Tuesday, December 05, 2023

LAU CHING WAN

 

ระหว่างที่นั่งดู FALLEN LEAVES (2023, Aki Kaurismaki, Finland, A+30) เราก็จะแอบลุ้นว่า หนังเรื่องนี้จะใช้เพลง AUTUMN LEAVES มาประกอบไหม เพราะชื่อหนังมันทำให้นึกถึงเพลงนี้ และก็ปรากฏว่า หนังเรื่องนี้ก็ใช้เพลง AUTUMN LEAVES จริง ๆ โดยใช้เวอร์ชั่นที่ Olavi Virta ร้องมาประกอบในช่วงท้ายเรื่อง

 

เพราะฉะนั้นเพลงแรกที่เราฟังหลังจากดู FALLEN LEAVES ก็เลยต้องเป็นเพลง AUTUMN LEAVES ของวง Coldcut ในปี 1993 เพราะเราเติบโตมากับเวอร์ชั่นนี้ เรายังจำได้เลยว่า เราได้ฟังเพลงนี้ครั้งแรกในรายการวิทยุของ DJ POP ที่จัดในเวลาราวเที่ยงคืนถึงตี 5 ของคืนวันเสาร์ต่อเช้าวันอาทิตย์ในช่วงราว ๆ ปี 1993-1994  ซึ่งเป็นรายการวิทยุที่เน้นเพลงแดนซ์จาก UK นึกถึงช่วงเวลานั้นแล้วมีความสุขที่สุด คือเป็นช่วงเวลาที่นั่งฟังวิทยุไปเรื่อย ๆ ในเวลาเที่ยงคืนจนถึงตี 5, ฟังเพลงแดนซ์ที่ไพเราะที่สุดที่ DJ POP เปิด พร้อมกับอ่านหนังสือเรียนไปด้วย

 

ชอบความเห็นในยูทูบที่มีต่อเพลงนี้ของ Coldcut มาก ๆ

@FreddieShreddieTV

7 years ago (edited)

this has always been one of the most emotional pieces of electronic music i have ever herd. it reminds me of when my brother and i shared a house back in the 90s. i taped it off a pirate chill out station. so many friends came and went through our doors. some still here some sadly missed. we had an amazing time there. music jams, lots of sunny summers. we sadly lost the house due to my dad being diagnosed with terminal cancer. we struggled to keep the house but had to sell for the best treatment we could buy for him. this music will always take me back to the good old days when we never had a care in the world. julian, martin, rory, william, danny and all my favourite mates were there and pop was the big man he always was. such memories a piece of music can make you stop and think back on. it gets me every time when ever i hear it and always takes me right back there. i would give anything for just one more day there because i miss it all so much. but pop.... i miss you most of all X

https://www.youtube.com/watch?v=4qoTzDPDvE8

 

+++

ได้ดูหนังเลสเบียนเรื่อง LAST DAY วันสุดท้าย... (2023, ธนัญญา แพมณี, 30min, A+30) แล้วติดใจฉากนี้มาก ๆ เพราะหนังเรื่องนี้ใช้ setting เป็นยุคปัจจุบัน ตัวละครใช้โทรศัพท์มือถือแบบยุคปัจจุบัน แต่ตัวอักษรบนกระดานดำบอกว่าเป็นวันที่ 32 ส.ค.ปี 2533 แล้วฉากนี้ก็ไม่ใช่ฉากความฝันหรืออะไรด้วย หนังทั้งเรื่องก็เกิดในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ได้เกิดในโลกคู่ขนาน

 

ก็เลยสงสัยว่าวันที่บนกระดานดำคืออะไร หรือว่าอาจจะเป็นอะไรฮา ๆ บ้า ๆ บอ ๆ ไม่ได้มีความหมายอะไร หรือจริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ต้องการจะ tribute ให้หนังเรื่อง AUGUST 32ND ON EARTH (1998, Denis Villeneuve, Canada) แต่เนื้อหาของหนังไทยเรื่องนี้ก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับ AUGUST 32ND ON EARTH นะ 55555

 

แต่ชอบหนังเรื่อง LAST DAY วันสุดท้าย... นี้อย่างสุด ๆ เลยนะ เหมือนหนังไม่มีชั้นเชิงอะไรเลย เล่าเรื่องราวรัก 3 เส้าระหว่างสาวเลสเบียน, สาว straight กับหนุ่ม straight โดยที่สาวเลสเบียนแอบหลงรักเพื่อนสาวข้างเดียว แล้วทุกอย่างในหนังมันตรงไปตรงมามาก ๆ เนื้อหาของหนังจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรใหม่เลยแม้แต่นิดเดียว แต่เพราะเหตุใดเราดูแล้วเราถึงรู้สึกซึ้งกับมัน hurt กับมันมาก ๆ เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

+++

 

TRIPLE BILL FILMS: THAI FILMS MADE IN AFRICA

 

1.MAMA WAHUNZI (มือแม่) (2001, Lawan Jirasuradej, documentary, 57min)

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับคนพิการใน Kenya + Uganda หนังเรื่องนี้เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพในเทศกาลหนังสั้นปี 2002

 

2.UNREAL FOREST (2010, Jakrawal Nilthamrong, 70min)

 

หนังถ่ายที่ Zambia

 

3. .#แอฟริกาครั้งแรกมาแล้วจ้า / Jutha Saovabha จุฑา เสาวภา / 87.06 นาที A+25

 

หนังถ่ายที่ Kenya เราเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไว้แล้วที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10232613937714246&set=a.10230383642238253

 

นอกจากหนัง 3 เรื่องนี้แล้ว มีหนังไทยเรื่องไหนอีกไหมนะที่เน้นการถ่ายทำในแอฟริกา เท่าที่เรานึกออกตอนนี้ก็มี

 

4. THE HONEYMOON น้ำผึ้งพระจันทร์ (1972, Charin Nantanakorn, A+15) ที่ถ่ายที่อียิปต์

+++

 

 

เพิ่มเติมรายชื่อหนังที่มีอะไรคล้ายกัน แล้วออกฉายในเวลาใกล้เคียงกันโดยบังเอิญ

 

58. THE UNDERTAKER สัปเหร่อ (2023, Thiti Srinual)

+ LIGHTING UP THE STARS (2022, Liu Jiangjiang, China)

 

เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้เล่าเรื่องชายหนุ่มที่มีพ่อเป็นสัปเหร่อ แล้วตัวชายหนุ่มก็มารับหน้าที่ทำงานเป็นสัปเหร่อต่อจากพ่ออย่างไม่ค่อยเต็มใจในตอนแรก ก่อนที่จะตั้งอกตั้งใจและเรียนรู้ที่จะเป็นสัปเหร่อที่ดีอย่างจริงจังในเวลาต่อมา แล้วก็ยังมี drama เกี่ยวกับพ่อในช่วงท้ายของเรื่องที่คล้าย ๆ กันด้วย อย่างไรก็ดี หนังทั้งสองเรื่องนี้คล้ายกันเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะครึ่งหนึ่งของ “สัปเหร่อ” พูดถึงตัวละครพระเอกอีกคนที่หมกมุ่นกับคนรักที่ตายไปแล้ว ส่วนครึ่งหนึ่งของ LIGHTING UP THE STARS พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับเด็กผู้หญิงกำพร้า

 

59. LONG LIVE LOVE! (2023, Piyakarn Butprasert)

+ LOVE RESET (2023, Nam Da-jung, South Korea)

 

หนังทั้งสองเรื่องนี้เล่าเรื่องของพระเอกที่สูญเสียความทรงจำไป แล้วก็เลยเหมือนได้โอกาสตั้งต้นสร้างความทรงจำ+ความสัมพันธ์ใหม่กับภรรยาที่แหนงหน่ายเขาอย่างรุนแรง อย่างไรก็ดี ใน LOVE RESET นั้น ตัวละครภรรยาก็สูญเสียความทรงจำเหมือนกัน ส่วนใน LONG LIVE LOVE! นั้น ตัวภรรยายังคงจดจำความระยำของพระเอกได้ดี

 

60. FACES OF ANNE (2022, Kongdej Jaturanrasamee + Rasiguet Sookkarn, 116min)

+ REDRUM (2022, Panupong Chankhiew, 12min)

 

หนังทั้งสองเรื่องนำเสนอกลุ่มเด็กสาวที่หนีฆาตกรโรคจิตที่แต่งตัวคล้าย ๆ กันในหนังทั้งสองเรื่อง แต่ FACES OF ANNE อาจจะพูดถึงประเด็นตัวตนของเด็กใน social media ในโลกยุคปัจจุบัน ส่วนใน REDRUM นั้น ฆาตกรโรคจิตก็คือฆาตกรโรคจิต ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์แทนอะไร

 

61. A GIRL WHO WALKS ALONE AT DAY นางอาย (2022, Jatupol Kiawsaeng, 49min, A+30)

+รุ่งอรุญสูญสลาย (2023, ชฑาวรรษ คนซื่อ / 28.54 นาที, A+30)

 

หนังทั้งสองเรื่องนำเสนอตัวละครนางเอกที่เป็นสาวยากจนในชนบทที่ต้องการสมัครทุนเรียนต่อมหาลัย แล้วก็เลยมีเรื่องขัดแย้งกับเพื่อนสนิทที่ต้องการสมัครทุนเหมือนกัน โดยหนังทั้งสองเรื่องนำเสนอ dilemma ได้ดีมาก ๆ และพูดถึงประเด็นเรื่องปัญหาทางการศึกษาของไทยได้ดีมาก ๆ เหมือนกัน อย่างไรก็ดี ส่วนอื่น ๆ ในหนังสองเรื่องนี้ก็ไม่ได้เหมือนกันแต่อย่างใด

 

62. ARNOLD IS A MODEL STUDENT (2022, Sorayos Prapapan)

+ THE ECLIPSE คาธ (2022, Tanwarin Sukkhapisit, TV series)

 

เรายังไม่ได้ดู “คาธ” จนจบนะ แต่คนที่ดูคาธแล้วบอกว่ามีอะไรคล้ายกันโดยบังเอิญ ซึ่งก็คงเป็นเพราะว่าหนัง+ละครทีวีเรื่องนี้ต่างก็ต้องการสะท้อนประเด็นเดียวกันในสังคมไทยในช่วงเวลาเดียวกัน

+++

 

Favorite Actor: Lau Ching Wan หลิวชิงหวิน จากบท “สุชาติ” ใน THE WHITE STORM 3: HEAVEN OR HELL (2023, Herman Yau, China/Hong Kong, A+25)

 

ขอยกให้ “หลิวชิงหวิน” เป็นหนึ่งในปูชนียบุคคลของวงการนักแสดงเลย จริง ๆ แล้วบทนี้ของเขาเป็นบทที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยนะ แต่เหมือนเขามี charisma หรือมีความสามารถพิเศษบางอย่าง ก็เลยทำให้ตัวละครที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ กลายเป็นตัวละครที่ดูไม่น่าเบื่อ และช่วยให้หนังที่ดูเหมือนเต็มไปด้วย cliché เรื่องนี้ กลายเป็นหนังที่พอดูเพลิน ๆ ได้

 

 

เรารู้สึกว่าการที่ “หลิวชิงหวิน” ไม่ได้หล่อแบบเหลียงเฉาเหว่ย, กั๊วะฟู่เฉิง, etc. อาจจะเป็นหนึ่งในข้อดีที่ช่วยให้เขาไม่ต้องเล่นบทที่เก๊กหล่อตลอดเวลา ซึ่งในหนังเรื่องนี้จะเห็นได้ชัด เพราะเราว่าบทของกั๊วะฟู่เฉิงกับกู่เทียนเล่อในหนังเรื่องนี้ดูแบนมาก ๆ ดูเป็นพระเอกที่มีแค่มิติเดียว คือความเป็นคนดี ในขณะที่บทของหลิวชิงหวินในหนังเรื่องนี้จริง ๆ แล้วก็แบน แต่พอมันเป็นบทของผู้ร้าย มันก็เลยเหมือนมีโอกาสให้ได้แสดงอารมณ์ที่น่าสนใจกว่าหน่อย

 

แต่ความโชคร้ายของ “หลิวชิงหวิน” คือการที่เขาเป็นดาราหนังฮ่องกง ที่ถนัดทำหนัง “แอคชั่น” เป็นหลัก คือเราว่าจริง ๆ แล้วเขามีความสามารถมากพอ ๆ กับ Gerard Depardieu, Robert De Niro, Daniel Day-Lewis อะไรพวกนี้ แต่วงการหนังฮ่องกงไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาได้เล่นหนังแนวอื่น ๆ มากนักน่ะ เราก็เลยเสียดายความสามารถของเขามาก ๆ เราประทับใจเขามาก ๆ จากหนังอย่าง MY LEFT EYE SEES GHOSTS (2002, Johnnie To, Wai Ka-fai), LOST IN TIME (2003, Yee Tung-ching), LIFE WITHOUT PRINCIPLE (2011, Johnnie To) และก็หวังว่าเขาจะมีโอกาสได้เล่นบทดี ๆ อีก

+++

 

พอได้ดู FALLEN LEAVES แล้วก็เลยทำให้อยากนับดูว่า เราเคยดูหนังของ Aki Kaurismaki มาแล้วกี่เรื่อง สรุปว่าน่าจะเคยดูไปแค่ 12 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

1.THE MATCH FACTORY GIRL (1990) ดูที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ และน่าจะเป็นหนังของ Kaurismaki ที่ทำให้เรานึกถึง Robert Bresson มากที่สุด ก็เลยทำให้เป็นหนังของเขาที่เราชอบมากที่สุด

 

2. DRIFTING CLOUDS (1996) ดูที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์

 

3.SHADOWS IN PARADISE (1986) ดูที่ศาลาเฉลิมกรุงในเทศกาลภาพยนตร์ยุโรป เป็นหนังเรื่องแรกของ Kaurismaki ที่เราได้ดู

 

4.FALLEN LEAVES (2023) ดูที่ SF Central World

 

5.LE HAVRE (2011) ดูที่ Esplanade Ratchada ใน World Film Festival of Bangkok

 

6.THE OTHER SIDE OF HOPE (2017) ดูในเทศกาลภาพยนตร์ยุโรปที่ฉายแบบหนังกลางแปลง

 

7.JUHA (1999) ดูที่ศาลาเฉลิมกรุงในเทศกาลภาพยนตร์สแกนดิเนเวีย

 

8.I HIRED A CONTRACT KILLER (1990) ดูที่ Alliance Française ถนนวิทยุ

 

9.LENINGRAD COWBOYS GO AMERICA (1989) ดูที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ น่าจะเป็นหนังของ Kaurismaki ที่ดูแล้วทำให้เรานึกถึง Jim Jarmusch มากที่สุด

 

10.LIGHTS IN THE DUSK (2006)

 

11.THE MAN WITHOUT A PAST (2002) ดูที่สยาม ดิสคัฟเวอรี่ใน Bangkok International Film Festival ในวันที่ 18 ม.ค. 2003

 

12.ROCKY VI (1986, 9min) ดูที่ Reading Room

+++

 

เป็นลิสท์ที่งดงามที่สุด เราเคยดูแค่ 12 เรื่อง จาก 101 เรื่อง โดยเรื่องที่เราเคยดูได้แก่

1.Aniki-Bóbó (1942) Manoel de Oliveira, Portugal

2.After the Curfew (1954) Usmar Ismail, Indonesia

3.Guide (1965) Vijay Anand, India

4.Macunaíma (1969) Joaquim Pedro de Andrade, Brazil

5.Quick Billy (1970) Bruce Baillie, US

6.Bang Bang (1971) Andrea Tonacci, Brazil

7.Stone Wedding (1972) Mircea Veroiu and Dan Pita, Romania

8.Raining in the Mountain (1979) King Hu, Hong Kong

9.The Wind (1982) Souleymane Cissé, Mali

10.Surname Viet Given Name Nam (1989) Trinh T. Minh-ha, Vietnam

11.Czech Dream (2004) Vít Klusák and Filip Remunda, Czech Republic

12.Under Snow (2011) Ulrike Ottinger, Germany

https://www.bfi.org.uk/sight-and-sound/lists/101-hidden-gems-greatest-films-youve-never-seen?fbclid=IwAR1I7eSCpdY-ke9u8E4baD6HtWPkZjmNBU_mANiKIqmzWfBm6mZkhmQawNk

 

เราได้ดู Sound! Euphonium: Ensemble Contest (2023, Tatsuya Ishihara, Japan, animation, A+30) แล้วชอบสุดขีด แต่จะหาเวลาดูภาคอื่น ๆ ได้หรือเปล่า 55555

 

No comments: