Showing posts with label FEMALE CHARACTERS. Show all posts
Showing posts with label FEMALE CHARACTERS. Show all posts

Friday, June 06, 2025

WIFE! BE LIKE A ROSE!

 

“หนังที่มีหัวจิตหัวใจ”

 

กราบตีน WIFE! BE LIKE A ROSE! (1935, Mikio Naruse, Japan, A+30) อย่างถึงที่สุด ดูแล้วแทบร้องไห้ งดงามที่สุด ตายห่าคาจอไปเลย เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีสิทธิลุ้นอันดับหนึ่งประจำปีนี้

 

ตัวละคร Oyuki (Yuriko Hanabusa) ใน WIFE! BE LIKE A ROSE! นี่นึกว่าต้องปะทะกับตัวละครของ “ศรีไศล สุชาตวุฒิ” ใน “แก้ว” (1980, Piak Poster) ในฐานะ “หนึ่งในตัวละครหญิงที่เราชอบที่สุดตลอดกาล”

 

สรุปว่าในบรรดาผู้กำกับหนังญี่ปุ่นยุคนั้น เราชอบ Mikio Naruse อันดับหนึ่ง, Kenji Mizoguchi อันดับสอง, Akira Kurosawa อันดับสาม และ Yasujiro Ozu อันดับสี่ (เราชอบ “สไตล์” หนังของ Ozu มากกว่าสไตล์หนังของ Kurosawa แต่เราไม่ “อิน” กับตัวละครในหนังของ Ozu) แต่เรายังไม่เคยดูหนังของ Hiroshi Shimizu กับ Sadao Yamanaka นะ

 

สำหรับเราแล้ว หนังเรื่อง WIFE! BE LIKE A ROSE! คือคำนิยามของคำว่า “หนังที่มีหัวจิตหัวใจ” ของจริง ถ้าหากให้เราจัดฉายหนังเรื่องนี้ควบกับหนังเรื่องอื่นๆ เราก็จะจัดฉายมันควบกับ “หนังที่มีหัวจิตหัวใจ” ที่เกี่ยวข้องกับรักสามเส้า หรืออะไรทำนองนั้น ดังต่อไปนี้

 

1. SUNRISE (1927, F. W. Murnau)

 

2.THE THINGS OF LIFE (1970, Claude Sautet, France)

 

3.GAEW แก้ว (1980, Piak Poster)

 

4. AND THEN (1985, Yoshimitsu Morita)

 

5. THE HEART OF ME (2002, Thaddeus O’Sullivan, UK)

 

6. JERICHOW (2008, Christian Petzold, Germany)

Wednesday, August 31, 2022

VOICES OF THE NEW GEN

 

พอดีมีเพื่อนคนนึงถามว่า ช่วงปี 1989 มีละครญี่ปุ่นเข้ามาฉายทางโทรทัศน์ในไทยเยอะหรือเปล่า เราก็เลยตอบไปตามนี้ และก็เลยถือโอกาสเอามาแปะในนี้ด้วยแล้วกัน

 

“น่าจะไม่เยอะนะ 555 เหมือนช่วงปลายทศวรรษ 1980 เราก็จำได้ว่าได้ดูละครญี่ปุ่นหลัก ๆ แค่ 2 เรื่องมั้ง ซึ่งก็คือ “สิงห์สาวนักสืบ” ทั้ง 3 ภาค และละครชีวิตตำรวจสาวที่นำแสดงโดย Maiko Ito ที่ฉายทางช่อง 5 ช่วงบ่าย ๆ วันเสาร์

 

ถ้าจำไม่ผิด ช่วงต้นทศวรรษ 1980 ละครญี่ปุ่นเข้ามาฉายในไทยเยอะกว่านั้นมาก ทั้ง

 

1.ละครแนวกีฬาที่ผลิตในทศวรรษ 1970 แต่เข้ามาฉายในไทยในทศวรรษ 1980 ทั้งยอดหญิงชิงโอลิมปิก, เงือกสาวจ้าวสระ, เกือกแดงแรงฤทธิ์

 

2.ละครดราม่าโรแมนติกที่นำแสดงโดย Momoe Yamaguchi กับ Tomakazu Miura

 

3.ละครเรื่องอื่น ๆ อย่างเช่น “เจ้าสาววัย 16” ที่นางเอกวัย 16 ปีแต่งงานอยู่กินกับครูหนุ่มที่สอนในโรงเรียนของเธอเอง

 

4.ละครดี ๆ ที่มาฉายทางช่อง 5 ตอนกลางคืน ราว ๆ กลางทศวรรษ 1980 ทั้งเรื่องชีวิตแอร์โฮสเตส, WHO WILL WEAR A WEDDING DRESS? ที่เป็นชีวิตดีไซเนอร์, เรื่องของสถานดัดสันดานหญิง, เรื่องของวัยรุ่นที่พยายามจะก่อตั้งวงดนตรีขึ้นมา เสียดายที่เราจำชื่อละครเหล่านี้ไม่ได้แล้ว

 

แล้วพอเข้าช่วงทศวรรษ 1990 ละครญี่ปุ่นก็เข้ามาฉายในไทยเยอะขึ้น ทั้งละครช่อง 3 อย่าง TOKYO LOVE STORY, สวรรค์ลำเอียง, ละครช่อง 5 อย่าง 101 ตื๊อรักนายกระจอก, ละครช่อง 7 ที่นำแสดงโดย Miho Nakayama ที่ฉายช่วงบ่าย ๆ วันธรรมดา และละครช่อง 9 อย่างเช่น บาปกตัญญู

 

แล้วพอเข้าช่วงปลายทศวรรษ 1990 ITV ก็ทำให้ละครญี่ปุ่นบูมอย่างรุนแรง

 

สรุปว่าช่วงปลายทศวรรษ 1980 นี่เหมือนละครญี่ปุ่นที่ฉายในไทยน่าจะน้อยกว่ายุคอื่น ๆ นะ 55555

 

VOICES OF THE NEW GEN

 

1.AFTER A LONG WALK, HE STANDS STILL (2020, กันตาภัทร พุทธสุวรรณ, second viewing, A+30)

 

--ช่วงที่ทหารหนุ่มน้อยผู้น่ารักโดนลงโทษนี่แอบนึกถึง SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini) คือมันไม่ได้โหดร้ายแบบ SALO หรอกนะ แต่มันสะท้อนความดำมืดของจิตใจมนุษย์บางอย่างที่จะปรากฏออกมาเมื่อบุคคลผู้นั้นเข้ามามีอำนาจภายใต้ระบอบแบบฟาสต์ซิสต์ และสามารถใช้อำนาจนั้นในการลงโทษผู้อื่นตามใจชอบอย่างไม่เป็นธรรมได้ (คล้าย ๆ กับที่ทหารสหรัฐทำกับนักโทษใน Guantanamo แบบในหนังเรื่อง THE MAURITANIAN) คือการปล่อยให้มีระบอบอำนาจแบบนี้เกิดขึ้น มันก็จะเกิดความเลวร้ายแบบนี้ตามมา และระดับความชั่วร้ายรุนแรงที่เกิดขึ้นก็จะขึ้นอยู่กับสถานะของทั้งสองฝ่ายในระบอบนั้น ซึ่งในหนังไทยเรื่องนี้ สถานะของผู้ลงโทษกับผู้ถูกลงโทษไม่ได้ห่างจากกันมากนัก การลงโทษก็เลยอาจจะไม่ได้รุนแรงมากนัก ส่วนใน THE MAURITANIAN นั้น ผู้ถูกลงโทษมีสถานะเป็นนักโทษ การทรมานก็เลยรุนแรงยิ่งขึ้น และถ้าหากเราปล่อยให้ระบอบแบบนี้ดำรงอยู่ต่อไป หรือปล่อยให้ใครมีอำนาจสูงเยี่ยมเทียมฟ้ามากเท่าไหร่ภายในระบอบแบบนี้ มันก็จะนำไปสู่  SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM ในที่สุด

 

--พัฒนาการของตัวละครพระเอกก็ทำให้นึกถึง THE PARTY AND THE GUESTS (1966, Jan Nemec, Czechoslovakia) ด้วย เรื่องของคนที่ค่อย ๆ สมยอม, กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด และกลายเป็นแข้งขาของระบอบเผด็จการไปในที่สุด

 

ก็เลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันน่าสนใจดี ตรงที่มันเลือกที่จะเล่าเรื่องผ่านทางตัวละครที่เลือกที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบอบเผด็จการแบบนี้ แทนที่จะเล่าเรื่องผ่านทางตัวละครที่ต่อต้านระบอบ

 

2.THE REPRODUCTION OF A CATASTROPHIC REMINISCENCE (2020, Kulapat Aimmanoj, second viewing, A+30)

 

--พอดูรอบสองก็ชอบมากขึ้น เพราะถึงแม้เวลาจะผ่านมานานหนึ่งปีหลังจากดูรอบแรกแล้ว ประเด็น dilemma ในหนังก็ยังคงไม่ล้าสมัยเลย ดูแล้วแอบนึกถึงการที่ฝ่าย liberal ชอบถกเถียงด่าทอตบตีกันเองอย่างรุนแรงเป็นระยะ ๆ ด้วย 55555 ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วหลาย ๆ คน หลาย ๆ ฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตนเองที่น่ารับฟังกันทั้งนั้น

 

เคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไว้แล้วที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10227346496551509&set=a.10225784745948720

 

3.FATHERLAND (2020, Panya Zhu, second viewing, A+30)

 

ยังคงสะเทือนใจกับ “น้ำเสียง” ของพระเอกตอนแจกใบปลิวมาก ๆ

 

เคยเขียนถึงหนังไว้แล้วที่นี่
https://web.facebook.com/photo/?fbid=10225002217986010&set=a.10224961569689828

 

4.BANGKOK TRADITION (2021, ฐามุยา ทัศนานุกูลกิจ, second viewing A+30)

 

เคยเขียนถึง BANGKOK TRADITION ไว้แล้วที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10226433324962790&set=a.10225784745948720

 

ความเห็นเพิ่มเติมในการดูรอบสอง

 

4.1 ดูแล้วนึกว่าต้องไหว้จอ ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงออกแบบตัวละครหญิงได้ตรงใจเราสุดขีดขนาดนี้ คือพอตัวละครหญิงมันตรงใจเราอย่างสุด ๆ แบบนี้ เราก็เลยรู้สึกอยากร้องกรี๊ด ๆ  ๆ ๆ ออกมาเลยน่ะ โดยเฉพาะฉากที่สามสาวออฟฟิศแผนกเอกสารคุยกันช่วงต้นเรื่อง ทำไมดูแล้วรู้สึกว่าการที่ตัวละครคุยกันมันถึง electrifying อย่างรุนแรงสุดขีดขนาดนี้คะ คือดูแล้วรู้สึกราวกับว่า การโต้ตอบกันของสามสาวออฟฟิศในแต่ละประโยคมันทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนช็อตด้วยไฟฟ้า คือมันเปรี้ยงมาก ๆ

 

เราคิดว่าปัจจัยที่ทำให้เราชอบฉากสามสาวออฟฟิศคุยกันอย่างรุนแรงขนาดนี้เป็นเพราะว่า

 

4.1.1 ตัวละครทั้งสามตัว ทั้งดารารัตน์, Sirai และยุ ไม่มีใครยอมใครเลยน่ะ คือทั้งสามกล้าด่าทอปะทะคารมกันอย่างหยาบ ๆ คาย ๆ ไม่มีใครกลัวใคร ไม่มีใครยอมลดราวาศอกให้ใคร

 

4.1.2 ทั้งสามมีความกร้าน ดิบ หยาบอะไรบางอย่างที่เข้าทางเราอย่างรุนแรงที่สุด

 

4.1.3 ตัดสินไม่ได้ว่าใครแรงกว่ากัน เพราะทุกคนต่างก็มีความแรงในแบบของตัวเอง Sirai อาจจะดูพูดจาโผงผาง เสียงดัง แต่ดารารัตน์ก็กล้าถ่มน้ำลายใส่รองเท้าเจ้านาย ส่วนยุนี่อาจจะดูนิ่งกว่าอีกสองคน แต่จริง ๆ แล้วเธออาจจะเป็นคนแบบน้ำนิ่งไหลลึก คือเหมือนยุรู้ว่าจริง ๆ แล้วตัวเองต้องการอะไร และทำอย่างไรถึงจะได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการโดยไม่ต้องหาเหาใส่หัว แกว่งเท้าหาเสี้ยน หรือทำให้ตัวเองลำบากโดยใช่เหตุ 55555

 

4.2 อินสุด ๆ กับ “ความหวั่นไหวทางใจของพนักงานบริษัทเอกชนที่อาจจะโดนปลดออกจากงานได้ทุกเมื่อ”

 

4.3 นอกจากฉากสามสาวออฟฟิศคุยกันแล้ว อีกฉากที่เราขอยกให้เป็น one of my most favorite scenes of all time ก็คือฉากที่ดารารัตน์ถูกเจ้านายสั่งให้ซ่อมพิมพ์ดีดกับขัดรองเท้านี่แหละ

 

ชอบฉากนี้อย่างสุดขีดตรงที่

 

4.3.1 ชอบวิธีการพูดของตัวเจ้านายมาก ๆ ที่ไม่ได้ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงแบบนางอิจฉา แต่เป็นการออกคำสั่งในทางอ้อม ผ่านทางประโยคคำถามในบางครั้ง ดูเหมือน soft แต่จริง ๆ แล้วเหี้ยมาก

 

4.3.2 ชอบน้ำเสียงและการพูดว่า “ไม่” ของนางเอกในฉากนี้มาก ๆ คือเจ้านายถามว่านางเอกซ่อมพิมพ์ดีดเป็นมั้ย นางเอกก็ตอบว่า ไม่เป็นค่ะ ด้วยน้ำเสียงกึ่งแข็งกระด้าง และพอเจ้านายพยายามจะให้นางเอกขัดรองเท้าผ่านทางการถามคำถามบางคำถาม นางเอกก็ตอบว่า “ไม่” เช่นเดียวกัน

 

คือเราว่า “น้ำเสียง” ของการพูดว่า “ไม่” ต่าง ๆ ของนางเอกในฉากนี้นี่มันตรงใจเราอย่างที่สุดของที่สุดเลยน่ะ คือมันไม่ใช่การพูดว่า “ไม่” ที่แข็งเกินไป หรืออ่อนเกินไป เพราะนางเอกจะใช้น้ำเสียงแข็งกระด้างรุนแรงกว่านี้ก็ไม่ได้ เพราะเขาเป็นเจ้านายของเธอ และเธอกลัวตกงาน แต่เธอก็ “ไม่พอใจ” สิ่งที่เจ้านายทำอย่างรุนแรง น้ำเสียงของเธอในฉากนี้เลยมีทั้ง “ความไม่พอใจ”, “ความเกลียดชังเจ้านาย”, “ความรำคาญ” แต่มันถูกสกัดกั้นไว้ด้วยความเจียมตนว่าตนเองเป็นลูกน้องและความกลัวตกงานอยู่ด้วย คือมันไม่ใช่การพูดว่า “ไม่” ด้วยอารมณ์เดียวอย่างโดด ๆ แต่เป็นการตอบคำถามเจ้านายด้วยอารมณ์หลากหลายอย่างผสมผสานกันและขัดแย้งกันในเวลาเดียวกัน คือเกลียดเจ้านายก็เกลียด แต่จะให้ใช้น้ำเสียงแข็งกว่านี้ก็ไม่ได้ เพราะกลัวตกงาน เธอเลยทำได้แค่ตอบว่า  ไม่ อย่างชัดถ้อยชัดคำ แต่ไม่สามารถใช้น้ำเสียงที่แรงเกินไปกว่านี้ได้ และเธอก็เหมือนรู้ตัวอยู่กลาย ๆ ว่า ต่อให้เธอตอบว่า ไม่ ไม่ ไม่ สักกี่ครั้งก็ตาม เจ้านายก็จะบังคับให้เธอทำในสิ่งที่เธอไม่ต้องการอยู่ดี

 

4.3.3 การที่เธอถ่มน้ำลายใส่รองเท้าเจ้านายก็ทำให้ฉากนี้กลายเป็นหนึ่งในฉากคลาสสิคของหนังไทยสำหรับเราไปเลย

 

4.4 พอมาดูรอบสองถึงเพิ่งสังเกตว่า หนังชอบถ่ายตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน เห็นท้องฟ้าเป็น vanilla sky ทั้งฉากที่นางเอกไปสัมภาษณ์อดีตสาวคาเฟ่ที่อพาร์ทเมนท์ เราก็จะเห็นท้องฟ้ายามสายัณห์เป็นฉากหลัง และฉากที่นางเอกร้องห่มร้องไห้หลังจากไปเสนอข่าวแล้วเหมือนไม่ประสบความสำเร็จ เธอเดินออกมาแถวลานจอดรถ ฉากนั้นเราก็เห็นท้องฟ้ายามสนธยาชัดมาก ๆ และสวยมาก ๆ ซึ่งเราว่ามันก็เข้ากับหนังเป็นอย่างมาก เพราะชีวิตของตัวละครในหนังเรื่องนี้หรือชีวิตของพวกเราในดินแดนแห่งนี้ก็เหมือนอยู่ในแดนสนธยา อยู่ในดินแดนแห่งแสงริบหรี่โพล้เพล้นี่แหละ

 

4.5 สรุปว่าพอมาดูรอบสองแล้วก็ขอยกให้ฉากนางเอกปะทะกับเจ้านายตอนซ่อมพิมพ์ดีดนี่ถือเป็น one of my most favorite scenes of all time ไปเลย และขอยกให้สามสาวออฟฟิศในหนังเรื่องนี้นื่ถือเป็นกลุ่มตัวละครที่ชอบที่สุดในภาพยนตร์ไทยไปด้วยเลย

 

คือพอมาดูรอบสองแล้วก็เลยพบว่า ถึงแม้เราจะชอบประเด็นการเมืองและเรื่องการสะท้อนยุคสมัยของความกลัวโรคเอดส์ในหนังมาก ๆ แต่สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังก็คือการออกแบบตัวละครหญิงที่ตรงใจเรามากที่สุด และการสะท้อนชีวิตสาวออฟฟิศนี่แหละ ทั้งความไม่มั่นคงของการทำงานในบริษัทเอกชน, วิธีการใช้อำนาจระหว่างเจ้านายกับลูกน้องในออฟฟิศ และการพูดคุยกันแบบถึงใจของสาวออฟฟิศ คือเหมือนถ้าเป็นฉากที่สามสาวออฟฟิศนี้คุยกันเมื่อไหร่ ระดับความชอบของเราจะพุ่งปรี๊ด รู้สึกเหมือนมีสายฟ้ามาฟาดเปรี้ยง ๆ ที่ตัวเรา แต่พอเป็นฉากคาเฟ่หรืออะไรต่าง ๆ ที่ไม่ใช่สามสาวคุยกัน ระดับความหวีดของเราจะลดลง 55555

 

4.6 สาเหตุที่เรายกให้ BANGKOK TRADITION เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE THAI FILMS OF ALL TIME ก็เป็นเพราะตัวละครสามสาวออฟฟิศที่เหมือนหลุดออกมาจากดวงจิตของเรานี่แหละ คือเหมือนถ้าหนังเรื่องไหนออกแบบตัวละครหญิงให้ตรงใจเราแบบนี้ได้ หนังเรื่องนั้นก็จะครองใจเราได้อย่างรุนแรง ซึ่งหนังที่ทำแบบนี้ได้ ก็มีอย่างเช่น

 

4.6.1 “เมืองในหมอก” (1978, เพิ่มพล เชยอรุณ) ที่ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE FILMS OF ALL TIME ตัวละครในหนังเรื่องนี้มีทั้งแม่กับลูกสาวที่เป็นฆาตกรต่อเนื่อง ฆ่าคนไปหลายศพ, สามสาวในหมู่บ้านที่ทำพิธีปลุกวิญญาณ และสาวสวิงกิ้ง ฉากที่นางเอกที่เป็นฆาตกรโรคจิตปะทะสาวสวิงกิ้งนี่ถือเป็นหนึ่งในฉากที่ชอบที่สุดในหนังไทยเหมือนกัน

 

4.6.2 “ประสาท” (1975, Piak Poster) การปะทะกันของตัวละครนำหญิงทั้งสามตัวในหนังเรื่องนี้นี่มันสุดตีนจริง ๆ แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ก็เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE THAI FILMS OF ALL TIME เช่นเดียวกัน

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10228852135311537&set=a.10227993335122069

 

4.6.3 MAPS TO THE STARS (2014, David Cronenberg) พอเวลาล่วงเลยมาถึงตอนนี้ เราก็พบว่าหนังเรื่องนี้นี่แหละที่เป็น MY MOST FAVORITE FILM OF THE DECADE 2010-2019 เพราะเราไม่สามารถสลัดหนังเรื่องนี้ออกไปจากใจเราได้เลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตัวละครหญิงที่แสดงโดย Mia Wasikowska, Julianne Moore และ Olivia Williams ในหนังเรื่องนี้นี่ตรงใจเราอย่างที่สุดของที่สุดจริง ๆ

 

สรุปว่า I WORSHIP YOU –ยุ, Sirai และดารารัตน์ พวกเธอทั้งสามคือหนึ่งในสิ่งที่เรารักที่สุดในภาพยนตร์ไทยจริง ๆ

 

 

 

-