Tuesday, October 27, 2026

KANGJOR 2026

 

พอเราได้ฟังเพลง TARANTINO (2026) ของ Lisa เราก็เลยนึกถึงเพลงที่เราชอบสุดขีดสองเพลงที่เอาชื่อผู้กำกับภาพยนตร์มาตั้งเป็นชื่อเพลงเหมือนกัน ซึ่งก็คือเพลง BRAKHAGE (1997) ของวง Stereolab และเพลง TSUI HARK (1994) ของวง Sparks

 

เนื้อเพลง TSUI HARK (1994)

 

I'm Tsui Hark
I'm a film director

I'm Tsui Hark
I'm a film director
I've made several films

I'm Tsui Hark
I'm a film director
I've won several awards for my films

My first film was
The Butterfly Murders
Shanghai Blues
Peking Opera Blues
Swordsman, Part 1, Part 2, Part 3
Once Upon a Time in China, Part 1, Part 2, Part 3, Part 4, Part 5
Chinese Ghost Story, Part 1, Part 2, Part 3
And some other films

I'm Tsui Hark
I'm a film director
I've made several films

I'm Tsui Hark
I'm a film director
I've won several awards for my films

 

I'm Tsui Hark
I'm Tsui Hark
I'm Tsui Hark
I'm a film director
I've made several films

I'm Tsui Hark
I'm a film director
I've won several awards for my films

++++++

เนื้อเพลง BRAKHAGE (1997) by Stereolab

 

We need so damn many things
To keep our dazed lives going
Many things, to keep our lives
Lives going, so many things
We need so damn many things
(We need so damn, we need so damn many things)
To keep our stupid lives going
(To keep our stupid, keep our stupid lives going)
Many things to keep our lives
(To keep our lives, to keep our lives, many things)
Lives going, so many things

 

We can be bound, run around
(We can be bound, we can be bound, run around)
Fooled animal bite its tail
(Fooled animal, fooled animal, bite its tail)
Animal, he has been bound
(He has been bound, he has be bound, animal)
Run around, around and 'round
('Round and around, 'round and around, run around)

TSUI HARK (1994) by Sparks

https://youtu.be/XhaWYj9DoMU?si=tiKegHuQVE45M-yi

 

BRAKHAGE (1997) by Stereolab

https://youtu.be/OZA1vKv2SAk?si=vlOeQQSBhop0yhtv

 

+++

 

28. TAKARAZUKA REVUE SNOW TROUPE: TOKYO TAKARAZUKA THEATER LAST PERFORMANCE “THE POE CLAN” LIVE VIEWING (2026, Shuichiro Koike, stage performance shown on film screen, A+30)

 

ในละครเวทีที่ฉายบนจอภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวละคร Alan Twilight (Agata Sen) พูดคำว่า TADAIMA (ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

++++

 

Films seen on Friday 23 October 2026

 

In my preferential order

 

1. PUELLA MAGI MADOKA MAGICA THE MOVIE PART 1: BEGINNINGS (2012, Akiyuki Shinbo, Yukihiro Miyamoto, Hiroyuki Terao, Japan, animation, 130min, A+30)

 

2. DETECTIVE CONAN: THE COUNTERFEIT CASE OF ULTRA 30 (2026, Nobuharu Kamanaka, Japan, animation, 93min, A+30)

 

+++

เราชอบ "เสือโค คำสัตย์" (2026, Achitaphon Piansukprasert, A+30) มาก ๆ ถือเป็นหนังที่พิสดาร limitless cinema มาก ๆ แต่ดูเหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ ที่จะฉายในวันเดียวกันจะไม่ยอมแพ้หนังเรื่องนี้

+++

 

ตารางหนังของหอภาพยนตร์เดือนพ.ย.-ธ.ค.ประกาศแล้ว ดีใจสุดขีดที่เราจะได้ดู WITH HASAN IN GAZA (2025, Kamal Aljafari) กับ ROSE (2026, Markus Schleinzer)

+++

 

MATE เพื่อนสัมพันธ์ (2026, Worraphop Polbundit วรภพ ผลบัณฑิต, 26min, A+30)

 

เป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดที่ได้ดูในงานกางจอปีนี้ แข่งกับหนังเรื่อง ICE-SKATING CLASS ตอนนี้เรายังไม่แน่ใจว่าเราชอบหนังเรื่องไหนมากกว่ากัน คือเราอินกับ ICE-SKATING CLASS มาก ๆ เพราะเราว่าหลายอย่างในหนังเรื่องนั้นมันคล้ายกับชีวิตจริงของเรา แต่เราว่าสไตล์การกำกับมันอาจจะยังไม่ได้ตรงใจเรามากนัก คือเราชอบ ICE-SKATING CLASS ที่ “เนื้อเรื่อง” แต่เราเฉย ๆ กับสไตล์ของหนัง

 

ส่วน MATE นี่ตัวเนื้อเรื่องไม่ได้ใกล้เคียงอะไรกับชีวิตจริงของเรา นอกจากการที่ตัวละครเป็นเกย์ แต่เราว่าสไตล์การกำกับมันดูมีความทรงพลังในตัวของมันเอง เพราะฉะนั้นโดยรวม ๆ แล้วเราก็เลยยังไม่ค่อยแน่ใจว่า ระหว่างเรื่องนี้กับ ICE-SKATING CLASS เราชอบเรื่องไหนมากที่สุดในงานกางจอปีนี้ 55555

 

เราว่าประเด็นใน MATE มันน่าสนใจดี มันเหมือนเป็น psychological abuse ใน friend/lover relationship ซึ่งเราว่า psychological abuse นี่เป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนและ dilemma ดี และเหมือนเราไม่ค่อยเจอหนังที่แตะประเด็นนี้ตรง ๆ ในขณะที่ประเด็นแบบ physical abuse, sexual abuse แบบใช้กำลัง/อิทธิพล ตรง ๆ จะเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดกว่า, ถูกนำเสนอในหนังได้ง่ายกว่า และชี้ชัดว่าใครถูกใครผิดได้ง่ายกว่า

 

เราก็เลยรู้สึกว่า การที่จะนำเสนอประเด็นอะไรแบบนี้ได้นั้น มันต้องอาศัยคนที่ช่างสังเกตและรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมการปั่นหัวคน, การโน้มน้าวชักจูงคน เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ เพราะเราเองก็แทบไม่เคยสังเกตอะไรแบบนี้มาก่อน

 

ในแง่หนึ่ง เราก็รู้สึกว่าชีวิตจริงของเราแตกต่างจากตัวละครในหนังมาก ๆ แต่เราก็สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังมาก ๆ อยู่ดี เพราะเราก็ไม่เคยมีความสัมพันธ์แบบนี้กับใคร และเรามองว่า เราถูกฝึกให้ SAY “NO” ง่ายมาก ๆ น่ะ คือถ้าใครมาชวนเราให้ทำสิ่งใด ปฏิกิริยา reflex ของเราแบบอัตโนมัติคือการพูดว่า “ไม่” ในทันที แล้วถ้ามึงยังเซ้าซี้ต่อ กูก็จะไม่พูดกับมึง หรือนิ่ง แล้วจ้องหน้ามึงอย่างอาฆาตแค้นไปเรื่อย ๆ อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นตัวละครที่ดูหัวอ่อนในหนังเรื่องนี้ ก็เลยดูเป็นตัวละครที่ตรงข้ามกับเรามาก ๆ แต่อาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนที่ถูกฝึกให้พูดว่า “ไม่” โดยอัตโนมัติแบบนี้ล่ะมั้ง เราถึงได้ยังเป็นโสด และไม่ค่อยมีเพื่อนสนิทแบบนี้ 55555

 

อีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือ “ความรู้สึกย้อนแย้ง” กันระหว่างที่ดูหนัง เพราะถึงแม้เราจะรังเกียจสิ่งที่ตัวละครฝ่าย manipulator ในหนังเรื่องนี้กระทำ เราก็อยากจะถูก abused ถูก manipulated จากหนุ่มหล่อบ้าง “เป็นครั้งคราว” แบบในหนังเรื่องนี้ 55555 คือเราว่าตัวละครตัวนี้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่เราก็ไม่รังเกียจนะ ถ้าหากเขาจะทำแบบนั้นกับเราสักระยะนึง (เอ๊ะ ถ้าเป็นกรณีแบบนี้ จะเรียกว่าเราถูก abused หรือถูก manipulated ได้ไหมนะ 55555)

 

ICE-SKATING CLASS คาบเรียนไอซ์สเก็ต (2026, Nantanach Krungsrimuang นันทนัช กรุงศรีเมือง, 25min, A+30)

 

อันนี้เราเน้นเขียนถึงชีวิตตัวเอง ไม่ได้เน้นเขียนถึงหนังเรื่องนี้แต่อย่างใด 555

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

1. อินสุดขีด ดูแล้วนึกถึงชีวิตตัวเองมาก ๆ เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดในงานกางจอปีนี้เลย เพราะเนื้อเรื่องของมันทำให้เรานึกถึงชีวิตตัวเอง แต่ในส่วนของสไตล์ของหนัง หรือพลังทางการกำกับนั้น เราอาจจะไม่ได้ชอบตรงจุดนี้มากเท่ากับหนังเรื่องอื่น ๆ บางเรื่องในงานกางจอนะ คือเราอาจจะชอบ “สไตล์” ของหนังเรื่องอื่น ๆ มากกว่าหนังเรื่องนี้ แต่ถ้าเอาเฉพาะในส่วนของ “เนื้อเรื่อง” นั้น เราชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุดในงานกางจอปีนี้

 

2. หนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงชีวิตตัวเองในแง่ที่ว่า

 

2.1 เราเติบโตมาในครอบครัวจน ๆ แม่เลี้ยงเดี่ยว (พ่อของเราเสียชีวิตตอนเราอายุ 3 ขวบ) แม่ของเราที่เป็นครูก็เลยต้องหาเลี้ยงลูก 4 คนตามลำพัง และแม่ก็ต้องตั้งใจทำงานหาเงิน ไม่ได้มีเวลามาคอยเล่นกับลูก ซึ่งจุดนี้คล้ายกับแม่ในหนังเรื่องนี้

 

2.2 เราไม่สนิทกับพี่ ๆ ซึ่งก็คล้ายกับนางเอกของหนังเรื่องนี้

 

2.3 ตอนเด็ก ๆ เราก็เลยต้อง “เล่นตามลำพัง” เวลาที่เราอยู่บ้าน แต่เราไม่ได้เล่นถุงพลาสติกแบบนางเอกหนังเรื่องนี้ เพราะเราเล่นตุ๊กตา และเราก็อยู่กับโลกจินตนาการของเราไป

 

2.4 เราเป็นหนึ่งในเด็กที่จนที่สุดในโรงเรียน เพื่อน ๆ ในโรงเรียนของเรามีแต่คนที่รวยกว่าเรามาก ๆ จุดนี้เราก็เลยอินกับนางเอกมาก ๆ

 

2.5 ชอบช่วงวัยของนางเอกหนังเรื่องนี้ด้วย เรามองว่าเธอน่าจะอยู่ราว ๆ ป.6

 

คือพอเรามองย้อนกลับไป เราก็รู้สึกว่าเราเริ่มมีปมด้อยอย่างรุนแรงเรื่องการเป็นหนึ่งในเด็กที่จนที่สุดในโรงเรียนในช่วงราว ๆ ป.5-ป.6 นี่แหละ คือเหมือนในช่วงป.1-ป.4 นั้น เรายังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้ แต่พอเรามีอายุราว 10 ขวบ เราถึงเพิ่งเข้าใจว่า ตัวเราเป็นหนึ่งในเด็กที่จนที่สุดในโรงเรียน เราเป็นเด็ก 1% ในโรงเรียนที่ต้องโหนรถเมล์กลับบ้าน ในขณะที่เด็กอีก 99% ในโรงเรียนนั่งรถยนต์กลับบ้าน และเราก็รู้สึกอายเพื่อน ๆ ในเรื่องนี้ในช่วงอายุราว ๆ นั้น

 

เราก็เลยชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้เลือกนำเสนอตัวละครนางเอกที่มีอายุราว ๆ นี้ มันเหมือนเป็นอายุที่เริ่มเข้าใจความทุกข์จากความยากจนของตัวเอง และเริ่มมีปมด้อยอย่างรุนแรงจากความยากจน แต่ถ้าหากนางเอกโตกว่านี้มากในระดับนึง หรือโตในระดับเข้ามหาลัยแล้ว นางเอกก็อาจจะหายมีปมด้อย เพราะเธอคงเข้าใจแล้วว่า การเกิดมาจนกว่าเพื่อนไม่ใช่สิ่งผิดอะไร

 

นึกไปถึงหนังสารคดีชุด 7-UP ของ Michael Apted ด้วย เพราะในหนังสารคดีชุดนั้น ภาคแรกมันนำเสนอเด็กอายุ 7 ขวบราว 10 คนจากหลากหลายชนชั้นในอังกฤษ ซึ่งทุกคนดูมีความสุข ร่าเริงกันหมด เด็กจนก็ร่าเริงมีความสุข เด็กรวยก็ร่าเริงมีความสุข แต่ในภาคสองของหนังเรื่องนี้ เมื่อหนังตามไปสัมภาษณ์เด็ก ๆ เหล่านี้ขณะมีอายุ 14 ปี เราจะเห็นได้ชัดว่า เด็กรวยยังคงดูมีความสุขดี แต่เด็กจนดูหม่นหมองเศร้าสร้อยอย่างรุนแรง (ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

2.6 ฉากที่ตรงกับชีวิตเรามาก ๆ จนเราตกใจ คือฉากที่เด็กรวยชวนเพื่อนไปเรียน ice skate ด้วยกัน แต่นางเอกกลับเดินจากไปอย่างโกรธ ๆ โดยไม่อธิบายให้เพื่อนฟังตรง ๆ ว่าเพราะเหตุใดเธอถึงไปเรียน ice skate ด้วยไม่ได้

 

ฉากนี้ทำให้เรานึกถึงสิ่งที่เราเคยทำมาก ๆ คือเราจำได้ว่า ตอนที่เราอยู่ชั้นป. 5 ในช่วงราวปี 1983 (หรือเมื่อ 43 ปีก่อน) เราอายที่ต้องโหนรถเมล์กลับบ้าน แล้วในระหว่างที่เรากับแม่เดินออกจากโรงเรียนเพื่อไปขึ้นรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์นั้น เพื่อนของเราคนนึงก็นั่งรถยนต์ผ่านมาพอดี แม่ของเขาขับรถคันนั้นอยู่ เพื่อนของเราที่นั่งอยู่ในรถยนต์ก็ให้แม่ชะลอรถ แล้วเขาก็ชะโงกหน้าออกมานอกรถเพื่อถามว่าบ้านเราอยู่ไหน เผื่อจะได้ให้เรากับแม่ของเราติดรถยนต์ไปด้วยได้

 

แต่เราในตอนนั้นมัวแต่รู้สึกอับอายกับความจนของตัวเอง เราก็เลยไม่ตอบเพื่อน เดินไปเรื่อย ๆ กับแม่จนถึงป้ายรถเมล์ แม่ของเราก็งงว่าทำไมเราไม่ตอบเพื่อน เพื่อนของเราก็คงงงเหมือนกันว่าทำไมเราถึงไม่ตอบคำถามของเขา เขาพยายามถามเราอยู่ราว 3-4 ครั้งได้มั้ง แล้วพอเราไม่ยอมตอบ เขาก็เลยให้แม่ของเขาขับรถจากไป

 

ซึ่งหลังจากนั้นเราก็รู้สึกแย่ที่ตัวเองทำแบบนั้น คือในเหตุการณ์นั้นไม่มีใครทำอะไรผิด นอกจากตัวเราเอง เพื่อนของเราก็หวังดีกับเราจริง ๆ แม่ของเราก็ไม่ได้ทำอะไรผิด มีแต่เราที่ทำผิด ที่ไม่ยอมตอบคำถามของเพื่อนที่หวังดี เรามัวแต่อับอายกับความจนของตัวเอง

 

เพราะฉะนั้นฉากนั้นใน ICE-SKATING CLASS มันก็เลยทำให้เรานึกถึงตัวเองมาก ๆ ฉากนั้นมันเหมือนเข้าใจความรู้สึกของเด็กที่มีปมด้อยจริง ๆ และมันเข้าใจจริง ๆ ว่าเด็กที่มีปมด้อยแบบนั้นอาจจะแสดงออกอย่างไรบ้าง

 

3. ชอบตอนจบของหนังอย่างรุนแรงมาก ๆ ด้วย เหมือนในที่สุดนางเอกก็ต้องเรียนรู้ที่จะหาความสุขตามอัตภาพของตัวเอง หรือเรียนรู้ที่จะต้องหาทางเดินของชีวิตตัวเองต่อไป ไม่พึ่งแม่ ไม่พึ่งพี่ ไม่พึ่งครอบครัว ไม่พึ่งเพื่อน ๆ ที่รวยกว่า เราหาความสุขจากถุงพลาสติกข้างทางก็ได้ หรือถ้าหากถุงพลาสติกมันไม่สามารถ satisfy เราอีกต่อไปแล้ว เราก็มองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวให้กว้างขึ้น เพื่อหาทางมีชีวิตอยู่ต่อไป

 

4. แอบนึกถึง FLAT GIRLS (2025, Jirassaya Wongsutin) ด้วย เพราะมันเป็นเรื่องของเด็กหญิงสองคน ที่คนนึงจนกว่าอีกคนนึงเหมือนกัน

 

WEETHARA IS A GOATMAN วีธราเป็นมนุษย์แพะ (2026, Adisorn Klomkleaw อดิศร กลมเกลียว, 26min, A+30)

 

1. อันนี้ถือเป็นหนังที่เราชอบ “สไตล์” ของมันมาก ๆ ชอบความแปลกประหลาดของมันมาก ๆ แต่ในส่วนเนื้อเรื่องของหนังนั้น เราดูแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร คือความไม่เข้าใจของเราไม่ได้ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้น้อยลง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้เรารู้สึกอะไรกับหนังเรื่องนี้มากขึ้น 555

 

2. ชอบภาษาของ voiceover ด้วย ในแง่ที่ว่า เราฟังแล้วก็งง ๆ กับภาษาไทยที่ใช้ในหนังเรื่องนี้ คือเหมือนหนังเรื่องนี้ช่วยให้เราได้เรียนรู้ว่า ภาษาไทยในยุคนี้เขาสื่อสารกันแบบนี้แล้ว คือเหมือนมันเอาคำคุณศัพท์มาใช้เป็นคำนามโดยตรง โดยไม่ใส่คำว่า “ความ” เข้าไปข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น คือแทนที่จะพูดว่า “ความเหงา” ก็ใช้คำว่า “เหงา” เป็นคำนามไปเลย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ

 

คือตอนแรกเราก็งงมาก ๆ กับภาษาใน voiceover แต่พอดูไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มเข้าใจและตามทันได้มากขึ้น

 

3. แต่ก็คิดว่าเป็นหนังที่เหมาะดูมากกว่า 1 รอบสำหรับเรานะ เพราะเรื่องที่เล่าก็พิสดาร, ภาพในหนังก็พิสดาร แล้วภาษาไทยที่ใช้ใน voiceover ก็พิสดารจนเราคิดตามไม่ทันอีก การดูหนังเรื่องนี้มากกว่า 1 รอบน่าจะช่วยให้เก็บอะไรต่าง ๆ ได้มากขึ้น

 

4. ถ้าหากต้องเลือกฉายหนังเรื่องนี้ควบกับหนังเรื่องไหน เราก็คงเลือกฉายควบกับ DAJANG SOEMBI, THE WOMAN WHO WAS MARRIED TO A DOG (2005, Edwin, Indonesia, 7min) เพราะมันเป็นหนัง surreal ที่เล่าเรื่องราวกึ่ง ๆ นิทานเหมือนกัน มีความ stylish และมีความแปลกประหลาดบางอย่างที่อาจจะเหมาะนำมาเทียบเคียงกัน

 

THE WAVE OF STILL นะโมกินหมา (2026, Prem Plittapolkranpim, 20.42min, A+30)

 

1. ชอบที่หนังมันใช้ setting เป็นน้ำท่วมใหญ่ แต่แทนที่จะพูดถึงความเสียหายทางทรัพย์สิน หรือปัญหาในการจัดการของภาครัฐ มันกลับไปพูดถึง psychological trauma แทน ซึ่งดูเหมือนว่าเราจะยังไม่เคยดูหนังที่พูดถึง trauma ทางจิตใจจากน้ำท่วมแบบนี้มาก่อน

 

2. ชอบที่หนังมันดูเหมือนจะเข้าอกเข้าใจตัวละครพี่น้องทั้ง 3 คนเป็นอย่างดี คือตัวละครพี่น้องทั้ง 3 คนดูเหมือนจะไม่เข้าใจกัน โดยเฉพาะตัวน้องชายคนเล็กที่ไม่เข้าใจพี่ชายคนกลาง แต่ตัวหนังเหมือนจะเข้าใจตัวละครทั้ง 3 คนนี้ และเข้าใจ “ความไม่เข้าใจกัน” ระหว่างตัวละครทั้ง 3 คนนี้

 

3. ฉากที่อินมาก ๆ เป็นการส่วนตัว คือสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นหลักของหนัง 555555 คือเรารำคาญคนแบบคุณแม่ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ น่ะ เราอินกับคุณพ่อมาก ๆ ในฉากที่เถียงกับแม่เป็นเวลายาวนานเรื่อง wallpaper

 

คือแม่ในหนังเรื่องนี้เหมือนเป็นคนที่งกมาก ๆ ตระหนี่มาก ๆ เสียดายของมาก ๆ น่ะ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว เราจะรำคาญคนประเภทนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ เพราะฉะนั้นในฉากที่แม่กับพ่อถกเถียงกันเป็นเวลายาวนานในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยอินกับฉากนี้อย่างรุนแรง

 

ซึ่งเราว่าผู้กำกับก็เก่งนะ เขาคงสังเกตว่ามันมีคนแบบพ่อกับแม่ในหนังเรื่องนี้อยู่จริง ๆ และเขาก็ถ่ายทอดเอาลักษณะนิสัยของคนจริง ๆ แบบนี้เข้ามาใส่ในฉากนั้นได้

 

เพราะฉะนั้นไป ๆ มา ๆ เราก็เลยอินกับฉากนี้มากที่สุด และอาจจะชอบฉากนี้มากที่สุดในหนัง เพราะฉากนี้มันเหมือนช่วยถ่ายทอดความรู้สึกรำคาญของเราที่มีต่อคนแบบคุณแม่ในหนังเรื่องนี้ออกมาได้เป็นอย่างดี ถึงแม้มันไม่ใช่ประเด็นหลักของหนังก็ตาม 555

 

PARADISE LOST วิมานลอย (2026, Nongnapas Veeraphol, 30min, A+30)

 

1. โดยส่วนตัวแล้ว เรารู้สึกว่า นี่แหละคือ “เพลงสุดท้าย” (พิศาล อัครเศรณี) ในแบบที่มันควรจะเป็น 55555 คือเราเคยดู เพลงสุดท้าย แค่เวอร์ชั่นปี 2006 นะ เรายังไม่เคยดูเวอร์ชั่นปี 1985

 

คือเพลงสุดท้าย (2006, พิศาล อัครเศรณี) มันถือเป็นหนัง queer ก็จริง แต่ดูแล้วมันกึ๋ย ๆ ยังไงก็ไม่รู้สำหรับเรา คือเรารู้สึกว่าตัวเนื้อเรื่องของ “เพลงสุดท้าย” ที่เล่าเรื่องของ “กะเทยที่หลงรักผู้ชายข้างเดียว เอาเงินไปปรนเปรอเขา แต่ในที่สุดผู้ชายก็เลือกคนมีกี” คือตัวเนื้อเรื่องมันเอื้อให้นำไปพัฒนาให้กลายเป็นหนังที่น่าจะเข้าทางเราได้มากกว่าตัวหนังที่ออกมาในปี 2006 มาก ๆ น่ะ คือตัวพล็อตเรื่อง โครงเรื่อง มันเหมาะที่จะถูกนำไปสร้างเป็นหนังที่ดีกว่านั้น ถ้าหากมันได้คนเขียนบท/นักแสดง/ผู้กำกับที่ดีจริง ๆ เข้าอกเข้าใจตัวละครจริง ๆ

 

เพราะฉะนั้นพอเราดู PARADISE LOST เราก็เลยรู้สึกว่า นี่แหละ หนังเรื่องนี้นี่แหละคือ “เพลงสุดท้าย” ในแบบที่ถูกที่ควร ในแบบที่มันควรจะเป็นสำหรับเรา

 

2. ชอบความสัมพันธ์แบบห่วงโซ่ในหนังเรื่องนี้ด้วย

 

2.1 ฝรั่ง จ่ายเงิน หรือเสียเงิน ให้แอนกับจอย (ถ้าหากเราจำชื่อตัวละครไม่ผิดนะ แอนคือโสเภณีสาว ส่วนจอยคือโสเภณีกะเทย)

 

2.2 แอนจ่ายเงินปรนเปรอจอย

 

2.3 จอยจ่ายเงินปรนเปรอผัวหนุ่ม

 

2.4 ผัวหนุ่มจ่ายเงินปรนเปรอเมียเก็บที่ดูเหมือนสาวสก๊อย

 

ลำดับขั้นตอนของ “ความรัก” “ความปรารถนาทางเพศ” และ circulation of money ในหนังเรื่องนี้ มันก็เลยน่าสนใจดีสำหรับเรา

 

3. ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยทำให้นึกถึงประโยค 2 ประโยคมาก ๆ นั่นก็คือพระพุทธพจน์ที่ว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” และประโยคที่เพื่อนเราชอบพูดว่า “ความรักคือธุรกิจ”

 

เพราะว่าถ้าหากแอนไม่ได้รักจอย แอนก็คงมีความสุขไปแล้ว และถ้าหากจอยไม่ได้รักผู้ชาย จอยก็น่าจะมีความสุขมากกว่านี้เช่นกัน แต่ความรักมันเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ ตัวละครเหล่านี้ก็เลยต้องเวียนว่ายในห้วงรักห้วงทุกข์กันต่อไป

 

4. เราว่าจุดด้อยของหนังเรื่องนี้ก็คือ ความที่มันเป็นหนังสั้น มันก็เลยไม่มีเวลาให้คนดูได้เห็น “ความรักความผูกพัน” ของตัวละครเหล่านี้ก่อนที่จะเกิดเรื่องราวในหนัง คือพอหนังเปิดมา คนดูก็ได้เห็นความสัมพันธ์ที่ใกล้จะปริแตกระหว่างแอนกับจอยเลย คนดูไม่ได้เห็น “ความรักระหว่างแอนกับจอย” ในช่วงก่อนหน้านั้น และไม่ได้เห็น “ความรักระหว่างจอยกับผัวหนุ่ม” ในช่วงก่อนหน้านั้น เพราะฉะนั้นอารมณ์ในหนังมันเลยเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของหนังนะ เพราะว่าพอมันเป็นหนังสั้น มันก็เลยทำได้แค่นี้

 

ในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้ประสบปัญหาคล้าย ๆ กับหนังเรื่อง LA RONDE (1950, Max Ophüls, France) เพราะว่า LA RONDE ก็เล่าความสัมพันธ์รัก/ความสัมพันธ์ทางเพศแบบ “ห่วงโซ่” เหมือนกัน แต่พอมันเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครแต่ละตัวแบบสั้นเกินไป อารมณ์บางอย่างมันเลยหายไปสำหรับเรา ถึงแม้ว่าทั้ง LA RONDE และ PARADISE LOST มันดูมีความมนุษยนิยม หรือนำเสนอตัวละครได้เป็นมนุษย์มาก ๆ เหมือนกันก็ตาม

 

STRAIGHTFORWARD (2026, Nopchanok Panyapoon นภชนก ปัญญะปูญ, 32.16min, A+)

 

1. เราว่าผู้กำกับหนังเรื่องนี้อาจจะเหมาะทำงานโฆษณามาก ๆ นะ เพราะเขาถนัดในการจับมาดเท่ ๆ ของผู้ชายน่ะ เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยรู้สึกว่าบางฉาก บางอารมณ์มันเหมาะเอาไปดัดแปลงใช้ในโฆษณากางเกงยีนส์ หรือโฆษณาสินค้าบางอย่างที่ชอบนำเสนอการวางมาดเท่ ๆ ของผู้ชาย

 

2. ตอนที่เราดู เราจะนึกเปรียบเทียบกับ “หนังชายแท้” ของพุฒิพงษ์ นาคทอง และเรารู้สึกว่ามันมีความแตกต่างกันที่น่าสนใจดี คือเรารู้สึกว่า ในหนังของคุณพุฒิพงษ์ นาคทองนั้น “เนื้อเรื่องที่เข้มข้น” คือสิ่งที่สำคัญ หรือเกือบเหมือนเป็นแกนหลักของหนัง ในขณะที่ “การวางมาดแบบชายแท้” เป็นเพียงแค่องค์ประกอบของหนัง

 

แต่สำหรับ STRAIGHTFORWARD นั้น เรารู้สึกว่า “การวางมาดแบบชายแท้” คือแก่นหลักของหนัง ส่วน “เนื้อเรื่อง” เป็นเรื่องรอง 55555 เราก็เลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันน่าสนใจตรงจุดนี้สำหรับเรา คือเนื้อเรื่องอาจจะไม่สำคัญเท่ากับการวางมาดของตัวละคร

 

3. เพราะฉะนั้นสิ่งที่ติดตาติดใจเราที่สุดในหนังเรื่องนี้ จึงไม่ใช่ “เนื้อเรื่อง” ไม่ใช่ประเด็นที่ว่า ใครจะอยู่ ใครจะตาย ซึ่งสิ่งนี้ตรงข้ามกับหนังของคุณพุฒิพงษ์ นาคทอง

 

แต่สิ่งที่ติดตาเราที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือการเดินวางมาดแบบกวนตีนเป็นเวลายาวนานของเพื่อนพระเอก คือการวางมาดแบบกวนตีนอย่างนี้ในหนังเรื่องอื่น ๆ มันเหมือนถูกใส่เข้ามาเพื่อความขำขัน หรือเพื่อให้คนดูรู้สึกดูถูกตัวละครตัวนั้น

 

แต่การวางมาดแบบกวนตีนของเพื่อนพระเอกในหนังเรื่องนี้ มันเหมือนถูกมองด้วยความหลงใหลน่ะ เราก็เลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันมี gaze ที่แปลกดี คือถ้าหากมองจากเนื้อเรื่องแล้ว จักรวาลของตัวละครในหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ห่างไกลจากจักรวาลในหนังชายแท้ของคุณพุฒิพงษ์ นาคทอง แต่ gaze ของหนังเรื่องนี้มันแตกต่างมาก ๆ จากหนังของคุณพุฒิพงษ์

 

 

Films seen on Saturday 24 October 2026

 

วันเสาร์เราได้ดูหนังโรงปกติ 1 เรื่อง และหนังสั้นในงาน “กางจอ” อีก 16 เรื่อง

 

In my preferential order

 

1. PUELLA MAGI MADOKA MAGICA THE MOVIE PART 2: ETERNAL (2012, Akiyuki Shinbo, Yukihiro Miyamoto, Hiroyuki Terao, Japan, animation, 109min, A+30)

 

หนัง “สาวน้อยเวทมนตร์” ภาคหนึ่งกับภาคสองนี่น่าจะถือเป็น one of my most favorite animations of all time ไปเลย กราบตีนมาก ๆ นึกว่าเอาเรื่องอจินไตยมาทำเป็นหนัง ถ้าดูแล้วคิดตามไปเรื่อย ๆ อาจจะกลายเป็นบ้าได้ 55555

 

ชอบสุดขีดที่มันเริ่มต้นด้วยการนำเสนอเรื่องราวของเด็กสาวคิกขุน่ารัก ก่อนจะค่อย ๆ ไต่ระดับไปเรื่อย ๆ สู่การตั้งคำถามต่อพระเจ้าและการดำรงอยู่ของจักรวาล ชอบความพยายามของตัวละครในการแก้ไขกฎเกณฑ์ของจักรวาล ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอินด้วยมาก ๆ

 

2. MATE เพื่อนสัมพันธ์ (2026, Worraphop Polbundit วรภพ ผลบัณฑิต, 26min, A+30)

 

3. ICE-SKATING CLASS (2026, นันทนัช กรุงศรีเมือง, 25min, A+30)

 

4. WEETHARA IS A GOATMAN วีธราเป็นมนุษย์แพะ (2026, Adisorn Klomkleaw อดิศร กลมเกลียว, 26min, A+30)

 

5. THE WAVE OF STILL นะโมกินหมา (2026, Prem Plittapolkranpim, 20.42min, A+30)

 

6. เหรียญสลึง (2026, รัฐธนินท์ จรรยาประเสริฐ, 15.45min, A+30)

 

7. PARADISE LOST วิมานลอย (2026, Nongnapas Veeraphol, 30min, A+30)

 

8. MOTHER, ALGORITHM (2026, ศิระ บูรณะศรี, 22.30min, A+30)

 

9. WU WEI (2026, พอฤทัย แซ่หลิน, 8min, A+30)

 

10. FAMILY PORTRAIT (2026, ณภัทร อุนนะนันทน์, 14min, A+30)

 

11. LAST RIDE (2026, กุลนันท์ ศรีทองสุข, 30min, A+30)

 

12. ผู้เป็นที่รัก (2026, ไอริณ พวงกิจจา, 18min, A+30)

 

13. MIMOSA (2026, กัญญภา ตู้บรรเทิง, 34min, A+25)

 

14. STRAIGHTFORWARD (2026, นภชนก ปัญญะปูญ, 32.16min, A+)

 

15. MEMORY ON THE ROCKS (2026, ภูภิภัทร์ บูรณตระกูล, 30min, A+)

 

16. LOVE-LY 7 วันนี้ลี่จะมีแฟน (2026, นุชประวีณ์ รัตนเพียรชัย, 26min, A+)

 

17. SOMEWHERE OVER THE RAINBOW (2026, มนวัต วรรัตน์, 29min, A)

 

หนังที่เราชอบน้อยกว่าเรื่องอื่น ๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความดีไม่ดีของหนังแต่อย่างใดนะ แต่เป็นเพราะว่าเรามักจะไม่อินกับหนัง genre นั้น ๆ น่ะ โดยเฉพาะหนัง comedy กับหนัง romantic ที่เราดูแล้วมักจะไม่ค่อยอิน เพราะฉะนั้นไม่ว่าหนัง romantic เรื่องนั้นจะทำออกมาดีแค่ไหน เราดูแล้วก็อาจจะไม่อิน และอาจจะชอบหนังเรื่องนั้นน้อยกว่าหนังเรื่องอื่นๆ อยู่ดีจ้ะ

 

No comments: