Tuesday, May 12, 2020

DEAR CORONA (2020, Kanisorn Santichaikul )


ANTIVIRUS MAN: THE HOPE OF HUMANITY (2020, Chinnarach Singlakorn ชินราช สิงห์ละคร, 5min, B+  )

เป็นหนังตลกที่ไม่ได้เข้าทางเราสักเท่าไหร่

SHOOT FROM HOME (2020, Jirat Chularat, 4min, A+25)

เหมือนเป็นการบันทึกชีวิตในช่วงโรคระบาด ชอบความประหยัดในการถ่ายทำ ชอบที่หนังให้ตัวเอกพูดไปเรื่อยๆโดยกล้องไม่ตัดไปรับหน้าคู่สนทนาเลยในช่วงแรก

NO END (2020, Pasitpol Kerdpool, 2min, A+30)

ดูด้วยความงุนงง  เพราะเราไม่เคยเล่นเกมคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้นเวลาเจอหนังที่ใช้ภาพจากเกมคอมพิวเตอร์ เราก็เลยจะงงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง 555 แต่ชอบความงงๆของหนังเรื่องนี้

เป็นหนังสั้นไทยอีกเรื่องนึงที่ใช้อะไรบางอย่างจากเพลงชาติมาประกอบหนัง โดยเรื่องนี้ไม่ได้ใช้เพลงชาติโดยตรง แต่ใช้ช่วงอินโทรก่อนเคารพธงชาติ พอนึกไปนึกมาแล้วก็รู้สึกว่า นี่น่าจะเป็นหนังไทยเรื่องที่ 10 ได้แล้วมั้ง ที่เราได้ดู แล้วมีการพาดพิงถึงเพลงชาติ โดยหนังสั้นเรื่องแรกที่เราได้ดูที่ใช้เพลงชาติไทย น่าจะเป็นเรื่อง 8.00am (1996, Kajitkwuan Kitvisala ขจิตขวัญ กิจวิสาละ)

น่าสนใจดีเหมือนกันว่า ทำไมหนังสั้นไทยตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา หรือในช่วง 24 ปีที่ผ่านมา ถึงมีการใช้เพลงชาติบ่อยมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าหนังสั้นของชาติอื่นๆมีการใช้เพลงชาติเยอะแบบนี้หรือเปล่า เพราะเราเองก็ไม่รู้จักเพลงชาติของประเทศอื่นๆ บางทีเขาอาจจะใส่เพลงชาติเข้ามาในหนังของเขา แต่เราไม่รู้เองก็ได้

อย่างไรก็ดี ชอบมากๆที่หนังสั้นไทยที่มีการพาดพิงถึงเพลงชาติส่วนใหญ่ ไม่ใช่หนังแนวชาตินิยมแต่อย่างใด 55555

DEAR CORONA (2020, Kanisorn Santichaikul คณิศร สันติไชยกุล, 4min, A+30)

ชอบสุดๆ เหมือนเป็นการคว้าจับ moments ต่างๆในช่วงนี้มาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน โดยไม่ต้องหาความเชื่อมโยงอะไร ไม่ต้องหาเหตุผลอะไร

คือถ้าหนังเรื่องนี้มันยาว 2 ชั่วโมง มันอาจจะต้องปะทะกับหนังที่กำกับโดย Teeranit Siangsanoh หรือ Wachara Kanha 55555

U SICK ACHOO (2020, Tang Tawanwad Wanavit, animation, 3min, A+)

ดูน่ารักดี แต่เหมือนเรายังไม่คุ้นเคยกับการดูสื่อภาพเคลื่อนไหวทำนองนี้น่ะ

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

Monday, May 11, 2020

PAPRIKA (2006, Satoshi Kon, Japan, A+30)


PAPRIKA (2006, Satoshi Kon, Japan, A+30)

สุดฤทธิ์ ไม่นึกมาก่อนว่าหนังจะเล่นกับโลกของความฝันได้อย่างรุนแรงขนาดนี้

ชอบมากกว่า PERFECT BLUE (1997, Satoshi Kon) และ TOKYO GODFATHERS (2003, Satoshi Kon) แต่เรายังไม่ได้ดู MILLENNIUM ACTRESS (2001, Satoshi Kon)

BAIT (2019, Mark Jenkin, UK, A+30)

ชอบสไตล์ด้านภาพมากๆ ที่ออกแบบมาให้เหมือนหนังยุคเก่า

ได้ดูหนังเรื่องนี้ที่ Bangkok Screening Room ในวันเสาร์ที่ 14 มี.ค.

#IAMHERE (2019, Eric Lartigau, France/Belgium, A+25)

เหมือนหนังมัน “หวาน” เกินไปสำหรับเรา สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า หนังออกแบบตัวละครมาให้เราเกลียดทั้งพระเอกนางเอก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหนังจงใจหรือเปล่า บางทีหนังอาจจะจงใจให้เราเอาใจช่วยพระเอกก็ได้นะ แต่เราไม่เอาใจช่วยเขาเลย 55555 เรามองว่าพระเอกไร้สติเกินไป คลั่งรักมากเกินไป ส่วนนางเอกก็ไม่ยอมพูดตรงๆ คือถ้าไม่อยากเจอ ก็บอกไปเลยว่าไม่อยากเจอ ไม่ใช่ทำอะไรแบบนี้

ได้ดูหนังเรื่องนี้ที่ HOUSE SAMYAN ในวันเสาร์ที่ 14 มี.ค.



Sunday, May 10, 2020

LAST LETTER (2020, Shunji Iwai, Japan, A+30)


LAST LETTER (2020, Shunji Iwai, Japan, A+30)

งดงาม ชอบเรื่องราวของแม่ผัวนางเอกด้วย ที่เหมือนแม่ผัวนางเอกจะแอบหลงรักคุณครูของตัวเอง

แต่ชอบ LOVE LETTER (1995, Shunji Iwai) มากกว่า LAST LETTER นะ เหมือนเราจะอินกับ LOVE LETTER มากกว่า บางทีอาจจะเป็นเพราะว่านางเอกของ LAST LETTER มีนิสัยชอบโกหก  เราก็เลยไม่ค่อยอินกับเธอมากนัก 555

ได้ดูหนังเรื่องนี้ที house samyan ในวันเสาร์ที่ 14 มี.ค.

ถ้าหากต้องฉายหนังเรื่องนี้ควบกับหนังเรื่องอื่น เราก็อาจจะฉายควบกับ I SENT A LETTER TO MY LOVE (1980, Moshé Mizrahi, France, A+30) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้ชายที่ตกหลุมรัก penfriend สาวที่ชอบเขียนจดหมายมาหาเขา แต่เขาหารู้ไม่ว่า penfriend คนนี้คือน้องสาวแท้ๆของเขาเอง

Saturday, May 09, 2020

VIMEO PROBLEM


ขอบคุณเพื่อนๆสำหรับคำแนะนำเรื่องการดู VIMEO มากๆ ในที่สุดเราก็สามารถดูหนังเรื่อง DEMONIC SCREEN (1971, Klaus Wyborny, West Germany, 87min, A+30) จนจบได้ทันก่อนเส้นตายเที่ยงคืนวันที่ 8 พ.ค. โดยเราใช้วิธีเปลี่ยน setting จาก auto เป็น 240p (ขั้นต่ำสุด)

คือตอนดูไป 13 นาทีแรกนี่แทบร้องไห้ เพราะ vimeo มันสะดุดทุก 15 วินาที เราต้องคอยเลื่อนเมาส์ตลอดเวลา แล้วพอมันต้องเลื่อนเมาส์ทุก 15 วินาที ต้อง skip หนังไปเรื่อยๆ เราก็เลยแทบยอมแพ้

แต่พอเพื่อนแนะนำให้ลองแก้ setting เราก็เลยลองทำตาม ปรากฏว่าพอแก้จาก auto เป็น 240p เราก็ดูได้จนจบ 87 นาทีเลย โดยมีสะดุดเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นในส่วนที่เหลือนี้

หวังว่าการดูหนังทาง vimeo เรื่องต่อๆไป เราจะสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยวิธีนี้เหมือนกันนะ

ไม่รู้เหมือนกันว่า พอเลือกเป็น 240p แล้ว คุณภาพของภาพมันจะ drop ลงเยอะหรือเปล่า แต่หนังของ Klaus Wyborny มันถ่ายด้วยฟิล์ม 8mm อยู่แล้ว เราเลยไม่รู้สึกว่าภาพมันเปลี่ยนไปจากเดิมเลย 55555

Thursday, May 07, 2020

KRABI, 2562 (2019, Anocha Suwichakornpong, Ben Rivers, A+30)


KRABI, 2562 (2019, Anocha Suwichakornpong, Ben Rivers, A+30)

ทำไม imdb.com บอกว่าหนังเรื่องนี้เป็น documentary 55555

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรง House Samyan ในวันเสาร์ที่ 14 มี.ค. ตอนนี้ลืมรายละเอียดในหนังไปหมดแล้ว แต่จำได้ว่าชอบหนังอย่างสุดๆ เราชอบที่มันเหมือนมีเรื่องเล่าหลายมิติทับซ้อนกันอยู่อย่างแปลกประหลาดน่ะ คือมันไม่ใช่เรื่องของตัวละครหลายๆตัวแบบหนังของ Robert Altman เพราะในหนังของ Altman เรื่องเล่าหลายๆเรื่องของตัวละครทุกตัวมันเหมือนอยู่ใน “มิติ” เดียวกัน แต่ในหนังเรื่องนี้กับในหนังอย่าง BY THE TIME IT GETS DARK (2016, Anocha Suwichakornpong) กับ THE SKY TREMBLES AND THE EARTH IS AFRAID AND THE TWO EYES ARE NOT BROTHERS (2015, Ben Rivers) เรื่องราวในหนังมันเหมือนมีหลายมิติเหลื่อมล้ำทับซ้อนกันอยู่อย่างพิศวงมากๆ

พอดู KRABI, 2562 เราก็เลยนึกถึงหนังอย่าง ARABIAN NIGHTS (2015, Miguel Gomes, Portugal) น่ะ เพราะเราว่าทั้ง KRABI กับ ARABIAN NIGHTS มันมอบ “ความสดชื่นของอิสระทางการเล่าเรื่อง” ให้กับเรา เหมือนกับว่าในฉากนึงมันอาจจะเป็น documentary ก็ได้, อีกฉากมันจะเป็น mockumentary ก็ได้, อีกฉากมันจะเป็นคนจริงปะทะกับตัวละครก็ได้, อีกฉากมันจะเป็น fiction ก็ได้, อีกฉากมันจะเป็น fiction ที่นักแสดงเล่นเป็น “ตัวละครที่ชื่อเหมือนนักแสดงคนนั้น” ก็ได้ ฯลฯ และอิสระทางมิติของการเล่าเรื่องแบบนี้ ก็เลยทำให้เราสามารถมองเห็นอะไรหลายๆอย่างในสถานที่นึงได้นอกเหนือจากการเล่าเรื่องในมิติเดียว เราสามารถมองเห็นได้ทั้งอดีตหลายพันปีก่อน, อดีตหลายร้อยปีก่อน, ความทรงจำหลายสิบปีก่อน, ชีวิตคนในปัจจุบัน และอะไรหลายๆอย่างที่เข้ามากระทบหรือมีอิทธิพลต่อชีวิตคนในปัจจุบัน

พอผ่านมานานสองเดือน ปรากฏว่า ฉากที่ติดอยู่ในความทรงจำของเรามากที่สุด คือฉากที่หญิงสาวชาวไทยคนนึงคุยกับนักท่องเที่ยวฝรั่งในร้านอาหารข้างทาง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฉากนี้ถึงกลายเป็นฉากที่คาใจเรามากที่สุดในหนังเรื่องนี้

Tuesday, May 05, 2020

RIU, WHAT THE ANCESTRAL CHANTS TELL (2017, Pablo Berthelon Aldunate, Chile, documentary, A+30)


RIU, WHAT THE ANCESTRAL CHANTS TELL (2017, Pablo Berthelon Aldunate, Chile, documentary, A+30)

1.ติดอันดับประจำปีแน่นอน หนังงดงามสุดๆในสายตาของเรา หนังเป็นการติดตามถ่ายทำแม่ลูกคู่นึงในเกาะอีสเตอร์ของชิลี ทั้งสองคุยกันเรื่องประวัติอันยาวนานของเกาะนี้ สลับกับฉากร้องเพลงพื้นบ้าน

2.จริงๆเราว่ามันเป็นหนังกึ่งสารคดีมากกว่าจะเป็นสารคดีเพียวๆนะ เพราะฉากที่แม่ลูกคุยกันเรื่องประวัติของเกาะนี่ มันก็คือการ set-up ให้ subject มาคุยกันในประเด็นที่หนังต้องการนำเสนอน่ะ แต่เนื้อหาของมันเป็นสารคดี

3.เราว่าหนังมี wavelength บางอย่างที่ตรงกับเราอย่างรุนแรง ชอบการถ่ายทอดธรรมชาติอันงดงามในเกาะนี้ และชอบฉากร้องเพลงมากๆ

4.ตัว subject ในหนังก็น่าสนใจมาก เพราะตัว “ลูก” ในหนังเป็นกะเทยแต่งหญิงน่ะ และหนังก็ขึ้น text บรรยายในตอนจบในทำนองที่ว่า มันเป็นประเพณีของชนพื้นเมืองในเกาะนี้ ที่ลูกสาวคนเล็กสุดจะต้องดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า แต่ถ้าหากลูกคนเล็กสุดเกิดมาเป็นผู้ชาย ผู้ชายคนนั้นก็จะถูกเลี้ยงดูในฐานะลูกสาวตั้งแต่เกิด อะไรทำนองนี้า

ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลหนังที่ BACC ในวันศุกร์ที่ 13 มี.ค.

Monday, May 04, 2020

CINEMORE 2020



THE SECRET (2020, Natnicha Yangthong, 46min, A-)

1.ไม่ชอบเนื้อเรื่องเลย

2.แต่ชอบ location และการถ่ายภาพมากๆ เข้าใจว่าตากล้องคือเมธัส คอมเพ็ชร ชอบความพยายามถ่าย long take และชอบการถ่าย location

3.ชอบการแสดงของคนที่เล่นเป็น “ศักดิ์” ด้วย

SECRETS IN THE BLUE BOX (2020, Napatsapol Jaidee, 28min, A+20)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1. ปีที่แล้วชอบหนังเรื่อง RAIN RAIN COME AGAIN กับ RUN RAN RUN ของผู้กำกับคนนี้มากๆ ปรากฏว่าชอบสองเรื่องนั้นมากกว่าเรื่องล่าสุดอีก 555

2.ไม่นึกว่าหนังจะมีความเป็น “เทพนิยาย” แทรกเข้ามาด้วย 555 เพราะเปิดมาฉากแรกนึกว่าจะเป็นหนังโรแมนติก แต่อยู่ดีๆพอมีฉากกล่องวิเศษเข้ามา เราก็นึกถึงพวกหนังฝรั่งที่ชอบฉายในช่วงเทศกาลคริสต์มาสอะไรทำนองนี้ พวกหนังปาฏิหาริย์วันคริสต์มาส

แต่เราว่าความเป็นเทพนิยาย หรือไซไฟในหนังเรื่องนี้ มันทำไม่ถึงในแง่บรรยากาศและความน่าเชื่อถือน่ะ เราก็เลยไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ

3.แต่เราก็ชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควรนะ คือเรามองมันในแง่ “จิตวิทยา” น่ะ คือพอดูหนังเรื่องนี้ เรานึกถึงที่นักวิจารณ์คนนึงเคยเขียนถึงละครทีวีเรื่อง BUFFY THE VAMPIRE SLAYER (1997-2003) ว่า ละครเรื่องนี้มันสะท้อนความรู้สึกของวัยรุ่นที่ว่า “โลกกำลังจะแตกในทุกๆสัปดาห์”

คือพอเราไม่ได้มองว่า “โลกกำลังจะแตก” จริงๆ แต่ภาวะโลกแตกอาจจะสะท้อนความรู้สึกของตัวละครที่เป็น loser (โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ได้) เราก็ชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้น

คือเราเป็นคนที่หมกมุ่นกับการฆ่าตัวตายน่ะ และเราก็รู้สึกเหมือนกับว่า ในแง่นึง “ภาวะโลกแตก” มันก็เหมือนเป็นภาวะอย่างนึงในใจของคนที่อมทุกข์ มีปัญหาครอบครัว มีปัญหาการเงิน มีปัญหากับคนรัก หาทางออกจากชีวิตไม่ได้ อะไรทำนองนี้

เพราะฉะนั้น ถ้าหาก “ภาวะโลกแตก” คือปัญหาทางใจแล้ว วิธีการนึงที่จะยับยั้งภาวะโลกแตกทางใจได้ ก็คือการเรียนรู้ตัวเอง ทำความเข้าใจว่าเรารักใคร เราต้องการอะไรกันแน่ อะไรคือบ่อเกิดแห่งทุกข์ที่ฝังลึกอยู่ในใจเรา เมื่อเราเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ได้ ภาวะโลกแตกในใจเราก็อาจจะถูกยับยั้งได้

4.เราก็เลยโอเคกับการคลี่คลายในช่วงท้ายของหนังมากๆ มันเหมือนตัวละครเข้าใจตัวเองแล้วว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาทุกข์ใจมาตั้งแต่เด็ก เขาอาจจะรักแม่ แต่แม่ไม่รักเขา อะไรทำนองนี้ พอตัวละครคลี่คลายปมในใจตรงนี้ได้ โลกในใจตัวละครก็เลยไม่แตก

5.การแสดงของพระเอกในฉากโทรศัพท์คุยกับแม่นี่เราชอบสุดๆ กราบตีนมากๆ

6.อีกสิ่งที่ชอบสุดๆคือว่า ปัญหาในหนังเรื่องนี้คลี่คลายด้วยการที่ “แม่ขอโทษลูก” แทนที่จะคลี่คลายด้วยการที่ “ลูกขอโทษแม่”

7.ตอนแรกเรารู้สึกว่า หนังถ่ายไม่ดีในฉากที่นางเอกมาหาพระเอกที่ห้อง เหมือนในบางจุด กล้องควรจะตัดไปรับที่ตัวนางเอกบ้างในฉากนั้น

แต่พอคิดไปคิดมา บางทีฉากนี้ทั้งฉากมันอาจจะเป็นจินตนาการของพระเอกเองก็ได้ เพราะมันมีพิรุธอยู่แล้วว่า อยู่ดีๆนางเอกแอบเข้าห้องพระเอกมาได้ยังไง คือพระเอกอาจจะจินตนาการว่านางเอกกลับมาหาเขา แต่พอจินตนาการไปเรื่อยๆ เขาก็เข้าใจได้จริงว่า นางเอกไม่ใช่ปมที่ใหญ่ที่สุดที่ซ่อนอยู่ในใจเขา

คือพอคิดว่าฉากนี้ทั้งฉากอาจจะเป็นจินตนาการของพระเอก เราก็เลยเข้าใจได้ว่า ทำไมฉากนี้ถึงถ่ายประหลาดๆ 555

8.ชอบการเล่าปูมหลังของพระเอก ผ่านทางบทสนทนาในฉากแรกของเรื่อง และชอบการเล่าปัญหาเรื่องนิสัยของพระเอก ผ่านทางบทสนทนาในฉากที่นางเอกมาหาพระเอกที่ห้องด้วย

คือเราว่า หนังหลายๆเรื่องในงาน cinemore ปีนี้ เหมือนให้ข้อมูลเกี่ยวกับปูมหลังตัวละครได้ไม่ดีพอน่ะ แต่เราว่าเรื่องนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวพระเอกผ่านทางบทสนทนาสองฉากนี้ได้ดีพอเหมาะมากๆ

9.มีแววว่าหนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังที่เราชอบมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป คือความเป็นเทพนิยายของมันดูกิ๊กก๊อกมาก แต่อารมณ์ของหนังในช่วงท้ายเข้าทางเรามากๆ และบางทีอารมณ์ของหนังในช่วงท้ายอาจจะเป็นสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจเราเป็นเวลานานก็เป็นได้

12:01 PM (2020, Atichat Hasap, 33min, A+30)
เที่ยงไม่ตรง (อติชาต หาทรัพย์)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1. ชอบสุดๆ เพราะการหักมุมช่วง climax นี่แหละ มันทำให้หนังเรื่องนี้สร้างความประทับใจให้เราได้ในทันที เพราะมันทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของคนดีปะทะคนชั่ว, เหยื่อปะทะคนร้าย อะไรพวกนี้ แต่เป็นเรื่องของคนในโลกแห่งความเป็นจริงที่มีความดีๆชั่วๆผสมกันไปในตัวคนแต่ละคน พระเอกของเรื่องไม่ใช่ hero ผู้ผดุงคุณธรรม แต่เป็นเพียงคนที่ทำดีในบางโอกาส และเลือกที่จะไม่ทำดีในบางโอกาส ถ้าหากการทำดีนั้นจะส่งผลร้ายให้กับตนเอง เขาจะเลือกทำดีเฉพาะในกรณีที่มันไม่สร้างความเสียหายให้กับชีวิตเขาเท่านั้น

เราว่าหนังสร้าง moral dilemma ในแบบที่เราชอบมากๆ และมีมุมมองต่อมนุษย์ที่น่าสนใจมากๆ

2.ช่วงแรกๆเรานึกว่าหนังจะแป้ก เพราะนึกว่ามันจะเป็นเพียงเรื่องของเหยื่อปะทะคนร้าย (เรานึกว่า พระเอกจะถูกรุม bully) และช่วงต่อมาเราก็เดาว่าหนังเรื่องนี้อาจจะเป็นเพียง “หนังเชิดชูคุณธรรมเพียงชั้นเดียว” แบบพระเอกกับเพื่อนร่วมกันเปิดโปงความเลวในโรงเรียน แต่ปรากฏว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงชั้นเดียว เพราะพอฉาก climax มาถึง เราก็รู้สึกเหมือนโดนตบหน้าในทันที

สาเหตุที่เรารู้สึกแบบนั้นเป็นเพราะเราว่า เราเองก็อาจจะเคยทำในสิ่งที่ที่คล้ายๆกับพระเอกเหมือนกันในบางครั้ง และมันไม่ค่อยมีหนังเรื่องไหนหรอกที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดเบ้อเริ่มแบบหนังเรื่องนี้

3.การใช้ต้วละครผิวดำก็ดีมากๆ มันทำให้หนังเรื่องนี้มีเอกลักษณ์ จดจำได้ง่ายมาก

FILMSIS (2020, Thodsaporn Wasukree ทศพร วาสุกรี, 28min, A+30)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด น่ารักที่สุด ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ ทำไมดูแล้วอินมากๆก็ไม่รู้

พอเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆในงาน CINEMORE แล้ว เราชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุดพอๆกับ “เที่ยงไม่ตรง” น่ะ ตอนนี้ยังตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน

อย่างแรกที่ชอบมาก คือเรารู้สึกเหมือนกับว่า หนังเรื่องนี้ “มักน้อย” ที่สุดในงานน่ะ 5555 คือเล่าเรื่องธรรมดา เรียบๆง่ายๆ ไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไรมาเร้าอารมณ์มากนัก ไม่ต้องอาศัยเหตุการณ์พิสดาร หวือหวา ฆาตกรรมอะไรเลย แต่มันเลยกลายเป็นว่า เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ละเอียดอ่อนทางอารมณ์มากที่สุดสำหรับเราในงาน cinemore ปีนี้

2.ตอนแรกเราเบ้หน้าอย่างรุนแรง ตอนฉากที่พระเอกกับนางเอกมาเจอกันครั้งแรก เรารู้สึกว่าฉากนั้นมัน cliche สุดๆ แต่พอตอนหลัง หนังเฉลยว่าเหตุการณ์ cliche ที่เกิดขึ้น มันมีที่มาที่ไป เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้มากๆ

3.ตอนจบก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง เพราะเรารู้สึกว่ามันจริงใจกับตัวละครมากๆ มันไม่ฝืนตัวละครเลย คือตอนแรกเรานึกว่า หนังจะพยายามฝืนให้จบแบบสูตรสำเร็จ อย่างเช่น

3.1 นางเอกมาสารภาพว่า เธอชอบพระเอกจริงๆนะ เธอถูกจ้างมาก็จริง แต่เธอก็ชอบพระเอกจริงๆด้วย

3.2 พระเอกกับเพื่อนคืนดีกันได้ในที่สุด (แบบฝืนๆ อย่างเช่นในหนังเรื่อง LAST NIGHT)

แต่ปรากฏว่า หนังเรื่องนี้ไม่พยายามฝืนตัวละครให้จบแบบนั้น และปล่อยให้ตัวละครไปตามทางที่มันควรจะเป็นจริงๆ เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ

4.แต่ข้อเสียอย่างรุนแรงสำหรับเราในหนังเรื่องนี้ ก็คือฉากมุกตลกช่วงต้นเรื่อง ที่พระเอกกับเพื่อนเอามอเตอร์ไซค์ไป แล้วทิ้งให้เพื่อนอีกคนค้างเต่อ หาทางกลับบ้านไม่ได้

คือเราว่าฉากนี้มันหลุดออกจากหนังน่ะ เพราะโทนโดยรวมของหนังมันดูมีความสมจริง แต่ฉากนั้นมันเป็น “มุกตลกที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในโลกแห่งความเป็นจริง” น่ะ ใครมันจะปล่อยเพื่อนค้างไว้ที่สถานีแบบนั้น เราก็เลยว่าฉากนี้ทำให้หนังแย่ลง หรือเป็นฉากที่ไม่เข้ากับหนังอย่างรุนแรง

5.ถ้าทำดีๆ ขยายออกมาเป็นหนัง 90 นาที เราจะได้หนังแบบ Eric Rohmer เรื่องนึงเลยนะ แต่คนทำหนังแบบนี้ต้องละเอียดอ่อนมากๆน่ะ ต้องหาทางสร้างบทสนทนาที่น่ารื่นรมย์ ให้ตัวละครแลกเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆของชีวิต, ความรัก, ศิลปะ, ศิลปะที่สะท้อนชีวิต ฯลฯ อะไรอย่างนี้ไปให้ได้เรื่อยๆ ตลอดความยาวของหนัง

6.ชอบนักแสดงนำชายทั้งสองคนมากๆ ทั้งสองไม่ได้หล่อแบบนายแบบ แต่หนังสามารถดึงความน่ารักในตัวทั้งสองคนออกมาได้ดีมาก

WHO’S A MURDERER (2020, Yupparet Boonprasert, 23min, A+15)

1.เหมือนมันควรเป็นหนังยาว 90 นาทีนะ เพราะหนังมีตัวละครเยอะ แต่ตัวละครแต่ละตัวแทบไม่ได้มีเวลา “หายใจหายคอแบบมนุษย์ธรรมดา” ในหนังเลย เพราะเวลาในหนังมันสั้นมาก ทุกตัวเลยมี function แค่โผล่มาเพื่อ “ทำตัวให้น่าสงสัยพอเป็นพิธี” ตามระเบียบของหนังแนว whodunit เท่านั้น หนังเรื่องนี้ก็เลยคล้ายจะเป็นการนำเสนอไอเดียเพื่อนำไปพัฒนาเป็นหนังยาวมากกว่า

2.แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในหนังเรื่องนี้สำหรับเรา ก็คือการแคสต์นักแสดงชายนี่แหละ หล่อมากๆๆๆๆ 5555555 ทั้งตัวแฟนผู้ตาย (รับบทโดย Dendet Juntasri), ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ป่าไม้รุ่นน้อง ความเพลิดเพลินของเราในการดูหนังเรื่องนี้นี่ต้องยกความดีความชอบให้กับทีม casting จริงๆ 555

DEVIL’S BLOOD (2020, Aphichat Panthuphat, 18min, A+15)

เราชอบพล็อต แต่เราไม่ชอบโทนของหนัง คือเราว่าพล็อตมันน่าจะเป็นหนังที่เข้าทางเราได้ เพราะมันเป็นเรื่องของฆาตกรโรคจิตที่เป็นผู้หญิง

แต่เราว่าตัวผู้ร้ายในหนังดูไม่น่ากลัวน่ะ คือผู้ร้ายดูเป็นคนบ้าที่มันดู “ไม่ขลัง” ยังไงไม่รู้ มันเหมือนกับว่าตัวละครถูกสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ function ในหนัง thriller ธรรมดา แต่ไม่ได้มีความโหดเหี้ยมอำมหิตวิปริตจริงๆแผ่ออกมาจากข้างในตัวเองน่ะ

เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า “โทน” ของหนังเรื่องนี้มันพยายามเร้าอารมณ์แบบธรรมดาเกินไปน่ะ มันไม่ขลัง มันไม่ “เย็นชา” คือถ้าเป็นหนังฆาตกรโรคจิต เราชอบหนังที่มันมีโทนเย็นชา แบบหนังสั้นเรื่อง “อวสานโลกสวย” (ไม่ใช่เวอร์ชั่นหนังยาวนะ) หรือหนังอย่าง WOLF CREEK (2005, Greg McLean), KILLING GROUND (2016, Damian Power) อะไรแบบนั้นมากกว่า คือเหมือนตัวละครในหนังแบบนี้มันเลวจริงๆ มันไม่ได้เลวเพื่อสร้างความระทึกขวัญให้คนดู

เราก็เลยรู้สึกว่า พล็อตในหนังเรื่องนี้ดีแล้วล่ะ แต่ฉาก climax อาจจะต้องออกแบบใหม่หมด ถ้าหากจะทำให้มันดูน่ากลัว หรือสนุกตื่นเต้นได้จริงๆ

RESTRICT (2020, Sippakorn Tatsanasuwan, 16min, A)

เหมือนเป็นหนังที่มีแต่องก์สาม แต่ขาดองก์หนึ่งกับองก์สอง 55555 คือเหมือนมันเป็นหนังยาวที่ตัดเอามาให้เราดูเฉพาะฉากไคลแมกซ์เฉลยตัวคนร้ายน่ะ อารมณ์ในหนังเลยไม่ลงตัวอย่างมากๆ

คือเหมือนปกติแล้ว เราต้องรู้ก่อนว่า “โลก” ในหนังเรื่องนี้ มันมีลักษณะเป็นอย่างไร เพราะมันไม่ใช่โลกธรรมดาในยุคปัจจุบัน โลกในหนังเรื่องนี้มันเฉพาะตัว คนดูต้องรู้ก่อนว่า โลกในหนังเรื่องนี้มันแตกต่างจากโลกปัจจุบันยังไง มีอันตรายยังไงบ้าง ตัวละครเอกต้องทำยังไงถึงจะเอาชนะอันตรายในแต่ละวันได้ ก่อนจะไปเจอเพื่อนร่วมทาง

แต่พอหนังเรื่องนี้เล่าปรู๊ดปร๊าดไปสู่ฉากเฉลยตัวจอมบงการเลย และให้น้ำหนักกับฉากนี้มากๆ มันเลยทำให้หนังเสียสมดุล

เราว่าปัญหาของหนังเรื่องนี้คล้ายๆกับ WHO’S A MURDERER น่ะ คือเหมือนตัวหนังสั้นมันไม่สมบูรณ์ เพราะจริงๆแล้วมันเหมือนเป็นไอเดียสำหรับพัฒนาเป็นหนังยาวมากกว่า

LAST NIGHT (2020, Supachok Phlapthong, 18min, A-)

เราว่าหนังเรื่องนี้เหมือนเป็นการผสม “โลกแฟนตาซี” กับ “เรื่องราวมิตรภาพระหว่างเพื่อน” เข้าด้วยกัน แต่มันผสมกันแล้วเข้ากันไม่ได้เลย 5555 เหมือนน้ำกับน้ำมัน

เราว่าถ้ามันแยกกันไปเลย อาจจะดีกว่า อย่างเช่น

1.ทำเป็นหนังสมจริงเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนไปเลย เน้นสังเกตนิสัยเล็กๆน้อยๆของมนุษย์ เรื่องขัดใจเล็กๆน้อยๆระหว่างเพื่อน แล้วนำเอาสิ่งที่สังเกตได้เหล่านี้มาทำเป็นหนังสมจริง โดยไม่จำเป็นต้องบิดหรือฝืนให้ทุกคน “ได้รับบทเรียน” ในตอนจบก็ได้

2.หรือถ้าจะทำเป็นหนังแฟนตาซี ก็ทำให้เพี้ยนๆเหวอๆ สุดๆไปเลยก็ได้ โดยไม่ต้องใส่บทเรียนอะไรในตอนจบ เพราะเราว่าการใส่บทเรียนสั่งสอนตัวละครในหนังเรื่องนี้ มันดูฝืนมากๆน่ะ

REBUILD ทีมห่วยซวยขั้นเทพ (2020, Panuwong Sittisak ภาณุวงศ์ สิทธิศักดิ์, 26min, A+)

1.สิ่งที่ชอบสุดๆในหนังคือการใช้เสียงพากย์ และเคมีของนักแสดงนำทั้งสี่คน เราว่าการใช้เสียงพากย์ในหนังเรื่องนี้มันดีมากๆ นักแสดงนำทั้งสี่คนก็เล่นได้เข้าขากันดีมากๆ เคมีลงตัวมากๆ

2.แต่เหมือนหนังมันไม่ตลกเท่าที่มันอยากจะเป็นน่ะ เหมือนเป็นหนังที่ดูแล้วขำแหะๆไปเรื่อยๆ เพลินๆ แต่ไม่ได้ฮาแบบหยุดหัวเราะไม่ได้อะไรทำนองนี้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ชมที่เป็นคนนอก

3.ดูแล้วแอบคิดถึงหนังอย่าง WHITE CHICKS (2004, Keenen Ivory Wayans) 55555 คือมันเป็นการปลอมตัวที่ไม่มีทางทำได้ในโลกแห่งความเป็นจริงน่ะ หนังแบบนี้มันเลยต้องอาศัย suspension of disbelief สูงกว่าหนังปกติทั่วไปมากๆ ในการที่จะ enjoy กับหนังได้

4.ถึงแม้เราจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้มากนัก แต่เราว่ามันมีเสน่ห์แบบหนัง cult สูงมากๆเลยนะ คือไอเดียตั้งต้นมันดีน่ะ แต่เราว่าระหว่างทางมันสนุกน้อยไปหน่อย มันตลกน้อยไปหน่อย อย่างไรก็ดี เนื่องจากไอเดียตั้งต้นมันน่ารักจริงๆ มันก็เลยถือเป็นหนัง cult ที่น่าจดจำเรื่องนึง



MY LUCID EROTIC DREAM


เมื่อคืนฝันดีน่าตบมาก เลยขอบันทึกเก็บเป็นความทรงจำไว้นิดนึง

เมื่อคืนฝันว่า เราอยู่ในอาคารเรียนที่ไหนสักแห่ง มีนิสิตเดินไปมามากมายเพื่อไปเข้าห้องเรียน เราอยู่ตรงบริเวณทางเดินใกล้ๆลิฟท์ แล้วเราก็ปิ๊งหนุ่มหล่อคนนึงที่ยืนอยู่บริเวณนั้น เขาก็ปิ๊งเรา แล้วอยู่ดีๆเราก็รู้ตัวว่า “เรากำลังฝันอยู่” เราก็เลยคิดว่า ดีล่ะ ในเมื่อเราอยู่ในความฝัน เราจะทำอะไรที่ตัวเองต้องการก็ได้ เราก็เลยเข้าไปหาหนุ่มหล่อคนนั้น ขอลูบไล้แผงอกของเขา ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเขาออก แล้วเขาก็จูบเรา เราก็บอกเขาว่า ให้เอาเราตรงนี้เลย เพราะนี่เป็นความฝัน เราไม่ต้องอายใครทั้งนั้น เขาก็เลยเอาเราตรงทางเดินนั้นเลย เขาเอาเราจนเกือบเสร็จ แล้วเราก็ตื่นนอนขึ้นมา

พอตื่นนอนขึ้นมา เราก็ดีใจมากๆ รู้สึกว่ามันเป็นฝันดีมากๆ แต่แอบสงสัยนิดนึงว่า มันเป็นแค่ความฝันใช่ไหม มันไม่ได้มีภูตผีวิญญาณอะไรที่ไหนมาแอบเข้าฝันเรานะ ไม่ใช่ว่าเราร่วมรักกับผีที่ไหนไปแล้ว 55555

เราเคยรู้ตัวว่าตัวเองอยู่ในฝันหลายครั้งเหมือนกันนะ แต่ปกติแล้วพอเรารู้ว่าตัวเองอยู่ในฝัน เราก็จะแค่เหาะไปเหาะมา สำรวจ landscape ทัศนียภาพในความฝันน่ะ แทบไม่เคยเจอหนุ่มหล่อขณะรู้ว่า “ตัวเองอยู่ในฝัน” แบบนี้มาก่อน

เดี๋ยวคืนนี้เข้านอนตั้งแต่สองทุ่มดีไหม 55555

Sunday, May 03, 2020

ALBUMS I LISTENED TO


เพิ่งได้ฟังสองอัลบัมนี้ในช่วงนี้ เพราะดี อัลบัมซ้ายเป็นของ Masuda Sota ศิลปินญี่ปุ่นที่ฆ่าตัวตายเมื่อหลายปีก่อน เราซื้ออัลบัมนี้จากโรงภาพยนตร์ที่ศาลายา ตอนที่มีการจัดฉายหนังสารคดีเรื่อง THE END OF THE SPECIAL TIME WE WERE ALLOWED (2013, Shingo Ota) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Masuda Sota

ส่วนอัลบัมขวา คือ METAPHORS: SELECTED SOUNDWORKS FROM THE CINEMA OF APICHATPONG WEERASETHAKUL – Compiled by Akritchalerm Kalayanamitr & Koichi Shimizu

Saturday, May 02, 2020

VACANCY (1999, Matthias Müller, Germany)


FIVE FAVORTIE FILMS

ล็อตนี้จะพยายามเลือกหนังที่แทบไม่มีมนุษย์ปรากฏตัวอยู่ในหนัง โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง HOUSEFILM (1975, Klaus Wyborny, West Germany) ที่เราเพิ่งได้ดูทาง VIMEO

DAY 5

VACANCY (1999, Matthias Müller, Germany)

หนังเรื่องนี้มีมนุษย์ปรากฏตัวอยู่บ้าง แต่น้อยมาก หนังเน้นไปที่สถาปัตยกรรมแปลกๆในกรุงบราซิเลีย เมืองหลวงของบราซิล หนังงดงามมากๆ

Friday, May 01, 2020

BLUESTONE (2017, Tanatchai Bandasak, 7min)

FIVE FAVORITE FILMS
ล็อตนี้จะพยายามเลือกหนังที่แทบไม่มีมนุษย์ปรากฏตัวอยู่ในหนัง โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง HOUSEFILM (1975, Klaus Wyborny, West Germany) ที่เราเพิ่งได้ดูทาง VIMEO

DAY 3
THE XFREE (2000, Wasant Samrong วสันต์ สำโรง, 5min)
หนังทดลองที่โฟกัสไปที่ประติมากรรมนูนสูงตรงฐานของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เราจำได้ว่าผู้ชมทั้งโรงหนังหัวเราะหนักมากตอนที่กล้องโฟกัสไปที่ “ความนูนสูง” ของเป้ากางเกงของรูปปั้นชายหนุ่มคนหนึ่ง

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่สมาคมฝรั่งเศส ถนนสาทรใต้ บางทีหนังเรื่องนี้อาจจะเหมาะฉายควบกับ THE SO-CALLED CARYATIDS (1984, Agnès Varda, France, documentary) และ BRUTALITY IN STONE (1961, Alexander Kluge, Peter Schamoni, West Germany, documentary) ที่เน้นสำรวจประติมากรรมและสถาปัตยกรรมเหมือนกัน
น่าเสียดายที่เราหารูปจากหนังเรื่อง THE XFREE ไม่ได้แล้ว ก็เลยเอารูปจากสูจิบัตรเทศกาลหนังนักเรียนครั้งที่ 4 มาลงไว้แทน

FIVE FAVORITE FILMS
ล็อตนี้จะพยายามเลือกหนังที่แทบไม่มีมนุษย์ปรากฏตัวอยู่ในหนัง โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง HOUSEFILM (1975, Klaus Wyborny, West Germany) ที่เราเพิ่งได้ดูทาง VIMEO

DAY 4

BLUESTONE (2017, Tanatchai Bandasak, 7min)

หนังจับภาพก้อนหินก้อนหนึ่งกลางป่าในยามโพล้เพล้ ขณะที่แสงอาทิตย์กำลังจะลาลับไป ก้อนหินก้อนนี้ดูเหมือนก้อนหินธรรมดา แต่พอความมืดเข้ามาปกคลุมพื้นที่นั้น ก้อนหินก้อนนี้ก็ดูเหมือนจะเปล่งประกายแสงสีฟ้าเรื่อเรืองขึ้นมา

ดูแล้วไม่รู้หรอกว่าวิดีโอนี้ต้องการจะสื่ออะไร แต่มันดูมีมนต์สะกดมากๆ และมันทำให้เรานึกถึงเรื่องที่ว่า คนบางคนอาจจะดูเป็นคนธรรมดาทั่วๆไป แต่เมื่อเกิดภาวะวิกฤติ สังคมเข้าสู่ภาวะหีแตก คนบางคนก็อาจจะลุกขึ้นมาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หรือลุกขึ้นสู้กับความอยุติธรรมในสังคมก็เป็นได้ ซึ่งก็อาจจะเหมือนกับในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง คนอย่าง Sophie Scholl อาจจะเป็นนักศึกษาสาวธรรมดาถ้าหากโลกอยู่ในภาวะปกติ แต่พอเผด็จการนาซีเข้าปกครองประเทศ Sophie Scholl กับกลุ่มกุหลาบขาวของเธอก็เลยต้องลุกขึ้นสู้ มันเหมือนกับว่าในบางครั้ง “ความมืด” หรือ “ภาวะวิกฤติ” มันกลายเป็นบททดสอบแสงสว่างที่ซ่อนอยู่ภายในตัวมนุษย์แต่ละคน