Tuesday, April 13, 2021

IN+OUT SHOW EPISODE 1

 

IN+OUT SHOW EPISODE 1

 

ดูได้ที่

https://www.youtube.com/watch?v=03-0VOprsFk

 

พอไม่สะดวกจะออกไปแร่ดที่ไหน ก็เลยดูคลิป IN+OUT EPISODE 1 เพื่อ “เที่ยวทิพย์” แทน 555 ในคลิปรายการตอนแรกนี้แบ่งเป็น 5 ช่วงด้วยกัน ช่วงแรกเป็นการพาเราไปเข้าพักในโรงแรม Mandarin Oriental ช่วงที่สองเป็นการพาเราไปทัวร์กินข้าวกะเพรา 3 แบบ ซึ่งได้แก่ข้าวกะเพราเบคอนที่ร้านในวงเวียนใหญ่, ข้าวกะเพรา duck confit ที่ร้านข่า และมีการเอาข้าวกะเพรามาทำเป็น snack ทานเล่นคล้าย ๆ แหนมทอดด้วย แต่แอบขำชุดทำครัวของคุณแม่ครัวในช่วงนี้มาก ๆ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดูแล้วหิวมาก ๆ เสียดายที่เรากินเผ็ดไม่ได้แล้ว ตอนเด็ก ๆ เราเคยชอบกินข้าวกะเพรามาก ๆ เหมือนกัน แต่พอโตขึ้นแล้วเรากินเผ็ดแล้วเจ็บท้อง เราก็เลยต้องเลี่ยงอะไรที่เป็นกะเพรา ๆ และอะไรที่มีคำว่า “ขี้เมา” อยู่ในชื่ออาหารด้วย การดูรายการนี้ก็เลยเหมือนได้กิน “อาหารทิพย์” เพราะเรากินข้าวกะเพราของจริงไม่ได้แล้ว 555

 

ช่วงที่ 3 เป็นการสัมภาษณ์เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ในไทย ที่ชอบทำงานด้านการส่งเสริม LGBTQ เขาพูดว่าไทยถือเป็นประเทศที่ยอมรับ LGBTQ ได้ดีมากแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน

 

ถ้าดูคลิปนี้เมื่อเดือนก่อน เราคงไม่ได้คิดอะไร แต่พอมาดูคลิปนี้ในวันนี้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่คนอินโดนีเซียหลายคนมารุมด่าเกย์หนุ่มไทยสองคนที่แต่งงานกัน

https://www.facebook.com/profile.php?id=100003357190596

 คำพูดของเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ก็ดูจริงขึ้นมามาก ๆ ดูแล้วนึกถึงร้านอาหารอินโดนีเซียที่เคยอยู่ในศูนย์อาหารมาบุญครองชั้น 5 ด้วย (ซึ่งตอนนี้ปิดไปแล้ว) จำได้ว่าพนักงานคนนึงในร้าน (หรือไม่ก็แม่ครัว) เป็นกะเทยอินโดนีเซีย เราเดาว่าเธออาจจะมีความสุขที่ได้อยู่ในไทยมากกว่าในอินโดนีเซียก็ได้

 

เอกอัครราชทูตพูดอีกด้วยว่า สิ่งหนึ่งที่เขาประทับใจในไทยก็คือการได้เห็นกะเทยทำงานเป็นพนักงานตาม supermarket หรือห้างร้านต่าง ๆ แล้วทุกคนทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครมองว่าเป็นเรื่องประหลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ค่อยพบในประเทศอื่น ๆ แม้แต่ในยุโรปเอง ซึ่งอันนี้ก็น่าสนใจดี เพราะเราเองก็ไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อน เลยไม่รู้มาก่อนว่ามีกะเทยทำงานแบบนี้โดยสามารถแสดงออกอย่างเต็มที่ว่าตัวเองเป็นกะเทยได้มากน้อยแค่ไหนในต่างประเทศ

 

ช่วงที่ 4 เป็นช่วงแฟชั่นโชว์กางเกงในชาย ส่วนช่วงที่ 5 เป็นการสัมภาษณ์ Pangina Heals ซึ่งพูดเก่งมากและพูดดีมาก


VAGABOND

 

--รู้สึกว่าตัวละครหญิงในหนังฝรั่งเศสน่าสนใจมาก ๆ พออ่านบทความนี้แล้วก็เลยนึกขึ้นได้ว่า VAGABOND เหมือนเป็นจุดกึ่งกลางระหว่าง NATHALIE GRANGER (1972, Marguerite Duras) กับ BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh-Thi) เพราะตัวละครหญิงในหนังทั้งสามเรื่องเหมือน “ปฏิเสธคุณค่าบางอย่างทางสังคม” เหมือน ๆ กัน แต่ตัวละครหญิงใน NATHALIE GRANGER ยังดูเรียบร้อยอยู่ เพราะพวกเธออาศัยอยู่ในบ้านที่สะดวกสบาย และทำแต่งานบ้าน แต่มันดูมี “ความแข็งขืน” บางอย่างซ่อนอยู่ภายใต้ผิวหน้าที่เรียบนิ่งของตัวละครในหนังเรื่องนี้ ส่วน VAGABOND นั้น ตัวละครก็ไปไกลกว่า NATHALIE GRANGER เพราะนางเอกไม่มีบ้านอันสะดวกสบายให้ซุกหัวนอนแล้ว เธอพยายามที่จะใช้ชีวิตให้เป็นอิสระจากสังคม แต่ยังไม่ถึงขั้น “ทำลายล้างสังคม” แบบใน BAISE-MOI

 

--รู้สึกเหมือนนางเอกของ VAGABOND เป็นญาติห่าง ๆ ของนางเอกของ WANDA (1970, Barbara Loden), “หญิงขอทานที่ใช้เวลาเดินเท้านาน 10 ปีจากสุวรรณเขตมากัลกัตตา” ใน INDIA SONG (1975, Marguerite Duras) และนักโบกรถหญิงใน THE TRUCK (1977, Marguerite Duras) ด้วย

 

https://filmclubthailand.com/film-review/vagabond/?fbclid=IwAR2G0HqL1W0wX54xK2-5TvvKvhpq3wghH3jggRVsUXBYfZsO3IWfRnU2H-8

 

Sunday, April 11, 2021

143 SAHARA STREET

 

143 SAHARA STREET (2019, Hassen Ferhani, Algeria, documentary, 100min, A+30) (มีเขียนพาดพิงถึง MINARI เล็กน้อย)

1. เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่ Alliance มีสิทธิติดอันดับหนึ่งประจำปีไปเลย ชอบsubject และ landscape ของหนังอย่างรุนแรงมาก ๆ

หนังสารคดีเรื่องนี้เล่าเรื่องของคุณป้าชาวแอลจีเรียคนนึง เธอชื่อ "มัลลิกา" สภาพคุณป้าเหมือนแม่ค้าขายข้าวแกงตามตรอกซอกซอยในเมืองไทย รูปร่างคุณป้าดูท้วม ๆ แบบมาลี เวชประเสริฐ หรือนภาพร หงสกุล

คุณป้าที่ดูธรรมดาสุด ๆ คนนี้เปิดร้านกาแฟ/ร้านขายบุหรี่และดูแลกิจการตามลำพังอยู่คนเดียว แต่สิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ คือร้านกาแฟเล็ก ๆ ของเธอตั้งอยู่กลางทะลทราย sahara ที่เวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา หนักมาก ๆ ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

คือจริง ๆ แล้วร้านกาแฟของเธอตั้งอยู่ "ใกล้ถนนใหญ่" นะ แต่มันเป็นถนนใหญ่ที่ตัดผ่านทะเลทราย sahara ที่แทบไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ เลยน่ะ แล้วก็จะมีรถบรรทุกขนสินค้า หรือรถอะไรต่าง ๆ วิ่งผ่านเป็นครั้งคราว หนุ่ม ๆ คนขับรถบรรทุกที่คุ้นเคยกับป้ามัลลิกา ก็จะแวะมาทักทายป้า เพื่อซื้อกาแฟ, น้ำ, บุหรี่, ของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ

2. อย่างแรกที่ทรงพลังสุด ๆ เลย คือ landscape น่ะ หนังชอบถ่าย extreme long shot ให้เราเห็นร้านกาแฟนี้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางทะเลทรายที่กว้างใหญ่ไพศาล แล้วมันทรงพลังมาก ๆ นึกว่า James Benning + Chantal Akerman + THE HILLS HAVE EYES (1977, Wes Kraven) คือแค่ดูฉาก landscape ไปเรื่อย ๆ ก็ฟินสุด ๆ แล้ว

3.ลูกค้าของร้านก็น่าสนใจ โดยเฉพาะหญิงสาวชาวฝรั่งคนนึงที่ขี่ motorcycle ท่องเที่ยวคนเดียวไปทั่วทะเลทราย Sahara เธอกล้าหาญชาญชัยมาก ๆ ทำไปได้ยังไง ชีวิตของเธอคือการผจญภัยจริง ๆ

ฉากที่สาวฝรั่งนักผจญภัยคนนี้คุยกับคุณป้าก็น่าสนใจด้วย เพราะสาวฝรั่งคนนี้พูดภาษาอังกฤษ แต่คุณป้ามัลลิกาพูดได้แต่ภาษาอาหรับกับภาษาฝรั่งเศส ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้เลยต้องทำหน้าที่เป็นล่ามระหว่างสตรีทั้งสอง

4.แต่สิ่งที่ชอบที่สุดก็คือคุณป้ามัลลิกาคนนี้ เธอมีหลายฉากที่น่าจดจำสุด ๆ อย่างเช่น

4.1 ฉากที่มีคณะนักร้องนักดนตรีหนุ่มหล่อเข้ามาในร้าน แล้วก็ perform การร้องเพลง+เล่นดนตรีต่อหน้ากล้อง พวกเขาเป็นกลุ่มหนุ่ม ๆ แอลจีเรียที่น่ากินมาก ๆ เราก็ดูพวกเขาร้องเพลง+ เล่นดนตรี +เต้นรำอย่างเพลิดเพลินไปเรื่อย ๆ แล้วเราก็ร้องวี้ดสุดเสียงในใจ เมื่อคุณป้ามัลลิกาที่ offscreen ในตอนแรก โผล่เข้าไปเริงระบำรำฟ้อนกับกลุ่มหนุ่มหล่ออย่างเมามัน ตายแล้วววววววว คุณป้าขา เห็นตอนแรกหงิม ๆ นะคะเนี่ย สุดฤทธิ์ค่ะ คุณป้า

4.2 ฉากที่คุณป้าปะทะกับกลุ่มอิหม่ามอย่างรุนแรง

4.3 แต่ฉากที่หนักที่สุด อมตะ classic มาก ๆ คือฉากที่มีลูกค้าชายวัยกลางคนเข้ามาในร้าน เขาเล่าให้คุณป้าและผู้กำกับฟัง เรื่องที่เขาออกตระเวนตามหาน้องสาวที่หายสาบสูญไป (ถ้าจำไม่ผิด) เรื่องราวที่เขาเล่ามันน่าสนใจมาก ๆ

แล้วคุณป้ามัลลิกาก็เลยเล่าประวัติชีวิตอันสุดแสนรันทดหดหู่ของเธอให้ลูกค้าคนนั้น + ผู้กำกับ +ผู้ชมฟัง เธอเล่าเรื่องที่สมาชิกครอบครัวของเธอถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมทารุณ มันหนักมาก ๆ เธอเล่าประวัติชีวิตที่สุดแสนจะ tragic นี้ไปเรื่อย ๆ ราว 5-10 นาที

แล้วพอ "ลูกค้าผู้ตามหาน้องสาวที่หายสาบสูญ" เดินออกจากร้านของเธอไป เธอก็หันมาบอกผู้กำกับหนังเรื่องนี้ว่า เมื่อกี้เธอตอแหลหมด!!!!!!!!!!! เราเดาว่าเธอคงไม่เชื่อเรื่องที่ลูกค้าเล่า เธอก็เลยแต่งเรื่องขึ้นมาสด ๆ เล่าเป็นคุ้งเป็นแควราว 10 นาที เพื่อเกทับว่าประวัติชีวิตเธอรันทดหดหู่กว่าเรื่องที่เขาเล่าเสียอีก

ตายแล้ววววววววววว นึกไม่ถึงว่าคุณป้ามัลลิกาจะอิทธิฤทธิ์สูงขนาดนี้ หนักจริง ๆ เธอทำไปได้ยังไง

แต่พอมาคิดทีหลัง การที่คุณป้าอิทธิฤทธิ์สูงขนาดนี้ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยอธิบายก็ได้ว่า เพราะเหตุใดคุณป้าถึงเปิดร้านกาแฟและใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังมาได้เป็นเวลานานหลายปีกลางทะเลทราย sahara คือถ้าคุณป้าเป็นหญิงชรา "โง่ ๆ ซื่อ ๆ" เธอก็ไม่น่าจะเอาตัวรอดกลางทะเลทรายมาได้นานหลายปีขนาดนี้หรอก มันต้องเป็นคนที่ "ทันคน" หรือเป็นคนที่มีพิษสงพอตัวบ้างแหละ ถึงจะใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลทรายตามลำพังได้นานหลายปีขนาดนี้

5. เราชอบหนังอย่างสุด ๆ ทั้งๆ ที่เอาเข้าจริงแล้ว หนังสารคดีเรื่องนี้ไม่สามารถเจาะลึกเข้าถึงจิตใจหรือตัวตนที่แท้จริงข้างในตัวคุณป้ามัลลิกาได้เลย ในหนังไม่มีฉากที่คุณป้า "เปิดใจ" ใด ๆ ต่อตัวผู้กำกับหรือผู้ชมเลย แต่แค่เราได้เห็นแค่ "เปลือกนอก" ของคุณป้า เราก็ประทับใจสุด ๆ แล้ว

พอดูจนจบแล้ว เราก็พบว่าเราแทบไม่รู้ประวัติอะไรของคุณป้ามัลลิกาเลย ถ้าจำไม่ผิด เธอเล่าแค่ว่า เธอเคยเปิดร้านขายของแบบนี้ "ในเมือง" แต่เธอถูกชาวบ้านบางคนหาว่าเธอทำตัวไม่ดี เธอเลยย้ายออกมาอยู่กลางทะเลทราย sahara แบบนี้ ไม่ต้องยุ่งกับชาวบ้านชาวเมือง เธอบอกว่าเธอไม่ชอบอยู่ใน "วงสังคมกลุ่มผู้หญิง" ด้วย เธอดูสะดวกใจที่จะสนทนากับลูกค้าคนขับรถบรรทุกหนุ่ม ๆ มากกว่า

มีฉากนึงที่มีคนโทรศัพท์มาหาเธอ แล้วกล้องก็บันทึกการสนทนานี้ไว้ เราไม่แน่ใจว่าคนโทรมาเป็นใคร เหมือนจะเป็นลูกชายของเธอ เขาขอร้องให้เธอกลับไปอยู่กับเขาที่บ้านเกิด กลับไปอยู่กับครอบครัวและญาติ ๆ แต่เธอปฏิเสธหัวเด็ดตีนขาดว่าเธอไม่กลับไปอยู่กับลูกชายหรือครอบครัวเป็นอันขาด เธอขอใข้ชีวิตอยู่กลางทะเลทราย sahara ตัวคนเดียวแบบนี้ดีแล้ว และพอจบบทสนทนาทางโทรศัพท์ เธอก็ไม่ยอมเล่าให้ผู้กำกับหรือผู้ชมฟังแต่อย่างใด ว่าเพราะเหตุใดเธอถึงเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในประวัติชีวิตของเธอ ผู้ชมไม่มีทางรู้ได้เลย แต่เราว่าคนแบบนี้นี่แหละที่เป็น subject ที่เราสนใจสุด ๆ

6.หนังจบลงด้ว
ยความเศร้า เพราะมีปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่จะมาเปิดข้าง ๆ ร้านของคุณป้า แล้วในปั๊มน้ำมันก็คงมีร้านขายของ + ร้านอาหารด้วย คุณป้าก็เลยกังวลว่าปั๊มน้ำมันจะมาแย่งลูกค้าของคุณป้าไปหมด แล้วคุณป้าจะดำรงชีพอยู่ได้ยังไง แต่ลูกค้าบางคนก็ปลอบใจคุณป้าว่า บางทีการที่ปั๊มน้ำมันมาเปิดใกล้ ๆ อาจจะทำให้มีรถมาจอดแถวนี้เยอะขึ้น และอาจจะมีลูกค้ามาเข้าร้านคุณป้ามากขึ้นก็ได้

 

หนังจบลงตอนที่ปั๊มน้ำมันยังสร้างไม่เสร็จ เราก็เลยไม่รู้ว่าชะตากรรมของคุณป้าจะเป็นอย่างไรต่อไป ปั๊มน้ำมันจะมาแย่งลูกค้าคุณป้าไปหมด หรือว่าจะทำให้กิจการของคุณป้าเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เราเป็นห่วงคุณป้ามาก ๆ

 

7.คิด ๆ ไปแล้ว สาเหตุนึงที่ทำให้เราถูกโฉลกกับหนังเรื่องนี้อย่างสุด ๆ อาจจะเป็นสาเหตุที่คล้าย ๆ กับที่ทำให้เราชอบหนังเรื่อง MINARI (2020, Lee Isaac Chung) อย่างสุดๆ ก็ได้นะ เพราะหนังทั้งสองเรื่อง “ปลอบใจเราโดยไม่ได้ตั้งใจ” ว่า การที่ชีวิตของเราไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่เคยใฝ่ฝันไว้ อาจจะเป็นสิ่งที่ดีแล้วก็ได้ 5555

 

เราว่าชีวิตของตัวละครใน MINARI มันคล้าย ๆ กับความใฝ่ฝันของเราน่ะ คือเราอยากมีสามีหล่อ ๆ มีลูกชายคน ลูกสาวคน แล้วใช้ชีวิตอยู่ในชนบทห่างไกลอย่างมีความสุข เพียงแต่ว่าใน MINARI มันไม่สุขจริง เพราะถ้ามึงจน มึงก็จะไม่มีวันมีความสุข 555

 

ส่วนชีวิตของคุณป้ามัลลิกาก็คล้าย ๆ กับความฝันในบางอารมณ์ของเราเหมือนกัน เพราะในบางอารมณ์เราก็เบื่อโลก เบื่อสังคม อยากมีบ้านเล็ก ๆ อยู่ห่างไกลจากมนุษย์ เหมือนกับว่ามีบ้านเล็ก ๆ น่าอยู่ ในหุบเขาที่เต็มไปด้วยมวลบุปผชาตินานาพรรณ แล้วในรัศมี 1 กิโลเมตรรอบบ้านเราไม่ต้องมีบ้านคนอื่น ๆ อยู่เลยก็ได้ แต่ขอให้เราเดินทาง 5 นาทีแล้วถึงห้างมาบุญครองในทันที อะไรแบบนี้ 555555 คือเราอยากอยู่ห่างไกลจากมนุษย์ แต่เมื่อใดก็ตามที่ต้องการความสะดวกสบาย เราก็สามารถเข้าถึงมันได้ไม่ยาก อะไรทำนองนี้

 

เราว่าคุณป้ามัลลิกาก็อาจจะมีอารมณ์คล้าย ๆ เราในมุมนี้ก็ได้ เธออาจจะเบื่อสังคมชาวบ้านผู้หญิงที่นินทาด่าทอกัน เบื่อผู้คนบางกลุ่มในสังคมแอลจีเรียที่อาจจะมองพฤติกรรมของเธอในทางไม่ดี เธอเลยเลือกที่จะออกมาใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลทรายตามลำพังแบบนี้ (โดยที่เธอจะเข้าเมืองไปซื้อของเป็นระยะ ๆ เพื่อเอามาขายในร้าน) แต่ปัญหามันก็เหมือนกับตัวละครใน MINARI นั่นแหละ นั่นก็คือว่า ถ้าหากเราจน เราก็ต้องหาเงินมายังชีพ เราก็ต้องติดต่อกับมนุษย์ ต้องรับมือกับลูกค้า เอาใจลูกค้าอยู่ดี ถึงแม้เราจะอยู่กลางทะเลทรายตามลำพัง เราก็ต้องหาเงินมายังชีพด้วยการเอาใจลูกค้าที่แวะเวียนมา แล้วในที่สุดเราก็ต้องเผชิญกับภัยทุนนิยมที่มาในรูปของปั๊มน้ำมันด้วย

 

คือพอดู MINARI กับ 143 SAHARA STREET เราก็พบว่า ตัวละครหรือ subject ในหนังสองเรื่องนี้ มันพยายามใช้ชีวิตคล้าย ๆ กับความใฝ่ฝันของเราทั้งสองเรื่องเลยนะ เราก็เลยรู้สึกรักและผูกพันกับตัวละคร/subject ของหนังทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ แต่ชีวิตของพวกเขาก็ไม่ได้มีความสุขมากนักน่ะ

เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังสองเรื่องนี้ เราก็เลยอาจจะรู้สึกเหมือนได้รับการปลอบประโลมโดยไม่ได้ตั้งใจก็ได้ว่า บางทีการที่เรา “ไปไม่ถึงดวงดาว” หรือการที่เราไม่สามารถทำตามความใฝ่ฝันของตัวเองได้นั้น บางทีมันก็อาจจะไม่ได้เลวร้ายเกินไปนักก็ได้

Friday, April 09, 2021

THE LAST BLACK MAN IN SAN FRANCISCO

 WILDEST DAYS วัยระเริง (1984, Piak Poster, A+30)


1. เหมาะฉายควบกับ  MOTHER GAMER (2020, Yanyong Kuruangkura, A+30) มาก ๆ เพราะเราว่าหนังสองเรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อ "สั่งสอนผู้ใหญ่" เหมือน ๆ กัน เพียงแต่อยู่ต่างยุคต่างสมัยกัน  และเราว่าหนังสองเรื่องนี้มีข้อดีและข้อด้อยคล้าย ๆ กัน

ข้อดีและข้อด้อยของหนังสองเรื่องนี้อาจจะมาจากจุดเดียวกัน ซึ่งก็คือความต้องการ " สั่งสอนผู้ใหญ่" นี่แหละ เราคิดว่าหนังสองเรื่องนี้อาจจะมีจุดประสงค์คล้าย ๆ กันในแง่ที่ว่า หนังทั้งสองเรื่องต้องการจะบอกผู้ใหญ่ว่า "อย่ากังวลมากเกินไป ถ้าหากลูก ๆ ของพวกคุณเอาเวลาไปเล่นดนตรี/เล่นเกมคอมพิวเตอร์ มันไม่ได้หมายความว่าลูกของคุณกลายเป็นคนเลว/คนโง่ พวกเขาก็แค่ต้องการเวลาไปทำในสิ่งที่ให้ความสุขกับตัวเองบ้าง อย่าเข้มงวดมากเกินไป อย่าตั้งกฎระเบียบมากเกินไป อย่าเรียกร้องจากลูก ๆ มากเกินไป ให้พวกเขาได้มีอิสระ มีความสุข ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการบ้างเถิด ถ้ารักลูกจริง ก็ต้องคำนึงถึงความสุขของลูก ๆ เป็นหลัก ไม่ใข่มองแค่ว่า ลูกทำตามที่พ่อแม่ต้องการแล้วหรือยัง"

ซึ่งการที่หนังทั้งสองเรื่องนี้อาจจะตั้งจุดประสงค์คล้าย ๆ กันแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่ดีมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังสั้นไทยหลาย ๆ เรื่องที่เราเคยดูมาในทศวรรษ 1990-2000 ที่ต้องการ "สั่งสอนเด็ก ๆ"  ให้เชื่อฟังผู้ปกครอง มันเหมือนกับว่า หนังไทยหลายเรื่องต้องการสั่งสอนผู้ชมว่า "ถึงพ่อแม่ปู่ย่าตายายเราจะดุ และเข้มงวด  เราก็ควรจะเชื่อฟังเขา ไม่อย่างนั้นเราจะโดนชะตากรรมลงโทษ" ซึ่งเราเบื่อหนังไทยกลุ่มนี้อย่างรุนแรงมาก และหนังไทยกลุ่ม "สั่งสอนเด็ก ๆ" นี้ ก็มักจะสร้างตัวละครคล้าย ๆ กัน นั่นก็คือตัวละคร "ผู้ใหญ่ที่ดุ แต่จริง ๆ แล้วรักลูกหลาน"  ซึ่งตรงข้ามกับหนังกลุ่ม "สั่งสอนผู้ใหญ่" ที่มักสร้างตัวละคร "เด็กที่ดูเหมือนเกเร หัวขบถ แต่เนื้อแท้แล้วเป็นเด็กที่มีจิตใจดีงาม"

(แต่หนังสั้นไทยในทศวรรษ 2010 ไม่มีปัญหาแบบหนังกลุ่ม "สั่งสอนเด็ก ๆ" แล้วนะ หนังสั้นไทยในทศวรรษ 2010 จะเน้นเล่าเรื่องลูก ๆ กับพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจกัน แต่หนังเน้น blame พ่อแม่เป็นหลัก 555)

เราว่าข้อดีของ วัยระเริง กับ MOTHER GAMER ก็คือการที่มันสวนกระแสกับหนังไทยกลุ่ม "สั่งสอนเด็ก ๆ" นี่แหละ เราชอบที่หนังสองเรื่องนี้พยายามบอกให้ผู้ใหญ่เปิดใจกว้าง ยอมรับเด็ก ๆ ที่หลงใหลการเล่นดนตรี/การเล่นเกมได้

2.แต่ถึงแม้จุดประสงค์ในการ "สั่งสอนผู้ใหญ่" จะเป็นจุดประสงค์ที่ดีกว่าการ "สั่งสอนเด็ก ๆ" แต่หนังที่สร้างขึ้นเพื่อสั่งสอนผู้ชม หรือเพื่อโน้มน้าวให้ผู้ชมทำในสิ่งที่หนังต้องการ บางทีมันก็เหมือนติดอยู่ในกรอบหรือเพดานอะไรบางอย่าง บอกไม่ถูกเหมือนกัน

คือจริง ๆ เราก็ชอบทั้งวัยระเริงและ MOTHER GAMER อย่างสุด ๆ นะ แต่มันเหมือนหนังทั้งสองเรื่องนี้มันยังขาดมิติอะไรบางอย่าง ที่ส่งผลให้หนังสองเรื่องนี้ไม่ทรงพลังมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะในกรณีของวัยระเริง ที่ดูมีปัญหามากกว่า MOTHER GAMER

เราว่าบางทีมันอาจเป็นเพราะหนังที่ตั้งเป้าประสงค์แบบนี้ บางทีมันออกแบบ "ตัวละคร" และฉากต่าง ๆ เพื่อรองรับเป้าประสงค์ในการสั่งสอนผู้ชมของมันน่ะ และพอมันออกแบบตัวละครให้ fit in กับวัตถุประสงค์ของหนัง "ความเป็นมนุษย์ของตัวละครในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของหนัง, เส้นเรื่องของหนัง, อารมณ์ของหนัง"  ก็จะถูกลบทิ้งไป ถูกขัดถูให้เลือนหายไป จนตัวละครกลายเป็น "วัตถุ/เครื่องมือ" ที่ fit in กับวัตถุประสงค์ของหนังได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่มิติความเป็นมนุษย์บางอย่างได้หายไปแล้ว

คือถ้าดูในวัยระเริง เราจะรู้สึกได้ชัดเลยว่า ตัวละครมันถูกออกแบบให้รองรับวัตถุประสงค์ของหนัง คือมันเดาได้ไม่ยากว่า ในหนังกลุ่มนี้ต้องมีตัวละคร ผู้ใหญ่เข้มงวด, ผู้ใหญ่ใจแคบ, ผู้ใหญ่ใจดี, เด็กที่ดูเหมือนเกเร แต่เนื้อแท้แล้วเป็นเด็กจิตใจดีงาม อะไรทำนองนี้

เราว่าการออกแบบตัวละครทำนองนี้ มันได้อย่างเสียอย่างนะ คือก็คงมีผู้ชมจำนวนมากที่ชอบหนังที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน และทุกอย่างในหนังถูกออกแบบมาเพื่อรองรับวัตถุประสงค์นั้น ซึ่งรวมถึงการออกแบบตัวละครให้เป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายนั้น

แต่เราเป็นผู้ชมประเภทที่ชอบหนังที่นำเสนอตัวละครที่ดูเป็นมนุษย์ที่ดูมีมิติความซับซ้อนมากกว่านั้นน่ะ คือถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนกับว่า เราชอบหนังที่นำเสนอตัวละครที่คล้ายกับจำนวน "อตรรกยะ" น่ะ หารไม่ลงตัว ไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ได้เกิดมาเพื่อรองรับวัตถุประสงค์ใด ๆ แต่มีชีวิตเป็นของตัวเองอย่างเต็มที่ (นึกถึงหนังอย่าง THE CLASS ของ Laurent Cantet, EDEN ของ Mia Hansen-Love  หรือหนังของ Mike Leigh) แต่หนังหลายเรื่องชอบนำเสนอตัวละครในฐานะ "จำนวนตรรกยะ" หารลงตัว, อธิบายได้, และ fit in  กับวัตถุประสงค์ของหนังอย่างสมบูรณ์

สรุปว่า ก็ชอบวัยระเริงอย่างสุด ๆ นะ แต่ก็คิดว่ามันพัฒนาได้มากกว่านี้อีกแหละ 555

3.สิ่งที่ผิดคาดมาก ๆ ก็คือตัวละครวัยรุ่นเกือบทั้งหมดในหนัง "ไม่มีความเงี่ยน" เลย 555  คือหนังดูเหมือนหลีกเลี่ยงที่จะนำเสนอความเงี่ยนของเหล่าวัยรุ่นในหนัง นอกจากฉากต้น ๆ เรื่องแค่ฉากเดียว

DETECTIVE CHINATOWN 3 (2021, Chen Sicheng, China, C-)

1.รับความตลกร้ายในหนังเรื่องนี้ไม่ได้อย่างรุนแรง โดยเฉพาะฉากที่กลุ่มมาเฟียรุมกระทืบนางพยาบาลที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในลิฟท์ มันไม่ตลกเลยสำหรับเรา (เราเคยเขียนถึงปัญหาส่วนตัวที่เรามีกับหนังตลกร้ายไปแล้วตอนเขียนถึง BREAKING NEWS IN YUBA COUNTY)

2. รู้สึกว่า หนัง "ต่ำมากกกกก" แต่ปัจจัยที่ช่วยให้หนังไม่ได้ F จากเรา ก็คือ casting เพราะผู้สร้างหนังคงรวยมาก เลยจ้างดาราญี่ปุ่นที่เราคิดถึงมาร่วมแสดงในหนังกันได้อย่างจุใจ ทั้ง Satoshi Tsumabuki , Shota Sometani, Tadanobu Asano, Tomokazu Miura นึกว่าเป็นการรวบรวมผัวชาวญี่ปุ่นของเราจากทศวรรษ 1980, 1990, 2000 และ 2010 มาไว้ในหนังเรื่องเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดคือการได้เห็น Honami Suzuki ที่เราคิดถึงมากๆ จากละครทีวี TOKYO LOVE STORY (1992) และ KOIBITO YO MY DEAR LOVER (1995) ในหนังเรื่องนี้ด้วย

THE LAST BLACK MAN IN SAN FRANCISCO (2019, Joe Talbot, A+30)

อันนี้ไม่เน้นเขียนเกี่ยวกับหนัง แต่เน้นเขียนว่าหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงชีวิตตัวเองยังไงบ้าง 555

1.ชอบหนังอย่างสุด ๆ รู้สึกว่าการกำกับมันงดงามมาก ๆ และเนื้อเรื่องของหนังมันโดนเราเป็นการส่วนตัวด้วย

คือเรารู้สึกว่า ตัวละครเอกและตัวละครประกอบหลายตัวในหนังเรื่องนี้ ด้วยความที่พวกเขาเป็นคนดำฐานะยากจน พวกเขาก็เลยพยายามสร้างอัตตาหรือ ego บางอย่างขึ้นมาเพื่อกลบทับปมด้อยทางฐานะและเชื้อชาติของตนเองน่ะ ซึ่งชายหนุ่มผิวดำฐานะยากจนโดยทั่วไปอาจจะใช้วิธีเข้าแก๊งนักเลง และ "วางเขื่อง" พยายามใช้วาจาและกิริยาในการแสดงตนว่ามีอะไรดีเหนือชายหนุ่มคนอื่น ๆ แต่การวางเขื่อง, ทำว่าตัวเอง tough  เสียเต็มประดา และการเข้าไปพัวพันกับแก๊งนักเลงแบบนี้ย่อมเสี่ยงต่ออันตราย

ส่วนตัวละครเอกในหนังเลือกจะไม่ใช้วิธีการแบบชายหนุ่มทั่วไป แต่ปมด้อยทางอัตตาของตัวเองทำให้เขาเลือกที่จะเชื่อว่า ต้นตระกูลของตนเองเคยเป็นเจ้าของบ้านหรูหลังนึง มันเหมือนกับว่า การเชื่อ (อย่างผิด ๆ) นี้ มันช่วยให้เขามีความภาคภูมิใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีดี มีค่า และไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกชายหนุ่มในแก๊งนักเลงเลย

พอเราดูหนังเรื่องนี้แล้วเราก็เลยนึกถึงจินตนาการของตัวเองในวัยเด็กอย่างมาก ๆ 555 เพราะเหมือนเราก็เคยใช้โลกจินตนาการในการกลบปมด้อยที่ตัวเองมีฐานะยากจนเหมือนกัน แต่เรายังแยกแยะออกว่ามันเป็นโลกจินตนาการ ไม่ใช่ความเป็นจริง

ตอนเด็ก ๆ เราก็เคยรู้สึกมีปมด้อยว่า ตัวเองมีฐานะยากจนกว่าเพื่อน ๆ ในโรงเรียนเดียวกัน เราก็เลยชอบจินตนาการถึงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ตัวเองมีฐานะรวยขึ้น อย่างเช่นว่า

1.1 จินตนาการว่า จริง ๆแล้วพ่อของเรายังไม่ตาย คือในความเป็นจริง พ่อของเราเป็นทหารที่ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำตายตอนเราอายุ 3 ขวบ แต่ตอนเด็ก ๆ เราก็ชอบจินตนาการแบบหนังสายลับว่า จริง ๆ แล้วพ่อของเรายังมีชีวิตอยู่ในสถานที่ลับที่ไหนสักแห่ง เพราะเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับองค์กรลับ 555

1.2  บางทีเราก็ใฝ่ฝันอยากให้แม่ของเราแต่งงานใหม่กับผู้ชายรวย ๆ แต่ในความเป็นจริงนั้นแม่ของเราเข้าวัดตลอดเวลา 555

พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยนึกถึงจินตนาการของตัวเราตอนวัยเด็ก เหมือนกับว่าคนบางคนใช้โลกจินตนาการในการกลบปมด้อยของตัวเอง ทั้งปมด้อยด้านฐานะ, สีผิว หรือเพศสภาพ แต่ในกรณีตัวละครเอกของหนังเรื่องนี้ มันคล้ายกับว่าเขาแยกไม่ออกอีกต่อไประหว่างจินตนาการกับความเป็นจริง มันก็เลยทำให้เขามีความเป็นคนบ้าอยู่ในตัว แต่ในอีกทางนึงมันก็ช่วยให้เขาไม่ต้องใช้ชีวิตอันตรายแบบหนุ่ม ๆ แก๊งนักเลง

2.ประเด็นเรื่องการกลบปมด้อยทางอัตตาของตัวเองในหนังเรื่องนี้ มันทำให้เรานึกถึงอาการหิวแสงของคนใน social media โดยที่หนังไม่ได้ตั้งใจ 555 มันเหมือนกับว่าการหิวแสง หรือความอยากได้รับความสนใจจากคนอื่น ๆ มันไม่ใช่สิ่งผิด ถ้าหากคุณอวด "ความดี ความเก่ง ข้อเด่น" ที่มีจริงในตัวคุณเองออกมา แต่มันก็มีหลายคนที่เหมือนหิวแสง แล้วแสดงออกด้วยการ

2.1 วางเขื่อง ทับถมคนอื่น ๆ ดูถูกคนอื่น ๆ หาเรื่องคนอื่น ๆ แบบกลุ่มนักเลงในหนังเรื่องนี้

2.2  ทำเป็นว่าตัวเองหัวก้าวหน้ากว่าคนอื่น ๆ หรือสามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทางจริยธรรมอะไรบางอย่างได้มากกว่าคนอื่น ๆ  ซึ่งการทำตัวเป็นคนหัวก้าวหน้า (ด้วยการกล่าวโทษคนอื่น ๆ ว่าหัวก้าวหน้าไม่พอ) แบบนี้ อาจจะดูตรงข้ามกับกลุ่มนักเลงในหนัง แต่จริง ๆ แล้วเราว่ามันก็มีจุดประสงค์เดียวกัน นั่นก็คือสนองอัตตา ความภาคภูมิใจให้ตัวเองว่าตัวเอง "เหนือ" กว่าคนอื่น ๆ คือถ้าเราอยู่ในสังคมกลุ่มนักเลง เราก็จะสนองอัตตาของตัวเองด้วยการแสดงออกว่าเรา tough ถ่อย เถื่อน ดุร้ายกว่าคนอื่น ๆ ไม่มีใครกล้าแหยม แต่ถ้าเราอยู่ในแวดวงนักวิชาการ อะไรแบบนี้ เราก็ต้องสนองอัตตาของตัวเองด้วยการแสดง" ความเหนือ"ในแบบที่ต่างออกไป 555

2.3 ใช้วิธีสร้างภาพที่เกินจริงให้กับตัวเอง พยายามสร้างภาพว่าตัวเองฉลาดรอบรู้กว่าความเป็นจริง ผอมกว่าความเป็นจริง อายุน้อยกว่าความเป็นจริง รวยกว่าความเป็นจริง ซึ่งก็อาจจะคล้าย ๆ กับพระเอกในหนังเรื่องนี้ แต่แตกต่างกันตรงที่ว่า พระเอกของหนังเรื่องนี้ไม่มีเจตนาจะหลอกลวงใคร เพราะเขาเชื่อไปแล้วว่าต้นตระกูลเขาเคยรวย

3.บางทีเราก็เคยสงสัยตัวเองเหมือนกันว่า เราทำบางอย่างไปเพื่อสนองอัตตาของตัวเองแบบตัวละครในหนังเรื่องนี้หรือเปล่า 555 ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นว่า ตอนที่เราเขียนไว้อาลัยให้ Bertrand Tavernier  เมื่อเร็ว ๆ นี้นั้น เราเขียนไปเพื่ออะไร เราต้องถามตัวเองว่า เราเขียนไปเพื่อจุดประสงค์ใดกันแน่ ระหว่าง

3.1 การสนองอัตตาของตัวเอง ด้วยการอวดว่ากูเคยดูหนังของ  Tavernier หลายเรื่องนะจ๊ะ แล้วก็ภูมิใจกับอะไรโง่ ๆ แบบนี้ 555

3.2 อยากบันทึกความทรงจำของตัวเอง

3.3 อยากระบายความรู้สึกของตัวเอง

เหมือนหนังเรื่องนี้ช่วยให้เราได้สำรวจจิตใจของตัวเองเหมือนกัน เพราะเรารู้สึกว่า ถ้าหากเรายังทำอะไรไปเพื่อเหตุผลแบบข้อ 3.1 เราก็ไม่ต่างอะไรไปจากตัวละครในหนังเรื่องนี้ 55555

ROBBY MULLER: LIVING THE LIGHT
(2018, Claire Pijman, Netherlands/Germany, documentary, A+30)

อยากดู BARFLY (1987, Barbet Schroeder) กับ HONEYSUCKLE ROSE (1980, Jerry Schatzberg) มาก ๆ

พอเราไปไล่ดูประวัติการทำงานของเขาใน imdb เราถึงเพิ่งรู้ว่า   Robby Muller  เป็นตากล้องของ CLASS ENEMY (1983, Peter Stein, West Germany) ด้วย และหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เปลี่ยนชีวิตของเราให้กลายเป็น cinephile เพราะมันเป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตที่เราได้ดูที่สถาบันเกอเธ่ในปี 1995 และพอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยกลายเป็นคนที่หลงใหลในการดูหนังอย่างรุนแรงนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ก็ถือได้ว่า Robby Muller มีส่วนในการเปลี่ยนชีวิตเราโดยไม่ได้ตั้งใจเหมือนกัน 555 (แต่จริง ๆ แล้วต้องยกความดีความชอบให้  Peter Stein มากกว่า)

VIOLET EVERGARDEN: THE MOVIE (2020, Taichi Ishidate, Japan, animation, A+30)

A SON (2019, Mehdi Barsaoui, Tunisia, A+30)

BOSS LEVEL (2020, Joe Carnahan, A+25)

THE PRINCE'S VOYAGE (2019, Jean-Francois Laguionie, Xavier Picard, France, animation, A+30)

เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของ Laguionie ที่ได้ดู ต่อจาก THE PAINTING (2011) และ LOUISE BY THE SHORE (2016)  ชอบหนังของเขามาก ๆ

THE IMAGINARY INVALID (2020, Dominique Thiel, France, stage on screen, A+25)

ถ้าเทียบกับหนัง/ละครเวทีที่สร้างจากบทประพันธ์เรื่องอื่น ๆ ของ Moliere เราก็ชอบหนัง/ละครเวทีเรื่องนี้น้อยกว่า THE MISANTHROPE  และ  TARTUFFE นะ เหมือนตัวละครเอกในเรื่องนี้มันไม่น่าสนใจมากเท่ากับในอีก 2 เรื่องที่เคยดูมาน่ะ


THE SWALLOWS OF KABUL (2019, Zabou Breitman, Elea Gobbe-Mevellec, France, animation, A+30)





NATIONAL THEATRE LIVE: WAR HORSE (2014, Marianne Elliott, Tom Morris, Tim Van Someren, UK, stage on screen, A+30)

-- ชอบการเชิดหุ่นม้ามาก ๆ รู้สึกว่ามันเป็นหนึ่งในมนตร์เสน่ห์ของละครเวทีที่ไม่ค่อยเจอในภาพยนตร์

--หนังเรื่องนี้คือหนังเรื่องสุดท้ายของชีวิตที่เราได้ดูที่ BANGKOK SCREENING ROOM (วันที่ 7 มี.ค.) เศร้าใจ

"บอสฉันขยันเชือด" MY BOSS IS A SERIAL KILLER (2021, Sornpat Prakaranun, Poowanit Poldee, A+20)

1.ตกใจสุดขีดในตอนจบ เมื่อเครดิตท้ายเรื่องขึ้น แล้วบอกว่า Chaloemkiat Saeyong  เป็นคนตัดต่อหนังเรื่องนี้ 555

2. ว่าแต่ว่าเราเข้าไม่ทันดูฉากแรก ตอนเราเข้าไปมันขึ้นเครดิตต้นเรื่อง ชื่อนักแสดงแล้ว เลยอยากถามว่าฉากแรกมีอะไรสำคัญหรือเปล่า

3.ชอบการแสดง ชอบการใช้ฉากหลังเป็นชีวิตสาว OFFICE และชอบการสะท้อนปัญหาเรื่องข่าวลือ และความเป็นนักสืบอินเทอร์เน็ตของผู้คนในสังคม

4. แต่เราว่าความเป็น THRILLER มันอ่อนมาก ๆ โดยเฉพาะในช่วงท้าย คือเราว่าผู้สร้างคงพยายามใส่อารมณ์ตลกเข้ามาน่ะ ความเป็น THRILLER มันเลยเจือจางมาก ๆ แต่โดยรสนิยมส่วนตัวแล้วเราชอบหนังที่มีความเป็น THRILLER เพียว ๆ แบบไม่มีตลกเจือปนมากกว่า หนังเรื่องนี้ก็เลยไม่ค่อยเข้าทางเราซะทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังแบบ SCREAM, OFFICE KILLER (1997, Cindy Sherman), THE GUARD FROM THE UNDERGROUND (1992, Kiyoshi Kurosawa) และ OFFICE (2015, Hong Won-chan, South Korea)

MY LITTLE SISTER (2020, Stephanie Chouat, Veronique Reymond, Switzerland, A+30)

1.ชอบสุด ๆ เพราะเหมือนหนังเรื่องนี้มันตรงข้ามกับหนัง "คนที่ฉันผูกพันด้วยป่วยใกล้ตาย เพราะฉะนั้นฉันจะทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อผู้ป่วยคนนี้ เพื่อมิตรภาพ/ความรักของเรา"  เรื่องอื่น ๆ เพราะหนังกลุ่มนี้ที่เราเคยดู ส่วนใหญ่แล้วมัน "เข้าข้าง" ตัวละครเอกที่ทำเพื่อผู้ป่วยน่ะ เหมือนหนังกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้วมันเชิดชูตัวละครที่ทำแบบนี้

แต่หนังเรื่องนี้ทำตรงกันข้าม เพราะมันแสดงให้เห็นว่า นางเอกกลายเป็น "คนเหี้ย" มากเพียงใดเมื่อเธอพยายามทุ่มเททำเพื่อพี่ชายฝาแฝดที่ปวยใกล้ตาย เหมือนเธอกลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัว/เห็นแก่พี่ชายที่ป่วยหนัก แล้วไม่คำนึงถึงความลำบากเดือดร้อนของคนอื่น ๆ น่ะ และเราก็ชอบจุดนี้มาก ๆ เพราะเราว่าคนแบบนี้มีอยู่จริง คนประเภทที่คิดว่า "ฉันรักครอบครัว/ฉันรักเพื่อน/ฉันรักผัว/ฉันรักไอดอลของฉัน และฉันจะทำเต็มที่เพื่อคนที่ฉันรัก โดยไม่แคร์ว่าคนอื่น ๆ จะเดือดร้อนหรือไม่" แต่หนังส่วนใหญ่มักจะมองข้ามธรรมชาติของมนุษย์บางคนตรงจุดนี้ไป หนังส่วนใหญ่เลือกจะ focus ไปที่อารมณ์ romantic ของการได้ทำเต็มที่เพื่อครอบครัวหรือเพื่อคนที่ตนรัก แต่มีหนังเรื่องนี้นี่แหละที่สะท้อนให้เห็นว่า การทำเพื่อครอบครัวหรือเพื่อคนที่ตนรักที่ป่วยหนัก บางทีมันก็กลายเป็น "ความเหี้ย" ได้เหมือนกัน ถ้ามึงไม่เห็นหัวคนอื่น ๆ

2.Nina Hoss และ Lars Eidinger แสดงได้ดีมาก ๆ ตอนแรกเราคุ้นหน้า Lars Eidinger แล้วนึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน พอไปดูใน imdb แล้วถึงพบว่าเขาเคยแสดงใน PERSONAL SHOPPER (2016, Olivier Assayas) นี่เอง

3.ชอบการใช้ฉากหลังเป็นโรงเรียนของลูกคนรวยใน Switzerland ด้วย
--------
หนึ่งในสิ่งที่ชอบสุด ๆ ใน MINARI คือเรื่องของ DOWSER เราจำได้ว่าเราเคยอ่านบทความเกี่ยวกับ DOWSER ตอนเด็ก ๆ (ช่วงทศวรรษ 1980) แต่ไม่แน่ใจว่ามันอยู่ในนิตยสารอะไร ระหว่างนิตยสาร "มิติที่ 4", หรือ "ทักษะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี", หรือ "ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์" หรือนิตยสารอะไรกันแน่ มีใครรู้บ้าง แต่เราแทบไม่เคยเจอ DOWSER ในหนังมาก่อนเลย เหมือนก่อนหน้า MINARI เราเคยเห็น DOWSER แบบแว้บ ๆ ในหนังอีก 2-3 เรื่อง แต่นึกไมาออกว่าอยู่ในหนังเรื่องไหน มีใครนึกออกไหมว่าเคยเจอ DOWSER ในหนังเรื่องไหนอีกบ้าง



Wednesday, March 31, 2021

GODZILLA VS. SUPERMAN VS. FREDDY VS. BATMAN VS. SADAKO VS. PREDATOR VS. KONG VS. JASON VS. ALIEN VS. KAYAKO VS. JEANNE DIELMAN VS. NATHALIE GRANGER

 

อยากให้มีการสร้างหนังที่ผนวกรวมหลายจักรวาลเข้าด้วยกัน รายได้มอบให้แก่โรงภาพยนตร์เพื่อช่วยในการฝ่าวิกฤติโควิด

 

GODZILLA VS. SUPERMAN VS. FREDDY VS. BATMAN VS. SADAKO VS. PREDATOR VS. KONG VS. JASON VS. ALIEN VS. KAYAKO VS. JEANNE DIELMAN VS. NATHALIE GRANGER VS. “ฮันนี่ ศรีอีสอย ปะทะ หอย สีกะหมอย

 

งานนี้คุณเชียร์ใครคะ

 

(ตอนแรกกะจะโพสท์ในวัน APRIL FOOL’S DAY เพื่อหลอกว่ามีโครงการหนังเรื่องนี้จริงๆ แต่คิดว่าหลอกไปก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องหลอกดีกว่า 55555)

Saturday, March 27, 2021

RIP Bertrand Tavernier (1941-2021)

 

RIP Bertrand Tavernier (1941-2021)

 

ชอบเขาอย่างสุด  ๆ ถือเป็นหนึ่งในผู้กำกับคนโปรดมาก ๆ คนนึงเลย รู้สึกว่าหนังของเขามันมีความ humanism สูงมาก ๆ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่รู้สึกว่าตัวละครในหนังของเขามันเป็นมนุษย์มาก ๆ และมันมีมุมมองบางอย่างต่อ “ชีวิตมนุษย์” ที่เข้าทางเรามาก ๆ

 

เราได้ดูหนังของเขาแค่ 13 เรื่อง แต่มีอยู่แค่ 2 เรื่องในจำนวนนี้ที่เราไม่ได้ดูในโรงใหญ่ ซึ่งก็คือ THE CLOCKMAKER OF ST. PAUL ที่เราดูทางทีวีช่อง TV5MONDE และ DEATH WATCH ที่เราดูในโรงเล็กในห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ นอกนั้นอีก 11 เรื่องเราได้ดูในโรงใหญ่หมดเลย เพราะ Alliance Francaise ในกรุงเทพชอบเอาหนังของเขามาฉาย และก็มีบางเรื่องในจำนวนนี้ที่เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ในกรุงเทพ

 

หนังของเขาที่เราชื่นชอบที่สุด ก็คือ A WEEK’S VACATION ที่นำแสดงโดย Nathalie Baye หนังเล่าเรื่องของครูสาววัยกลางคนคนนึงที่ลาพักร้อน 1 สัปดาห์ และเธอก็ดูเหมือนจะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในช่วง 1 สัปดาห์นั้น นอกจากการเดินทางไปเยี่ยมคนบางคน และคิดทบทวนชีวิตของตัวเอง และหนังก็จบลงโดยที่แทบไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นเลย (ถ้าหากเทียบกับหนังโดยทั่วไป) เหมือนหนังจับเอาช่วงโมงยามธรรมดาในชีวิตธรรมดาของคนธรรมดาออกมาถ่ายทอดได้อย่างงดงามสุด ๆ มากๆ

 

หนังของ Bertrand Tavernier ที่เคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

 

1. A WEEK’S VACATION (1980)

2. LIFE AND NOTHING BUT (1989)

3. A SUNDAY IN THE COUNTRY (1984)

4. FRESH BAIT (1995)

5. IT ALL STARTS TODAY (1999)

6. THE CLOCKMAKER OF ST. PAUL (1974)

7. THE JUDGE AND THE ASSASSIN (1976)

8. CLEAN SLATE (1981)

9. CAPTAIN CONAN (1996)

10. HOLY LOLA (2004)

11. THE PRINCESS OF MONTPENSIER (2010)

12. DEATH WATCH (1980)

13. LA FILLE DE D’ARTAGNAN (REVENGE OF THE MUSKETEERS) (1994)

หนังเรื่องนี้ได้ commercial release ในไทยด้วย

Tuesday, March 23, 2021

KAGEMUSHA

 ขอส่งท้ายวันสตรีสากลด้วยหนัง 4 เรื่องที่นำเสนอตัวละครหญิงที่เราชื่นชอบสุด ๆ


MOTHER (1926, Vsevolod Pudovkin, Soviet Union)

THE PASSION OF JOAN OF ARC (1928, Carl Theodor Dreyer)

SOPHIE SCHOLL: THE FINAL DAYS (2005, Marc Rothemund, Germany)

OFFICIAL SECRETS (2019, Gavin Hood, UK)

-------

KAGEMUSHA (1980, Akira Kurosawa, Japan, A+30)

1.ตระการตา ประทับใจมาก ๆ แต่ก็เป็นเหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Akira Kurosawa ในแง่ที่ว่า เรา "ทึ่ง" กับหนังอย่างรุนแรง แต่มันจะไม่สะเทือนใจเราอย่างรุนแรงเป็นการส่วนตัว  ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนกับว่า หนังของเขาเป็นเหมือน "ค้อนยักษ์" ที่เหวี่ยงมาโดนเรา แต่หนังของ Mikio Naruse จะเป็นเหมือน "เข็มพิษ" ที่เล็กจิ๋ว แต่พอเราโดนซัดเข็มพิษเข้าใส่ เราก็ตายไปเลย

แต่คิดว่า Akira Kurosawa  ก็คงถนัดทำหนังแนวนี้นี่แหละ และการที่เขาได้ทำสิ่งที่ถนัด ก็เป็นสิ่งที่ดีแล้ว

2."สี" สวยมาก ๆ

3.ฉากฝันก็งดงามมาก ๆ โดยเฉพาะ background ของฉาก

4.สนใจตัวละคร Nobunaga Oda (Daisuke Ryu) มาก ๆ เพราะเหมือนเราเคยได้ยินชื่อตัวละครตัวนี้บ่อย ๆ พอลองค้นดูก็เลยพบว่า

4.1 BAND OF NINJA (1967, Nagisa Oshima, A+30) เล่าเรื่องของกลุ่มนินจาที่ต่อต้าน Nobunaga Oda

4.2 SEN RIKYU (1989, Kei Kumai) ที่เราเคยดู เล่าเรื่องของ Hideyoshi Toyotomi ซึ่งเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจาก Nobunaga Oda

4.3 HONNOUJI HOTEL.(2017, Masayuki Suzuki) ที่เราเคยดู เล่าเรื่องของ Nobunaga Oda

4.4 MUMON: THE LAND OF STEALTH (2017, Yoshihiro Nakamura) ที่เราเคยดู เล่าเรื่องของ  Nobukatsu Oda ซึ่งเป็นลูกชายของ  Nobunaga Oda

มีใครเคยดูหนังเรื่องอื่น ๆ เกี่ยวกับ Nobunaga Oda หรือเปล่า เหมือนเราน่าจะเคยดูมากกว่านี้ แต่นึกไม่ออก
----
สุดฤทธิ์ ตายแล้ววววว เพิ่งรู้จากเพื่อนว่า หนังของ Valerio Zurlini เคยลงโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย หนักมาก ๆ โดยหนังที่เข้าฉายในไทยในตอนนั้นคือเรื่อง INDIAN SUMMER (1972) ที่นำแสดงโดย Alain Delon โดยหนังใช้ชื่อไทยว่า "รักติดลบ" และเข้าฉายที่โรง เพรซิเดนท์ กับโรง ออสการ์

กราบผู้จัดจำหน่ายหนังต่างประเทศในไทยในยุคนั้น
-----

ENDINGS, BEGINNINGS (2019, Drake Doremus, A+30)

1.รู้สึกเหมือน  Shailene Woodley พยายามจะเป็น Dakota Johnson ในหนังเรื่องนี้ 555

2. ดูแล้วนึกถึงหนังกลุ่มผัวเมียละเหี่ยใจในยุค post new wave ของฝรั่งเศสมาก ๆ

FIDELITY (2019, Nigina Sayfullaeva, Russia, A+30)

1.ชอบฉากกลับหัวเด็กในท้องมาก ๆ ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเราสามารถทำแบบนี้ได้ด้วย

2.นึกว่าเป็น female version ของ TORMENT (1994, Claude Chabrol) เพราะหนังเรื่องนั้นพูดถึงผู้ชายที่หยุดจินตนาการไม่ได้ว่าเมียตัวเองมีชู้

3.เหมือน "การขับรถ" จะเป็น motif สำคัญในหนังเรื่องนี้

BYE BYE BIRDIE (1963, George Sidney, A+25)

WILLY'S WONDERLAND (2021, Kevin Lewis, A+25)

ชอบความเกรดบีของหนังมาก ๆ นึกถึงหนัง GRINDHOUSE ของ Robert Rodriguez + Quentin Tarantino

THE CORNERED MOUSE DREAMS OF CHEESE (2020, Isao Yukisada Japan, A+30)

ชอบสุด ๆ กรี๊ดมาก ๆ รู้สึกว่านอกจากมันจะเป็นหนังเกย์โรแมนติกแล้ว มันยังเล่นท่ายากด้วยการสร้างตัวละครนำทั้งสองคนที่มีความ unlikeable ทางนิสัยใจคอมากพอสมควรด้วย คือเหมือนถ้าผลักไปมากกว่านี้นิดเดียว มันจะเป็น FATAL ATTRACTION (1987, Adrian Lyne) แล้วนะ เพราะตัวละครของ Ryo Narita นี่ถ้าล้ำเส้นไปมากกว่านี้ มันจะกลายเป็น Glenn Close ไปเลย

แต่เรารักและหลงใหลตัวละครโรคจิตแบบนี้มาก ๆ เราก็เลยชอบหนังอย่างสุด ๆ คือเราไม่ได้ต้องการคนแบบนี้ในชีวิตจริงนะ แต่เราชอบหนังที่รักมนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องแบบนี้

Sunday, March 14, 2021

TELL YOUR WORLD

 TELL YOUR WORLD (2020, Nutthanon Ratree, 25min, A+25) 


SPOILERS ALERT 


1.ถ้าพูดกันตามจริงแล้วก็คือว่า เราไม่ถูกโฉลกกับหนังแนวนี้นะ 55555 มันไม่ใช่ทางของเราเลยน่ะ แต่ไม่ใช่ว่าหนังเรื่องนี้ไม่ดีนะ มันก็ดีตามแนวทางของมันหรือตาม genre ตามขนบของมันนั่นแหละ แต่พอดีเราไม่อินกับหนังแนวนี้เป็นการส่วนตัวจ้า 


แต่ที่ให้ระดับความชอบไว้เป็น A+25 ก็เป็นเพราะว่า เราทึ่งกับการที่นักศึกษาไทยทำหนังออกมาได้ตามขนบหนังญี่ปุ่นน่ะ คือมันเหมือนกับที่เราทึ่งกับการที่ได้เห็นฝรั่งคนนึงพูดภาษาไทยได้คล่องเปรี๊ยะ หรือเห็นฝรั่งคนนึงแต่ง “กลบทกบเต้นสามตอน” ในภาษาไทยออกมาได้น่ะ แต่ถ้าหากเราเห็นคนไทยพูดภาษาไทยได้คล่อง เราก็คงรู้สึกเฉยๆ 5555 คือถ้าหากหนังเรื่องนี้กำกับโดยคนญี่ปุ่น เราก็คงจะชอบหนังเรื่องนี้แค่ในระดับประมาณ A หรือ A- น่ะ เพราะเราไม่อินกับหนังแนวนี้เป็นการส่วนตัวจ้ะ 


สรุปว่า ทึ่งมาก ๆ ที่ได้เห็นนักศึกษาไทยทำหนังในญี่ปุ่น, ตัวละครพูดภาษาญี่ปุ่นกันทั้งเรื่อง, ใช้ location ในญี่ปุ่นได้อย่างคุ้มค่า และมีองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างที่เหมือนกับหนังญี่ปุ่นมาก ๆ แต่พอดีเราไม่ถูกโฉลกกับหนังญี่ปุ่นแนวนี้อย่างรุนแรงจ้า 55555 (หนังญี่ปุ่นแนวที่เราชอบก็คือหนังของ Nagisa Oshima จ้ะ และหนังญี่ปุ่นแนวที่เราเกลียดสุดๆ ก็คือ ALWAYS: SUNSET ON THIRD STREET) 


2.ก่อนที่จะพูดถึงสิ่งที่เราไม่ชอบเป็นการส่วนตัวในหนังเรื่องนี้ เราก็ขอพูดถึงสิ่งที่เราชอบก่อนก็แล้วกัน อย่างแรกก็คือการใช้ location เราชอบการถ่าย location ท้องถนน, บ้านเรือนต่าง ๆ ในหนัง มันสร้างบรรยากาศได้ดี เหมือนใช้การมาญี่ปุ่นได้คุ้มค่า 


3.อีกสิ่งที่เรารู้สึกว่า ใช้ประโยชน์ได้ดี ก็คือ การถ่าย “แสงแดด” ในญี่ปุ่น เราว่าแสงแดดในหนังญี่ปุ่นมันมีมนตร์เสน่ห์บางอย่าง และหนังเรื่องนี้ก็เหมือนเก็บเกี่ยวเอาความงดงามของแสงแดดแบบหนังญี่ปุ่นมาไว้ได้ด้วย 


แต่จริง ๆ แล้วเราก็รู้สึกก้ำกึ่งกับ “แสง” ในหนังเรื่องนี้นะ เพราะถึงเราจะชอบ “แสงแดดแบบญี่ปุ่น” ในหนังเรื่องนี้ แต่เราว่าหนังเรื่องนี้จัดโทนแสงให้มันดู “ละมุน” จนเกินไปหากวัดจากรสนิยมส่วนตัวของเราน่ะ  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดีนะ เพราะสิ่งนี้เกี่ยวโยงกับข้อหนึ่งที่เราเขียนไปแล้ว คือเราไม่ชอบหนังแนวนี้เป็นการส่วนตัวน่ะ และสิ่งหนึ่งที่เราไม่ชอบในหนังเรื่องนี้ก็คือ “ความละมุน” ของทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งแสง, ทั้งดนตรีประกอบ, ทั้งบรรยากาศ ซึ่งไม่ใช่ว่ามันไม่ดี จริง ๆ แล้วมันดี เพราะความละมุนของทุกองค์ประกอบนี้มันสอดรับ, ส่งเสริม หรือเข้ากับ genre ของหนัง 


คือถ้าหากถามว่ามัน “ดี” มั้ย มันก็อาจจะดี เพราะความละมุนของทุกองค์ประกอบนี้มันเข้ากับ genre หนังหรือตัวหนัง 


แต่ถ้าหากถามว่า เรา “ชอบ” มั้ย เราก็ต้องตอบว่าเราไม่ชอบ เพราะเราไม่ชอบหนังแนวนี้ เราก็เลยไม่ชอบ “ความละมุน” ที่ช่วยส่งเสริมอะไรต่าง ๆ ในหนังแนวนี้ตามไปด้วย 55555 


4. ชอบเคมีระหว่างพระเอก นางเอก เราว่าคู่นี้ดูเหมาะสมกันดี ดูมี "ความเรียบร้อย" มีบุคลิกที่น่าจะไปด้วยกันได้ 


5. เพลงธีมเพราะดี ติดหูมาก ๆ 


6.ชอบการเน้นไปที่สัญญาณไฟจราจร เหมือนเป็น motif สำคัญอันนึงในหนัง 


7.  ชอบการบอกใบ้บางอย่างในตัวละครนางเอก เพราะในฉากแรก ๆ นั้น นางเอกไม่ยอมช่วยพระเอก แต่พอพระเอกบอกว่าจะให้ "ค่าตอบแทน" เธอถึงยอมช่วย จุดเล็ก ๆ นี้มันสะท้อนว่า "การหาเงิน" เป็นสิ่งที่นางเอกให้ความสำคัญอย่างมาก ๆ และนั่นส่งผลกระทบต่อ  CONFLICT  สำคัญของหนัง ในเวลาต่อมา เมื่อนางเอกต้องเลือกอะไรบางอย่าง 


8. เอาล่ะ คราวนี้มาว่าถึงสิ่งที่เราไม่ชอบในหนังบ้าง 555 แต่ขอย้ำอีกครั้งว่าเรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับหนังดีไม่ดีนะ แต่เกี่ยวกับว่า อะไรทำให้เราอินหรือไม่อินกับหนังเป็นการส่วนตัว อย่างแรกที่เราไม่ค่อยชอบเป็นการส่วนตัวเลย ก็คือ

ตัวละครนางเอก แต่จะว่าไม่ชอบก็ไม่เชิง เพราะจริง ๆ แล้วเรารู้สึกก้ำกึ่งกับเธอมากกว่า เพราะตัวละครตัวนี้มีทั้งส่วนที่เราอินด้วย และไม่อินด้วย 


ขอพูดถึงสิ่งที่เราชอบมาก หรืออินด้วยมาก ๆ ในตัวละครนางเอกก่อนแล้วกัน สิ่งที่เราอินด้วยมาก ๆ ก็คือ "ความโลเล" ของเธอ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและความผิดหวังให้แก่พระเอก เหมือนนางเอกต้องเลือกระหว่างการร้องเพลง กับการทำงานประจำ แต่เธอมีความโลเล และขาดความรับผิดชอบต่อสัญญาที่ตัวเองเคยให้ไว้ ก็เลยนำมาซึ่งความชิบหายในช่วงท้าย 


อันนี้เป็นจุดที่เราชอบสุด ๆ เพราะมันทำให้เรานึกถึงความผิดพลาดบางอย่างในชีวิตตัวเอง เพราะเราก็เคยโลเลเกี่ยวกับทางเลือกของชีวิต และความโลเลนี้ก็อาจจะส่งผลกระทบในทางลบต่อชีวิตคนอื่นๆ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เราก็เลยชอบสุด ๆ ที่หนังเรื่องนี้สะท้อนธรรมชาติของมนุษย์ตรงจุดนี้ 


9.แต่ส่วนที่เราไม่อินกับตัวนางเอกก็คือ ความไม่กล้าร้องเพลงของเธอ เพราะเรารู้สึกว่า มึงจะกล้าร้องเพลงต่อหน้าคนอื่นหรือไม่กล้าร้อง ก็เรื่องของมึง จบ 55555 เหมือนเราไม่รู้สึกแคร์ใด ๆ กับปมปัญหาหลักของหนังหรือของตัวนางเอกในจุดนี้ ซึ่งก็อาจจะเป็นที่ตัวเราเอง ในขณะที่ผู้ชมคนอื่น ๆ บางคนย่อมต้องรู้สึกแตกต่างไปจากเรา 


10. อีกจุดที่เรามีปัญหากับหนังอย่างมาก ๆ ก็คือว่า เราไม่รู้สึกว่าตัวละครมันเป็นมนุษย์จริง ๆ แต่มันเป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ตาม function ของมันในภาพยนตร์แบบสูตรสำเร็จน่ะ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของนักแสดงเลยนะ นักแสดงทำได้ดีมาก ๆ แล้ว เราว่าปัญหาหลักเกิดจากบทภาพยนตร์ที่ไม่เปิดโอกาสให้ตัวละครได้แสดงแง่มุมหรือมิติอื่น ๆ นอกเหนือไปจากการทำหน้าที่เป็น "พระเอกนางเอกที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรค conflict และนำไปสู่การพัฒนาตัวเองในตอนจบแบบหนังสูตรสำเร็จ" น่ะ 


คือเราว่าตัวละครพระเอกมันชัดมากตรงจุดนี้ ตัวละครพระเอกมันดู "ลอย" มาก ๆ มันเหมือนตัวละครตัวนี้มาเพื่อทำหน้าที่เป็นพระเอกเท่านั้น ไม่ได้เป็นมนุษย์จริง ๆ 


ตัวละครนางเอกอาจจะมีมิติมากกว่าหน่อย เพราะมีความซับซ้อนกว่า และมีปมทางใจจากการถูก bully ในอดีต แต่ไป ๆ มา ๆ แล้วก็เหมือนกับว่า ปมในอดีตและความซับซ้อนของตัวนางเอกถูกสร้างขึ้นเพื่อที่หนังจะได้มี "conflict, ปัญหาใหญ่,  ฉาก climax และพัฒนาการของตัวละคร" มากกว่าจะช่วยเพิ่มมิติความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงให้กับตัวละคร 


แต่ถึงแม้จุดนี้จะเป็นปัญหา เราก็ไม่ติดใจมันนะ เพราะเราว่าปัญหานี้มันมีสาเหตุหลักมาจากการที่หนังเรื่องนี้เป็น "หนังสั้น", "หนังนักศึกษาที่ต้องออกทุนสร้างเอง" และเป็นหนังที่ "ถ่ายทำในต่างประเทศภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ "น่ะ 


คือเราว่าปัญหานี้มันแก้ได้ด้วยการให้เห็น "ตัวประกอบอื่น ๆ" ในชีวิตของตัวละคร ทั้งสมาชิกครอบครัว, เพื่อน ๆ หรือการใส่ฉากชีวิตประจำวันของตัวละครซึ่งเป็นฉากที่ไม่เกี่ยวข้องกับ conflict หลักของหนังเข้ามา ซึ่งถ้าหากหนังเรื่องนี้มันเป็นหนังยาว, หนังที่มีทุนสร้างสูง หรือหนังที่ถ่ายทำในไทย มันก็จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ง่าย แต่พอมันเป็นหนังสั้นที่นักศึกษาออกทุนสร้างเอง การจะไปจ้างนักแสดงชาวญี่ปุ่นหลายคนให้มาแสดงเป็นเพื่อน ๆ ของพระเอกหรือนางเอก มันก็คงเป็นเรื่องยาก เราก็เลยเดาว่าการที่หนังมันมีปัญหานี้ คงเป็นพราะข้อจำกัดเหล่านี้ด้วย 


11.จบส่วนที่ไม่ชอบในหนังไปแล้ว ขอพูดถึงประเด็นอื่น ๆ บ้าง เราขอบอกว่า เราขำฉากวิ่งในช่วง climax จนหยุดหัวเราะไม่ได้ มันแสดงให้เห็นว่า ผู้สร้างหนังเรื่องนี้เข้าใจสูตรสำเร็จของหนัง/ละครทีวีของญี่ปุ่นจริง ๆ ที่ต้องมีตัวละครวิ่งอย่างรุนแรงในฉาก climax ก่อนจบเรื่อง หรือก่อนจบตอนในละครทีวี อย่างล่าสุดก็คือใน VIOLET EVERGARDEN THE MOVIE ที่ตัวละครต้องหาเรื่อง "วิ่งหน้าตั้ง" ให้ได้ก่อนจบเรื่อง 


แล้วผู้สร้าง TELL YOUR WORLD ก็เข้าใจสูตรสำเร็จของฉากแบบนี้ด้วยนะ ด้วยการใส่เสียงความคิดนางเอกเข้ามา เพื่อบอกว่านางเอก "เริ่มตรัสรู้" แล้ว เข้าใจตัวเองแล้ว เข้าใจความปรารถนาของตัวเองแล้ว และเสียงความคิดนั้นก็มี "การเร่งเร้า" เสียง, เร่งเร้าอารมณ์อย่างรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตามจังหวะการวิ่งทะยานของนางเอก 


ไม่รู้ว่าผู้กำกับจงใจให้ซึ้งหรือเปล่านะ แต่เราหัวเราะจนหยุดไม่ได้กับสูตรสำเร็จแบบนี้ และชอบมากที่ผู้กำกับเข้าใจสูตรสำเร็จแบบนี้ของหนัง/ละครทีวีญี่ปุ่น 


12. ติดใจมาก ๆ ว่า เกิดอะไรขึ้นกับพระเอกในตอนจบ โทรศัพท์ที่โทรมาหานางเอกนั้นคืออะไร พระเอกประสบอุบัติเหตุตายหรืออะไร หรือผู้สร้างหนังต้องการให้คนดูจินตนาการเอง 


ถ้าผู้สร้างหนังต้องการให้คนดูจินตนาการเอง เราก็ขอจินตนาการว่า พระเอกโทรมาหานางเอกในฉากนั้นแล้วพูดกับเธอว่า "อีเหี้ย อีสัส อีไม่รักษาสัญญา มึงไปให้พ้นรัศมีควยกู ไม่ต้องเสนอหน้าเข้ามาในชีวิตกูอีก" แล้วพระเอกก็วางหูไป นางเอกก็เลยทำอาการเศร้าแบบที่เห็นในหนัง 55555 


13. สรุปว่า ถ้าหากถามว่า "ชอบหนังเรื่องนี้มั้ย"  เราก็ขอตอบว่า เราไม่ได้ชอบมากเป็นการส่วนตัวจ้ะ ชอบแค่ในระดับนึง 


แต่ถ้าหากถามว่าหนังเรื่องนี้ "ดีมั้ย"  เราก็ขอตอบว่า เราไม่รู้ เพราะเราไม่ใช่ผู้ชมกลุ่มเป้าหมายหลักของหนังเรื่องนี้ เราไม่ได้ชอบหนัง genre นี้ ควรไปถามผู้ชมกลุ่มเป้าหมายจะดีกว่า 


แต่ถ้าหากถามว่า หนังเรื่องนี้ "น่าจดจำมั้ย" เราก็ขอตอบว่า มัน "น่าจดจำอย่างสุด ๆ" จ้ะ เพราะมันเป็นหนังนักศึกษาไทยที่ถ่ายทำในญี่ปุ่นทั้งเรื่อง, ใช้ภาษาญี่ปุ่นทั้งเรื่อง และดูเหมือนจะเข้าใจสูตรสำเร็จของหนังญี่ปุ่นเป็นอย่างดี หนังเรื่องนี้ก็เลยมีความ unique มาก ๆ เมื่อเทียบกับหนังสั้นนักศึกษาไทยเรื่องอื่น ๆ และถือว่า "น่าจดจำ"  เป็นอย่างมากจ้ะ 


14. แล้วหนังแนวไหนเหรอที่เราจะอินด้วยอย่างสุด ๆ หรือชอบเป็นการส่วนตัวอย่างสุด ๆ มันก็คือหนังที่อาจเริ่มต้นคล้าย ๆ หนังเรื่องนี้ นางเอกดูเรียบร้อย ติ๋ม ๆ ขี้อาย ขาดความมั่นใจในตัวเอง เพราะเธอไม่กล้าประกาศให้โลกรู้ว่า "ฉันอยากเป็นกะหรี่" ฉันอยากเย็ดกับผู้ชายจำนวนมาก และถ้าได้เงินด้วย ก็ยิ่งดี 


หนังแนวที่เราชอบ ก็จะมีส่วนคล้ายกับ TELL YOUR WORLD นั่นแหละ เพียงแต่เปลี่ยนความใฝ่ฝันของนางเอกจากการร้องเพลง มาเป็นการเป็นกะหรี่น่ะ และพอนางเอกได้พบกับพระเอก ที่คอยกระตุ้นให้เธอ "ทำตามความฝัน" ของตัวเอง เธอก็เลยกล้ามากขึ้นเรื่อย ๆ และออกวิ่งทะยานพุ่งไปข้างหน้า เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นกะหรี่อย่างเต็มตัวในตอนจบ



Sunday, March 07, 2021

THE GRAND CANAL TV SERIES

หนึ่งในสิ่งที่วางแผนว่าจะทำมานาน 30 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำสักที เพราะไม่มีเวลาว่างมากพอ ก็คือการเอาละครทีวีฮ่องกงเรื่อง “ศึกลำน้ำเลือด” (1987) มาดูใหม่ เพราะมันเป็นหนึ่งในละครทีวีที่เราชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต ละครทีวีเรื่องนี้เล่าเรื่องของฮ่องเต้หยังกวงจอมทรราชย์ (อู๋ฉี่หัว) และกลุ่มผู้ต่อต้านหยังกวง แต่สิ่งที่ทำให้ละครเรื่องนี้สนุกมาก ๆ ก็คือ “หลุมพราง” มากมายที่กลุ่มผู้ต่อต้านหยังกวงต้องเผชิญ เหมือนกับว่ามีหลุมพรางให้ตกแล้วตกอีก ตกแล้วตกอีก อุปสรรคแม่งเยอะสัส ๆ

 

จำได้ว่าในละครทีวีเรื่องนี้ เราจองเป็น “นางแส้แดง” 5555 เพราะฉะนั้นหนึ่งในตัวละครที่เราเกลียดที่สุดในละครเรื่องนี้ ก็คือ หลี่มี่ (หวงเย่อหัว) หนึ่งในจอมยุทธ์ที่อยู่ในกลุ่มผู้ต่อต้านหยังกวง แต่ในความเป็นจริงนั้น หลี่มี่คือคนเหี้ย และคอยยุยงบ่อนทำลายกลุ่มผู้ต่อต้านหยังกวง ถ้าเราจำไม่ผิด “นางแส้แดง” ก็เจอหลี่มี่ใส่ร้ายป้ายสีต่าง ๆ นานา จนถูกขับออกจากขบวนการไปพักนึง กว่านางแส้แดงจะหาทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ความจริงใจจนกลับเข้าขบวนการได้ ก็ใช้เวลานาน

 

 


BREAKING NEWS IN YUBA COUNTY

 LOVE STORY (1970, Arthur Hiller, A+30) 


1.ชอบกว่าที่คาดไว้เยอะ ตอนแรกเห็นพล็อตเรื่องแล้วอี๋มาก เพราะมันทำให้นึกถึงหนังที่เราเกลียด อย่างเช่น THE LETTER ของไทย แต่พอดู LOVE STORY แล้วพบว่า มันฟูมฟายน้อยกว่าที่คาดไว้มาก ซึ่งตรงข้ามกับหนังและละครทีวีของเอเชียที่เราเกลียด 


2.ชอบตัวละครนางเอกมาก ๆ ชอบที่เธอเป็นฝ่ายรุกจีบพระเอกก่อน แล้วพอพระเอกถามว่าทำไมถึงจีบเขา นางเอกก็ตอบว่า I LIKE YOUR BODY 


3.ชอบปมระหว่างพระเอกกับพ่อมาก ๆ ด้วย ถึงแม้พระเอกจะหัวแข็งเกินไป แต่เราก็ชอบตัวละครพระเอกแบบนี้มากกว่าพระเอกที่เชื่อฟังพ่อแม่ 


4.เพิ่งเคยเห็น Tommy Lee Jones ในวัยหนุ่มเป็นครั้งแรก น่าสนใจมากๆ คือเขาหล่อ เล่นหนังมาตั้งแต่ปี 1970 แต่กว่าเขาจะโด่งดังสุดขีด เขาก็เหี่ยวเสียแล้ว ตอนที่เล่น THE FUGITIVE (1993, Andrew Davis) 


จริง ๆ แล้วเราก็เคยดูเขาใน COAL MINER'S DAUGHTER  (1980, Michael Apted), LONESOME DOVE (1989), JFK (1991, Oliver Stone) อะไรพวกนี้นะ แต่หนังเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาเป็น "ดาราที่โด่งดังไปทั่วโลก" น่ะ 


I REMEMBER (2020, Nan Zhou, China, A+) 


1.หนังจีนที่  remake จาก แฟนเดย์ (2016, Banjong Pisanthanakun) และพอเราเคยดูตัวต้นฉบับมาแล้ว ก็เลยรู้สึกว่ารู้เนื้อเรื่องหมดแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้น่าเบื่อหน่อย ๆ 


2.เวอร์ชั่นจีนตัดความ creepy ของพระเอกทิ้งไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือเปล่าที่ทำให้พระเอกดูเป็นคนดีมากขึ้น 


3. พอดูหนังเรื่องนี้แล้วเลยเข้าใจว่า ทำไมเราถึงอินกับ อีหล่าเอ๋ย (2020, อาทิตย์ ศรีภูมิ, เอกชัย ศรีวิชัย) อย่างสุด ๆ เพราะ I REMEMBER กับ แฟนเดย์ นำเสนอ "สาวออฟฟิศ" ราวกับว่าเป็น ultimate object of desire ที่อยู่สูงกว่า mechanic/repairman ซึ่งมันไม่สอดคล้องกับมุมมองของเรา 


แต่ อีหล่าเอ๋ย นำเสนอ mechanic/repairman ว่าเป็น ultimate object of desire ที่ใคร ๆ ก็อยากเสย he ใส่ ซึ่งนี่แหละตรงกับความปรารถนาของเราที่สุด 55555 


BRITANNICUS (2018, Stephane Braunschweig, France, filmed stage, A+30)



ละครเวทีที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Racine เข้าใจว่าดัดแปลงจากเรื่องจริงของแม่กับลูกชายที่แย่งอำนาจกันเองในจักรวรรดิโรมัน ระหว่าง Nero ทรราชย์ชั่วชาติอำมหิต กับ Agrippina ที่เป็นแม่ของเขาเอง หนักมาก ๆ ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเคยมีการแย่งชิงอำนาจบัลลังก์กันอย่างรุนแรงสุดขีดระหว่างแม่กับลูกชายด้วย

‐------

ไม่รู้เป็นเพราะเราเพิ่งดู "วัยระเริง" (1984,  Piak Poster, A+30) มาหรือเปล่า ความทรงจำบางอย่างตอนเราอยู่มัธยมก็เลยหวนคืนมา 555 อยู่ดีๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ตอนเราอยู่มัธยม ประมาณปี 1988 เพื่อนคนนึงเคย "บรรยายความโง่" ของเพื่อนอีกคนนึงให้พวกเราฟังว่า "มิสนี่เป็นคนที่โง่มากน่ะ โง่แบบที่เรียกว่า ถ้าเจอใครถามว่า  "-1  ยกกำลัง 100 มีค่าเท่ากับเท่าไหร่" มิสนี่ก็เอา -1 ไปคูณกันเรื่อย ๆ จนครบ 100 ทีเพื่อหาคำตอบน่ะ" 


มันเป็นการบรรยายความโง่ที่เราประทับใจมาก ๆ ก็เลยขอจดบันทึกไว้หน่อย หวังว่าความทรงจำอื่น ๆ สมัยมัธยมจะหวนคืนมาอีก 

-------

HAPPIEST SEASON (2020, Clea DuVall, A+30) 


1.หนังเลสเบียนที่งดงามมาก ๆ แต่เสียดายที่หนังดูโลกสวยไปหน่อยในช่วงท้าย แต่ก็ให้อภัยได้เมื่อคิดว่ามันอยู่ใน genre "หนังพาฝันวันคริสต์มาส" 


2.แต่ชอบ HOLY MESS (2015, Helena Bergstrom, Sweden) มากกว่าเรื่องนี้นะ เหมือน HOLY MESS มัน "เจ็บปวด" กว่า 


THE END OF THE STORM (2020, James Erskine, UK, documentary, A+15) 


----

ชอบ ANIMAL FARM (1954, Joy Batchelor, John Halas, UK, animation, A+30) ที่ฉายที่ Bangkok Screening Room อย่างสุด ๆ แต่ตอนดูก็คิดในใจตลอดเวลาว่า ทำไม Disney หรือ Pixar ไม่ทำหนังการ์ตูนแบบนี้บ้างวะ นี่เป็นหนังที่เด็ก ๆ ทุกคนควรดู และเหมาะเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับเด็กม. 1 มาก ๆ แล้วพอเราได้มาอ่าน trivia ของหนังเรื่องนี้ใน imdb เราก็หัวเราะจนหยุดไม่ได้ 55555

--- 


BREAKING NEWS IN YUBA COUNTY (2020, Tate Taylor, A+30) 


1. ตอนแรกชอบแค่ในระดับ A+15 แต่พอเวลาผ่านไปหลายวันก็ชอบหนังเรื่องนี้มากถึงระดับ A+30  55555 เพราะตอนที่ดู เราจะรู้สึกไม่ชอบ "ความเป็นหนังตลกร้าย" ของมันน่ะ เพราะเรามักจะไม่อินกับหนังที่มีการฆาตกรรมโหด ๆ โดยมองว่ามันเป็นเรื่องตลก เหมือนกับว่า "ความเจ็บปวดทางร่างกายของตัวละคร" เป็นเรื่องตลก (และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เราเกลียดบางฉากใน DETECTIVE CHINATOWN 3 อย่างสุด ๆ)  


เรามองว่าจุดนี้คือความแตกต่างสำคัญระหว่างหนังตลกร้ายกับหนังสยองขวัญนะ เพราะถึงแม้หนังทั้งสอง GENRES นี้จะ exploit ความโหดและการทำร้ายร่างกายตัวละครเหมือนกัน แต่หนังสยองขวัญโดยทั่วไป treat การทำร้ายร่างกายตัวละครว่าเป็นเรื่องจริงจัง, เป็นความเจ็บจริง, ไม่ใช่เรื่องตลก, ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นน่ะ เราก็เลยอินกับหนังสยองขวัญอย่างรุนแรง และไม่ค่อยอินกับหนังตลกร้าย 


เพราะฉะนั้นพอเราเจอความตลกร้ายในหนัง YUBA นี้ เราก็เลยถอยห่างจากหนังในระดับนึง แต่พอเวลาผ่านไปนานหลายวัน เราก็ยังคงคิดถึงจุดอื่น ๆ ที่เราชอบในหนังเรื่องนี้อยู่ เราก็เลยพบว่า ยิ่งผ่านไปนาน ๆ เราก็จะยิ่งลืมจุดที่ไม่ชอบในหนังเรื่องนี้ แต่จะยังคงจดจำจุดที่ชอบได้ และทำให้ชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ 


2.จุดที่ชอบที่สุดในหนัง ก็คือการสร้างตัวละครหญิงแรง ๆ 10 กว่าตัวมาปะทะกันอย่างรุนแรงน่ะ ไม่รู้คิดได้ยังไง คือมันอาจจะไม่ลงตัวแบบ  "ผู้หญิงแย่งสับ" (1989, David Chung, Hong Kong) ละครทีวีแบบ MELROSE PLACE หรือ WOMEN ON THE VERGE OF A NERVOUS BREAKDOWN (1988, Pedro Almodovar, Spain) นะ แต่เราว่ามันสนุกกว่า 8 WOMEN (2002, Francois Ozon) น่ะ  และมันตอบสนอง fantasy ของเรามาก ๆ เพราะเราก็อยากให้มีคนสร้างหนังที่นำตัวละครหญิงแรง ๆ มาปะทะกันเหมือนกัน 


3.ตัวละครที่ชอบมากๆ ในหนัง มีตั้งแต่ตัวละครธรรมดา และตัวละครประกอบที่โผล่มาแค่ 10 วินาที คือเราว่ามีหนังไม่กี่เรื่องน่ะที่สร้างตัวละครประกอบที่โดนใจเราได้หลายตัว ทั้งๆ ที่โผล่มาแค่ไม่กี่วินาทีในหนัง 


ตัวละครที่ชอบ 


3.1 นางเอก (Allison Janney) 


3.2 น้องสาวนางเอก Mila Kunis 


3.3 ตำรวจสาว Regina Hall 


3.4 มาเฟียสาว Akwafina 


3.5 สาวดำประสาทแดก Wanda Sykes 


3.6 คู่รักเลสเบียนของสาวประสาทแดก  Ellen Barkin 


3.7 พิธีกรรายการทีวีชื่อดัง Juliette Lewis 


3.8 น้องสะใภ้นางเอก  Samira Wiley 


3.9 เมียน้อย Bridget Everette 


3.10 เพื่อนร่วมงานนางเอกที่ดูตอแหลมาก 


3.11 พนักงานธนาคารผิวดำที่กล่าวขอโทษคนตาย 


3.12 พนักงาน supermarket หน้าตาบอกบุญไม่รับ (โผล่มา 5 วินาทีช่วงต้นเรื่อง) 


3.13 แต่มีสิทธิตัวละครที่จริง ๆ แล้วแรงที่สุดในเรื่อง คือ "เด็กสาวที่หายตัวไป" 555 อยากให้มีการสร้างภาคสองเกี่ยวกับตัวละครตัวนี้มาก ๆ 


4.ดูแล้วก็เลยกราบหนังมาก ๆ ตรงจุดนี้ เหมือนเป็นการทำตามความฝันในการเอาตัวละครหญิงแรง ๆ มาปะทะกันหลายตัว และเราว่าหนังมี "sense ความกะหรี่กะหล่ำ" ที่ตรงกับเรามาก ๆ น่ะ เพราะถึงเราจะดูหนังเรื่องนี้มานานหลายสัปดาห์แล้ว เรายังอดหัวเราะไม่ได้เมื่อนึกถึงฉาก "พนักงานธนาคารผิวดำกล่าวขอโทษคนตาย" น่ะ ทั้ง ๆ ที่ตัวละครตัวนี้โผล่มาแค่ 60 วินาที คือเราว่าผู้สร้างหนังมี sense of humour ที่ตรงกับเรามากพอสมควรถึงสร้างตัวละครชิบหาย ๆ แบบนี้ออกมาได้เยอะมาก ๆ 


5.เราก็เลยรู้สึกว่า Tate Taylor แก้ตัวได้อย่างน่าพึงพอใจ หลังจากทำ AVA (2020) เพราะเราว่า AVA ล้มเหลวมากในแง่การใช้ประโยชน์จาก Joan Chen และ Geena Davis คือเหมือน Tate Taylor คงอยากเอาดาราหญิงพวกนี้มาปะทะกัน แต่ AVA ไม่เปิดโอกาสให้ดาราเหล่านี้ใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ แต่ YUBA นี่แก้ตัวในจุดนี้ได้ดีมาก โดยเฉพาะการใช้ศักยภาพของ Allison Janney และ Wanda Sykes ได้อย่างเต็มสตีม 


6.ทำไมดูแล้วนึกถึงละครทีวีช่อง 3  เรื่อง "จิตไม่ว่าง 24" (1981) 5555 ที่มีมาลี เวขประเสริฐ, กรรณิการ์ ธรรมเกษร, สุทธิจิต วีระเดชกำแหง และดาราหญิงมากมายมาปะทะกันในร้านทำผม ถ้าจำไม่ผิด อยากให้มีคนไทยทำหนังไทยแบบ "จิตไม่ว่าง 24" ออกมามาก ๆ