Saturday, September 09, 2006

REPLY TO PRAP

อ่านความเห็นของคุณปราปต์ บุนปานได้ที่นี่ค่ะ
http://www.bioscopemagazine.com/web2006/webboard/index-in.php?id=44308


ตอบคุณปราปต์

--ดีใจมากค่ะที่ได้อ่านความเห็นของคุณปราปต์ รู้สึกทึ่งกับหนังสองเรื่องของคุณที่ได้ชมมากค่ะ มันมีวิธีการนำเสนอที่แตกต่างจากหนังไทยโดยทั่วๆไปเป็นอย่างมาก หรือถ้าหากเทียบกับหนังทั้งโลกแล้ว มันก็คงมีหนังเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่เลือกวิธีการนำเสนอที่ “เรียบง่าย แต่ได้ใจความ” เช่นนี้

(ข้อความข้างล่างนี้อาจจะไม่ได้เป็นการตอบคุณปราปต์โดยตรง แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นเรื่อยเปื่อยของดิฉันว่าการได้ดูหนังของคุณปราปต์ทำให้คิดไปถึงหนังเรื่องอื่นๆเรื่องใดบ้าง)

--หนังที่มีวิธีการนำเสนอที่เรียบง่าย แต่โดนใจดิฉันมากๆก็รวมถึง

1.”อวดดี” (2003, สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์, A+++++)
หนังสั้นเรื่องนี้ให้หนุ่มหล่อคนหนึ่งพร่ำบ่นถึงอะไรหลายๆอย่างในสังคมเป็นเวลานาน ก่อนจะจบลงด้วยการแสดงให้เห็นว่าผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ตัวละครพูดมาเลยแม้แต่นิดเดียว

2. หนังสั้นเรื่องนึงของคุณมานัสศักดิ์ ดอกไม้ จำชื่อเรื่องไม่ได้ แต่ว่าตลอดทั้งเรื่องเราจะได้ยินเสียงคนสองคนคุยกันเกี่ยวกับประเด็นทางสังคม โดยไม่ได้เห็นตัวคนพูดทั้งสองคนเลย แต่อาจจะได้เห็นมือหรือแขนโผล่เข้ามาบ้างนิดหน่อย ส่วนภาพในหนังจำไม่ได้ว่าเป็นภาพกรงนกหรืออะไรสักอย่าง และถ้าจำไม่ผิดหนังจะจับภาพกรงนกหรืออะไรทำนองนี้ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องโดยไม่ได้เคลื่อนกล้องไปไหน

3.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนายโดม สุขวงศ์ ตอน ภัยเงียบ (2005, มานัสศักดิ์ ดอกไม้, A+)
นอกจากหนังเรื่องนี้จะถ่ายทอดประเด็นในหนังอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ดิฉันยังรู้สึกว่าคุณมานัสศักดิ์สามารถถ่ายทอด “ความน่ารัก” ของคุณโดมออกมาได้ด้วย

--ตอนที่ได้ดู “ทวิภพในเอกภพ” รู้สึกทึ่งมากๆตอนที่หนังใช้วิธีถ่ายไปตามหน้ากระดาษบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เพื่อถ่ายทอดข้อเขียนออกมาจากหน้ากระดาษนั้นให้ผู้อ่านได้อ่านตรงๆ มันเป็นวิธีการที่ “ตรงไปตรงมา” ในแบบที่ดิฉันชอบมากๆ มันเป็นวิธีการถ่ายทำที่น่าจะเรียกได้ว่า “ง่ายที่สุด” แต่ในขณะเดียวกันมันก็สามารถสื่อสารถึงผู้อ่านได้ตรงที่สุด แต่ก็มักจะไม่ค่อยเจอหนังที่ทำแบบนี้สักเท่าไหร่ นอกจากนี้ “ทวิภพในเอกภพ” ยังเป็น “หนังอิงหนัง” ในแบบที่แตกต่างอย่างมากๆจาก “หนังอิงหนัง” เรื่องอื่นๆ ด้วย


--ตอนที่ได้ดูฉาก “ถ่ายไล่เรียงไปตามหน้ากระดาษ” ใน “ทวิภพในเอกภพ” นั้น อยู่ดีๆก็นึกถึงหนังของ JEAN-LUC GODARD ขึ้นมา (หนังของคุณ “มานัสศักดิ์ ดอกไม้” บางเรื่องก็ทำให้นึกถึงหนังของ GODARD เช่นกัน) เพราะหนังของ GODARD มักจะมีบางฉากที่เป็นการแสดงความคิดเห็นทางสังคม-การเมืองที่ทั้ง “ตรงไปตรงมา” แต่ดู “เฮื้ยนมากๆ” ในเวลาเดียวกัน โดยมักจะผ่านทางเสียงบรรยายในหนัง

วิธีการถ่ายไล่เรียงตามหน้ากระดาษแบบนี้ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง

1.MY STORY (2000, ทรงพล ชาญใช้จักร, A+)
http://www.thaifilm.com/shortFilmDetail.asp?id=14
หนังเรื่องนี้มีการถ่ายให้เห็นตัวอักษรตามหน้ากระดาษเช่นกัน แต่อ่านไม่ค่อยออกสักเท่าไหร่ เพราะหนังคงไม่ได้ต้องการเน้นให้ผู้อ่านได้อ่านข้อความที่เขียนไว้ แต่ต้องการถ่ายทอด “ความรู้สึก” มากกว่า “ข้อความ”

2.NINJA BUGEI-CHO (1967, NAGISA OSHIMA, A+++++)
http://www.imdb.com/title/tt0062044/

หนังการ์ตูนเกี่ยวกับนินจา ที่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่า “แอนิเมชั่น” ดีหรือไม่ เพราะหนังความยาว 135 นาทีเรื่องนี้ใช้วิธีเคลื่อนกล้องไปตามภาพใน “หนังสือการ์ตูน” ตลอดความยาว 135 นาทีของหนัง นี่อาจจะเป็นหนังการ์ตูนที่ถ่ายทำง่ายที่สุดในโลก แต่ในเมื่อเนื้อหาในหนังสือการ์ตูนมัน “สนุกสุดๆ” อยู่แล้ว การเคลื่อนกล้องไปตามภาพในหนังสือการ์ตูนมันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ดิฉันรู้สึกสนุกตื่นเต้นอย่างสุดๆกับเนื้อหาของเรื่อง โดยไม่จำเป็นต้องตำน้ำพริกละลายแม่น้ำด้วยการทำให้ภาพมันเคลื่อนไหวให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุแต่อย่างใด

NINJA BUGEI-CHO ยังทำให้นึกถึงผู้กำกับภาพยนตร์บางคนที่ชอบการ IMPROVISE ในระหว่างการถ่ายทำ หรือเปลี่ยนใจดัดแปลงบทใหม่ในระหว่างการถ่ายทำด้วย เพราะดูเหมือนผู้กำกับบางคนในกลุ่มนี้จะเคยพูดว่า ถ้าหากเขาต้องทำหนังให้ออกมาตรงเป๊ะๆตามบทที่เขียนไว้แล้วล่ะก็ เขาก็ไม่รู้จะถ่ายทำหนังเรื่องนั้นออกมาทำไม สู้เอากล้องไปถ่าย “สตอรี่บอร์ด” ตั้งแต่ต้นจนจบสตอรี่บอร์ดซะดีกว่า


3.INTO THE PICTURE SCROLL: THE TALE OF YAMANAKA TOKIWA (2004, SUMIKO HANEDA)
http://www.imdb.com/title/tt0481945/
http://www.sffs.org/fest05/titleDetail.asp?title_id=44
Experimental film transposing frame by frame the famous 150-meter Japanese parchment into celluloid. The original parchment tells the story of a son trying to avenge his mother's death.
หนังความยาว 100 นาทีเรื่องนี้ถ่ายทอดภาพนิ่งที่วาดไว้ในม้วนภาพกระดาษโบราณ โดยเนื้อหาในม้วนภาพนี้เป็นเรื่องของลูกชายที่พยายามล้างแค้นให้แม่ที่ถูกกลุ่มโจรฆ่าตาย แต่จุดเด่นของหนังอยู่ที่การจัดวางกรอบภาพในหนัง, จังหวะการเล่า, เพลงประกอบ, การที่ “กล้อง” สามารถถ่ายทอดรายละเอียดบางอย่างในม้วนกระดาษที่ตาเปล่ามองไม่เห็น, จังหวะการตัดต่อ, การลำดับภาพแบบไอเซนสไตน์ในบางฉาก และการถ่ายแบบโคลสอัพในบางจุดเพื่อให้ผู้ชมได้สังเกตเห็นชีวิตประจำวันในยุคเอโดะ
http://www.filmex.net/2004/img_sakuhin/ph_yamanaka_1.jpg


--หนังกลุ่มที่ให้กล้องถ่ายไล่เรียงไปตามหน้ากระดาษในกลุ่มข้างบน อาจจะเป็นหนังกลุ่มที่เป็นเพื่อนสนิทกับกลุ่มที่สองนี้ ซึ่งก็คือหนังกลุ่มที่ให้ “ตัวละคร”? มาอ่านอะไรบางอย่างให้ผู้ชมฟังตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

หนังสำคัญในกลุ่มที่สองนี้รวมถึง

1.THE HAMBURG LECTURES (2006, ROMUALD KARMAKAR)
เคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไว้แล้วใน
http://www.bioscopemagazine.com/web2006/webboard/index-in.php?id=35688

หนังเรื่องนี้มีความยาว 133 นาที และนำเสนอบทพูดของ MOHAMMAD FAZAZI ซึ่งเป็น IMAM ของมัสยิดใน HAMBURG ซึ่งเป็นมัสยิดที่นักจี้เครื่องบินในเหตุการณ์ 9/11 หลายคนชอบไป โดย KARMAKAR (1965) ให้นักแสดงชื่อ MANFRED ZAPATKA มาอ่านบทพูดของ FAZIZI ให้ผู้ชมฟัง และหนังทั้งเรื่องไม่มีอะไรมากกว่านี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้พิจารณาสิ่งที่ FAZAZI พูดได้อย่างเต็มที่ วิธีการกำกับของ KARMAKAR ใน THE HAMBURG LECTURES มีความคล้ายคลึงกับหนังเรื่องอื่นๆของเขา อย่าง THE HIMMLER PROJECT (2000) และ A FRIENDSHIP IN GERMANY (1985) เพราะเขาต้องการให้ผู้ชม “คิด” ตลอดเวลาที่ได้ดูหนังของเขา ไม่ใช่ทำให้ผู้ชม “เชื่อ” ในสิ่งที่ปรากฏต่อหน้า เพราะฉะนั้นในหนังของเขา MANFRED ZAPATKA จึงอ่านบทพูดของตัวเองอย่างผิดๆถูกๆ และอ่านด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แทนที่จะพยายามอ่านด้วยสำเนียงและท่าทางให้เหมือนกับ FAZAZI เพราะ KARMAKAR เชื่อว่า THE “INCORRECT” WAY OF READING WOULD MAKE PEOPLE HEAR THE TRUE MEANING OF THE WORDS อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ THE HAMBURG LECTURES ได้ที่ http://www.onthemedia.org/transcripts/transcripts_033106_continental.html http://www.cantonrep.com/index.php?ID=272220 อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ROMUALD KARMAKAR ได้ที่ http://www.sensesofcinema.com/contents/02/21/karmakar.html http://www.german-films.de/en/germanfilmsquaterly/previousissues/seriesgermandirectors/romualdkarmakar/

2.THE HIMMLER PROJECT (2000, ROMUALD KARMAKAR)
หนังความยาว 182 นาทีเรื่องนี้ให้นักแสดงชื่อ MANFRED ZAPATKA มาอ่านสุนทรพจน์ของไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ ผู้นำเกสตาโปในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง โดยทั้ง 3 ชั่วโมงนี้ผู้ชมจะได้เห็นและได้ยินเพียงแค่ MANFRED อ่านสุนทรพจน์นี้ไปเรื่อยๆตลอดทั้ง 3 ชั่วโมง
the actor Manfred Zapatka reads a three-hour-long famous speech by Gestapo leader Heinrich Himmler, held on the 4th of October 1943 in front of leading Nazi officers at the Golden Hall of Posen Castle; giving an impressive insight into the perversions of Nazi ideology.
http://on1.zkm.de/zkm/stories/storyReader$3013
The film takes the speech out of its historical context so that the impression arises of taking part in a political event today. By reducing the stage-setting and montage, the danger of taking the bite out of the historical speech is avoided. »The Himmler-Project« marks a new development within film-making, on the border between documentary and dramatic cinema.


--ส่วน “หนังอิงหนัง” หรือ “หนังอิงละคร” เรื่องอื่นๆของไทยก็มีเช่น

1.บ้านทรายทอง (2006, จุฬญาณนนท์ ศิริผล)
ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้

2.มนต์รักวิศิษฎ์ (2006, สุภพร อุเทนพันธ์ + จรัสพงษ์ วิจิตรสุนทรกุล)
เข้าใจว่าผู้กำกับน่าจะชอบหนังของวิศิษฎ์

3.ฝันเรียม (2006, ลัดดาวัลย์ สืบเพ็ง, A++++++++++)
เป็นการนำเอา “ขวัญเรียม” มาดัดแปลงใหม่ให้กลายเป็นหนังที่ตลกสุดๆ

4.HAUNTED HOUSES (2001, APICHATPONG WEERASETHAKUL, A+)
เป็นการนำแรงบันดาลใจจาก “ทองประกายแสด” มาสร้างเป็นหนังที่มีการเปลี่ยนผู้เล่นไปเรื่อยๆ
http://www.kickthemachine.com/works/hauntedhouses.html

5.SWAN’S BLOOD (2001, APICHATPONG WEERASETHAKUL + MASAHITO ARAKI + FUJIWARA TOSHI)
http://www.kickthemachine.com/works/narrative.html
รู้สึกว่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากละครทีวีเรื่อง “เลือดหงส์” ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหนังเรื่อง “I-SAN SPECIAL” (2002, MINGMONGKOL SONAKUL, A+) มาจาก”เลือดหงส์” เหมือนกันหรือเปล่า
http://movie.sanook.com/drama/drama_02070.php

6.มีหนังสั้นไทยอีกอย่างน้อย 3 เรื่องที่สร้างขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก
ONG BAK (2003, PRACHYA PINKAEW, C-) แต่จำชื่อหนังสั้นไทยกลุ่มนี้ไม่ได้

7.”เมืองมายา กรุงธิดา” (2000, ลี ชาตะเมทิกุล, A+) ที่พาดพิงถึงหนังไทยเก่าๆ

8.รุมกัดสัตว์ประหลาด (2005, อลงกต, A-)
ที่พูดถึงปฏิกิริยาของผู้ชมบางกลุ่มบางคนที่มีต่อ TROPICAL MALADY

จริงๆแล้วก็ไม่แน่ใจว่าหนังบางเรื่องในกลุ่มข้างบนจะเรียกได้ว่าเป็น “หนังอิงหนัง” หรือ “หนังอิงละคร” ได้หรือเปล่า เพราะบางเรื่องอาจจะเข้าข่ายเป็น “หนังรีเมค” มากกว่า แต่มันก็ไม่ใช่การรีเมคแบบจริงๆจังๆซะทีเดียว แต่เป็นการนำมารีเมคใหม่ด้วยวิธีการที่เพี้ยนพิลึกมากๆ

จะเห็นได้ว่า “หนังอิงหนัง” บางเรื่องข้างต้นไม่ได้เป็นหนังที่สร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อถ่ายทอด “ความคิดเห็น” ของผู้กำกับที่มีต่อ “หนังต้นแบบ” เหมือนอย่าง “ทวิภพในเอกภพ” แต่เป็นการถ่ายทอด “ความประทับใจ” หรือเป็นการทดลอง “วิธีการเล่าเรื่องแบบใหม่” มากกว่า เพราะฉะนั้นหนังอย่าง “ทวิภพในเอกภพ” ก็เลยดูโดดเด่นสะดุดตามากๆ เมื่อนำมาเทียบกับ “หนังอิงหนัง” ด้วยกัน นึกไม่ออกเหมือนกันว่ามีหนังอิงหนังเรื่องไหนที่สร้างขึ้นเพื่อวิพากษ์หนังต้นแบบ, ถ่ายทอดความคิดเห็นต่อหนังต้นแบบ หรือต่อยอดความคิดเห็นจากหนังต้นแบบเหมือนอย่าง “ทวิภพในเอกภพ” อีกหรือไม่ ส่วนถ้าเป็นในเมืองนอกนั้น ก็อาจจะนึกถึงหนังอย่าง

1.MICHAEL MOORE HATES AMERICA (2004, MICHAEL WILSON) ที่สร้างขึ้นเพื่อตอบโต้ FAHRENHEIT 9/11 (2004, MICHAEL MOORE, A-)

2.WHY WAL-MART WORKS: AND WHY THAT DRIVES SOME PEOPLE C-R-A-Z-Y (2005, RON GALLOWAY) ที่สร้างขึ้นเพื่อตอบโต้ WAL-MART: THE HIGH COST OF LOW PRICE (2005, ROBERT GREENWALD)

รู้จักหนังกลุ่มข้างบนก็จากนิตยสาร BIOSCOPE นี่แหละ

3.หนังเรื่อง IN PRAISE OF LOVE (2001, JEAN-LUC GODARD, A+) ก็ดูเหมือนจะมีการจิกกัดด่าทอสตีเวน สปีลเบิร์ก และ SCHINDLER’S LIST (A+)


--การสร้าง “หนังอิงหนัง” แบบ “ทวิภพในเอกภพ” ขึ้นมา ทำให้รู้สึกชื่นชมผู้กำกับมากๆ ในจุดนึงในแง่ที่ว่า หนังแบบนี้สร้างขึ้นเพื่อถ่ายทอดความเห็นหรือความรู้สึกในตัวผู้กำกับจริงๆ โดยผู้กำกับคงไม่ได้คาดหวังว่าหนังเรื่องนี้จะได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างหรือในต่างประเทศมากนัก เพราะ “หนังอิงหนัง” แบบนี้มีข้อจำกัดในแง่ที่ว่า ผู้ชมจะเข้าใจมันได้ก็ต่อเมื่อได้ดูหนังต้นแบบอย่าง “ทวิภพ” (2004, สุรพงษ์ พินิจค้า) มาก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นหนังแบบ “ทวิภพในเอกภพ” จึงเป็นหนังที่สร้างขึ้นโดยจำกัดกลุ่มผู้ชมเป้าหมายหลักอย่างมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าหากนำหนังเรื่องนี้ไปให้ผู้ชมกลุ่มที่ไม่เคยดู “ทวิภพ” มาก่อน ผู้ชมกลุ่มนั้นจะรู้สึกอย่างไรบ้าง

หนังแบบที่บังคับกลายๆให้ผู้ชมต้องดู “หนังต้นแบบ” มาก่อน ก็อาจจะรวมถึงกลุ่มหนัง

1.หนังกลุ่ม SCARY MOVIE เพราะถ้าคุณไม่ดูหนังต้นแบบมาก่อน คุณก็จะไม่ขำ แต่หนังกลุ่มนี้ล้อเลียนหนังทีเดียวเป็นสิบๆ เรื่อง เพราะฉะนั้นถึงคุณไม่ได้ดูหนังต้นแบบบางเรื่อง คุณก็ยังพอฮาๆไปได้บ้างในบางฉากที่คุณรู้จัก

2.หนังสารคดีเบื้องหลังการถ่ายทำหนัง อย่างเช่น

2.1 MALADY DIARY (2004, TEEKHADET VUCHARADHANIN, A+) ที่เป็นเบื้องหลังการถ่ายทำ TROPICAL MALADY

2.2 HEARTS OF DARKNESS: A FILMMAKER’S APOCALYPSE (1991, FAX BAHR, + GEORGE HICKENLOOPER + ELEANOR COPPOLA) ที่เป็นสารคดีเกี่ยวกับการถ่ายทำ APOCALYPSE NOW (FRANCIS FORD COPPOLA)
http://ec3.images-amazon.com/images/P/6302414016.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1122565952_.jpg

2.3 WHERE HAS YOUR HIDDEN SMILE GONE? (2001, PEDRO COSTA) ที่เป็นสารคดีเกี่ยวกับการตัดต่อ SICILIA! (1999, JEAN-MARIE STRAUB + DANIELE HUILLET)

2.4 JEAN-MARIE STRAUB AND DANIELE HUILLET AT WORK… (1983, HARUN FAROCKI) ที่เป็นสารคดีเกี่ยวกับการฝึกซ้อมนักแสดงขณะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง CLASS RELATIONS (1984, JEAN-MARIE STRAUB + DANIELE HUILLET)
http://filmref.com/notes/archives/2005/06/jeanmarie_straub_and_daniele_h.html
http://www.imdb.com/title/tt0087566/

HARUN FAROCKI ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับสมญานามว่าเป็น JEAN-LUC GODARD แห่งเยอรมนี นอกจากนี้ ดีวีดีภาพยนตร์เรื่อง VIDEOGRAMS OF A REVOLUTION ของเขาก็มีเข้ามาวางขายในไทยนานแล้ว โดย HARUN FOROCKI คนนี้คือเจ้าพ่อภาพยนตร์แนว ESSAY คนสำคัญของโลก
http://www.amazon.com/Videograms-a-Revolution-Harun-Farocki/dp/B000EMGIX2/ref=sr_11_1/103-4478362-2125402?ie=UTF8
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000EMGIX2.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V55976131_.jpg

2.5 THE EIGHTIES (1983, CHANTAL AKERMAN, A-) ที่เป็นเบื้องหลังการถ่ายทำ GOLDEN EIGHTIES หรือ WINDOW SHOPPING (1986, CHANTAL AKERMAN, A)
http://www.filmref.com/directors/dirpages/akerman.html#eighties
http://www.amazon.com/Window-Shopping-Chantal-Akerman/dp/1566870577/sr=1-2/qid=1157773017/ref=sr_1_2/103-4478362-2125402?ie=UTF8&s=video

http://ec3.images-amazon.com/images/P/1566870577.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056519562_.jpg

2.6 THE YOUNG GIRLS TURN 25 (1993, AGNES VARDA, A+) ที่เป็นการย้อนรำลึกถึงหนังเรื่อง THE YOUNG GIRLS AT ROCHEFORT (1967, JACQUES DEMY + AGNES VARDA, A+)
http://ec3.images-amazon.com/images/P/B000062XI7.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056707900_.jpg

2.7 MAKING “THE SHINING” (1980, VIVIAN KUBRICK)
Vivian Kubrick catalogues the emotional and physical abuse that her husband and Jack Nicholson pour onto Shelley Duvall. Her systematic breakdown and the intensity of their sexually-marked scorn gives the darkness in the film a breathtaking clarity.



--ตอนที่ดู “หนังผี 16 ปีแห่งความหลัง” ก็รู้สึกดีใจมากที่คุณปราปต์ยังคงความเป็นตัวของตัวเองเอาไว้ได้ และดูเหมือนจะมีความหนักแน่นมากขึ้นด้วย สิ่งที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้รวมถึง

1.ปกติแล้วดิฉันไม่เคยดูฟุตบอลหรือสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับฟุตบอลเลย แต่ช่วงครึ่งแรกของหนังที่มีการพูดถึงฟุตบอลเป็นเวลานานนั้น กลับไม่ทำให้ดิฉันรู้สึกเบื่อแต่อย่างใด เพราะวิธีการถ่ายทอดที่ให้กล้องจับหน้าจอทีวีตลอดเวลานั้น มันเข้าทางดิฉันมากๆ มันให้ความรู้สึกถึงความสงบนิ่ง, หนักแน่น และไม่ว่อกแว่กดี ความรู้สึกแบบนี้ทำให้ดิฉันนึกถึงตอนที่ฟังรายการวิทยุของคุณวาสนา วีระชาติพลี ซึ่งเธอชอบเปิดเพลงร็อคแนวที่ดิฉันไม่ได้โปรดปรานสักเท่าไหร่ แต่กลับชอบฟังสิ่งที่เธอพูดมากๆ ทั้งๆที่ในบางครั้งก็ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูด ดิฉันรู้สึกว่าวิธีการพูดของคุณ “วาสนา วีระชาติพลี” และวิธีการทำหนังของคุณปราปต์มันมี “เสน่ห์” บางอย่างที่เข้าทางดิฉันมากๆ ทั้งๆที่ “เนื้อหา” (เกี่ยวกับฟุตบอลในหนังของคุณปราปต์ หรือเกี่ยวกับเพลงร็อคของคุณวาสนา) และ “ทัศนคติ” ในหนังของคุณปราปต์หรือในสิ่งที่คุณวาสนาพูดอาจจะไม่ได้เข้าทางดิฉันหรือตรงกับดิฉัน 100 % ก็ตาม


2.การที่หนังเรื่องนี้พูดถึงปัญหาทักษิณและเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ก็เลยทำให้นึกถึงหนังของ JEAN-LUC GODARD อีกเช่นกัน เพราะคุณค่าอย่างหนึ่งในหนังของ JEAN-LUC GODARD คือการบันทึกเหตุการณ์บางอย่างในปัจจุบันขณะของสังคมยุคนั้น ซึ่งในแง่หนึ่ง หนังกลุ่มนี้อาจจะ “ล้าสมัย” ได้อย่างรวดเร็วมากเมื่อเหตุการณ์ในสังคมเปลี่ยนไป หรือเมื่อปัญหาสังคมนั้นได้รับการคลี่คลายแล้ว (หนังอิสราเอลบางเรื่องอาจจะมีจุดอ่อนตรงนี้ เพราะสถานการณ์ทางการเมืองในอิสราเอลเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก มีปัญหารุนแรงใหม่ๆเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน เพราะฉะนั้นหนังอิสราเอลหลายเรื่องเลยไม่พูดถึงปัญหาทางการเมืองในปัจจุบัน แต่ไปนำเสนอชีวิตครอบครัวแทน) แต่ในอีกแง่หนึ่ง ถึงแม้เนื้อหาของหนังอาจจะทำให้หนัง “ล้าสมัย” ได้อย่างรวดเร็ว แต่มันก็ได้ทำหน้าที่เป็น “บันทึกทางประวัติศาสตร์” ไปด้วย มันได้บันทึกไว้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้างในปีนั้น และดิฉันคิดว่านี่แหละคือคุณค่าของหนังกลุ่มนี้ และยิ่งเวลาผ่านไป คุณค่าของมันในฐานะ “บันทึกทางประวัติศาสตร์” ก็อาจจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับอายุของมัน

ในขณะที่หนังหลายเรื่องมีคุณค่าในความเป็น “คลาสสิก” ของมัน เพราะหนังเรื่องนั้นถ่ายทอดประเด็นปัญหาชีวิตที่คนทุกยุคทุกสมัยทุกประเทศต้องประสบ อย่างเช่นหนังปัญหาชีวิตวัยเด็ก THE 400 BLOWS (1959, FRANCOIS TRUFFAUT, A-), หนังรักสามเส้า, หนังปัญหาชีวิตครอบครัว แต่หนังของ GODARD ก็มีคุณค่าต่อดิฉันในแง่ที่มันทำให้ดิฉันได้เรียนรู้เรื่องที่น่าสนใจหลายอย่างในประวัติศาสตร์อย่างเช่น

2.1 LE PETIT SOLDAT (1963, A+) ที่พูดถึงสงครามแอลจีเรีย

2.2 LA CHINOISE (1967, A+++++++++++++++) ที่พูดถึงการตบกันแหลกระหว่างปัญญาชนกลุ่มนิยมจีนกับกลุ่มนิยมโซเวียต หนังเรื่องนี้ให้ความรู้แก่ดิฉันอย่างรุนแรงมาก เพราะก่อนหน้าที่จะดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันมักจะนึกแต่ว่าสังคมยุคนั้นมีแต่การตบตีกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับคอมมิวนิสต์ แต่หนังเรื่องนี้กลับเน้นแต่การตบกันเองอย่างรุนแรงในฝ่ายซ้ายด้วยกันเอง และหนังยังเต็มไปด้วยฉากฮาแตกหลายๆฉากด้วย อย่างเช่นฉากหญิงสาวไปลอบสังหารทูตโซเวียต
http://images.amazon.com/images/P/B000CCQANW.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V51315907_.jpg

ยังมีหนังอีกหลายเรื่องของ GODARD ที่ดิฉันยังไม่ได้ดู แต่เดาว่ามันน่าจะบันทึกเหตุการณ์น่าสนใจในยุคสมัยนั้นเอาไว้แน่ๆ อย่างเช่นเรื่อง

2.3 PALESTINE WILL WIN (1970)
ชอบชื่อหนังเรื่องนี้มากๆ

2.4 PRAVDA (1970)
Pravda was filmed clandestinely in Czechoslovakia on 16mm.

2.5 SEE YOU AT MAO (1970)
The film has six parts, including the famous ten-minute track through an auto assembly line and a four-minute shot of a woman's nude torso; it is also filled with speech, whether it's a text from Engels read aloud or a newscaster talking about the necessities of burning women and children.

2.6 WIND FROM THE EAST (1970)
ผู้ชมบอกว่าหนังเรื่องนี้เหมือนกับ “โจวเอินไหล” มาร่วมงานกับโมสาร์ทในการดัดแปลง THE ABDUCTION FROM THE SERAGLIO


3.การที่เจ้าของบ้านกับแขกพูดคุยกันทั้งๆที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันอย่างมากๆ และยังคงรักษามิตรภาพที่มีต่อกันไว้ได้ ทำให้ดิฉันรู้สึกประทับใจมากๆ และจุดนี้ทำให้เสียดแทงใจมากๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่พารากอน หรือเหตุการณ์รุมกระทืบฝ่ายตรงข้ามที่เกิดขึ้นบ่อยมากในระยะหลัง คิดว่าคุณปราปต์คงไม่ได้คาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์รุมกระทืบเช่นนี้ขึ้นขณะที่คุณสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมา แต่ปรากฏว่าภาพยนตร์ของคุณออกฉายอย่าง “ถูกจังหวะ” อย่างมากๆ และมันทำให้ผู้ชมยังคงมี “ความหวัง” หล่อเลี้ยงหัวใจว่า ถึงแม้เราจะมีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันอย่างรุนแรง เราก็หารือกันได้แบบในหนังเรื่องนี้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงหรือพยายามข่มขู่คุกคามฝ่ายตรงข้าม หรือก่อสงครามกลางเมืองขึ้นมาแต่อย่างใด

มิตรภาพระหว่างคนที่มีทัศนคติไม่ตรงกันในหนังเรื่องนี้เป็นจุดที่ทำให้ดิฉันชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะมันทำให้นึกถึงชีวิตประจำวันของตัวเองและความรู้สึก “ก้ำกึ่ง” บางอย่างที่ต้องเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน เพราะในหลายๆครั้ง ดิฉันมักจะพบว่าเพื่อนที่ดีมากๆหรือเพื่อนร่วมงานที่ดีมากๆบางคน เทิดทูนบูชา “นักการเมือง” ที่ดิฉันเกลียดชังอย่างรุนแรงสุดๆ และมันก็เป็นความรู้สึกที่ประหลาดดี เพราะถึงแม้เราจะเกลียดนักการเมืองคนนั้นมากขนาดไหน เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “เพื่อน” ของเราคนนั้นมีความดีงามอย่างอื่นๆอยู่ในตัวเขาเองเยอะมากๆ และการที่เราจะเกลียดเขาเพียงเพราะเขาบูชานักการเมืองคนนั้น มันก็เป็นเรื่องที่ดิฉันไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน

4.ชอบการตัดฉากจาก “แฟนฉัน” มาแทรกในหนัง คิดว่าคุณปราปต์คงมีจุดประสงค์บางอย่างในการนำ “แฟนฉัน” มาแทรกในหนังเรื่องนี้ ดิฉันไม่ค่อยแน่ใจว่าจุดประสงค์นั้นคืออะไร แต่พอนำมาคิดแบบเล่นๆตลกๆฮาๆแล้วก็สนุกดี เพราะถ้านำมาคิดแบบฮาๆแล้ว ก็ทำให้คิดได้ว่าหนังเรื่องนี้อาจจะฉีกออกไปในอีกแนวทางนึงได้อย่างสบายๆ เพราะหนังเรื่องนี้สามารถใช้ประโยชน์จาก “แฟนฉัน” ได้ในอีกแง่นึงด้วยการนำมาใช้ในการส่อเป็นนัยว่าเจ้าของบ้านกับเพื่อนอาจจะเคยมีความสัมพันธ์กันในอดีตแบบในหนังเรื่อง “แฟนฉัน” (ล้อเล่นค่ะ)


--โครงการหนังเรื่องใหม่ๆของคุณปราปต์น่าสนใจมากค่ะ แต่ดิฉันเดาว่าในช่วงหลายเดือนต่อจากนี้ ประเทศไทยอาจจะเผชิญกับเหตุการณ์ที่น่าสนใจมากมาย ดิฉันขอเดาเล่นๆว่า บางทีสถานการณ์ในประเทศไทยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณปราปต์ได้โครงการหนังเรื่องใหม่ๆเพิ่มขึ้นก็ได้

Wednesday, September 06, 2006

THE WAY WE LAUGHED (A+)

ตอบคุณเก้าอี้มีพนัก

ดีใจมากเลยค่ะที่ได้อ่านข้อเขียนยาวๆของคุณเก้าอี้มีพนัก แต่วันนี้ขอแวะมาตอบสั้นๆก่อนแล้วกันนะคะ

--ขอบคุณมากค่ะสำหรับลิงค์ต่างๆที่ให้ไว้ใน MYSPACE เมื่อกี้ลองเข้าไปใน MYSPACE ของดีเจซอนนี่แล้ว ได้ฟังเพลง KONICHWA BITCHES ของ ROBYN ที่แร่ดมากๆ รู้สึกชอบมากเลยค่ะ เดี๋ยววันหลังว่างๆจะลองเข้าไปในลิงค์อื่นๆดูอีก

--ได้ข่าวว่า MYSPACE.COM จะเปิดบริการขายเพลงผ่านทางการดาวน์โหลดด้วย เพราะขณะนี้มีศิลปิน+วงดนตรีที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาเข้าสังกัดใดๆโปรโมทเพลงทาง MYSAPCE ถึง 3 ล้านราย ดังนั้น MYSPACE.COM ก็เลยจะให้ศิลปินเหล่านี้ขายเพลงของตัวเองผ่านทางบริการของ MYSPACE ได้เลย โดยให้ศิลปินเหล่านี้ตั้งราคาเพลงของตัวเอง แต่ต้องเสียค่าบริการนิดนึงให้กับ MYSPACE

--ไม่รู้เป็นไง พอดูภาพยนตร์เรื่อง “ลมรำเพยแผ่วพลิ้ว สยิวใบข้าวบาร์เลย์” แล้ว อยู่ดีๆก็นึกถึงประโยคเด็ดในภาพยนตร์เรื่อง LE PETIT SOLDAT (1963, JEAN-LUC GODARD, A+) ที่ว่า MAYBE FREEDOM BEGINS WITH REMORSE. จริงๆแล้วก็ไม่เข้าใจประโยคนี้มากนักว่าหมายความว่าอะไร แต่รู้สึกว่ามันอาจจะเข้ากับหนังเรื่อง “ลมรำเพยแผ่วพลิ้ว สยิวใบข้าวบาร์เลย์” ได้เหมือนกัน

http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00005NC68.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056695333_.jpg

ภาพยนตร์เรื่อง BEAU TRAVAIL (1999, CLAIRE DENIS, A+) ที่ได้รับแรงบันดาลใจบางส่วนจาก LE PETIT SOLDAT ก็นำประโยค MAYBE FREEDOM BEGINS WITH REMORSE ไปใช้ในภาพยนตร์ด้วย

อย่าจำ LE PETIT SOLDAT สลับกับ

1.LE PETIT VOLEUR (1998, ERICK ZONCA)
ภาพยนตร์เกี่ยวกับนักมวยหนุ่มหล่อ (NICOLAS DUVAUCHELLE ซึ่งเคยรับบทเป็นเพื่อนพระเอกใน RIGHT NOW) เรื่องนี้มีดีวีดีมาวางขายในกรุงเทพแล้ว (คุณอ้วนแห่งเว็บบอร์ดสกรีนเอาท์ได้ดูแล้ว)
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/03/43/82/034382_ph1.jpg

http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/03/43/82/034382_ph2.jpg

http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/03/43/82/034382_ph3.jpg

2.LE PETIT LIEUTENANT (2004, XAVIER BEAUVOIS)
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/36/09/42/18453438.jpg

--เห็น FILMREF.COM เพิ่งลงบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง WHERE HAS YOUR HIDDEN SMILE GONE? (2001, PEDRO COSTA) ซึ่งเป็นภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับการตัดต่อภาพยนตร์เรื่อง SICILIA! (1999, JEAN-MARIE STRAUB + DANIELE HUILLET)
http://filmref.com/notes/archives/2006/09/where_has_your_hidden_smile_go.html


--สำหรับ BLOG ของนักดูหนังที่ดิฉันเคยคุยกับคุณเก้าอี้มีพนักไว้นั้น คือ BLOG นี้ค่ะ
http://screenville.blogspot.com/

คุณเก้าอี้มีพนักเคยถามถึงนักวิจารณ์ใน CAHIERS DU CINEMA ที่ทำงานกำกับภาพยนตร์ไปด้วย และคุณ HARRYTUTTLE แห่ง SCREENVILLE ก็ได้ลิสท์รายชื่อนักวิจารณ์/ผู้กำกับกลุ่มนี้ไว้ใน BLOG ของเขาที่นี่ค่ะ
http://screenville.blogspot.com/2006/07/criticismcreation-mixity-at-cahiers.html

--พูดถึง CHARLES TRENET (1913-2001) แล้วก็นึกถึงเพลง LA MER ที่เคยใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง
http://www.imdb.com/name/nm0872081/

1.THE WAY WE LAUGHED (1998, GIANNI AMELIO, A+)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B0000D9PFH.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1067016633_.jpg
ไม่แน่ใจว่าใช่เพลง LA MER หรือเปล่าที่ใช้ประกอบหนังเรื่องนี้ แต่มีเพลงนึงที่ตัวละครน้องชายร้องในเรื่อง แล้วรู้สึกว่ามันไพเราะมากๆ และมันเป็น LA MER เวอร์ชันที่หวานและล่องลอยกว่าเวอร์ชันอื่นๆ

ภาพยนตร์อิตาลีที่ซาบซึ้งตรึงใจเรื่องนี้มีขายในไทยในแบบวีซีดีลิขสิทธิ์

2.THE DREAMERS (2003, BERNARDO BERTOLUCCI, A+)

3.FRENCH KISS (1995, LAWRENCE KASDAN, B)

4.BEYOND THE SEA (2004)

5.FESTIVAL IN CANNES (2001, HENRY JAGLOM)

6.L.A. STORY (1991, MICK JACKSON)

7.EDITH AND MARCEL (1983, CLAUDE LELOUCH)


ตอบน้อง merveillesxx

--ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการเมืองเหมือนกันค่ะ แต่เดาว่าเหตุการณ์ 11 ก.ย. 2001 ทำให้สหรัฐฉวยโอกาสนำเอาเหตุการณ์นี้มาใช้เป็นข้ออ้างในการบุกแอฟกานิสถาน และเป็นข้ออ้างในการข่มขู่อิรักต่างๆนานา จนอาจจะทำให้กลุ่มหัวรุนแรงในอินโดนีเซียไม่พอใจสหรัฐและชาติตะวันตก และทำให้กลุ่มหัวรุนแรงวางระเบิดที่บาหลีเพื่อฆ่าชาวตะวันตกในเดือนต.ค.ปี 2002

--จำได้ว่าภาพยนตร์เรื่อง SOOTH: HIS PURE STORY (2003, พัฒนะ จิระวงศ์, A+) มีส่วนที่คุณสุทธ์เล่าเรื่องที่ถูกตำรวจจับตัวไปสอบสวนหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.ด้วยค่ะ เพราะเหตุการณ์ 11 ก.ย.ทำให้คุณสุทธ์มีอาการจิตแตกหรืออะไรสักอย่าง และทำอาการแปลกๆออกมา จนตำรวจนำตัวไปสอบสวน

--ถ้าจำไม่ผิด ภาพยนตร์เรื่อง LETTER FROM WAR ของคุณพัฒนะ จิระวงศ์ ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ 11 ก.ย.โดยตรง โดยส่วนนึงของหนังเรื่องนี้เป็นการสัมภาษณ์เด็กๆมัธยมในโรงเรียนจิตรลดาเกี่ยวกับความเห็นที่มีต่อเหตุการณ์ 11 ก.ย. แต่ดิฉันได้ดูหนังเรื่องนี้แค่รอบเดียวเท่านั้น ไม่รู้ว่าตัวเองจำผิดหรือเปล่า ถ้าหากจำผิดก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ

--ถ้าเข้าใจไม่ผิด ภาพยนตร์เรื่องนึงที่ใช้โลเกชั่นในมธ.รังสิตได้ดีมากๆ น่าจะเป็นเรื่อง NICE TO MEET YOU (ทศพล บุญสินสุข, A+++++) แต่ดิฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายทำในมธ.รังสิตหรือเปล่า แต่เดาว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น

Monday, September 04, 2006

THE LIBERTINE (A+)

--แหะ แหะ ต้องขอโทษด้วยค่ะ เมื่อวานรีบเขียนเมล์ตอบเพื่อนขณะเบลอๆ ก็เลยเผลอตั้งชื่อภาษาอังกฤษให้หนังเรื่อง “ศีล 4” ว่า THE FOURTH COMMANDMENT แต่พอตอนหลังมานึกได้ว่ามันไม่ควรจะตั้งเป็นชื่อนี้ เพราะ “ศีล 4” ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับศีลข้อที่ 4 แต่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการที่ศีล 5 ข้อเหลือเพียงศีล 4 ข้อ เพราะข้อที่ 5 คนไม่คิดจะปฏิบัติตาม

--ดู SAY HELLO TO PEACE AND TRANQUILITY แล้วนึกถึง THE SEVENTH CONTINENT (MICHAEL HANEKE, A+)


ข้อความข้างล่างนี้ก็อปปี้มาจากเว็บบอร์ด SCREENOUT
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=3625

--หนังที่ได้ดูในช่วงนี้

1.THE LIBERTINE (2004, LAURENCE DUNMORE, A+)
http://www.imdb.com/title/tt0375920/


2.BRICK (2005, RIAN JOHNSON, A+)
ชอบดาราชายในหนังเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะ NOAH FLEISS (1984) ที่รับบทเป็น TUGGER โดยก่อนหน้านี้เขาเคยแสดงภาพยนตร์เรื่อง STORYTELLING (2001, TODD SOLONDZ, A+) และ THINGS YOU CAN TELL JUST BY LOOKING AT HER (RODRIGO GARCIA, A+)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000FVQM2Y.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V50666520_.jpg
http://img149.imageshack.us/img149/9825/noahfleiss112wq.jpg


3.SEASONS CHANGE (2006, นิธิวัฒน์ ธราธร, A)
ชอบสไตล์ของหนังเรื่องนี้มากๆ รู้สึกว่าหนังนำเสนอสิ่งต่างๆได้ด้วยวิธีการที่ถูกใจดิฉันมากๆ แต่สิ่งที่ทำให้ดิฉันไม่รู้สึกมีความสุขอย่างสุดๆกับหนังเรื่องนี้ เป็นเพราะว่าชีวิตของตัวละครในเรื่องมีบางจุดที่ตรงข้ามหรือห่างไกลจากชีวิตของดิฉันอย่างมากๆเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่ความผิดของหนังแต่อย่างใด

การดูหนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันนึกถึงประสบการณ์เลวร้ายสองอย่างในอดีตของตัวเอง บางสิ่งบางอย่างที่พระเอกของหนังเรื่องนี้ทำกับเพื่อนสนิท ทำให้ดิฉันนึกถึงสิ่งที่เพื่อนสนิทเคยทำกับดิฉันสมัยมัธยมปลาย แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือว่าในขณะที่เพื่อนสนิทของพระเอกให้อภัยพระเอกได้อย่างง่ายดาย และดูเหมือนจะไม่ “เจ็บปวด” กับการกระทำของพระเอกมากนัก แต่ดิฉันกลับไม่สามารถลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองสมัยม.4 เมื่อ 18 ปีก่อนได้เลย จุดนี้ก็เลยทำให้รู้สึกว่าตัวละคร “เพื่อนพระเอก” ในหนังเรื่องนี้ช่างตรงข้ามกับดิฉันมากๆ (แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับดิฉันมันก็ไม่เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนพระเอกซะทีเดียวหรอกนะ เพียงแต่ว่ามันมีบางจุดที่ทำให้นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองเท่านั้นเอง)

อีกจุดที่รู้สึกว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้ตรงข้ามกับชีวิตจริงของดิฉันมากๆ เป็นเพราะว่าดิฉันก็มีเพื่อนสนิทคนนึงที่ต้องการจะเลือกเรียนในสาขาที่พ่อแม่ไม่ต้องการให้เลือกเรียน แต่ปัญหาของเขาไม่ได้ลงเอยแบบในหนังเรื่องนี้ เพราะสิ่งที่พ่อแม่ทำกับเขาได้ส่งผลร้ายต่อชีวิตของเขาไปตลอดทั้งชีวิตโดยไม่มีทางแก้ไขอะไรได้อีก การได้ดู SEASONS CHANGE ก็เลยทำให้นึกถึงจุดนี้ขึ้นมา และก็รู้สึกว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้มีชีวิตที่ห่างไกลจากดิฉันและเพื่อนๆดิฉันมากพอสมควร

จุดนี้ก็เลยทำให้นึกถึงหนังสั้นเรื่อง “สงกรานต์” (A) ที่เพิ่งได้ดูมา เพราะรู้สึกชอบ “วิธีการ” หรือ “สไตล์” ของทั้ง “สงกรานต์” และ SEASONS CHANGE อย่างสุดๆ เพียงแต่ตัวดิฉันอาจจะไม่รู้สึกอินกับหนังสองเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะว่าชีวิตส่วนตัวของดิฉันห่างไกลจากชีวิตของตัวละครในหนังเท่านั้นเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ดิฉันนึกถึงเทศกาลสงกรานต์ ดิฉันจะนึกถึงการที่ตัวเองไปไหนมาไหนแทบไม่ได้เพราะจะถูกคนชั่วช้าสารเลวบางคนสาดน้ำใส่ทั้งๆที่บอกว่าห้ามสาด บางครั้งก็รู้สึกอยากทำร้ายคนกลุ่มนี้มากๆ และตอนหลังพอได้คุยกับเพื่อน เพื่อนก็บอกว่าอยากทำร้ายคนที่สาดน้ำใส่ทั้งๆที่ห้ามสาดเช่นกัน

ดิฉันรู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่อง “สงกรานต์” นำเสนอความเหงาของคนชราในชนบทได้อย่างซาบซึ้งกินใจมากๆ และอาจจะเหมาะฉายควบกับ “วันที่ยาวนาน” (2005, อุรุพงศ์ รักษาสัตย์, A++++++++++) เพียงแต่ว่าเมื่อดิฉันนึกถึงคำว่า “เทศกาลสงกรานต์” ดิฉันจะไม่ได้นึกถึงความเหงาเป็นลำดับแรก แต่จะนึกถึง “ความเคียดแค้นชิงชัง” เป็นลำดับแรกสุด

สรุปว่าดิฉันรู้สึกว่า SEASONS CHANGE และ “สงกรานต์” เป็นหนังที่ดีมาก เพียงแต่ว่ามันไม่โดนใจดิฉันอย่างรุนแรงเพียงเพราะชีวิตส่วนตัวของดิฉันเท่านั้นเอง


4.THE GIG (2006, ธีระธร สิริพันธุ์วราภรณ์, A/A-)
ชอบดาราชายในหนังเรื่องนี้มาก


5.THE HILLS HAVE EYES (2006, ALEXANDRE AJA, A-)


6.SPIN KICK (2004, NAM SANG-GUK, B+)
http://www.imdb.com/title/tt0406713/
ชอบดาราชายในหนังเรื่องนี้มาก


--ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายหลายๆเรื่องที่ชอบมาก

1.UNINVITED (2003, LEE SU-YEON, A+)

2.BLOW UP MY TOWN (1968, CHANTAL AKERMAN, A+)

3.THE DEVIL, PROBABLY (ROBERT BRESSON, A+)
http://www.alyon.org/generale/theatre/cinema/affiches_cinema/l/le_de-le_gl/le_diable_probablement.jpg

4.LE FEU FOLLET (1963, LOUIS MALLE, A+)
http://images-eu.amazon.com/images/P/B000CR7V80.08.LZZZZZZZ.jpg
http://www.skgiessen.de/movies/loadm.php?Mimg=Feu%20Follet

5.THE HOURS (STEPHEN DALDRY, A+)

6.SYLVIA (2003, CHRISTINE JEFFS, A+)

7.NO PLACE TO GO (2000, OSKAR ROEHLER, A+)
หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับแม่ของ OSKAR ROEHLER ที่ฆ่าตัวตาย
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000056IUZ.03._SS500_SCLZZZZZZZ_V1057220742_.jpg

8.THE SEVENTH CONTINENT (MICHAEL HANEKE, A+)

9.SUMMER PALACE (2006, LOU YE, A+)

10.PARADISE NOW (HANY ABU-ASSAD, A+)

11.THE INGRATITUDE (2005, SETTHAWIT PUNPANG, A+)

12.TERRACE (2006, SONG DI, A+)


--หนังเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายอีกหลายๆเรื่องที่อยากดู แต่ยังไม่ได้ดู

1.IT’S A WONDERFUL LIFE (1946, FRANK CAPRA)
คุณ FILMSICK เพิ่งเขียนถึงหนังเรื่องนี้เอาไว้ค่ะ อ่านได้ที่
http://filmsick.exteen.com/20060829/james-stewart

2.THE JOY OF LIFE (2005, JENNI OLSON, A+)
หนังเรื่องนี้มีวางขายแล้วในรูปแบบดีวีดีนับตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. 2006 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับสะพานโกลเด้นเกทในซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นจุดที่คนชอบมาฆ่าตัวตาย และเรื่องราวความรักของเลสเบียน

http://www.amazon.com/Joy-Life-Jenni-Olson/dp/B000FP2YR2/ref=pd_sxp_f_i/104-8102393-4551902?ie=UTF8

The Joy of Life is an unconventional blending of documentary and experimental narrative strategies, combining stunning 16mm landscape cinematography with a bold, lyrical voiceover (performed by LA-based artist/actor Harriet "Harry" Dodge) to share two San Francisco stories: the history of the Golden Gate Bridge as "suicide landmark," and the story of a butch dyke in San Francisco searching for love and self-discovery. The Joy of Life is a film about landscapes, both physical and emotional.

http://images.amazon.com/images/P/B000FP2YR2.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V65365443_.jpg


3.THE BRIDGE (2006, ERIC STEEL)
http://www.imdb.com/title/tt0799954/

หนังสารคดีเรื่องนี้ติดตามถ่ายทำคนที่มาฆ่าตัวตายที่สะพานโกลเด้น เกทเป็นเวลานาน 1 ปี โดยผู้กำกับหนังเรื่องนี้ได้ตั้งกล้องไว้ที่สะพานทุกวันในปี 2004 และกล้องก็บันทึกภาพการฆ่าตัวตายของคนหลายคนที่สะพานแห่งนี้เอาไว้ได้ หลังจากนั้นผู้กำกับก็ได้เดินทางไปสัมภาษณ์ญาติๆและเพื่อนๆของคนที่ฆ่าตัวตาย เพื่อพยายามทำความเข้าใจกับชีวิตของคนที่ฆ่าตัวตายเหล่านั้น

ดูเทรลเลอร์ที่งดงามมากๆของ THE BRIDGE ได้ที่
http://-trailers.blogspot.com/2006/08/bridge-2006-trailer.html

Steel and his crew filmed the bridge during daylight hours from two separate locations for all of 2004, recording most of the two dozen deaths in that year (and preventing several others).


4.THE CULT OF THE SUICIDE BOMBER (2005, DAVID BATTY + KEVIN TOOLIS)

หนังสารคดีเรื่องนี้มีวางขายในรูปแบบดีวีดีตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 2006 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับมือระเบิดพลีชีพ โดยผู้ที่ทำหน้าที่ติดตามสัมภาษณ์กลุ่มมือระเบิดพลีชีพในหนังเรื่องนี้คือ ROBERT BAER ซึ่งเป็นอดีตซีไอเอในตะวันออกกลาง และเป็นที่มาของตัวละครในภาพยนตร์ดังเรื่อง SYRIANA

http://www.amazon.com/Cult-Suicide-Bomber-Robert-Baer/dp/B000FG8BO6/ref=pd_sxp_f_i/104-8102393-4551902?ie=UTF8

http://ec3.images-amazon.com/images/P/B000FG8BO6.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V52602673_.jpg


5.DAY NIGHT DAY NIGHT (2006, JULIA LOKTEV)
http://www.e.bell.ca/filmfest/2006/films_schedules/films_description.asp?id=92
http://outnow.ch/Media/Img/2006/DayNightDayNight/

ภาพยนตร์เกี่ยวกับหญิงสาววัย 19 ปีที่เป็นมือระเบิดพลีชีพ หนังเรื่องนี้ได้รับคำวิจารณ์ว่า RADICALLY MINIMALIST และเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีการให้คำตอบใดๆทั้งสิ้น
http://www.filmmakermagazine.com/summer2005/columns/in_focus.php
“There is no attempt psychologically, sociologically or otherwise to explain her actions,” says Loktev. “

As spare and concerned with minutiae as the film's first half is, so its second half is forceful and teeming with suspense, fear and emotion. Rather than answering the who and the why, the filmmaker asks us to speculate about emotion and time as experienced by someone who has chosen when and how they will die. Loktev does this in a manner that doesn't require us to be sympathetic, but to travel alongside and draw our own conclusions.
http://www.e.bell.ca/filmfest/2006/med/filmPics/92.jpg
http://www.filmmakermagazine.com/summer2005/columns/images/in_focus_project.jpg
http://www.esnips.com/imageable/large/7a3036e3-d9dd-4acd-8a8c-0e8fe0c05847
http://www.esnips.com/imageable/large/b708ecde-84df-479a-9e6d-1116456ab595
http://www.esnips.com/imageable/large/63d0ae23-7e7c-4701-beed-85154f87146c
http://www.esnips.com/imageable/large/dec8eedf-79a4-4c57-9d16-f52f582f68d6
http://www.esnips.com/imageable/large/1822a214-41c6-4a9f-9c3a-d8a8fd360efa


6.JONESTOWN: THE LIFE AND DEATH OF PEOPLES TEMPLE (2006, STANLEY NELSON)

หนังสารคดีเกี่ยวกับคนกว่า 900 คนในลัทธิ PEOPLES TEMPLE ที่ฆ่าตัวตายหมู่ในปี 1978 ใน GUYANA ตามคำสั่งของ JIM JONES ซึ่งเป็นเจ้าลัทธิ

http://images.amazon.com/images/P/0385489846.01._SCLZZZZZZZ_.jpg

Sunday, September 03, 2006

IT CAN'T RAIN ALL THE TIME

--หนังสือที่คุณอ้วนแนะนำใน BLOG ของเธอ

-BOYS UNCOVERED – LINDSAY LOZON
http://ec3.images-amazon.com/images/P/3861876574.01.IN01._SS400_SCLZZZZZZZ_V1132196461_.jpg

เจอภาพนี้ใน BLOG “ALL ABOUT STRENGTH” ที่คุณอ้วนแนะนำ รู้สึกชอบมากๆ
http://img166.imageshack.us/img166/157/fl080346790134562hd6.jpg


--เห็นคุณอ้วนแนะนำวิธีคลายร้อนไว้ใน BLOG ของเธอ ดิฉันก็เลยขอแนะนำวิธีคลายร้อนบ้างค่ะ นั่นก็คือให้ฟังและชมการแสดงเพลง FROZEN WARNINGS ของ NICO ได้ที่นี่ค่ะ
http://www.youtube.com/watch?v=fvOsGfYjRtU

Friar hermit stumbles overThe cloudy borderlineFrozen warnings close to mineClose to the frozen borderlineFrozen warnings close to mineClose to the frozen borderlineInto numberless reflectionsRises a smile from your eyes into mineFrozen warnings close to mineClose to the frozen borderlineFrozen warnings close to mineClose to the frozen borderlineOver railroad station tracksFaintly flickers a modest cryFrom without a thousand cyclesA thousand cycles to comeA thousand times to winA thousand ways to run the worldIn a similar replyFriar hermit stumbles overThe cloudy borderlineFrozen warnings close to mineClose to the frozen borderlineFrozen warnings close to mineClose to the frozen borderlineClose to the frozen borderlineClose to the frozen borderlineClose to the frozen borderline




ตอบน้อง VESPERTINE

ขอบคุณน้องมากค่ะสำหรับมิวสิควิดีโอของ PAULA COLE และ WILLIE NELSON FEATURING SINEAD O’CONNOR

ถ้าหากพูดถึงเพลงที่ให้กำลังใจในการมีชีวิตอยู่แล้วล่ะก็ เพลงที่พี่ชอบมากที่สุดเพลงหนึ่งในกลุ่มนี้คือเพลง SUICIDE IS PAINLESS ของ MANIC STREET PREACHERS เอ๊ย ไม่ใช่ คือเพลง IT CAN’T RAIN ALL THE TIME ของ JANE SIBERRY ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง THE CROW (1994, ALEX PROYAS, B) ค่ะ

ฟังเพลง IT CAN’T RAIN ALL THE TIME (A+++++++++++++++) ได้ที่
http://www.youtube.com/watch?v=0Uw2trPOvgM

อัลบัมซาวด์แทรค THE CROW
http://www.amazon.com/Crow-Original-Motion-Picture-Soundtrack/dp/B000002IWH/sr=8-2/qid=1157270016/ref=pd_bbs_2/104-2295792-7335955?ie=UTF8&s=music
http://ec1.images-amazon.com/images/G/01/ciu/5f/19/886cd250fca0f19e43b57010.L.jpg

We walked the narrow path, beneath the smoking skies.Sometimes you can barely tell the difference between darkness and light.Do you have faith in what we believe?The truest test is when we cannot, when we cannot see.[SUNG:]I hear pounding feet in the, in the streets below, and the,and the women crying and the, and the children know that there,that there's something wrong, and it's hard to believe that love will prevail.Oh it won't rain all the time.The sky won't fall forever.And though the night seems long,your tears won't fall forever.Oh, when I'm lonely, I lie awake at night and I wish you were here.I miss you. Can you tell me is there something more to believe in?Or is this all there is?In the pounding feet, in the,In the streets below, and the,And the window breaks and,And a woman falls, there's,There's something wrong, it's,It's so hard to believe that love will prevail.Oh it won't rain all the time.The sky won't fall forever.And though the night seems long,your tears won't fall, your tears won't fall, your tears won't fallforever.Last night I had a dream.You came into my room, you took me into your arms.Whispering and kissing me, and telling me to still believe.But then the emptiness of a burning sea against which we seeour darkest of sadness.Until I felt safe and warm.I fell asleep in your arms. When I awoke I cried again for you were gone.Oh, can you hear me?It won't rain all the time.The sky won't fall forever.And though the night seems long,your tears won't fall forever.It won't rain all the timeThe sky won't fall forever.And though the night seems long,your tears won't fall, your tears won't fall, your tears won't fall

วันนี้ขอตอบทุกคนอย่างสั้นที่สุดก่อนแล้วกันนะคะ

--ได้เห็นคุณภาณุออกรายการแฟนพันธุ์แท้แล้วทึ่งกับความฉลาดของคุณภาณุมากๆ โดยเฉพาะตอนที่ตอบคำถามเกี่ยวกับหนังสือ “เมื่อคุณตาคุณยายมีเซ็กส์” (เอ๊ะ มันชื่อนี้หรือเปล่าหว่า)


ตอบคุณแฟรงเกนสไตน์

ขอบคุณมากค่ะสำหรับโปรแกรมหนังที่คณะครุศาสตร์


ตอบคุณ CHRIS’S GIRLFRIEND

--รู้สึกว่าคุณเจ้าชายน้อยจะชอบหนังเรื่อง SECRET LIFE OF WORDS มากๆค่ะ อ่านได้ที่
http://filmsick.exteen.com/20060727/the-secret-life-of-words

--ได้ข่าวว่าหนังเรื่อง INSIDE (MICHEL JETTE) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคุกชายล้วน มีฉากข่มขืนที่ค่อนข้างรุนแรงด้วย ไม่รู้ว่าเวอร์ชันที่คุณ CHRIS’S GIRLFRIEND ได้ดูมีฉากนี้ด้วยหรือเปล่าคะ

--กรี๊ด โครงการหนังของคุณ CHRIS’S GIRLFRIEND น่ากลัวมากๆค่ะ (ล้อเล่นค่ะ)

ตอนเด็กๆก็เคยคิดฆ่าตัวตายบ่อยมากๆ แต่ก็มักจะหลอกตัวเองอยู่เสมอว่า “ทนมีชีวิตต่อไปอีกสักวันนึงเถอะ บางทีวันรุ่งขึ้นเราอาจจะได้เจอผัวหนุ่มหล่อโดยบังเอิญก็ได้” และก็ใช้วิธีนี้หลอกตัวเองมาเรื่อยๆจนกระทั่งจบการศึกษา หางานทำได้เอง ออกมาอยู่อพาร์ทเมนท์เองคนเดียว และปัจจัยต่างๆที่เคยทำให้อยากฆ่าตัวตายก็หมดสิ้นไป

ถ้าหากเปลี่ยนจาก SUICIDE GAME เป็น “ซุกไซ้ เกม” หนังเรื่องนี้ก็อาจจะน่าเล่นมากๆค่ะ แต่ต้องดูก่อนว่าคนที่จะมาเล่นบทซุกไซ้กับเราเป็นใคร ถ้าได้แบบฝรั่งหนุ่มหล่อหลายๆคนที่มาเดินตามถนนข้าวสาร ดิฉันก็ยินดีร่วมแสดงค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ


ตอบคุณ zm

เอาข่าวของคุณ ZM ไปบอก SAILOR PLUTO แล้วค่ะ เธอบอกว่ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมากๆ ที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
http://www.internationalhero.co.uk/s/sailplut.jpg


ตอบคุณ OLIVER

ยังไม่มีเวลาว่างเลย ขอมาตอบแค่ข้อเดียวก่อนแล้วกันนะจ๊ะ

33. คุณจะโหวตให้ ฮิลลารี่ คลินตัน ไหม ถ้าเธอลงสมัครเป็นประธานาธิบดี (คนที่เหมาะจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐที่สุดไม่ใช่ฮิลลารี คลินตัน แต่เป็นปารีส ฮิลตันจ้ะ)


ตอบคุณอินทร์

ประทับใจคำตอบนี้มากเหมือนกันจ้ะ
21. อะไรที่ turn on คุณมากสุด (หนุ่มๆนักกีฬาหุ่นดีๆเนื้อแน่นๆไปด้วยมัดกล้ามที่เกิดขึ้นเพราะเล่นกีฬาที่เปลือยท่อนบนเล่นกีฬาและเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ เห็นทีไรกลืนน้ำลายทุกทีครับ)


ตอบคุณ JO

ชอบคำตอบนี้มากจ้ะ อยากตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นเหมือนกัน
45. หนังโป๊เรื่องโปรด? (ชอบหนังญี่ปุ่นของ Coat Scooop!!! ทุกๆ เรื่อง อ่ะครับ มันจะมีฉาก sex หมู่เยอะมากๆ แล้วก็มีฉากที่ผู้ชายคนนึงนั่งอยู่กลางผู้ชายหลายๆ คนรอรับน้ำรักจากชายเหล่านั้น อ่า พิมพ์แล้วอายจัง 555)


ตอบคุณ KICHO

อิจฉาคำตอบนี้ของคุณ KICHO มากๆเลย
31. เคยมีเซ็กซ์หมู่หรือเปล่า (เคยนัวเนียกับเพื่อนสามสี่คน แต่ไม่มีอะไรกัน)


ตอบคุณ DO-RAYS-ME

42. สถานที่ที่แปลกที่สุดที่คุณเคยตื่นขึ้นมา (ที่นอนแหล่ะ แต่หมุนตัวไป 180 องศา)

เราก็เคยเป็นแบบนี้เหมือนกันแหละ



ตอบคุณ SENSITIVEMAN

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับของกำนัลค่ะ

ตอนแรกอ่านคำตอบนี้แล้วตกใจ
42. สถานที่ที่แปลกที่สุดที่คุณเคยตื่นขึ้นมา (กลางป่า)

เพราะตอนแรกเห็นเป็นคำว่า “กลางป่าช้า”



ตอบคุณอ้วน

ชอบ AMANDA BYNES ใน LOVEWRECKED มากๆเหมือนกันค่ะ รู้สึกว่าเธอไม่สวย เธอก็เลยไม่มีมาด “เย่อหยิ่ง” เหมือนกับนางเอกหนังวัยรุ่นเรื่องอื่นๆ แต่เธอต้องขายเสน่ห์ด้วยการแสดงลีลาท่าทางอย่างเต็มที่

ขอบคุณมากๆค่ะสำหรับข่าวเรื่อง “เพลิงพ่าย” ว่างๆคุณอ้วนน่าจะลองถ่ายทำมิวสิควีดีโอประกอบเพลงนี้ แล้วนำมาโพสท์ใน YOUTUBE ดูดีไหมคะ โดยให้คุณอ้วนเป็นคนร้อง/กำกับ/นำแสดงในมิวสิควิดีโอร่วมกับคุณ PORKY


ตอบน้อง MATT

ได้ดู 101 RENT BOYS (A) แล้วเหมือนกัน หลังจากดูหนังเรื่องนี้มาได้นาน 2 ปี ก็รู้สึกว่าไม่ได้อยากจะหยิบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดูอีกรอบแต่อย่างใด หนังมันดูเรียบๆ และขาดเสน่ห์บางอย่าง แต่ก็เพลินดี คิดว่าน้อง MATT น่าจะทำหนังสารคดีเรื่องใหม่ขึ้นมาแข่งกับหนังเรื่องนี้ได้สบาย บางทีอาจจะเป็นหนังทดลอง โดยให้ น้อง MATT, น้อง LOVEJUICE น้อง ZM ลองปลอมตัวเป็น RENT BOYS ในมหาลัย และแข่งกันว่าใครจะได้ลูกค้าหน้าตาดีมากกว่ากัน โดยมีกฎอยู่ว่า ถ้าหากใครตกหลุมรักลูกค้าเมื่อไหร่ คนนั้นจะหมดสิทธิจากการแข่งขันในทันที (เอ๊ะ ทำไมมันน้ำเน่าจัง)


ตอบคุณ LUNAR

ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บบอร์ด SCREENOUT ค่ะ จะรออ่านคำตอบนะคะ

AFRICAN MOVIES

ความรู้สึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังที่ได้ดู

--รู้สึกว่าช่วงนี้ได้ดูหนังไทยที่มีการนำพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัวของผู้กำกับมานำแสดงหลายเรื่อง และก็รู้สึกว่าสิ่งที่เก๋มากก็คือการที่หนังเหล่านี้มักจะมีความเป็น “เรื่องแต่ง” ผสมอยู่ด้วย ไม่ใช่สารคดีที่บอกเล่าประวัติพ่อกับแม่หรือประวัติครอบครัวอย่างตรงไปตรงมาเหมือนหนังสารคดีหลายเรื่องของต่างประเทศ

ตัวอย่างหนังไทยในกลุ่มนี้

1.SEE

2.SLEEPING BEAUTY (CHULYANON SIRIPHOL)

3.SLEEPING BEAUTY (2005, MANUSSA VORASINGHA, A+) ที่เกี่ยวกับป้าของผู้กำกับ

4.OUR STORY

5.GHOSTS


ส่วนหนังสารคดี/กึ่งสารคดี/เรื่องแต่งของเมืองนอกที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับครอบครัวของผู้กำกับ ก็มีเช่น

1.TU AS CRIE: LET ME GO (1997, ANNE CLAIRE POIRIER, A+++++++++)
หนังสารคดีเกี่ยวกับลูกสาวของผู้กำกับที่ตายไปแล้ว

2.IMAGES OF THE ABSENCE (1998, GERMAN KRAL, A++++++++++)

3.NINE GOOD TEETH (2003, ALEX HALPERN, A+)
http://images.amazon.com/images/P/B00061QJDA.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1099472213_.jpg

4.UMMA (2005, HOHYUN JOUNG, A+)
ลูกสาวทำหนังเกี่ยวกับแม่

5.JUMP BOYS (2005, LIN YU-HSIEN, A+)
หนังสารคดีเกี่ยวกับพี่ชายสุดหล่อหุ่นล่ำของผู้กำกับ

6.POP & ME (1999, CHRIS ROE, A)
ผู้กำกับกับพี่ชายสองคนของผู้กำกับหนังเรื่องนี้หล่อน่ารักสุดๆ
http://www.imdb.com/title/tt0196002/

7.DOUBLED UP (2004, SAMANTHA MOORE, A)
หนังแอนิเมชั่นเกี่ยวกับลูกแฝดของผู้กำกับ

8.ACROSS THE RIVER (2006, EWAN I.W. CHUNG, A)
หนังที่ผู้กำกับถ่ายทำลูกชายของตัวเองที่มีอายุน้อยมาก

9.MA MA (2006, LI JIA, A/A-)

10.CHAC (2000, KIM-CHI TYLER, A-)

11.DREHORT BERLIN (1987, HELGA REIDEMEISTER, A-)
ลูกสาวทำหนังเกี่ยวกับแม่

12.LOVE INVENTORY (2000, DAVID FISHER, B+)
http://www.imdb.com/title/tt0257034/

13.TROUBLESOME CREEK: A MIDWESTERN (1995, STEVEN ASCHER + JEANNE JORDAN)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000BQ5J2W.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1134687586_.jpg

14.OXHIDE (2005, LIU JIAYIN)
http://www.lumiere.net.nz/reader/item/564

15.A PORTRAIT OF GA (1952, MARGARET TAIT)
ลูกสาวทำหนังเกี่ยวกับแม่

16.THE TIES THAT BIND (1984, SU FRIEDRICH)
http://www.sensesofcinema.com/contents/directors/02/friedrich.html
ลูกสาวทำหนังเกี่ยวกับแม่

17.SHADOWS OF MEMEORY (2000, CLAUDIA VON ALEMANN)
http://www.wmm.com/filmcatalog/pages/c569.shtml
ลูกสาวทำหนังเกี่ยวกับแม่


--ในขณะที่หนังส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ ผู้กำกับจะอยู่หลังกล้อง แต่พ่อกับแม่อยู่หน้ากล้อง แต่ก็มีบางเรื่องเช่นกันที่พ่อกับแม่ทำหนังเกี่ยวกับลูกของตัวเอง อย่างเช่น TU AS CRIE: LET ME GO, ACROSS THE RIVER และ DOUBLED UP ไม่รู้เหมือนกันว่ามีหนังไทยเรื่องไหนที่เข้าข่ายนี้บ้างหรือเปล่า


--รู้สึกว่าปีนี้ได้ดูหนังแอฟริกาใต้เยอะมาก ทั้งหนังสารคดีแอฟริกาใต้ 4 เรื่องในเทศกาลหนังสั้น, TSOTSI (GAVIN HOOD, A), THE WOODEN CAMERA (2003, NTSHAVENI WA LURULI, A), U-CARMEN EKHAYELITSHA (2005, MARK DORNFORD-MAY, A)

หลังจากหนังแอฟริกาใต้ 7 เรื่องเข้ามาเปิดฉายกรุงเทพพร้อมกันในปีเดียวกันในปีนี้แล้ว ก็หวังว่าจะมีภาพยนตร์เกี่ยวกับทวีปแอฟริกาที่น่าสนใจเรื่องอื่นๆเข้ามาเปิดฉายในอนาคต

ตัวอย่างภาพยนตร์ที่น่าสนใจในอดีตจากแอฟริกา

1.ALGERIA
THE ASSASSINATED SUN (2003, ABDELKRIM BAHLOUL)
http://www.imdb.com/title/tt0348874/
*****หนังเกย์*****


2.ANGOLA
THE HERO (2004, ZEZE GAMBOA)
http://www.imdb.com/title/tt0424142/


3.BENIN
DIVINE BODY (1998, DOMINIQUE LOREAU)


4.BOTSWANA
THE GODS MUST BE CRAZY (1980, JAMIE UYS)
http://www.imdb.com/title/tt0080801/


5.BURKINA FASO
THE NIGHT OF TRUTH (2004, FANTA REGINA NACRO)

เนื้อหาในเรื่องนี้สอดคล้องกับเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เคยเกิดขึ้นจริงในรวันดาในปี 1994 อย่างไรก็ดี แฟนตา เรจินา นาโคร กล่าวว่าเธอได้รับแรงบันดาลใจมาจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอดีตยูโกสลาเวีย

ตัวละครหลักของเรื่องนี้มักฝันเห็นภาพของขาและศีรษะที่ถูกตัดขาดออกจากลำตัว ในขณะที่ชาวบ้านที่ทุกข์ทรมานในเรื่องนี้ผลัดกันเล่าเรื่องราวอันน่าสยดสยองให้คนอื่นๆฟัง และพวกเขาก็นำความทรงจำของตัวเองมาวาดเป็นภาพบนกำแพงด้วย

แฟนตา เรจินา นาเคยกำกับภาพยนตร์เรื่อง A Close-Up on Bintou (2001), Le Truc de Konate (1998), Puk Nini (1996) และ Un certain matin (1991)

--ผู้กำกับชื่อดังของ BURKINA FASO คือ IDRISSA OUEDRAOGO
http://www.imdb.com/name/nm0653458/


6.BURUNDI
GITO, THE UNGRATEFUL (1992, LEONCE NGABO)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเปรียบเทียบว่ามีส่วนคล้ายภาพยนตร์ของ ERIC ROHMER


7.CAMEROON
QUARTIER MOZART (1992, JEAN-PIERRE BEKOLO)
http://filmref.com/journal/archives/2006_journal/new_york_african_film_festival/index.html
an eccentric, socially incisive fable on a schoolgirl known as Queen of the 'Hood who, with the aid of the village witch, Maman Thekla, asks to experience life as a man in Yaounde's working class district of Mozart. Metamorphosed into a handsome, young man named My Guy, the metaphoric New Man emerges from a desolate field.


8.CAPE VERDE
NAPUMOCENO’S WILL (1997, FRANCISCO MANSO, B)
Nopumoceno, the most successful businessman in the Cabo Verde archipelogo, is an ambitious, clever opportunist, known during his lifetime as "eternity single". However, he is then discovered by his illegitimate daughter to have gotten his fortune and his women in unorthodox and incredible ways .
http://images.amazon.com/images/P/B00005B1WJ.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056687265_.jpg


9.CENTRAL AFRICAN REPUBLIC
LE SILENCE DE LA FORET (2003, BASSEK BA KOBHIO + DIDIER OUENANGARE)
http://appserv.pace.edu/execute/page.cfm?doc_id=12243
The film’s hero Gonaba (Eriq Ebouaney, well known from playing Lumumba in the film of the same name), unlike many Africans educated in Europe, decides to return to his homeland of the Central African Republic, full of ideals for fulfilling the promises of independence. The film fast-forwards ten years and we find a wiser but more disillusioned Gonaba who realizes he has accomplished nothing.


10.CHAD
ABOUNA (2002, MAHAMAT-SALEH HAROUN, B+)
http://www.imdb.com/title/tt0307913/
http://images.amazon.com/images/P/B0007XT7OU.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1112207129_.jpg


11.DJIBOUTI
BEAU TRAVAIL (1999, CLAIRE DENIS, A+)


12.EGYPT
THE NIGHT OF COUNTING THE YEARS (1969, CHADI ABDEL SALAM)
http://www.imdb.com/title/tt0064703/

ผู้กำกับชื่อดังของอียิปต์คือ YOUSSEF CHAHINE


13.ERITREA
MINISTER (2002, TEMESGHEN ZEHAIE)
An epic-like story of a young Eritrean soldier who deserts the British army in order to protect his village from a marauding bandit.


14.ETHIOPIA
BLOOD IS NOT FRESH WATER (1998, THEO ESHETU)


15.GABON
THE GREAT WHITE OF LAMBARENE (1995, BASSEK BA KOBHIO)
ผู้กำกับเป็นชาว CAMEROON แต่ถ่ายทำใน GABON
http://www.yale.edu/ycias/african/events/FilmFa01Sp02.htm


16.GHANA
THE MAD MASTERS (1954, JEAN ROUCH)
Les Maitres fous is about the annual religious ceremony of the Hauka— a sect which was widespread in West Africa from the 1920s to the 1950s. During this filmed ritual, which took place on a farm a few hours from the city of Accra, the Hauka entered trance and were possessed by various spirits associated with the Western colonial powers: the governor general, the engineer, the doctor's wife, the wicked major, the corporal of the guard.


17.GUINEA
DAKAN (1997, MOHAMED CAMARA, B+)
*****หนังเกย์*****
Two young high school boys, Manga and Sory, are gay and in love in Guinea. This is their story.


18.GUINEA-BISSAU
THE BLUE EYES OF YONTA (1992, FLORA GOMES)


19.IVORY COAST
MOI, UN NOIR (1958, JEAN ROUCH)
Treichville is a poor suburb of Abidjah, the capital of Ivory Coast and the destination of the two protagonists in this docudrama by Jean Rouch. The two men in question are originally from Nigeria, and they call themselves Eddie Constantine and Edward G. Robinson, clear indications of who their heroes are. The perpetual conflict between traditional ways of life and new Western imports comes up several times as the two men continue on their daily rounds and reveal a little about their hopes for the future. This film received a French Film Critics award in 1959. ~ Eleanor Mannikka, All Movie Guide


20.KENYA
THE DAY I WILL NEVER FORGET (2002, KIM LONGINOTTO, A+)
http://www.imdb.com/title/tt0342265/
The practice of female genital mutilation is explored through personal stories of Kenyan women.


--หนังเรื่อง MAMA WAHUNZI (2002, LAWAN JIRASURADEJ, B-) ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับเคนย่าเหมือนกัน
http://www.wmm.com/filmcatalog/makers/fm516.shtml


21.LIBERIA
LORD OF WAR (2005, ANDREW NICCOL, A)


22.LIBYA
LION OF THE DESERT (1981, MOUSTAPHA AKKAD)
http://www.imdb.com/title/tt0081059/
Between two worlds wars, a struggle for freedom took place in the African desert. This movie is the historically accurate story about the Libyan resistance leader, Omar Mukhtar, who led the Libyan resistance against the Italian oppressors from 1911-1931. The movie takes place during the reign of Mussolini.
http://images.amazon.com/images/P/6305020094.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1122573158_.jpg


23.MADAGASCAR
WHEN THE STARS MEET THE SEA (1996, RAYMOND RAJAONARIVELO)
http://appserv.pace.edu/execute/page.cfm?doc_id=12243
This poetic film explores the relationship between traditional and modern concepts of human freedom. As the title suggests, Rajaonarivelo frames his film around three visual symbols or leit motifs, sky, sea and, by implication, the land marooned between them or life between birth and death.


24.MALI
YEELEN (1987, SOULEYMANE CISSE)

--ผู้กำกับชื่อดังของมาลีคือ CHEICK OUMAR SISSOKO
http://www.imdb.com/name/nm0803084/


25.MAURITANIA
WAITING FOR HAPPINESS (2002, ABDERRAHMANE SISSAKO)
http://images.amazon.com/images/P/B0001EYTB6.03._SS500_SCLZZZZZZZ_V1083933145_.jpg
ซิสซาโกเคยเข้ารับการศึกษาที่กรุงมอสโคว์ของรัสเซียในปี 1983-1989 และเคยสร้างภาพยนตร์เรื่อง Life On Earth ที่ได้รับคำชมมาแล้วจากทั่วโลก ส่วนเรื่อง Waiting for Happiness นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอับดัลลาห์ (โมฮัมเหม็ด มาห์มุด อูลด์ โมฮัมเหม็ด) ชายหนุ่มวัย 17 ปีที่ทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดที่เมืองนูอาดิบูทางชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกามาเป็นเวลานานแล้ว นานจนกระทั่งเขาไม่สามารถจดจำภาษาท้องถิ่นของบ้านเกิดได้ โดยขณะนี้อับดัลลาห์กลับมาที่บ้านเกิดอีกครั้งเพื่อเยี่ยมแม่ของเขาก่อนจะเดินทางต่อไปยังทวีปยุโรป และเขารู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ถูกในขณะที่ชีวิตของเขาอยู่ในจุดหักเหเช่นนี้


26.MAURITIUS
BENARES (2005, BARLEN PYAMOOTOO)
http://www.e.bell.ca/filmfest/2005/films_description.asp?id=33
As Jimi drives his pickup truck past swaying fields of cane, Mayi and Nad coax Mina and Zelda out of their frosty reserve. What began as a crass transaction becomes a true exchange of ideas and impressions of life. They talk and flirt in the back of the truck, letting the wind rush over them. As it turns out, these four young Mauritians are philosophers in their own right. The conversation turns to football, to love and to that other faraway Benares - now Varanasi - the sacred city in India.


27.MOROCCO
A THOUSAND MONTHS (2003, FAOUZI BENSAIDI, A+)
http://www.imdb.com/title/tt0325826/


28.MOZAMBIQUE
DROPS OF LIGHT (2002, FERNANDO VENDRELL, A-)
http://www.imdb.com/title/tt0191161/


29.NAMIBIA
WINDPRINTS (1989, DAVID WICHT)


30.NIGER
JAGUAR (1967, JEAN ROUCH)
http://www.imdb.com/title/tt0286727/
http://www.buyindies.com/listings/1/1/DERE-111.html
Three young men from the Savannah of Niger leave their homeland to seek wealth and adventure on the coast and in the cities of Ghana. This film is the story of their travels, their encounters along the way, their experiences in Accra and Kumasi, and, after three months, their return to their families and friends at home. The film is part documentary, part fiction, and part reflective commentary.


31.NIGERIA
AIYE (1980, OLA BALOGUN)
ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังของไนจีเรียคือโยรูบา โอลา บาโลกุน ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากกรุงปารีส และเคยสร้างภาพยนตร์ทั้งภาพยนตร์กระแสหลักและภาพยนตร์ศิลปะ รวมทั้งเคยสร้างภาพยนตร์ที่ใช้ภาษาท้องถิ่นของไนจีเรีย โดยผลงานของเขารวมถึง Black Goddess (1978) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชาวไนจีเรียที่ค้นหาประวัติครอบครัวของตัวเองในบราซิล และ Cry Freedom (1980) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพชาวแอฟริกันที่พยายามต่อสู้กับการกดขี่ข่มเหงของประเทศเจ้าของอาณานิคม

ภาพยนตร์เรื่องแรกของบาโลกุนที่ประสบความสำเร็จอย่างมากคือ Ajani Ogun (1975) ที่ดัดแปลงมาจากละครเวที และต่อมาเขาก็ประสบความสำเร็จจากภาพยนตร์แนวระทึกขวัญเกี่ยวกับแม่มดหมอผีเรื่อง Aiye (1979) ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นต้นกำเนิดของแนวทางภาพยนตร์สยองขวัญในไนจีเรีย และอิทธิพลของภาพยนตร์สยองขวัญก็ยังคงปรากฏอยู่ในภาพยนตร์นอลลีวู้ดยุคปัจจุบัน


32.RWANDA
KEEPERS OF MEMORY (2004, ERIC KABERA)
http://filmref.com/journal/archives/2005/04/keepers_of_memory_2004.html
A middle-aged woman who was shot by the Interahamwe (Hutu militia) in her own home recounts how she lay for days on the floor gravely wounded amidst the bodies of her family, had resorted to drinking from a pool of blood. Ten years later, she continues to regret her actions and feels forever destined to be haunted by her lost loved ones every time she takes a drink of water.


33.SENEGAL
HYNEAS (1992, DJIBRIL DIOP MAMBETY, A+)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B0000D0YWV.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1063839914_.jpg

--ผู้กำกับชื่อดังของ SENEGAL คือ OUSMANE SEMBENE
http://www.imdb.com/name/nm0783733/


34.SOMALIA
BLACK HAWK DOWN (2001, RIDLEY SCOTT, B+)


35.SOUTH AFRICA
THE ORPHANS OF NKANDLA (2004, BRIAN WOODS, A+)
http://www.bbc.co.uk/bbcfour/documentaries/features/orphans.shtml


36.SUDAN
ALL ABOUT DARFUR (2005, TAGHREED ELSANHOURI)
http://filmref.com/journal/archives/2006_journal/new_york_african_film_festival/index.html


37.TANZANIA
DARWIN’S NIGHTMARE (2004, HUBERT SAUPER)
ได้ข่าวว่านักข่าวคนนึงของแทนซาเนียที่เคยร่วมงานในกองถ่ายหนังเรื่องนี้ ถูกรัฐบาลแทนซาเนียตามล่าและหาเรื่องหาราวอย่างรุนแรง เพราะหนังเรื่องนี้ให้ภาพแทนซาเนียในทางไม่ดี

--หนังเรื่อง NOTES FOR AN AFRICAN ORESTES (1970, PIER PAOLO PASOLINI, A-) มีเนื้อหาเกี่ยวกับแทนซาเนียและยูแกนดา


38.TOGO
THE WOMAN ALONE (2004, BRAHIM FRITAH)
http://filmref.com/journal/archives/2006_journal/new_york_african_film_festival/index.html


39.TUNISIA
THE SILENCES OF THE PALACE (1994, MOUFIDA TLATLI, A)
http://www.imdb.com/title/tt0111055/
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00003E4FG.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056662504_.jpg


40.UGANDA
ABC AFRICA (2001, ABBAS KIAROSTAMI)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B0008FXSTM.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1112035241_.jpg


41.ZAMBIA
LET’S TALK ABOUT IT...HARRIET (2003, CAROL DUFFY CLAY, A+)


42.ZIMBABWE
JIT (1990, MICHAEL RAEBURN) รู้สึกแปลกๆกับชื่อหนังเรื่องนี้ ฮ่าๆๆๆๆ

A young African man must try every trick in the book in this attempt to win the heart of the most beautiful girl in his village.
http://www.imdb.com/title/tt0099890/
http://ec3.images-amazon.com/images/P/6303202063.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056621663_.jpg

DAGMAR KELLER + MARTIN WITTWER

ภาพยนตร์ที่ได้ดูระหว่างวันศุกร์ที่ 18 ส.ค.ถึงวันเสาร์ที่ 2 ก.ย. 2007 (ไม่รวมภาพยนตร์สั้นของไทย 16 เรื่องที่ฉายในงาน LONG NIGHT OF SHORTS ที่เคยดูมาก่อนหน้านี้แล้ว)

(รายชื่อข้างล่างนี้ก็อปปี้มาจากอีเมล์ที่ดิฉันส่งไปให้เพื่อนที่เป็นฝรั่ง เพราะฉะนั้นดิฉันเลยเขียนชื่อหนังกับชื่อผู้กำกับเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด บางเรื่องก็แต่งชื่อภาษาอังกฤษขึ้นมาเอง ถ้าหากในสูจิบัตรไม่ได้ระบุเอาไว้ แต่จะพยายามใส่ชื่อภาษาไทยเข้ามาด้วยเวลาโพสท์ในเว็บบอร์ดนี้เผื่องง)

1.MINAMATA: THE VICTIMS AND THEIR WORLD (1971, NORIAKI TSUCHIMOTO, A++++++++++)
หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงประโยคของใครไม่รู้ที่ว่า “ยิ่งความชั่วมีพลังมากเท่าไหร่ หนังยิ่งมีพลังมากเท่านั้น” เพราะการปรากฏตัวของคนชั่วในช่วงท้ายของหนังสารคดีเรื่องนี้ ทำให้อารมณ์ในหนังพุ่งปรี๊ดมาก รู้สึกว่าประธานบริษัทในหนังเรื่องนี้ชั่วร้ายกว่าผู้พิพากษาใน SOPHIE SCHOLL – THE FINAL DAYS (2005, MARC ROTHEMUND, A+++++) เสียอีก เพราะรู้สึกว่าผู้พิพากษาอาจจะซวยได้ ถ้าหากไม่เข้าข้างฮิตเลอร์ แต่ปธ.บริษัทในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ถูกบีบบังคับจากใครให้ทำร้ายประชาชนแต่อย่างใด


2.GHOSTS (2005, ANOCHA SUWICHAKORNPONG, A++++++++++)
ช่วงต้นของหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังของ RODRIGO GARCIA และ ERIC ROHMER


3.EVERYTHING WILL BE FINE (2006, แดกหมา เคลเลอร์ + MARTIN WITTWER, A++++++++++)
ดูที่ PSG GALLERY, มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ หนังเรื่องนี้เป็นภาพบ้านตุ๊กตาที่ไหม้ไฟไปเรื่อยๆ แต่หนังใช้วิธี REPLAY ย้อนหลัง เพราะฉะนั้นเราจะเห็นบ้านที่ไหม้ไฟค่อยๆกลับคืนสู่สภาพเดิม หนังให้อารมณ์ที่สุดยอดมากๆ


4.MEN OF GOLD (2006, VINCENT MOLOI, A++++++++++)


5.THE HEART OF WHITENESS (2006, REHAD DESAI, A+++++++++++)
ได้ดูหนังสารคดี 4 เรื่องจากแอฟริกาใต้ในเทศกาลหนังสั้นปีนี้ และก็รู้สึกว่าหนังสารคดีเหล่านี้เปิดโอกาสให้เราได้ “มองตรงลงไปในนรก” โดยที่แอฟริกาใต้ในหนังสารคดี 4 เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในสภาวะมิคสัญญีหรือสงครามกลางเมืองเหมือนบางประเทศในแอฟริกาแต่อย่างใด แต่ “นรก” ที่หนังสารคดีเหล่านี้นำเสนอ คือ “นรก” ที่อยู่ในใจมนุษย์ เพราะคนผิวขาวในประเทศของเขายังคงกล้าเปิดเผยความรู้สึกเหยียดผิวอย่างรุนแรงต่อหน้ากล้องถ่ายหนังสารคดี และต่อหน้าคนดำอย่างแทบไม่น่าเชื่อ


6.ME AND YOU AND EVERYONE WE KNOW (2005, MIRANDA JULY, A+++++)

7.DIFFERENT PIGMENT (2006, OMELGA MTHIYANE, A+++++)
หนังสารคดีเรื่องนี้เล่าเรื่องของหนุ่มผิวขาวที่คลุกคลีกับคนดำและมีแฟนเป็นคนดำ แต่เขากลับไม่ใช่คนดี เขาไม่รับผิดชอบครอบครัว และเขาก็ขายตัวให้เกย์และผู้หญิงด้วย (ดิฉันคิดว่าการขายตัวไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่อย่างใด แต่เขามีพฤติกรรมอื่นๆที่ทำให้รู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนดี)

ปกติแล้วมักจะได้ดูหนังสารคดีที่ติดตามถ่ายทำชีวิตของบุคคลที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกรักและสงสาร แต่หนังสารคดีเรื่องนี้มาแปลก เพราะ SUBJECT ของหนังเรื่องนี้เป็นบุคคลที่ดูแล้วรู้สึกไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย


8.DRIPPING (2004, JAKRAWAL NILTHAMRONG, A+++++)


9.PATTERNS OF TRANSCENDENCE (2006, JAKRAWAL NILTHAMRONG, A+++++)
บางฉากของหนังดูแล้วนึกถึง DAVID LYNCH นอกจากนี้ ช่วงที่สองของหนังที่เกี่ยวกับนักมายากล ก็มีการถ่ายฉากนอกสถานที่บางฉากที่ทำให้นึกถึง SOMETHING MORE THAN NIGHT (2003, DANIEL EISENBERG, A+++++) และในช่วง ENDING CREDIT ของหนังเรื่องนี้ ก็รู้สึกว่าจะมีการขอบคุณ DANIEL EISENBERG ด้วย

ชอบฉากที่ไม่เกี่ยวกับคนในหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก รู้สึกว่า “คน” ในหนังเรื่องนี้ยังดูไม่ขลังสักเท่าไหร่ แต่ภาพของวัตถุอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับคนในหนังเรื่องนี้ดูขลังมากๆ และ SOUND EFFECT ก็ให้อารมณ์สุดยอดมาก


10.SLEEPING BEAUTY (2006, CHULYANON SIRIPHOL, A+++++)

ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้
10.1 อยากเป็นตุ๊กตาโดเรมอน จะได้ถูกใครก็ไม่รู้นอนกอด ฮ่าๆๆ

10.2 อยากมีผัว เพราะรู้สึกว่าฉาก “จันทร์ส่องหล้า” ในหนังเรื่องนี้ให้อารมณ์ที่โรแมนติกสุดๆ และเหมาะจะดูด้วยกันกับคนรักอย่างมากๆ ถ้ามีผัวเมื่อไหร่ จะซื้อดีวีดีหนังเรื่องนี้มาดู และเปิดฉาก “พระจันทร์” นอนดูด้วยกันอย่างมีความสุข

10.3 หนังเรื่องนี้มีฉากหมานอน ตอนที่ดูก็เลยคุยกับเพื่อนเล่นๆว่า มีสิทธิ์หมานี่แหละคือ SLEEPING BEAUTY ตัวจริง (ล้อเล่นค่ะ)

10.4 ฉากอาบน้ำคนแก่เป็นฉากที่สุดยอดมากๆ

10.5 ชอบเสียงโทรศัพท์ที่ไม่มีคนรับในช่วงท้ายหนังเรื่องนี้มาก และทำให้นึกถึงหนังบางเรื่องที่เล่นกับเสียงโทรศัพท์ อย่างเช่น

10.5.1 “0116643225059” (1994, APICHATPONG WEERASETHAKUL, A+)

10.5.2 เพลง IF MADONNA CALLS (A+) ของ JUNIOR VASQUEZ
ฟังเพลงนี้ได้ที่
http://www.youtube.com/watch?v=RtCj728Zjo4


11.NO DAYS OFF (2006, ERIC KHOO, A+++)

12.OTHER HOME (2006, ANCHALEE THAINGAMSIN + PUNTAREE BOONRAT, A+++)

13.THE SPECTRE: 16 YEARS LATER (2006, PRAP BOONPAN, A+++)
ชอบการถ่ายทอดความคิดของผู้กำกับหนังเรื่องนี้มากๆ เหมือนกับหนังเรื่อง “ทวิภพในเอกภพ” (A+) ที่กำกับโดยผู้กำกับคนเดียวกัน หนังสองเรื่องนี้ถ่ายทอดทัศนะคติของผู้กำกับอย่างแทบจะตรงไปตรงมา แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นหนังสารคดีในแบบที่เราคุ้นเคย เพราะมันมีการสร้างสถานการณ์บางอย่างเพื่อให้ผู้กำกับได้ถ่ายทอดความคิดของตัวเอง

ดูหนังของคุณปราปต์ บุนปาน แล้วก็นึกถึงหนังหลายๆเรื่องของคุณมานัสศักดิ์ ดอกไม้ ที่มีการถ่ายทอดความคิดของผู้กำกับผ่านทางกลวิธีที่ไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าเป็นหนังสารคดีหรือหนังทดลองดี รู้สึกว่าทั้งคุณปราปต์ บุนปาน และคุณมานัสศักดิ์ ดอกไม้เป็นสองผู้กำกับที่น่าสนใจสุดๆ และหวังว่าจะได้เห็นผลงานของสองคนนี้อีกเรื่อยๆ หรือไม่ก็อยากให้ใครสักคนจัดงาน RETROSPECTIVE ของคุณมานัสศักดิ์ ดอกไม้อย่างมากๆ

ไม่แน่ใจว่าหนังของคุณปราปต์และคุณมานัสศักดิ์จะเรียกว่าเป็นหนังแนว ESSAY ได้หรือเปล่า เพราะดิฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหนังแนว ESSAY เป็นยังไง แต่รู้สึกว่าฝรั่งผลิตหนังแนวนี้ออกมาเยอะมาก

ตัวอย่างหนังที่อาจจะเข้าข่ายหนังแนว ESSAY (จากนิตยสาร FILM COMMENT ฉบับเดือนม.ค./ก.พ. 2003 ในบทความของ PAUL ARTHUR)

13.1 หนังของ MICHAEL MOORE

13.2 LES MAITRES FOUS (1955, JEAN ROUCH)

13.3 HOUR OF THE FURNACES (1968, FERNANDO SOLANAS)

13.4 LAND OF SILENCE AND DARKNESS (1972, WERNER HERZOG, A+++++)

13.5 FILMING OTHELLO (1978, ORSON WELLES)

13.6 POTO AND CABENGO (1978, JEAN-PIERRE GORIN)

13.7 JOURNEYS FROM BERLIN (1980, YVONNE RAINER)

13.8 AMERICAN DREAMS (1984, JAMES BENNING)
http://www.imdb.com/title/tt0207961/

13.9 HANDSWORTH SONGS (1987, JOHN AKOMFRAH)

13.10 THE LAST BOLSHEVIK (1993, CHRIS MARKER, A++++++++++)

13.11 JLG/JLG (1994, JEAN-LUC GODARD, A+)

13.12 LONDON (1994, PATRICK KEILLOR, A)

13.13 CHILE, OBSTINATE MEMORY (1997, PATRICIO GUZMAN)

13.14 B-52 (2001, HARMUT BITOMSKY)

13.15 PROFIT AND NOTHING BUT (2001, RAOUL PECK)


14.SAY HELLO TO PEACE AND TRANQUILITY (2001, แดกหมา เคลเลอร์ + MARTIN WITTWER, A+++
ดูที่ PSG GALLERY, มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ

ดูแล้วนึกถึง THE SEVENTH CONTINENT (MICHAEL HANEKE, A+) มากๆ

15.MEMORIES OF AGANO (2004, SATO MAKOTO, A+++

16.DIFFERENT DEGREE (2006, MONCHAI CHATBUMRUNGSUK, A+)

17.WEIDROSOPHER WOLD (2006, NONTAWAT NUMBENCHAPOL + RTHIT PHANNIKUL, A+)

18.UNTITLED (A DIFFERENT TIME) (2004, HELEN FLETCHER, A+)

19.SPACE (2005, SATHIT SATTARASART, A+)

20.DUSK & DAWN (2005, NITIPONG TINTUBTHAI, A+)

21.MUSEUM PIECE (2004, JOHN SMITH, A+)

22.AFTER (2005, KIM NOCE, A+)

23.WHITE MAN’S DOG (2006. SIPHO SINGISWA, A+)

24.THE WIND THAT SHAKES THE BARLEY (2006, KEN LOACH, A+)

25.SEE (2006, NAWAPOL THAMRONGRATTANARIT, A+)

26.IN THE NAME OF SIN (2006, TANWARIN SUKHAPISIT + NIKORN SRIPONGWARAKUL, A+)

27.AN INTERIOR VIEW OF DEATH (2004, CUI ZI’EN, A+)

28.FLOWER GIRL + EGG BOY (2006, PHAKANUN TUNTIVERABURT, A+)

29.THOUGHT MOMENTS (2004, MICHAEL SIMON TOON, A+)

30.GRACELAND (2006, ANOCHA SUWICHAKORNPONG, A+)

31.IN BETWEEN (2006, PANU AREE, A+)

32.COWS…MOO…MOO (2006, JIRAPORN JAIPANG, A+)

33.CARRIAGE (2004, XU XIN, A+)

34.UMBRELLA (2005, TOSSAPOL BOONSINSUKH, A+)

35.YOU ARE WHERE I BELONG TO (2006, THUNSKA PANSITTIVORAKUL, A+)

36.MASSAGE (2005, THAWATPONG TANGSAJJAPOJ, A+)

37.PERPETUAL MOTION: IN THE LAND OF MILK AND HONEY (2004, AL+AL, A+)

38.LIVING ON THE RIVER AGANO (1992, SATO MAKOTO, A+)

39.WHAT YOU WANT TO SEE (2006, แดกหมา เคลเลอร์ + MARTIN WITTWER, A+)
ดูที่ PSG GALLERY, มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ

40.OUR FILM (2005, ATTHASIT SOMCHOB, A+)

41.รุ้ง RAINBOW (2006, DENCHAI KHEEREELUCK, A+)

42.THE INGRATITUDE (2005, SETTHAWIT PUNPANG, A+)

43.TERRACE (2006, SONG DI, A+)

44.A PEACOCK TALE (2004, ARLENE CULLUM, A+)

45.RATCHADA-LADPROAW (2006, AMORNTIP PAKDEE, A+)

46.AN INCONVENIENT TRUTH (2006, DAVIS GUGGENHEIM, A+)

47.TWELVE TWENTY (2006, PEN-EK RATANARUANG, A+)

48.โศกนาฏกรรม น้อย น้อย A LITTLE TRAGEDY (2005, NANTIYA LALOON, A+)

49.PRISON OF HEART (2006, PRAKAIFON RUANGDEJ, A+)

50.ก้อเหมือนเดิม ALL THE SAME (2006, PREMPAPAT PALITTAPOLKARNPIM, A+)

51.เท่ากับที่เดิม RE-START (2006, PATIDTA HOONTRAKUL, A+)

52.เสี่ยว MY FRIEND (2005, RAPEEPUN LEETHONG, A+)

53.3 MINUTES (2006, NOPPADOL SUNETA, A+)

54.THE GIVING TREE (2006, CHANIDA SOPONVUTTIKUL, A+)

55.HAMBURGER BOYS (2006, SIWADOL RATHEE, A+)

56. ทศเหลี่ยม TOSSALIAM (2006, ITTIWAT SURIYAMART, A+)

57. บ้านหลังน้อย THE LITTLE HOME (2006, KOMGRID MANONT, A+)

58. ใบสุดท้าย MY LAST FALL (2006, KWANJAI BOONREANG, A+)

59.CITY PARADISE (2004, GAELLE DENNIS, A+)

60.DOUBLED UP (2004, SAMANTHA MOORE, A)

61.ABOUT LOVE (2006, DAREZHAN OMIRBAYEV, A)

62.FULL MOON (2003, ANOCHA SUWICHAKORNPONG, A)

63.HOME ALONE (2006, MAYTHUS CHAICHAYANON, A)

64.TAKE A MESSAGE (2005, MAYTHUS CHAICHAYANON, A)

65.SONGKRAN (2006, VICHART SOMKAEW, A)

66.THE STAIN (2006, SITTISAK JIAMPHOTJAMARN, A)

67.MARIYA (2006, KANIN KOONSUMITRAWONG, A)

68.ปัญหา PROBLEM (2006, RATTANIN JAIPETCH, A)

69.เพื่อนแท้ คู่ซี้ A FRIENDSHIP NEVER DIES (2006, SIWAVUT ISLAM, A)

70.LENOX (2004, ESTHER JOHNSON, A)

71.ศีลสี่ THE FOURTH COMMANDMENT (1997, KULCHART JITKAJORNWANIT + LEUCHAI POTIKUL, A)

72.WAR OF FLUORESCENT (2006, NONTAWAT NUMBENCHAPOL, A)

73.THE FUNERAL (2006, URUPHONG RAKSASAD, A)

74.GREY SKY (2006, KRISADA KANIVICHAPORN, A)

75.MY BEST FRIEND: SILENT IN THE NOISE (2006, PICHAYA JARUSBOONPRACHA, A)

76.BALANCE (2005, NORACHAI KANCHAPANON +PHADOONG SAMAJAN, A)

77.A SMALL ISSUE (FAT CODE VERSION) (2006, PHONGPHAN SIHABANDIT, A)

78.THE FEELING (2006, SARUN SRISINGCHAI, A)

79.CONTINENTAL DRIFT (2005, WILLIAM RABAN, A)

80.SNAKES ON A PLANE (2006, DAVID R. ELLIS, A)

81. เพียงความธรรมดาของเส้น THE COMMON LINE (2006, KWANKAEW KETPHOL + SUPHACHAI THONGSAK, A/A-)

82.MA MA (2006, LI JIA, A/A-)

83.THE NEW GOD (1999, TSUCHIYA YUTAKA, A-)
ดิฉันขอตั้งชื่อภาษาไทยให้หนังเรื่องนี้ว่า “สาวประสาทแดก”

84.SUMMER IN NARITA (1968, OGAWA SHINSUKE, A-)

85.6 OR 5 (2006, SARAWAN WEERAWAT, A-)

86.TUBE (2005, CHRISTOPHER STEEL, A-)

87.14’42’11 (DONG LEI, A-)

88.THE CUTTER (1996, VIWAT KRISANAWES, A-)

89.EXPOSURE (2003, PETER COLLIS, A-)

90.RESIDENT OF EARTH (2005, PAUL TARRAGO, A-)

91.A STREETCAR NAMED HUMBER (2004, ESTHER JOHNSON, A-)

92. เหตุผลที่เราทะเลาะกัน WHY WE FIGHT (2006, NISHA JURAIRATTANAPORN, A-)

93.TATTOO (2001, MIRANDA PENNELL, A-)

94.HOPE IS ALL AROUND (2006, PAWIT TREEMEK, A-)

95.LOVE ASSASSIN (2005, PATHOMPON TESPRATEEP. A-)

96.THE ANIMATE EXPERIMENT (ALPHA2 VER.) (2005, PAWIN SUPATWANIT, A-)

97.THE ICE HARVEST (2005, HAROLD RAMIS, A-)

98.DREAMER: INSPIRED BY A TRUE STORY (2005, JOHN GATINS, A-)

99.MY SUPER EX-GIRLFRIEND (2006, IVAN REITMAN, B+)

100.MONRAK WISIT (2005, SUPAPORN UTENPUN +JARASPONG VIJIDSUNTORNGUN, B+)

101.BETWEEN THE LINE (2005, PRAKASIT PATRATHIRANOND, B+)

102.LOVEWRECKED (2005, RANDAL KLEISER, B+)

103.ศพ CADAVER (2006, DULYASIT NIYOMGUL, B+)

104.THE MAN (2005, LES MAYFIELD, B)

105.RETURN OF THE LIVING DEAD 5: RAVE TO THE GRAVE (2005, ELLORY ELKAYEM, C)

SUPERMARKET

ตอบน้อง merveillesxx

คิดถึงน้อง merveillesxx มากๆเช่นกันค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ดูหนังสารคดีเรื่อง “6 OR 5” เพราะในหนังเรื่องนี้มีผู้ชายคนนึงหน้าตาคล้ายน้อง merveillesxx โดยที่คุณเก้าอี้มีพนักก็ยืนยันในเรื่องนี้ด้วย

--เคยดูหนังของ JUZO ITAMI ไปแค่ครึ่งเรื่อง ซึ่งก็คือ TAMPOPO (1985) รู้สึกชอบมากๆ แต่ที่ได้ดูแค่ครึ่งเรื่องเพราะตอนนั้นยืมวิดีโอมาจากร้านเฟม แล้วช่วงหลังของเรื่องภาพมันสั่นมากๆ จนดูไม่ได้

--รู้สึกสงสัยในการตายของ JUZO ITAMI เหมือนกัน เพราะดูจากหนังของเขาแล้ว เขาไม่น่าจะเป็นคนที่ฆ่าตัวตาย ถ้าหากเป็น KIYOSHI KUROSAWA จะไม่ประหลาดใจแต่อย่างใด แต่ก็นั่นแหละ ของแบบนี้อาจจะดูกันที่ผลงานภายนอกไม่ได้ ดูอย่าง ROBERT BRESSON ที่ทำหนัง FEEL BAD สุดๆ สิ เขายังมีอายุยืนตั้ง 98 ปีแน่ะ (1901-1999) ในขณะที่ชีวิตของนักแสดงตลกหลายๆคน อาจจะเป็นชีวิตที่น่าหดหู่และเคร่งเครียดสุดๆ

--เห็นพล็อตหนังของ SUPERMARKET WOMAN แล้วอยากดู เพราะชอบหนังที่มีฉากซูเปอร์มาร์เก็ต บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าตอนอยู่ชั้นม.ปลาย ดิฉันกับเพื่อนๆมักจะใช้เวลาหลังเลิกเรียนเดินเล่นตามซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นประจำ โดยแทบไม่ได้ซื้ออะไรเลย แต่แค่หยิบผลิตภัณฑ์โน้นนี้มาดูแล้วก็วางกลับที่เดิมไปเรื่อยๆ

หนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อ

1.VALERIE FLAKE (1999, JOHN PUTCH, A++++++++++)
หนึ่งในหนังที่ชอบที่สุดในชีวิต อ่านรายละเอียดได้ในหนังสือ “ฟิล์มไวรัส 3” นางเอกหนังเรื่องนี้เป็นพนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตที่ได้แฟนหนุ่มหล่อน่ารักน่ากอดน่าจูบเป็นผจก.ซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เธอกลับตัดสินใจทิ้งเขาไปเพราะเขาต้องการมีลูก แต่เธอไม่ต้องการ


2.QUEER AS FOLK (1999, SARAH HARDING + CHARLES MCDOUGALL, A+)
หนึ่งในพระเอก (เอ หรือจะเรียกว่า”นางเอก” ดี) ของละครทีวีเรื่องนี้ทำงานในซูเปอร์มาร์เก็ต


3.ODETE (2005, JOAO PEDRO RODRIGUES, A+)
นางเอกเป็นพนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตที่ต้องสวมเสก็ตขณะทำงาน เพื่อจะได้แล่นถลาไปแก้ไขปัญหาตามจุดต่างๆในซูเปอร์มาร์เก็ตได้อย่างรวดเร็ว


4.NO ONE’S ARK (2002, NOBUHIRO YAMASHITA, A+)
พระเอกนางเอกหนังเรื่องนี้พยายามนำสินค้าของตัวเองไปวางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต แต่กลับพบกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัสกว่าจะขายสินค้าของตัวเองได้


5.FUN BAR KARAOKE (PEN-EK RATANARUANG, A+)
ตัวละครในเรื่องทำงานในร้าน 7-ELVEN


6.LOVEAHOLIC (2006, PING LAMPRAPLEUNG, A+)
ฉากนางเอกเป็นผีลอยในซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นฉากที่ฮามากๆ


7.MI-TEMPS หรือ PART-TIME (2002, MATHIAS GOKALP, A+)
หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องของสาวซูเปอร์มาร์เก็ตสองคนที่มีบุคลิกแตกต่างกัน โดยคนนึงกำลังคิดที่จะขโมยเงินในซูเปอร์มาร์เก็ต ภาพชีวิตในช่วงต้นของหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังของ MIKE LEIGH ที่พูดถึงชีวิตชนชั้นล่าง

หนังเรื่อง THE STRAIGHT AND NARROW (2004, MATHIAS GOKALP, A+++++) ก็พูดถึงชนชั้นล่างเหมือนกัน และทำออกมาได้อย่างซาบซึ้งมากๆเหมือน MI-TEMPS ด้วย


8.SUBURBIA (1997, RICHARD LINKLATER, A)
เรื่องของหนุ่มสาวกลุ่มนึงที่ชอบมาสุมหัวชุมนุมกันนอกร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง


9.BRODEUSES (A COMMON THREAD) (2004, ELEONORE FAUCHER, A)
นางเอกหนังเรื่องนี้เป็นสาวซูเปอร์มาร์เก็ตที่ตั้งครรภ์


10.HEAVEN AND EARTH (OLIVER STONE, A)
ฉากที่ติดตามากๆในหนังเรื่องนี้คือฉากที่นางเอกชาวเวียดนามเดินทางไปอเมริกาและตกใจกับความใหญ่โตมโหฬารของซูเปอร์มาร์เก็ตในอเมริกา


11.LOVE AT 7-11 (2002, TENG YUNG-SHING, A)
http://www.imdb.com/title/tt0341448/


12.LOVE IS COLDER THAN DEATH (1969, RAINER WERNER FASSBINDER, A-)
ฉากซุปเปอร์มาร์เก็ตในหนังเรื่องนี้ให้อารมณ์หลอกหลอนคลาสสิคมากๆ
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00008UAPY.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1057248153_.jpg


13.CZECH DREAM (2004, VIT KLUSAK + FILIP REMUNDA, A-)
หนังสารคดีเกี่ยวกับซูเปอร์มาร์เก็ตที่ไม่มีตัวตนจริง แต่กลับสามารถหลอกให้ชาวเชคจำนวนมากเดินทางมายังที่ตั้งซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ ก่อนจะรู้ว่าตัวเองถูกหลอก


14.WHAT’S EATING GILBERT GRAPE (1993, LASSE HALLSTROM, A-)
ในเรื่องนี้จอห์นนี เดปป์รับบทเป็นพนักงานร้านขายของชำที่กิจการกำลังประสบกับความยากลำบากเมื่อเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่แห่งหนี่งจะมาเปิดสาขาในเมืองนี้


15.THE BEAUTIFUL WASHING MACHINE (2004, JAMES LEE, A-)
มีฉากเซอร์ไพรส์ในซูเปอร์มาร์เก็ตช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้


--เมื่อวานนี้กะจะไปดูละครเวทีเรื่อง ANIMAL FARM ที่คณะอักษร จุฬา ปรากฏว่าตั๋วเต็ม ก็เลยกะว่าจะไปดู MOUTH ของคณะละคร 8x8 ปรากฏว่าตั๋วเต็มเช่นกัน รู้สึกดีใจมากๆที่ไม่ได้ดูละครสองเรื่องนี้เพราะตั๋วเต็ม เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าตอนนี้ละครเวทีมีคนสนใจเป็นจำนวนมากแล้ว

--เมื่อวานนี้ก็เลยลงเอยด้วยการไปดู PIPPIN (พรรณศักดิ์ สุขี, A) ที่ EGV METROPOLIS แทน รู้สึกชอบเนื้อหาช่วงครึ่งหลังของละครเรื่องนี้มาก และก็ชอบความแร่ดจนหยุดไม่ได้ของ “ดังกมล ณ ป้อมเพชร” ในละครเรื่องนี้มากๆ
http://www.thaiticketmaster.com/events/pippin.php

--เมื่อปีที่แล้วเคยดูวิดีโอบันทึกการแสดงละคร PIPPIN (1981, DAVID SHEEHAN, A-) ที่ TK PARK เพราะฉะนั้นก่อนจะเข้าไปดู PIPPIN เมื่อวานนี้ ก็เลยรู้สึกกังวลเล็กน้อยว่าการรู้เนื้อเรื่องล่วงหน้าทั้งหมดแล้วจะทำให้การดูละครเรื่องนี้น่าเบื่อมากขึ้นหรือเปล่า แต่ก็ปรากฏว่าไม่ใช่ เพราะถึงแม้เพิ่งดู PIPPIN ที่กำกับโดย DAVID SHEEHAN เมื่อปีที่แล้ว การได้ดู PIPPIN ที่กำกับโดยพรรณศักดิ์ สุขีเมื่อวานนี้ก็ยังคงดูสนุกได้เช่นกัน
http://celinejulie.blogspot.com/2005/11/women-in-mirror-yoshishige-yoshida.html

BOYTIFUL COMEDY (SERI LACHONABOT, A)

หนังประจำปี 2005 ของคุณแฟรงเกนสไตน์
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&postdays=0&postorder=asc&start=2850

http://www.aidsaccess.com/07/index.php?option=com_content&task=view&id=186&Itemid=48

ขอบคุณคุณเจ้าของกระทู้มากเลยค่ะ กะว่าถ้าว่างๆจะค่อยๆทะยอยดูไปเรื่อยๆทีละเรื่อง เมื่อกี้ลองเข้าไปดูเรื่อง “นายระบำขำกลิ้ง” (เสรีย์ หล้าชนบท, A) แล้ว ชอบมากๆ และอาจจะชอบมากกว่านี้ถ้าได้ดูในจอใหญ่ รู้สึกว่าพอได้ดูในจอเล็กๆแล้วอาจจะทำให้มองเห็นไม่ชัดในหลายๆส่วน

ชอบ “นายระบำขำกลิ้ง” มากๆในส่วนแรกของเรื่อง ที่ดูมีลักษณะคล้ายหนังสารคดีที่ถ่ายทอดชีวิตประจำวันของคนกลุ่มนึง ดูแล้วนึกถึงชีวิตสมัยมัธยมของตัวเองมากๆ

ส่วนท้ายของเรื่องก็ชอบมากเช่นกัน แต่ชอบน้อยกว่าส่วนแรกนิดนึง เพราะส่วนแรกดูเป็นธรรมชาติดี แต่ส่วนหลังดูเหมือนตั้งใจสร้างความซาบซึ้ง ก็เลยอาจจะดู “ฝืนๆ” ไปบ้างเมื่อเทียบกับส่วนแรก แต่ก็อยู่ในระดับที่พอรับได้ ไม่รู้สึกว่าซึ้งจนเลี่ยน

ดู “นายระบำขำกลิ้ง” แล้วก็นึกถึงหนังสั้นของไทยเรื่องนึงเมื่อหลายปีก่อนที่นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างเกย์กับพ่อได้อย่างน่าประทับใจไม่แพ้ “นายระบำขำกลิ้ง” จำไม่ได้ว่าหนังเรื่องนั้นคือเรื่องอะไร ไม่แน่ใจว่าใช่เรื่อง “วันเกิด” (2001, สุวรรณ ห่วงศิริสกุล) หรือเปล่า ถ้าจำผิดก็ต้องขออภัยด้วย

ได้ดูหนังของคุณเสรีย์ หล้าชนบทอีกเรื่องนึง ซึ่งก็คือเรื่อง “เมืองเอก 1579” (2006, A+) ชอบมากกว่า “นายระบำขำกลิ้ง” ถึงแม้ไม่เข้าใจอะไรเลยใน “เมืองเอก 1579” คิดว่าหนังเรื่องนี้คงมี “เนื้อเรื่อง” แต่ตัวเองดูแล้วไม่เข้าใจเอง ตามเนื้อเรื่องไม่ทัน แต่ดูแล้วเพลินมากๆกับการที่ตัวละครวิ่งกันสุดชีวิตเป็นเวลาราว 30 นาทีโดยที่ดิฉันไม่แน่ใจว่าวิ่งกันทำไม สรุปว่าชอบฉากการเดินไปเรื่อยๆของตัวละครใน “นายระบำขำกลิ้ง” และฉากการวิ่งไปเรื่อยๆของตัวละครใน “เมืองเอก 1579” อย่างมากๆ และทำให้อยากดูหนังเรื่องอื่นๆของคุณเสรีย์ หล้าชนบทว่าจะมีลักษณะเป็นอย่างไร

รู้สึกว่าคุณเสรีย์ หล้าชนบทจะกำกับภาพยนตร์อีกเรื่องนึง ซึ่งก็คือเรื่อง THADA ที่อยู่ในโครงการหนังสมานฉันท์
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=3782&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

อ่านความเห็นของคุณแฟรงเกนสไตน์ที่มีต่อ THADA ได้ที่
http://xq28.net/s/viewtopic.php?p=132968


ได้ดูหนังพม่าไป 3 เรื่องในวันพฤหัสบดีค่ะ ซึ่งก็คือเรื่อง HEXAGON (2006, A+), NEVER SHALL WE BE ENSLAVED (1997, KYI SOE TUN, A) และ SACRIFICIAL HEART (2004, A) ชอบหนัง 3 เรื่องนี้มากๆ

สิ่งที่พบในเทศกาลหนังพม่า

1.ดิฉันซื้อตั๋วหนังทีเดียวพร้อมทั้ง 3 เรื่องในตอนเที่ยง แต่ “กระจายความเสี่ยง” ด้วยการเลือกที่นั่งไม่ซ้ำกันเลยในการดูแต่ละรอบ เผื่อรอบไหนได้ที่นั่งซวยๆ ก็จะได้ซวยเพียงแค่รอบเดียว ผลปรากฏว่าคาดเดาถูกต้อง เพราะรอบแรกพอเข้าไปนั่งแล้วปรากฏว่าเก้าอี้มันเจ๊ง ก็เลยต้องเปลี่ยนที่นั่งใหม่ โชคดีที่คนน้อย ก็เลยย้ายที่นั่งได้สบาย ส่วนรอบสองกับรอบสามไม่มีปัญหากับเก้าอี้แต่อย่างใด

2.ถ้าไม่นับปัญหาเรื่องเก้าอี้เจ๊งแล้วก็ประทับใจกับเก้าอี้ที่นี่มาก เพราะมันนั่งสบายสไตล์มยุราจริงๆอย่างที่คุณตี๋หล่อมีเสน่ห์ว่าเอาไว้ มันทั้งกว้าง และมีที่ให้เหยียดขาได้สบาย ตรงข้ามกับโรงภาพยนตร์ “3” ที่ SF MAHBOONKRONG โรงนั้นที่เหยียดขาจะแคบมาก และคนข้างหลังก็ชอบเอาเท้าเอาขามากระแทกพนักพิงบ่อยๆ แต่ก็ไม่ค่อยว่าอะไรถ้าเป็นโรงนั้น เพราะเข้าใจว่าที่เหยียดขามันแคบจริงๆ

3.เจอคนพม่าคุยกันในโรงหนังเหมือนกัน แต่ไม่รบกวนสมาธิมากนักเพราะฟังไม่ออกว่าเขาคุยกันว่าอะไร ก็เลยไม่เบี่ยงเบนความสนใจไปจากตัวหนังมากนัก แต่ก็รู้สึกแย่ๆอยู่บ้าง

4.ดิฉันเลือกที่นั่งใกล้ๆทางเดิน ประมาณตัวที่ 3 ถัดจากทางเดิน และก็เจอผู้ชายคนนึงที่นั่งอยู่ตรงกลางแถวเดินเข้าเดินออกจากแถวที่นั่งตลอดเวลาระหว่างดูหนัง เขาต้องเดินผ่านดิฉันกับเพื่อนหลายครั้งหลายหน และเขาก็ไม่ได้เดินไปฉี่ด้วย เขาจะเดินไปตรงใกล้ๆประตูทางออกที่มีแสงไฟอยู่ตรงข้างล่างประตูทางออก เขาเดินประมาณไม่ต่ำกว่า 5 รอบ ไม่รู้เขาไปทำอะไรที่ประตูทางออก อยู่ดีๆก็เดินกลับไปกลับมา พอเขาเดินไปที่ประตู เขาก็ก้มตัวลงเอาอะไรจ่อไปที่ไฟที่สว่างตรงข้างล่างประตู เหมือนกับจะอ่านอะไรสักอย่าง มันเป็นการสร้างความรำคาญให้กับดิฉันเป็นอย่างมากที่ต้องคอยขยับขาหลีกทางให้เขา หรือว่าโทรศัพท์มือถือของเขามันเป็นรุ่นพิสดารที่ไม่มีแสงที่หน้าจออย่างนั้นหรือ เขาถึงต้องเอาโทรศัพท์ไปจ่อตรงแสงไฟตรงประตูเพื่ออ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน เดาเอา แต่ก็ยังดีที่เขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย เพราะตอนแรกดิฉันนึกว่าเขาจะไปล็อกประตูทางออกแล้วจับคนในโรงหนังเป็นตัวประกันเพื่อต่อรองกับรัฐบาลพม่า (ล้อเล่นค่ะ)

4.ฮากับ ซับไตเติลหนังเรื่อง SACRIFICIAL HEART มาก เพราะมันพิมพ์ผิดพิมพ์ถูก มีประโยคนึงดิฉันเดาว่าตัวละครน่าจะพูดว่า ARE YOU INSULTING ME? (แกกำลังด่าฉันใช่มั้ย) แต่ซับไตเติลกลับขึ้นมาว่า ARE YOU INSULATING ME? (แกกำลังจะหุ้มฉนวนตัวฉันใช่มั้ย)

5.เพื่อนฝรั่งที่ไปดูไม่ชอบ SACRIFICIAL HEART อย่างมากๆ แต่ดิฉันชอบมากเพราะมันทำให้นึกถึงหนังจักรๆวงศ์ๆหรือละครทีวีแนวขุนแผนที่ได้ดูตอนเด็กๆ เดาว่าภูมิหลังทางวัฒนธรรมอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ชมบางคนชอบหรือไม่ชอบหนังพม่าในเทศกาลนี้

6.ไม่แน่ใจว่าเนื้อหาใน NEVER SHALL WE BE ENSLAVED คาบเกี่ยวกับเนื้อหาในละครทีวีเรื่อง “เพลิงพระนาง” (A+) ที่นำแสดงโดยชไมพร จตุรภุชหรือเปล่า เพราะมันเป็นช่วงที่อังกฤษหาเรื่องเข้ามายึดพม่าเหมือนๆกัน

7.ประทับใจกับการใส่ตุ้มหูของผู้ชายพม่าอย่างมากๆ

8.ชอบฉากบู๊ในหนังพม่ามากๆเช่นกัน ฉากบู๊มันเหนือจริงเหมือนหนังจีนกำลังภายใน แต่ความเอื่อยๆในบางฉากชีวิตของหนังกลับทำให้นึกถึงหนังอินเดียยุคเก่าๆ

9.ชอบตอนจบของ HEXAGON อย่างมากๆ ที่ไม่ได้ HAPPY ENDING ไปซะทั้งหมด และก็ชอบมากๆที่ตัวละครผู้ชายหน้าตาไม่ดี แต่นิสัยดีในหนังเรื่องนี้ ไม่สมหวังกับหญิงสาวที่เขาหมายปอง เพราะหญิงสาวคนนั้นหันไปรักสามีรูปหล่อแทน ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งทิ่ผิดคาดมากๆ เพราะหนังหลายเรื่องโดยเฉพาะหนังเกาหลีมักจะให้สาวสวยลงเอยกับชายหนุ่มหน้าตาธรรมดา แต่ใน HEXAGON นี้ ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาลงเอยด้วยการมี “มุทิตาจิต” ที่ได้เห็นสาวสวยครองรักกับสามีหนุ่มหล่อในตอนจบ

--ได้พิมพ์เนื้อหาในหน้านี้ของคุณตี๋หล่อมีเสน่ห์เก็บเอาไว้ด้วย เพราะข้อมูลเกี่ยวกับหนังพม่าหายากมากๆ ไม่ว่าจะในรูปแบบภาษาอังกฤษหรือภาษาไทย รู้สึกดีที่คุณตี๋หล่อมีเสน่ห์ได้บันทีกข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับหนังในเทศกาลนี้เอาไว้

--ขอบคุณคุณ SHORT MESSENGER มากๆค่ะสำหรับข้อมูลของผู้กำกับภาพยนตร์สั้นบางคน ข้อมูลพวกนี้มีประโยชน์สำหรับดิฉันมากค่ะ และก็รู้สึกว่าข้อมูลเกี่ยวกับประวัติผู้กำกับภาพยนตร์สั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากๆไม่ว่าจะทางนิตยสารหรือทางอินเทอร์เน็ต

ได้ดูเรื่อง HOME ของคุณวรรณนิศา เอี่ยมละอองแล้วชอบมากในระดับ A+ แต่ก็ไม่คิดว่าคุ้นกับชื่อของเธอมาก่อน จนกระทั่งได้มาอ่านข้อความของคุณ SHORT MESSENGER เห็นบอกว่าคุณวรรณนิศาเคยกำกับภาพยนตร์เรื่อง “ณ จุดสีหนึ่ง” รู้สึกคุ้นกับชื่อหนังเรื่องนี้มากๆ ก็เลยไปค้นใน blog ของตัวเองดู ปรากฏว่าดิฉันเคยดูหนังเรื่อง “ณ จุดสีหนึ่ง” มาแล้วจริงๆด้วย
http://celinejulie.blogspot.com/2005_07_01_celinejulie_archive.html

รู้สึกดีมากค่ะที่มีบางคนช่วยเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับผู้กำกับภาพยนตร์สั้น เพราะดิฉันเองก็จำไม่ค่อยจะได้ว่าผู้กำกับคนนี้เคยกำกับเรื่องอะไรมาบ้าง ทั้งๆที่อาจจะเคยดูหนังของเขาไปแล้ว 5 เรื่อง แต่อาจจะเผลอนึกไปว่านี่เป็นหนังเรื่องแรกของเขาที่ได้ดู เพราะจำชื่อเขาไม่ได้

--“ลูกสาวกำนัน” (1981, สมบัติ เมทะนี) ฉายที่ TK PARK วันอาทิตย์ที่ 10 ก.ย.นี้ เวลา 14.00 น. อ่านรายละเอียดได้ที่
http://www.tkpark.or.th/TH/knwldZn/mnt/mntprg.aspx


ตอบคุณ HOMOGENIC

ได้ลองเข้าไปฟัง WALK ON BY (2004) เวอร์ชันของ SEAL แล้วที่ลิงค์นี้
http://www.youtube.com/watch?v=zyYR7qDa50A

รู้สึกชอบมากๆเหมือนกันค่ะ นอกจากนี้ ยังชอบ WALK ON BY เวอร์ชันที่ร้องโดย SYBIL กับ DINA CARROLL ด้วย

ได้ฟังเพลงนี้ครั้งแรกในเวอร์ชันที่ SYBIL ร้องในปี 1989 รู้สึกว่าเพราะมากๆ หลังจากนั้นอีก 2-3 ปีต่อมาก็ได้ฟังเวอร์ชันที่ DINA CARROLL ร้อง และมาได้ฟังเวอร์ชันที่ DIONNE WARWICK ร้องเป็นครั้งแรกก็เมื่อได้ดูภาพยนตร์เรื่อง ROUGH NIGHT ในปี 2001 นี่แหละค่ะ ตอนนี้ชอบเวอร์ชันของ DIONNE WARWICK มากที่สุดในบรรดา 4 เวอร์ชันนี้ เพราะมันทำให้นึกถึงความสุขที่ได้รับจากภาพยนตร์เรื่อง ROUGH NIGHT แต่เสียดายที่ตอนนี้ดิฉันยังไม่ได้ซื้อซีดีของ DIONNE WARWICK เก็บไว้เลย

ในคืนวันเสาร์มีการฉาย ROUGH NIGHT ดิฉันกลับถึงอพาร์ทเมนท์ประมาณก่อนตีสอง แต่กว่าจะได้นอนก็ตีสาม เพราะสิ่งที่ทำเมื่อถึงอพาร์ทเมนท์ก็คือการค้นห้องตัวเองอย่างกระจุยกระจายเพื่อหาเทปรวมฮิตที่มีเพลง WALK ON BY ของ DINA CARROLL และพอหาเทปเจอแล้วก็ฟังเพลง WALK ON BY กลับไปกลับมาประมาณ 5 รอบกว่าจะทำจิตใจให้สงบและหลับลงได้ (เคยซื้อเทปของ SYBIL เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าทำเทปหายไปแล้ว)


ตอบคุณเจ้าชายน้อย

รู้สึกเฉยๆกับ JAMES STEWART นะ เขาอาจจะเล่นหนังเก่งมาก แต่เขาไม่ใช่สเปคของดิฉัน

ดาราหนังรุ่นเก่าที่ดิฉันอยากได้เป็นสามีในชาติก่อน
(ดิฉันเกิดปี 1973 เพราะฉะนั้นดิฉันก็เลยจินตนาการเล่นๆว่าตัวเองอาจจะเคยมีชีวิตอยู่ในช่วงทศวรรษ 1940-1950 ในชาติก่อน)

1.ROCK HUDSON (เขาเป็นเกย์)
http://images.amazon.com/images/P/B000092T4R.01.LZZZZZZZ.jpg

2.MONTGOMERY CLIFT (เขาเป็นเกย์)
http://www.thestandingroom.com/blog/images/monty.jpg

3.GERARD PHILIPE (1922-1959)
http://www.imdb.com/name/nm0679959/

รูปของ GERARD PHILIPE จากหนังเรื่อง THE CHARTERHOUSE OF PARME (1948, CHRISTIAN-JACQUE)
http://www.amazon.com/Charterhouse-Parme-Christian-Jaque/dp/B000087F0O/ref=sr_11_1/104-2295792-7335955?ie=UTF8

http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000087F0O.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056772463_.jpg

4.RUSSELL WADE (1917) พระเอกหนังเรื่อง THE GHOST SHIP (1943, MARK ROBSON, A+)
http://www.imdb.com/name/nm0905505/

5.RICHARD FRASER (1913-1972) พระเอกหนังเรื่อง BEDLAM (1946, MARK ROBSON)
191 CM.

6.FARLEY GRANGER พระเอกหนังเรื่อง STRANGERS ON A TRAIN (1951, ALFRED HITCHCOCK)
http://images.amazon.com/images/P/B0002HOERG.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1087862506_.jpg
http://www.simsajoyeros.com.ar/Postales/11237%20-%20Farley%20Granger.jpg

7.GEORGES MARCHAL (1920-1997) พระเอก LUMIER D’ETE (1943, JEAN GREMILLON, A)
http://www.imdb.com/name/nm0545352/
http://www.cyranos.ch/sbmarcha.jpg

8.RAF VALLONE พระเอกภาพยนตร์เรื่อง THERESE RAQUIN (1953, MARCEL CARNE, A)
http://images.amazon.com/images/P/B000BO0LB8.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1129650202_.jpg
http://www.toroclub.it/immagini/vallone.jpg


--เมื่อวานนี้ได้คุยกับคุณ “เก้าอี้มีพนัก” เห็นเขาบอกว่ามีวีซีดีลิขสิทธิ์หนังเยอรมันเรื่อง FANDANGO (2000, MATTHIAS GLASNER) วางขายในไทยด้วย น่าดูมากๆ ถ้าหากคุณเจ้าชายน้อยคุ้ยกระบะแผงวีซีดีดีๆ ก็อาจจะเจอหนังเรื่องนี้ด้วยก็ได้
http://www.imdb.com/title/tt0118911/
http://images.amazon.com/images/P/B0001K9M30.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V57262209_.jpg

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับดีเจ ซันนี่ ซันไชน์ (MORITZ BLEIBTREU) ที่ต้องการจะอำลาจากวงการไนท์คลับ แต่เขาได้พบกับเชอร์ลีย์ เมาส์ (NICOLETTE KREBITZ) หญิงสาวที่ใฝ่ฝันจะเป็นนางแบบ เธอมีความสัมพันธ์กับลูโป (RICHY MUELLER) ซึ่งเป็นเจ้าของไนท์คลับที่ร้อนแรงที่สุดในเมือง นอกจากนี้ เชอร์ลีย์กับลูโปยังมีภารกิจที่ไม่ได้สะสางกับเดอะ ดุ๊ค (CORINNA HARFOUCH) ด้วย และคนเหล่านี้ก็จะทำให้ชีวิตของดีเจ ซันนี่ต้องเปลี่ยนแปลงไป

FANDANGO นำแสดงโดยสุดหล่อ MORITZ BLEIBTREU และกำกับโดย MATTHIAS GLASNER ซึ่งโด่งดังมากจากการกำกับภาพยนตร์เรื่อง THE FREE WILL (2005) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนักข่มขืน

อันนี้เป็นปกดีวีดีภาพยนตร์เรื่อง HIGH SCORE (2001, MATTHIAS GLASNER) ที่นำแสดงโดยสุดหล่อ BENNO FURMANN
http://images.amazon.com/images/P/B0000ADXRY.03._SS500_SCLZZZZZZZ_V1059050856_.jpg


ส่วนอันนี้เป็นรายชื่อดีวีดีภาพยนตร์ที่คิดว่าน่าจะเหมาะกับคุณเจ้าชายน้อย

1.LIFESPAN (1975, SANDY WHITELAW)
นำแสดงโดย KLAUS KINSKI และ HIRAM KELLER (FELLINI’S SATYRICON) โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลองเกี่ยวกับยาอายุวัฒนะ หนังเรื่องนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ของ MARGUERITE DURAS + ALAIN ROBBE-GRILLET + ALAIN RESNAIS + สองพี่น้อง KUCHAR และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ ROMAN POLANSKI กำกับ THE TENANT
http://www.amazon.com/Lifespan-Sandy-Whitelaw/dp/B000F48DDC/sr=8-1/qid=1157282174/ref=pd_bbs_1/104-2295792-7335955?ie=UTF8&s=dvd
http://images.amazon.com/images/P/B000F48DDC.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V56352613_.jpg
http://filmfreakcentral.net/dvdreviews/lifespan.htm

there's Dr. Land's constant, insistent, omnipresent narration, which provides missing plot details in an austerely flowery fashion, like some combination of Marguerite Duras and the Kuchar Brothers.

Linden's elderly patients play a game that mirrors the one in Last Year at Marienbad.


ดีวีดี LIFESPAN มีวางขายตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค. 2006


2.THE BEAST MUST DIE (1974, PAUL ANNETT)

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับคน 8 คนที่ต้องมาอยู่ในสถานที่เดียวกัน และมีคนหนึ่งในจำนวนนี้ที่เป็นมนุษย์หมาป่า โดยในช่วงท้ายหนังของเรื่องนี้ หนังจะมีการ “หยุดพัก” เป็นเวลาระยะหนึ่งเพื่อให้ผู้ชมทบทวนเงื่อนงำเบาะแสต่างๆที่ได้รับรู้มาตลอดทั้งเรื่องและตัดสินใจให้ได้ว่าตัวละครคนใดกันแน่ที่เป็นมนุษย์หมาป่า ก่อนที่หนังจะเข้าสู่ฉากจบ
The film has a clip at the beginning asking people in the audience to try to identify the werewolf and near the end there is a 30-second "Werewolf Break" for the audience to think over the evidence...
http://ec3.images-amazon.com/images/P/B0007VY558.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V65778650_.jpg

ดีวีดีภาพยนตร์เรื่องนี้มีวางขายตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. 2006

3.AND NOW THE SCREAMING STARTS (1973, ROY WARD BAKER)
http://www.amazon.com/Amicus-Collection-Now-Screaming-Starts/dp/B000FC2GEQ/sr=1-3/qid=1157284076/ref=pd_bbs_3/104-2295792-7335955?ie=UTF8&s=dvd

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงที่ถูกผีข่มขืน และมีวางขายตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค.เหมือนกัน
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000FC2GEQ.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V65778316_.jpg


4.THE ASYLUM (1972, ROY WARD BAKER)
http://www.amazon.com/Asylum-Roy-Ward-Baker/dp/B000FC2GFK/ref=pd_bxgy_d_text_b/104-2295792-7335955?ie=UTF8
http://ec3.images-amazon.com/images/P/B000FC2GFK.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V65778378_.jpg

ดีวีดีหนังเรื่องนี้ออกวางขายพร้อมสองเรื่องข้างบน โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับดร.มาร์ติน (โรเบิร์ต พาวเวล) ที่เดินทางมาทำงานที่โรงพยาบาลบ้าดันส์มอร์ แต่เมื่อเขามาถึงโรงพยาบาล เขากลับได้รับคำบอกเล่าว่าผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งนี้ได้กลายเป็นบ้าไปแล้ว และถ้าหากดร.มาร์ตินสามารถเดาได้ว่าคนไข้คนใดในโรงพยาบาลแห่งนี้ที่เคยเป็นผอ.โรงพยาบาลมาก่อน ดร.มาร์ตินก็จะได้รับตำแหน่งผอ,แทนในทันที โดยผู้ป่วยที่น่าสงสัยในนี้รวมถึงบอนนี (บาร์บารา พาร์กินส์) ที่เคยมีชู้กับชายที่แต่งงานแล้ว, บรูโน (แบร์รี มอร์ส) ช่างตัดเสื้อที่มีคนแปลกหน้า (ปีเตอร์ คุชชิง กรี๊ดดดดด) มาเยี่ยม เพื่อให้เขาตัดชุดที่แปลกประหลาด, บาร์บารา (ชาร์ลอทท์ แรมพลิง กรี๊ดดดดด) ที่ต้องข้อหาฆาตกรรมน้องชายและนางพยาบาล แต่เธอบอกว่าเพื่อนของเธอที่ชื่อลูซี (บริทท์ เอคลันด์) ต่างหากที่เป็นฆาตกร หรืออาจจะเป็นผู้ชายที่เก็บสะสมตุ๊กตาที่มีหัวคล้ายมนุษย์