Monday, July 27, 2020

ASHMINA

ASHMINA (2018, Dekel Berenson, Nepal, 15min, A+30)

 One of my most favorite films I saw this year นึกว่าเธอมาเพื่อปะทะกับเวฬุรีย์ จาก "เพลิงพ่าย" ชอบสุดๆที่เธอเริ่มจากการเป็น "เด็กหญิงผู้น่าสงสารที่ต้องการกินไอติม" และกลายเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของฆาตกรโรคจิตในตอนจบ

HI, A.I. (2019, Isa Willinger, Germany, documentary, 87min, A+30)

รูปไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ 555

พอดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสารคดีเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการสร้างหุ่นยนต์ เราก็เลยมั่นใจว่า ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ต้องมีการผลิต "ผัว robot" ออกมาวางขายอย่างแพร่หลายแน่ๆ และลูกค้าคงกำหนดขยาดความยาวขององคาพยพต่างๆในตัว robot ได้ตามใจชอบ

เพราะฉะนั้นตอนนี้ดิฉันต้องเก็บเงินค่ะ ในอนาคตจะได้มีเงินซื้อ "ผัว robot" เอาแค่ 9 ตัวก็พอแล้ว บอกให้เขาผลิตออกมาตามรูปร่างหน้าตาแบบในรูปนี้ 555

แล้วในอนาคต ถ้าพวกคุณกดสั่งซื้อผัว robot จาก lazada หรือ shopee ได้ตามใจชอบ พวกคุณอยากได้ผัว robot รูปร่างหน้าตาแบบไหนคะ แล้วอยากได้ specifications อะไรบ้าง

MTHUNZI (2019, Tebogo Malebogo, South Africa, 8min, A+25)

MONSIEUR PIGEON (2019, Antonio Prata, Switzerland, documentary, 56min, A+25)

WE HAVE BOOTS (2020, Evans Chan, Hong Kong, documentary, 130min, A+30)

THE YEAR WITHOUT A SUMMER (2020, Elise Rasmussen, Switzerland, 20min, A+30)

1.ชอบการเชื่อมโยงกันระหว่างอินโดนีเซียกับสวิตเซอร์แลนด์มากๆ นึกว่า "เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว"  ไม่นึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียเมื่อ 200 ปีก่อน จะส่งผลกระทบมาถึงสวิส และส่งผลมาถึงปัจจุบันผ่านทางนิยายเรื่อง FRANKENSTEIN

2.เหมาะฉายควบกับ GOTHIC (1986, Ken Russell) มากๆ เพราะ GOTHIC ก็เล่าถึงเหตุการณ์การปะทะกันของนักเขียนชื่อดังในตอนนั้นเหมือนกัน

3.เสียดายที่หนังพูดอังกฤษ แต่ไม่มีซับอังกฤษ พอเราต้องฟังเอง ก็พบว่าตามทันแค่ราว 20-30 %

HOW DO YOU SPELL CAPITALISM? (2019, Lars Karl Becker, Germany, 18min, A+30)

เหมือนปีนี้เทศกาล Signes de Nuit มีหนังแนวที่เราขอเรียกว่าแนว " Alexander Kluge" หลายเรื่อง นั่นก็คือหนังที่เอาสิ่งต่างๆที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันมาปะทะกัน และหนังกลุ่มนี้จะ thought provoking มากๆ ในการกระตุ้นให้ผู้ชมพยายามหาทางเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันของสิ่งต่างๆ นึกว่าแบบทดสอบไอคิว

หนังเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น เหมือนเสียงบรรยายของหนังจะพูดถึงอาณาจักรโรม, เปอร์เชีย แต่ภาพของหนังจะเป็นคลิปจากหนัง Hollywood แนวแอคชั่นที่ใช้ฉากในแกลเลอรี่หรือ museum

FILMORGH or ELEPHANT-BIRD (2018, Masoud Soheili, Afghanistan, 15min, A+25)

1.นึกถึง " 1-2-3 ด่วนมหาภัย" (1977, Narongpoomin, Winai Wisetsiri) มากๆ

2.เหมือนเป็นหนัง comedy ที่ตอนจบเศร้าสะเทือนใจมากๆ ชอบมากที่ผู้ชมที่นั่งแถวหลังก็คุยกันว่ารู้สึกเศร้ามากๆกับตอนจบเหมือนกัน

I HAD TO BURY CUCU (2018, Philippa Ndisi-Herrmann, Kenya, 13min, A+30)

THE MANILA LOVER (2019, Pyykko Johanna, Norway/Philippines, 26min, A+30)

นึกถึง FORCE  MAJEURE (2014, Ruben Ostlund) ที่เล่นกับความไม่มั่นใจของเพศชาย เมื่อพระเอกพบว่าตนเองไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์แบบแมนๆเอาไว้ได้ แต่หนังเรื่อง MANILA LOVER นี้เน้นไปที่ภาพลักษณ์ของเชื้อชาติด้วย เพราะพระเอกของหนังเหมือนมองว่าตนเองเป็น "ชายสแกนดิเนเวียน" เพราะฉะนั้นตนเองต้องเป็นฝ่ายที่รวย และมีเงินหาเลี้ยง "สาวเอเชีย"   แต่เขาจะทำอย่างไรเมื่อเขาถังแตก และเจอกับหญิงสาวที่จริงๆแล้วเหมือนหลุดมาจากคนในแวดวง CRAZY RICH ASIANS

ชอบที่หนังลงลึกไปที่จิตวิทยาของผู้ชายกลุ่มนี้ เพราะถ้าหากเราเป็นพระเอก แล้วพบว่าสาวคนรักรวย เราก็คงยิ้ม มีความสุข ไม่มีความทุกข์ กังวลใจใดๆ แต่พระเอกพอพบว่าตนเองไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์ได้ เขาก็เลยจิตแตก

MY OWN LANSCAPES (2020, Antoine Chapon, France, A+30)

BURA (2019, Junjung Eden, Indonesia, 12min, A+30)

นึกถึงความเชื่อเรื่อง "ผีปอบ" และความรุนแรงเชิงโครงสร้างในชนบทไทย

ELECTRIC SWAN (2019, Konstantina Kotzamani, France/Greece/ Argentina, 40min, A+30)

magic มาก

Thursday, July 23, 2020

WATCHING THE PAIN OF OTHERS (2019, Chloé Galibert-Laîné, France, documentary, A+30)


WATCHING THE PAIN OF OTHERS (2019, Chloé Galibert-Laîné, France, documentary, A+30)

สุดฤทธิ์ ชอบมากๆ จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้มีประเด็นที่น่าสนใจเยอะมาก และหนึ่งในประเด็นที่เราสนใจมากเป็นพิเศษ ก็คือ “โรคทางร่างกายที่เกิดจากอาการทางจิต” เพราะเหมือนหนังเรื่องนี้จะแอบตั้งข้อสงสัยว่า การที่ตัวผู้กำกับ “มีอาการแปลกๆทางผิวหนัง” ขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุนั้น เป็นเพราะตัวผู้กำกับไปดูคลิปยูทูบของคนที่มีอาการแปลกๆทางผิวหนังหรือเปล่า 55555 เหมือนกับว่าการดูอะไรแบบนี้มันส่งผลกระทบต่อร่างกายของผู้ชมโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย

ซึ่งจริงๆเรื่องแบบบนี้ดูเหลวไหล ไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์นะ แต่มันทำให้นึกถึงเรื่องที่เราเคยได้ยินมา 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ

1.เหมือนเราเคยอ่านบทความเมื่อหลายปีก่อน สมัยที่มีเด็กๆตายเพราะอดอยากในแอฟริกาเยอะๆน่ะ น่าจะเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1980 แล้วถ้าเราจำไม่ผิด เขาบอกว่า นอกจากจะมีเด็กตายเพราะทุพโภชนาการเยอะมากในค่ายในแอฟริกาในยุคนั้นแล้ว ก็มีคนอื่นๆอีกหลายคนที่อยู่ดีๆก็ตายในค่ายนั้นด้วย ทั้งๆที่ไม่มี “อาการเจ็บป่วยทางร่างกาย” อะไรเลย เหมือนเขาเรียกว่าคนกลุ่มนี้ตายเพราะ sheer apathy คือคนกลุ่มนี้เห็นคนอื่นๆตายเพราะขาดอาหารกันเยอะมากๆ คนกลุ่มนี้ก็แลยเหมือนไม่มีแรงใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป คนกลุ่มนี้ก็เลยตายไปด้วย เพราะถึงแม้ร่างกายของคนกลุ่มนี้จะไม่ขาดสารอาหาร แต่แค่การขาดแรงใจที่จะมีชีวิตอยู่ก็ส่งผลให้ร่างกายตายไปได้ด้วยเหมือนกัน ถ้าจำไม่ผิด

2.นึกถึงหนังสารคดีเรื่อง EKLEIPSIS (1998, Tran T. Kim-Trang) ที่เราชอบสุดๆ โดยหนังสารคดีเรื่องนี้สำรวจหญิงกัมพูชาจำนวนมากในสหรัฐที่ “ตาบอดเพราะอาการทางจิต” หรือ hysterical blindness เพราะหญิงกัมพูชาเหล่านี้มีดวงตาที่สมบูรณ์ดี แต่กลับมองไม่เห็นอะไร ซึ่งหมอก็หาคำอธิบายไม่ได้ เหมือนหญิงกลุ่มนี้ตาบอดเพราะอาการทางจิต

ซึ่งหญิงทุกคนในกลุ่มนี้คือผู้ที่รอดชีวิตมาได้จากเหตุการณ์เขมรแดง ก่อนที่พวกเธอจะอพยพมาอยู่สหรัฐ มันก็เลยเกิดทฤษฎีว่า หรือว่าผู้หญิงกลุ่มนี้เห็นเหตุการณ์เลวร้ายมามาก และอาจจะรู้สึกผิดที่ตัวเองรอดชีวิตมาได้หรืออะไรทำนองนี้หรือเปล่า ผู้หญิงกลุ่มนี้ก็เลย “ตาบอดเพราะอาการทางจิต” ขึ้นมา

Tuesday, July 21, 2020

THE LOST PRINCE

รักข้ามคาน (2020, Thammarak Gamutmanote, Saichol Panpa, A-)

1.รู้สึกว่าสิ่งที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้ คือการที่หนัง treat รถสกูตเตอร์ของ Vespa ว่าเป็นเหมือนกับตัวละครที่สำคัญที่สุดในเรื่อง รู้สึกว่าเราไม่ค่อยเจอหนังไทยที่ปฏิบัติกับรถหรือวัตถุว่าเป็นตัวละครสำคัญสุดๆแบบนี้

2.โครงสร้างของหนังก็ประหลาดดี เพราะหนังเล่าเรื่องราวรุ่นพ่อแม่ราว 40% แล้วเล่าเรื่องราวรุ่นลูกราว 60% นึกว่าโครงสร้างแบบ "ดาบมังกรหยก" ที่ปูพื้นตัวละครรุ่นพ่อแม่ไปเกือบครึ่งเรื่อง 555

3.ช่วงครึ่งแรกของหนัง เป็นดราม่าที่อารมณ์โอเวอร์เกินไป แต่เราว่ามันดูสมจริงกว่าครึ่งหลังของหนัง ตัวละครที่หมกมุ่นหลงใหลในรถ scooter อย่างรุนแรง ก็ถือเป็นตัวละครที่เราแทบไม่เคยเจอมาก่อนในหนังไทย คือถ้าผลักตัวละครตัวนี้ให้ไปสุดทางของความหลงใหลใน "รถ" เราอาจจะได้หนังแบบ David Cronenberg 55555 น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้มันไปไม่ถึงจุดนั้น

4.ช่วงครึ่งหลังเป็นหนังแนว romantic comedy ที่เรารู้สึกว่ามันโง่มาก สูตรสำเร็จมากๆ ทุกอย่างดูเป็น function ไปหมด แต่ยังดีที่พระเอกกับพระรองหล่อน่ารักดี ก็เลยถือว่าดูผู้ชายเพลินๆไปแล้วกัน

 THE LOST PRINCE (2020, Michel Hazanavicius, France, A+25)

1.เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของ Hazanavicius ที่เราได้ดู ต่อจาก THE ARTIST (2011, A+30) และ OSS 117: LOST IN RIO (2009, A+15) แล้วเราก็รู้สึกว่า สิ่งที่เราชอบในหนังของเขาคือไอเดียเก๋ๆ หรือความคิดสร้างสรรค์อะไรบางอย่างน่ะ คือเหมือนหนังทั้ง 3 เรื่องของเขามีไอเดียที่น่าสนใจ

แต่สิ่งที่หนังของเขาขาดแคลนก็คือการดัดแปลงไอเดียที่น่าสนใจให้กลายเป็นหนังที่สามารถสร้างความประทับใจทางอารมณ์ได้อย่างรุนแรงน่ะ ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากหนังเรื่องนี้ เพราะพล็อตของหนังมันสามารถทำเป็นหนัง “ครอบครัวซึ้งๆ” แบบหนังญี่ปุ่นได้สบายเลย แต่หนังเรื่องนี้กลับไม่สามารถสร้างอารมณ์ซาบซึ้งได้ แต่สามารถชดเชยในส่วนนี้ได้ด้วยไอเดียเก๋ไก๋

2.ชอบไอเดียของการสร้าง “โลกเทพนิยายที่ถูกทอดทิ้ง” นะ เพื่อสะท้อนเทพนิยายหรือนิทานที่เด็กๆทอดทิ้งไปเมื่อเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ โดยนำเอา “โลกของเทพนิยายที่ถูกทอดทิ้ง” นี้มาสะท้อนอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของเด็กๆด้วย เพราะเด็กหลายๆคนจะรักพ่อแม่มากตอนเป็นเด็กเล็ก แต่เด็กๆมักจะเริ่มรู้สึกแปลกแยกจากพ่อแม่เมื่อพวกเขาเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ เราชอบไอเดียนี้ในหนังเรื่องนี้มากๆ

3.แต่ก็น่าเสียดายที่ไปๆมาๆแล้วหนังเรื่องนี้มันไม่ซึ้งเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญกับการบีบอารมณ์ซึ้งๆทำนองนี้ได้

4.แต่ก็ชอบ “ทัศนคติ” ของหนังเรื่องนี้อย่างมากๆนะ เมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ เพราะว่า

4.1 ตอนแรกเรานึกว่ามันเป็นหนัง “สั่งสอนเด็ก” หรือหนังสำหรับเด็ก แต่พอดูไปดูมาแล้วเราพบว่ามันเหมือนเป็นหนัง “สั่งสอนผู้ใหญ่” มากกว่า

4.2 เราชอบหนังเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมากเมื่อนำมันไปเทียบกับหนังแบบ LATE SPRING (1949, Yasujiro Ozu) เพราะตัวละครในหนังสองเรื่องนี้มันเหมือนล้อกันโดยไม่ได้ตั้งใจน่ะ เพราะ LATE SPRING นำเสนอหญิงสาววัย 27 ปีที่เหมือนอยากอยู่กับพ่อ แทนที่จะออกไปแต่งงานมีผัว ส่วน THE LOST PRINCE นำเสนอเด็กสาวที่เพิ่งจบจากโรงเรียนประถม เธอเพิ่งขึ้นชั้น ม.1 และเธอเริ่มต้องการผู้ชาย เธอต้องการหนุ่มๆ และหนังก็พยายามสั่งสอน “พ่อ” ว่า พ่อต้องทำใจยอมรับให้ได้นะว่า พอลูกสาวขึ้นม.1 ลูกสาวก็จะต้องการผู้ชายแล้ว และพ่อต้องให้อิสระทางเพศกับลูกสาวในเรื่องนี้

เราชอบทัศนคติแบบนี้ใน THE LOST PRINCE มากๆ และเราพบว่ามันตลกดีถ้าหากเอามันมาเทียบกับหนังของ Ozu

THE LONGEST WAY ROUND IS THE SHORTEST WAY HOME (2020, Nontawat Numbenchapol, video installation, A+30)

1.หนังสารคดีเกี่ยวกับชีวิตหนุ่มชาวไทใหญ่ ทำไม subject ถึงหล่อ น่ารักขนาดนี้คะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ช่วยหนูด้วย ฉันรักเขา กรี๊ดดดดดดดดดด ฉันรักเขา

2.ได้ดูไปแค่ 50  นาที ไม่รู้ความยาวเต็มๆเท่าไหร่ วันหลังอาจจะพยายามไปดูต่อ

MY HERO ACADEMIA: HEROES RISING (2019, Kenji Nagasaki, Japan, animation,  A+30)

 ไม่เคยดูการ์ตูนเรื่องนี้มาก่อน รู้สึกเหมือนดู X-MEN แบบที่ตัดประเด็นสังคม-การเมืองทิ้งไปให้หมด แล้วเน้นความบู๊เอามันส์อย่างเดียว ซึ่งเราพบว่ามันสนุกสุดๆสำหรับเรา คงเพราะเราชอบหนังที่มีตัวละครอิทธิฤทธิ์สูงๆหลายตัวตบตีกันไปมาอยู่แล้ว


Monday, July 20, 2020

NELSON MANDELA: THE MYTH AND ME (2013, Khalo Matabane, South Africa, documentary, A+30)


NELSON MANDELA: THE MYTH AND ME (2013, Khalo Matabane, South Africa, documentary, A+30)

1.กราบตีน มีสิทธิติด top ten ประจำปี ชอบสุดๆ เหมือนหนังเรื่องนี้สำรวจประเด็นทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึกได้ในแบบที่ถูกใจเรามากๆ

ในเชิงกว้างก็คือว่า เราชอบที่หนังเรื่องนี้พูดถึงปัญหาการเหยียดผิวในแอฟริกาใต้ แต่หนังไปสัมภาษณ์เหยื่อเผด็จการในชิลีและเยอรมันตะวันออกด้วย เพราะหนังพยายามจะตั้งคำถามว่า การที่ Nelson Mandela ดูเหมือนจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “การให้อภัย และการไม่แก้แค้น” นั้น มันดูเป็นสิ่งที่ดีก็จริง แต่เราจะทำยังไงกับ “เหยื่อที่ไม่สามารถทำใจให้อภัยคนที่เคยทำร้ายพวกเขา คนที่เคยจับพวกเขาไปทรมาน หรือคนที่เคยเข่นฆ่าครอบครัวพวกเขา” ล่ะ

เพราะฉะนั้น ชิลี และเยอรมันตะวันออก ก็เลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ด้วย เพราะมันมีคนที่เคยเป็นเหยื่อของตำรวจลับ Stasi ในเยอรมันตะวันออก และมันมีคนจำนวนมากที่เคยเป็นเหยื่อของ Augusto Pinochet คนที่เคยตกเป็นเหยื่อเหล่านี้ รู้สึกยังไงกับคนที่เคยเข่นฆ่าพวกเขา รู้สึกยังไงกับ “ชาวบ้านที่เคยสนับสนุนเผด็จการที่เข่นฆ่าพวกเขา”

พอหนังเรื่องนี้โยงแอฟริกาใต้กับเยอรมันตะวันออกเข้าด้วยกัน เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เราเคยดูหนังเรื่อง FORGIVENESS สองเรือง เรื่องนึงเป็นของแอฟริกาใต้ ส่วนอีกเรื่องนึงเป็นของเยอรมนีที่พูดถึงปัญหาการเมืองในเยอรมันตะวันออก และทั้งสองเรื่องก็ตั้งคำถามคล้ายๆกับหนังเรื่อง NELSON MANDELA: THE MYTH AND ME ด้วย นั่นก็คือการตั้งคำถามต่อการให้อภัยศัตรูทางการเมือง

FORGIVENESS ที่พูดถึงเยอรมันตะวันออกเป็นหนังปี 1994 ที่กำกับโดย Andreas Hontsch เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดๆ

ส่วนอันนี้เป็น FORGIVENESS (2004, Ian Gabriel) ของแอฟริกาใต้

2.ส่วนใน “เชิงลึก” นั้น หนังเรื่องนี้ก็สัมภาษณ์คนหลายคนในแอฟริกาใต้ และทำให้เราได้รับรู้ว่า การต่อสู้กับการเหยียดผิวในแอฟริกาใต้นั้น มันโหดร้ายมากเหมือนกัน

3.หนังเรื่องนี้สัมภาษณ์ Dalai Lama ด้วย แต่เราว่าส่วนของ Dalai Lama นั้น น่าสนใจน้อยที่สุด เพราะ Dalai Lama ก็พูดสนับสนุน “การให้อภัย” ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ดี 55555 คือความคิดแบบนี้นั้น มันไม่ dilemma น่ะ มันก็เลยไม่น่าสนใจสำหรับเรา ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่เรา “เห็นด้วย”

4.แต่คนที่พูดสนับสนุนการให้อภัย แล้วเรารู้สึกว่าน่าสนใจสุดๆ ก็คือชายชราผิวขาวที่เคยทำงานเป็นผู้พิพากษา แล้วถูกคนทำร้ายจนเขาแขนขาด ชายชราคนนี้ (น่าจะอายุราวๆ 60-70 ปี) พูดถึงช่วงเวลาที่เขาได้เผชิญหน้ากับคนที่ทำร้ายเขาจนเขาแขนขาด และดูเหมือนชายชราคนนี้จะให้อภัยคนร้ายได้

คือเราว่า ถ้าหากคนทั่วไปตามท้องถนน พูดว่า “การให้อภัยเป็นสิ่งที่ดี” เรารู้สึกว่ามันไม่น่าสนใจน่ะ เพราะมันเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากเป็นคนแบบชายชราคนนี้ คนที่เคยถูกทำร้ายจนแขนขาด ต้องพิการไปตลอดทั้งชีวิต ออกมาเล่าเรื่องการให้อภัยคนร้าย เราว่าอะไรแบบนี้นี่แหละที่เราสนใจสุดๆ เพราะมันเป็นการแสดงภาวะทางจิตวิญญาณที่มันมหัศจรรย์มากๆสำหรับเรา

5.หนังเปิดพื้นที่ให้กับคนที่ไม่สามารถให้อภัยคนร้ายด้วย ทั้งคนชิลี และคนผิวดำในแอฟริกาใต้ที่ยังไม่สามารถทำใจให้อภัยคนผิวขาวที่เคยเข่นฆ่าครอบครัวของพวกเขาได้ เราชอบมากๆที่หนังเปิดพื้นที่ให้กับคนเหล่านี้ และเราก็เข้าใจพวกเขามากๆ เพราะในหลายๆครั้ง “สิ่งที่ดี” กับ “สิ่งที่เราทำได้ในชีวิตจริง” มันก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน คือเรารู้ว่า “การให้อภัย” เป็นสิ่งที่ดี แต่มันก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะ “บรรลุถึงภาวะสมบูรณ์แบบทางจิต” แบบนั้นได้

เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า เราไม่ควรพูดถึงแต่ hero พูดถึงแต่วีรบุรุษเพียงอย่างเดียว แต่เราควรพูดถึงมนุษย์ปุถุชนด้วย มนุษย์ปุถุชนที่รู้อยู่เต็มอกว่า “การให้อภัยเป็นสิ่งที่ดี” แต่ก็ไม่สามารถทำใจให้ไปถึงจุดนั้นได้

6.สิ่งที่ irony สุดๆคือสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงหนัง Alliance ขณะฉายหนังเรื่องนี้ เพราะขณะที่หนังเรื่องนี้นำเสนอประเด็นเรื่องการให้อภัยนั้น คนดูในโรงหนังก็ตบตีกันอย่างรุนแรงสุดๆ คิดว่าเป็นการตบกันในโรงหนังที่หนักที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมาในชีวิตนี้เลยมั้ง

ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด คือมีคนดูคนไทยคนนึง ที่นั่งแถวเดียวกับเรา ตะโกนบอกให้ฝรั่ง (ซึ่งเป็นผู้ชายล่ำๆ หุ่นแบบวิน ดีเซล) ที่นั่งอยู่แถวข้างล่างถัดไป 2 แถว ให้ปิดมือถือ เพราะแสงมันแยงตาเขา ตอนที่หนังเพิ่มเริ่มฉาย แต่แทนที่ฝรั่งจะปิดมือถือแต่โดยดี ฝรั่งกลับอ้างว่า เขาไม่ได้ส่งเสียงดังอะไรสักหน่อย คนไทยก็เลยบอกว่า มันเป็นที่แสง ( ไม่ใช่ที่เสียง) แล้วฝรั่งก็ไม่พอใจ มีการด่าๆทอๆกันพักนึง

แล้วพอหนังจบ ฝรั่งคนนั้นก็เข้ามาหาเรื่องคนไทยที่หน้าโรงหนัง มีการด่าทอกันอย่างรุนแรงสุดๆส่วนเราหลบออกไปดูท่าทีอยู่นอกโรงหนัง  เหมือนเจ้าหน้าที่ Alliance จะพยายามมาห้ามทัพ แล้วหลังจากนั้นสองคนนี้ก็แยกย้ายกันไป

 เราแอบกะไว้ในใจว่า ถ้าหากเราเห็นคนไทยถูกทำร้ายร่างกาย เราจะเข้าไปช่วยเขา เพราะในกรณีนี้เราเข้าข้างฝ่ายคนไทยเต็มที่ เพราะเราเองก็เคยทำแบบเขาบ่อยครั้งมากๆ เพราะถ้าหากแสงมือถือจากคนในโรงหนังมาแยงตาเรา เราก็มักจะไปขอให้เขาปิด แล้วทุกคนก็ปิดแต่โดยดี ไม่มีใครมาเถียงข้างๆคูๆแบบนี้ ล่าสุดเราก็เพิ่งเจอแสงมือถือมาแยงตาเราตอนไปดู THE KINGMAKER ในวันที่ 12 ก.ค. เราก็ไปบอกให้เขาปิดมือถือ เขาก็ปิด ปัญหาทุกอย่างก็จบ

ตอนนี้เราก็ได้แต่หวังว่า เราจะไม่เจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้อีก

Sunday, July 19, 2020

DIGIMON

THE BRIDGE CURSE (2020, Lester Hsi, Taiwan, A+15)

J.C. Lin หล่อสุดๆ

DIGIMON ADVENTURE: LAST EVOLUTION KIZUNA (2020, Tomohisa Taguchi, Japan, animation, A+30)

ไม่เคยดู DIGIMON มาก่อนเลย แต่ดูเรื่องนี้แล้วร้องห่มร้องไห้ เหมือนหนังเรื่องนี้มันพูดถึงปมบางอย่างในใจเรา

อยากอุ้มลูกหมีไปดูหนังเรื่องนี้มากๆ 555

ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็สงสัยว่า การที่เราซึ่งมีอายุ 47 ปีแล้วยังเล่นตุ๊กตาหมีอยู่ ถือเป็น "ความสามารถพิเศษ" ที่หลายคนไม่มีหรือเปล่า 555

RIP Haruma Miura ชอบเขามากๆจาก A BANANA? AT THIS TIME OF NIGHT? (2018, Tetsu Maeda) กับ SUNNY: OUR HEARTS BEAT TOGETHER (2018, Hitoshi One)

Thursday, July 16, 2020

BLOOD QUANTUM (2019, Jeff Barnaby, Canada, A+30)


BLOOD QUANTUM (2019, Jeff Barnaby, Canada, A+30)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.ประเด็นเรื่องอินเดียนแดงน่าสนใจมากๆ อย่างที่หลายคนเขียนถึงไปแล้ว

2.หนังเรื่องนี้เป็นหนังซอมบี้เรื่องแรกที่เราได้ดูหลังจากเกิดวิกฤติไวรัสโคโรนา เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พอดูหนังเรื่องนี้เสร็จแล้วก็ดันเกิดสถานการณ์ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการระบาดระลอกสองของไวรัสโคโรนาขึ้นอีก

พอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า จริงๆแล้วหนังซอมบี้หลายเรื่องเหมือนช่วยให้เราเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับการระบาดรอบสอง 55555 เพราะใน BLOOD QUANTUM และหนังซอมบี้หลายๆเรื่องนั้น ตัวละครจะไปอยู่ใน “สถานที่ที่ดูเหมือนปลอดภัย “ เป็นเวลาระยะนึงในช่วงกลางเรื่อง ก่อนจะพบว่า “สถานที่ที่ดูเหมือนปลอดภัย” นั้นไม่ได้ปลอดภัยจริง และสถานที่นั้นต้องรับมือกับการบุกของซอมบี้ในเวลาต่อมา ตัวอย่างเช่น

2.1 ใน BLOOD QUANTUM ตัวละครก็สร้างเขตปลอดภัยขึ้นมา ก่อนจะพบว่ามันไม่ปลอดภัย

2.2 ใน I AM A HERO (2015, Shinsuke Kato) ตัวละครก็ไปหลบกันอยู่บนดาดฟ้าของห้างสรรพสินค้าแห่งนึง อยู่กันอย่างปลอดภัยระยะนึง ก่อนที่จะโดนซอมบี้กระโดดสูงขึ้นมา

2.3 ใน ZOMBIELAND: DOUBLE TAP (2019, Ruben Fleischer) ตัวละครก็เจอกับ BABYLON ซึ่งเป็นแหล่งปลอดภัยจากซอมบี้ ก่อนที่จะโดนฝูงซอมบี้บุก

2.4 ใน LAND OF THE DEAD (2005, George A. Romero) ตัวละครกลุ่มนึงก็อาศัยอยู่ใน “เมืองปลอดภัย” ก่อนจะโดนซอมบี้บุก

2.5 ใน WORLD WAR Z (2013, Marc Forster) ตัวละครในเมืองนึงในอิสราเอลก็อยู่กันอย่างปลอดภัย ก่อนที่จะโดนซอมบี้บุกในเวลาต่อมา

สรุปว่าเหตุการณ์ SECOND WAVE ในโลกแห่งความเป็นจริงช่วงนี้ ทำให้นึกถึง “ช่วงกลางเรื่อง” ของหนังซอมบี้เหล่านี้มากๆ

3.แต่ดู BLOOD QUANTUM แล้วมีข้อสงสัยบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเราดูไม่ทันในบางจุด เราก็เลยขอถามเพื่อนๆที่ดูแล้วว่า

3.1 แม่ของ Lysol เป็นอะไรตาย คือเหมือนตัวละครหลายๆตัวชอบพูดถึงแม่ของ Lysol ในทำนองที่ว่า การตายของแม่เขามัน tragic มากๆ และนั่นก็เลยอาจจะเป็นสาเหตุส่วนนึงที่ทำให้เขากลายเป็น “เด็กขบถ” แบบนี้ เราก็เลยสงสัยว่าแม่ของเขาเป็นอะไรตาย

3.2 ตัวละคร Shooker (อินเดียนแดงที่มีเมียผิวขาว) หายไปไหนในช่วงท้ายเรื่อง คือถ้าหากเราดูไม่ผิด Shooker เป็นคนที่เอาเรือมารับตัวละครต่างๆในช่วงท้ายเรื่องน่ะ แล้วตัวละครสำคัญ 3 ตัวก็ขึ้นเรือไป ส่วนคุณปู่ตัดสินใจอยู่เฝ้าแผ่นดินเกิด เราก็นึกว่า Shooker ขึ้นเรือไปกับตัวละครตัวอื่นๆด้วย แต่ไปๆมาๆทำไมบนเรือเหลือตัวละครแค่ 3 คน ไม่มี Shooker อยู่ด้วย

SUPERMARKET (1974, Roland Klick, West Germany, A+30)

ชอบที่หนังทำให้เราไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงกับตัวละครพระเอกดี คือมันไม่ใช่ตัวละครที่ likeable หรือน่าเอาใจช่วยแน่ๆ แต่มันก็ไม่ใช่ตัวละครที่เหี้ยมากๆ หรือเป็นสัตว์นรกโดยกมลสันดานแบบในหนัง feel bad เราก็เลยรู้สึกว่า Roland Klick เก่งมากในการสร้างตัวละครที่เป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องสูงมากๆ มากยิ่งกว่าตัวละครพระเอกแบบใน BAD LIEUTENANT: PORT OF CALL – NEW ORLEANS (2009, Werner Herzog) อีก

ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยรู้สึกก้ำกึ่งกับตัวละครพระเอกตลอดเวลา เพราะพระเอกเป็นคนที่ “ไม่เอาถ่าน” หรือ “ไม่รักดี” อย่างรุนแรง เหมือนคนต่างๆพยายามจะหยิบยื่นโอกาสที่ดีให้พระเอก แต่พระเอกก็ไม่เอา และถลำลึกเข้าสู่เส้นทางชีวิตที่ผิดพลาดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่หนังก็ไม่ได้มองพระเอกด้วยสายตาเยาะหยันหรือกล่าวโทษ แต่เหมือนหนังพยายามจะโอบรับความบกพร่องของมนุษย์เอาไว้อย่างเต็มที่ ซึ่งน่าจะคล้ายๆสายตาแบบใน BAD LIEUTENANT: PORT OF CALL – NEW ORLEANS

หนังมีตัวละครเกย์ด้วยนะ เพราะพระเอกพยายามจะหาเลี้ยงตัวเองด้วยการขายตัวอยู่พักนึง

Wednesday, July 15, 2020

BLACKKKLANSMAN (2018, Spike Lee, A+30)


LUDWIG (1964, Roland Klick, West Germany, 15min, A+30)

หนังแนว slice of life ที่งดงาม หนังถ่ายทอดชีวิตของ Ludwig (Otto Sander) หนุ่มคนงานก่อสร้างที่มีลักษณะคล้ายคนปัญญาอ่อน เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชนบทเล็กๆแห่งหนึ่ง หนังเหมือนถ่ายทอดกิจวัตรประจำวันของเขาในวันนึงตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำมืดดึกดื่น

BLACKKKLANSMAN (2018, Spike Lee, A+30)

1.ดูแล้วนึกถึง SEASON OF THE DEVIL (2018, Lav Diaz, Philippines) ในแง่ที่ว่า หนังทั้งสองเรื่องต่างก็นำเสนอเหตุการณ์ในอดีตเพื่อส่องสะท้อนถึงปัญหาทางการเมืองในปัจจุบันเหมือนกัน โดย SEASON OF THE DEVIL เล่าเรื่องราวเลวร้ายที่เหมือนเกิดขึ้นในยุค Marcos แต่จริงๆแล้วหนังต้องการสะท้อนความเลวร้ายในยุคของ Duterte ส่วน BLACKKKLANSMAN เหมือนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 1970 แต่จริงๆแล้วหนังคงต้องการจะสะท้อนปัญหาการเหยียดผิวในยุค Donald Trump และหนังที่พูดถึงอดีตเพื่อส่องสะท้อนปัจจุบันเรื่องนี้ ก็กลับกลายเป็นสิ่งที่ “ทำนายอนาคต” ไปด้วย เพราะตอนที่หนังเรื่องนี้เริ่มออกฉายในปี 2018 ปัญหาการเหยียดผิวก็คงจะรุนแรงในระดับนึง แต่มันกลับทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆในช่วงต่อมาจนมาทะลักจุดแตกเอาในปีนี้ หนังที่สร้างขึ้นในปี 2018 เรื่องนี้ก็เลยเหมือนกลายเป็นหนึ่งในหนังสำคัญเรื่องนึงที่ต้องดูสำหรับปี 2020

2.ชอบการตัดสลับระหว่างการเล่าเรื่องของคนดำกับ KKK มากๆ เพราะในขณะที่สมาชิกกลุ่ม KKK ดูหนังเรื่อง THE BIRTH OF A NATION (1915, D. W. Griffith) กลุ่มคนดำในห้องประชุมอีกแห่งหนึ่งก็รับฟังเรื่องราวของชายหนุ่มผิวดำที่ถูกกลุ่มคนผิวขาวรุมสังหารโหดเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากหนังเรื่อง THE BIRTH OF A NATION เรารู้สึกว่าการตัดต่อสองเหตุการณ์นี้เข้าด้วยกันในหนังเรื่องนี้มันทรงพลังมากๆ

3.แต่พอเทียบ SEASON OF THE DEVIL กับ BLACKKKLANSMAN แล้ว เราก็พบว่ามันมีความแตกต่างกันอย่างนึงที่น่าสนใจดี เพราะ BLACKKKLANSMAN จะมีลักษณะคล้ายกับหนังฮอลลีวู้ดโดยทั่วไปในแง่ที่ว่า เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในหนังมันสอดคล้องกับ “กฎแห่งกรรม” โดยที่ผู้สร้างหนังไม่ได้ตั้งใจ 55555 (เพราะผู้สร้างหนังคงไม่ได้นับถือพุทธ) คือเหมือนกับว่า โลกในหนังฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ ซึ่งรวมถึงโลกของ BLACKKKLANSMAN ด้วยนั้น มันสอดคล้องกับความเชื่อแบบ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” น่ะ

แต่ SEASON OF THE DEVIL และหนังหลายๆเรื่องของ Lav Diaz เหมือนจะสวนทางกับอะไรข้างต้น มันเหมือนกับว่าจักรวาลในหนังของ Lav Diaz ไม่มีพื้นที่ให้กฎแห่งกรรม และไม่มีพื้นที่ให้กับ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”

และพอเราได้ดู THE KINGMAKER (2019, Lauren Greenfield) เราก็เหมือนจะเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมจักรวาลในหนังของ Lav Diaz ถึงออกมาเป็นแบบนั้น

THE KINGMAKER (2019, Lauren Greenfield, Denmark/USA, documentary, A+30)

1.ก่อนหน้านี้เราเคยดู IMELDA (2003, Ramona S. Diaz, documentary) ตอนที่มันมาฉายใน Bangkok International Film Festival ในปี 2005 เราจำได้ว่าหนังเรื่อง IMELDA ทำให้อิเมลดาดูเป็นตัวตลกมากๆ โดยที่ผู้สร้างหนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจ เพราะมันมีฉากนึงที่อิเมลดาวาดรูปแผนภูมิทางความคิดของเธออะไรสักอย่าง แล้วมันตลกมากๆ ผู้ชมหัวเราะกันชิบหายวายป่วงทั้งโรงหนัง นึกว่าอิเมลดาแสดงความวิกลจริตออกมาโดยที่ตัวเธอเองไม่รู้ตัว

ตอนที่เราดู IMELDA เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า อิเมลดาเป็นเหมือนกับคนสติไม่ดีคนนึง และคงไม่น่าจะมีพิษมีภัยอะไรมากนักแล้ว

2.แต่ THE KINGMAKER เปลี่ยนความคิดของเราไปอย่างสิ้นเชิง หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกว่าอิเมลดาคือสัตว์นรกของจริง

3.ไม่นึกมาก่อนว่าสถานการณ์ในฟิลิปปินส์มันจะเลวร้ายขนาดนี้

4.สิ่งที่เสียดายที่สุดก็คือว่า ตระกูล Marcos กับ Duterte มันอยู่ฝ่ายเดียวกัน คือถ้ามันตบกันเอง เราคงจะพอมีความหวังได้บ้าง

คือนึกถึงช่วงสงครามเย็นน่ะ เรารู้สึกว่าสาเหตุสำคัญอันนึงที่อเมริกามันชนะสงครามเย็นได้ มันเป็นเพราะว่าโซเวียตกับจีนมันเป็นศัตรูกัน  คือถ้าโซเวียตกับจีนมันเป็นมิตรกัน อเมริกาก็คงชนะสงครามเย็นไม่ได้ง่ายนัก

แล้วนี่ Duterte กับตระกูล Marcos ผนึกกำลังกันขนาดนี้ เราก็เลยรู้สึกว่าสถานการณ์ในฟิลิปปินส์มันดูสิ้นหวังมากๆ

Tuesday, July 14, 2020

QUIXOTE (1965, Bruce Baillie, 45min, A+30)


QUIXOTE (1965, Bruce Baillie, 45min, A+30)

ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป เหมือนเป็นการร้อยเรียงหลายสิ่งหลายอย่างเข้าด้วยกันอย่างงดงาม โดยเราไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไง

Monday, July 13, 2020

LAST YEAR AT DACHAU


SERGEI/ SIR GAY (2016, Mark Rappaport, documentary, A+30)

1.เรารู้มานานแล้วว่า Sergei Eisenstein เป็นเกย์ แต่เพิ่งมารู้จากหนังเรื่องนี้แหละว่า ในฉากสำคัญฉากนึงของ THE BATTLESHIP POTEMKIN นั้น นักแสดงชายสองคนที่ต่อสู้กันอย่างยาวนานบนเรือเป็นผัวเก่ากับผัวใหม่ของ Eisenstein 55555

จริงๆแล้วทั้งสองไม่ใช่ผัวเก่ากับผัวใหม่ซะทีเดียว แต่เป็นชายหนุ่มสองคนที่ Eisenstein เลยหลงรัก หนังเรื่อง SERGEI/SIR GAY ก็เลยจินตนาการว่า ในฉากสำคัญของ THE BATTLESHIP POTEMKIN นั้น ผู้ชมอาจจะนึกว่า ชายหนุ่มสองคนนี้ต่อสู้กันเพื่อความยุติธรรมและเพื่อความสุขของประชาชน แต่จริงๆแล้ว Eisenstein อาจจะสร้างฉากนี้ขึ้นมาเพือตอบสนองแฟนตาซีของตัวเองว่า ชายหนุ่มสองคนนี้กำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงความรักจากไอเซนสไตน์

2.เพิ่งรู้ว่า Helmut Berger เป็นผัวของ Luchino Visconti ตายแล้ววววว เสียดายที่เราเหมือนไม่เคยดูหนังของ Visconti ที่นำแสดงโดย Helmut Berger มาก่อนเลย

TATI VS. BRESSON: THE GAG (2016, Mark Rappaport, documentary, A+30)

งดงามมาก หนังจับสังเกตการใช้ sound และ image ในหนังหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะในหนังของ Jacques Tati และ  Robert Bresson และข้ามไปวิเคราะห์บางฉากใน M (Fritz Lang), THE SHOP AROUND THE CORNER (1940, Ernst Lubitsch) และ THE BIG COMBO (1955, Joseph H. Lewis) ด้วย

LAST YEAR AT DACHAU (2020, Mark Rappaport, documentary, A+30)

1.เพิ่งรู้ว่า “โหนกแก้ม” ของนักแสดงมันสำคัญขนาดนี้ หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ในการสร้างหนังเกี่ยวกับ Holocaust และ concentration camp นั้น ปัญหาสำคัญก็คือว่า คนในค่ายกักกันจริงๆมันผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก มันซูบซีด ซูบเซียวมากๆ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากสุดๆที่จะหานักแสดง โดยเฉพาะดาราดังๆที่หล่อๆสวยๆ มาทำให้ดูเหมือนนักโทษในค่ายกักกันจริงๆได้

เพราะฉะนั้นทางออกนึงก็คือ ต้องเลือกนักแสดงที่มี “โหนกแก้ม” เด่นชัด เพราะการมีโหนกแก้มเด่นชัดมันช่วยหลอกตาให้ดูเหมือนคนผอมได้ ดังนั้นนี่ก็เลยเป็นสาเหตุนึงที่ทำให้ Charlotte Rampling ได้แสดงใน THE NIGHT PORTER (1974, Liliana Cavani) และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Hanna Schygulla ไม่ได้เล่นใน SOPHIE’S CHOICE (1982, Alan J. Pakula) เพราะตอนแรกทางผู้สร้างอยากให้ Schygulla มารับบทนางเอกในหนังเรื่องนี้ แต่ Schygulla หน้าแป้นแล้น กลมมาก บทก็เลยตกเป็นของ Meryl Streep ที่มีความได้เปรียบทางโหนกแก้มแทน

2.เพิ่งรู้ว่าผู้สร้างหนัง ZENTROPA (1991, Lars von Trier) แก้ปัญหาเรื่องความยากลำบากในการหานักแสดงที่เหมือนคนในค่ายกักกัน ด้วยการเอาผู้ป่วยโรคเอดส์มารับบทเป็นคนที้เคยอยู่ในค่ายกักกัน

3.เพิ่งรู้ว่า Delphine Seyrig ตัดสินใจเล่นหนังอาร์ตของผู้กำกับหญิงบางเรื่อง เพราะเธอเป็นดาราดัง และการได้เธอมาเล่น จะช่วยให้ผู้กำกับหญิงเหล่านั้น  (Marguerite Duras, Chantal Akerman, Ulrike Ottinger) ระดมทุนมาสร้างหนังได้ง่ายยิ่งขึ้น

4.ชอบหนังหลายๆเรื่องของ Mark Rappaport อย่างสุดๆตรงที่ว่า มันเต็มไปด้วย imaginary films น่ะ อย่างใน LAST YEAR AT DACHAU นี้ หนังก็พูดถึงความจริงที่ว่า หนังเรื่อง LAST YEAR AT MARIENBAD (Alain Resnais) กับ PATHS OF GLORY (Stanly Kubrick) มันถ่ายที่ปราสาทเดียวกัน เพราะฉะนั้น Mark Rappaport ก็เลยสร้าง imaginary films ขึ้นมา ด้วยการผสม LAST  YEART AT MARIENBAD กับ PATHS OF GLORY เข้าด้วยกัน

5.พอดูหนังหลายๆเรื่องของ Mark Rappaport แล้วเราก็เลยอยากสร้างหนังบ้าง 5555 หนึ่งในหนังที่เราอยากให้มีคนสร้างมากๆก็คือ หนัง imaginary films + found footage ที่ผสมคลิปจากหนังเรื่องต่างๆของ Delphine Seyrig กับ Tilda Swinton เข้าด้วยกัน ทำให้เหมือนกับว่าดาราหญิงทั้งสองคนนี้ปะทะเชือดเฉือนกันในหนังเรื่องเดียวกัน ทั้งๆที่จริงๆแล้วทั้งสองไม่เคยปะทะกันแต่อย่างใด

TO PARSIFAL (1963, Bruce Baillie, 16min, A+30)

Sunday, July 12, 2020

OUR 30-MINUTE SESSIONS

OUR 30-MINUTE SESSION (2020, Kentaro Hagiwara, Japan, A+30)

1.เป็นหนังที่ดูแล้วกลุ้มใจมากๆ ไม่รู้จะเลือกใครดีระหว่าง Mackenyu, Takumi Kitamura  หรือ Shono Hayama 55555

2.จริงๆแล้วรู้สึกว่าตัวละคร Sota (Takumi Kitamura) มันดูปลอมๆนิดนึง แต่เราแพ้ทางหนังแนวนี้อยู่แล้ว ก็เลยให้อภัยได้

3.ดูแล้วนึกถึง one of my most favorite films of all time ซึ่งก็คือเรื่อง HEART AND SOULS (1993, Ron Underwood) ที่เป็นเรื่องของชายหนุ่มคนนึงที่ได้รับการติดต่อจากผี 4 ตัวเพื่อให้ช่วยสะสางสิ่งที่ค้างคาใจผี 4 ตัวนี้

แต่ถ้าเทียบกันแล้ว เราว่า HEART AND SOULS ซึ้งกว่าหนังเรื่องนี้มากๆ

BESIDE THE RAILWAY TRACK PART 1&2 (2020, Watcharapong Phukhum, short film, A+30)

งดงามมากๆ

ฉากขอดเกล็ดปลาในหนังเรื่องนี้ ถือเป็นหนึ่งในฉากที่ติดตาตรึงใจที่สุดเท่าที่ได้ดูมาในปีนี้

ดูแล้วจินตนาการว่า "ครอบครัวแบบเดียวกับครอบครัวของพระเอกใน PARASITE" อาจจะอาศัยอยู่ใกล้ๆกับครอบครัวของ subjects ในหนังเรื่องนี้

I CAN'T SLEEP (1994, Claire Denis, France, A+30)

1.งดงามที่สุด ชอบความเป็นมนุษย์ของตัวละคร ที่เหมือนเลยพ้นจากการพยายามทำให้ตัวละครเป็นเพียงภาพแทนของ "ชนกลุ่มน้อย" หรือ "คนขายขอบ" ของสังคม แบบที่หนังอย่าง CRASH (2004, Paul Haggis, A+30) ทำ คือเราก็ชอบ CRASH มากๆ เพราะมันก็มีจุดประสงค์ที่ดีของมัน แต่เราก็ชอบที่หนังเรื่องอื่นๆไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นเพื่อรองรับจุดประสงค์แบบนั้นด้วย

2.ดูแล้วนึกถึง TROUBLE EVERY DAY (Claire Denis) ในแง่ที่ว่า หนังทั้งสองเรื่องทำให้เราแอบลุ้นว่า เมื่อตัวละครที่มีบางจุดพ้องกันมาปะทะกัน จะเกิดอะไรขึ้น โดยใน I CAN'T SLEEP มันคือคนชายขอบมาปะทะกัน ส่วนใน TROUBLE EVERY DAY เป็นมนุษย์กินคนมาปะทะกัน

3.เสียดายที่ Line Renaud ไม่มีฉากบู๊ ตอนแรกนึกว่าจะมีฉากที่เธอใช้วิทยายุทธในช่วงท้ายเรื่อง 55555

4.ทำไมฉาก A WHITER SHADE OF PALE ทำให้เราอยากร้องไห้

GUNS AKIMBO (2019, Jason Lei Howden, UK, A+)

 นึกว่าเป็นภาคสามของ trilogy ที่มีภาคแรกคือ THE TENTH VICTIM  (1965, Elio Petri, Italy) และภาคสองคือ SERIES 7: THE CONTENDERS (2001, Daniel Minahan) โดยหนังทั้งสามเรื่องนี้ต่างก็พูดถึงการจับคนมาเล่นเกมฆ่ากัน  และหนังทั้งสามเรื่องต่างก็สะท้อนยุคสมัยของตัวเองได้ดีมากเหมือนๆกัน

ถ้าเราจำไม่ผิด THE TENTH VICTIM ตัวละครผู้หญิงผู้ชายมันจะมีลักษณะคล้ายๆหนังเจมส์ บอนด์น่ะ ส่วน SERIES 7 มันคล้ายๆจะเป็นการล้อเลียน reality TV show ที่บูมมากในยุคนั้น ส่วน GUNS AKIMBO จะคล้าย computer game และพระเอกจะดูเนิร์ดๆ หงิมๆหน่อย ไม่ได้ดูเป็นผู้ใหญ่มาดเท่แบบพระเอก THE TENTH VICTIM

แน่นอนว่าในหนังไตรภาคแบบไม่ได้ตั้งใจชุดนี้ เราชอบ SERIES 7 มากที่สุด เพราะเรารู้สึกว่า THE TENTH VICTIM กับ GUNS AKIMBO มันเหมือนเน้นสร้างเพื่อผู้ชมเพศชายเป็นหลักน่ะ ส่วน SERIES 7 นั้น ถ้าเราจำไม่ผิด ตัวละครนำตัวนึงเป็นหญิงสาวท้องแก่ใกล้คลอดที่ต้องสู้ยิบตาในเกมล่าสังหารเพื่อปกป้องชีวิตตัวเองและลูกในครรภ์ เราก็เลยอินกับ SERIES 7 มากที่สุด

THE KLEPTOCRATS


THE KLEPTOCRATS โจราธิปไตย (2018, Sam Hobkinson, Havana Marking, UK, documentary, A+30)

1. อยากตั้ง alternative title ให้กับหนังเรื่องนี้ว่า “CRAZY RICH ASIANS ไหมล่ะมึง”

2.ชอบที่มันเหมือนเป็นการเอา “ข่าว” มาทำให้เป็นหนังที่สนุกสนานตื่นเต้น

3.ขอข้ามการพูดถึงเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ เพราะมันดีมากๆ และหลายคนก็คงพูดถึงเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ไปแล้ว

4.สิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ให้กับเราก็คือว่า ก่อนหน้านี้เราแทบเคยไม่สนใจชื่อ “producers” และ “executive producers” ของหนังแต่ละเรื่องมาก่อนเลย นอกจากชื่อแบบ Jason Blum หรือ Paulo Branco หรือ Humbert Balsan อะไรพวกนี้ คือเราสนใจแต่ชื่อ producers ที่บ่งชี้ถึงคุณภาพหนัง แต่ไม่ได้สนใจ producers ที่เป็น “เศรษฐีนายทุน” มาก่อน

พอดู THE KLEPTOCRATS เราก็เลยพบว่า จริงๆแล้วชื่อ producers ของหนังแต่ละเรื่อง ก็อาจจะมีอะไรที่น่าสนใจมากซ่อนอยู่ด้วยก็ได้

เราก็เลยเริ่มต้นด้วยการดูชื่อ producers ของหนังเรื่องนี้ แล้วก็ร้องกรี๊ดด้วยจิตปฏิพัทธ์สิเน่หา 55555 เพราะหนึ่งใน executive producer ของ THE KLEPTOCRATS คือ Alex Soros บุตรชายวัย 34 ปีของ George Soros หลังจากนั้นเราก็เลยตามไปดู Facebook ของเขา พบว่าเขาเพิ่งมาเที่ยวเมืองไทยเมื่อต้นปีนี้ด้วย

สรุปดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้เข้าใจว่า เรามีความเป็นกะหรี่อยู่ในตัวมากเพียงใด คือนักข่าวในหนังเรื่องนี้ตามสืบหา producer ของหนังฮอลลีวู้ดเพื่อจะได้เปิดโปงการทุจริตฉ้อโกงประชาชน ส่วนดิฉันตามหาข้อมูล producer ของหนังเพราะสนใจหนุ่มๆหล่อรวย จบ 55555


Wednesday, July 08, 2020

JOJO RABBIT

JOJO RABBIT (2019, Taika Waititi, New Zealand, A+30)

1.รู้สึกว่า หนังมันเล่นท่ายาก ด้วยการนำ Holocaust/ Nazi มาทำเป็นหนังตลก และหนังก็สอบผ่าน ได้ทั้งความตลกและการยอมรับความโหดร้ายของ Nazi + Holocaust คล้ายๆกับที่หนังอย่าง JACOB THE LIAR (1974, Frank Beyer, East Germany) และ LIFE IS BEAUTIFUL เคยทำมาแล้ว

2.ดูแล้วนึกถึงการปลูกฝังเรื่อง "ความรักชาติ"   ให้กับเด็กๆ และการสอนเด็กๆให้เกลียดชังคนบางกลุ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศบนโลกนี้ก็ยังคงทำกันอยู่ และอาจจะนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงในเวลาต่อมา

3.หนังที่อาจเหมาะฉายกับเรื่องนี้คงเป็น PEPPERMINT FREEDOM (1983, Marianne Rosenbaum) ที่ถ่ายทอดความคิดและจินตนาการในหัวของเด็กหญิงตัวเล็กๆชาวเยอรมันในช่วง WWII แต่ PEPPERMINT FREEDOM ไม่ใช่หนังตลก แต่เป็นหนังที่ละเอียดอ่อนและงดงามมากๆ

Tuesday, July 07, 2020

VIVARIUM

VIVARIUM (2019, Lorcan Finnegan, Ireland, A+30)

นึกว่าคำนิยามของคำว่า "ชีวิตเราก็เท่านี้"

ACHOURA (2018, Talal Selhami, Morocco, A+25)

เหมือนเป็นลูกผสมระหว่าง IT กับ JEEPERS CREEPERS

รู้สึกว่าหนังไม่สนุกเท่าไหร่ แต่ชอบความเป็น Morocco ของมัน

CHECK-IN SHOCK เกมเซ่นผี (2020, Ruch Kraisingh, F)

จริงๆแล้วหนังไม่น่าเบื่อสำหรับเรา แต่เหมือนหนังมีความย้อนแย้งทางทัศนคติบางอย่าง

Monday, July 06, 2020

STUMPED

มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ (2020, Aekachai Srivichai, A+30)

ยกให้เป็น one of my most favorite Thai mainstream comedies of all time ไปเลย เพราะปกติแล้วเราไม่ชอบหนังตลก โดยเฉพาะหนังตลกของไทยส่วนใหญ่ที่เรา "ดูได้ แต่ก็ไม่ได้ชอบอย่างรุนแรง (ซึ่งรวมถึงหนังของพจน์ อานนท์ และหม่ำ)

แต่เรื่องนี้ดูแล้วรื่นรมย์สุดๆ แทบไม่รู้สึกติดขัดอะไรเลย (อาจจะติดขัดแค่มุกตด 555)

แต่สาเหตุที่ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ ไม่ใช่เพราะมัน "ตลก" นะ เราว่าหนังมันตอบสนอง "ความพาฝัน" ของเราได้อย่างเต็มที่น่ะ มันก็เลยดูแล้วรื่นรมย์สุดๆ หนังสร้างตัวละครหนุ่มหล่อนิสัยดี 3 คนมาให้นางเอกเลือก การได้ดูทั้งสามคนนี้บนจอนี่มันดีต่อใจมากๆ

บุคลิกของนางเอกกับน้องสาวก็ดีสุดๆ เพราะมันไม่ใช่สาวเรียบร้อยที่ดูแล้วน่าหมั่นไส้ นางเอกดูเป็นคนที่ชัดเจน แน่วแน่ดี ส่วนน้องสาวนางเอกก็เหมือนเป็นตัวละครที่กะเทยสามารถ identify ด้วยได้ หนังเรื่องนี้ก็เลยเหมือนมีพื้นที่สำหรับเรา

STUMPED (2017, Robin Berghaus, documentary, A+30)

1.สิ่งที่เกิดกับ  subject ในหนังน่ากลัวสุดขีด เขาเป็นชายหนุ่ม อาจารย์มหาลัย สอนภาพยนตร์ อายุประมาณ  30 กว่าปีวันนึงเขารู้สึกชาๆที่ขา พอเข้าโรงพยาบาล ก็พบว่าเขาติดเชื้ออย่างรุนแรง เหมือนเป็น  streptococcus type อะไรสักอย่าง ต้องตัดแขนทั้งสองข้าง และขาทั้งสองข้างทิ้ง โดยที่หมอก็ไม่รู้ว่า การติดเชื้อนี้เกิดขึ้นได้ยังไง มาจากไหน

  มันเป็นอะไรที่น่ากลัวสุดๆ เหมือนเราใช้ชีวิตตามปกติ ทำตัวเรียบร้อย ไม่ได้ทำอะไรเสี่ยงเลย แต่อยู่ดีๆเราก็เสียแขนเสียขาไปหมดเลย

2.กราบ subject มากๆ ที่เขามีกำลังใจสู้ชีวิตต่อไป และกลายเป็นดาวตลกได้

3. Subject เป็นเกย์ที่มีสามีที่น่ารักมากๆ ดีใจที่เขาได้สามีดีๆที่คอยดูแลเขาแบบนี้

4.หนังเรื่องนี้มีความสำคัญสุดๆต่อชีวิตเราในตอนนี้ เพราะตอนนี้เราเครียดหนักมากเรื่องอาการป่วยต้อกระจก, การผ่าตัดต้อกระจก และการเตรียมตัวมากมายก่อนผ่าตัด เพราะเราใช้ชีวิตใน apartment เล็กๆ คนเดียว ก็เลยรู้สึกว่าต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม บางช่วงเราเครียดหนักมากจนแทบอ้วกออกมา

ช่วงนี้ก็เลยพยายามนึกถึงหนังเรื่องนี้ และคิดว่าชีวิตเรายังไม่ได้ยากลำบากมากเกินไป

MR. JONES (2019, Agnieszka Holland, A+30)

ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เหมือนเราไม่เคยดูหนังที่พูดถึงเหตุการณ์นี้มาก่อนเลย เหมือนความเลวร้ายของนาซีในช่วง WWII มันมากลบเหตุการณ์นี้ไปจนหมด หนังส่วนใหญ่ที่เราเคยได้ดูก็เลยไปพูดเรื่อง WWII แทน แบบ COME AND SEE (Elem Klimov) ในขณะที่หนังที่มีคุณค่าทางศิลปะ ก็มักจะเป็นหนังเชิดชูโซเวียต แบบหนังของ Akexander Dovzhenko (EARTH) และ Vsevolod Pudovkin (STORM OVER ASIA) หนังเรื่องนี้ก็เลยช่วยฉายไฟให้เราได้เห็นสิ่งที่เราแทบไม่เคยรู้มาก่อน

เข้าใจว่าในโซเวียตยุค 1930 มีการผลิตหนังแนว Stalinist musicals ออกมาเยอะมาก จุดประสงค์นึงก็คงเพื่อกลบความเลวร้ายแบบในหนังเรื่องนี้

Sunday, July 05, 2020

REMINISCENCES OF A JOURNEY TO LITHUANIA

REMINISCENCES OF A JOURNEY TO LITHUANIA (1972, Jonas Mekas, documentary, A+30)

รู้สึกว่าจังหวะการตัดภาพของ Jonas Mekas เร็วพอๆกับ Klaus Wyborny แต่เหมือนเราจูนติดกับหนังของ Mekas ได้ในทันที ในขณะที่หนังของ Klaus Wyborny มันมี wavelength ที่ประหลาดมาก

ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจดี ที่บางทีเราดูช็อตทุ่งไม้ใบหญ้าตัดสลับกันอย่างรวดเร็วไปมาเหมือนๆกัน แต่ของผู้กำกับคนนึงเรารู้สึกว่ามัน งดงามมาก แต่ของผู้กำกับอีกคนนึงเรากลับรู้สึกว่ามันประหลาดมาก

SHIMANTO RIVER (1991, Hideo Onchi, Japan, A+30)

หนังเกี่ยวกับคนจนในญี่ปุ่นที่กัดฟันสู้ชีวิตอย่างอดทนหลัง WWII  ดูแล้วนึกถึง "สงครามชีวิต โอชิน" อะไรทำนองนี้  ดีที่หนังไม่ฟูมฟาย

Friday, July 03, 2020

POSTCARDS

A task given by Jumpol Vesarashakitti

- 10 albums that greatly influenced your musical taste

- 1 album per day for 10 consecutive days.

Day 10 -- GURU MOTHER (1994) by Opus III

Opus III นี่ถือเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่ชอบที่สุดตลอดกาลเลย ชอบทั้งเพลง, เนื้อร้อง, มิวสิควิดีโอ และภาพลักษณ์ของนักร้อง คือถ้าหากเราเป็นตัวละครในหนังสักเรื่อง เราก็อยากปรากฏตัวออกมาด้วยรูปร่างหน้าตาแบบ Kirsty Kawkshaw จากวง Opus III นี่แหละ และเพลงธีมประจำตัวเราก็ต้องเป็นเพลง I TALK TO THE WIND ของวงนี้  แต่ถ้าหากเราไม่ได้ปรากฏตัวด้วยรูปร่างหน้าตาแบบ Kirsty Hawkshaw เราก็ขอมาด้วยรูปร่างหน้าตาแบบ Nina Hagen ก็แล้วกัน :-)

POSTCARDS (1990, Mark Rappaport, short film, A+30)

ชอบสไตล์ของหนังมากๆ สไตล์ของมันคือการเล่าเรื่องโดยให้ตัวละครแสดงอยู่หน้าฉากหลังที่เป็นภาพวิวทิวทัศน์ คือมันเป็นหนัง road movie ที่นักแสดงไม่ต้องเดินทางไปไหนเลย แค่อยู่ในสตูดิโอที่เปลี่ยนภาพฉากหลังไปเรื่อยๆ

พอดูหนัง fiction ของ Mark Rappaport หลายๆเรื่อง แล้วก็รู้สึกว่า เขาคงชอบหนัง melodrama ยุคโบราณของฮอลลีวู้ดมั้ง แต่แทนที่เขาจะทำหนัง melodrama ตามสไตล์ดั้งเดิมแบบ FAR FROM HEAVEN (Todd Haynes) เขากลับเอาเนื้อเรื่องแบบ melodrama มาทำเป็นหนังที่เปลี่ยนสไตล์ไปเรื่อยๆในแต่ละเรื่อง

เราชอบมากๆที่ผู้กำกับบางคนเหมือนเอาสื่อบันเทิงที่ตนเองชื่นชอบมาดัดแปลงใหม่ให้เป็นสไตล์ของตนเอง นอกจาก Mark Rappaport แล้ว เราก็นึกถึง Werner Schroeter ที่เอาโอเปร่ามาดัดแปลงใหม่ให้เป็นหนังพิลึกพิสดารแบบ EIKA KATAPPA  กับ THE DEATH OF MARIA MALIBRAN หรือ Alain Resnais ที่ชอบเอา "ละครเวทีในทศวรรษ 1920" มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์

BURDEN (2018, Andrew Heckler, A+30)

1. ดูแล้วนึกถึงวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล 55555

2.เหมือนหนังติดรสซึ้งๆแบบหนัง Hollywood อยู่บ้าง พอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า หนึ่งในหนังเกี่ยวกับ racism ที่เราชอบที่สุดคือ SOUTH (1999, Chantal Akerman, documentary) ซึ่งใช้ฉากหลังคล้ายๆ BURDEN แต่ SOUTH จะไม่มีอารมณ์ซึ้งๆ

3.จองเป็น Andrea Riseborough ในหนังทุกเรื่อง ชอบเธอมากๆ จำเธอในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย เห็นแล้วนึกถึง Tiffany 555

4.ดูแล้วนึกถึง BETRAYED (1988, Costa-Gavras) และ AMERICAN HISTORY X เพราะหนังสองเรื่องนี้พยายามเจาะลึกเข้าไปในความคิดของกลุ่ม Klu Klux Klan เหมือนกัน