Showing posts with label VIDEO ART. Show all posts
Showing posts with label VIDEO ART. Show all posts

Sunday, July 28, 2024

MAKO IDEMITSU

 

บันทึกการติดโควิดรอบสอง วันที่ 7 (27/07/2024)

 

วันนี้ลองตรวจด้วย FLOWFLEX ก็ยังเป็นสองขีดจาง ๆ อยู่

 

แต่วันนี้ลองตรวจด้วย GICA สองแบบด้วย โดยอันบนเป็นใช้ไม้แยงเข้าปาก ซึ่งเราก็รู้สึกว่าผลมันออกมาเป็นสองขีดจาง ๆ

 

ส่วนอันล่างเป็น GICA แบบใช้ไม้แยงจมูก ซึ่งผลออกมาเป็นขีดเดียว

 

เราก็เลยเดาเอาว่า ชุดตรวจของ FLOWFLEX น่าจะ sensitive กว่า GICA นะในกรณีของเรา แต่ตอนนี้เราก็คงยึดเอาของ FLOWFLEX เป็นหลักไปก่อน วันนี้เราก็เลยยังไม่ได้ออกไปดูหนังในโรงภาพยนตร์

 

ซึ่งพอดูสถานที่ผลิตแล้ว ทั้ง FLOWFLEX และ GICA ก็ผลิตมาจากแคว้นหางโจวในประเทศจีนเหมือนกันเลย แต่เป็นคนละบริษัท

 

ปีที่แล้วเราใช้ของ ABBOTT ตรวจนะ แต่ตอนนี้เราหาซื้อชุดตรวจของ ABBOTT ไม่ได้มานานหลายเดือนแล้ว ก็เลยเน้นใช้ของ FLOWFLEX

 

วัดออกซิเจนได้ 96 วัดชีพจรได้ 65

++++

 

เห็น Facebook บอกว่า วันนี้วันเกิดของ Viriyaporn Quanni หรือ Viriyaporn Boonprasert 55555

 

เราได้ดูหนังของ Viriyaporn ครั้งแรกในวันที่ 5 ก.ค. 2012 หรือเมื่อ 12 ปีก่อน เมื่อหนังชุด “เจริญพรมหาธรรมใน 3 โลก” ที่ประกอบด้วยหนังสั้น 6 เรื่องของเธอได้ฉายในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนในวันนั้น

 

Viriyaporn เหมือนหายสาบสูญไปแล้ว แต่เธอยังคงทิ้ง legacy ไว้ให้ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นต่อมาได้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากหนังที่ออกฉายในปีที่แล้วอย่างเช่น “ลักชาติด้วยความรวบรัด” (2023, Warat Bureephakdee, A+)  และ COME FROM AWAY กลับบ้าน (2023, Piyanat Lamor, 21min, A+30) ที่มีการ tribute ให้ Viriyaporn อย่างชัดเจน ก็เลยเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มีผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหม่ ๆ ได้รับแรงบันดาลใจจาก Viriyaporn

+++

131. LOOSE THREADS (2022, Chayanid Siripaiboolpong ชญานิศ สิริไพบูลย์พงศ์, Jessieca Junesha เจสซิก้า จูนเนช่า / 1.41 นาที, animation, A+25)

 

หนังเกี่ยวกับหญิงชราที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ และหนังถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างงดงาม เหมาะฉายควบกับ LATE AFTERNOON (2017, Louise Bagnall, Ireland, animation, A+30) และ STILL THE SAME ประกายแสงในเงา (2021, Thanadol Choothong, 18min, A+30) มาก ๆ

 

 

132. LOST AND FOUND (2023, Natarn Eiandkliang ณาธาร เอียดเกลี้ยง / 27.25 นาที, A+15)

 

เป็นหนังไม่กี่เรื่องที่เราได้ดูที่มาจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ

 

133. THE LOST BARRIERS (2023, Tanawat Phongpisantham ธนาวัฒน์ พงศ์พิศาลธรรม / 11.54 นาที, A-)

 

134. LOST LEGATO (2023, Achita Pongam อชิตะ โพธิ์งาม / 16.44 นาที, A-)

 

ปี 2023 นี่เป็นปีของคุณอชิตะจริง ๆ เพราะเขากำกับหนังเรื่อง KAMPUN (2023, Achita Pongam อชิตะ โพธิ์งาม / 20.20 นาที, A+30) และ PHOTO ME BY YOUR EYES (2023,  อชิตะ โพธิ์งาม / 9.04 นาที, queer film, A+30) ด้วย แต่ LOST LEGATO เป็นหนังที่เราชอบน้อยที่สุดของเขาในบรรดา 3 เรื่องนี้

 

อย่างไรก็ดี ชอบที่มี teddy bears หลายตัวในซีนนี้ 55555

 

135. LOTTOHEAD (2022, Kmonvish Lawan กมลวิช ลาวัลย์, Tanadon Morya ธนดล หมอยา / 5.58 นาที, animation, A+25)

 

136. THE LOVE 2: GRANDMA LUAN [EXTENDED CUT] (2023, Supakit Seksuwan, 6min, documentary, A+)

THE LOVE 2: คุณย่าล้วน [Extended Cut]  / ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ / 6 นาที

 

เป็นหนังภาคสองที่ออกฉายห่างจากภาคแรกนานถึง 15 ปี เพราะ THE LOVE (2007, Supakit Seksuwan, 8min, A+30) ออกฉายในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนในวันที่ 12 ก.ค. 2008 ส่วน THE LOVE 2 ออกฉายในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนในวันที่ 11 พ.ย. 2023

 

สอบถามค่ะ ในบรรดาหนังไทยนั้น มีหนังภาคสองเรื่องไหนที่ออกฉายห่างจากภาคแรกเป็นเวลานานมาก ๆ บ้างคะ เพราะพอดีเราเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า ภาพยนตร์เรื่อง THE LOVE (2007, Supakit Seksuwan, 8min, A+30) กับ THE LOVE 2: GRANDMA LUAN [EXTENDED CUT] (2023, Supakit Seksuwan, 6min, documentary, A+) ออกฉายห่างจากกันนาน 15 ปี โดย THE LOVE ออกฉายในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนในวันที่ 12 ก.ค. 2008 ส่วน THE LOVE 2 ออกฉายในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนในวันที่ 11 พ.ย. 2023

 

 เราก็เลยสงสัยว่า มีหนังไทยเรื่องอื่น ๆ อีกไหมที่ภาคหนึ่งกับภาคสองออกฉายห่างจากกันนานกว่านี้ หรือว่าผู้ทำสถิติสูงสุดในด้านนี้ตอนนี้คือใคร

 

แต่ในบรรดาหนังต่างประเทศนั้น อย่างน้อย ๆ ก็มี

 

1. FARREBIQUE (1946, Georges Rouquier, France) กับ BIQUEFARRE (1983, Georges Rouquier, France) ที่ภาคสองออกฉายห่างจากภาคแรกนานถึง 37 ปี

 

2.หนังไตรภาคของ Claude Lelouch ที่ออกฉายห่างจากกันนานมาก A MAN AND A WOMAN (1966), A MAN AND A WOMAN: 20 YEARS LATER (1986) และ THE BEST YEARS OF A LIFE (2019) ที่ออกฉายห่างจากภาคสองนานถึง 33 ปี

 

137. LOVE COLOUR (2023, Anyaporn Tangsakulamporn  อัญญาภรณ์ ตั้งสกุลอำพร / 21.17 นาที, queer film, A+30)

 

138.  A LOVE LETTER TO MY SISTER (2023, Napasin Samkaewcham  นภสินธุ์ สามแก้วแจ่ม / 11.20 นาที, documentary, A+30)

 

หนักที่สุด สามารถฉายควบกับหนังชุด MENTAL-VERSE ของคุณ Wattanapume Laisuwanchai ได้เลย และสามารถฉายควบกับหนังเรื่อง CRY IN SILENCE (2006, J. G. Biggs, France, A+30) ได้ด้วย เพราะ CRY IN SILENCE ก็พูดถึง domestic violence ได้อย่างทรงพลังสุดขีดเหมือนกัน

 

139. LOVE TRIP ทริปนี้ฉันหลงรัก  (2023, Marisa Sonsena มาริสา ศรเสนา / 29.58 นาที, A+25)

 

เหมือนเป็นหนังที่ใช้ aesthetics เดียวกับหนังตลก mainstream ของไทย พวกหนังของหม่ำ จ๊กมก อะไรทำนองนี้ ซึ่งถ้าหากหนังเรื่องนี้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ที่ เมเจอร์ สำโรง หรือ บิ๊กซี บางพลี เราก็คงจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่อง ปกติ แต่พอหนังเรื่องนี้มันมาฉายในเทศกาลหนังสั้นมาราธอน หนังเรื่องนี้มันก็เลย โดดเด่น ขึ้นมาเฉยเลย 555555 เพราะหนังส่วนใหญ่ที่ฉายในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนไม่ได้ใช้ aesthetics เดียวกับหนังของหม่ำ จ๊กมก

 

140. LUCID DREAM (2023, Narinrat Intasamakul นรินรัตน์ อินทะสะมะกุล / 7.11 นาที, political film, A+25)

 

หนังการเมืองที่พูดถึงการถูกบังคับสูญหาย หรือการอุ้มฆ่านักกิจกรรม

 

ดูแล้วนึกว่าสามารถฉายควบกับ JACOB’S LADDER (1990, Adrian Lyne) ได้ด้วย

****

 

ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ เพิ่งสังเกตว่าหนังสองชุดนี้มีการสร้างภาคต่อที่ห่างจากกันนานหลายปีมาก

 

ลองดูใน Wikipedia แล้ว

 

อนึ่งคิดถึงพอสังเขป (1992), อนึ่งคิดถึงพอสังเขป รุ่น 2 (1996) และ อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง (2010)  แสดงว่าภาคสามออกฉายห่างจากภาคสองนานราว 14 ปีค่ะ ซึ่งดิฉันยังไม่ได้ดูภาคสองเลย

 

ส่วนบุญชู 8 เพื่อเธอ (1995) กับ บุญชู 9 (2008) ออกฉายห่างจากกันนาน 13 ปีค่ะ

+++

 

YOJI, WHAT’S WRONG WITH YOU? (1987, Mako Idemitsu, Japan, 17min, A+30)

 

1.กราบตีนมาก ๆ ฉากที่คุณแม่แอบดูลูกชายวัยฉกรรจ์เปลือยกายอาบน้ำนี่คือรุนแรงที่สุด (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ)

 

2.ฉากคุณแม่ลูบคลำกางเกงในของลูกชายนี่ก็หนักที่สุด

 

3. ชอบไอเดียการใช้จอทีวีมาก ๆ ในแง่นึงเราก็รู้สึกราวกับว่ามันคือการบูชา Nam June Paik ผู้บุกเบิกวงการ VIDEO ART ที่ชอบทำอะไรเกี่ยวกับตัวเครื่องทีวี

 

4. การใช้จอทีวีมันทำให้เกิดผลคล้าย ๆ  split screen ด้วย แต่ไม่ใช่ split screen ที่เป็นแต่ละ frame ถูกแยกต่างหากจากกันอย่างเด็ดขาด แบบ TIMECODE (2000, Mike Figgis, A+30) แต่เป็นแบบ frame within frame ซึ่งมันก็เหมือนให้ผลทางจิตวิทยาหรืออารมณ์ที่แตกต่างจาก split screen แบบอื่น ๆ

 

ในแง่นึงก็ดูแล้วนึกถึงการใช้ split screen ในหนังบางเรื่องของ Peter Greenaway พวกหนังอย่าง PROSPERO’S BOOKS (1991, UK, A+30) ด้วย

 

5.แต่ที่เราชอบสุดขีดก็คือว่า ในขณะที่เรื่องนอกจอทีวีดูเหมือนจะเดินไปข้างหน้า เรื่องในจอทีวีกลับดูเหมือนจะเดินถอยหลังไปเรื่อย ๆ แบบเรื่องราวใน 5X2 (2004, François Ozon, France, A+30)

 

เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้ก็เลยเหมือนหนักกว่า 5x2 เสียอีก เพราะเหมือนการเล่าเรื่องถอยหลังแบบ 5x2 เป็นแค่ครึ่งนึงของหนังเรื่องนี้เท่านั้น หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องแบบ “เดินหน้า” ไปด้วย และ “ถอยหลัง” ไปด้วยในเวลาเดียวกัน และทั้งสองส่วนนี้ก็ดูเหมือนสัมพันธ์กัน ส่งผลกระทบต่อกันและกันในทางจิตวิทยา

 

และเราก็คิดว่าประสบการณ์ชีวิตในอดีตของคนแต่ละคน มักจะหล่อหลอมตัวตนของคน และส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของคนแต่ละคนในปัจจุบัน เราก็เลยชอบการเชื่อมโยงอดีตและปัจจุบันด้วยวิธีการแบบในหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

6.ก็เลยกราบตีนวิธีการเล่าเรื่องของ Mako Idemitsu มาก ๆ ไม่รู้คิดขึ้นมาได้ยังไง สุดขีดจริง ๆ

 

7.ดูแล้วนึกว่าเป็น antidote หนังของ Yasujiro Ozu ที่ “พ่อกับลูกสาว” มักจะมีความสัมพันธ์ทางใจกันแบบแปลก ๆ 555555

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ถึงวันที่ 31 ก.ค.

https://www.e-flux.com/film/616264/yoji-what-s-wrong-with-you/

 

 

 

 

 

 

Wednesday, January 11, 2023

DON’T SAY GOODBYE TO EARTH (2022, Gabriel Massan, Brazil, short film, A+30)

 

DON’T SAY GOODBYE TO EARTH (2022, Gabriel Massan, Brazil, short film, A+30)

 

สวยงามมาก ๆ

 

ดูได้ที่
https://virtualvenue.bkkartbiennale.com/

 

VOIDSCAPE (2022, Kawita X CJK X CDS, short film, A+30)

 

วิดีโอที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับ “ทุนนิยม” โดยมีห้าง Central Department Store เป็นผู้ร่วมสร้างวิดีโอนี้ด้วย

 

ดูได้ที่
https://virtualvenue.bkkartbiennale.com/

 

 

Saturday, July 03, 2021

NOTES FROM THE PERIPHERY (2021, Tulapop Saenjaroen, 14min, A+30)

 

NOTES FROM THE PERIPHERY (2021, Tulapop Saenjaroen, 14min, A+30)

 

1.พิศวงมาก ดูตอนแรกก็ชอบมากนะ แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าใจหนังเท่าไหร่ 55555 (ความรู้สึกคล้าย ๆ ดูหนังของ Jean-Luc Godard ที่ชอบมาก แต่ไม่เข้าใจ) จนกระทั่งได้เข้าไปอ่านที่คุณณัฐชนน ธัญญศรีเขียนถึงหนังเรื่องนี้ แล้วถึงค่อยเข้าใจมากขึ้น
https://www.facebook.com/photo?fbid=4423821484318221&set=a.3942748755758832

 

2.ชอบการนำสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรงมาเรียงร้อยต่อกัน ตั้งแต่ปัญหาในแหลมฉบัง, การใช้ตู้คอนเทนเนอร์มาใช้เป็นเครื่องมือสกัดกั้นผู้ประท้วงฝ่ายประชาธิปไตย, การพูดถึงเพรียง (barnacles) และการที่หญิงสาวคนนึงพูดถึงการหาลู่ทางไปตั้งรกรากที่ประเทศอื่น ๆ

 

ตอนแรกก็งง ๆ กับการนำเรื่องพวกนี้มาเรียงร้อยต่อกัน แต่พอได้อ่านที่คนอื่น ๆ เขียนถึงหนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เข้าใจถึงการเชื่อมโยงกันมากขึ้น อย่างเช่นตู้คอนเทนเนอร์ในแหลมฉบัง ซึ่งเหมือนเป็นการรุกล้ำเพราะอิทธิพลทางเศรษฐกิจและทุนนิยมเข้ามาในแหล่งทำกินของชาวบ้าน และตู้คอนเทนเนอร์ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือของเผด็จการทางการเมืองในประเทศเดียวกันด้วย เหมือนหนังในส่วนนี้มันสะท้อนทั้งการทำร้ายกดขี่ประชาชนทั้งในการทำมาหากิน, การดำรงชีพ, เสรีภาพในการแสดงออก และนั่นย่อมทำให้คนบางส่วนในประเทศนี้ต้องการอพยพออกไป เพื่อหาสถานที่ที่ “ปลอดภัย” และสามารถ “ดำรงชีพได้” ซึ่งก็เหมือนกับเพรียง เพราะตอนแรกที่เพรียงเกิดมานั้น เพรียงจะปล่อยตัวไปตามกระแสน้ำ แต่เมื่อเพรียงเติบโตมาถึงจุดนึง เพรียงก็จะผ่านการ metamorphosis และหลังจากนั้นเพรียงก็จะต้องหาสถานที่ที่ “ปลอดภัย” และสามารถ “หาอาหารกินได้” เพื่อจะได้ฝังตัวอยู่บนพื้นผิวนั้นตลอดไป คล้าย ๆ กับมนุษย์ที่เมื่อเติบโตมาจนถึงจุดนึง ก็จะต้องหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการตั้งรกรากเพื่อทำมาหากินเช่นกัน เพียงแต่ว่าประเทศไทยที่ขาดไร้ซึ่งเสรีภาพในปัจจุบันมันเป็นสถานที่ที่เหมาะที่เราจะตั้งรกรากอยู่ตลอดไปหรือเปล่า แล้วถ้าเราไม่สามารถดิ้นรนหนีไปอยู่ที่อื่นได้ เราจะกลายเป็นเหมือนขวดพลาสติกเปล่าในโขดหินที่รอวันเน่าสลายไปเรื่อย ๆ ไหม

 

3.การนำเอาส่วนต่าง ๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรงมาเรียงร้อยต่อกันนี้ ทำให้นึกถึงหนังยุคแรก ๆ ของคุณ Tulapop เหมือนกันนะ อย่างเช่น “_____” (2006, 8min) และ OUR WAVES (2006, 12min) แต่ไป ๆ มา ๆ แล้วดูเหมือนกับว่าการที่ผู้ชมจะคิดหาทางเชื่อมโยงสิ่งต่าง  ๆ ในหนังยุคหลังของคุณ Tulapop อาจจะง่ายกว่าในหนังยุคแรก 55555 เพราะหนังยุคหลังของคุณ Tulapop มันดูเหมือนจะมีประเด็นที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมจับต้องได้ โดยเฉพาะประเด็นทางสังคม ผู้ชมก็เลยสามารถเชื่อมโยงประเด็นต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ง่ายขึ้น แต่หนังยุคแรกมันดูมีความเป็นนามธรรมสูงกว่า

 

แต่สิ่งที่เหมือนกันตั้งแต่หนังยุคแรกมาจนถึงหนังยุคหลังก็คือว่า เรารู้สึกว่าหนังของคุณ Tulapop มีการ “กระตุ้นความคิด” ผู้ชมสูงมาก ๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังไทยด้วยกัน เหมือนความ thought provoking นี่เป็นจุดเด่นที่สุดจุดนึงในหนังของคุณ Tulapop

 

4.ในส่วนแรกของหนังที่พูดถึงปัญหาในแหลมฉบังนั้น สิ่งที่เราชอบมาก ๆ ก็คือว่า เราว่าหนังสามารถหาวิธีถ่ายทอด “ความเลวร้ายของสังคม” หรือ “ภาพที่จริง ๆ แล้วไม่น่ามอง” หรือ “ทัศนะอุจาด” ของท่าเรือ/นิคมอุตสาหกรรม/พื้นที่เสื่อมโทรม ให้ออกมาแล้วเป็น “ภาพที่น่าประทับใจ” หรือ visually attractive น่ะ โดยที่ยังคงสะท้อนปัญหาไปด้วย ไม่ใช่ให้ความสวยของภาพกลบปัญหาไปจนหมด

 

 คือเราว่าสิ่งนี้มันยากมากน่ะ คืออธิบายง่าย ๆ ก็เหมือนกับว่า เราจะทำยังไงที่จะถ่ายภาพกองขยะ, ศพคนตายในสงคราม, etc. ให้ออกมาดูแล้วไม่อุจาด หรือดูแล้วอ้วกพุ่ง แบบภาพหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ก็ไม่ใช่ว่าถ่ายออกมาแล้วดูสวยงาม จนผู้ชมภาพถ่าย/ภาพยนตร์ลืมนึกถึงปัญหาสังคมอันนั้นไป เหมือนตากล้อง/ผู้กำกับภาพยนตร์ที่ทำงานด้านนี้ต้องเก่งมากจริง ๆ ถึงจะถ่ายภาพ “ความเลวร้าย” ให้ออกมาดูแล้วมีความน่าประทับใจ ไม่อุจาด มีความงดงามในแบบของมัน แต่สะเทือนอารมณ์ผู้ชมให้ตระหนักถึงปัญหาอย่างรุนแรงไปด้วยในเวลาเดียวกัน นึกถึงผลงานภาพถ่ายของ Sebastião Salgado อะไรทำนองนี้ ที่เป็นภาพถ่ายที่งดงามสุด ๆ แต่ก็ทรงพลังในแง่การสะท้อนความโหดร้ายของโลกได้ในเวลาเดียวกันด้วย

 

เราว่าส่วนแรกของหนังเรื่องนี้ ทำตรงจุดนี้ได้สำเร็จนะ เราว่าหนังมันดู visually attractive สุด ๆ น่ะ แต่ก็ดูแล้วรู้สึกได้ถึงความยากลำบากของชาวบ้าน และความไม่น่าอภิรมย์ของแหลมฉบังไปด้วยในเวลาเดียวกัน

 

5.สาเหตุที่เราดูแล้วรู้สึกว่า หนังส่วนแรกมันสวยมาก ๆ แต่ก็สะท้อนปัญหาไปด้วยได้ดีมาก อาจจะเป็นเพราะว่าหนังใช้เทคนิคดังต่อไปนี้ร่วมด้วย

 

5.1 การซ้อนภาพกันไปมา superimposition กันไปมา คือเหมือนพอภาพต่าง ๆ มันมาซ้อน ๆ กัน มันมักจะก่อให้เกิด “ความสวย” เป็นอย่างมาก ในหนังทดลองโดยทั่วไป แต่ในหนังเรื่องนี้นั้น การซ้อนภาพกันไปมา มันได้ทั้งความสวย และ sense ของความสับสนวุ่นวายน่ารำคาญของโลกอุตสาหกรรม/ทุนนิยมอำมหิตด้วย

 

5.2 การใช้เทคนิคดิจิทัลมาทำ effect กับภาพต่าง ๆ ซึ่งทำให้ภาพมันดูสวยขึ้นมาก แต่ตัวเนื้อหาของภาพนั้นมันก็ยังสามารถสะท้อนแง่มุมต่าง ๆ ของแหลมฉบังได้เหมือนเดิม

 

5.3 การย้อมสีภาพ หรือทำ color effects ให้กับวัตถุต่างๆ  ในภาพ  โดยเฉพาะการย้อมสีสันสวยสดงดงามให้กับภาพกลุ่มผู้ประท้วงที่แหลมฉบัง (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด) หรือการย้อมสีเขียวให้กับฉากการใช้ตู้คอนเทนเนอร์กับกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

 

5.4 การใช้ sound effects ที่ “ไพเราะแต่กวนประสาท” ที่เราชอบสุด ๆ สุดยอดมาก ๆ คือเราว่า sound effects ในหนังมันได้ทั้งความไพเราะแบบดนตรี electronic แต่ได้อารมณ์กวนประสาท และสื่อถึงความไม่น่าอยู่ของแหลมฉบังไปด้วยในเวลาเดียวกัน

 

6.เราว่าการใช้เทคนิคต่าง ๆ ตามที่เราระบุมาในข้อ 5 มันช่วยสร้างความแตกต่างได้เป็นอย่างดีระหว่างงาน video art แบบหนังเรื่องนี้ กับหนังสารคดีด้วย คือถ้าหากเป็นหนังสารคดีที่พูดถึงปัญหาสังคม โดยส่วนใหญ่แล้วมันจะไม่ต้องทำ superimposition, digital effects, color effects, sound effects, etc.  รุนแรงขนาดนี้น่ะ แต่มันจะเน้นนำเสนอภาพความเลวร้ายตามความเป็นจริงไปเลย โดยไม่ต้องสร้างความงดงามด้านภาพมากขนาดนี้

 

คือในส่วนแรกของหนังนั้น เรานึกถึงหนังสารคดีที่เราชอบมาก ๆ 3 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

6.1 แหลมฉบัง คลื่นทุกข์ โถมซ้ำซาก (2012, Kunnawut Boonreak, documentary, 16min)

 

6.2 THE THIRD EYE (2013, Unaloam Chanrungmaneekul, Thitiphun Bumrungwong, documentary, 42min)

หนังเรื่องนี้นำเสนอความทุกข์ยากของชาวบ้านเพราะปัญหาแหลมฉบังเหมือนกัน

 

6.3 มาบตาพุด (2013, ทีมเข้าใจคิด, จามร ศรเพชรนรินท์, สันติ ศรีมันตะ)

เรารู้สึกว่าปัญหาของมาบตาพุดกับแหลมฉบังอาจจะมีความใกล้เคียงกัน

https://www.youtube.com/watch?v=3E_k8PgLFv8

 

คือตอนแรก ๆ เรานึกว่า NOTES FROM THE PERIPHERY มันจะพูดในสิ่งที่ซ้ำกับหนังสารคดี 3 เรื่องนี้หรือเปล่า แต่ก็ปรากฏว่ามันเหมือนละไว้ในฐานที่เข้าใจไปเลย 55555 คือไม่ต้องพูดอธิบายชี้แจงซ้ำในสิ่งที่หนังสารคดีเหล่านี้ได้ทำไปแล้ว และ NOTES FROM THE PERIPHERY ยังสามารถนำเสนองานด้านภาพที่แตกต่างจากหนังสารคดีเหล่านี้เป็นอย่างมากได้ด้วย

 

7. ส่วนครึ่งหลังของหนังนั้น ก็ทำให้นึกถึง WHERE WE BELONG (2019, Kongdej Jaturanrasamee) ด้วย ในแง่การพูดถึงหญิงสาวที่อยากหนีไปจากประเทศไทย

 

คือถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนกับว่า NOTES FROM THE PERIPHERY ทำให้เรานึกถึงประเด็นในหนังสารคดี 3 เรื่องข้างต้น รวมกับประเด็นในหนัง fiction เรื่อง WHERE WE BELONG น่ะ

 

ซึ่งเราก็ชอบทั้งหนังสารคดี, หนัง fiction และงาน video art แบบหนังเรื่องนี้นะ เราว่าหนังแต่ละแบบมันมีข้อดีแตกต่างกันไป หนังสารคดีอาจจะนำเสนอปัญหาแหลมฉบังได้โดยตรง แต่ก็อาจจะไม่ได้กระตุ้นความคิดเราให้นึกถึงปัญหาอื่น ๆ ที่กว้างกว่าแหลมฉบัง แบบที่ NOTES FROM THE PERIPHERY สามารถทำได้ ส่วนหนัง fiction แบบ WHERE WE BELONG ก็อาจจะสร้างอารมณ์สะเทือนใจที่เรามีต่อตัวละครได้อย่างรุนแรงกว่า แต่ก็ไม่ได้กระตุ้นความคิดเราในแบบที่ NOTES FROM THE PERIPHERY สามารถทำได้เช่นกัน  เราก็เลยรู้สึกว่า ถึงแม้ NOTES FROM THE PERIPHERY จะทำให้เรานึกถึงบางประเด็นที่คล้ายกับหนัง 4 เรื่องข้างต้น แต่มันก็มีข้อดีในแบบของมันเองที่ไม่ซ้ำกับหนังเรื่องอื่น ๆ และก็มีงานด้าน visual effects ที่น่าประทับใจไม่แพ้หนังเรื่องอื่นๆ เลยด้วย

 

8.ชอบที่หนังมันเหมือนเล่นกับอะไรบางสิ่ง อย่างเช่น

 

8.1 ตู้คอนเทนเนอร์ในแหลมฉบัง กับตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้กีดกันผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

 

8.2 เพรียงที่ริมทะเล กับชีวิตมนุษย์ที่ต้องการสถานที่ที่ safe เพื่อจะได้ปักหลัก ตั้งรกราก แบบเดียวกับเพรียง

 

8.3 การเล่นกับคำว่า ship ที่แปลว่าเรือ กับ ship ที่ใช้เป็น suffix ที่แปลว่า “ความ” หรืออะไรทำนองนี้ 55555

 

9. ตอนแรกก็งง ๆ กับภาพรูปทรงแปลก ๆ ที่ตัวละครผู้หญิงถือในหนังเรื่องนี้ แต่เราเดาว่าภาพรูปทรงแปลก ๆ มันมาจากอะไรพวกนี้

https://www.304industrialpark.com/th/articles-detail/42/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A1%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%87-%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-3

 

9. พอมีฉากการเก็บหอยในหนังเรื่องนี้แล้ว เราก็เลยนึกถึง DOUBLE TIDE (2009, Sharon Lockhart) เลย 5555 แต่ฉากการเก็บหอยในหนังเรื่องนี้คือขั้วตรงข้ามของ DOUBLE TIDE เพราะในขณะที่ DOUBLE TIDE เหมือนสะท้อนความงามของธรรมชาติ ฉากการเก็บหอยหรือการหาปลาของชาวบ้านใน NOTES FROM THE PERIPHERY คือการสะท้อนความเหี้ยห่าของโลกอุตสาหกรรม/ทุนนิยม ที่เข้ามาสร้างความยากลำบากให้แก่ชาวบ้านในการหากินตามธรรมชาติ

 

10. ฉากจบของหนังเรื่องนี้ ที่เป็นขวดพลาสติกเปล่าที่ติดอยู่ในโขดหินริมน้ำนั้น ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง APPLE IN THE RIVER (1974, Aivars Freimanis, Latvia) โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะใน APPLE IN THE RIVER ก็มีฉากแอปเปิลติดอยู่ในโขดหิน และเหมือนเป็นการอุปมาอุปไมยสะท้อนชีวิตแร้นแค้นของหนุ่มสาวในยุคสหภาพโซเวียตที่ “อับจนหนทางไป” เหมือนกัน นอกจากนี้ ตัวละครพระเอกของ APPLE IN THE RIVER ก็อาศัยอยู่ในเกาะกลางแม่น้ำในแลตเวีย แต่เขากับชาวบ้านทั้งเกาะก็ต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน เพราะถูกทางการไล่ที่ด้วย ซึ่งก็อาจคล้ายกับชีวิตชาวบ้านแถบแหลมฉบัง/มาบตาพุด ที่เผชิญกับความเลวร้ายจากความเจริญทางอุตสาหกรรมเหมือนกัน

 

สรุปว่า ไม่ว่าจะเป็นโลกทุนนิยมเผด็จการแบบไทย หรือโลกคอมมิวนิสต์ ชีวิตชาวบ้านก็ทุกข์ยากลำบากไม่แพ้กัน จบ

 

Sunday, March 12, 2017

.ANTS IN THE LEGS (2016, Danielle Zorbas, Australia, 41min, A+30)

.ANTS IN THE LEGS (2016, Danielle Zorbas, Australia, 41min, A+30)

(This is the English translation of what I wrote in Thai on Saturday, with some added comments)

You can watch the film from the link below. When I saw this film, I couldn’t help crying out “Oh my god!” every minute. The film overwhelms me completely. It certainly will be in the list of my top ten most favorite films I saw in 2017. I can’t decide which scene in this film is the weirdest scene. One of my most favorite scenes is the scene in which the characters are practising in a yoga lesson while playing something like a ouija board at the same time (around minute 7-8 in the film). The moment that I like the most in this film occurs in minute 15. It is the moment when the film cuts suddenly from a scene which looks funny but cheap like a scene in Poj Arnont’s films (the scene which portrays a mad woman harassing some people in public or something like that) to a romantic scene which portrays a man and a woman wearing sunglasses and dancing in a club. The atmosphere or feeling of this romantic scene reminds me of Wong Kar-wai’s or Claire Denis’ films. How could any filmmaker in this world dare to connect a scene which feels like Poj Arnont’s films to a scene which feels like Wong Kar-wai’s films?!?!?! The juxtaposition of these two scenes is the kind of thing I have never seen before. So the moment in minute 15, when these two scenes collide with each other, is one of my most favorite “editing” moments of all the films I have ever seen in my entire life.

Two of my most favorite scenes in this film are the scene in which the two women keep bumping onto each other in a gallery, and the scene in which the woman tries some sunglasses.

This film reminds me of two of my most favorite films of all time. One is I-BE AREA (2007, Ryan Trecartin), because both ANTS IN THE LEGS and I-BE AREA are extremely funny and energetic, and portray the filmmakers in various styles. The other film is VIDEO 50 (1978, Robert Wilson), because both VIDEO 50 and ANTS IN THE LEGS put scenes which seem to be unrelated to each other with each other, and sometimes this kind of weird juxtaposition results in one of the most hilarious moments I have ever experienced in my life.

Moreover, ANTS IN THE LEGS reminds me of some “bad films which are full of unintentionally funny moments”, such as GUARDIANS (2017, Sarik Andreasyan) and BOXING IN LOVE (2016, Rearngsak Meesiri + Kriangsak Pintusornsri). The difference is that for ANTS IN THE LEGS, the fun is intentional, not unintentional like in those bad films.