Friday, January 09, 2026

30 FAVORITE FILMS I SAW AT READING ROOM

 

การขุดรูปในอดีตนี่มันทำให้เรามีความสุขจนหยุดไม่ได้จริง ๆ

 

อันนี้คือรูปของตัวเราเองในวันที่ 1 มิ.ย. 2014 ที่ HAL เป็นรูปของเราตอนไปดูหนังสั้นชุด THAI AURORA AT THE HORIZON ที่ประกอบด้วยหนังของผู้กำกับสุดโปรดของเราหลายคน ซึ่งรวมถึง Harin Paesongthai, Boonyarit Wiangnon, Ukrit Sanguanhai, Manasak Khlongchainan, Karnchanit Posawat, etc.

 

รูปมาจากเพจ THAI AURORA AT THE HORIZON

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10241992599654933&set=a.10226669876036419

+++

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ถูกต้องจ้า น้อง Warut เก่งมาก ๆ มันคือ

FALLEN (2005, Fred Kelemen, Latvia)

 

เสียดายที่หารูปจากหนังของเขายากมาก ๆ รู้สึกว่าจริง ๆ แล้วภาพจากหนังของเขามันชวนให้สับสนกับหนังของ Bela Tarr, Sharunas Bartas, Andrei Tarkovsky ได้ง่าย ๆ แต่เราไม่สามารถหารูปมาเป็นหลักฐานได้ 55555

+++

ผมเองก็ยอมรับว่า ถ้าหากผมเป็นผู้เล่นเกมนี้เอง ผมก็คงตอบไม่ได้เช่นกันครับว่า ภาพมันมาจากหนังเรื่องไหน 55555

 

เฉลยว่า มันมาจากหนังเรื่อง THE DAY WHEN THE MOON ENCOUNTER THE EARTH'S ORBIT หรือ “วันที่ดวงจันทร์เข้ามาใกล้โลกมากที่สุด” (2010, Weerapong Wimuktalop) ครับ

 

หนังเรื่องนี้เคยฉายในงานฉลองอะไรสักอย่างของ Filmvirus ที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 26 ก.ย. 2010 ครับ และเคยฉายในงาน Filmvirus Wildtype ที่ Reading Room ในวันที่ 12 ก.พ. 2011 ครับ

 

Edit เพิ่ม: เมื่อกี้ไปเช็คแล้ว พบว่างาน Filmvirus Wildtype ที่ Reading Room ช่วงต้นปี 2011 ฉายหนังเป็นจำนวนเยอะมาก เพื่อเป็นการบันทึกความทรงจำให้ครบถ้วน เราก็เลยเอาลิสท์รายชื่อหนังที่ฉาย ไปแปะไว้ใน comment นะ

 

รายชื่อหนังที่ฉายในงาน Filmvirus Wildtype ที่ Reading Room ในปี 2011

 

วันที่ 5 ก.พ. 2011 ฉาย (ถ้าจำไม่ผิดนะ)

 

คำพิพากษาของซาตาน(Chay,Gayvah-rar ‘n’ the Machupicchu)20 mins

สถานต่างอากาศ 24 mins

บางคนที่ตกค้างอยู่ในความทรงจำ (History In the Air ) 62 mins

พิพิธภัณฑ์แห่งแสง (Employees Leaving the Lumiere Factory) 30mins

 

วันที่ 12 ก.พ. 2011 ฉาย

 

CORE PROGRAM : RAW CINEMA 116mins
วันสบายสบายของน้องกร (กร กนกคีขรินทร์ ) 3 mins no sub needed
เตรียมใจ (กร กนกคีขรินทร์) 4 mins no sub needed
คนธรรพ์ (วิชชุพงษ์ สุขวิชัย /2010/ไทย) eng subs 20 mins
อย่างน้อย (ไตรทศ เติมอาบศรี) 14 mins
ผ....สุดที่รัก (uncensored version) (ชวการ อ่ำสมคิด) no subs 8 mins
ไสหัวไปตายซะ (ณัฐพันธุ์ บุญเลิศ) 20 mins eng sub
รวมร่าง ( มนัสศักดิ์ คล่องชัยอนันต์) 3 mins ENG no subs
แผลเป็น (อรรถวุฒิ บุญยวง) 12 mins no sub needed
กาลครั้งหนึ่งคิดถึงวันวาน (สิทธิพงษ์ ปัดชากาว) 10 mins no sub
กินข้าว (สิทธิพงศ์ ปัดชากาว) 13 mins no subs
วันที่ดวงจันทร์เข้ามาใกล้โลกมากที่สุด(วีระพงษ์ วิมุกตะลพ ) 9 mins no sub needed

CORE PROGRAM : NEW AUTEURS THE UNDERGROUND OFFICE PROGRAM 2

อำพราง (ธนิ ฐิติประวัติ)26
กระต่ายในดวงจันทร์ (วชร กัณหา)3 mins
ในเมืองร้อนกับค่ำคืนที่ว่างเปล่า (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)50 mins
Hunter the Bag (วชร กัณหา+ ธนิ ฐิติประวัติ) 17 mins
ประถมบทแห่งการเริ่มต้นใหม่(ของฉัน) (วชร กัณหา)16 mins no subs
เพียงหลับไหลในเงามืด (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)16 mins

 

วันที่ 19 มี.ค. 2011 ฉาย

 

มหาลัยสร้างสรรค์ (ศุภณัฐ ชัยกล้าหาญ)30 mins no subs
SUPERSTITION (สิบแสง แสงวชิระภิบาล + ปรวงศ์ บุญช่วย /2009/ไทย) 6 mins eng languag
UNTITLED (สืบแสง แสงวชิระภิบาล + ปรวงศ์ บุญช่วย /2009/ไทย) 10 mins
SOCIAL FRAGMENTS STUDIES (สืบแสง แสงวชิระภิบาล + ปรวงศ์ บุญช่วย /2009/ไทย) 7 mins
L'ESCAPE (สืบแสง แสงวชิระภิบาล + ปรวงศ์ บุญช่วย /2009/ไทย) 3 mins
Dream (ศุภสิทธิ์ เสร็จประเสริฐ) 9 mins no sub
เวลา (ศุภสิทธิ์ เสร็จประเสริฐ ) 6 mins no subs
บทกวีใบไม้แดง (พงษ์พันธ์ ยืนชีวิต) 7 mins
แสงจันทร์ (พงษ์พันธ์ ยืนชีวิต/2009/ไทย) 14 mins no sub
มีหมาป่าที่ชั้นหนังสือ (ทศพล บุญสินสุข) 14 mins
เรื่องเล่าใต้ขอบฟ้า (ฑีมะเดช วัชรธานินท์)10 mins eng sub
เพียงหลับไหลในเงามืด (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)16 mins no sub

126
ห้องทรมาน (Torture Room ) (ปฏิภาณ บุณฑริก) 23 mins
อัญญประกาศ (ธนกฤต กฤษณะยรรยง) 21 mins
ฉากที่ไม่ปรากฏ (สรยศ ประภาพันธ์) 8 mins eng sub
รักหลับ (เกรียงไกร วัฒนานิยม + อมรชัย ศิริรัตน์) 30mins
soulmate (สมคิด ใจศรี)
คำพิพากษาของความรัก(วชร กัณหา) 24 mins

 

วันที่ 26 มี.ค. 2011 มีฉายหนังเรื่อง

 

บันทึกการเดินทาง (Diary of the Journey ) ปัญจะ สายทอง 15 mins
ยาพิษ 3 ปิดเทอมใหญ่ รีวิวหนัง (เอกราช มอญวัฒ)20
เพื่อนรักเพื่อนร้าย (พิเชษ เสมอเชื้อ)25 นาที no subs
EARLY RETIRED (ฐากูร เข็มปัญญา) 30 mins no sub

โปรแกรม 1.4 สุดถวิลหา

Me and My Video Diary (ธนิ ฐิติประวัติ) 30 mins
BLUE BLANK(วชร กัณหา) 48 mins
สุดถวิลหา(วชร กัณหา)17 mins
RESIST 58 mins
Film Virus (วชร กัณหา + ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)12 mins

 

วันที่ 10 เม.ย. 2011 มีฉายหนังเรื่อง

HAPPEN ! (ทวีวิทย์ กิจธนสุนทร) 4 mins
BANGKOK TANKS (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์)
แบบทดสอบวิชาการเมืองไทยร่วมสมัย (จุฬญานนท์ ศิริผล ) 8 mins
คุณแม่อยากไปคาร์ฟูร์(นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์)
ครบรอบ 110 ปี ชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ (สรยศ ประภาพันธ์) 30 mins eng sub.
จดหมายของนายตาบอดสี (สรยศ ประภาพันธ์ ) 9 mins eng sub
กาลานุสติ (สิทธิพร ราชา)30 mins no sub
BANGKOK UFO (วินัย กิจเจริญ) 10 mins no sub
แกะแดง (สำนักงานใต้ดิน) 40 mins no sub
สมหวัง 2553 (นรชาย กัจฉปานนท์)
ประวัติศาสตร์ย่อของความทรงจำ (จุฬญานนท์ ศิริผล) 14 mins

+++

 

Lai Yuqing ผู้กำกับภาพยนตร์เลสเบียนเรื่อง WHISPERINGS OF THE MOON (2025) เสียชีวิตในวัย 23 ปี เนื่องจากตกจากอพาร์ตเมนท์ในกรุงพนมเปญ กัมพูชา

++++

 

รูปที่เราเคยถ่ายที่ Reading Room + รูปรายชื่อหนังบางส่วนที่เราเคยดูที่ Reading Room

 

#Readingroom15years

+++

แต่ขอเปิดเผยความจริงว่า เป็นคนอื่น ๆ ในทีมงาน Filmvirus ที่เลือก “ไสหัวไปตายซะ” มาฉายในงาน Wildtype ปี 2011 นะ เราไม่รู้ว่าเป็นใคร ไม่ Wiwat ก็ Chayanin 55555 เพราะว่ามี curators/programmers หลายคนในงาน Filmvirus Wildtype

 

เพราะว่า “ไสหัวไปตายซะ” เคยฉายในงานมาราธอนปี 2009 แต่เราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในงานนั้น เพราะมันชนกับงาน Lav Diaz Retrospective ในปี 2009

 

เราเองก็เพิ่งได้ดู “ไสหัวไปตายซะ” ครั้งแรก ในงาน Wildtype ปี 2011 ในวันที่ 12 ก.พ. 2011 จ้ะ

++++

30 FAVORITE FILMS I SAW AT READING ROOM

 

เนื่องจากมีการรำลึก #Readingroom15years เราก็เลยทำรายชื่อภาพยนตร์ 30 เรื่องที่เราชอบสุดขีด ที่เราเคยดูที่ Reading Room ก็แล้วกัน

 

เรียงตามลำดับการได้ดูของเราที่ Reading Room

 

1. THE KINGDOM (1973, Katsu Kanai, Japan)

ดูในวันที่ 19 ธ.ค. 2009 สมัยที่ Reading Room ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญกรุง (ถ้าจำไม่ผิด)

 

2. EMPLOYEES LEAVING THE LUMIERE FACTORY (2010, Chaloemkiat Saeyong, 31min)

ดูในวันที่ 5 ก.พ. 2011

หนังเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ

 

3. I COVERED MY EYES (2008, Paul Turano, documentary, 29min)

ดูในวันที่ 26 ก.พ. 2011

 

4. PORNDOGS: THE ADVENTURES OF SADIE (2009, Greg Blatman, USA)

ดูในวันที่ 26 ก.พ. 2011

 

5. ME AND MY VIDEO DIARY (2010, Tani Thitiprawat, documentary, 30min)

ดูในวันที่ 26 มี.ค. 2011

 

6. OUT 1: NOLI ME TANGERE (1971, Jacques Rivette, 12 hours 40 minutes, A+30)

ดูในวันที่ 25-26 มิ.ย. 2011

 

7. THE AUTOBIOGRAPHY OF NICOLAE CEAUSESCU (2010, Andrei Ujica, Romania, documentary, 180min)

ดูในวันที่ 24 ก.ย. 2011 มีอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ  มาเสวนาหลังหนังจบด้วย

 

8. THE WILD FIELD (1976, Nguyen Hong Sen, Vietnam)

ดูในวันที่ 26 พ.ค. 2012

 

9. HUNGARY MAN BOO อย่ากินเนื้อสัตว์มาก (2012, Viriyaporn Boonprasert)

ดูในวันที่ 22 ธ.ค. 2012

 

10. MA DANG BO SAI หมาแดงบ่ไซ (1999, Phaisit Phanphruksachat, second viewing)

ดูในวันที่ 22 ธ.ค. 2012

 

11. GRINDHOUSE FOR UTOPIA (2013, Tani Thitiprawat)

ดูในวันที่ 3 มี.ค. 2013 และติดอันดับหนึ่งในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดประจำปี 2013 ไปเลย

 

12. THE AGE OF ANXIETY (2013, Taiki Sakpisit)

ดูในวันที่ 3 มี.ค. 2013 และติดอันดับ 10 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดประจำปี 2013

 

13. CENTURY OF BERTHING (2011, Lav Diaz, Philippines)

ดูในวันที่ 30 มี.ค. 2013

 

14. FLORENTINA HUBALDO, CTE (2012, Lav Diaz, Philippines)

ดูในวันที่ 31 มี.ค. 2013

 

15. THE PEN OF TEACHER WANPEN ปากกาของครูวันเพ็ญ (2003, Tossapol Boonsinsukh, 46min)

ดูในวันที่ 6 ต.ค. 2013

 

16. DARLING, WE CAN’T LOVE EACH OTHER ที่รัก เรารักกันไม่ได้– เรียม ดาราน้อย (2014, Nok Paksnavin, music video)

ดูในวันที่ 22 ก.พ. 2014 ในงาน “จดหมายเพลง นักเลงภาพ” หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 33 ของเราประจำปี 2014

 

17. LOVE COMMUNITY SCOUT รักลูกเสือชาวบ้าน – น้ำอ้อย พรวิเชียร (2014, Viriyaporn Boonprasert, music video)

ดูในวันที่ 22 ก.พ. 2014 ในงาน “จดหมายเพลง นักเลงภาพ”  หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเป็นการวิเคราะห์ “การผูกเงื่อน” ของเชือกที่ใช้ในการแขวนคอคนตายที่สนามหลวงในเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2019 และแน่นอนว่าเนื้อหาหลักของหนังคือการพูดถึงบทบาทของ “ลูกเสือชาวบ้าน” ในเหตุการณ์นั้น

 

ถึงแม้เวลาจะผ่านมานาน 12 ปีแล้ว เราก็ยังคงจำได้ดีว่า Chaloemkiat Saeyong มานั่งดูหนังในงานนี้ด้วย และตอนนั้นเรากับเพื่อน ๆ หลายคนแอบตั้งข้อสงสัยว่า Chaloemkiat Saeyong อาจจะเป็น Viriyaporn Boonprasert เพราะฉะนั้นตอนที่หนังเรื่องนี้ฉายอยู่บนจอ เราก็เลยแอบดูสีหน้าของ Chaloemkiat เป็นระยะ ๆ เพื่อดูว่าเขาแสดงพิรุธอะไรหรือไม่ ซึ่งเขาก็ไม่ได้แสดงพิรุธอะไรออกมา และจนถึงบัดนี้เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า Viriyaporn Boonprasert เป็นใคร

 

18. THE CANDLE JUDGMENT OF NINJA นินจาเสี่ยงเทียน (2014, Santiphap Inkongngam, music video)

ดูในวันที่ 22 ก.พ. 2014 ในงาน “จดหมายเพลง นักเลงภาพ”  

 

19. VIOLIN FASE (1986, Eric Pauwels, Belgium, 12min)

ดูในวันที่ 28 พ.ค. 2014

 

20. PAINFUL เจ็บปวด (2013, Akara Pacchakkhaphati)

ดูในวันที่ 8 มิ.ย. 2014 ในงาน Filmvirus Wildtype หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 20 ของเราประจำปี 2014

 

21. AWARENESS ภาษาที่เธอไม่เข้าใจ (2014, Wachara Kanha)

ดูในวันที่ 8 มิ.ย. 2014 ในงาน Filmvirus Wildtype หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 1 ของเราประจำปี 2014

 

22. HOW TO LIVE IN THE GERMAN FEDERAL REPUBLIC (1990, Harun Farocki, Germany, 83min)

ดูในวันที่ 17 ส.ค. 2014

 

23. TENDER ARE THE FEET (1972, Maung Wunna, Myanmar)

ดูในวันที่ 24 ม.ค. 2015

 

24. YADANABON (TREASURE TROVE) (1953, U Tin Maung, Myanmar)

ดูในวันที่ 25 ม.ค. 2015

 

25. 4 WORDS 1 FOOT (2014, Joe Decker, Thet Zaw Win, Myanmar)

ดูในวันที่ 25 ม.ค. 2015

 

26. THE HEN (2013, Manel Raga, Spain, 15min)

ดูในวันที่ 21 ก.พ. 2015 ในเทศกาล Signes de Nuit Film Festival in Bangkok

 

27. FOR THE LOST (2014, Pierre-Yves Vandeweerd, Belgium, documentary, 77min)

ดูในวันที่ 22 ก.พ. 2015 ในเทศกาล Signes de Nuit Film Festival in Bangkok

 

28. THE SHADOW’S SHARE (2014, Olivier Smolders, Belgium, 28min)

ดูในวันที่ 22 ก.พ. 2015 ในเทศกาล Signes de Nuit Film Festival in Bangkok

 

29. TODO TODO TEROS (2006, John Torres, Philippines, 110min)

ดูในวันที่ 27 มิ.ย. 2015 ในงาน JOHN TORRES RETROSPECTIVE

 

30. REFRAINS HAPPEN LIKE REVOLUTIONS IN A SONG (2010, John Torres, Philippines, 120min)

ดูในวันที่ 28 มิ.ย. 2015 ในงาน JOHN TORRES RETROSPECTIVE

 

 

เราเคยเขียนถึง ME AND MY VIDEO DIARY ไว้ที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1993609683255&set=a.1982032193825

 

EMPLOYEERS LEAVING THE LUMIERE FACTORY (Chaloemkiat Saeyong)
https://www.youtube.com/watch?v=_fnbf4fES0Y

 

ภาษาที่เธอไม่เข้าใจ

https://www.youtube.com/watch?v=6IL2EMsc1qg&t=679s

++++

 

Ratchapoom Boonbunchachoke’s List in Filmmaker Magazine

 

เราได้ดูไปเพียงแค่ 9 จาก 20 เรื่องนี้ อยากให้อีก 11 เรื่องที่เหลือได้เข้าโรงฉายในไทยมาก ๆ

+++

 

ถ้าใครอยากอ่านบทความเกี่ยวกับ Béla Tarr ในนิตยสารไทย สามารถหาอ่านได้จากนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 71 ประจำเดือนต.ค. 2007 นะคะ เพราะเห็นในหน้าปกมันบอกว่า นิตยสารเล่มนี้มีบทความ “เบล่า ทาร์ vs นิน่า เมนเกส พ่อมดแม่มดแห่งโลกหนัง”

 

ซึ่งดิฉันก็มีนิตยสารเล่มนี้เก็บไว้ค่ะ แต่ตอนนี้ขี้เกียจหา เพราะมันคงต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะคุ้ยหาจนเจอ 55555

 

เราเข้าใจว่าสาเหตุหนึ่งที่นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 71 ลงบทความเกี่ยวกับ Bela Tarr และ Nina Menkes เป็นเพราะว่าในช่วงนั้นหนังของสองคนนี้ได้เข้ามาฉายในเทศกาล World Film Festival of Bangkok ที่เอสพลานาด รัชดาค่ะ โดยดิฉันได้ดูหนังเรื่อง THE MAN FROM LONDON ของ Béla Tarr ในวันที่ 3 พ.ย. 2007 และได้ดูหนังเรื่อง PHANTOM LOVE ของ Nina Menkes ที่เอสพลานาด รัชดา สองรอบ (เพราะชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด) ในวันที่ 30 ต.ค. 2007 และในวันที่ 1 พ.ย. 2007 ค่ะ

 

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการอ่านนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 71 นะคะ

 

++++++++

ช่วงกระแสสำนึกของแม่หมีก่อนเข้านอน

 

พออ่านบทความของคุณ Pimchanok Puksuk ใน The 101 World แล้วก็นึกถึง “ความสุข” (ใช้คำนี้ได้หรือเปล่านะ) ตอนดู THE TURIN HORSE (2011, Béla Tarr, Hungary, 155min) สองรอบ ที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดามาก ๆ มันเหมือนเป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณมาก ๆ และการที่เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดอาจจะเป็นเพราะว่า หนังเรื่องนี้เหมือนมองชีวิตมนุษย์, มองโลก และมองจักรวาลด้วยสายตาคล้าย ๆ กับเรา

 

นึกถึงที่ Wiwat Lertwiwatwongsa ชอบพูดบ่อย ๆ เมื่อ 10 กว่าปีก่อนว่า หนังยุคแรกของ Tarr หรือยุคของ FAMILY NEST (1979) เรื่อยมาจนถึง ALMANAC OF FALL (1984) ใช้ gaze ที่แตกต่างจากหนังยุคหลังของทาร์ หรือยุค DAMNATION (1988), SATANTANGO (1994) และ WERCKMEISTER HARMONIES (2000) เพราะว่าหนังยุค 1988-2000 นี้เป็นหนังที่ “gaze at the world with evil eyes”

 

เพราะฉะนั้นฟิล์มซิคกับเราก็เลยผิดหวังเล็กน้อยกับ THE MAN FROM LONDON (2007) เพราะว่า gaze มันเปลี่ยนไป “ดวงตาอันชั่วร้าย” มันหายไป คือในส่วนของตัวเรานั้น เราชอบ visual ของ THE MAN FROM LONDON อย่างรุนแรงมาก แต่ก็รู้สึกว่า gaze มันเปลี่ยนไปจริง ๆ เราก็เลยผิดหวังเล็กน้อยกับหนังเรื่องนี้ ถึงแม้หนังเรื่องนี้ได้ Tilda Swinton มาช่วย

 

เพราะฉะนั้นเรากับฟิล์มซิคก็เลยดีใจสุดขีดมาก ๆ ที่ gaze แบบที่เราต้องการ กลับคืนมาใน THE TURIN HORSE และมันกลับคืนมาอย่างเต็มที่ ทรงพลัง ถึงใจพระเดชพระคุณจริง ๆ

 

ตอนนั้นเรารู้สึกเลยว่า เรานอนตายตาหลับแล้วหลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้สองรอบ ในวันที่ 22 ม.ค. 2012 และในวันที่ 23 ม.ค. 2012 ที่โรงหนังเอสพลานาด รัชดา มันถือเป็นจุดสุดยอดจุดหนึ่งในชีวิตการดูหนังของเราเลยทีเดียว

 

จริง ๆ แล้วเราไม่ชอบดูหนังหลาย ๆ รอบ แต่การที่เราดู SATANTANGO, WERCKMEISTER HARMONIES และ THE TURIN HORSE เรื่องละสองรอบนี่ สาเหตุคงเป็นตามที่คุณ Abbas Fahdel ได้เขียนเอาไว้ เพราะคุณ Abbas Fahdel เขียนว่า หนังของ Béla Tarr นั้นเป็นหนังที่สร้างตามความเชื่อที่ว่า “cinema is not a narrative to consume, but a space to live in.

 

เพราะฉะนั้นถึงแม้เรารู้เนื้อเรื่องทั้งหมดใน SATANTANGO, WERCKMEISTER HARMONIES และ THE TURIN HORSE จากการดูรอบแรกหมดแล้ว เราก็ยังอยากดูหนังเหล่านี้ซ้ำใหม่เป็นรอบที่สองอยู่ดี ไม่ใช่เพื่อ “ซ้ำเนื้อเรื่อง” ที่เรารู้ดีอยู่แล้ว แต่เพื่อได้เข้าไป ใช้ชีวิตอยู่ในโลก” ที่หนังสามเรื่องนี้สร้างขึ้น มันเหมือนกับว่าหนัง 3 เรื่องนี้เปิดพื้นที่ทางจิตบางอย่างให้เราเข้าไปอยู่ได้ หนังมันไม่ได้แค่เล่าเนื้อเรื่องให้เราฟัง แต่เปิดพื้นที่ทางจิตให้เราเข้าไปอยู่ข้างในนั้น

 

และก็น่าแปลก ที่เวลาเราดูหนัง feel good หลาย ๆ เรื่อง เรากลับไม่รู้สึกดีหรือมีความสุข เพราะเรารู้สึกว่าหนัง feel good หลาย ๆ เรื่องมันไม่เข้าใจเรา ไม่เข้าใจชีวิตของเรา ไม่เข้าใจหัวใจเรา เรารู้สึกว่าหนัง feel good หลาย ๆ เรื่อง “ถีบเราออกจากหนัง” (แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องนะ เดี๋ยวย่อหน้าท้าย ๆ เราจะยกตัวอย่างให้ดูว่า เราชอบหนัง feel good ของใครบ้าง)

 

กลับกลายเป็นว่าหนัง feel bad แบบหนังบางเรื่องของ Bela Tarr นี่แหละ ที่ทำให้เรามีความสุขอย่างสุดยอดเมื่อได้ดูมัน เพราะถึงแม้ว่าชีวิตในหนังเหล่านี้มันจะโหดร้ายมาก ๆ เรากลับจูนกับมันติด เพราะหนังเหล่านี้มันเหมือนยอมรับความโศกเศร้าในใจเรา ความเจ็บปวดในใจเรา ความภินท์พังในใจเรา พอ gaze ของหนังกลุ่มนี้มันสอดคล้องกับมุมมองของเราที่มีต่อชีวิต, โลก และจักรวาล เราก็เลยเหมือนมีความสุขที่ได้ live in หนังเหล่านี้ผ่านทางการดูมัน เพราะมัน “เข้าใจ” จิตวิญญาณของเรา ถึงแม้เราไม่อยากให้เหตุการณ์ในหนังเหล่านี้เกิดขึ้นกับชีวิตจริงของเราก็ตาม

 

โดยส่วนตัวแล้ว เราขอยกให้ THE TURIN HORSE เทียบชั้นได้กับ L’ARGENT (1983, Robert Bresson) เลยนะ ในฐานะ “ผลงานทิ้งทวน หรือใกล้จะทิ้งทวน” ที่มันทรงพลังอย่างรุนแรงสุดขีด เหมือนทั้ง Béla Tarr และ Robert Bresson เป็นปรมาจารย์เพลงยุทธ์ที่ทิ้งเพลงยุทธ์อันล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเขาเอาไว้ก่อนอำลายุทธภพ และทั้ง THE TURIN HORSE กับ L’ARGENT นี่ก็ถือเป็นเพลงยุทธ์ “ด้านมืด” มาก ๆ (จริง ๆ แล้ว Béla Tarr ยังกำกับหนังสั้นและหนังสารคดีต่อจาก THE TURIN HORSE นะ แต่ THE TURIN HORSE คงถือเป็นหนังฟิคชั่นขนาดยาวเรื่องสุดท้ายของเขา)

 

ส่วน “เพลงยุทธ์ทิ้งทวน” ด้านสว่าง ที่เราชื่นชอบก็มีนะ ซึ่งก็ได้แก่ หนังเรื่อง THE ROMANCE OF ASTREA AND CELADON (2007, Éric Rohmer, France) ที่เป็นผลงานการกำกับเรื่องสุดท้ายของ Rohmer ที่สดใส สว่าง ต๊ะติ้งโหน่งมาก ๆ แต่เราก็รู้สึกว่ามันงดงามสุดขีดมาก ๆ ในขณะที่ FACES PLACES (2017) ซึ่งถือเป็น “ผลงานทิ้งทวน” ของ Agnes Varda นั้น เราก็ชอบมาก ๆ เช่นกัน

 

สรุปว่าชอบทั้งสองแบบค่ะ ทั้งปรมาจารย์ด้านสว่าง แบบ Rohmer และ Varda และปรมาจารย์ด้านมืดแบบ Bresson และ Tarr

 

 

 

Thursday, January 08, 2026

SOME OF MY EXPERIENCES INVOLVING READING ROOM

Abbas Fahdel เขียนถึง Bela Tarr ได้อย่างงดงามสุดขีดมาก ๆ กราบบบบบบบบบบบบบบบบบ

 

Béla Tarr's originality depends on this deep conviction: cinema is not a narrative to consume, but a space to live in.

 

Time is not an obstacle to go around, but the very substance of experience.

His films show a world empty of promises, where history seems to have stopped but where life, stubbornly, still persists. Disaster isn't coming, it's already here — broadcast, silent, daily.

Refusing explanatory psychology, reassuring narrative arcs and cathartic resolutions, Béla Tarr has made cinema an art of responsibility. He didn't tell the viewer what to think, but asked him to face the images, endure the duration, accept the discomfort. This requirement is as much political as it is aesthetic.

+++

หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ตอนนี้เราก็เลยมีเวลาจับลูกหมีอาบน้ำซักที ลูกหมีอาบน้ำครั้งสุดท้ายในเดือนมิ.ย. หรือเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ซึ่งจริง ๆ เราก็กะว่าจะให้ลูกหมีอาบน้ำทุก 3-4 เดือน แต่พอเราเจอช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ในเดือนส.ค.-ธ.ค. 2025 ตารางชีวิตเราเลยพลิกผันไปหมด

++++

FAVORITE HUNGARIAN FILMS

 

เนื่องจากการเสียชีวิตของ Béla Tarr เราก็เลยทำลิสท์หนังฮังการีที่เราชื่นชอบดีกว่า

 

Only one film per one director

 

In roughly preferential order

 

1. SATANTANGO (1994, Béla Tarr, 7hrs 19mins)

 

2. ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary)

 

3. AURORA BOREALIS: NORTHERN LIGHT (2017, Márta Mészáros, Hungary, A+30)

 

4. FATHER (1966, István Szabó)

 

5. HUKKLE (2002, György Pálfi)

 

6. PUSKÁS HUNGARY (2009, Tamás Almási, Hungary, documentary)

7. PLEASANT DAYS (2002, Kornél Mundruczó)

 

8. THE PORCELAIN DOLL (2005, Péter Gárdos)

 

9. WIND (1996, Marcell Iványi, Hungary)

10. ORPHAN (2025, László Nemes, Hungary, 132min, A+30)

 

11. TAMAS AND JULI (1997, Ildikó Enyedi)

12. CHILDREN OF GLORY (2006, Krisztina Goda)

13. WHITE PALMS (2006, Szabolcs Hajdu, Hungary)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid034KU2cfhFE5YK3dt4GYHnuT1nZ2t3qxEGBYpuzTq8PNKRUBoKqLqhVE9YjJnHDvvGl

++++

A VERY EASY GAME FOR CINEPHILES

 

เนื่องจากการเสียชีวิตของ Bela Tarr เราก็เลยทำเกมนี้ขึ้นมาเล่น ๆ ดีกว่า เป็นเกมที่ง่ายสุดขีดสำหรับเพื่อน ๆ cinephiles เรียกว่าเกม

 

SPACE AND SPIRITUAL SPACE IN FILMS

 

ภาพ 30 ภาพนี้มาจากภาพยนตร์ 30 เรื่องของผู้กำกับ 30 คน ซึ่งล้วนเป็นภาพยนตร์ที่เราเคยดูมาแล้วและชอบสุดขีดทั้ง 30 เรื่อง  ใครดูแล้วตอบได้ว่า ภาพไหนมาจากผู้กำกับภาพยนตร์คนใดบ้าง ง่ายสุดขีด 55555

 

ผู้กำกับภาพยนตร์ 30 คน

 

1. Adilkhan Yerzhanov

2. Alain Tanner

3. Aleksei German

4. Andrei Tarkovsky

5. Artour Aristakisian

6. Bae Yong-kyun

7. Béla Tarr

8. Chantal Akerman

9. Derek Jarman

10. Franco Piavoli

11. Fred Kelemen

12. Hu Bo

13. James Benning

14. Kiyoshi Kurosawa

15. Lav Diaz

16. Lisandro Alonso

17. Marguerite Duras

18. Maura Delpero

19. Michelangelo Antonioni

20. Michelangelo Frammartino

21. Nipan Oranniwesna

22. Nuri Bilge Ceylan

23. Pedro Costa

24. Semih Kaplanoglu

25. Sharon Lockhart

26. Sharunas Bartas

27. Sompot Chidgasornpongse

28. Teeranit Siangsanoh

29. Uruphong Raksasad

30. Weerapong Wimuktalop

 

เดี๋ยววันไหนว่าง ๆ เราค่อยมาเฉลย 55555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0Uruw2gi4TaBAugqBQczLBfwFYe5wa5r4yTtq5o4wV6HMPYB1i9VsehwxaQfWua4Yl

 

++++

 

SOME OF MY EXPERIENCES INVOLVING READING ROOM

ตอนแรกกะว่าจะเขียนถึง Reading Room แต่ไป ๆ  มา ๆ กลับเป็นการเขียนถึงชีวิตตัวเอง 55555

 

1. Reading Room ถือเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราเลยทีเดียว และถือเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ทศวรรษ 2010” ในชีวิต cinephile ของเรา

 

คือถ้าหากพูดถึงชีวิต cinephile ของเรานั้น พ่อของเราก็คงเป็นสถาบันเกอเธ่ แม่ของเราก็คงเป็น Alliance Française in Bangkok และครูของเราก็คงเป็น DK Filmhouse Filmvirus ทั้งสามสถาบันนี้ทำให้เรากลายเป็น cinephile ในทศวรรษ 1990

 

ส่วนในทศวรรษ 2000 นั้น ชีวิต cinephile ของเราก็ผูกพันกับ “เว็บบอร์ด Bioscope”, “ร้านแว่นวิดีโอ”, “เทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ในกรุงเทพ” และ “เทศกาลหนังสั้นมาราธอน”

 

และพอมาถึงทศวรรษ 2010 Reading Room ก็ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญที่สุดในชีวิต cinephile ของเราในทศวรรษนั้น เพราะสถานที่แห่งนี้เป็น

 

1.1 สถานที่ที่เราได้พบปะพูดคุยกับ cinephiles จำนวนมาก และเป็นสถานที่ที่เรามักได้เฮฮาหมู่เฮากับเพื่อน ๆ cinephiles ของเรา เพราะฉะนั้นมันก็เลยคล้าย ๆ กับเป็น safe haven เป็นสถานที่ที่อบอวลไปด้วยความสุข และมิตรสหายผู้รู้ใจ

 

1.2 สถานที่ที่เราได้รับความรู้ต่าง ๆ มากมายจากงานเสวนาต่าง ๆ ที่จัดที่ Reading Room

 

1.3 สถานที่ที่เราได้ดูหนังดี ๆ ต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน

 

2. ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราไป Reading Room ครั้งแรกตอนที่มันตั้งอยู่ที่ถนนเจริญกรุง รึเปล่านะ เราน่าจะไป Reading Room ครั้งแรกในวันที่ 5 ธ.ค. 2009 เพื่อดูหนังเรื่อง CLASS RELATIONS (1983, Jean-Marie Straub + Daniele Huillet, West Germany, A+30)

 

และเราก็ไป Reading Room ครั้งที่สองในวันที่ 19 ธ.ค. 2009 เพื่อดูหนัง 5 เรื่องของ Katsu Kanai ซึ่งประกอบด้วย THE DESERT ARCHIPELAGO (1969), GOOD-BYE (1971), THE KINGDOM (1973), DREAM RUNNING (1987) และ GRASSHOPPER’S ONE-GAME MATCH (1988)


หลังจากนั้นเราก็น่าจะได้ไป Reading Room อีกทีในวันที่ 13 ก.พ. 2010 เพื่อดูหนังเรื่อง


Sherlock Jr. (Buster Keaton/1924/US) 45 mins

Life (Artavazd Peleshyan/1993/Armenia) 7 mins

End (Artavazd Peleshyan/1994/Armenia) 10 mins

Bread and Alley (Abbas Kiarostami/1970/Iran) 10 mins

April (Otar Ioseliani/1962/Georgia)  45 mins

Darkness/ Light / Darkness (Jan Svankmajer / 1990/ Chezh) 8 mins

Inextinguishable Fire (Harun Farocki /1969/German) 21 mins

Spring (Yevgeny Yufit /1987 /USSR) 10 mins

Fortitude (Yevgeny Yufit/1988/USSR) 3 mins

Superbia (Ulrike Ottinger/1986/German)16 min

Rocky VI (Aki Kaurismaki /1986/Finland) 9 min

Psy Show (Marina de Van/1999/FR) 22 min

The Skywalk is Gone (Tsai Ming Liang/2002/Taiwan) 25 min

 

3. เมื่อ Reading Room ย้ายมาตั้งอยู่ที่สีลมซอย 19 เราน่าจะไปที่นี่ครั้งแรกในเดือนก.พ. 2011 มั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด เพราะตอนนั้นมีการจัดฉายหนังของ Filmvirus Wildtype ที่นี่ ซึ่งในตอนนั้นเรายังคงมีส่วนช่วยคัดเลือกหนังอยู่ โดยเราเคยมีส่วนช่วยคัดเลือกหนังใน Filmvirus Wildtype เฉพาะในช่วงปี 2009-2012 ก่อนที่เราจะถอนตัวออกไป

 

ในตอนแรกนั้นการฉายหนังที่ Reading Room สีลมจัดขึ้นที่ห้องบนชั้นดาดฟ้า ก่อนที่จะมีการย้ายสถานที่ฉายลงมายังชั้นห้องสมุดในงานต่อ ๆ มา

 

หนังที่วางแผนว่าจะฉายในงาน Wildtype 2011 รวมถึง

 

เฟื่อง (วชร กัณหา+ ธนิ ฐิติประวัติ + ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)

เชลยแห่งความรัก (วชร กัณหา + ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)30 mins no subs

ความทรงจำของเศษดาว (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)24 mins

พายายหมอนไปชมสวน(วชร กัณหา)24 mins

วันวิปริตไร้เงาดวงจันทร์( ธนิ ฐิติประวัติ)26mins no subs

อำพราง (ธนิ ฐิติประวัติ)26

กระต่ายในดวงจันทร์ (วชร กัณหา)3 mins

ในเมืองร้อนกับค่ำคืนที่ว่างเปล่า (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)50 mins

Hunter the Bag (วชร กัณหา+ ธนิ ฐิติประวัติ) 17 mins

ประถมบทแห่งการเริ่มต้นใหม่(ของฉัน) (วชร กัณหา)16 mins no subs

เพียงหลับไหลในเงามืด (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)16 mins no subs

RESIST (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)58

คำพิพากษาของความรัก(วชร กัณหา) 24 mins

Me and My Video Diary (ธนิ ฐิติประวัติ) 30 mins

BLUE BLANK(วชร กัณหา) 48 mins

สุดถวิลหา(วชร กัณหา)17 mins

Film Virus (วชร กัณหา + ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)12 mins

คำพิพากษาของซาตาน(Chay,Gayvah-rar ‘n’ the Machupicchu)20 mins

สถานต่างอากาศ 24 mins

บางคนที่ตกค้างอยู่ในความทรงจำ (History In the Air ) 62 mins

พิพิธภัณฑ์แห่งแสง (Employees Leaving the Lumiere Factory) 30mins

วันสบายสบายของน้องกร (กร กนกคีขรินทร์ ) 3 mins no sub needed
เตรียมใจ (กร กนกคีขรินทร์) 4 mins no sub needed
คนธรรพ์ (วิชชุพงษ์ สุขวิชัย /2010/ไทย) eng subs 20 mins
อย่างน้อย (ไตรทศ เติมอาบศรี) 14 mins
ผ....สุดที่รัก (uncensored version) (ชวการ อ่ำสมคิด) no subs 8 mins
ไสหัวไปตายซะ (ณัฐพันธุ์ บุญเลิศ) 20 mins eng sub
รวมร่าง ( มนัสศักดิ์ คล่องชัยอนันต์) 3 mins ENG no subs
แผลเป็น (อรรถวุฒิ บุญยวง) 12 mins no sub needed
กาลครั้งหนึ่งคิดถึงวันวาน (สิทธิพงษ์ ปัดชากาว) 10 mins no sub
กินข้าว (สิทธิพงศ์ ปัดชากาว) 13 mins no subs
วันที่ดวงจันทร์เข้ามาใกล้โลกมากที่สุด(วีระพงษ์ วิมุกตะลพ ) 9 mins no sub

 

แต่เราจำไม่ได้ว่า หนังในรายชื่อข้างต้นได้รับการฉายครบหมดทุกเรื่องหรือเปล่านะ เพราะถ้าหากเราจำไม่ผิด มีการยกเลิกรอบฉายบางรอบ เพราะไม่มีคนมาดูเลย

 

ความล้มเหลวในการดึงดูดคนดูในการฉายบางรอบในครั้งนั้น ทำให้เราได้รับบทเรียนว่า “ไม่มีคนสนใจจะดูหนังที่เราชื่นชอบ หรือหนังที่เราเลือกมาฉาย” แต่ผู้ชมส่วนใหญ่จะมาดู “หนังที่เพื่อนของตนเองเป็นคนกำกับ” เพราะฉะนั้นในการจัดงานฉาย Wildtype ในช่วง 1-2 ปีต่อมา เราเลยไม่ได้เลือก “หนังหลายเรื่องของผู้กำกับคนเดียว” แบบในช่วงต้นปี 2011 อีก แต่เราพยายามเลือก “หนังของผู้กำกับจากหลากหลายมหาลัย”  มาฉายรวมกัน เพื่อดึงดูด “นักศึกษาจากหลาย ๆ มหาลัย” ที่มักจะมาดูหนังที่เพื่อนของตนเองเป็นคนกำกับ ให้มาดูหนังในงานเดียวกัน 55555

 

แต่เราไม่ได้มีส่วนร่วมคัดเลือกหนังในงาน Wildtype ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นไปนะ เพราะฉะนั้นเราก็เลยคิดว่าเราเปิดเผยความในใจในย่อหน้าข้างต้นได้ เพราะมันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับผู้จัดงาน Wildtype ชุดปัจจุบัน 55555

 

4. พอ Reading Room ย้ายมาอยู่ที่สีลม ซอย 19 เราก็เลยมี “ระบบการจัดการ” สำหรับการมาดูหนังที่นี่ ดังนี้

 

4.1 กินอาหารเช้าที่ Silom Complex หรือ Starbucks หน้าสีลมซอย 19 หรือร้านอาหารใน Jewelry Trade Center ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ Reading Room

 

4.2 กินอาหารว่างในระหว่างรอบฉาย ที่ Starbucks หน้าสีลมซอย 19 หรือที่ร้าน Subway หรือที่ร้าน Milk Plus หน้าสีลมซอย 19 (แต่เหมือนร้าน Subway กับ Milk Plus จะอยู่ได้ไม่นาน ถ้าจำไม่ผิด)

 

4.3 ห้องน้ำใน Reading Room มีแค่ไม่กี่ห้อง แล้วเราก็มักจะฉี่ไม่ค่อยออก ถ้าหากมี “คนรู้จัก” อยู่ใกล้ ๆ หรือรอใช้ห้องน้ำต่อจากเรา เพราะฉะนั้นเราก็เลยมักจะไปเข้าห้องน้ำที่ “บ้านสีลม” แถว ๆ นั้นแทน

 

4.4 การไป Reading Room ส่งผลให้เราต้องไปนั่งที่ Starbucks หน้าปากซอยสีลม 19 เป็นประจำ และมันก็เลยทำให้เราอยากได้ผัวเป็นคนดำ เพราะ Starbucks สาขานี้ชอบมีหนุ่ม ๆ ผิวดำมานั่งจับกลุ่มคุยกัน และเป็นหนุ่มๆ ผิวดำที่ดูมีฐานะดี 55555 เราก็เลยชอบจินตนาการเล่น ๆ ว่า พวกเขาเป็นพ่อค้าเพชรจากแอฟริกา (เพราะมันอยู่ใกล้ Jewelry Trade Center) และเราอยากได้พวกเขาเป็นผัว

 

5. หลังจากการจัดงาน Wildtype ต้นปี 2011 เราก็ได้มาดูหนังที่ฉายที่ Reading Room ในวันที่ 26 ก.พ. 2011 ตอนนั้นมีการจัดงาน Sydney Underground Film Festival และมีหนังหลายเรื่องที่เราชอบสุดขีดที่ได้ดูในงานนี้ อย่างเช่น Split (Kitty Green), I Covered My Eyes (Paul Turano), A Field Guide for the Modern Uncircumcised Male (E. Aaron Ross), The Marina Experiment (Marina Lutz) และ PORNDOGS: THE ADVENTURES OF SADIE (2009, Greg Blatman, USA)

 

6. หลังจากนั้นเราก็ได้มาดูหนังเรื่อง OUT 1: NOLI ME TANGERE (1971, Jacques Rivette, 12 hours 40 minutes, A+30) ที่ฉายที่ Reading Room ในวันที่ 25-26 มิ.ย. 2011 จำได้ว่าเราพยายามโปรโมทงานฉายหนังในครั้งนี้อย่างสุดความสามารถ (แต่เราไม่ได้เป็นคนจัดงานนี้นะ เราเป็นแค่คนดู) ซึ่งก็ส่งผลให้มีคนมาดูหนังเรื่องนี้รวมกันน่าจะแค่ราว ๆ 5-6 คน แต่มีคนดูหนังเรื่องนี้จนจบจริง ๆ แค่สองคน คือเรากับชญานิน 55555

 

เราก็เลยได้ข้อสรุปว่า เราไม่ควรพยายามโปรโมทอะไรใดๆ อีกต่อไป เพราะเราก็โปรโมท Jacques Rivette ผ่านทางเว็บบอร์ดต่าง ๆ ในไทยมานานเกือบ 10 ปีได้แล้วมั้ง และก็พยายามโปรโมทงานนี้ด้วย แต่ก็แทบไม่มีคนสนใจมาดูอยู่ดี

 

เหมือนเราเคยเจ็บปวดอย่างมาก ๆ กับเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยเกอเธ่แล้ว จำได้ว่าช่วงต้นทศวรรษ 2000 เราพยายามโปรโมทหนังเยอรมันต่าง ๆ ที่จัดฉายที่สถาบันเกอเธ่ คือเราไม่ได้เป็นคนจัดฉายหนัง แต่เรามีความสุขกับการดูหนังเยอรมันที่เกอเธ่อย่างมาก ๆ เราก็เลยพยายามโปรโมทข่าวสารการจัดฉายหนังที่เกอเธ่ทางเว็บบอร์ดต่าง ๆ ในไทย โปรโมทอย่างสุดความสามารถ จนในที่สุดก็เหลือเราเป็นคนดูเพียงคนเดียวในบางรอบฉายที่สถาบันเกอเธ่ 5555 และในที่สุดเกอเธ่ก็งดการจัดฉายหนังทุกเย็นวันพุธหรืออะไรแบบนั้นไป ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นการจัดฉายหนังกลางแปลงในทุก ๆ ต้นปีในปีต่อ ๆ มา

 

เหมือนพอเจอเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้ง เราก็เลยปลง และไม่สนใจที่จะต้องการชักชวนให้ใครมาดูหนังเรื่องอะไรอีกต่อไปในชีวิตนี้ เราจะทำเพียงแค่ดูหนังที่เราชื่นชอบ และจดบันทึกความทรงจำถึงหนังที่เรารัก เพียงแค่นั้นก็พอ

 

7. เราเคยดู “ละครเวที” ที่ Reading Room ด้วย วันนั้นเป็นวันที่ 12 พ.ค. 2013 โดยในช่วงบ่ายของวันนั้นมีการจัดฉายหนังอิตาลี 4 เรื่องที่ Reading Room ซึ่งรวมถึงหนังเรื่อง THE YEAR OF THE CANNIBALS (1970, Liliana Caviani, Italy) และในตอนเย็นก็มีการจัดแสดงละครเวทีสั้น 5 เรื่อง ซึ่งได้แก่เรื่อง เพลงนี้พ่อเคยร้อง (วิชย อาทมาท), OFF-ICE LADIES (จตุรชัย ศรีจันทร์วันเพ็ญ), ข้าวเย็น (Parnrut Kritchanchai), NC+++++ (Jarunun Phantachat) และ 0.00 (ศุภฤกษ์ เสถียร)

 

8. หนึ่งในประสบการณ์สำคัญอีกอันของเราที่ Reading Room คือการมีส่วนช่วยในการจัดงาน JOHN TORRES RETROSPECTIVE ในวันที่ 27-28 มิ.ย. 2015 โดยเราช่วยแปลบทความบางอันที่ใช้ในการโปรโมทงานนี้

 

งานนี้เป็นการจัดฉายอย่างเป็นทางการ เป็นงานที่ได้รับทุนจาก Japan Foundation ที่ช่วยออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งน่าจะรวมถึงค่าตั๋วเครื่องบินของ John Torres ในการเดินทางมาร่วมงานนี้ด้วย

 

และหลังจากงานนี้จบ เราก็เลยประกาศอย่างเป็นทางการ บอกกับเพื่อนๆ  ไปเลยว่า “นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เราจะขอเป็นแค่คนดูหนังเท่านั้น เราจะไม่ขอมีส่วนร่วมในการจัดงานฉายหนังใด ๆ อีก” 555555

 

คือมันไม่ได้มีปัญหาใด ๆ สำหรับเราในงานฉายหนังครั้งนี้นะ ยกเว้นแต่เรื่อง “เวลา” และ “สภาพจิต” ของเราเอง คือพอเราต้องแบ่งเวลามาทำงานแปลบทความนี้ ในขณะที่เราเองก็มีงานประจำทำอยู่แล้วในช่วงนั้น เราก็เลยเกิดปัญหา หาเวลาไม่ได้ จนในที่สุด เราก็ต้องลางานประจำ (ไม่ใช่ลาออกนะ แค่เอาสิทธิวันลาประจำปีมาใช้ในเดือนมิ.ย.) เพื่อจะได้มีเวลามาแปลบทความให้ทัน และเราก็ได้ข้อสรุปว่า ถ้าหากเราทำแบบนี้ต่อไปอีกในอนาคต เราก็จะ “ไม่มีวันลา” เหลืออยู่อีก เราต้องทำงานประจำ และแทนที่เราจะเอา “วันลา” ในแต่ละปี มาใช้ในการพักผ่อน เรากลับต้องเอาวันลามาใช้ในการทำงานหลังขดหลังแข็งอะไรแบบนี้แทน ซี่งมันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทนได้อีกต่อไปแล้ว

 

หลังจากนั้น เราก็เลยขอเลือกที่จะเป็น “คนดู” เพียงอย่างเดียว ไม่ขอมีส่วนร่วมใด ๆ ในการจัดงานฉายหนังใด ๆ อีกต่อไป (ยกเว้นแต่ในบางกรณีที่พิเศษจริง ๆ อย่างเช่นตอนจัดงานที่ DAM ‘N CINECLUB และงาน ความปรารถนาของคุณจิตร ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา) และกาลเวลาก็พิสูจน์ว่า เราคิดถูกต้อง เพราะขนาดเราทำหน้าที่เป็นแค่ “คนดู” เพียงอย่างเดียว เราก็แทบบริหารจัดการเวลาไม่ได้แล้ว ในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ “ดูหนังในภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ในเดือนส.ค.-ธ.ค. 2025

 

แต่ในฐานะ “คนดู” เราก็มีความสุขสุดขีดกับงาน JOHN TORRES RETROSPECTIVE นะ หนังที่ฉายในงานนั้นก็รวมถึง

 

8.1 TAWIDGUTOM (2004, 3min, A+)

8.2 SALAT (2004, 12min, A+25, second viewing)

8.3 HAI, THEY RECYCLED HEARTBREAKS IN TOKYO SO NOTHING’S WASTED (2009, A+15)

8.4 VERY SPECIFIC THINGS AT NIGHT (2009, A+10)

8.5 WE DON’T CARE FOR DEMOCRACY, THIS IS WHAT WE WANT: LOVE AND HOPE AND ITS MANY FACES (2010, A+30, second viewing)

8.6 SILENT FILM (2011, A+25)

8.7 MUSE (2011, A+)

8.8 MAPANG-AKIT (2011, 38min, A+30)

8.9 TODO TODO TEROS (2006, A+30)

8.10 YEARS WHEN I WAS A CHILD OUTSIDE (2008, second viewing, A+30)

8.11 REFRAINS HAPPEN LIKE REVOLUTIONS IN A SONG (2010, A+30)

8.12 LUKAS THE STRANGE (2013, A+30)

 

9. บทบาทของ Reading Room ในฐานะ SAFE SPACE ของเรา ปรากฏชัดในวันที่ 28 พ.ค. 2014

 

คือในตอนนั้นมันเกิดรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค. 2014 แล้วเราก็เครียดมาก เพราะเพื่อนของเราบางคนถูกตำรวจ/ทหารจับไป และเราก็เหมือนถูกรายล้อมด้วย “ผู้คนที่มีความเห็นทางการเมืองตรงข้ามกับเรา”

 

แต่พอเราได้มาดูหนังที่ Reading Room ในวันที่ 28 พ.ค. เราก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาหน่อยนึง เพราะบางคนที่มาดูหนังในงาน ถามไถ่เราด้วยความห่วงใย เพราะเขาทราบข่าวที่เพื่อนของเราถูกตำรวจ/ทหารจับไป มันเหมือน Reading Room เป็นสถานที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้ถูกรายล้อมไปด้วยศัตรู 55555

 

ในวันนั้น Reading Room ฉายหนังเรื่อง

 

9.1 L’OBJET (1974, Jacques-Louis Nyst)

 

9.2 A WEEKEND WITH MONSIEUR MAGRITTE, PART 1: SATURDAY (1997, Jef Cornelis)

 

9.3 VIOLIN FASE (1986, Eric Pauwels, A+30)

 

9.4 THE CORRIDOR (2010, Sarah Vanagt)

 

10. อีกครั้งนึงที่ Reading Room ทำหน้าที่เป็น SAFE SPACE สำหรับเรา คือในวันที่ 24 ก.ย. 2016

 

เพราะในช่วงต้นปี 2016 เราประสบเหตุร้ายแรง และเรามีความจำเป็นต้องไกล่เกลี่ยเจรจากับคู่กรณี ซึ่งหนึ่งในวันเจรจาไกล่เกลี่ยครั้งสำคัญก็คือวันที่ 24 ก.ย. 2016

 

หลังจากเราเจรจาไกล่เกลี่ยเสร็จ เราก็ได้กลับมาเจอเพื่อน ๆ ในงานฉายหนัง CZECH ANIMATIONS ที่ Reading Room การได้มาเจอเพื่อน ๆ ที่สนิท เพื่อนที่รู้ใจ เพื่อนที่เข้าใจเราในช่วงเวลาแบบนั้น มันมีความสำคัญต่อจิตใจเรามาก ๆ ซึ่งถ้าหากในวันนั้นไม่ได้มีการจัดงานนี้ที่ Reading Room เราก็คงไม่ได้มีโอกาสเจอเพื่อน ๆ แบบนั้น

 

ในวันนั้นมีการฉายหนังเช็คหลายเรื่องที่เราชอบสุดขีด อย่างเช่น

 

10.1 THE LION AND THE SONG (1959, Břestislav Pojar, A+30)

 

10.2 REPETE (1995, Michaela Pavlátová, A+30)

 

10.3 ‘E’ (1981, Břestislav Pojar, A+30)

 

10.4 A DROP TOO MUCH (1954, Břestislav Pojar, A+30)

 

10.5 A CHRISTMAS DREAM (1946, Borivoj Zeman + Karel Zeman, A+30)

 

10.6 SNOWMAN (1966, Hermina Tyrlova, A+30)

 

10.7 FANTAISIE ÉROTIQUE (1936, Karel Dodal, Irena Dodalová, A+25)

 

11. จริง ๆ คือมีหนังที่เราชอบสุดขีดอีกไม่ต่ำกว่า 100 เรื่องที่เราเคยดูที่ Reading Room ซึ่งรวมถึงหนังใน Signes de Nuit Film Festival, เทศกาลหนังพม่า, งาน Rhizome อะไรต่าง ๆ นานา และเราคงลิสท์หนังเหล่านี้ได้ไม่หมด เพราะฉะนั้นเราก็ขอจบการจดบันทึกความทรงจำไว้เพียงแค่นี้แล้วกันนะคะ

 

ขอบพระคุณ READING ROOM สำหรับประสบการณ์ที่งดงามที่สุดหลาย ๆ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่ตลอดทศวรรษ 2010 ค่ะ

 

#Readingroom15years

 

 

Tuesday, January 06, 2026

RIP BELA TARR

 

ตอนนี้เราได้ดูไปเพียงแค่ 5 จาก 15 เรื่อง หวังว่าจะมีคนซื้อ PALESTINE 36 (2025, Annemarie Jacir, Palestine) กับ ALL THAT'S LEFT OF YOU (2025, Cherien Dabis, Jordan, 145min) มาฉายในไทย

 +++++

ไปอ่านในวิกิพีเดียแล้วชอบมาก เขาบอกว่า ยุคโชวะของญี่ปุ่นสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อจักรพรรดิฮิโรฮิโตะเท่งทึงในวันที่ 7 ม.ค. 1989 แต่ประชาชนหลายคนรู้สึกว่า “ยุคโชวะ” สิ้นสุดลงจริง ๆ เมื่อ Hibari Misora เสียชีวิตในวันที่ 24 มิ.ย. 1989 รุนแรงมาก

On the morning of June 24, 1989, Misora died at Juntendo. She was 52. Her death was widely mourned throughout Japan and many felt the Shōwa period had truly come to an end. The major television networks had to cancel their regular programming that evening to bring the news of her death and instead aired various tributes

++++

 

เพิ่งรู้ว่า Jens-Frederik Nielsen นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ตอนนี้มีอายุ 34 ปี และเป็นนักกีฬาแบดมินตัน

+++

 

พออ่านข่าวเวเนซูเอลาแล้วก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง ONCE UPON A TIME IN VENEZUELA (2020, Ana Rodríguez Ríos, Venezuela, documentary, 99min, A+30) ที่เคยมาฉายที่ Doc Club & Pub ในกรุงเทพ

 

FILM WISH LIST ABOUT LATIN AMERICA

 

อยากดูหนังเรื่อง

 

1. THE REVOLUTION WILL NOT BE TELEVISED (2003, Kim Bartley, Donnacha O’Brian, documentary, 74min) ที่พูดถึงความพยายามก่อรัฐประหารในเวเนซูเอลาในปี 2003

 

2. FROM AFAR (2015, Lorenzo Vigas, Venezuela)

หนังเกย์เวเนซูเอลาเรื่องนี้เคยชนะรางวัลสิงโตทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ และเคยเข้ามาฉายในกรุงเทพในเทศกาลหนังเกย์ด้วย โดยเข้ามาฉายในกรุงเทพสองวัน แต่เราไปดูไม่ได้ทั้งสองวัน เพราะวันนึงเราติดธุระ ส่วนอีกวันนึงเป็นวันที่ฝนตกหนักมาก เราเลยไม่สามารถเดินทางไปดูหนังเรื่องนี้ได้

 

3. DOLLAR MAMBO (1993, Paul Leduc, Panama, 77min)

หนังพูดถึงเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐบุกปานามาในปี 1989 และสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

 

4. HEARTBREAK RIDGE (1986, Clint Eastwood, 130min)

หนังพูดถึงเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐบุกประเทศเกรนาดาในปี 1983

 

5. THE BATTLE OF CHILE PART I, II, III (1975, 1976, 1979, Patricio Guzmán, Chile, documentary, 4hrs 25mins)

หนังสารคดีเกี่ยวกับนายพลเลว ๆ ที่ทำรัฐประหารโค่นล้มประธานาธิบดีในชิลีในปี 1973 โดยที่มีสหรัฐหนุนหลังนายพลชั่วคนนั้น

 

6. THE TRIALS OF HENRY KISSINGER (2002, Eugene Jarecki, documentary, 80min)

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับ “อาชญากรรมสงคราม” ของเฮนรี คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐที่มีส่วนสำคัญในการแทรกแซงหลาย ๆ ประเทศในลาตินอเมริกาในทศวรรษ 1970 ทั้งคิวบา, โบลิเวีย, ชิลี และอาร์เจนตินา

 

จริง ๆ แล้วหนังเรื่อง SIRAT (2025, Oliver Laxe, Spain, A+30) ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ในทางอ้อมด้วย เพราะ “ภัยอันตราย” ที่ปรากฏในช่วงท้าย ๆ เรื่องของ SIRAT มันเกิดจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ Morocco กับชนเผ่าในดินแดน Western Sahara ซึ่งอีนังเฮนรี่ คิสซิงเจอร์นี้ ก็มีส่วนในการจุดชนวนให้ความขัดแย้งดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1970

 

7. FOUR DAYS IN SEPTEMBER (1997, Bruno Barreto, Brazil)

 

หนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ สร้างจากเหตุการณ์จริงที่มีกองกำลังปฏิวัติลักพาตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำบราซิลในปี 1969 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเผด็จการทหารของบราซิลปล่อยตัวนักโทษการเมืองฝ่ายซ้าย

 

8. GIRÓN (1972, Manuel Herrera, Cuba, documentary, 120min)

 

หนังสารคดีเรื่องนี้พูดถึงเหตุการณ์ที่กองกำลังที่หนุนโดยรัฐบาลสหรัฐ พยายามเข้ายึดครองคิวบาในปี 1961 แต่ถูกกองกำลังของฟิเดล คาสโตรตบตีจนต้องพ่ายแพ้กลับไป โดยหนังเรื่องนี้เน้นสัมภาษณ์ชายหญิงชาวคิวบาที่เคยเข้าร่วมในเหตุการณ์ตบตีกองกำลังสหรัฐในครั้งนั้น

 

9. WHEN THE MOUNTAINS TREMBLE (1983, Pamela Yates, Newton Thomas Sigel, Guatemala, documentary, 83min)

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเผด็จการทหารของกัวเตมาลากับประชากรชาวมายัน โดย subject หลักของหนังคือ Rigoberta Menchu ผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

 

รัฐบาลเผด็จการทหารของกัวเตมาลานี้ ก็เป็นผลจากการแทรกแซงโดยรัฐบาลสหรัฐ เพราะว่าในตอนแรกนั้น กัวเตมาลาถูกปกครองโดยรัฐบาลฝ่ายซ้ายที่เน้นการกระจายที่ดินให้ประชาชนและปรับปรุงสภาพการทำงาน รัฐบาลสหรัฐเลยเข้ามาหนุนการทำรัฐประหารในปี 1954 เพื่อให้กัวเตมาลาถูกปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการทหาร และเพื่อสกัดกั้นการพัฒนาประเทศกัวเตมาลา

 

10. IN THE NAME OF THE PEOPLE (1985, Frank Christopher, El Salvador, documentary, 73min)

 

หนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังสารคดียอดเยี่ยม โดยตัวหนังพูดถึงสงครามกลางเมืองในเอลซัลวาดอร์ (1979-1992) ซึ่งเป็นสงครามระหว่างรัฐบาลเอลซัลวาดอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ และกองกำลังฝ่ายซ้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและคิวบา

 

+++

 

“ผู้ชายอยากเจ็บ”

 

หนังเกย์เรื่อง PILLION (2025, Harry Lighton, UK/Ireland) กำลังจะเข้าฉายในไทยโดยใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “คน ข้าง หลัง” ซึ่งเราก็ชอบชื่อภาษาไทยของหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

แต่ถ้าหากไม่ใช้ชื่อนี้ เราก็ขอเสนอชื่อ “ผู้ชายอยากเจ็บ” ค่ะ เพื่อเป็นการ tribute ให้หนังเรื่อง “ผู้หญิงอยากเจ็บ” หรือ HOT DESIRE (1993, Woo Ga-kan, Hong Kong) 55555

++++++++

RIP BÉLA TARR (1955-2026)

 

He is definitely one of my most favorite directors of all time.

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. THE TURIN HORSE (2011, 155min)

ดูที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 1 ของเราประจำปี 2012

 

2. THE MAN FROM LONDON (2007, 139min)

ดูที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา

 

3. VISIONS OF EUROPE segment HUNGARY: PROLOGUE (2004, 6min)

ดูในยูทูบ

 

4. WERCKMEISTER HARMONIES (2000, 145min)

ดูในโรงสองรอบ รอบแรกดูที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ รอบสองดูที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

5. SATANTANGO (1994, 7hrs 19mins)

ดูสองรอบ รอบแรกดูดีวีดีเถื่อน รอบสองดูที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

6. DAMNATION (1988, 120min)

ดูที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์

 

ในส่วนของผู้กำกับภาพยนตร์ไทยนั้น ถ้าหากเราจำไม่ผิด มีผู้กำกับภาพยนตร์ไทยอย่างน้อย 2 คนที่พูดถึง Bela Tarr โดยตรงในภาพยนตร์ไทยของเขา และผู้กำกับสองคนนั้นก็คือ Chanasorn Chaikitiporn กับ Bunnawit Boonsomparn ที่กำกับภาพยนตร์เรื่อง “ART FILM”: “CONTENT” AND “FORM” (“ภาพยนตร์ศิลปะ”“เนื้อหา” และ “รูปแบบ” (การนำเสนอ)) (2022, Bunnawit Boonsomparn, documentary, 54min, A+30) และ JUST 1 AND 1/2 (Bunnawit Boonsomparn, 52min, A+30)

 

ข้างล่างนี้เป็น repost ของสิ่งที่เราเคยเขียนเกี่ยวกับ Bela Tarr ในอดีต

 

1. Bela Tarr + Fred Kelemen + Lav Diaz Against Terrence Malick

 

FROM WHAT IS BEFORE (2014, Lav Diaz, Philippines, 338min, A+30)

 

สิ่งหนึ่งที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพบได้ในหนัง Lav Diaz เรื่องอื่นๆ และเป็นสิ่งที่เราอาจจะเคยเขียนถึงมาแล้ว นั่นก็คือเราชอบจักรวาลและวิธีการมองชีวิตมนุษย์ในหนังของเขาที่ออกมาในทาง pessimistic ในแบบที่ใกล้เคียงกับ Bela Tarr และ Fred Kelemen น่ะ มันเหมือนกับว่าจักรวาลในหนังของเขามันอยู่ซ้อนเหลื่อมกับจักรวาลในหนังของ Bela Tarr เรื่อง DAMNATION (1988), SATANTANGO (1994), WERCKMEISTER HARMONIES (2000) และ THE TURIN HORSE (2011) หรือหนังของ Fred Kelemen เรื่อง KALYI (1993), FATE (1994), FROST (1997), NIGHTFALL (1999และ FALLEN (2005) และในแง่นึง มันเหมือนเป็นขั้วตรงข้ามของจักรวาลในหนังระยะหลังของ Terrence Malick เรื่อง THE TREE OF LIFE (2011) และ TO THE WONDER (2012)

 

ที่เรารู้สึกว่ามันตรงข้ามกันแต่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน เพราะเรารู้สึกว่า หนังของ Lav Diaz มันให้ความสำคัญกับ surrounding, landscape, nature มากๆ และมันมีพลังเชิงกวีบางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ THE TREE OF LIFE และ TO THE WONDER ก็มีเหมือนกัน แต่เรารู้สึกว่าจักรวาลใน THE TREE OF LIFE กับ TO THE WONDER มันถูกครอบงำด้วยพลังเหนือธรรมชาติที่ดีงามหรือ benevolent แต่จักรวาลในหนังของ Lav Diaz มันอาจจะไม่มีพลังเหนือธรรมชาติอยู่จริงๆก็ได้ แต่ธรรมชาติในหนังของเขามันก็ทรงพลังอย่างรุนแรงมากๆ และมันดูเหมือนไม่ปรานีปราศรัยต่อมนุษย์ หรือไม่ก็จักรวาลในหนังของ Lav Diaz มันอาจจะมี “พลังเหนือธรรมชาติ” อยู่ในนั้นก็ได้ แต่ถ้ามันมีจริง มันก็เป็นพลังเหนือธรรมชาติที่ “เย็นชา” มากๆ หรือซาดิสท์กับมนุษย์มากๆ เพราะฉะนั้นมันก็เลยตรงข้ามกับหนังระยะหลังของ Terrence Malick แต่ไปใกล้เคียงกับจักรวาลในหนังของ Bela Tarr และ Fred Kelemen

 

2. Ed Halter on Bela Tarr

 

ชอบที่ Ed Halter เคยเขียนถึง SATANTANGO ใน Village Voice มาก ๆ เขาเขียนว่า ภาพยนตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 เริ่มต้นด้วยการใช้ภาพ montage อย่างบ้าคลั่งในผลงานของ Dziga Vertov และ D.W. Griffith ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่และการสร้างโลกใหม่ และภาพยนตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็สิ้นสุดลงด้วยการถอนหายใจอย่างยาวนานในภาพยนตร์ของ Bela Tarr ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดได้อย่างโหดร้ายถึงขีดจำกัดของมนุษย์และแรงถ่วงจากอดีตอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเขาถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมาผ่านทางงานด้านภาพอันยอดเยี่ยมจนไม่อาจกะพริบตา

 

If 20th-century cinema begins with the montage frenzies of Vertov and Griffith, possessed by a cocksure project to remake history and the world, then it ends with the long sigh of Tarr, brutally conveying the inescapable weight of history and human limitation through monuments of unblinking vision.

 

จำได้ว่าหลังจากนั้นมีนักวิจารณ์บางคนเขียนด้วยว่า ภาพยนตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21 เริ่มต้นด้วยฉากซูฉีเดินตอนต้นเรื่องใน MILLENNIUM MAMBO (2001, Hou Hsiao-hsien)

 

3. ความแตกต่างระหว่าง AN ELEPHANT SITTING STILL (2018, Bo Hu, China, 230min, A+30) กับ Bela Tarr

 

ในความรู้สึกส่วนตัวของเรานั้น ตอนดู AN ELEPHANT SITTING STILL ก็จะนึกถึงหนังของ Fred Kelemen มากๆเหมือนกัน เพราะความหม่นทึมเทาของบรรยากาศ และความโหดร้ายของชะตากรรมของตัวละคร

 

แต่เราจะรู้สึกว่าหนังของ Fred Kelemen มันมีพลังของความ spiritual อยู่ด้วยน่ะ คือเหมือนกับว่าพอดู AN ELEPHANT SITTING STILL เราจะรู้สึกว่า “มนุษย์มันโหดร้าย”, “สังคมมันโหดร้าย” แต่เวลาเราดูหนังของ Fred Kelemen, Lav Diaz, Bela Tarr เราจะรู้สึกว่า “จักรวาลมันโหดร้าย” หรือ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจักรวาลมันโหดร้าย” น่ะ คือมันมีความโหดร้ายในขั้น spiritual อยู่ในหนังของ Fred Kelemen ด้วย ซึ่งเรารู้สึกว่า AN ELEPHANT SITTING STILL มันขาดพลังตรงนี้ไปหน่อยสำหรับเรา

 

4. ระดับความพรึงเพริดทางอารมณ์ที่เพิ่มขึ้นในการรับชมภาพยนตร์สุดโปรดบางเรื่องเป็นรอบที่ 2 ใน “จอที่ใหญ่กว่าเดิมเป็นอย่างมาก”

 

THE AMOUNT OF ECSTASY GAINED WHILE VIEWING SOME FAVORITE FILMS FOR THE SECOND TIME ON A MUCH BIGGER SCREEN

 

WERCKMEISTER HARMONIES (2000, Bela Tarr, Hungary, 145min, A+30)

 

เพิ่มขึ้นราว 25 หน่วย

 

เราเดาว่าสาเหตุสำคัญที่ระดับความพรึงเพริดทางอารมณ์ของเราไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักในการดูรอบสอง เป็นเพราะว่าเราได้ดูหนังเรื่องนี้รอบแรกในห้อง auditorium ของห้องสมุดธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ในการจัดฉายของ FILMVIRUS เมื่อราว 20 กว่าปีก่อน เพราะฉะนั้นการดูในรอบแรกของเราจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่การดูใน “จอเล็ก” ซะทีเดียว แต่เป็นการดูใน “จอขนาดกลาง” มากกว่า 55555 และเหมือนกับว่าเรา “ตกตะลึงพรึงเพริด” และ “ประทับใจสุดขีด” กับการดูหนังเรื่องนี้ในรอบแรกไปแล้ว เพราะฉะนั้นการดูหนังเรื่องนี้ในรอบที่สองในจอใหญ่ยักษ์ ก็เลยเหมือนให้ความสุขกับเรามากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น “อย่างรุนแรง” จากการดูรอบแรก

 

สิ่งที่สำคัญที่เราได้จากการดูรอบสองก็คือว่า เราจดจำมานานราว 20 กว่าปีว่า หนังเรื่องนี้จบลงในฉากที่ Hanna Schygulla ชี้แผนที่ให้ทหารดู แต่พอมาดูรอบสอง เราก็เลยพบว่าความทรงจำของเราผิดเพี้ยนอย่างรุนแรง เพราะมันมีฉากต่าง ๆ ต่อมาจากนั้นอีกราว 15 นาทีได้มั้ง ไม่รู้ทำไมเราถึงจำผิดเพี้ยนมานาน 20 กว่าปีว่า หนังเรื่องนี้จบลงที่ฉากของ Hanna Schygulla ชี้แผนที่ให้ทหาร 55555

 

ประทับใจมาก ๆ ที่ผู้ชมบางคนในรอบที่สองบอกว่า ดูแล้วนึกถึงเหตุการณ์ 6 ต.ค. 1976 ส่วนเราจะนึกถึง “สงครามบอสเนีย”, “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา”, นาซี, สงครามกลางเมืองในประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกา, ความเกลียดชังชนกลุ่มน้อยและชาวต่างชาติทั้งในอเมริกาและยุโรป และกปปส. 55555

 

5. TOIRALLEL TIMES (2018, Chanasorn Chaikitiporn, 45min, A+30)

สุขากาลเวลา

...

7.2 ในส่วนของการถ่ายฉากคุยกันในห้องน้ำใน TOIRALLEL TIMES นั้น ผู้สร้างหนังอาจจะมีเหตุผลของตัวเองในการนำเสนอห้องน้ำแบบ “สมจริง” แต่ถ้าหากพูดถึงรสนิยมของเราแล้ว เราอยากได้ห้องน้ำที่ “น่ารังเกียจ” แต่มี “เสน่ห์ทางภาพ” ในเวลาเดียวกันน่ะ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะทำเหมือนกันนะ โดยตัวอย่างของการนำเสนอ “สภาพที่น่ารังเกียจ” แต่ “มีเสน่ห์ทางภาพ” ในภาพยนตร์ ก็มีเช่น

 

7.2.1 หนังหลายๆเรื่องของ Bela Tarr ซึ่งเป็นเจ้าของ quote เปิดหนังเรื่องนี้ คือหนังของ Bela Tarr, Sharunas Bartas, Artur Aristakisian, Fred Kelemen อะไรพวกนี้ มันเสนอภาพชีวิตแร้นแค้น สลัมน้ำครำ คนจน แต่จริงๆแล้ว “ภาพมันสวยมากๆ” น่ะ คือเนื้อหาของภาพมันสะท้อนสภาพชีวิตแร้นแค้นก็จริง แต่ผู้กำกับมันสามารถถ่ายออกมาให้สวยมากๆได้

...
เรายอมรับว่า ปัญหาที่เรามีกับ TOIRALLEL TIMES ทำให้เรานึกถึง dilemma ข้างต้นน่ะ คือเราว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายไม่สวย ขาดมนตร์เสน่ห์ทางภาพ โดยเฉพาะในฉากที่ตัวละครคุยกัน และเราอยากให้หนังมันถ่ายสวยๆกว่านี้ ยิ่งได้อารมณ์แบบ Bela Tarr, Anucha Boonyawatana หรือ Lav Diaz ก็จะยิ่งดีมากๆ แต่เราก็ยอมรับว่า ผู้สร้างหนังก็อาจจะมีเหตุผลของตัวเองเหมือนกัน ในการถ่ายห้องน้ำให้ดู “ไม่น่าอยู่” หรือ “ไม่สวย” แบบนี้

 

6. ECCE HOMO (2015, Dimitar Kutmanov, A+30) นึกว่านำแสดงโดย Yekaterina Golubeva โดยตัวหนังเองนั้นดูแล้วนึกถึงหนังกลุ่ม Bela Tarr, Sharunas Bartas, Fred Kelemen, Aleksei Muradov มากๆ ไม่รู้หนังกลุ่มนี้เรียกว่าอะไร เราขอเรียกว่ามันเป็นหนังกลุ่ม Poetic Miserabilism ก็แล้วกัน ดีใจมากๆที่มีผู้กำกับรุ่นใหม่สืบสายธารการทำหนังกลุ่มนี้ต่อไป เพราะดูเหมือน Tarr, Bartas, Kelemen แทบจะไม่ได้ผลิตผลงานใหม่ๆออกมาเลยในช่วงที่ผ่านมา

 

7. Tony McKibbin on Bela Tarr

 

โทนี่เคยเขียนใน Senses of Cinema ว่า

 

“หนังของ ILYA KHRZHANOVSKY เหมือนกับหนังของ SHARUNAS BARTAS (ผู้กำกับชาวลิทัวเนีย เจ้าของหนังเรื่อง THE CORRIDOR ที่เคยมาฉายที่ธรรมศาสตร์), FRED KELEMEN (ผู้กำกับหนุ่มหล่อชาวเยอรมันที่ตอนนี้หันไปสร้างหนังในแลตเวีย) และ BELA TARR (ผู้กำกับชาวฮังการีที่เป็นแรงบันดาลใจให้ GUS VAN SANT สร้าง GERRY) เพราะหนังเหล่านี้จะเว้น “ช่องว่าง” เอาไว้ แต่หนังเหล่านี้ไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมทำความเข้าใจและเติมช่องว่างตามความเข้าใจ แต่ช่องว่างที่อยู่ในหนังกลุ่มนี้จะเติมได้ก็ต่อเมื่อผู้ชมตระหนักรู้และยอมรับใน “ความไม่เข้าใจ” หรือเมื่อผู้ชมเข้าใจว่า โลกใบนี้แทบไม่มีที่เหลือให้กับ “เหตุผล” อีกต่อไป”

 

8. Tony McKibbin on Bela Tarr and Cinema of Damnation

 

พูดถึง BELA TARR แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าเคยอ่านบทความ CINEMA OF DAMANATION ใน SENSES OF CINEMA ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ BELA TARR รู้สึกว่าเป็นบทความที่ดีเยี่ยมมาก


บทความชื่อ CINEMA OF DAMNATION: NEGATIVE CAPABILITIES IN CENTRAL AND EASTERN EUROPEAN FILM โดย TONY MCKIBBIN

บทความนี้พูดถึงแนวทางภาพยนตร์ยุโรปตะวันออกที่เรียกว่า CINEMA OF DAMNATION ค่ะ หนังกลุ่มนี้จะเป็นหนังที่มีความใกล้เคียงกับหนังกลุ่ม CINEMA OF WONDER แต่จะมองโลกในแง่ร้ายกว่าหนังกลุ่ม CINEMA OF WONDER

...

ดิฉันอ่านบทความ CINEMA OF DAMNATION แล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ค่ะ เพราะดิฉันแทบไม่ได้ดูหนังในกลุ่มนี้เลย เคยดูก็แต่เรื่อง THE CORRIDOR (A+++++++++++) ของ SHARUNAS BARTAS เท่านั้น แต่ถ้าให้เดาๆดู ก็รู้สึกว่าผู้เขียนบทความนี้จะบอกว่า

1.หนังกลุ่ม CINEMA OF DAMNATION กับ CINEMA OF WONDER ต่างกันตรงที่หนังของ CINEMA OF DAMNATION เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

2.หนังกลุ่ม CINEMA OF WONDER มักจะบอกว่า เมื่อเราเข้าใจตัวเราเองแล้ว เราอาจจะ

2.1 รู้แจ้งทางจิตวิญญาณ แบบที่พบในหนังของ ANDREI TARKOVSKY

2.2 พบกับพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่ แบบที่พบในหนังของ SERGEI PARADJANOV

2.3 สละชีพเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง แบบที่พบในหนังของ MIKLOS JANCSO

2.4 เข้าใจสิ่งต่างๆอย่างลึกซึ้ง แบบในหนังของ THEO ANGELOPOULOS

ส่วนในหนังกลุ่ม CINEMA OF DAMNATION นั้น ถ้าหากตัวละครเกิดความเข้าใจในตัวเองแล้ว พวกเขาจะไม่ได้พบอะไรที่ดีงามแบบข้างต้น พวกเขาจะเพียงแค่ “ไม่เป็นบ้า” ซึ่งนั่นก็ถือเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดสุดๆแล้วในโลกที่แล้งไร้ของพวกเขา

หนังในกลุ่ม CINEMA OF DAMNATION ยังมีลักษณะแตกต่างจากกันเองอีกด้วย เช่น

1.ในขณะที่หนังของ TARKOVSKY แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ไร้ความหมายเมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขาดหายไป หนังของ BELA TARR กลับแสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ไร้ความหมายที่ถูกยั่วยวนด้วยพลังอำนาจแห่งความชั่วร้าย

2.หนังของ SHARUNAS BARTAS แสดงให้เห็นถึงความไร้อำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆรอบตัวได้

The problem here is neither specific spiritual absence (อย่างในหนังของ TARKOVSKY) nor malevolent presence (อย่างในหนังของ BELA TARR), but a chaotic despair where man has neither the energy nor the sense of purpose to affect the world.

3.หนังของ FRED KELEMEN เป็นหนังที่มีความหวังสูงกว่าหนังของ TARR และ BARTAS เพราะหนังของ KELEMEN บอกว่า เมื่อความสิ้นหวังมาเจอกับความสิ้นหวัง ก็จะกลายเป็นความมีหวัง

Monday, January 05, 2026

SUPERMARKET AND DEPARTMENT STORE CHAOS

 

RIP AHN SUNG-KI (1952-2026)

 

เป็นดาราชายเกาหลีที่ดูดีมาก ๆ ถึงแม้จะมีอายุมากแล้ว

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. THE DIVINE FURY (2019, Kim Joo-hwan)

 

2. SECTOR 7 (2011, Kim Ji-hoon)

 

3. SILMIDO (2003, Kang Woo-suk)

 

4. MUSA THE WARRIOR (2001, Sung Soo Kim)

 

5. SPRING IN MY HOMETOWN (1998, Lee Kwang-mo, A+30)

 

6. THE ADVENTURES OF MRS. PARK (1996, Kim Tae-gyun)

 

7. TO THE STARRY ISLAND (1993, Park Kwang-su, A+30)

 

รูปจาก NORTH KOREA PARTISAN IN SOUTH KOREA (1990, Jeong Ji-yeong)

++++++

 

ความงงของเราในวัย 52 ปี

 

1. ห้างสรรพสินค้าที่เราคุ้นชินในสมัยเด็ก ในทศวรรษ 1980 ชั้น 1 ของห้างคือชั้นที่อยู่ติดถนน

 

ห้างสรรพสินค้าสุดโปรดของเรา ซึ่งก็คือ “อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง” ยังคงใช้ระบบนี้ในปัจจุบัน

 

2. ห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่บางห้าง ชั้นที่อยู่ติดถนนคือชั้น G ชั้นเหนือชั้น G คือชั้น M แล้วค่อยตามมาด้วยชั้น 1, 2, 3

 

อย่างเช่น Paragon แล้วเหมือนกับว่าพอ Paragon ใช้ระบบนี้ ห้าง Siam Center กับ Siam Discovery ก็เลยปรับมาใช้ระบบเดียวกันด้วย

 

เพราะฉะนั้น อยู่ดี ๆ ชั้น 4 ของห้าง Siam Center ก็เลยกลายเป็น ชั้น 2 ไปเฉยเลย กูงงมาก

 

แล้วเราก็เลยงง มีครั้งนึงที่เราบอกกับเพื่อนว่า เราอยู่ที่ Starbucks ชั้นหนึ่งของพารากอน เพื่อนก็ไปเดินหาแล้วไม่เจอ เพื่อนเลยโทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกับเราว่า Starbucks ชั้นหนึ่งของพารากอนมันอยู่ตรงไหน คุยไปคุยมา เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า Starbucks ที่เรานั่งอยู่ มันคือชั้น G ไม่ใช่ “ชั้นหนึ่ง” ส่วน “ชั้นหนึ่ง” ของพารากอน มันคือ “ชั้นสาม” ในความรู้สึกของเรา

 

3. เราได้ยินข่าวว่า Salad Factory มาเปิดที่ชั้นหนึ่งของสามย่าน มิตรทาวน์มาได้ระยะหนึ่งแล้ว เราก็งงว่า เราก็เดินชั้นหนึ่งของสามย่าน มิตรทาวน์เป็นประจำ ทำไมไม่เคยเห็นร้านนี้

 

เราก็เลยลองไปเช็ค directory ของสามย่านมิตรทาวน์ แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า ชั้นที่อยู่ติดพื้นดินของสามย่านมิตรทาวน์ มันคือชั้น G แล้วชั้นเหนือจากนั้น คือ “ชั้นหนึ่ง”

 

ส่วนชั้นที่เราเดินเป็นประจำ มันคือชั้น G ไม่ใช่ชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เคยเห็นร้าน Salad Factory ในห้างนี้

 

4. ห้างมาบุญครอง มีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นสอง ไม่มี “ชั้นหนึ่ง”

 

สรุปว่า มีบางห้างที่ไม่มีชั้น G (อย่างเช่นอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง), บางห้างมีทั้งชั้น G และชั้น M แล้วค่อยตามด้วยชั้นหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ มันคือชั้นสามเหนือระดับพื้นดิน (อย่างเช่นพารากอน), บางห้างมีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นหนึ่ง (อย่างเช่น สามย่านมิตรทาวน์, เซ็นทรัลชิดลม) และบางห้างมีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นสอง (อย่างเช่น MBK)

 

เราก็เลยปวดหัวเวลานัดหมายกับเพื่อน ๆ เพราะต้องคอยดูระบบการเรียกชื่อชั้นของแต่ละห้างสรรพสินค้าที่มันไม่ซ้ำกันเลย ไม่งั้นมันจะเกิดการสื่อสารผิดพลาด

 

ส่วนระบบที่เราชอบที่สุด ก็คือระบบที่ไม่มีชั้น G ชั้น M นะ เริ่มด้วยชั้นหนึ่งเลย แบบห้างอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง เพราะเราคุ้นชินกับระบบนี้มาตั้งแต่เด็ก

 

แต่แอบนึกถึง “ห้างบางลำพูสรรพสินค้า” ที่บางลำพูนะ จำได้ว่า “ชั้น” ของห้างนี้มันประหลาดมาก มันเหมือนมีการซอยแยกย่อยสลับชั้นลดหลั่นกันไปมา แบบงงมาก เสียดายที่เราไปเดินห้างนี้ครั้งสุดท้ายน่าจะราว ๆ ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ตและ smart phone เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เคยได้ถ่ายรูปด้านในของห้างนี้เอาไว้เลย

++++++++

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 4

 

อีกประเด็นนึงที่เราได้จากการคุยกับเพื่อนๆ มัธยมในวันเสาร์ แล้วเราอยากจดบันทึกความทรงจำเอาไว้ ก็คือ “พฤติกรรมการหลอกลวงลูกค้าของบรรดา supermarkets

 

(ตัวเลขราคาสินค้าในข้างล่างนี้เป็นตัวเลขสมมุตินะ ไม่ใช่ตัวเลขราคาสินค้าจริง ๆ)

 

 

1. เพื่อนคนนึงเวลาซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต เธอจะจำราคาสินค้าทุกชิ้นที่เธอหยิบลงรถเข็น แล้วคำนวณเอาไว้แล้วในใจ เพราะฉะนั้นเธอจะรู้ได้ว่ามันมีอะไรผิดปกติ เมื่อแคชเชียร์คำนวณยอดรวมออกมาแล้วมันไม่ตรงกับที่เธอคำนวณไว้แล้วในใจ

 

มีครั้งนึงที่เธอไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต สมมุติว่าซื้อสินค้า 10 อย่าง ซึ่งรวมถึงสินค้า A ที่มีป้ายราคาติดไว้ที่ชั้นวางของว่า “ราคา 67 บาท” เธอคำนวณเอาไว้แล้วในใจว่า ของทั้งหมดที่เธอซื้อ สินค้า 10 ประเภทรวมกันน่าจะมีราคารวมกัน 4841 บาท

 

ปรากฏว่าพอแคชเชียร์คำนวณเสร็จ แคชเชียร์บอกว่า ต้องจ่ายทั้งหมด 4877 บาท เธอก็เลยเอ๊ะ ทำไมราคารวมมันสูงกว่าที่เธอคำนวณไว้ในใจ เธอก็เลยดูใบเสร็จ แล้วพบว่าสินค้า B C D E F G H I J คิดราคาตรงตามป้ายที่ shelf แต่ว่าสินค้า A ในใบเสร็จมันคิดราคา 103 บาท ไม่ใช่ 67 บาทแบบที่ป้ายบอกไว้ที่ชั้นวางสินค้า

 

เพราะฉะนั้นกรณีนี้ มันคือซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นฝ่ายผิด อีซูเปอร์มาร์เก็ตติดป้ายราคาผิด ซึ่งในกรณีของบางห้างในเมืองนอกนั้น ทางซูเปอร์ต้องให้สินค้านั้นกับลูกค้าฟรีเลยนะ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ ซูเปอร์มาร์เก็ตต้องขอโทษลูกค้าที่ติดป้ายราคาผิด แคชเชียร์ต้องขอโทษ

 

ซึ่งเพื่อนของเราก็ต้องการแค่คำขอโทษ ปรากฏว่าสิ่งที่เธอเจอคือพอเธอทักท้วงเรื่อง “ป้ายราคาที่ shelf ไม่ตรงตามราคาจริง” ไป อีแคชเชียร์กลับทำหน้ารำคาญ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดีว่า “ถ้าไม่เอาก็ได้นะคะ จะได้คืนเงินอันนี้ให้”

 

เพื่อนของเราก็เลยมาเตือนเพื่อน ๆ ทุกคนในกลุ่มว่า เวลาไปซื้อของใน supermarket ต้องระวังให้ดี เพราะเธอคาดว่าลูกค้าหลายคนเวลาซื้อสินค้ารวมกันหลายอย่างหลายประเภท จะไม่ทันกลโกง (ซึ่งอาจจะไม่ได้ตั้งใจ) นี้ของซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ติดป้ายราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะลูกค้าอย่างเราก็ไม่ได้คำนวณราคาเอาไว้ในใจ อีแคชเชียร์บอกยอดรวมอะไรมา เราก็จ่าย ๆ ไปตามนั้น ไม่รู้ถูกหลอกเสียเงินไปแล้วรวมกันกี่หมื่นบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

2. แต่เพื่อนอีกคนเจอสิ่งที่เหี้ยกว่ากรณีข้างบนอีก สิ่งที่เพื่อนอีกคนเจอในอีก retailer นึงก็คือ ตรง shelf วางสินค้า มีป้ายบอกว่าสินค้านี้ราคา 369 บาท เพื่อนเห็นว่าราคามันถูกดี ก็เลยซื้อสินค้านี้มา 7 ชิ้น คำนวณไว้แล้วว่ามันจะมีราคารวมกัน 2583 บาท

 

ปรากฏว่าพอไปจ่ายเงิน อีแคชเชียร์คิดราคาชิ้นละ 518 บาท ราคารวมกันเลยกลายเป็น 3626 บาท ซึ่งมากกว่าที่ควรจะเป็นถึง 1043 บาท

 

เพื่อนก็เลยโวยเรื่องการติดป้ายราคาสินค้าผิด แล้วอย่างนี้มันร้ายแรงมาก เพราะราคามันต่างกันมาก ๆ มันต่างกันถึงชิ้นละ 149 บาท แล้วคือถ้าหากป้ายราคามันไม่ได้บอกราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริงอย่างรุนแรงแบบนี้ เพื่อนก็คงไม่ซื้อสินค้านี้มาถึง 7 ชิ้น

 

แล้วแทนที่อีแคชเชียร์กับเจ้าหน้าที่ร้านจะยอมรับเรื่อง “การติดป้ายราคาผิด” อีเจ้าหน้าที่ร้านกลับไม่ยอมรับว่าตัวเองติดป้ายราคาผิด บอกว่าให้กลับไปดูป้ายราคาที่ shelf อีกรอบได้เลย มันไม่ได้ติดป้ายราคาผิด

 

แต่เพื่อนเราสังเกตเห็นว่า มีพนักงานร้านคนนึงแอบวิ่งลิ่วนำหน้าไปก่อนแล้ว ในช่วงที่ทุกคนเถียงกัน

 

พอเพื่อนเรากับเจ้าหน้าที่ร้านเดินไปดูที่ shelf ตรงนั้น ก็พบว่า มันติดป้ายราคาสินค้าว่า “ชิ้นละ 518 บาท” ตามที่เจ้าหน้าที่ร้านยืนยัน

 

แต่อีพนักงานร้านที่วิ่งลิ่วนำหน้าไปก่อนหน้านี้ ยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้วในมือกำอะไรไว้สักอย่าง

 

เพื่อนเราเลยบอก “มึงแบมือออกมา มึงแบมือออกมาเดี๋ยวนี้ มึงแบมือออกมาเดี๋ยวนี้”

 

อีพนักงานคนนั้นเลยยอมแบมือออกมา แล้วพบว่ามันคือป้ายราคา “ชิ้นละ 369 บาท”

 

คือกรณีนี้คือเหี้ยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คือแทนที่ทางร้านจะยอมรับผิด ขอโทษ แต่กลับปกปิดความผิดตัวเอง มีอีพนักงานรีบวิ่งไปเปลี่ยนป้ายราคาสินค้าใหม่ คือแบบนี้มันคือทุจริตมาก ๆ

 

ก็เลยขอจดบันทีกความทรงจำเรื่องนี้เอาไว้นะคะ เพราะเราก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า การเดินซูเปอร์มาร์เก็ต/ร้านค้าปลีก จะต้องตบตีกับพนักงานและแคชเชียร์และป้ายราคาที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงอะไรแบบนี้ด้วย

 

3. อีกกรณีที่ได้คุยกันกับเพื่อน ๆ เมื่อวันเสาร์ แต่ไม่เกี่ยวกับการทุจริตอะไรทั้งสิ้น แต่เกี่ยวกับ “การบริหารจัดการที่ไม่ดีของร้านสะดวกซื้อ”

 

คือมันจะมีร้านสะดวกซื้ออยู่บางเจ้า ที่เรากับเพื่อน ๆ อาจจะเจอกรณีแบบนี้บ่อย ๆ คือในร้านอาจจะมีเครื่องคิดเงิน 2-3 เครื่องในร้าน แต่มีพนักงานคิดเงินอยู่แค่เครื่องเดียว แล้วเครื่องนั้นก็อาจจะมีลูกค้าต่อคิวอยู่ 4-5 คน รอคิวกันเป็นเวลานาน สมมุติว่าเหตุเกิดตอนเวลา 15.00 น.

 

แล้วก็จะมีอีพนักงานบางคนในร้าน เดินมาเปิดเครื่องคิดเงินอีกเครื่อง แล้วก็เรียก “ลูกค้าที่ต่อคิวคนที่ 5” ให้มาคิดเงินที่เครื่องของเธอ ซึ่งลูกค้าที่ต่อคิวคนที่ 5 นี่เพิ่งมาต่อคิวเป็นเวลาแค่ 1 นาที ในขณะที่ลูกค้าที่ต่อคิวเป็นคนที่ 2 นี่ ต่อคิวมาแล้วเป็นเวลา 15 นาที

 

เพื่อนของเราซึ่งต่อคิวอยู่เป็นคนที่ 2 ก็เลยปรี๊ดแตก เดินไปด่าอีแคชเชียร์ที่เพิ่งมาเปิดเครื่องว่า “ถ้ามึงทำแบบนี้ มึงไปเรียกลูกค้าคนที่จะมาต่อคิวตอน 3 ทุ่ม มาคิดเงินเป็นคนแรกเลยมั้ย ถ้ามึงจะให้บริการคนที่มาหลังสุดแบบนี้” อีแคชเชียร์ก็เลยยอมคิดเงินให้เพื่อนของเรา

 

ซึ่งเรื่องนี้เราอินมาก เพราะเวลาที่เราไปร้านสะดวกซื้อ เราก็ชอบเจออะไรแบบนี้บ่อย ๆ คือพอเราซื้อสินค้าเสร็จ ต่อคิวไปแล้วราว 10 นาที แล้วก็จะมีอีพนักงานมาเปิดเครื่องคิดเงินอีกเครื่อง แล้วก็ให้ลูกค้าคนใหม่ ๆ ไปต่อคิวเครื่องของเธอ แทนที่จะให้บริการลูกค้าที่ต่อคิวมาเป็นเวลานานเป็นลำดับแรก

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สาม
https://web.facebook.com/photo?fbid=10241935362944051&set=a.10225118353249319

+++++

 

พอตามไปอ่านในวิกิพีเดีย เราถึงเพิ่งรู้ว่า การที่สหรัฐส่งกองทัพบุกประเทศเกรนาดาในปี 1983 อาจจะเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายสังหารทหารสหรัฐ 241 นายในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ในช่วงก่อนหน้านั้น

Two days prior to the United States' invasion of Grenada, U.S. marines in Beirut suffered heavy casualties in the 1983 Beirut barracks bombings. The terrorist bombing in Beirut killed 241 American servicemen, the deadliest single attack on Americans overseas since World War II. American Experience suggested the invasion of Grenada was meant to distract the public from the 1983 Beirut barracks bombing: "By the time of the 1984 election, the Grenada success replaced the bitter memory of the massacre at Lebanon.”

https://en.wikipedia.org/wiki/United_States_invasion_of_Grenada

Favorite Soundtrack: เพลง ฤทธิ์มีดสั้น (1978) ในภาพยนตร์เรื่อง RESURRECTION (2025, Bi Gan, China, A+30)

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ในที่สุดเราก็ได้รู้คำตอบของสิ่งที่ค้างคาใจเรามานานตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา กราบขอบพระคุณคุณ Warut  Pornchaiprasartkul เป็นอย่างสูงค่ะ คือตอนที่เราดู RESURRECTION ที่โรงหนัง SF Central World  เรารู้สึกว่าเพลงในหนังมันคุ้นสุด ๆ เป็นเพลงที่เราเคยได้ยินตอนเด็ก ๆ แน่นอน แต่เรากูเกิลหาไม่เจอเลยว่า มันคือเพลงอะไร ในที่สุดก็ได้คำตอบแล้ว ว่ามันเป็นเพลงจากละครทีวี "ฤทธิ์มีดสั้น" (1978) เวอร์ชั่นจูเจียง (ลี้คิมฮวง), หวงซิงซิ่ว (ลิ่มเซียนยี้), หวงเหยียนเซิน (อาฮุย) ที่เคยผ่านตาเราตอนเด็ก ๆ นี่เอง ในยูทูบมีคำแปลภาษาอังกฤษของเพลงนี้ด้วย

 

เราขอแอบเดาเลยว่า ตัวละครในรูปนี้คือ ลิ่มเซียนยี้ กับ แชม้อชิ้วอีเข่า (ลิงค์ไปยูทูบอยู่ในคอมเมนท์)


https://youtu.be/QVIaSW_mYnI?si=lQcuC71qVRC4dV1B

 

SUNLIGHT IN BANGKOK, NETHERLANDS, JAPAN, AND PACIFIC NORTHWEST

 

เราชอบ “แสงแดดในกรุงเทพ” มากที่สุดก็ในช่วงฤดูหนาวนี่แหละ เราว่ามันสวยนวลตาดี และเราว่ามันดูเข้าใกล้ “แสงอาทิตย์ในหนังญี่ปุ่น” ได้มากที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับฤดูร้อนและฤดูฝนในกรุงเทพ ไม่รู้ว่าสิ่งนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์หรือเปล่า ว่าเพราะเหตุใดแสงอาทิตย์ในกรุงเทพถึงดูสวยเข้าทางเรามากที่สุดในเหมันตฤดู

 

ลองถามกูเกิลดู มันบอกว่าเป็นเพราะในซีกโลกเหนือในฤดูหนาว มุมของแสงอาทิตย์อยู่ต่ำกว่าฤดูอื่นๆ แสงอาทิตย์เลยต้องเดินทางผ่านระยะทางยาวยิ่งขึ้นก่อนจะเดินทางมาถึงโลก ส่งผลให้แสงสีฟ้าในแสงอาทิตย์ถูกกระจายออกไปมากกว่าปกติ และถูกดูดซับไปโดยละอองน้ำและอะไรต่าง ๆ ในอากาศ แสงที่เหลือมันเลยเหลือง ๆ แดง ๆ มากกว่าปกติ

 

ส่วนแสงอาทิตย์ในหนังญี่ปุ่นนั้น เราเดาว่ามันคงเป็นเพราะสถานที่ตั้งของญี่ปุ่นที่อยู่ทางเหนือ และการที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะริมมหาสมุทรแปซิฟิกด้วยมั้ง มันเลยส่งผลให้แสงอาทิตย์ในหนังออกมาดูสวยงามมากแบบนั้น

 

นึกถึงภาพยนตร์ 2 เรื่องที่เราเคยดูและเขียนถึงไปแล้ว ที่วิเคราะห์ “ความงดงามของแสงอาทิตย์ในบางจุดของโลก” (เนื้อหาข้างล่างนี้ซ้ำ ๆ กับที่เราเคยเขียนไปแล้ว)

 

1. DUTCH LIGHT (2003, Pieter-Rim de Kroon, Netherlands, documentary, A+30)

 

หนังเรื่องนี้เคยตั้งข้อสังเกตว่าลักษณะเฉพาะของแสงอาทิตย์ในเนเธอร์แลนด์มันมีผลต่อจิตรกรเนเธอร์แลนด์ในยุค Rembrandt, Vermeer, etc. โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ "แหล่งน้ำ" เพราะแสงสะท้อนจากแหล่งน้ำต่อท้องฟ้า, ก้อนเมฆ ก็มีผลต่อแสงอาทิตย์ในสายตาของมนุษย์ด้วยเหมือนกัน แล้วเนเธอร์แลนด์เคยมีความ UNIQUE ตรงนี้เมื่อหลายร้อยปีก่อน ภาพวาดของ REMBRANDT, VERMEER ก็เลยออกมาสวย แต่พอเนเธอร์แลนด์ "ถมที่ดิน" เยอะ ๆ ในศตวรรษต่อ ๆ มา แสงพิเศษของเนเธอร์แลนด์ก็เลยหายไป

 

2. THE CHARCOAL SKY: CHAPTER 5 (2017, Zia Moharjerjasbi)

 

หนังเรื่องนี้สำรวจ “ความพิเศษของแสงอาทิตย์ในภูมิภาค Pacific Northwest” (ภูมิภาคนี้ครอบคลุมรัฐวอชิงตันกับรัฐโอเรกอนของสหรัฐ และรัฐบริติช โคลัมเบียของแคนาดา) ที่มันสวยแบบมีมนตร์ขลังมากกว่ารัฐอื่น ๆ โดยบทความประกอบหนังเรื่องนี้ระบุอีกด้วยว่า แสงในภูมิภาคนี้เคยช่วยสร้างมนตร์ขลังให้กับภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ที่ถ่ายทำในภูมิภาคนี้ด้วย ซึ่งรวมถึง TWIN PEAKS, THE X-FILES เฉพาะ 5 ซีซันแรก และหนังชุด TWILIGHT

 

Charles Mudede เขียนถึงประเด็นนี้ไว้ว่า

 

How can we forget November 8, 1998? On that day, the TV show X-Files opened its sixth season with a look that was totally wrong. The light lost its spell because the program's production had moved from Vancouver B.C. to Los Angeles. The fall of the light in the former is, for much of the year, sharply slanted; with the latter, it falls almost directly. The mood of slanted light, which is often diffused by droplets, is significantly different from that of dry and direct light. The mood of the X-Files for the first five seasons was that of an exquisite gloom (or stimmung, in the German Expressionist sense).

 

ภาพประกอบ

 

1.+2. Winter Light in Bangkok

3.+4.+5. DUTCH LIGHT (2003, Pieter-Rim de Kroon, Netherlands, documentary, A+30)

6. THE MILL (1645/1648, Rembrandt)

7. GIRL READING A LETTER AT AN OPEN WINDOW (1657–58, Johannes Vermeer)

8. APRIL STORY (1998, Shunji Iwai, Japan, A+30)

9. TYPHOON CLUB (1985, Shinji Somai, Japan, A+30)

10. HARU (1996, Yoshimitsu Morita, Japan, A+30)

11. MUSASHINO HIGH VOLTAGE TOWERS (1997, Naoki Nagao, Japan, A+30)

12. CURE (1997, Kiyoshi Kurosawa, Japan, A+30)

13. THE CHARCOAL SKY: CHAPTER 5 (2017, Zia Moharjerjasbi)

14. TWIN PEAKS (1990-1991)

15. TWILIGHT (2008, Catherine Hardwicke)

16. Google Explanation for winter light in Bangkok

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02su6ZsQ5A7SE2h8MV3k1PmXNV1TGGi1pFbzxR2oBcxsACDeENLWdUyzKRUGjoTrqul

 

QUOTE ของ Charles Mudede มาจาก

https://www.e-flux.com/.../409156/the-charcoal-sky-chapter-5