Showing posts with label FAMILY CONFLICTS. Show all posts
Showing posts with label FAMILY CONFLICTS. Show all posts

Tuesday, April 05, 2016

NO LULLABY (2014, Helen Simon, Germany, documentary, A+30)

NO LULLABY (2014, Helen Simon, Germany, documentary, A+30)

1.เนื้อหาของหนังหนักมาก มันเป็นเรื่องของทีน่า รอยเธอร์ หญิงวัย 50 ปีที่เล่าว่า เธอเคยถูกพ่อล่วงเกินทางเพศตั้งแต่เด็กๆ แต่เธอพยายามลืมประสบการณ์เลวร้ายนี้ไปจนเธอ ลืมมันไปจริงๆ และพอเธอมีลูกสาวชื่อโฟลห์ เธอก็ปล่อยให้โฟลห์อยู่กับคุณตา และโฟลห์ก็เลยถูกคุณตาล่วงเกินทางเพศตั้งแต่อายุ 4-12 ปี จนโฟลห์ฆ่าตัวตายไปในที่สุด นอกจากนี้ ทีน่ายังเล่าว่า ในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองแม่ของเธอที่มีอายุประมาณ 15 ปีในตอนนั้นก็เคยถูกทหารรัสเซียพาตัวไปข่มขืนที่ไซบีเรียเป็นเวลานาน 3 ปีก่อนจะปล่อยตัวกลับมาด้วย (ถ้าจำไม่ผิด)

2.สิ่งที่ชอบมากคือวิธีการนำเสนอของหนัง โดยซีนในหนังอาจจะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ นั่นก็คือซีนที่ให้ทีน่าและแฟนเก่าของโฟลห์เล่าเรื่องต่อหน้ากล้องโดยตรง และซีนที่เป็นเสียง voiceover ของผู้หญิงคนหนึ่งที่บรรยายเรื่องการไต่สวนคดีในศาล โดยเสียง voiceover นี้จะถูกนำมาประกอบกับภาพบรรยากาศ ที่มีตั้งแต่ภาพซอกมุมต่างๆในบ้าน (ส่วนนี้ถ่ายได้สุดยอดมากๆๆๆๆๆ), ทิวทัศน์ข้างทาง, แมกไม้ในป่าละเมาะ, แสงอาทิตย์

เราชอบการนำเสนอเสียง voiceover + ภาพบรรยากาศในหนังเรื่องนี้มาก เราว่ามันลงตัวมากๆ การใช้ภาพบรรยากาศมาประกอบคำบรรยายในศาลมันดีในแง่ที่ว่า

2.1 มันช่วยลดทอนความ melodramatic ของหนังลง คือเนื้อหาของหนังมันรุนแรงมากอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องเพิ่มความรุนแรงทางภาพและเสียงเข้าไปอีก


2.2 มันช่วยกระตุ้นจินตนาการของผู้ชม ผู้ชมจะไม่รู้สึกว่าตนเองถูก สาดเรื่องราวหนักๆเข้ามาใส่ตัวมากเกินไป แต่ผู้ชมต้องทำตัว active ด้วยการจินตนาการภาพตามเรื่องราวในศาลไปด้วย

2.3 มันช่วยลดความ bias ของหนังลง คือหนังเรื่องนี้คงเข้าข้างทีน่าน่ะแหละ ซึ่งไม่ใช่สิ่งผิด แต่การที่หนังไม่นำเสนอ คำให้การของโฟลห์ออกมาเป็นภาพโดยตรง มันช่วยทำให้คนดูตกอยู่ในสถานะเดียวกับลูกขุนในศาล หรือคนนอกของครอบครัวนี้ ซึ่งก็คือสถานะที่เราไม่สามารถแน่ใจได้ 100% เต็มว่า โฟลห์และทีน่า พูดจริงหรือไม่ เพราะเราไม่ได้เห็นเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยตาตนเอง เราทำได้เพียงแค่รับฟังสิ่งที่โฟลห์และทีน่าพูดเท่านั้น และพยายามจินตนาการตามสิ่งที่ทั้งสองพูด

การที่หนังเปิดโอกาสให้คนดูแต่ละคนพยายาม visualize คำให้การเหล่านี้ขึ้นมาเป็นภาพในหัวด้วยตัวเอง มันเท่ากับเป็นการให้อิสระแก่คนดูในการลงความเห็นต่อคดีนี้ด้วย คือหนังไม่ได้ทำตัวว่า ฉันเชื่อว่าเหตุการณ์มันต้องเป็นอย่างนี้แน่ๆและบังคับให้คนดูเชื่อตามนั้น หนังเพียงแค่ทำตัวว่า โฟลห์พูดอย่างนี้ ทีน่าพูดอย่างนี้ส่วนคนดูจะเชื่อคำพูดของคนทั้งสองมากน้อยเพียงใด มันก็ขึ้นอยู่กับคนดูแต่ละคนเอง ซึ่งเราว่าเป็นสิ่งที่ดี

2.4 เราว่าหนังเลือกภาพบรรยากาศมาใช้ได้ดีมากๆด้วย ภาพส่วนแรกที่เป็น ซอกมุมต่างๆในบ้านนั้น ถ่ายออกมาได้ดีสุดๆเลย ส่วนภาพแมกไม้ในป่านั้น อาจจะไม่ทรงพลังเท่าภาพช่วงแรก แต่ก็อยู่ในระดับที่ใช้ได้

คือเราว่าการเลือกภาพบรรยากาศมาใช้นี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันนะ เพราะ
2.4.1 มันต้องไม่เลือกภาพที่น่าเบื่อเกินไป ภาพต้องสวย น่ามองในระดับนึง
2.4.2 มันต้องไม่เลือกภาพที่ captivating เกินไป จนคนดูสนใจแต่ภาพ จำแต่ภาพ และไม่สามารถจินตนาการภาพเหตุการณ์ชั่วร้ายตามเสียง voiceover ได้

3.คือเราว่าทั้งเนื้อหาและการนำเสนอของหนังมันเข้าทางเรามากๆน่ะ คือเรื่องแบบนี้พึ่งพิงแต่เนื้อหาไม่ได้อย่างเดียวนะ เพราะเนื้อหาที่หนักมากๆแบบนี้จริงๆแล้วเราก็อาจจะเคยดูมาในหนังบางเรื่อง แต่ไม่ใช่ว่าหนังทุกเรื่องที่นำเสนอเนื้อหาแบบนี้จะประสบความสำเร็จไปซะทุกเรื่อง โดยเราอาจจะแบ่งหนังแบบนี้ออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ซึ่งก็คือ

3.1 หนังที่ ดีพอใช้ แต่ไม่ทรงพลังมากนักเช่น

3.1.1 VOICES WITHIN: THE LIVES OF TRUDDI CHASE (1990, Lamont Johnson, 4hours) มินิซีรีส์เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของผู้หญิงที่มีบุคลิกประมาณ 100 บุคลิกในตัวเอง โดยพอจิตแพทย์ล้วงลึกเข้าไปในจิตเธอ ก็พบว่ามันเป็นเพราะเธอเคยถูกล่วงละเมิดในวัยเด็ก

เราว่ามินิซีรีส์นี้เล่าเรื่องแบบธรรมดาน่ะ คือเนื้อหาของมันจริงๆแล้วหนักมาก แต่พอวิธีการนำเสนอมันธรรมดา มันก็เลยกลายเป็นมินิซีรีส์ธรรมดาเรื่องนึงไป

3.1.2 BLISS (1997, Lance Young) หนังเรื่องนี้ก็เกี่ยวกับปมทางจิตของหญิงสาวที่มีสาเหตุมาจากการถูกล่วงละเมิดในวัยเด็ก ถ้าจำไม่ผิด เราว่าหนังเรื่องนี้ใช้ได้นะ เพียงแต่ว่ามันไม่ทรงพลังแบบสุดๆเท่านั้นเอง ซึ่งสาเหตุนึงอาจจะเป็นเพราะว่า มันใช้วิธีการนำเสนอแบบหนัง narrative ธรรมดาทั่วๆไปเหมือน VOICES WITHIN เพียงแต่ว่านักแสดงมันเล่นได้ดีพอสมควร หนังเลยออกมาค่อนข้างน่าพอใจในระดับนึง

3.2 หนังที่ทรงพลังสุดๆ ที่พูดถึงประเด็นคล้ายๆกัน

3.2.1 SEVEN TIMES A DAY WE BEMOAN OUR LOT AND AT NIGHT WE GET UP TO AVOID OUR DREAMS (2013, Susann-Maria Hempel, Germany, animation)

อันนี้เป็นแอนิเมชั่นเซอร์เรียลที่สวยสะพรึงมากๆ กราบ visual design ของหนังเรื่องนี้

คือหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องผ่านทางเสียง voiceover เหมือนกัน และเสียง voiceover ก็ไม่ได้เล่าเรื่องตรงๆด้วย แต่เหมือนเป็นกระแสสำนึกของเด็กที่มีปมทางจิตในเรื่องนี้ ส่วนภาพที่เราเห็นเหมือนกับภาพของโลกจินตนาการในจิตใจที่บิดเบี้ยวของเด็กคนนี้

3.2.2 THE MARINA EXPERIMENT (2009, Marina Lutz)
ผู้กำกับหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ถูกล่วงละเมิดแบบทีน่ากับโฟลห์ แต่เธอก็ถูกพ่อถ่ายรูปมากมายตอนเด็กๆ และพอเธอนำรูปถ่ายตอนเด็กของเธอมาดู เธอก็เลยเกิดสงสัยอะไรบางอย่าง


4.อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบสุดๆใน NO LULLABY คือจังหวะของหนัง เราว่าหนังมันค่อนข้างมีจังหวะนิ่งสงบดีน่ะ แต่มันไม่ได้ช้าแบบหนังสารคดีอย่าง HOMEMADE SAKE (2001, Satoshi Ono) นะ แต่มันมีจังหวะอารมณ์ที่นิ่งสงบดี คือในขณะที่เนื้อหาของหนังมันรุนแรงมาก และ subject ของหนังก็เล่าเรื่องด้วยอารมณ์ที่รุนแรงมาก แต่เหมือนกับว่าผู้กำกับนำเสนอทุกอย่างในหนังด้วยอารมณ์ที่นิ่งสงบ มันก็เลยออกมาลงตัวดี

จริงแล้วเราว่าจังหวะแบบราบเรียบสม่ำเสมอของหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึงหนังสารคดีของผู้กำกับหญิงเยอรมันอีก 2 เรื่องนะ ซึ่งก็คือ

4.1 REDEMPTION (2009, Sabrina Wulff) ที่เล่าเรื่องของทหารอเมริกันที่หนีทัพจากสงครามอิรัก

4.2 THE HOUSEMAID (2010, Anna Hoffmann) ที่เล่าเรื่องของหญิงต่างชาติที่ทำงานเป็นคนใช้ในบ้านคนเยอรมัน

หรือผู้กำกับชายชาวเยอรมันบางคนก็ทำหนังที่มีจังหวะอารมณ์ราบเรียบสม่ำเสมอแบบนี้นะ อย่างเช่น Philip Scheffner ที่กำกับหนังเรื่อง THE HALFMOON FILES (2007) กับ DAY OF THE SPARROW (2010)
พอเจอหนังแบบนี้หลายๆเรื่อง เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า ผู้กำกับเหล่านี้ ฝึกการเดินลมปราณมาจากสำนักเดียวกันจังหวะในหนังของพวกเขามันเลยออกมา มีสมาธิ ไม่พลุ่งพล่าน วุ่นวายแบบนี้ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า หรือว่ามหาวิทยาลัยในเยอรมันเขานิยมหนังที่มีจังหวะแบบนี้กัน หนังสารคดีเยอรมันหลายเรื่องเลยออกมาเป็นแบบนี้ (ซึ่งจริงๆแล้วหนังของ Harun Farocki ก็มีจังหวะคล้ายๆกันนี้ด้วย แต่ประเด็นในหนังของ Farocki มันอัดแน่นกว่า)


แต่มันก็ไม่ใช่ว่าผู้กำกับเยอรมันทุกคนทำหนังจังหวะแบบนี้นะ ผู้กำกับหญิงเยอรมันบางคนก็ทำหนังจังหวะโหมประโคมเร้าอารมณ์แบบสุดๆเหมือนกัน แต่มันเป็นหนังที่เราเกลียดมากๆ เราก็เลยลืมชื่อหนังกับลืมชื่อผู้กำกับไปเลย

Sunday, May 13, 2007

FAVORITE AUSTRALIAN SOCIAL DRAMA FILMS

RECENTLY CELINEJULIE HAS COMMENTED IN

--VISUALLYYOURS’ BLOG
http://visuallyyours2.exteen.com/20070507/side-effect-caf-201-lumiere-2003-1

ชอบมากเลยจ้ะหนังเรื่องนี้ เราว่าเราชอบหนังเรื่องนี้มากกว่าหนังหลายๆเรื่องของ YASUJIRO OZU ที่เคยดูเสียอีก เราไม่ค่อยชอบครอบครัวในหนังของ OZU น่ะ แต่เราชอบครอบครัวในหนังเรื่องนี้

ชอบเพลงที่เอามาโพสท์ในบล็อกด้วยจ้ะ


--Filmsick’s blog on SUBURBAN MAYHEM (2006, PAUL GOLDMAN)
http://filmsick.exteen.com/20070512/suburban-mayhem?page=1

ดีใจมากค่ะที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ เพราะชอบหนังอีกเรื่องของ PAUL GOLDMAN (ผู้กำกับ SUBURBAN MAYHEM) มากๆ หนังเรื่องนั้นคือ AUSTRALIAN RULES (2001, A+) เห็นบางคนใน SENSES OF CINEMA ยกให้ AUSTRALIAN RULES ติดอันดับหนังประจำปีด้วย

ท่าทาง PAUL GOLDMAN จะน่าสนใจจริงๆ ส่วนใน AUSTRALIAN RULES นั้น สิ่งที่ชอบมากๆก็คือ

1.หนังเรื่องนี้มีฉากพ่อซ้อมลูกชายอันหล่อเหลาที่ให้อารมณ์รุนแรงมากๆ

2.หนังเรื่องนี้นำเสนอประเด็นที่ค่อนข้าง CONTROVERSIAL เพราะหนังเรื่องนี้พูดถึงชาวอะบอริจินส์ที่หันมาเป็นอาชญากร เราไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้มากนัก แต่เราเข้าใจว่าในสังคมออสเตรเลียหรือในบางสังคมนั้น การสร้างภาพยนตร์ที่นำเสนอ “ชนกลุ่มน้อย” ว่าเป็นอาชญากรอาจจะถือว่าเป็นสิ่งที่ POLITICALLY INCORRECT อย่างไรก็ดี AUSTRALIAN RULES สร้างจากเรื่องจริง และมาจากคดีอาชญากรรมที่ชาวอะบอริจินส์เป็นคนก่อจริงๆ

เราได้ดู AUSTRALIAN RULES แล้ว และเราก็ไม่คิดว่าหนังเรื่องนี้มีอคติต่อชาวอะบอริจินส์เลยแม้แต่น้อย เราคิดว่าหนังเรื่องนี้ “เห็นใจ” ชาวอะบอริจินส์อย่างมากๆๆๆๆ และแนะนำว่านี่เป็นหนึ่งในหนังดราม่าชีวิตเข้มข้นที่ทำได้ถึงใจมากๆ

AUSTRALIAN RULES นำเสนอเรื่องราวของอคติในเมืองเล็กๆ และมีทั้งประเด็นปัญหาสังคม, ปัญหาเชื้อชาติ และปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว หนังเรื่องนี้ดีในระดับมากกว่าหรือเท่ากับหนังสะท้อนสังคมชั้นดีของออสเตรเลียอีกหลายเรื่อง เราว่าดีพอๆกับ SOMERSAULT (A+) และดีกว่า CANDY (A-) แต่อาจจะยังไปไม่ถึงขั้นหนังดราม่าระดับเทพของออสเตรเลียที่กำกับโดย PAUL COX หรือ ROLF DE HEER

หนังออสเตรเลียอีกเรื่องที่มีขายในแบบวีซีดีลิขสิทธิ์ และนำเสนอความสัมพันธ์อันร้าวฉานระหว่างพ่อกับลูกชายอย่างได้อารมณ์สุดๆ (ซึ่งรวมถึงอารมณ์...สุดๆเพราะลูกชายสองคนหล่อมาก) ก็คือเรื่อง SWIMMING UPSTREAM (2003, RUSSELL MULCAHY, A+)


FAVORITE AUSTRALAIN SOCIAL DRAMA FILMS

1.THREE DOLLARS (2005, ROBERT CONNOLLY)

2.AUSTRALIAN RULES

3.MALLBOY (2001, VINCENT GIARRUSSO, A+)

4.CHOPPER (2000, ANDREW DOMINIK)

5.RADIANCE (1998, RACHEL PERKINS)

information from imdb.com

>>With the death of their mother, two sisters (Nona and Cressy) return to their childhood home in Northern Australia where their third sister, Mae, lived looking after their mother. The funeral happens and the three find themselves together in the house for the first time in years. With time to talk, drink and fight, past hurts are revealed and family secrets come out.<< --NEW SCREENOUT WEBBOARD http://www.xq28.net/wow/viewtopic.php?f=7&t=192&start=25

ตอบคุณ OLIVER

ขอบคุณมากค่ะสำหรับกางเกงในที่น่าสนใจ

ไม่รู้ว่าเว็บบอร์ด SCREENOUT อันเก่าจะถูกลบไปเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงขอก็อปปี้ข้อความแนะนำเว็บไซท์ขายกางเกงในของคุณอ้วนมาแปะที่นี่อีกครั้งนึงนะคะ

ดูข้อความดังกล่าวได้จาก SCREENOUT PAGE 131
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&postdays=0&postorder=asc&start=4164

ตอบคุณ Movies’SecretAdmirer

อ่านที่คุณเขียนแล้วทำให้นึกถึงคติประจำใจดิฉัน ดิฉันเชื่อว่าที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ค่ะ ความสุขคือการได้รักเพื่อนมนุษย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แทนที่จะมอบความรักให้กับคนรักหรือครอบครัวของเราเพียงเท่านั้น (แต่ความรักผู้อื่นในที่นี้ต้องประกอบไปด้วย “ปัญญา” เป็นองค์ประกอบสำคัญด้วย) แต่ความทุกข์คือความต้องการความรักจากคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการความรักจากคนรัก, จากเพื่อน หรือจากคนในครอบครัว ตราบใดที่เรายังคง “ต้องการ “ ความรักจากพวกเขา หรือยังคง “ยึดมั่น ถือมั่น” ในความรักจากพวกเขา ตราบนั้นเราก็มีสิทธิที่จะตกนรกทางใจได้ในทุกๆขณะจิต

ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ในโลกนี้จะไม่มีผู้ชายให้เราได้ “รัก” เลยแม้แต่คนเดียว แต่เราก็มีความสุข เพราะเรารักเพื่อนมนุษย์ และในโลกนี้ยังเต็มไปด้วยผู้ชายให้เรา “ร่วมรัก” อีกหลายล้านคน


ตอบคุณ Frankenstein

ลืมหนังเรื่อง WHEN A MAN LOVES A WOMAN ไปเลย เป็นหนังที่ชอบมากๆอีกเรื่อง ส่วน HURLYBURLY (1998, ANTHONY DRAZAN) นั้น ยังไม่ได้ดูเสียที

เพิ่งสังเกตเห็นว่า DAVID RABE เขียนบทหนังเรื่อง HURLYBURLY ดิฉันชอบ DAVID RABE มากๆค่ะ เพราะเขาเคยเขียนบทหนังเรื่อง STREAMERS (1983, ROBERT ALTMAN, A+), CASUALTIES OF WAR (1989, BRIAN DE PALMA, A+) และ THE FIRM (1993, SYDNEY POLLACK, A) และ STREAMERS กับ CASUALTIES OF WAR ก็อยู่ในกลุ่มหนังที่ดิฉันชอบที่สุดของ ALTMAN และ DE PALMA

ส่วนนึงที่ชอบมากในหนังเรื่อง WHEN A MAN LOVES A WOMAN ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับสาวใช้ชาวเอเชียในเรื่อง เพราะตอนแรกเรานึกว่าสองคนนี้จะมีอะไรกัน ปรากฏว่าทั้งสองคนนี้กลับไม่มีอะไรกัน ก็เลยชอบตรงจุดนี้มากๆ

MEG RYAN’S FILMS IN PREFERENTIAL ORDER

1.IN THE CUT (2003, JANE CAMPION, A+)

2.WHEN HARRY MET SALLY… (1989, ROB REINER, A+)

3.CITY OF ANGELS (1998, BRAD SILBERLING, A+)

4.TOP GUN (1986, TONY SCOTT, A)

5.FLESH AND BONE (1993, STEVE KLOVES, A)

6.WHEN A MAN LOVES A WOMAN (1994, LUIS MANDOKI, A)

7.PRELUDE TO A KISS (1992, NORMAN RENE, A)

8.YOU’VE GOT MAIL (1998, NORA EPHRON, A-)

9.SLEEPLESS IN SEATTLE (1993, NORA EPHRON, A-/B+)

10.KATE AND LEOPOLD (2001, JAMES MANGOLD, B+)

11.INNERSPACE (1987, JOE DANTE, B+)

12.ADDICTED TO LOVE (1997, GRIFFIN DUNNE, B+/B)

13.JOE VERSUS THE VOLCANO (1990, JOHN PATRICK SHANLEY, B+/B)

14.PROOF OF LIFE (2000, TAYLOR HACKFORD, B)

15.FRENCH KISS (1995, LAWRENCE KASDAN, B)

16.THE PRESIDIO (1988, PETER HYAMS, B)
http://www.imdb.com/title/tt0095897/


--พูดถึง ME MYSELF แล้ว ก็ทำให้นึกถึงที่ Wise Kwai เขียนไว้ใน ROTTENTOMATOES.COM เขาเขียนว่าถ้าหากหนังเรื่องนี้จะถูก REMAKE โดยฮอลลีวู้ดแล้วล่ะก็ บทพระเอกอาจจะตกเป็นของ ORLANDO BLOOM ซึ่งดิฉันก็รู้สึกเห็นด้วยมากๆ เพราะนึกหน้า ORLANDO BLOOM ในบทของอนันดาออกในทันที
http://www.rottentomatoes.com/vine/journal_view.php?journalid=100000335


DVDS TO WATCH

BLACK SHEEP BOY
DIRECTED BY MICHAEL WALLIN
http://www.amazon.com/Black-Sheep-Boy-Michael-Wallin/dp/B0001O3YT4/ref=sr_1_1/002-2317227-6292825?ie=UTF8&s=dvd&qid=1179042148&sr=1-1
http://ec1.images-amazon.com/images/I/41WKM2KRZNL._SS500_.jpg

INFORMATION ABOUT THIS DVD FROM AMAZON.COM
>>A narrator's voice tells stories, primarily about meeting or being with boys who are almost men. As he talks, we see various boys, usually isolated on a beach, in vacant cityscapes, in rooms or in bed. They take off their jackets, shirts, shoes, and trousers; they wear white Jockey briefs. These portraits are sometimes interrupted by two or three performers who move, speak, dance, and cavort, making sport of male interactions. The narrator's stories become erotically more explicit and more introspective: he discusses Meher Baba's view of the problem of sex; he admits to wanting full control over these youths to be freed from real relationships. Fantasies evaporate.

Michael Wallin, who directed the films, is without a doubt talented, appears to be a modern day mixture of Ingmar Bergman and Luis Bunuel; although highly erotic, these are very poetic and artistic films which manage to honestly cut into the human psyche.<<

Don't get confused between this film and BLACK SHEEP (2006, Jonathan King)

http://www.blacksheep-themovie.com/
http://farm1.static.flickr.com/217/495836982_c2dd07d486_o.jpg

You can read Michael Guillen’s comment on BLACK SHEEP here:
http://theeveningclass.blogspot.com/2007/05/2007-sfiff50-black-sheep.html


--BLOODY MONDAY’s blog
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=bloodymonday&group=4


I know about your blog from Renton_Renton’s blog.

I like this song very much. In fact, I like songs from the late 1980’s very much, because I was a late teenager at that time.

I remember that when my friends and I first heard this song, we misunderstood that the name of the band is “The Promise” and the name of the song is “When in Rome”. I think the name of this band is quite strange.

Something in this song also reminds me of the band GAZEBO.

I don’t have any albums of WHEN IN ROME. Thank you for letting me listen to this song again.

I once made a list of the bands from 1980’s that I like very much. If anyone is interested, you can read it at my blog here:
http://celinejulie.blogspot.com/2004/09/india-song.html

The photo of PRETTY IN PINK (1986, Howard Deutch) in your blog also reminds me of my teenage year. I like PRETTY IN PINK very much, though it seems to be a kind of formulaic story. The 1980’s seem to be a decade of teenage movies—SOME KIND OF WONDERFUL (1987, Howard Deutch), THE BREAKFAST CLUB (1985, John Hughes), FERRIS BUELLER’S DAY OFF (1986, John Hughes), FOR KEEPS (1988, John G. Avildsen), HEATHERS (1989, Michael Lehmann).




THIS IS THE COVER OF THE DVD "BLACK SHEEP BOY" (MICHAEL WALLIN)