมูลเก่าๆในเว็บบอร์ดบางครั้งทำได้ยาก ดิฉันจึงถือโอกาสนี้คัดลอกความเห็นบางอันที่น่าสนใจมาเก็บไว้ในนี้ด้วยนะคะ
copy from bioscope webboard
http://www.bioscopemagazine.com/web2006/webboard/index-in.php?id=55903
56404
ผมแค่สงสัยว่าทำไมมันต้องมากลายเป็นประเด็นด้วย
สาธารณชนมีสิทธิ์จะไม่ชอบพฤติกรรมของนักแสดง
และสามารถแสดงความไม่พอใจภายในขอบเขตของสิทธิ์ที่พึงมีเท่านั้น
เช่น บอยคอทการสนับสนุนผลงานการแสดง
แต่การที่ไปกดดันให้ทางมหาวิทยาลัยที่นักแสดงเหล่านั้นศึกษาอยู่
ให้มีการลงโทษ ดูเหมือนว่ามัน
วิธีการแบบนี้มันจะเกินขอบเขตไปนะครับ
และทัศนคติที่ว่า ผู้คนในวงการสื่อ โดยเฉพาะนักแสดง
มีหน้าที่ทำตัวให้เป็นตัวอย่างกับเยาวชน
โทษทีเถอะครับ หน้าที่ของนักแสดงคือ
สร้างความบันเทิง
หรือผลงานศิลปะผ่านความสามารถในการแสดงเท่านั้นครับ
และการที่สาธารณชนเที่ยวไปถือสิทธิ์เอาเองว่า
คนเหล่านี้เป็นคนของประชาชน
พวกเขาจึงต้องทำหน้าที่ทั้งในเวลางาน และนอกเวลางาน
เพื่อมีชีวิตอยู่บนความคาดหวังของผู้คน
ดูเหมือนว่ามันเป็นการเรียกร้องที่มากเกินไปด้วยนะครับ
ความต้องการบนความคาดหวังของสาธารณชนอย่างนี้
มันถึงได้เปิดโอกาสให้พวกธุรกิจที่เป็นซากเดนของวงการส่อสารมวลชน
อย่างพวกปาปารัสซี่ หรือหนังสือพวกแทบบลอยด์ทั้งหลาย
ที่อาศัยเสรีภาพของสื่อมวลชน
(ทั้งๆที่มันควรจะเป็นไปเพื่อติดตามเฝ้าระวังพวกที่มีอำนาจอยู่ในมือ
และมุ่งเน้นแต่เรื่องราวที่ส่งผลกระทบสิทธิเสรีภาพของสาธารณชนเท่านั้น)
เข้าไปขุดคุ้ยเรื่องราวในชีวิตส่วนตัวของพวกเขา
ทั้งๆที่เรื่องของพวกเขาไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อสาธารณชนทั้งสิ้น
และที่จะมาอ้างว่าคนพวกนี้เป็นคนของประชาชน
อ้างยังไงมันก็ฟังไม่ขึ้นครับ มันฟังดูเหมือนกับว่า
พวกเขาติดค้างอะไรกับสาธารณชนเสียอย่างนั้น
ทั้งๆที่เวลาสาธารณชนเขาไปเสพย์รับผลงานของพวกเขา
สาธารณชนก็ได้รับความบันเทิงเป็นการแลกเปลี่ยนกับเงินที่เสียไป
การแลกเปลี่ยนมันสิ้นสุดลงตั้งแต่ตรงนั้นแล้วครับ
ไม่มีสิทธิ์จะไปเรียกร้อง
หรือตั้งความคาดหวังเอากับพวกเขาอีก
และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตของพวกเขาบนความคาดหวังของใครทั้งสิ้น
ตราบใดที่สิ่งที่พวกเขาทำไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน
(อย่าบอกนะครับว่า
นักแสดงหญิงที่จะถูกกล่าวถึงในวงเสวนา
ทำความเดือดร้อนโดยเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี
เพราะหน้าที่ในการเป็นตัวอย่างที่ดี
หรือให้การอบรมเด็กให้มีความมั่นใจมากพอที่จะไม่หลงไปกับกระแส
ควรจะเป็นหน้าที่ของพวกพ่อแม่ผู้ปกครองครับ
ไม่ใช่ว่าทำหน้าที่ได้ไม่ดีแล้วก็เที่ยวไปโทษโน่นโทษนี่)
สิ่งที่นักแสดงคนนี้ทำ
ผมไม่ปฏิเสธว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนับสนุน
แต่อย่างน้อยมันก็เป็นสิทธิ์ทางร่างกายของเธอนะครับ
สิ่งที่เธอทำ
ก็ไม่ได้เป็นการเที่ยวไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของใครๆเลย
ซึ่งการเคารพสิทธิ์และเสรีภาพนี้
ดูเหมือนว่าสังคมไทยไม่ค่อยจะคำนึงถึงเรื่องนี้กันเสียเท่าไร
และก็ยังมีหน้ามาบ่นอยากจะได้ประชาธิปไตยกัน
เพราะเรื่องสิทธิ์เสรีภาพ
ควรจะเป็นเรื่องที่พื้นฐานที่สุดสำหรับระบอบประชาธิปไตยครับ
การที่สาธารณชนเที่ยวไปเรียกร้องเอาจากคนที่ทำงานในวงการบันเทิง
มันแสดงถึงการไม่รู้จักเคารพในเสรีภาพการในการแสดงออกและการมีชีวิตส่วนตัวของผู้คนในสังคมไทย
มันเหมือนกับถ้าผมจะบอกว่า
ผมเป็นลูกค้าซึ่งใช่บริการกับกิจการของใครก็ตาม
ผมก็มีสิทธิ์จะอ้างบุญคุณว่า เป็นเพราะลูกค้าอย่างผม
ทำให้กิจการของเขาดำรงอยู่ได้
ดังนั้นผมมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปละลาบละล้วงเอากับชีวิตส่วนตัวของเขา
หรือวิพากษ์วิจารณ์การแสดงออกของเขา
ทั้งๆที่เวลาผมอุดหนุนเขา
ผมก็ได้รับการบริการเป็นการแลกเปลี่ยนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ที่มันเป็นอย่างนี้ ผมเดาเอาว่า
มันต้องเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมที่พยายามรักษาความเป็นเอกภาพมากกว่าความแตกต่าง
ทุกคนจะต้องคิดเหมือนๆกัน ทำตัวให้กันเหมือนๆกัน
ต้องภาคภูมิในในความเป็นไทยเหมือนๆกัน
(ทั้งๆที่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมหรือใครเป็นคนเลือก
ว่าจะเกิดมาเป็นคนไทยหรือคนชาติไหน) อยู่ในสังคมนี้
มันเหมือนกับว่า
มันเป็นหน้าที่ที่เราทุกคนต้องภาคภูมิใจกับวัฒนธรรมที่สนับสนุนการลิดรอน
บางที จะชอบหรือไม่ชอบ
เราเองก็คงจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่ที่จะไม่ชอบ
ไอ้วัฒนธรรมเฮงซวยแบบนี้แหละครับที่เปิดโอกาสให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเข้ามาถือสิทธิ์ผูกขาดความถูกต้อง
เหมือนกับที่พวกกระทรวงวัฒนธรรมกำลังทำอยู่
ที่ทำเฉพาะที่เกี่ยวกับการเซ็นเซอร์มันก็แย่พออยู่แล้ว
นี่คงเริ่มคิดจะเข้ามาเซ็นเซอร์การแต่งกายเข้าไปอีก
ที่ผมแปลกใจก็คือ คนที่เข้ามาในเว็บไบโอ ผมเคยคิดว่า
ต้องเป็นคนที่มีจิตใจที่เปิดกว้าง
อย่างน้อยก็กว้างพอที่จะเปิดใจรับกับภาพยนตร์นอกกระแส
แต่ก็ยังมีบางท่านที่คิดว่าการลงโทษนักแสดงผู้นี้เป็นสิ่งที่ชอบธรรม
ขอถามหน่อยเถอะครับ
พฤติกรรมของเธอมันไปทำให้ใครเดือดร้อน
หรือไปละเมิดสิทธิ์เสรีภาพของใครเข้าหรือเปล่า
หรือว่า สิทธิ์ในการมีเสรีดภาพ
เป็นสิ่งที่ดีเกินไปสำหรับคนไทย
พวกชั้นต่ำที่ขาดความศิวิไลซ์อย่างเราคงไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้
เราเฉยเวลาที่เราถูกกลไกของรัฐ
หรือพวกบ้าจารีตที่มีอำนาจทางสังคม
เข้ามาริดรอนเสรีภาพที่มันมีอยู่น้อยนิดอยู่แล้ว
ด้วยข้ออ้างทางด้านจารีตและวัฒนธรรม เราไม่เคยตอบโต้
และก็ดูเหมือนจะสนับสนุนกลไกเหล่านั้น
เวลามีนักแสดงบางท่านใช้สิทธิ์ในการแสดงออก บางที
นอกจากคนไทยอย่างเราจะไม่รู้สึกรู้สาเวลาที่ถูกละเมิดสิทธิ์แล้ว
เรายังเที่ยวไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่นๆโดยที่ไม่รู้ตัว
หรือรู้ทั้งรู้แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา
ผมจะไม่แปลกใจเลยถ้า
หนังสือพวกแทบบลอยด์หรือนิตสารซุบซิบจะขายดิบขายดีกันในเมืองไทย
นั่นคงจะเป็นเพราะว่า
มันเข้ากับวัฒนธรรมไทยที่ถือว่าการสอดรู้เรื่องส่วนตัวของคนอื่น
กับการนินทาลับหลังมันเป็นเรื่องธรรมดา
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
ประเทศเฮงซวยนี้มันก็แค่ประเทศบ้านนอกประเทศหนึ่งในโลกที่สาม
วัฒนธรรมยังไงมันก็ยังคงเป็นวัฒนธรรมแบบชนบท
คงต้องอาศัยเวลาอีกนานหลายชั่วอายุคนถึงจะเกิดวิวัฒนาการไปเป็นสังคมที่ศิวิไลซ์พอที่จะให้ความเคารพสิทธิ์ของปัจเจก
จากคุณ : pc : - [ 23 กพ. 2007 20:52:26 ]
56413
ที่นี่เป็นประเทศไทย ไม่ใช่ฝรั่งฮอลลีวู๊ด
เหตุผลของอาจารย์มีแค่นี้เองเหรอครับ
ขออภัยที่ต้องกราบเรียนตามตรง
ผมมองไม่เห็นความลึกซึ้งตรงไหนเลย
ม้นก็เหมือนกับที่เคยได้ยินต่อๆกันมานั่นแหละครับ
ถ้าคุณเป็นคุณครูจริงๆ
ผมก็ไม่สงสัยเลยครับว่าทำไมจิตสำนึกด้านประชาธิปไตยในประเทศนี้มันถึงได้ไปไม่ถึงไหน
ได้ยินมาว่า
พวกที่ทำงานในกระทรวงวัฒนธรรมส่วนใหญ่ก็เคยอยู่กระทรวงศึกษามาด้วยใช่ไหมครับ
ผมก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่าคนในสังกัดพวกนี้มีความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมร่วมสมัยมากน้อยเพียงใด
และการถือสิทธิ์ในการผูกขาดมาตรฐานทางวัฒนธรรม
แล้วเอาสิทธิ์นั้นเที่ยวไปริดรอน ตัดโอกาส
เจ้ากี้เจ้าการ ละลาบละล้วงชีวิตของชาวบ้าน
มันไม่ยิ่งกว่าใจแคบ เอาแต่ใจตัวเองหรอกหรือครับ
อาจารย์มีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตในแบบใดก็ได้ที่อาจารย์ต้องการ
มีสิทธิ์ที่จะรับกฏเกณฑ์ของจารีตใดๆก็ได้มาบังคับใช้กับตัวเองได้เท่าที่ต้องการ
แต่ต้องทราบถึงขอบเขตด้วยนะครับว่า
มันใช้ได้เฉพาะกับตัวเองเท่านั้น
ไม่มีสิทธิ์ที่จะเที่ยวไปเรียกร้อง
หรือแย่กว่านั้นก็คือ
ไปบังคับใช้เอากับคนอื่นๆให้มามีชีวิตเหมือนกับที่อาจารย์มี
แสดงออกอย่างเดียวกับอาจารย์
หรือคิดแบบเดียวกับอาจารย์
นั่นมันเป็นรูปแบบหนึ่งของความใจแคบและเอาแต่ใจครับ
ไม่ใช่เป็นความเอาแต่ใจของเด็ก แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ
เป็นความเอาแต่ใจของพวกไกล้จะลงโลงครับ
แล้วยิ่งอาศัยสถานะทางสังคมที่เหนือกว่ามากดดัน
หรือบีบบังคับเพื่อเอากฏเกณฑ์เหล่านั้นไปบังคับใช้กับคนอื่นๆด้วยแล้ว
อาจจะเป็นการผ่านกลไกของรัฐ หรือแรงบีบทางสังคม
นั่น่นับได้ว่าเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างรูปแบบหนึ่งได้เลยทีเดียวครับ
อาจารย์บอกว่า
ค่านิยมอย่างที่ผมยึดถือมันทำให้มองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ
ประทานโทษครับ
แล้วที่วัฒนธรรมของเราไปวางกฎให้ผู้หญิงเป็นได้แค่ผู้ที่คอยทำตามกฏเกณฑ์
(ที่วางเอาไว้โดยผู้ชาย
ในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่อย่างสังคมไทย)
อย่างว่านอนสอนง่าย ให้เป็นพวกที่ไร้เดียงสา
ตัดโอกาสทุกอย่างในการเรียนรู้เท่าทัน
คิดแต่เรื่องการแต่งงานเป็นแม่บ้านแม่เรือน
หรือเป็นตุ๊กตาประดับบ้าน
โดยไม่ต้องคิดว่าชีวิตมันมีทางเลือกได้อีกตั้งหลายอย่าง
ไอ้ค่านิยมที่ติดมากับวัฒนธรรมที่เราพยายามจะอนุรักษ์กันเอาไว้อย่างนี้ไม่ใช่เหรอครับ
ที่เป็นตัวกดผู้หญิงให้มีสถานะต่ำกว่าผู้ชายอย่างแท้จริง
ถ้าอาจารย์เป็นเฟมมินิสต์
อาจารย์ก็คงไม่ต้องให้ผู้ชายอย่างผมมาคอยบอกหรอกนะครับ
ถ้าอาจารย์เรียนในคณะที่เกี่ยวกับการศึกษา
ก็คงจะทราบถึงพัฒนาการทางด้านความคิดสร้างสรรค์นะครับ
ว่าข้อจำกัดที่ไม่จำเป็น
จะทำให้พลังที่ควรจะใช้ในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
ต้องหมดไปกับการอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างต่อเนื่องกับภาวะความคับข้องใจ
ถ้าคนในกระทรวงศึกษามีทัศนคติแบบอาจารย์
ซึ่งนำไปสู่นโยบายที่เอามาบังคับใช้กับเด็กแบบที่เราเห็นๆกันอยู่
ผมไม่สงสัยเลยครับว่าทำไมการเรียนรู้ของเด็กไทยจึงเป็นไปอย่างค่อนข้างจะขาดจินตนาการ
แล้วอาจารย์ลองให้เหตุผลผมมาหน่อยซิครับว่า
ทำไมผมจะต้องไปรู้สึกภูมิใจกับไอ้วัฒนธรรมที่กดให้ทุกๆคนภายใต้วัฒนธรรมนั้นเป็นเหมือนๆกัน
คิดเหมือนๆกับ และก็โง่กันได้เหมือนๆกันด้วยละครับ
อ้อ
และก็เป็นพวกมือถือสากปากถือศีลกันได้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนๆกันด้วยครับ
ผมเองก็พยายามทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมนี้
และก็ไม่คิดว่ามันเข้าใจได้ยาก
เพราะมันไม่ลึกซึ้งถึงขนาดเรียกได้ว่ายากเย็นอะไร
ที่วัฒนธรรมนี้มันเป็นแบบที่มันเป็นก็เพราะมันพยายามที่จะรักษาความสัมพันธ์เชิงอำนาจของมัน
และคอยกดให้ทุกๆคนคุ้นเคยกับการอยู่ใต้อำนาจน่ะสิครับ
อาจารย์นี่ก็นับได้ว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมนี้
ที่มีทัศคติที่ยึดมั่นในการบังคับใช้วัฒนธรรมแห่งอำนาจ
ถ้าบังคับให้ผมหรือลูกศิษย์ของอาจารย์คิดเหมือนอาจารย์ได้
อาจารย์ก็คงจะทำไปแล้วใช่ไหมครับ ถึงตอนนั้น
ผมคงจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะชอบหรือไม่ชอบสิ่งที่ผมต้องเป็นทั้งๆที่ไม่ได้เลือก
เหมือนกับที่ผมเขียนไว้ข้างต้นน่ะครับ
ถ้าแม้แต่สิทธิ์ในการชอบหรือไม่ชอบมันยังไม่มี
แล้วจะไปหวังอะไรกับเสรีภาพด้านอื่นๆได้อีกล่ะครับ
และก็อย่าเที่ยวไปอ้างนะครับว่าความคิดเรื่องการอยู่อย่างพอเพียงนั่นเป็นของวัฒนธรรมไทยเท่านั้น
ผู้คนในวัฒนธรรมไทยนี้เป็นคนคิดค้นขึ้นแต่เพียงผู้เดียว
ความมัธยัสมันมีอยู่ด้วยกันในหลายวัฒนธรรมครับ
ทำไมพวกผู้บริหารในนิวยอร์คหลายคนถึงยังใช้บริการขนส่งมวลชนแทนที่จะซื้อรถหรูๆไว้ใช้เอง
ทั้งๆที่พวกเขามีกำลังทรัพย์พอ
ความรู้จักอยู่อย่างพอเพียงมันมีอยู่ได้ทุกที่ครับ
ไม่ใช่ว่าเราจะเที่ยวแอบอ้างว่าเราคิดค้นขึ้นมาเอง
คนในวัฒนธรรมอื่นๆไม่มีปัญญาจะคิด แล้วอาจารย์คิดว่า
แนวคิดเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
แนวคิดเรื่องพลังงานทางเลือก
แนวคิดเรื่องการต่อต้านบริโภคนิยม
แนวคิดเรื่องการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์
มันเริ่มมาจากสังคมไหนล่ะครับ
ผมมั่นใจว่ามันไม่ใช่สังคมของเราแน่
ที่แม้แต่สิทธิมนุษย์ชนขันพื้นฐานก็ยังไม่ค่อยได้รับการเคารพ
ก็คงจะเป็นเพราะวัฒนธรรมที่เคยชินกับการบังคับใช้อำนาจอย่างของเรานี่ล่ะครับ
ที่ทำให้เราคิดอะไรกันง่ายๆ
ลดทอนความซับซ้อนทุกอย่างลงเหลือเป็นความแบนราบ
เราถึงได้ตัดสินอะไรกันง่ายๆ
เราเคยให้อำนาจกับรัฐบาลในการทำสงครามกับยาเสพย์ติด
ปล่อยให้มีคนตายกันมากมายโดยที่ไม่ต้องมีการตรวจสอบ
ก็เพราะการตัดสินอะไรกันอย่างง่ายๆนี้แหละครับว่าพวกค้ายามันต้องเลวกันอยู่แล้ว
และพอมาตอนนี้
เราก็ใช้การตัดสินที่มีรากเหง้ามาจากระบบความคิดแบบเดียวกัน
เอามาตัดสินพฤติกรรมของพวกนักแสดง ซึ่งมันก็อาจจะถูก
แต่การลงโทษทางสังคมนี่ดูเหมือนว่าผู้คนในสังคมนี้ไม่ทราบถึงขอบเขตของตัวเองกันเลย
นักแสดงคนนั้นทำผิดกฏของมหาวิทยาลัยข้อไหนครับถึงต้องถูกลงโทษจากทางมหาวิทยาลัย
ผมเองก็ไม่คิดว่าสิ่งที่เธอทำเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน
ถ้าอาจารย์เห็นว่าไม่น่าสนับสนุน
ก็ไม่ต้องติดตามผลงานของเธอสิครับ
ผมรู้สึกแปลกๆมาตั้งแต่ตอนที่มีข่าวเรื่องน้องแน็ทเล่นหนังเอ็กซ์แล้วครับ
ตอนนั้นดูเหมือนจะมีกระแสที่ต้องการให้แบนเธอจากการแสดงภาพยนต์
ผมสงสัยว่าการเล่นหนังเอ็กซ์มันเข้าไปเกี่ยวอะไรกับความสามารถทางการแสดงของเธอด้วยล่ะครับ
ถ้าเธอถูกแบนไปจริงๆ
และถ้ามีผู้กำกับท่านใดที่เห็นว่าเธอมีความสามารถเหมาะกับบทบาทในภาพยนต์ของเขา
เขาก็คงจะไม่มีสิทธิ์จ้างให้เธอใช้ความสามารถเพื่อร่วมกันสร้างผลงานของเขาด้วยใช่ไหมครับ
อาจารย์จำหนังญี่ปุ่นเรื่องสงครามชีวิตโอชินได้ไหมครับ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่สู้ชีวิตคนหนึ่ง
เป็นหนังที่ดีและได้รับความนิยมในระดับเดียวกับหนังเรื่อง
แดจังกึมในยุคนี้ นางเอกที่เล่น
ก็เคยเป็นนักแสดงซอร์ฟคอร์พอร์นมาก่อนที่จะมาเล่นในซีรี่ส์ชุดนี้
ถ้าคนในสังคมญี่ปุ่น(ซึ่งก็นับได้ว่าอนุรักษ์นิยมมากพอสมควรนะครับ)ในยุคนั้นมีทัศนคติแบบที่คนไทยในยุคนี้มีกัน
ผลงานการแสดงที่ดีๆอย่างนี้ก็คงไม่ได้สร้าง
ทำไมประเทศนี้ถึงไม่สามารถสร้างนักคิด
หรือศิลปินอย่าง เฟลลินี่, ปาโสลินี่, หรือ
ศิลปินมากพรสวรรค์อย่าง โยโกะ โอโน๊ะ
ผมล่ะดีใจแทนพวกเขาจริงๆครับ
ที่ไม่ต้องมาเกิดในประเทศไทย ถ้ามาอยู่ในเมืองไทย
แล้วเป็นอย่างที่พวกเขาเป็น
ผู้คนในสังคมนี้คงจะกดให้พวกเขาลงมาอยู่ในระดับเดียวกับคนไทยเป็นแน่(ผมหมายถึงระดับสติปัญญานะครับ)
อาจารย์เคยสงสัยไหมครับ
ว่าสังคมในบางประเทศที่อาจารย์อาจจะเรียกว่า
เป็นสังคมเสื่อมทราม มีแต่พวกฟรีเซ็กส์นั้น
ทำไมถึงมีปัญหาเด็กที่เกิดนอกการสมรสน้อยกว่าเราเยอะ
เป็นไปได้ไหมครับว่า
เป็นเพราะสังคมของเขาไม่มีการปิดกั้นเด็กวัยรุ่นในการเข้าถึงข้อมูลในการป้องกันการติดโรคและการตั้งครรภ์
ผิดกับสังคมภายใต้วัฒนธรรมแบบมือถือสากปากถือศีลในแบบเรา
คุณชาญครับ ผมอาจจะเป็นคนใจร้ายอย่างที่คุณว่า
นั่นผมไม่รังเกียจหรอกครับ
แต่ถ้าคุณลองดูหัวข้อกระทู้
แล้วดูเรื่องการลงโทษทางสังคมที่เกิดขึ้น
ผมว่าคุณคงจะนึกย้อนเองได้ว่าใครกันแน่ที่ใจแคบ
จากคุณ : pc : - [ 23 กพ. 2007 22:37:05 ]
copy from bioscope webboard
http://www.bioscopemagazine.com/web2006/webboard/index-in.php?id=55903
56404
ผมแค่สงสัยว่าทำไมมันต้องมากลายเป็นประเด็นด้วย
สาธารณชนมีสิทธิ์จะไม่ชอบพฤติกรรมของนักแสดง
และสามารถแสดงความไม่พอใจภายในขอบเขตของสิทธิ์ที่พึงมีเท่านั้น
เช่น บอยคอทการสนับสนุนผลงานการแสดง
แต่การที่ไปกดดันให้ทางมหาวิทยาลัยที่นักแสดงเหล่านั้นศึกษาอยู่
ให้มีการลงโทษ ดูเหมือนว่ามัน
วิธีการแบบนี้มันจะเกินขอบเขตไปนะครับ
และทัศนคติที่ว่า ผู้คนในวงการสื่อ โดยเฉพาะนักแสดง
มีหน้าที่ทำตัวให้เป็นตัวอย่างกับเยาวชน
โทษทีเถอะครับ หน้าที่ของนักแสดงคือ
สร้างความบันเทิง
หรือผลงานศิลปะผ่านความสามารถในการแสดงเท่านั้นครับ
และการที่สาธารณชนเที่ยวไปถือสิทธิ์เอาเองว่า
คนเหล่านี้เป็นคนของประชาชน
พวกเขาจึงต้องทำหน้าที่ทั้งในเวลางาน และนอกเวลางาน
เพื่อมีชีวิตอยู่บนความคาดหวังของผู้คน
ดูเหมือนว่ามันเป็นการเรียกร้องที่มากเกินไปด้วยนะครับ
ความต้องการบนความคาดหวังของสาธารณชนอย่างนี้
มันถึงได้เปิดโอกาสให้พวกธุรกิจที่เป็นซากเดนของวงการส่อสารมวลชน
อย่างพวกปาปารัสซี่ หรือหนังสือพวกแทบบลอยด์ทั้งหลาย
ที่อาศัยเสรีภาพของสื่อมวลชน
(ทั้งๆที่มันควรจะเป็นไปเพื่อติดตามเฝ้าระวังพวกที่มีอำนาจอยู่ในมือ
และมุ่งเน้นแต่เรื่องราวที่ส่งผลกระทบสิทธิเสรีภาพของสาธารณชนเท่านั้น)
เข้าไปขุดคุ้ยเรื่องราวในชีวิตส่วนตัวของพวกเขา
ทั้งๆที่เรื่องของพวกเขาไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อสาธารณชนทั้งสิ้น
และที่จะมาอ้างว่าคนพวกนี้เป็นคนของประชาชน
อ้างยังไงมันก็ฟังไม่ขึ้นครับ มันฟังดูเหมือนกับว่า
พวกเขาติดค้างอะไรกับสาธารณชนเสียอย่างนั้น
ทั้งๆที่เวลาสาธารณชนเขาไปเสพย์รับผลงานของพวกเขา
สาธารณชนก็ได้รับความบันเทิงเป็นการแลกเปลี่ยนกับเงินที่เสียไป
การแลกเปลี่ยนมันสิ้นสุดลงตั้งแต่ตรงนั้นแล้วครับ
ไม่มีสิทธิ์จะไปเรียกร้อง
หรือตั้งความคาดหวังเอากับพวกเขาอีก
และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตของพวกเขาบนความคาดหวังของใครทั้งสิ้น
ตราบใดที่สิ่งที่พวกเขาทำไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน
(อย่าบอกนะครับว่า
นักแสดงหญิงที่จะถูกกล่าวถึงในวงเสวนา
ทำความเดือดร้อนโดยเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี
เพราะหน้าที่ในการเป็นตัวอย่างที่ดี
หรือให้การอบรมเด็กให้มีความมั่นใจมากพอที่จะไม่หลงไปกับกระแส
ควรจะเป็นหน้าที่ของพวกพ่อแม่ผู้ปกครองครับ
ไม่ใช่ว่าทำหน้าที่ได้ไม่ดีแล้วก็เที่ยวไปโทษโน่นโทษนี่)
สิ่งที่นักแสดงคนนี้ทำ
ผมไม่ปฏิเสธว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนับสนุน
แต่อย่างน้อยมันก็เป็นสิทธิ์ทางร่างกายของเธอนะครับ
สิ่งที่เธอทำ
ก็ไม่ได้เป็นการเที่ยวไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของใครๆเลย
ซึ่งการเคารพสิทธิ์และเสรีภาพนี้
ดูเหมือนว่าสังคมไทยไม่ค่อยจะคำนึงถึงเรื่องนี้กันเสียเท่าไร
และก็ยังมีหน้ามาบ่นอยากจะได้ประชาธิปไตยกัน
เพราะเรื่องสิทธิ์เสรีภาพ
ควรจะเป็นเรื่องที่พื้นฐานที่สุดสำหรับระบอบประชาธิปไตยครับ
การที่สาธารณชนเที่ยวไปเรียกร้องเอาจากคนที่ทำงานในวงการบันเทิง
มันแสดงถึงการไม่รู้จักเคารพในเสรีภาพการในการแสดงออกและการมีชีวิตส่วนตัวของผู้คนในสังคมไทย
มันเหมือนกับถ้าผมจะบอกว่า
ผมเป็นลูกค้าซึ่งใช่บริการกับกิจการของใครก็ตาม
ผมก็มีสิทธิ์จะอ้างบุญคุณว่า เป็นเพราะลูกค้าอย่างผม
ทำให้กิจการของเขาดำรงอยู่ได้
ดังนั้นผมมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปละลาบละล้วงเอากับชีวิตส่วนตัวของเขา
หรือวิพากษ์วิจารณ์การแสดงออกของเขา
ทั้งๆที่เวลาผมอุดหนุนเขา
ผมก็ได้รับการบริการเป็นการแลกเปลี่ยนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ที่มันเป็นอย่างนี้ ผมเดาเอาว่า
มันต้องเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมที่พยายามรักษาความเป็นเอกภาพมากกว่าความแตกต่าง
ทุกคนจะต้องคิดเหมือนๆกัน ทำตัวให้กันเหมือนๆกัน
ต้องภาคภูมิในในความเป็นไทยเหมือนๆกัน
(ทั้งๆที่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมหรือใครเป็นคนเลือก
ว่าจะเกิดมาเป็นคนไทยหรือคนชาติไหน) อยู่ในสังคมนี้
มันเหมือนกับว่า
มันเป็นหน้าที่ที่เราทุกคนต้องภาคภูมิใจกับวัฒนธรรมที่สนับสนุนการลิดรอน
บางที จะชอบหรือไม่ชอบ
เราเองก็คงจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่ที่จะไม่ชอบ
ไอ้วัฒนธรรมเฮงซวยแบบนี้แหละครับที่เปิดโอกาสให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเข้ามาถือสิทธิ์ผูกขาดความถูกต้อง
เหมือนกับที่พวกกระทรวงวัฒนธรรมกำลังทำอยู่
ที่ทำเฉพาะที่เกี่ยวกับการเซ็นเซอร์มันก็แย่พออยู่แล้ว
นี่คงเริ่มคิดจะเข้ามาเซ็นเซอร์การแต่งกายเข้าไปอีก
ที่ผมแปลกใจก็คือ คนที่เข้ามาในเว็บไบโอ ผมเคยคิดว่า
ต้องเป็นคนที่มีจิตใจที่เปิดกว้าง
อย่างน้อยก็กว้างพอที่จะเปิดใจรับกับภาพยนตร์นอกกระแส
แต่ก็ยังมีบางท่านที่คิดว่าการลงโทษนักแสดงผู้นี้เป็นสิ่งที่ชอบธรรม
ขอถามหน่อยเถอะครับ
พฤติกรรมของเธอมันไปทำให้ใครเดือดร้อน
หรือไปละเมิดสิทธิ์เสรีภาพของใครเข้าหรือเปล่า
หรือว่า สิทธิ์ในการมีเสรีดภาพ
เป็นสิ่งที่ดีเกินไปสำหรับคนไทย
พวกชั้นต่ำที่ขาดความศิวิไลซ์อย่างเราคงไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้
เราเฉยเวลาที่เราถูกกลไกของรัฐ
หรือพวกบ้าจารีตที่มีอำนาจทางสังคม
เข้ามาริดรอนเสรีภาพที่มันมีอยู่น้อยนิดอยู่แล้ว
ด้วยข้ออ้างทางด้านจารีตและวัฒนธรรม เราไม่เคยตอบโต้
และก็ดูเหมือนจะสนับสนุนกลไกเหล่านั้น
เวลามีนักแสดงบางท่านใช้สิทธิ์ในการแสดงออก บางที
นอกจากคนไทยอย่างเราจะไม่รู้สึกรู้สาเวลาที่ถูกละเมิดสิทธิ์แล้ว
เรายังเที่ยวไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่นๆโดยที่ไม่รู้ตัว
หรือรู้ทั้งรู้แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา
ผมจะไม่แปลกใจเลยถ้า
หนังสือพวกแทบบลอยด์หรือนิตสารซุบซิบจะขายดิบขายดีกันในเมืองไทย
นั่นคงจะเป็นเพราะว่า
มันเข้ากับวัฒนธรรมไทยที่ถือว่าการสอดรู้เรื่องส่วนตัวของคนอื่น
กับการนินทาลับหลังมันเป็นเรื่องธรรมดา
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
ประเทศเฮงซวยนี้มันก็แค่ประเทศบ้านนอกประเทศหนึ่งในโลกที่สาม
วัฒนธรรมยังไงมันก็ยังคงเป็นวัฒนธรรมแบบชนบท
คงต้องอาศัยเวลาอีกนานหลายชั่วอายุคนถึงจะเกิดวิวัฒนาการไปเป็นสังคมที่ศิวิไลซ์พอที่จะให้ความเคารพสิทธิ์ของปัจเจก
จากคุณ : pc : - [ 23 กพ. 2007 20:52:26 ]
56413
ที่นี่เป็นประเทศไทย ไม่ใช่ฝรั่งฮอลลีวู๊ด
เหตุผลของอาจารย์มีแค่นี้เองเหรอครับ
ขออภัยที่ต้องกราบเรียนตามตรง
ผมมองไม่เห็นความลึกซึ้งตรงไหนเลย
ม้นก็เหมือนกับที่เคยได้ยินต่อๆกันมานั่นแหละครับ
ถ้าคุณเป็นคุณครูจริงๆ
ผมก็ไม่สงสัยเลยครับว่าทำไมจิตสำนึกด้านประชาธิปไตยในประเทศนี้มันถึงได้ไปไม่ถึงไหน
ได้ยินมาว่า
พวกที่ทำงานในกระทรวงวัฒนธรรมส่วนใหญ่ก็เคยอยู่กระทรวงศึกษามาด้วยใช่ไหมครับ
ผมก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่าคนในสังกัดพวกนี้มีความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมร่วมสมัยมากน้อยเพียงใด
และการถือสิทธิ์ในการผูกขาดมาตรฐานทางวัฒนธรรม
แล้วเอาสิทธิ์นั้นเที่ยวไปริดรอน ตัดโอกาส
เจ้ากี้เจ้าการ ละลาบละล้วงชีวิตของชาวบ้าน
มันไม่ยิ่งกว่าใจแคบ เอาแต่ใจตัวเองหรอกหรือครับ
อาจารย์มีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตในแบบใดก็ได้ที่อาจารย์ต้องการ
มีสิทธิ์ที่จะรับกฏเกณฑ์ของจารีตใดๆก็ได้มาบังคับใช้กับตัวเองได้เท่าที่ต้องการ
แต่ต้องทราบถึงขอบเขตด้วยนะครับว่า
มันใช้ได้เฉพาะกับตัวเองเท่านั้น
ไม่มีสิทธิ์ที่จะเที่ยวไปเรียกร้อง
หรือแย่กว่านั้นก็คือ
ไปบังคับใช้เอากับคนอื่นๆให้มามีชีวิตเหมือนกับที่อาจารย์มี
แสดงออกอย่างเดียวกับอาจารย์
หรือคิดแบบเดียวกับอาจารย์
นั่นมันเป็นรูปแบบหนึ่งของความใจแคบและเอาแต่ใจครับ
ไม่ใช่เป็นความเอาแต่ใจของเด็ก แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ
เป็นความเอาแต่ใจของพวกไกล้จะลงโลงครับ
แล้วยิ่งอาศัยสถานะทางสังคมที่เหนือกว่ามากดดัน
หรือบีบบังคับเพื่อเอากฏเกณฑ์เหล่านั้นไปบังคับใช้กับคนอื่นๆด้วยแล้ว
อาจจะเป็นการผ่านกลไกของรัฐ หรือแรงบีบทางสังคม
นั่น่นับได้ว่าเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างรูปแบบหนึ่งได้เลยทีเดียวครับ
อาจารย์บอกว่า
ค่านิยมอย่างที่ผมยึดถือมันทำให้มองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ
ประทานโทษครับ
แล้วที่วัฒนธรรมของเราไปวางกฎให้ผู้หญิงเป็นได้แค่ผู้ที่คอยทำตามกฏเกณฑ์
(ที่วางเอาไว้โดยผู้ชาย
ในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่อย่างสังคมไทย)
อย่างว่านอนสอนง่าย ให้เป็นพวกที่ไร้เดียงสา
ตัดโอกาสทุกอย่างในการเรียนรู้เท่าทัน
คิดแต่เรื่องการแต่งงานเป็นแม่บ้านแม่เรือน
หรือเป็นตุ๊กตาประดับบ้าน
โดยไม่ต้องคิดว่าชีวิตมันมีทางเลือกได้อีกตั้งหลายอย่าง
ไอ้ค่านิยมที่ติดมากับวัฒนธรรมที่เราพยายามจะอนุรักษ์กันเอาไว้อย่างนี้ไม่ใช่เหรอครับ
ที่เป็นตัวกดผู้หญิงให้มีสถานะต่ำกว่าผู้ชายอย่างแท้จริง
ถ้าอาจารย์เป็นเฟมมินิสต์
อาจารย์ก็คงไม่ต้องให้ผู้ชายอย่างผมมาคอยบอกหรอกนะครับ
ถ้าอาจารย์เรียนในคณะที่เกี่ยวกับการศึกษา
ก็คงจะทราบถึงพัฒนาการทางด้านความคิดสร้างสรรค์นะครับ
ว่าข้อจำกัดที่ไม่จำเป็น
จะทำให้พลังที่ควรจะใช้ในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
ต้องหมดไปกับการอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างต่อเนื่องกับภาวะความคับข้องใจ
ถ้าคนในกระทรวงศึกษามีทัศนคติแบบอาจารย์
ซึ่งนำไปสู่นโยบายที่เอามาบังคับใช้กับเด็กแบบที่เราเห็นๆกันอยู่
ผมไม่สงสัยเลยครับว่าทำไมการเรียนรู้ของเด็กไทยจึงเป็นไปอย่างค่อนข้างจะขาดจินตนาการ
แล้วอาจารย์ลองให้เหตุผลผมมาหน่อยซิครับว่า
ทำไมผมจะต้องไปรู้สึกภูมิใจกับไอ้วัฒนธรรมที่กดให้ทุกๆคนภายใต้วัฒนธรรมนั้นเป็นเหมือนๆกัน
คิดเหมือนๆกับ และก็โง่กันได้เหมือนๆกันด้วยละครับ
อ้อ
และก็เป็นพวกมือถือสากปากถือศีลกันได้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนๆกันด้วยครับ
ผมเองก็พยายามทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมนี้
และก็ไม่คิดว่ามันเข้าใจได้ยาก
เพราะมันไม่ลึกซึ้งถึงขนาดเรียกได้ว่ายากเย็นอะไร
ที่วัฒนธรรมนี้มันเป็นแบบที่มันเป็นก็เพราะมันพยายามที่จะรักษาความสัมพันธ์เชิงอำนาจของมัน
และคอยกดให้ทุกๆคนคุ้นเคยกับการอยู่ใต้อำนาจน่ะสิครับ
อาจารย์นี่ก็นับได้ว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมนี้
ที่มีทัศคติที่ยึดมั่นในการบังคับใช้วัฒนธรรมแห่งอำนาจ
ถ้าบังคับให้ผมหรือลูกศิษย์ของอาจารย์คิดเหมือนอาจารย์ได้
อาจารย์ก็คงจะทำไปแล้วใช่ไหมครับ ถึงตอนนั้น
ผมคงจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะชอบหรือไม่ชอบสิ่งที่ผมต้องเป็นทั้งๆที่ไม่ได้เลือก
เหมือนกับที่ผมเขียนไว้ข้างต้นน่ะครับ
ถ้าแม้แต่สิทธิ์ในการชอบหรือไม่ชอบมันยังไม่มี
แล้วจะไปหวังอะไรกับเสรีภาพด้านอื่นๆได้อีกล่ะครับ
และก็อย่าเที่ยวไปอ้างนะครับว่าความคิดเรื่องการอยู่อย่างพอเพียงนั่นเป็นของวัฒนธรรมไทยเท่านั้น
ผู้คนในวัฒนธรรมไทยนี้เป็นคนคิดค้นขึ้นแต่เพียงผู้เดียว
ความมัธยัสมันมีอยู่ด้วยกันในหลายวัฒนธรรมครับ
ทำไมพวกผู้บริหารในนิวยอร์คหลายคนถึงยังใช้บริการขนส่งมวลชนแทนที่จะซื้อรถหรูๆไว้ใช้เอง
ทั้งๆที่พวกเขามีกำลังทรัพย์พอ
ความรู้จักอยู่อย่างพอเพียงมันมีอยู่ได้ทุกที่ครับ
ไม่ใช่ว่าเราจะเที่ยวแอบอ้างว่าเราคิดค้นขึ้นมาเอง
คนในวัฒนธรรมอื่นๆไม่มีปัญญาจะคิด แล้วอาจารย์คิดว่า
แนวคิดเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
แนวคิดเรื่องพลังงานทางเลือก
แนวคิดเรื่องการต่อต้านบริโภคนิยม
แนวคิดเรื่องการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์
มันเริ่มมาจากสังคมไหนล่ะครับ
ผมมั่นใจว่ามันไม่ใช่สังคมของเราแน่
ที่แม้แต่สิทธิมนุษย์ชนขันพื้นฐานก็ยังไม่ค่อยได้รับการเคารพ
ก็คงจะเป็นเพราะวัฒนธรรมที่เคยชินกับการบังคับใช้อำนาจอย่างของเรานี่ล่ะครับ
ที่ทำให้เราคิดอะไรกันง่ายๆ
ลดทอนความซับซ้อนทุกอย่างลงเหลือเป็นความแบนราบ
เราถึงได้ตัดสินอะไรกันง่ายๆ
เราเคยให้อำนาจกับรัฐบาลในการทำสงครามกับยาเสพย์ติด
ปล่อยให้มีคนตายกันมากมายโดยที่ไม่ต้องมีการตรวจสอบ
ก็เพราะการตัดสินอะไรกันอย่างง่ายๆนี้แหละครับว่าพวกค้ายามันต้องเลวกันอยู่แล้ว
และพอมาตอนนี้
เราก็ใช้การตัดสินที่มีรากเหง้ามาจากระบบความคิดแบบเดียวกัน
เอามาตัดสินพฤติกรรมของพวกนักแสดง ซึ่งมันก็อาจจะถูก
แต่การลงโทษทางสังคมนี่ดูเหมือนว่าผู้คนในสังคมนี้ไม่ทราบถึงขอบเขตของตัวเองกันเลย
นักแสดงคนนั้นทำผิดกฏของมหาวิทยาลัยข้อไหนครับถึงต้องถูกลงโทษจากทางมหาวิทยาลัย
ผมเองก็ไม่คิดว่าสิ่งที่เธอทำเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน
ถ้าอาจารย์เห็นว่าไม่น่าสนับสนุน
ก็ไม่ต้องติดตามผลงานของเธอสิครับ
ผมรู้สึกแปลกๆมาตั้งแต่ตอนที่มีข่าวเรื่องน้องแน็ทเล่นหนังเอ็กซ์แล้วครับ
ตอนนั้นดูเหมือนจะมีกระแสที่ต้องการให้แบนเธอจากการแสดงภาพยนต์
ผมสงสัยว่าการเล่นหนังเอ็กซ์มันเข้าไปเกี่ยวอะไรกับความสามารถทางการแสดงของเธอด้วยล่ะครับ
ถ้าเธอถูกแบนไปจริงๆ
และถ้ามีผู้กำกับท่านใดที่เห็นว่าเธอมีความสามารถเหมาะกับบทบาทในภาพยนต์ของเขา
เขาก็คงจะไม่มีสิทธิ์จ้างให้เธอใช้ความสามารถเพื่อร่วมกันสร้างผลงานของเขาด้วยใช่ไหมครับ
อาจารย์จำหนังญี่ปุ่นเรื่องสงครามชีวิตโอชินได้ไหมครับ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่สู้ชีวิตคนหนึ่ง
เป็นหนังที่ดีและได้รับความนิยมในระดับเดียวกับหนังเรื่อง
แดจังกึมในยุคนี้ นางเอกที่เล่น
ก็เคยเป็นนักแสดงซอร์ฟคอร์พอร์นมาก่อนที่จะมาเล่นในซีรี่ส์ชุดนี้
ถ้าคนในสังคมญี่ปุ่น(ซึ่งก็นับได้ว่าอนุรักษ์นิยมมากพอสมควรนะครับ)ในยุคนั้นมีทัศนคติแบบที่คนไทยในยุคนี้มีกัน
ผลงานการแสดงที่ดีๆอย่างนี้ก็คงไม่ได้สร้าง
ทำไมประเทศนี้ถึงไม่สามารถสร้างนักคิด
หรือศิลปินอย่าง เฟลลินี่, ปาโสลินี่, หรือ
ศิลปินมากพรสวรรค์อย่าง โยโกะ โอโน๊ะ
ผมล่ะดีใจแทนพวกเขาจริงๆครับ
ที่ไม่ต้องมาเกิดในประเทศไทย ถ้ามาอยู่ในเมืองไทย
แล้วเป็นอย่างที่พวกเขาเป็น
ผู้คนในสังคมนี้คงจะกดให้พวกเขาลงมาอยู่ในระดับเดียวกับคนไทยเป็นแน่(ผมหมายถึงระดับสติปัญญานะครับ)
อาจารย์เคยสงสัยไหมครับ
ว่าสังคมในบางประเทศที่อาจารย์อาจจะเรียกว่า
เป็นสังคมเสื่อมทราม มีแต่พวกฟรีเซ็กส์นั้น
ทำไมถึงมีปัญหาเด็กที่เกิดนอกการสมรสน้อยกว่าเราเยอะ
เป็นไปได้ไหมครับว่า
เป็นเพราะสังคมของเขาไม่มีการปิดกั้นเด็กวัยรุ่นในการเข้าถึงข้อมูลในการป้องกันการติดโรคและการตั้งครรภ์
ผิดกับสังคมภายใต้วัฒนธรรมแบบมือถือสากปากถือศีลในแบบเรา
คุณชาญครับ ผมอาจจะเป็นคนใจร้ายอย่างที่คุณว่า
นั่นผมไม่รังเกียจหรอกครับ
แต่ถ้าคุณลองดูหัวข้อกระทู้
แล้วดูเรื่องการลงโทษทางสังคมที่เกิดขึ้น
ผมว่าคุณคงจะนึกย้อนเองได้ว่าใครกันแน่ที่ใจแคบ
จากคุณ : pc : - [ 23 กพ. 2007 22:37:05 ]
AMY
--ขออนุญาตคุณ pc คัดลอกความเห็นของคุณไปแปะไว้ในบล็อกของดิฉันด้วยนะคะ เพราะชอบความเห็นของคุณมากค่ะ จริงๆแล้วถ้ามีเวลาว่างก็อยากจะคัดลอกความเห็นของคุณ pc ในกระทู้อื่นๆและความเห็นของคนอื่นๆที่ดิฉันชอบมากไปแปะเก็บไว้ในบล็อกของตัวเองด้วยเหมือนกัน เพราะมันสะดวกสำหรับดิฉันเวลาค้นอ่านความเห็นเก่าๆ
--ความเห็นอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับคุณเอมี่
1.ความเห็นของคุณเมธัส บัวชุม
http://www.prachatai.com/05web/th/columnist/viewcontent.php?ColumnistID=25&ID=25&ContentID=2358&SystemModuleKey=Column&System_Session_Language=Thai
2.ความเห็นของคุณนพพร ชูเกียรติศิริชัย
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=6944&SystemModuleKey=HilightNews&SystemLanguage=Thai
3.นายหอกหัก
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=6950&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
4.bact
http://bact.blogspot.com/2007/02/untouchable-thammasat.html
5.มุทิตา เชื้อชั่ง
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=6972&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
6.จิตร์ทัศน์
http://wonam.exteen.com/20070217/entry
7.ยังดี โดมพระจันทร์
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=7020&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
>>หากเราท่านยังจำได้ย้อนหลังไปเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา “กรณีอาจารย์นิด้า ใช้ไม้กอล์ฟฟาดเมียจนตาย” โทษคือศาลสั่งให้บำเพ็ญประโยชน์ด้วยการสอนหนังสือ 50 ชั่วโมงในโรงเรียนใน กทม. การฆ่าเมียกับนุ่งโป๊.... บทลงโทษ....นี่มันอะไรกัน ตลกร้ายของสังคมไทยที่ขำไม่ออก<<
8.FILMSICK
http://filmsick.exteen.com/20070217/entry
--อันนี้ไม่เกี่ยวกับประเด็นคุณเอมี่ แต่เมื่อเร็วๆนี้ได้ไปเที่ยวเมืองโบราณ ที่สมุทรปราการ และได้เห็นภาพจิตรกรรมอันงดงามตามฝาผนังวัดมากมาย รู้สึกประทับใจกับการแต่งกายของสตรีที่ปรากฏตามฝาผนังวัดมากๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าการแต่งกายของสตรีที่ปรากฏตามภาพจิตรกรรมตามฝาผนังวัดโบราณเหล่านี้ ตรงกับการแต่งกายของสตรีไทยในยุคโบราณจริงๆหรือเปล่า
--พูดถึงเครื่องแต่งกายที่ชอบแล้ว ก็นึกถึงชุดที่ ALANIS MORRISSETTE ใส่ในงานประกาศผลรางวัลจูโน่ที่แคนาดาในปี 2004 เพื่อล้อเลียนคนบางกลุ่มในสหรัฐที่ประณามเจเน็ต แจ็คสัน ไม่รู้เหมือนกันว่ากลุ่มคนที่ต่อต้าน “หัวนม” เจเน็ต แจ็คสันกับกลุ่มคนที่เลือกบุชเป็นประธานาธิบดีเป็นคนกลุ่มเดียวกันหรือเปล่า
http://www.tabootunes.com/tnewshold.html
DATELINE April 4, 2004: Attendees to Canada’s annual Juno Awards event in Edmonton witnessed the usual parade of homegrown talents in performance – along with an unusual bonus: the show’s host, Alanis Morrissette, surprised the crowd with a dramatic political gesture. Once onstage, the popular singer allowed her blue gown to slip to the floor, revealing a skin-tight/flesh-toned bodysuit replete with exaggerated nipples and a remarkably furry pubic area. An obvious visual jab at Janet Jackson’s Super Bowl “wardrobe malfunction” scandal, Morrissette stated her goal was to “expose” the current wave of “hypocritical U.S. censorship. …They’re in an era when they’re scared, when there’s lots of fear,” she empathized. “We live in a land” she told her fellow Canadians, “where we still think the human body is beautiful and we're not afraid of the female breast.” The singer also took a moment to scorch various prudish American radio networks that have forced her to alter one of her song’s lyrics. [Source: “Alanis Morissette attacks ‘U.S. censorship,’” Scott Pattison, reuters.co.uk (4/5/04)]
--เห็นคุณ pc พูดถึงคนอเมริกันกลุ่มที่ต่อต้านสงครามเวียดนาม ก็เลยนึกถึงดีวีดีภาพยนตร์สารคีดเรื่องนึงที่อยากดูมากๆ นั่นก็คือเรื่อง SIR! NO SIR! – THE SUPPRESSED STORY OF THE GI MOVEMENT TO END THE WAR IN VIETNAM (2005, DAVID ZEIGER) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับทหารสหรัฐที่ต่อต้านสงครามเวียดนาม
http://www.villagevoice.com/film/0616,gallo,72911,20.html
Zeiger's actual subject, which he says has been on his mind for decades, is the G.I. anti-war movement of the late 1960s and early 1970s. From its mild beginnings—poetry readings and discussion groups for young recruits at coffeehouses set up near U.S. military bases—to its angriest, most desperate measures (the "fragging" of officers by their own men in the jungles of Southeast Asia), radical opposition to American foreign policy by thousands of our own soldiers, sailors, and airmen during Vietnam has been largely forgotten.
Dr. Howard Levy, a dermatologist who served three years in prison for refusing to continue training Green Beret medics, tells how during his court martial, hundreds of G.I.'s would hang out of their barracks windows, flashing him the peace sign or the clenched fist.
Rowland helped organize the now forgotten "Presidio 27" stockade protest in San Francisco, provoked by the shooting of an escapee. "I kind of came in as an AWOL," he says, "and within two days of hitting the stockade, I was facing a death sentence for singing 'We Shall Overcome.' "
ดีวีดีภาพยนตร์เรื่อง SIR! NO SIR! มีวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 2006
http://www.amazon.com/gp/product/B000IB0DE4/imdb-adbox/
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B000IB0DE4.01._SS500_SCLZZZZZZZ_.jpg
http://www.bioscopemagazine.com/web2006/webboard/index-in.php?id=55903
--ความเห็นอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับคุณเอมี่
1.ความเห็นของคุณเมธัส บัวชุม
http://www.prachatai.com/05web/th/columnist/viewcontent.php?ColumnistID=25&ID=25&ContentID=2358&SystemModuleKey=Column&System_Session_Language=Thai
2.ความเห็นของคุณนพพร ชูเกียรติศิริชัย
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=6944&SystemModuleKey=HilightNews&SystemLanguage=Thai
3.นายหอกหัก
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=6950&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
4.bact
http://bact.blogspot.com/2007/02/untouchable-thammasat.html
5.มุทิตา เชื้อชั่ง
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=6972&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
6.จิตร์ทัศน์
http://wonam.exteen.com/20070217/entry
7.ยังดี โดมพระจันทร์
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=7020&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
>>หากเราท่านยังจำได้ย้อนหลังไปเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา “กรณีอาจารย์นิด้า ใช้ไม้กอล์ฟฟาดเมียจนตาย” โทษคือศาลสั่งให้บำเพ็ญประโยชน์ด้วยการสอนหนังสือ 50 ชั่วโมงในโรงเรียนใน กทม. การฆ่าเมียกับนุ่งโป๊.... บทลงโทษ....นี่มันอะไรกัน ตลกร้ายของสังคมไทยที่ขำไม่ออก<<
8.FILMSICK
http://filmsick.exteen.com/20070217/entry
--อันนี้ไม่เกี่ยวกับประเด็นคุณเอมี่ แต่เมื่อเร็วๆนี้ได้ไปเที่ยวเมืองโบราณ ที่สมุทรปราการ และได้เห็นภาพจิตรกรรมอันงดงามตามฝาผนังวัดมากมาย รู้สึกประทับใจกับการแต่งกายของสตรีที่ปรากฏตามฝาผนังวัดมากๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าการแต่งกายของสตรีที่ปรากฏตามภาพจิตรกรรมตามฝาผนังวัดโบราณเหล่านี้ ตรงกับการแต่งกายของสตรีไทยในยุคโบราณจริงๆหรือเปล่า
--พูดถึงเครื่องแต่งกายที่ชอบแล้ว ก็นึกถึงชุดที่ ALANIS MORRISSETTE ใส่ในงานประกาศผลรางวัลจูโน่ที่แคนาดาในปี 2004 เพื่อล้อเลียนคนบางกลุ่มในสหรัฐที่ประณามเจเน็ต แจ็คสัน ไม่รู้เหมือนกันว่ากลุ่มคนที่ต่อต้าน “หัวนม” เจเน็ต แจ็คสันกับกลุ่มคนที่เลือกบุชเป็นประธานาธิบดีเป็นคนกลุ่มเดียวกันหรือเปล่า
http://www.tabootunes.com/tnewshold.html
DATELINE April 4, 2004: Attendees to Canada’s annual Juno Awards event in Edmonton witnessed the usual parade of homegrown talents in performance – along with an unusual bonus: the show’s host, Alanis Morrissette, surprised the crowd with a dramatic political gesture. Once onstage, the popular singer allowed her blue gown to slip to the floor, revealing a skin-tight/flesh-toned bodysuit replete with exaggerated nipples and a remarkably furry pubic area. An obvious visual jab at Janet Jackson’s Super Bowl “wardrobe malfunction” scandal, Morrissette stated her goal was to “expose” the current wave of “hypocritical U.S. censorship. …They’re in an era when they’re scared, when there’s lots of fear,” she empathized. “We live in a land” she told her fellow Canadians, “where we still think the human body is beautiful and we're not afraid of the female breast.” The singer also took a moment to scorch various prudish American radio networks that have forced her to alter one of her song’s lyrics. [Source: “Alanis Morissette attacks ‘U.S. censorship,’” Scott Pattison, reuters.co.uk (4/5/04)]
--เห็นคุณ pc พูดถึงคนอเมริกันกลุ่มที่ต่อต้านสงครามเวียดนาม ก็เลยนึกถึงดีวีดีภาพยนตร์สารคีดเรื่องนึงที่อยากดูมากๆ นั่นก็คือเรื่อง SIR! NO SIR! – THE SUPPRESSED STORY OF THE GI MOVEMENT TO END THE WAR IN VIETNAM (2005, DAVID ZEIGER) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับทหารสหรัฐที่ต่อต้านสงครามเวียดนาม
http://www.villagevoice.com/film/0616,gallo,72911,20.html
Zeiger's actual subject, which he says has been on his mind for decades, is the G.I. anti-war movement of the late 1960s and early 1970s. From its mild beginnings—poetry readings and discussion groups for young recruits at coffeehouses set up near U.S. military bases—to its angriest, most desperate measures (the "fragging" of officers by their own men in the jungles of Southeast Asia), radical opposition to American foreign policy by thousands of our own soldiers, sailors, and airmen during Vietnam has been largely forgotten.
Dr. Howard Levy, a dermatologist who served three years in prison for refusing to continue training Green Beret medics, tells how during his court martial, hundreds of G.I.'s would hang out of their barracks windows, flashing him the peace sign or the clenched fist.
Rowland helped organize the now forgotten "Presidio 27" stockade protest in San Francisco, provoked by the shooting of an escapee. "I kind of came in as an AWOL," he says, "and within two days of hitting the stockade, I was facing a death sentence for singing 'We Shall Overcome.' "
ดีวีดีภาพยนตร์เรื่อง SIR! NO SIR! มีวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 2006
http://www.amazon.com/gp/product/B000IB0DE4/imdb-adbox/
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B000IB0DE4.01._SS500_SCLZZZZZZZ_.jpg
http://www.bioscopemagazine.com/web2006/webboard/index-in.php?id=55903
Subscribe to:
Posts (Atom)