Wednesday, August 12, 2020

RED ANINSRI

 

RED ANINSRI; OR, TIPTOEING ON THE STILL TREMBLING BERLIN WALL (2020, Ratchapoom Boonbunchachoke, 30min, A+30)

 

spoilers alert

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

1. ดูอนินทรีย์แดงแล้ว ก็ชอบมากนะ แต่อาจจะชอบแหม่มแอนนามากกว่า เพราะแหม่มแอนนาดูเฮี้ยนกว่า และในหนังเรื่องแหม่มแอนนานั้น มันดูเหมือนว่า “ฝ่ายที่ถูกกดขี่” สามารถลุกขึ้นมาตอบโต้ ตบตีฝ่ายปกครองได้มากกว่า มันก็เลยดู “สะใจ” กว่า ในขณะที่อนินทรีย์แดงนั้น มันดูเหมือนว่า ฝ่ายกดขี่เป็นฝ่ายที่ชนะโดยสมบูรณ์ ส่วนผู้ถูกกดขี่ก็ดูเหมือนจะพ่ายแพ้ไปเกือบหมดในตอนจบ มันก็เลยขาดความสะใจตรงนี้ไป

 

คืออนินทรีย์แดงมันก็คงจะสะท้อนความเป็นจริงตรงนี้แหละ ที่ฝ่ายกดขี่ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายชนะ แต่เวลาที่เราดูหนัง fiction บางทีเราก็อาจจะอยากหลีกหนีจากความเป็นจริงที่โหดร้ายบ้าง 555 เพราะฉะนั้นหนังแบบ US (2019, Jordan Peele), CAPTIVE STATE (2019, Rupert Wyatt), FREAKS (2018, Zach Lipovsky, Adam B. Stein, Canada) ก็เลยเติมเต็มเราได้ในส่วนนี้ ที่ฝ่ายที่ถูกกดขี่ลุกขึ้นมาตอบโต้ได้อย่างสะใจจริงๆ

 

2.ดูแล้วนึกถึง LUST, CAUTION (2007, Ang Lee) มากๆ เพียงแต่สลับกันระหว่างฝ่ายคนดี คนร้าย เพราะในอนินทรีย์แดงนั้น ฝ่ายสายลับคือฝ่ายผู้ร้าย

 

3.ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างหนังเรื่องนี้กับหนังเรื่องก่อนๆของอุ้ย อาจจะเป็น “ความรัก” ระหว่างตัวละครในเรื่องมั้ง เพราะหนังดูจะสะท้อนความรัก ความผูกพัน ความห่วงใยระหว่างตัวละครจิตกับอินออกมาได้มากพอสมควร เหมือนอารมณ์ความรักแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเห็นในหนังของอุ้ยเรื่องก่อนๆ

 

4.ชอบดนตรีประกอบในหนังมากๆ มันช่วยสร้างอารมณ์ในหนังได้ดีมากๆ

 

5.การจัดแสงสีช่วงครึ่งแรกของเรื่องก็สวยงามดีมาก

 

6.เราอาจจะแบ่งหนังออกได้เป็นสองส่วนมั้ง ส่วนแรกคือส่วนหนังพากย์ ที่มีการจัดแสงสีสวยงาม และเน้นทำให้นึกถึงหนังยุคสงครามเย็น แบบหนัง Hitchcock, อินทรีย์แดง และส่วนที่สองคือช่วง workshop ที่แสงสีดูจืดลง และเน้นการถ่าย handheld เหมือนหนังร่วมสมัยยุคปัจจุบัน ตัวละครพูดโดยใช้เสียงจริง คิดว่า ref ของส่วนที่สองอาจจะมาจากฉาก workshop ใน HAPPY HOUR (2015, Ryusuke Hamaguchi) ด้วย 555

 

ชอบที่หนังเรื่องนี้มีการเล่นกับสไตล์หนังที่แตกต่างกันระหว่างยุคอดีต-ปัจจุบันแบบนี้

 

ดูแล้วนึกถึง WONDERSTRUCK (2017, Todd Haynes) ด้วย ในแง่หนังที่เล่นกับสไตล์หนังยุคอดีต-ปัจจุบันเหมือนกัน

 

สิ่งที่ประหลาดดีก็คือว่า ในขณะที่หนังยุค Hitchcock นั้น เป็นการพูดถึงภัยคอมมิวนิสต์ และฝ่ายรัฐบาลคือฝ่ายประชาธิปไตย แต่ในหนังเรื่องนี้นั้น ฝ่ายรัฐบาลคือฝ่ายเผด็จการที่สนับสนุนจีนคอมมิวนิสต์ ส่วนฝ่ายต่อต้านคือฝ่ายประชาธิปไตย

 

7.ชอบการใช้อุปมาอุปไมยเรื่องเสียงพากย์-เสียงจริง กับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชน

 

ชอบที่แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ในยุคปัจจุบันมีการใช้เสียงจริงกันแล้ว แต่เสียงบางเสียงก็ยังถูกผลักให้เป็นชายขอบอยู่ อย่างเช่นเสียงเล่าเรื่องหื่นๆ และในยุคปัจจุบันมีการโน้มน้าวให้เสียงจริงของแต่ละคน ถูกนำมาใช้ในการเชิดชูสถาบันครอบครัวอะไรกันต่อไป

 

8.การพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับพระจักรพรรดิในญี่ปุ่นก็ดีมากๆ

 

9.ชอบการ refer ถึง CHUNGKING EXPRESS ผ่านทางตัวละครนักฆ่าในวิกผมทอง ซึ่งจริงๆแล้วประเด็นใน CHUNGKING EXPRESS ก็ใกล้เคียงกับในหนังเรื่องนี้ด้วย เพราะใน CHUNGKING EXPRESS นั้น ตัวละครของหลินชิงเสีย ก็ “ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองที่แท้จริง” ในช่วงแรก เพราะเธอเลือกจะใส่วิกผมทอง เนื่องจากเธอตกหลุมรักฝรั่งหนุ่มคนนึงที่ชอบมี sex กับสาวเอเชียที่ใส่วิกผมทอง แต่พอเธอหมดรักฝรั่งคนนั้นแล้ว เธอก็เลยโยนวิกผมทองทิ้ง

 

ประเด็นเรื่อง “การไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง” ใน CHUNGKING EXPRESS ก็เลยมีความใกล้เคียงกับอนินทรีย์แดงด้วยเหมือนกัน เพียงแต่ใน CHUNGKING EXPRESS นั้นพูดถึง “ความรัก” ที่ทำให้คนเราไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง แต่ในอนินทรีย์แดงนั้น “การกดขี่จากรัฐบาล” คือสาเหตุที่ทำให้คนเราไม่เป็นตัวของตัวเอง

 

10.ชอบการถ่ายทอดบรรยากาศ บ้านเรือน ท้องถนนในช่วงครึ่งแรกของหนังด้วย

 

11.คิดว่าผู้ชมต่างชาติอาจจะไม่เข้าใจการ refer ถึงจิตร ภูมิศักดิ์ นะ ส่วนเราดูตัวละครจิตแล้วก็นึกถึงเนติวิทย์ด้วย 555 ซึ่งผู้ชมต่างชาติก็อาจจะไม่ get เช่นกัน แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

 

การเล่นกับผลไม้ ก็คงเป็นการ refer ถึงหนังเรื่องเก่าๆของอุ้ย ซึ่งก็เป็นอะไรที่น่ารักดี

 

12.จริงๆแล้วคิดว่าหนังมันจะน่าสนใจมากขึ้น ถ้าหากมัน package ฉายรวมกับแหม่มแอนนาและมะนีจัน พร้อมกับ statement เรื่อง French, British, American colonial เพราะถ้าดูแบบแยกๆกันอย่างนี้ ผู้ชมคงไม่เข้าใจถึงภาพรวมของหนังชุดนี้ แต่เราว่า “ภาพรวม” ของหนังชุดนี้ ที่เป็น COLONIAL TRILOGY มันดูน่าสนใจดี

 

13.จุดที่เรามีปัญหากับหนัง คือเราแยกเสียงไม่ออกระหว่างจิตกับอินในช่วงท้ายของเรื่อง 555 ที่เป็นฉากตัวละครเต้น แล้วมีเสียง voiceover ของตัวละครสองตัวนี้คุยกัน แล้วเราแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นเสียงของจิต อันไหนเป็นเสียงของอิน เราเลยต้องดูรอบสอง เพื่อจะแยกเสียงให้ออก เหมือนเสียงของอินจะ “หนา” กว่า แล้วเสียงของจิตจะ “บาง” กว่า พอดูรอบสองแล้วเลยแยกเสียงออกจากกันได้

 

14.โดยส่วนตัวแล้ว เรารู้สึกว่า หนังมัน “จริง” เกินไป (เมื่อเทียบกับความต้องการของเรา) ในแง่ที่ว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ตัวละครก็ต้องอยู่กันอย่างแกนๆภายใต้ระบอบกึ่งเสรีกึ่งเผด็จการกันต่อไป ในขณะที่ฝ่ายผู้กดขี่ก็อยู่กันอย่างสบายๆต่อไป

 

คือถ้าหากเราเป็นอิน เราก็คงจะกลายเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลไปเลยน่ะ อาจจะเป็นเจ้าแม่ขบวนการมือระเบิดพลีชีพไปเลยในตอนจบ 555

 

DIGITAL FUNERAL: BETA VERSION (2020, Sorayos Prapapan, documentary, 6MIN, A+30)

 

1.หนังเรื่องนี้คืออะไร 55555

 

2. ชอบที่ภาพในหนังมันเหมือนไม่เล่าเรื่องแบบหนังทั่วไป เพราะในหนังทั่วไปนั้น ภาพในหนังจะแสดงให้เห็น “ตัวละครทำกิจกรรมสำคัญอะไรสักอย่าง” เพื่อเล่าเรื่อง แต่หนังเรื่องนี้มีสองฉาก ฉากแรกเป็น subject ถ่ายรูป แล้วเดินหายไปจากเฟรมภาพ แล้วกล้องก็ล้มลง ส่วนฉากที่สองเป็นกล้องหมุนไปแบบ 360 องศาในห้องของ subject ขณะที่ subject เหมือนนั่งทำอะไรสักอย่างอยู่บนเตียง กล้องเผยให้เราเห็นสิ่งของต่างๆในห้องของ subject ซึ่งดูเหมือนไม่ได้มีอะไรที่สำคัญหรือพิสดาร ยกเว้นจอทีวีที่ฉาย “ฉาก subject เดินไปมา”

 

เรารู้สึกว่าสองฉากนี้มันแปลกประหลาดในความธรรมดาของมันน่ะ ในทั้งสองฉาก subject ดูเหมือนไม่ได้ทำอะไรที่สำคัญ และทั้งสองฉากนี้ก็นำเสนอดาดฟ้าธรรมดา กับห้องธรรมดาด้วย สองฉากนี้มันก็เลยดูเป็นอะไรที่แตกต่างจากหนังทั่วไปดี เพราะในหนังทั่วไป subject ต้องทำอะไรสักอย่างที่สำคัญในฉาก

 

“การเล่าเรื่อง” เท่าที่พอจับได้ในหนัง ก็มีเพียงแค่เสียง voiceover ที่บอกคล้ายๆกับว่า subject อยากจัดงานศพของตัวเองให้ออกมาแบบนิทรรศการศิลปะ ที่ผู้มางานศพสามารถเลือกดูหนังของ subject จากโฟลเดอร์ได้

 

สรุปว่า เราชอบความ “ไม่รู้ว่าเราควรดูอะไรหรือควรรู้สึกอะไรกับแต่ละฉาก” ในหนังเรื่องนี้

 

3.หนังเรื่องนี้ทำให้เราแอบคิดถึงความฝันของตัวเอง เพราะเราก็เคยวาดฝันเกี่ยวกับงานศพของตัวเองไว้เช่นกัน เหมือนถ้าหากพูดถึง “งานศพของเรา” เราก็คิดไว้สองแบบ คือแบบ realistic กับแบบ fantasy 55555

 

3.1 ในแบบ realistic ก็คือว่า เราก็อยากตายแบบเงียบๆนะ คือถ้าหากเราตายไปด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ก็จัดงานศพแบบธรรมดาน่ะแหละ แบบในกลอน ODE ON SOLITUDE ของ Alexander Pope ที่ลงท้ายว่า

https://www.poetryfoundation.org/poems/46561/ode-on-solitude

 

Thus let me live, unseen, unknown;

   Thus unlamented let me die;

Steal from the world, and not a stone

                            Tell where I lie.

 

ให้ฉันได้มีชีวิตอยู่ โดยไม่ต้องมีคนพบเห็น ไม่ต้องมีคนรู้จัก

ให้ฉันได้ตายไปโดยไม่ต้องมีใครมาเศร้าโศกเสียใจ

จากโลกนี้ไปอย่างเงียบๆ และไม่ต้องมีแม้แต่หิน

มาปักบนหลุมศพของฉัน

 

ก็คือตอนที่เรามีชีวิตอยู่ เราก็ไม่อยากเจอคนเยอะๆ เราไม่อยากมีชื่อเสียงโด่งดัง เราอยากใช้ชีวิตอย่างเงียบๆพอเราตายแล้ว ก็จบกัน ไม่ต้องมีใครมาเศร้าโศกเสียใจอะไรทั้งสิ้น ให้เราได้ตายไป เหมือนกับว่าไม่เคยมีเราอยู่บนโลกนี้เลยก็ได้ อันนี้คือความใฝ่ฝันถึงงานศพของเราในแบบ realistic

 

3.2 ส่วนงานศพของเราแบบ fantasy มันคือสิ่งที่เราเคยฝันไว้เมื่อราว 15-20 ปีก่อน คือถ้าหากเรารวยล้นฟ้า (ซึ่งไม่มีวันเป็นจริงได้)  เราก็อยากให้งานศพของเรามีการจัดฉายหนัง 100 เรื่องที่เราชื่นชอบสุดๆ แบบหนังในลิสท์นี้ 55555

http://beyondthecanon.blogspot.com/2009/09/jit-phokaew.html

 

เราเดาว่าศิลปินบางคน ก็อาจจะอยากให้ผู้คนจดจำผลงานศิลปะของเขาหลังจากเขาตายไปแล้ว ผู้กำกับภาพยนตร์บางคน ก็อาจจะอยากให้มีคนจัด retrospective หนังของเขา หลังจากเขาตายไปแล้ว ส่วน cinephile บางคน ก็อาจจะอยากให้มีคนดูหนังในลิสท์หนังสุดโปรดของเขา หลังจากเขาตายไปแล้ว 55555

Tuesday, August 11, 2020

TOKYO STORY

 TOKYO STORY (1953, Yasujiro Ozu, Japan, A+30)


1.เสียดายที่เรายังไม่เคยดู MAKE WAY FOR TOMORROW (1937, Leo McCarey) ที่เราเคยได้ยินว่าเป็นต้นแบบของ TOKYO STORY เราก็เลยบอกไม่ได้ว่า หนังสองเวอร์ชั่นนี้แตกต่างกันอย่างไร แต่เราเดาว่าน่าจะยอดเยี่ยมพอๆกัน

อยากดู TOKYO-GA (1985, Wim Wenders,documentary) ด้วย เพราะเข้าใจว่า   TOKYO-GA น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก TOKYO STORY มากพอสมควร

2.ร้องห่มร้องไห้สะเทือนใจอย่างรุนแรงในฉากที่ย่าอยู่กับหลานชาย แล้วถามหลานชายว่า หนูโตขึ้นแล้วอยากเป็นหมอเหมือนพ่อไหมจ๊ะ แล้วย่าก็พูดในทำนองที่ว่า "กว่าหนูจะโตจนเลือกอาชีพเองได้ ตอนนั้นย่าจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้"

นึกถึงฉากนี้ทีไรก็อยากร้องไห้ เหมือนมันเป็นสัจธรรมของชีวิตที่ไม่มีใครหนีพ้น การมองดูเด็กเล็กๆ แล้วตระหนักดีว่ายังไงตัวเองก็คงต้องตายก่อนเด็กคนนั้นจะโต มันเป็นอะไรที่เศร้ามากๆ แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาโลกที่ต้องทำใจยอมรับ

ดูแล้วก็นึกถึงยายของเราเอง ซึ่งเสียชีวิตไปตอนที่เราอายุราว 18 ปี ตอนที่ยายของเราเห็นเราตอนเด็กๆ ยายจะคิดอย่างนี้อยู่ในใจหรือเปล่านะ

ส่วนเราทำใจมานานแล้วว่า ยังไงเราก็คงตายก่อนที่จะได้เห็นลูกหมีของเราโตแน่ๆ เพราะเราเลี้ยงลูกหมีมานานหลายปีแล้ว ตัวมันยังเท่าเดิมอยู่เลย 55555

3.ดูหนังจบ แล้วอยากเข้านอน แล้วตายไปเลย จะได้ไม่ต้อง "แก่" มากไปกว่านี้อีก ไม่รู้ทำไมดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้เรารู้สึกหวาดกลัวความแก่ชรามากๆ  อยากให้วัฏจักรชีวิตของเราไม่ใช่ "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" แต่เป็น "เกิด สวย มีผัว ตาย" อะไรแบบนี้แทนจะได้ไหม

4.ไม่รู้เราประสาทแดกไปเอง หรือเป็นเพราะฝีมือของ Ozu คือเรารู้สึกราวกับว่า ผิวหนังหรือสภาพร่างกายของตัวละครในหนังเรื่องนี้มันบอบบางกว่าของตัวละครในหนังทั่วๆไปน่ะ คือเรารู้สึกราวกับว่า เรา  sensitive กับสิ่งต่างๆที่มากระทบตัวละครในหนังเรื่องนี้มากกว่าในหนังปกติ อย่างเช่นในฉากที่ผัวเมียวัยชราไปเที่ยวน้ำพุร้อนหรืออะไรทำนองนี้ แล้วเจอกลุ่มหนุ่มสาวเสียงดัง เราก็รู้สึกเป็นห่วงเป็นใยตัวละครอย่างรุนแรงมาก และเราจะรู้สึกเหมือนเป็นห่วงเป็นใยตัวละครในหนังเรื่องนี้มากกว่าในหนังทั่วไป คือถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกับว่า ถ้าหากตัวละครในหนังเรื่องนี้ถูกยุงกัด เราก็จะรู้สึกเป็นทุกข์อย่างรุนแรง ราวกับว่าผิวหนังของพวกเขามันบอบบางกว่าปกติ ซึ่งมันจะแตกต่างจาก

4.1 หนังตลก ซึ่งเป็นหนังแนวที่เรารู้สึกว่าตัวละครคงกระพันที่สุด ผิวหนังหนาที่สุด อย่างเช่น ถ้าหากตัวละครในหนังตลกโดนระเบิด เขาก็อาจจะไม่ตาย อาจจะแค่ตัวเป็นสีดำชั่วครู่เท่านั้น

4.2 ตัวละครในหนัง action ซึ่งถ้าหากโดนระเบิด ก็มักจะตาย แต่ตัวละครในหนัง action คงไม่รู้สึกอะไรกับการโดนตบ โดนยุงกัด

4.3 ตัวละครในหนังดราม่า ซึ่งคงจะคันถ้าหากโดนยุงกัด แต่เราจะไม่รู้สึกเป็นห่วงพวกเขามากนัก

แต่กับตัวละครใน TOKYO STORY ไม่รู้ทำไมเราถึงรู้สึกเป็นห่วงพวกเขามากเป็นพิเศษ ไม่อยากให้พวกเขารู้สึกร้อน หรือเป็นทุกข์อะไรใดๆ บางทีเราอาจจะประสาทแดกไปเอง หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะหนังของ Ozu มันมีความละเอียดอ่อนมากๆ จนทำให้เรารู้สึกแบบนี้

Monday, August 10, 2020

OZU

 

TOKYO STORY เป็นหนังของ Ozu เรื่องที่ 6 ที่เราได้ดู เราน่าจะชอบเป็นอันดับ 1 หรือ 2 นะ สูสีกับ EARLY SPRING (1956) แต่ชอบมากกว่า I WAS BORN, BUT... (1932), LATE SPRING (1949), LATE AUTUMN (1960) และ AN AUTUMN AFTERNOON (1962)

 

เราว่าปัญหาที่เรามีกับหนังบางเรื่องของ Ozu นั้น เกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน อย่างเช่น เราไม่อินกับ “ความรักความผูกพันระหว่างสมาชิกครอบครัว”, ไม่อินกับ “ตัวละครที่ไม่อยากแยกตัวออกไปจากครอบครัว” เพราะในชีวิตจริงนั้น พอเราเริ่มทำงานหาเงินได้ปุ๊บ เราก็รีบแยกตัวออกมาอยู่ตัวคนเดียวเลย และอีกปัจจัยนึงที่ทำให้เราไม่อิน เป็นเพราะว่า ตัวละครหญิงในหนังของ Ozu โดยทั่วไป ก็ไม่ได้แสดงความเงี่ยนผู้ชายออกมาอย่างเปิดเผยด้วย

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยอาจจะไม่รู้สึกแปลกแยกจากหนังเรื่อง TOKYO STORY มากนัก ถ้าหากเทียบกับหนังอย่าง LATE SPRING, LATE AUTUMN และ AN AUTUMN AFTERNOON เพราะตัวละครหลักๆของ TOKYO STORY มันแยกออกมาอยู่เป็นครอบครัวตัวเองแล้วน่ะ ตัวละครหลายๆตัวในหนังเรื่องนี้ มันไม่ได้ “รักครอบครัวแบบปิ้มว่าจะขาดใจ” และนางเอกของหนังมันก็ไม่ได้เป็น “สาวโสดที่ไม่อยากมีผัว แต่อยากปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่ไปเรื่อยๆ” แบบในหนังเรื่องอื่นๆของ Ozu  ซึ่งแน่นอนว่าตัวละครแบบนี้เป็นอะไรที่ตรงข้ามกับเราอย่างที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่ได้รู้สึกแปลกแยกจากหนังเรื่องนี้มากเท่าหนังเรื่องอื่นๆของ Ozu จ้ะ  

LOVELESS

 

LOVELESS (2017, Andrey Zvyagintsev, Russia, A+30)


1.นึกว่าหนังเรื่อง BABA YAGA: TERROR OF THE DARK FOREST (2020, Svyatoslav Podgaevskiy, Nathalia Hencker, Russia, A-) เป็นการอธิบายปริศนาทุกอย่างที่ LOVELESS  ทิ้งค้างไว้ 55555

2.จองเป็นสาวกู่ร้องหาคนในหนังเรื่องนี้ ไม่รู้เธอมีชื่อในหนังว่า FOX ONE หรืออะไรทำนองนี้หรือเปล่า นึกว่าเธอสำเร็จวิชา ราชสีห์คำราม มาจากหลวงจีนวัดเส้าหลิน 55555

3.ชอบความเป็นหนัง  procedural film เกี่ยวกับการทำงานของ "มูลนิธิกระจกเงาแห่งรัสเซีย" มากๆ ชอบที่หนังแสดงให้เห็นกระบวนการทำงานของคนกลุ่มนี้อย่างละเอียดยิบในหนังเรื่องนี้

4.ตัวละครแม่ในหนังก็น่าจดจำมากๆ เพราะมันเป็นหนังที่นำเสนอ "แม่" ที่สวนทางกับแม่ในหนังเรื่องอื่นๆ ที่มักต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิเลี้ยงดูลูก

5.แต่ปัญหาที่เรามีกับหนังเรื่องนี้ คือปัญหาเดียวกับที่เรามีกับ THE RETURN (2003,  Andrey Zvyagintsev) นั่นก็คือหนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือน "เกลียดชัง" "ตัวละครที่ไม่รักครอบครัว" น่ะ ซึ่งมันก็ไม่ผิดหรอกที่หนังจะสร้างตัวละครแบบนี้ และหนังจะเกลียดตัวละครแบบนี้ แต่เราจะไม่ค่อยอินตรงส่วนนี้เท่าไหร่ มันเหมือนกับหนังทั้งสองเรื่องนี้มีแนวคิดบางอย่างอยู่ในใจว่า "ถ้าหากตัวละครรักครอบครัวมากกว่านี้ ปัญหาก็จะลดลงหรือคลี่คลาย" ซึ่งแนวคิดแบบนี้ทำให้เรารู้สึก เอ๊ะ

6.ชอบสาวชุดแดงที่โผล่มาฉากเดียวอย่างสุดๆ ที่เธอเดินเข้าร้านอาหาร แล้วมีผู้ชายมาขอเบอร์โทรศัพท์เธอ แล้วเธอก็ให้เบอร์ไป แต่หลังจากนั้น เธอก็เดินไปก้อร่อก้อติกกับผัวเธอที่โต๊ะอาหาร แล้วทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

7.ฉากข้างต้น, ฉากกลุ่มสาวสวยถ่าย selfie และพฤติกรรมของนางเอก ทำให้รู้สึกว่าหนังอาจต้องการด่าความเปลือกกลวงของสาวรัสเซียยุคใหม่หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

แต่จะว่าหนังมองผู้หญิงในทางลบไปซะทั้งหมด ก็ไม่ใช่ เพราะผู้หญิงแต่ละคนในมูลนิธิกระจกเงาก็ทำงานดีมากๆ

8.เราว่าพระเอกก็แรงพอๆกับนางเอกฉากที่เขาทิ้งนางเอกไว้ข้างถนนนี่โหดมาก

9.สรุปว่า ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะเราชอบกระบวนการทำงานของมูลนิธิกระจกเงา แต่ในส่วน "การล่มสลายของสถาบันครอบครัว ที่ความรักไม่อาจเยียวยา" นั้น เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้กับ THE RETURN มีมุมมองบางอย่างต่อสถาบันครอบครัวในแบบที่เราไม่อินด้วยมากนัก

ABSENCE OF LIGHT (2019, Beatrice Aline, Germany, 10min, A+15)

 เหมือนหนังอยากให้ผู้ชมจินตนาการว่า ถ้าหากเกิดพายุสุริยะ ที่ทำให้ไฟฟ้าดับหมดทั้งโลก แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

เราก็เลยตอบในใจว่า คนเกือบทั้งโลก ก็จะลืมเพลงของวง the Beatles เหมือนในหนังเรื่อง YESTERDAY (2019, Danny Boyle) ยังไงล่ะ 55555

KIDS DON'T DIE (2019, Pedro Patricio, USA, 14min, A+25)

นางเอกคิดที่จะฆ่าตัวตายพร้อมกับฆ่าลูกเล็กๆ 2 คนด้วย แต่เหมือนหนังมีความฟูมฟายทางอารมณ์มากไปนิดนึง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตอนจบของ NORTE, THE END OF HISTORY (2013, Lav Diaz)


Sunday, August 09, 2020

THE TRUTH (2019, Hirokazu Koreeda, Japan, A+30)

 

THE TRUTH (2019, Hirokazu Koreeda, Japan, A+30)

 

1.ตอนดูหนังเรื่องนี้จะนึกถึง Francoise Dorléac ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้จงใจหรือเปล่า เพราะในหนังเรื่องนี้ ตัวละคร Fabienne Dangeville (ลองสังเกตตัวอักษรหน้าของชื่อและนามสกุลของตัวละครตัวนี้) ที่แสดงโดย Catherine Deneuve เหมือนถูก haunt ด้วยความทรงจำที่มีต่อเพื่อนนักแสดงที่ชื่อ Sarah มาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว และการที่ Fabienne รับแสดงหนังเรื่อง MEMORIES OF MY MOTHER ก็คล้ายๆจะช่วยให้เธอได้ make peace กับความทรงจำที่มีต่อ Sarah

 

ถึงแม้หนังเรื่อง THE TRUTH อาจจะไม่ได้ตั้งใจ เราก็ดูหนังเรื่องนี้ด้วยการนึกถึง Francoise Dorléac ตลอดเวลา เพราะ Francoise เป็นพี่สาวของเดอเนิฟ, เป็นนักแสดงเหมือนกับเดอเนิฟ, อาจจะเป็นคู่แข่งของเดอเนิฟ และเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะอายุน้อยเหมือนๆกับ Sarah นอกจากนี้ ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราเคยอ่านบทความในนิตยสาร Film Comment เมื่อหลายปีก่อนที่เขียนว่า ตัวคนเขียนบทความชื่นชอบการแสดงของ Francoise มากกว่าเดอเนิฟ และตัวคนเขียนบทความรู้สึกเหมือนกับว่า พอ Francoise เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุอย่างกะทันหัน หลังจากนั้นการแสดงของเดอเนิฟก็เหมือนจะมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป เหมือนกับว่าเดอเนิฟถูก haunt ด้วยฝีมือการแสดงและการเสียชีวิตของพี่สาว

 

ตอนที่เราดู THE TRUTH เราก็เลยรู้สึกสงสัยตลอดเวลาว่า หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวในชีวิตจริงของ Francoise Dorléac และCatherine Deneuve หรือเปล่า และการที่เดอเนิฟรับเล่นหนังเรื่องนี้ ก็อาจจะเพื่อเป็นการ exorcise the demon หรือ make peace กับความทรงจำที่มีต่อพี่สาวหรือเปล่า เหมือน Catherine Deneuve รับเล่นหนังเรื่อง THE TRUTH เพื่อ make peace กับความทรงจำที่มีต่อ Francoise Dorléac โดยในหนังเรื่องนี้เดอเนิฟแสดงเป็น Fabienne Dangeville ผู้รับเล่นหนังเรื่อง MEMORIES OF MY MOTHER ซึ่งช่วยให้เธอได้ make peace กับความทรงจำที่มีต่อ Sarah

 

แต่บางทีหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจอะไรแบบนั้นเลยก็ได้ แต่เราก็นึกถึง Francoise Dorléac ตลอดเวลาที่ดูหนังเรื่องนี้

 

2. ถ้าเทียบกับหนังของ Koreeda ด้วยกันแล้ว เราก็ชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่า THE THIRD MURDER (2017) และ AFTER LIFE (1998) นะ แต่ก็รู้สึกอินกับหนังเรื่องนี้มากกว่าหนังญี่ปุ่นเรื่องอื่นๆของเขา เหมือนตัวละครฝรั่งเศสแบบในหนังเรื่องนี้เป็นอะไรที่เราคุ้นเคยและอินได้ง่ายกว่าครอบครัวญี่ปุ่นมั้ง

 

3.แต่ถ้าหากเทียบกับหนังฝรั่งเศสแล้ว เราก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันดู “อ่อนโยน” และ “อบอุ่น” กว่าหนังฝรั่งเศสโดยทั่วไปที่เราเคยดูมา 55555 ซึ่งก็คงเป็นเพราะความเป็น Koreeda นี่แหละมั้ง  เพราะในช่วงหลังๆเหมือนเราได้ดูหนังหลายๆเรื่องที่เดอเนิฟรับบทแม่หรือย่ายาย อย่างเช่น THREE HEARTS (2014, Benoît Jacquot), ON MY WAY (2013, Emmanuelle Bercot), A CHRISTMAS TALE (2008, Arnaud Desplechin), AFTER HIM (2007, Gaël Morel) แล้วพอเทียบกันแล้ว เราจะรู้สึกว่าตัวละครที่เดอเนิฟแสดงในหนังฝรั่งเศสมันดูมีความ “กร้าว” อยู่ข้างใน มากกว่าตัวละคร Fabienne ในหนังเรื่องนี้ที่ดูเหมือนจะเป็นคนร้ายๆ แต่พอดูจบแล้วก็รู้สึกเหมือนตัวละครตัวนี้ หรือครอบครัวที่ถูกนำเสนอในหนังเรื่องนี้ มันดูมีความอบอุ่นอ่อนโยนมากกว่าครอบครัวในหนังฝรั่งเศสเรื่องอื่นๆ

 

4.ชอบการพูดถึง Michèle Morgan, Danielle Darrieux, Simone Signoret, Anouk Aimée และ Brigitte Bardot 55555

 

5.พอหนังเรื่อง THE TRUTH พูดถึงการเขียนหนังสืออัตชีวประวัตินักแสดง เราก็เลยอยากอ่านหนังสือในรูปนี้ขึ้นมาเลย 55555

FOR YOUR SAKE

 

FOR YOUR SAKE (Ronja Hemm, Germany/Nepal, documentary, 40min, A+30)

หนังเกี่ยวกับชีวิตในชนบทของหญิงชนกลุ่มน้อยในเนปาล หนังงดงามสุดๆ ดูแล้วนึกถึงหนังของ Supamok Silarak

22:47 LINIE 34 (2019, Michael Karrer, Switzerland, A+30)

หนังเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ตบตีด่าทอกันบนรถเมล์ในสวิตเซอร์แลนด์ ดูแล้วอินสุดๆ

 WAR OF PERCEPTION (2020, Bo Choy, Hong Kong, 20min,  A+15)

ATTENTION AT TENSION (2020, Azalia Muchransyah, Indonesia, 9min, A+15)

เหมือนพอได้ดูหนังเกี่ยวกับการกักตัวช่วงโควิดไปแล้วหลายๆเรื่อง เราก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้ก็ดี แต่ไม่มีอะไรแปลกใหม่

THE LONGEST WAY ROUND IS THE SHORTEST WAY HOME (2020, Nontawat Numbenchapol, video installation)

มาดูต่อ หลังจากดูครั้งที่แล้วไม่จบ ชอบบทสัมภาษณ์ของหลายๆคนมากๆ โดยเฉพาะเรื่องของหนุ่มไทยใหญ่ที่เคยอยู่กินกับสามีชาวญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 ปี และเรื่องของหนุ่มไทยใหญ่ที่ได้สามีชาวไทยที่ให้เงินเดือนเขา 40000 บาทต่อเดือน

THE HEAVY BURDEN (2019, Yilmaz Ozdil, Turkey, 17min, A+25)

SALVAGE (2020, Christopher Boulton, USA, 10min, A+25)

ชอบการพูดถึงอุปกรณ์ที่ล้าสมัย อย่างเช่น เครื่องพืมพ์ดีด หรือเรือแคนู แต่เราคิดตามประเด็นในหนังไม่ทัน

Thursday, August 06, 2020

MY PRECIOUS BAD LUCK 1-3 EPISODES

TV SERIES “ดวงแบบนี้ไม่มีจู๋” 3 ตอนแรก

 

บันทึกความรู้สึกเอาไว้ก่อน

 

1.ตกหลุมรักคุณโชคบดี ตอนที่เขาให้ของขวัญวันเกิดอีนังกี้เป็นหนังสือ grammar ภาษาอังกฤษ 55555 แล้วเขาให้เหตุผลว่า ถ้าให้ของขวัญแบบปกติ (อย่างเช่นตุ๊กตาหรือดอกไม้) แป๊บเดียวนังกี้ก็เบื่อแล้ว แต่ถ้าให้ของขวัญเป็นหนังสือแบบนี้ “ความรู้จะติดตัวเราไปจนวันตาย”

 

ว้าย ตายแล้ว ดิฉันชอบผู้ชายแบบนี้มากค่ะ แล้วมันคือเรื่องจริงนะ เพราะเรารู้สึกว่า ที่เราทำมาหาเลี้ยงชีพมาได้นาน 25 ปีแล้วเนี่ย มันมีพื้นฐานมาจากหนังสือ grammar ภาษาอังกฤษที่เราเคยอ่านตอนม.1-ม.2 ทั้งนั้นเลย มันเหมือนกับว่า หนังสือ grammar ที่เราได้อ่านตอนปี 1985 มันช่วยให้เราเริ่มอ่านภาษาอังกฤษรู้เรื่อง เข้าใจรูปประโยคอะไรต่างๆได้ แล้วไอ้ความรู้ที่ได้จากหนังสือ grammar ตอนปี 1985 นี่แหละ ที่ติดตัวเรามาจนถึงทุกวันนี้ และช่วยให้เราทำมาหาเลี้ยงชีพมาได้จนถึงทุกวันนี้

 

เราก็เลยตกหลุมรักคุณโชคบดีจากฉากนั้น 55555

 

2. ฉากที่รู้สึกพีคที่สุดใน 3 ตอนแรก ก็คือฉากที่แม่กี้ (ขวัญฤดี กลมกล่อม) ด่ากี้อย่างรุนแรงต่อหน้าคุณโชคบดี แล้วแม่ก็ตบหน้ากี้ แล้วกี้ก็หนีไปร้องไห้ซบไหล่คุณโชคบดี แล้วกี้ก็เล่าประวัติชีวิตของตัวเองกับแม่ให้โชคบดีฟัง

 

เหมือนฉากนั้นอารมณ์มันรุนแรงมากน่ะ และมันมองมนุษย์ได้ลึกมากน่ะ เพราะมันช่วยเปลี่ยนทัศนคติของเราที่มีต่อแม่กี้กับกี้ไปได้เยอะเลย คือตอนที่ดูละครช่วงแรกๆ เราจะรู้สึกว่าแม่กิ้นิสัยไม่ดีมากๆ ส่วนกี้ก็ดูโง่มากๆ 55555 แต่พอกี้เล่าประวัติชีวิตของตัวเองกับแม่ออกมา มันก็ช่วยให้เราเข้าใจขึ้นมาได้มากขึ้นเยอะเลยว่า ทำไมตัวละครสองตัวนี้ถึงทำอะไรเหี้ยๆห่าๆตลอดช่วงที่ผ่านมา คือมันเหมือนกับว่าตัวละครสองตัวนี้ไม่ได้ทำตัวเหี้ยห่าแบบลอยๆ แต่การทำตัวเหี้ยห่าของตัวละครสองตัวนี้เป็น “ผล” ที่มี “เหตุปัจจัย” ทำให้เกิดเป็นเช่นนั้นน่ะ และเหตุปัจจัยนั้นมันก็เหมือนอัดแน่นไปด้วย “ความเจ็บปวดของชีวิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” ด้วย ฉากนี้มันก็เลยพีคมาก ซึ้งมาก เจ็บปวดมากสำหรับเรา

 

ดูฉากนี้แล้วก็คิดถึงเรื่องบางเรื่องในชีวิตของเราเองนะ เรานึกถึงไปคนบางคนที่เรากับเพื่อนๆเคยเจอน่ะ คือคนบางคนมีนิสัยหวาดระแวง กลัวว่าคนอื่นๆจะโกงเงินตัวเอง อย่างเช่นกลัวว่าเด็กปั๊มน้ำมันจะโกงเงินของเขา แล้วพอเด็กปั๊มน้ำมันยิ้มให้ เขาก็ตีความรอยยิ้มนั้นว่า “แสดงว่าเขาตั้งใจจะโกงเราแน่ๆ”

 

คือตอนแรกเราจะไม่ชอบคนนิสัยแบบนี้นะ แต่พอเราได้ฟังเพื่อนๆของเราคุยกัน เราก็เปลี่ยนความคิด เพราะเพื่อนๆเราคุยกันว่า สมัยพวกเขาเด็กๆพวกเขาก็คงไม่ชอบคนแบบนี้เหมือนกัน แต่พอพวกเขาโตขึ้น พวกเขาก็เข้าใจว่า ที่คนบางคนกลายเป็นแบบนี้ “เพราะคนคนนั้นคงเจออะไรบางอย่างมาแล้วในชีวิต” ที่ทำให้คนคนนั้นกลายเป็นแบบนี้ คนคนนั้นคงเจอประสบการณ์อะไรบางอย่างในชีวิต ที่ทำให้เขากลายเป็นคนมองโลกแบบนี้ หวาดระแวงแบบนี้ ไม่ไว้ใจรอยยิ้มของผู้คนแบบนี้ เราอาจจะรุ้สึกว่าคนแบบนี้มีลักษณะนิสัยบางอย่างที่เราไม่ค่อยชอบ แต่เราเองก็ไม่รู้หรอกว่า คนคนนั้นเคยเจอประสบการณ์ชีวิตอะไร เลวร้ายขนาดไหน ถึงทำให้เขากลายมาเป็นคนแบบนี้ได้

 

พอเราได้ฟังเพื่อนๆคุยกันแบบนั้น มันก็ช่วยเปลี่ยนทัศนคติของเรามากๆเลย เหมือนกับฉากที่กี้เล่าประวัติชีวิตของตัวเองนี่แหละ ที่มันช่วยให้เราเข้าใจ

”มนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง” ได้มากยิ่งขึ้น


Sunday, August 02, 2020

PAST PERFECT

HOW TO DISAPPEAR (2019, Robin Klengel, Leonhard Mullner, Michael Stumpf , Austria, 21min, A+30)

ถ้า Hito Steyerl มากำกับ A HIDDEN LIFE ก็อาจจะออกมาเป็นแบบหนังเรื่องนี้ 55555 หนังเรื่องนี้สำรวจความเป็นไปได้ในการหนีทหารในเกมคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับสงคราม ซึ่งแน่นอนว่าเกมคอมพิวเตอร์เหล่านี้ไม่สามารถรองรับความซับซ้อนของมนุษย์แบบนี้ได้

CARGO -- DER TRANSPORT (2019, Christina Tournatzes, Germany/Hungary, 15min, A+30)

ดูแล้วนึกถึง SPARE PARTS (2003, Damjan Kozole, Slovenia) ที่พูดถึง human smugglers เหมือนกัน ดูแล้วนึกถึงเหตุการณ์แรงงานพม่าขาดอากาศหายใจ และนึกถึงเหตุการณ์ที่ตากใบด้วย

PAST PERFECT (2019, Jorge Jacome, Portugal, 23min, A+30)

1. เป็นหนังที่ชอบที่สุดในเทศกาล Signes de Nuit ปีนี้ เพราะหนังพูดประเด็นที่ relate กับเราโดยตรง เพราะเราเป็นคนที่หมกมุ่นกับอดีตชีวิตของเราเอง ซึ่งสาเหตุส่วนนึงคงเป็นเพราะว่า เรากลัวอนาคต อนาคตมันช่างเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (โดยเฉพาะชีวิตคนจนที่ไม่มีเงินเก็บมากนัก) เพราะฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่เราเป็นทุกข์ เราก็มักจะคิดถึงความสุขในอดีตเพื่อปลอบใจตัวเอง

คือถึงแม้ว่าจริงๆแล้วอดีตของเราจะมีส่วนที่เป็น "ความทุกข์" อยู่ด้วย แต่การที่เรารอดชีวิตจากเหตุการณ์เหล่านั้นมาได้ มันก็ทำให้เรารู้สึก "ปลอดภัย" ที่จะคิดถึงอดีตน่ะ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่แตกต่างจากการคิดถึงอนาคต เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะรอดชีวิตจากเหตุการณ์ต่างๆในอนาคตได้หรือไม่ รู้แต่ว่าเราต้องตายในวันใดวันนึงในอนาคตแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่กล้าคิดถึงอนาคต เพราะอนาคตมันเต็มไปด้วย "ความไม่ปลอดภัย"

หนังเรื่องนี้ก็เลยจี้ใจเรามาก เพราะเราเองก็เป็นคนนึงที่มักรู้สึกว่า past มัน perfect การคิดถึงอดีต มันเต็มไปด้วยความสุข, ความอุ่นใจ, ความปลอดภัย

2.แต่การหมกมุ่นกับอดีตก็มีข้อเสียของตัวมันเองเช่นกัน แบบที่หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า "nostalgia is a political tool" เพราะคนบางฝ่าย (โดยเฉพาะฝ่ายหัวโบราณ, อนุรักษ์นิยม) มักจะใช้ภาพความงดงาม เรืองรอง รุ่งโรจน์ของอดีต เป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวประชาชนให้เชื่อหรือทำในสิ่งที่ฝ่ายนั้นต้องการ

3.คิดว่าหนังเรื่องนี้มีประเด็นคล้ายๆกับ MIDNIGHT IN PARIS (2011, Woody Allen) ที่แสดงให้เห็นว่า หลายๆคนมักจะมองว่า อดีตบางช่วงถือเป็น "ยุคทอง" หรือยุครุ่งเรืองของวงการอะไรสักอย่าง และอยากจะย้อนเวลาไปใช้ชีวิตใน ยุคทอง นั้นๆ แต่พอเขาได้ย้อนกลับไปจริงๆ เขาก็พบว่า คนในยุคทองนั้น ก็มี ยุคทอง ของตัวเองในอดีตเช่นกัน และมันก็จะย้อนกลับไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เหมือนเป็นธรรมชาติที่น่าขันบางอย่างของมนุษย์

4.แต่ชอบวิธีการนำเสนอของ PAST PERFECT มากๆ เหมือนมันมีความเป็นกวีสูงมากๆ แต่ก็มีการนำเสนอข้อมูลที่อัดแน่นมากๆด้วย เหมือนมันพูดตั้งแต่กลุ่ม ISIS ในยุคปัจจุบัน และค่อยๆย้อนกลับไปเรื่อยๆจนถึงการสิ้นชาติของ Wales ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 และย้อนไปถึงไดโนเสาร์

5.ดูแล้วรู้สึกว่า นี่คือหนังเชิงกวีแบบที่เราอยากให้ Terrence Malick ทำ แต่เขาไม่ได้ทำ

ACTION, ALMOST UNABLE TO THINK (2018, Haonan Mao, China, 11min, A+) 

รู้สึกจูนไม่ติดกับหนังเรื่องนี้

SKEWWHIFF (2018, Robin Summons, Australia, 12min, A+25)

ดูแล้วนึกถึงกลุ่มหนังสั้นไทยเกี่ยวกับคนชราที่เป็นอัลไซเมอร์

A MORDIDA


CONGRUITY CHANT (2019, Kunchanit Liengudom, 21min, second viewing, A+30)

ได้ดูเป็นรอบที่สอง ชอบที่มันดูเหมือนจะเป็นหนังต่อต้านเผด็จการหรือ conformism อะไรพวกนี้

แต่ถ้าเทียบกับ THE PERSONAL (2014, Nattapon Jomjun) ที่พูดถึงเผด็จการและวงประสานเสียงเหมือนกันแล้ว เราก็ชอบ THE PERSONAL มากกว่าเยอะเลยนะ เพราะนางเอก THE PERSONAL ดูแรงดี เหมือนเธอมีพลังงานนิวเคลียร์คุกรุ่นอยู่ข้างในใจเธอ ส่วนนางเอก CONGRUITY CHANT ดูไม่แรงเท่า

A MORDIDA (2019, Pedro Neves Marques, Portugal/Brazil, 26min, A+30)

หนังมี gaze ที่พิศวงมากๆ ชอบสุดๆ ส่วนนึงของหนังเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามหาวิธีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยุง ด้วยการทำให้ยุงสืบพันธุ์ไม่ได้ ส่วนอีกครึ่งนึงของหนังเป็นเรื่องของความสัมพันธ์อีโรติกพิศวงที่ระบุเพศสภาพใดๆไม่ได้อีกต่อไป

SUNDAY (2019, Fulara Arun, India, 10min, A+30)

ชายวัยกลางคนคนนึงไปตัดผม เขาแทบไม่พูดอะไรเลย ตัดผมเสร็จเขาก็กลับไปหาลูกเมียที่บ้าน

ถึงแม้ชายคนนี้ไม่ได้ "แสดงออก" อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว แต่หนังก็ใช้กลเม็ดต่างๆในการทำให้คนดูเข้าใจได้ว่า จริงๆแล้วชายวัยกลางคนคนนี้เงี่ยนช่างตัดผมหนุ่มหล่ออย่างรุนแรงมาก

นึกว่าต้องฉายควบกับ SUK SUK

BEFORE APRIL (2019, Chaweng Chaiyawan, 20min, A+30)

หนังเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร เมื่อพระเอกพยายามปลอมตัวเป็นกะเทย แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด

รู้สึกว่าหนังเลือกมุมมองแปลกดีในการพูดถึงปัญหาการเกณฑ์ทหาร ตัวละครกะเทยก็ดูเป็นมนุษย์ดีมากๆ ช่วงท้ายก็ surprise พอสมควร

THE VISIT (2019, Kristi Tethong, Canada, 4min, A+)

Saturday, August 01, 2020

STILL HUMAN

STILL HUMAN (2018, Oliver Siu Kuen Chan, Hong Kong, A+25)

1.ถ้าเทียบกับ THE INTOUCHABLES (2011, Olivier Nakache, Eric Toledano, France) และ THE UPSIDE (2017, Neil Burger) แล้ว เราก็อินกับ STILL HUMAN มากสุดนะ แต่ไม่แน่ใจว่าชอบเรื่องนี้มากสุดหรือเปล่า เหมือนทั้งสามเรื่องมันมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป

THE INTOUCHABLES เราว่ามัน  original ดี และมันเป็นหนังเกี่ยวกับผู้พิการที่แตกต่างไปจากเรื่องอื่นๆ เพราะมันดูตลก และผู้พิการก็ไม่ได้ดู "น่าสงสาร" เพียงมิติเดียว แต่หนังมันเหมือนมีความ musculine บางอย่างที่ทำให้เราไม่อินกับมัน

THE UPSIDE ถือเป็นหนังรีเมคที่โอเค ฉากที่  Bryan Cranston ปะทะกับ Julianna Margulies นี่เฮิร์ทมากๆ

ส่วน STILL HUMAN นั้น พอมันใช้ตัวละครเป็นสาวใช้ฟิลิปปินส์ เราก็เลยอินได้ง่ายขึ้น ตัวละครคนพิการก็ "จน" กว่าเรื่องอื่นๆ และไม่ได้พิการมากเท่าเรื่องอื่นๆ มันก็เลยดูใกล้ตัวมากขึ้น แต่พอตัวละครมันไม่ได้ "ลำบาก" ทางกายมากนัก ระดับความสะเทือนใจในหนังก็เลยลดลงหน่อย

2.เราว่า STILL HUMAN มันพยายามทำซึ้งมากไปหน่อยในช่วงท้าย ระดับความชอบเลยลดลงหน่อย

3.ตกใจกับ Sam Lee เหมือนเราติดภาพเขาตอนเป็นเด็กกะโปโลใน MADE IN HONG KONG (1997, Fruit Chan) พอมาเจออีกทีก็เป็นชายวัยกลางคนแล้ว

4. Himmy Wong Ting-him น่ากินที่สุด







 

Thursday, July 30, 2020

SUMIKKO

SUMIKKO GARASHI THE MOVIE: THE UNEXPECTED PICTURE BOOK AND THE SECRET CHILD (2019, Mankyuu, Japan, animation, A+5)

เหมือนเป็นหนังสำหรับเด็กอนุบาล 555 ชอบ "ก้อนเนื้อหมู" ที่ใฝ่ฝันว่าอยากให้มีคนมากินตัวมัน ชอบไอเดียของหนังด้วยที่ผสมนิทานหลายๆเรื่องเข้าด้วยกัน ทั้งโมโมทาโร่, เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ, เงือกน้อย, หนูน้อยหมวกแดง, อาหรับราตรี และลูกเป็ดขี้เหร่ แต่มันเป็นหนังสำหรับเด็กเล็กน่ะ

--------
พูดถึงเพลงเพื่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า ในยุคที่เราเป็นวัยรุ่นนั้น มันต้องเป็นเพลง WIND OF CHANGE (1990) ที่เฉลิมฉลองการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินและคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต เหมือนกับว่าคนแต่ละยุคมันคงมี "สิ่งที่ต่อต้าน" ที่แตกต่างกันไป ซึ่งยุคของเราตอนนั้นคือโซเวียต

 The future's in the air
I can feel it everywhere
Blowing with the wind of change

Tuesday, July 28, 2020

SUK SUK (2019, Ray Yeung, Hong Kong, A+30)


SUK SUK (2019, Ray Yeung, Hong Kong, A+30)

1.ตอนดูจะนึกว่า ถ้าหากตัวละครใน “ฉันผู้ชายนะยะ” (1987, M.L. Bhandevanop Devakul) ยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบัน แล้วพวกเขาจะเป็นอย่างไร จะมีอายุพอๆกับตัวละครใน SUK SUK หรือเปล่า แล้วชีวิตของพวกเขาจะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรกับตัวละครใน SUK SUK แล้วถ้าหากมีการสร้าง “ฉันผู้ชายนะยะ” ภาคสองที่นำเสนอตัวละครชุดเดียวกันในวัยชรา หนังมันจะออกมาเป็นอย่างไร

แต่เราเดาเอาเองว่า  “ฉันผู้ชายนะยะ ภาควัยชรา” กับ SUK SUK มันคงจะแตกต่างกันเป็นอย่างมากนะ เพราะถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด สังคมไทยน่าจะเปิดกว้างรับกะเทย/เกย์ได้มากกว่าสังคมจีนหรือเปล่า เพราะฉะนั้น “เกย์ไทยที่แต่งงานกับผู้หญิง” อาจจะมีจำนวนน้อยกว่า
”เกย์เชื้อสายจีนที่แต่งงานกับผู้หญิง” หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ คงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาตอบ

เพราะฉะนั้นตัวละคร “ฉันผู้ชายนะยะ ภาควัยชรา” ก็คงจะไม่ได้ประสบปัญหาแบบเดียวกับตัวละครใน SUK SUK เพราะความแตกต่างด้านวัฒนธรรมอาจจะเป็นปัจจัยสำคัญ เราว่าตัวละคร Dior ใน SUK SUK น่าจะใกล้เคียงกับตัวละครใน “ฉันผู้ชายนะยะ ภาควัยชรา” มากที่สุด เพราะตัวละคร Dior ไม่ต้องแอบ

2.ปัจจัยที่ทำให้นึกถึงประเด็นข้างต้นขึ้นมา ก็คือถึงแม้ว่า SUK SUK จะดูสมจริงสุดๆ และดูเผินๆเหมือนเป็นเรื่องใกล้ต้วเรา ซึ่งเป็นเกย์เอเชียวัย 47 ปี แต่พอดูๆไป เราก็สงสัยว่า ทำไมเหมือนเราแทบไม่ค่อยรู้จักคนแบบใน SUK SUK เลยวะ ซึ่งไม่ใช่ว่าคนแบบนี้ไม่มีอยู่จริงนะ คนแบบนี้มีอยู่จริง และเยอะมากๆด้วย แต่เหมือนเราไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในแวดวงเดียวกับเขามั้ง

พอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยนึกถึงช่วงที่ไปเที่ยว DJ STATION และ BABYLON ช่วงปลายทศวรรษ 1990 หรือเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ซึ่งช่วงนั้นก็ได้รู้จักฝรั่งมีอายุคนนึง เป็นทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม มีเมีย มีลูกแล้วอยู่ที่อเมริกา (ลูกชายหล่อล่ำมาก 555) และเขาก็เปิดเผยกับเมียกับลูกตามตรงว่า เขาค้นพบตัวเองว่าเขาชอบผู้ชาย และเมียกับลูกๆเขาก็ไม่มีปัญหาอะไร เขาก็ย้ายมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพ มีแฟนเป็นหนุ่มไทย ลูกชายเขาก็มาเที่ยวเมืองไทย ควงสาวไทย ทุกคนในครอบครัวเขาก็มีความสุขดี ไม่เห็นใครจะมีปัญหาอะไรกับการที่พ่อตัวเอง come out ว่าเป็นเกย์

เหมือนพอเราอยู่ในแวดวงคนที่เปิดเผยตัวเองแบบนี้ เราก็เลยเหมือนไม่ค่อยเจอคนแบบใน SUK SUK น่ะ พอเราได้มาดูหนังเรื่องนี้ มันก็เลยน่าสนใจมาก และมันทำให้เราตระหนักว่า ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของแต่ละเชื้อชาติ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญเหมือนกัน คือปัญหาการปกปิดตัวเองแบบใน SUK SUK มันคงแทบไม่เกิดที่ “เนเธอร์แลนด์”  หรืออะไรทำนองนี้

สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากใน SUK SUK ก็คือการที่หนังทำให้เราได้รู้จักชีวิตของตัวละครแบบ Pak และ Hoi นี่แหละ เพราะจริงๆแล้วในชีวิตเราก็ไม่ได้รู้จักคนแบบนี้มากเท่าไหร่ ซึ่งก็คือ “คนที่มีลูกมีเมียและไม่เปิดเผยตัวเอง” เพราะเกย์ส่วนใหญ่ที่เรารู้จักก็เป็นกลุ่มที่เปิดเผยกับลูกเมียของตัวเองตามตรงว่าตัวเองเป็นเกย์ (ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายในสังคมฝรั่ง) หรือเกย์ที่ไม่ได้แต่งงานกับผู้หญิงอยู่แล้ว

3.ชอบรายละเอียดต่างๆในหนัง อย่างเช่น

3.1 การทะเลาะกันระหว่างลูกชายกับลูกสะใภ้ของ Hoi ในบางฉาก

3.2 ฉากที่เมียของ Pak เหมือนจะจับพิรุธได้ในงานแต่งงานลูกสาว

3.3 ฉาก Hoi เช็ดน้ำลายให้เพื่อน

3.4 ฉากเพื่อนบ้านแอบมองหรือนินทา

3.5 ฉาก Hoi ต่อราคาในตลาดสด

เหมือนพอหนังใส่ใจกับรายละเอียดชีวิตต่างๆเหล่านี้ มันเลยทำให้หนังดูนุ่มนวลและงดงามสุดๆ

4.ชอบที่หนังเหมือนเปิดพื้นที่ให้จินตนาการด้วย อย่างเช่น

4.1 การที่ Pak เล่าเรื่องเพื่อนที่จมน้ำตาย มันทำให้เราแอบจินตนาการว่า เขาคือหนุ่มคนรักของ Pak หรือเปล่า

4.2 ฉากที่ Hoi เหมือนเอาข้าวของและผ้าเช็ดหน้าของผัวเก่าไปทิ้ง คือเหมือนหนังไม่ได้เล่าเรื่องปูมหลังตรงนี้ แต่แค่การได้เห็นผ้าเช็ดหน้ากับภาพถ่ายเก่าๆ มันก็เหมือนทำให้ผู้ชมอย่างเรา “สร้างหนังในจินตนาการขึ้นมาได้อีก 1 เรื่องเต็มๆ” แล้ว

5. อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 4 ของ Ray Yeung ที่เราได้ดู ต่อจาก YELLOW FEVER (1998), CUT SLEEVES BOY (2006) และ FRONT COVER (2015) ซึ่งแน่นอนว่าเราชอบ SUK SUK มากที่สุด เพราะมันดูแตกต่างจากหนังเกย์ทั่วไปมากๆ

คือเราว่าหนังเกย์ทั่วไปส่วนใหญ่มันมี element ของการ “ตอบสนองความต้องการทางเพศของผู้ชม” น่ะ ผ่านทางการนำเสนอตัวละครหนุ่มหล่อล่ำหำตึง น่ากิน อะไรทำนองนี้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และเป็นสิ่งที่เราสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่แน่นอนว่าพอหนังเกย์ทั่วไปมันมี element ตรงจุดนี้เหมือนกันไปหมด หนังแบบ SUK SUK ก็เลยโดดเด้งขึ้นมา

และถ้าหากเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆของ Ray Yeung แล้ว เราก็ชอบที่ SUK SUK มันไม่ได้มี “การสั่งสอนผู้ชมว่าเกย์เอเชียควรปฏิบัติตัวอย่างไร” แบบในหนังเรื่องอื่นๆของ Ray Yeung ด้วย

คือถ้าหากเราจำไม่ผิด ในหนังบางเรื่องของ Ray Yeung โดยเฉพาะใน YELLOW FEVER นั้น พัฒนาการของตัวละครมันจะเหมือนหนังทั่วไปมากๆน่ะ นั่นก็คือเส้นเรื่องมันจะเป็นแบบ “ตัวละครเกย์เอเชียมีปัญหา พยายามตามหาสิ่งที่ใฝ่ฝัน และก็ได้เรียนรู้ว่าควรจะปรับปรุงตัวเองอย่างไร แก้ไขตัวเองอย่างไร เพื่อจะไปให้ถึงจุดที่ใฝ่ฝัน”

แต่ SUK SUK มันไม่ได้เป็นแบบนั้น มันเหมือนสร้างจากชีวิตคนจริงๆ ที่ไม่มีทางออกง่ายๆให้กับชีวิต มันไม่มี “คำตอบ” ที่สมบูรณ์แบบให้กับปัญหาชีวิต ไม่มี happy ending  

SUK SUK มันเลยเหมือนเป็นการคว้าจับเศษเสี้ยวของชีวิตคนจริงๆมานำเสนออย่างงดงาม แทนที่จะเป็นการบิดผันชีวิตตัวละครให้มีพัฒนาการตามเส้นเรื่องแบบหนังทั่วไป หนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามหาทางออกให้กับตัวละคร พร้อมกับสั่งสอนผู้ชมว่า “เกย์เอเชียควรปฏิบัติตัวอย่างไร” ในตอนจบแบบในหนังเรื่องอื่นๆ

เราก็เลยชอบที่ SUK SUK มันเหมือนกับนำเสนอ “ชีวิตคนจริงๆ” โดยไม่ได้มีความ “พาฝัน” และไม่ได้ต้องการ “สั่งสอนผู้ชมว่าควรทำอย่างไร” นี่แหละ

TRAIN TO BUSAN 2: PENINSULA (2020, Yeon Sang-ho, South Korea, A+25)


HUG TERD TERNG (2020, Theeradech Sapanyoo, A+5)
ฮักเถิดเทิง (ธีรเดช สพันอยู่)

1.ถ้าเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆของผู้กำกับคนเดียวกัน เราก็ยังคงชอบ ฮักแพง (2018) มากที่สุดนะ และชอบเรื่องนี้มากเป็นอันดับสอง และชอบ “ออนซอนเด” (2019) น้อยที่สุด

2.ตัวละครของก้อง ห้วยไร่ ทำให้นึกถึงหนังไทยยุค 1980 มากๆ ส่วนตัวละครของเบิ้ล ปทุมราช ทำให้นึกถึงหนังไทยโรแมนติกโง่ๆยุคปัจจุบัน

3.กลุ่มใจกับทรงผมของเบิ้ล ปทุมราช

4. น่าสนใจดีที่หนังเรื่องนี้มีตัวละครเลสเบียนด้วย คือถ้าหากมันเป็น “หนังอินดี้” แล้วมีตัวละครเลสเบียน เราจะไม่ประหลาดใจ แต่พอมันเป็นหนังเพลงลูกทุ่ง เราก็เลยประหลาดใจเล็กน้อย


TRAIN TO BUSAN 2: PENINSULA (2020, Yeon Sang-ho, South Korea, A+25)

1.ว้าย ทำไมฉันดูแล้วอินมาก 55555 จริงๆแล้วหนังมันก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่นะ เหมือนเป็นการยำใหญ่เอาสิ่งต่างๆจากหนังหลายๆเรื่องมารวมกัน แต่พอเหมือนหนังมันค่อนข้างให้น้ำหนักกับ “ตัวละครผู้หญิงบู๊สะบั้น” มากกว่าที่เราคิด เราก็เลยอินกับมันได้ง่ายมั้ง เหมือนกับหนังแบบ TERMINATOR: DARK FATE (2019, Tim Miller) และ CHARLIE’S ANGELS (2019, Elizabeth Banks) ที่หลายคนดูเหมือนไม่ค่อยชอบ แต่เราดูแล้วก็อินมากๆ ชอบสุดๆอยู่ดี 55555

2.ตัวละครเด็กหญิงสองคนในหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึงตัวละครที่ชอบสุดๆสองตัว นั่นก็คือ

2.1 ตัวละครเด็กหญิงใน ALIENS (1986, James Cameron) ที่เหมือนเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้ในดาวเอเลียน เพราะเธอเอาตัวรอดเก่งสุดๆ

2.2 ตัวละครเด็กหญิงใน LONESOME DOVE (1989, Simon Wincer, 6hours 24mins) ที่ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังในป่า จนดวงตาของเธอมองเห็นในที่มืดได้ดีกว่าคนทั่วไป เราชอบตัวละครเด็กหญิงแบบนี้อย่างสุดๆ

3.สิ่งที่ชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่พระเอกสุดหล่อ ไม่ได้เสี่ยงตายถวายชีวิตเพื่อ “สาวคนรัก” หรือ “ลูก” แต่เสี่ยงตายถวายชีวิตเพื่อ “น้องเขย” คือแบบว่า มึงแอบหลงรักน้องเขยหรือเปล่าคะ 55555 คือถ้าเอาส่วนนี้ไปขยายต่อให้ดีๆ มันจะกลายเป็นหนังซอมบี้เกย์โรแมนติก homoerotic ได้เลยนะ