Tuesday, January 22, 2019

22 JAN-28 JAN 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 4
22 JAN-28 JAN 1989   

1. 1.ESPECIALLY FOR YOU – Kylie Minogue & Jason Donovan

2. IT’S THE LOVER (NOT THE LOVE) – Tiffany

3.RADIO ROMANCE – Tiffany

4.DROP THAT BOMB – Tiffany

5. THE ONLY WAY IS UP – Yazz & The Plastic Population

6. I MISSED THE SHOCK – Akina Nakamori

7. TWO HEARTS – Phil Collins

8. THE LOCOMOTION – Kylie Minogue

9. HEARTS NEVER LIE – Tiffany & Chris Farren

10. JIRETTAI NE – Shonentai

--เพลง I MISSED THE SHOCK ของ Akina Nakamori นี่ ถือเป็นหนึ่งในเพลงที่มีความสำคัญมากที่สุดในชีวิตของเราเลย เพราะมันกลายเป็นหนึ่งใน “ประโยคอุทาน” ที่ติดปากเรากับเพื่อนๆตอนช่วงเทอมปลายม.4-ม.5 คือในช่วงนั้น พอเจอเหตุการณ์อะไรก็ตามที่น่าประหลาดใจ, น่าตกใจ, แรงๆ, แร่ดๆ เรากับเพื่อนๆก็จะแสดงความรู้สึกต่อเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยการอุทานออกมาว่า “I missed the shock!” 555

ถ้าจำไม่ผิด ครั้งแรกที่เราได้ยินเพื่อนอุทานประโยคนี้ออกมา น่าจะเป็นหลังจากที่ดูหนังเรื่อง “เราสอง” (1988, สรวงสุดา ชลลัมพี) ที่โรงหนังลิโดหรือสยามนี่แหละ หนังนำแสดงโดยพีท ทองเจือ กับบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ แล้วหนังมันก็ธรรมดา ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ พอดูเสร็จ ตอนเดินออกจากโรง เพื่อนก็หันมาพูดกับเราว่า “I missed the shock!” แล้วหลังจากนั้น ประโยคนี้ก็กลายเป็นประโยคอุทานที่ติดปากเรากับเพื่อนๆไปอีกนานหลายเดือน

Tuesday, January 15, 2019

15 JAN-21 JAN 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 3
15 JAN-21 JAN 1989

1.ESPECIALLY FOR YOU – Kylie Minogue & Jason Donovan

2. FOUR LETTER WORD – Kim Wilde

3. I DON’T BELIEVE IN MIRACLES – Sinitta

4. JIRETTAI NE – Shonentai

5. A GROOVY KIND OF LOVE – Phil Collins

6. SAIGO NO IIWAKE – Hideaki Tokunaga

7. SMOOTH CRIMINAL – Michael Jackson

8. WITCHES – Miho Nakayama

9. DAYBREAK – Otokogumi

10. TOIKI DE NET – Yoko Minamino

--พอกลับมาฟัง JIRETTAI NE อีกครั้ง ก็เลยเอาเพลงนี้ออกจากหัวแทบไม่ได้เลยในรอบหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา จำได้ว่ายุคนั้นคลั่งไคล้ คัตจัง มากๆ จัดได้ว่าเป็นสามีเก่าของเราคนนึง

--ชอบเนื้อเพลง I DON’T BELIEVE IN MIRACLES อย่างสุดๆ เราว่ามันเศร้ามากๆ

“ไม่ ฉันไม่เชื่อในปาฏิหาริย์
จะมีสักกี่ครั้งกันที่ความฝันมันจะกลายเป็นจริงได้
ไม่ ฉันไม่เชื่อในปาฏิหาริย์
ถึงแม้ฉันแอบหวังและสวดภาวนา
ว่าคุณจะกลับมาหาฉันในสักวันนึง”

Saturday, January 12, 2019

A LETTER FROM BEIRUT (1979, Jocelyn Saab, France/Lebanon, documentary, A+30)


BEIRUT IS NO LONGER NEVER (1976, Jocelyn Saab, France/Lebanon, documentary, A+30)
A LETTER FROM BEIRUT (1979, Jocelyn Saab, France/Lebanon, documentary, A+30)

1.ถ้าหาก Chile มี Patricio Guzmán และ Cambodia มี Rithy Panh Lebanon ก็มี Jocelyn Saab นี่แหละ ที่เป็นผู้บันทึกความพังพินาศ ล่มสลายของประเทศตนเองออกมาได้อย่างทรงพลัง, เจ็บปวด แต่มีความงดงามในทางมุมมองด้วยในเวลาเดียวกัน

2.รู้สึกว่าเสียง voiceover ในหนังสองเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ คือภาพที่ปรากฏในหนังสองเรื่องนี้มันก็ทรงพลังและมีคุณค่าสุดๆอยู่แล้ว แต่ถ้าหากขาดเสียง voiceover ที่เป็นบทรำพึงรำพันส่วนตัว หนังเรื่องนี้ก็อาจจะเป็นเพียง “หนังสารคดีเชิงข่าว/ข้อมูล” ที่มีคุณค่ามากๆในเชิงบันทึกประวัติศาสตร์/เหตุการณ์/ถ่ายทอดความเป็นจริงน่ะ เพราะภาพในหนังมันบันทึกสภาพบ้านเมืองในกรุงเบรุตในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมือง เราได้เห็นชีวิตอันยากลำบากของผู้คนในช่วงนั้น และใน A LETTER FROM BEIRUT หนังก็ได้สัมภาษณ์คนหลายๆคนที่น่าสนใจด้วย คือแค่ลำพังภาพ+บทสัมภาษณ์เหล่านี้มันก็ดีสุดๆอยู่แล้ว

แต่หนังมันยังเพิ่มความเหนือชั้นมากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเสียง voiceover ที่เป็นบทรำพึงรำพันส่วนตัวของตัวผู้กำกับ และเราว่าสิ่งนี้มันช่วยห่มคลุมเหตุการณ์เลวร้ายสุดๆในหนังด้วย “ความรู้สึกที่งดงาม” บางอย่าง และมันช่วยยกระดับหนังเรื่องนี้ขึ้นไปอีก คือนอกจากหนังเรื่องนี้จะมีคุณค่าในเชิงข่าว/สารคดี/บันทึกประวัติศาสตร์แล้ว มันยังมีความทรงพลังทางอารมณ์ความรู้สึกในแบบงานศิลปะชั้นดีด้วย

เราก็เลยนึกถึงพวกหนังของ Patricio Guzmán และ Rithy Panh เพราะเราว่าสองคนนี้ก็ถ่ายทอดเหตุการณ์สังหารหมู่หรือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศตนเอง ออกมาด้วยพลังทางศิลปะเช่นกัน และไม่ได้เป็นเพียงแค่การร้อยเรียงข้อมูลแบบสารคดีเพียงอย่างเดียว

จริงๆแล้วนึกถึงพวกหนังของ Chris Marker และ Harun Farocki ด้วย คือเราว่าถ้าหาก Marker หรือ Farocki มาเกิดใน Lebanon ผู้กำกับสองคนนี้ก็อาจจะทำหนังแบบ Jocelyn Saab ออกมาก็ได้ แต่เนื่องจาก Marker อยู่ในฝรั่งเศส และ Farocki อยู่ในเยอรมนี ทั้งสองก็เลยถ่ายทอดความเลวร้ายของชาติตะวันตกหรืออะไรไปแทน

3.ในส่วนของเหตุการณ์ที่ถ่ายทอดออกมาในหนังสองเรื่องนี้นั้น มันทำให้นึกถึงสงครามกลางเมืองในบอสเนีย, อิรัก และซีเรียมากๆ และมันก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆที่เหตุการณ์แบบนี้มันไม่ได้จบลงแค่ที่เลบานอนในทศวรรษ 1970-1980 แต่มันยังคงเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะที่ซีเรียในปัจจุบัน

Tuesday, January 08, 2019

8 JAN-15 JAN 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 2
8 JAN-15 JAN 1989

1.FOOLISH BEAT – Debbie Gibson

2.ONLY IN MY DREAMS – Debbie Gibson

3. FOUR LETTER WORD – Kim Wilde

4.ESPECIALLY FOR YOU – Kylie Minogue & Jason Donovan

5.SHAKE YOUR LOVE – Debbie Gibson

6. JIRETTAI NE – Shonentai

7. OUT OF THE BLUE – Debbie Gibson

8. PLAY THE FIELD – Debbie Gibson

9.RADIO ROMANCE – Tiffany

10. IT’S NO SECRET – Kylie Minogue



Sunday, January 06, 2019

GIRL (2018, Lukas Dhont, Belgium/Netherlands, A+30)


GIRL (2018, Lukas Dhont, Belgium/Netherlands, A+30)

1.งดงามน้ำตาไหล เหมือนเป็นภาคสองของหนังสารคดีเรื่อง VALENTIJN (2007, Hetty Nietsch, Netherlands, A+30) ที่ติดตามชีวิตของเด็กชายวัย 10-12 ขวบที่เริ่มใช้ puberty inhibitors เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ขั้นตอนการแปลงเพศเป็นสตรีในอนาคต

2.พอดู GIRL ไปได้ 15 นาที ใจเราก็ภาวนาให้หนังจบโดยเร็วที่สุด เพราะเรารักตัวละครนางเอกมากๆ ดูแล้วนึกถึงเพื่อนคณะอักษรคนนึง เพราะฉะนั้นเราก็เลยภาวนาให้หนังจบโดยเร็ว เพื่อที่นางเอก (ที่ดูมีความอ่อนหวาน เปราะบาง) จะได้ไม่เผชิญความยากลำบาก หรือความชิบหายใดๆในชีวิต 555

คือ "การมีชีวิตเป็นตัวละครในหนัง narrative" มันทำให้เราคาดเดาล่วงหน้าได้ว่า นางเอกที่มีชีวิตค่อนข้างลงตัว มีพ่อที่ใจกว้าง ดีเลิศประเสริฐศรี ในช่วงต้นเรื่อง มีโอกาสสูงมากๆที่เธอจะต้องเจออุปสรรคแรงๆในชีวิต เจอความทุกข์มากๆในเวลาต่อมา ตามขนบการเล่าเรื่องของหนัง ก่อนที่ทุกอย่างจะคลี่คลายในตอนจบ หรือไม่นางเอกก็ตายตอนจบ อะไรทำนองนั้นน่ะ แต่พอเรารักตัวละครนางเอกมากๆตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง เราก็เลยไม่อยากให้นางเอกเจออะไรเลวร้ายทั้งสิ้นในเวลาต่อมา เราอยากให้หนังรีบจบโดยเร็ว เธอจะได้ไม่ต้องเจออะไรซวยๆ แล้วยิ่งเธอมีชีวิตอยู่ในหนังยุโรปด้วยแล้ว โอกาสที่เธอจะเจออะไรโหดๆก็มีเยอะกว่าในหนังอเมริกันด้วย (ดูอย่าง IRREVERSIBLE ของ Gaspar Noe และ A WEDDING ของ Stephan Streker สิคะ)

3.พอดูหนังจบแล้ว ทำให้รู้สึกว่า แต่ละสังคมมันก็มีข้อดีข้อเสียของมันเอง 555 คือตอนแรกเราจะรู้สึกว่า สังคมในหนังเรื่องนี้มัน “อารยะ” มากๆ และมันมีวิธีการจัดการกับประเด็นยากๆในแบบที่น่าสนใจดี อย่างเช่น ตอนที่ครูให้โหวตเรื่องการใช้ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของนางเอก

 แต่พอดูจบแล้ว เราจะสงสัยว่า ถ้าหากนางเอกเกิดในไทย เธอจะเจอปัญหาแบบเดียวกับในหนังเรื่องนี้หรือเปล่า คือเรารู้สึกว่า สังคมเบลเยียมในหนังมันดูดีกว่าสังคมไทยในแง่นึง แต่สิ่งหนึ่งที่สังคมเบลเยียมในหนังเรื่องนี้ไม่มี ก็คือ “แก๊งกะเทยในโรงเรียนมัธยม” 555 เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า ถ้าหากนางเอกเกิดในไทย เธอก็คงจะมีเพื่อนกะเทยมากมายในโรงเรียนมัธยมไปแล้ว เธอจะรู้สึกว่า เธอไม่โดดเดี่ยว มีเพื่อนๆมากมายที่เป็นแบบเดียวกับเธอ และรอการแปลงเพศแบบเดียวกับเธอ และเพื่อนๆในแก๊งของเธอก็มีสิทธิเชิดชูเธอให้เป็นราชินีประจำกลุ่มด้วย เพราะเธอสวยซะขนาดนั้น แล้วเธอจะรู้สึกกดดันแบบในหนังเรื่องนี้ไหม ถ้าหากเธอเกิดในไทย

ก็เลยรู้สึกว่า GIRL เป็นหนังที่งดงามมากๆ และมันก็อาจจะสะท้อนความแตกต่างทางสังคมด้วย เพราะเราว่ากะเทยวัยมัธยมในไทย มักจะมีปัญหาเรื่องพ่อแม่ญาติโกโหติกาไม่ยอมรับ แต่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่อง “ขาดเพื่อน” เพราะฉะนั้นสถานการณ์แบบใน GIRL ก็เลยเหมือนเป็นอะไรที่น่าสนใจดีสำหรับเรา เพราะมันเป็นปัญหาที่เกิดในโลกที่ศิวิไลซ์มากๆแล้ว ซึ่งมันจะมีลักษณะแตกต่างจากปัญหาสำหรับกะเทยในสังคมอื่นๆ ทั้งสังคมไทย, สังคมฟิลิปปินส์ (ลองดูหนังอย่าง ASTRI & TAMBULAH), สังคมอิหร่าน (ลองดูหนังอย่าง BE LIKE OTHERS), ฯลฯ

Tuesday, January 01, 2019

CONCRETE ROOTS (2018, Achitaphon Piansukprasert, 90min, A+30)


CONCRETE ROOTS (2018, Achitaphon Piansukprasert, 90min, A+30)
รากพราย

1.หนังยาวเรื่องแรกที่เราได้ดูในปีนี้ ถือว่าหนักข้อมากทีเดียว เพราะมันเป็นหนังทดลองที่ไม่มีความประนีประนอมใดๆต่อผู้ชม เราคิดว่าองค์ประกอบของหนังเรื่องนี้อาจจะแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ซึ่งก็คือ

1.1 ส่วนที่เป็นการจับภาพคนงานก่อสร้างขณะทำงานสร้างบ้านหลังหนึ่ง โดย focus ไปที่การผสมปูน

1.2 ส่วนที่เป็นการจับภาพกิจกรรมในวัดแห่งหนึ่ง ที่มีการบูชาเจ้าแม่ตะเคียนทอง, เจ้าแม่สะไบทอง และเจ้าแม่สะไบเงิน โดยมีการ focus ไปที่เสาปูน 2-3 เสาที่วางนอนอยู่ และมีคนมาบูชาเสาปูนเหล่านี้ ซึ่งเราก็ไม่มีความรู้ว่ามันคืออะไร มีใครรู้บ้างว่าเสาปูนที่คนบูชาในวัดมันคืออะไรกัน

1.3 ส่วนที่เป็นการจับภาพพืชและสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะปลาและนก

1.4 ส่วนที่เป็นหนังทดลองหลอนๆ

2.ถ้าจะถามว่าหนังเรื่องนี้สื่อถึงอะไร เราก็ตอบไม่ได้ 555 แต่ตอนที่ดูหนังเราก็ตระหนักถึงความจริงที่ว่า ทั้งบ้าน,อาคารที่เราอยู่อาศัย หรือแม้แต่วัตถุบูชาบางอย่าง มันก็สร้างจากวัสดุพื้นฐานและแรงงานคนเหมือนๆกัน บ้านที่เราอยู่ก็มาจากปูนและแรงงานของคนงานก่อสร้าง หรือ “วัตถุศักดิ์สิทธิ์” ต่างๆ มันก็ทำจากอิฐ,หิน, ดิน, ทราย, ไม้, โลหะ อะไรพวกนี้ แต่เราว่าหนังอาจจะไม่ต้องการสื่อถึงอะไรพวกนี้หรอก หนังมันคงมีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งเราไม่รู้ว่าคืออะไร 555

3.องค์ประกอบที่ชอบที่สุดในหนัง ก็คือความเป็นหนังทดลองหลอนๆนี่แหละ เพราะเรามีรสนิยมชอบอะไรแบบนี้ และจูนติดกับอะไรแบบนี้ได้ง่าย คือยอมรับเลยว่า ช่วง 20 นาทีแรกที่เป็นการจับภาพคนงานก่อสร้างทำงานไปเรื่อยๆเนี่ย เราปรับตัวให้เข้ากับหนังได้ยากมาก แต่พอหนังตัดไปเป็นการซูมเข้าไปหาอะไรสักอย่างในแมกไม้ (มันคืออะไร เราดูไม่ออก) พร้อมกับสร้างบรรยากาศหลอนๆขึ้นมา เราก็จูนติดกับฉากนั้นในทันที

ชอบฉากที่ถ่ายตุ๊กตาบูชาด้วยอารมณ์หลอนๆด้วย ฉากที่เป็น graphic หลอนๆอะไรต่างๆ เราก็ชอบมาก

รู้สึกด้วยว่า หนึ่งในลายเซ็นของ Achitaphon คือ “การสร้างความรู้สึกที่ว่า มีคลื่นพลังงานอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น ลอยอยู่ในบรรยากาศ” ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ในหนังเรื่อง “หวีนางเงือก” และ “วิญญาณ” และก็พบได้ในหนังเรื่องนี้ด้วย

4.แต่ยอมรับเลยว่า เราจูนไม่ติดกับส่วน 1.1  และ 1.2 ที่เป็นการถ่ายคนงานก่อสร้างกับการถ่ายบรรยากาศในวัด เหมือนมันหนักข้อเกินไปสำหรับเรา แต่มันก็น่าสนใจดีที่มีคนเลือกใช้วิธีการแบบนี้ในการถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมา คือตอนที่ดู เราจะนึกไปด้วยว่า มันมีวิธีการใดๆอีกบ้างในการถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ โดยวิธีการอื่นๆก็มีเช่น

4.1 การสัมภาษณ์คนงานก่อสร้างและคนขายวัตถุบูชาในวัดโดยตรง ซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะ ถ้าหากผู้กำกับต้องการทำหนังที่เน้นการให้ “ข้อมูล” แก่ผู้ชม

4.2 แต่ถ้าหากไม่ต้องการทำหนังที่เน้นการให้ข้อมูลโดยตรงแก่ผู้ชม เราก็ให้ข้อมูลแก่ผู้ชมในทางอ้อมได้ ด้วยการ frame ภาพที่ดี เพราะการเลือก frame ภาพที่ดีจะทำให้ซีนนั้นให้ได้ทั้งข้อมูล และความสวยงามเพลินตา ดูได้นานๆไม่เบื่อ ซึ่งวิธีการแบบนี้สามารถศึกษาได้จากหนังอย่าง OUR DAILY BREAD (2005, Nikolaus Geyrhalter) และ IN COMPARISON (2009, Harun Farocki) ที่ถ่ายทอดวิธีการทำงานของคนงานเหมือนๆกัน

5.จริงๆแล้วก็คือว่า เรารู้สึกว่าส่วนที่เป็นการถ่ายคนงานก่อสร้างกับถ่ายบรรยากาศในวัด มันเหมือนขาดมนต์เสน่ห์ทางภาพอยู่บ้างน่ะ แล้วพอเราดูหนังผ่านทางจอคอมพิวเตอร์ มันก็เลยยิ่งเหมือนต้องใช้ความอดทนในการดู แต่ถ้าดูทางจอใหญ่ๆ อาจจะจูนติดกับมันง่ายขึ้น

คือเราว่า  “มนต์เสน่ห์ทางภาพ” ถ้าหากทำได้ มันก็จะทำให้หนังย่อยง่ายขึ้นสำหรับผู้ชมในวงกว้างนะ 555 คือนอกจากหนังของ Nikolaus Geyrhalter และ Harun Farocki แล้ว เราก็นึกถึงหนังอีกหลายๆเรื่องที่มันถ่าย “สิ่งของ” หรือ “สถานที่” แบบจับจ้องไปที่สิ่งนั้นนานๆ โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยน่ะ แต่หนังเหล่านี้มันมี “มนต์เสน่ห์ทางภาพ” อย่างรุนแรง มันก็เลยสะกดเราได้อยู่หมัด หนังในกลุ่มนี้ก็มีเช่น HOTEL MONTEREY (1973, Chantal Akerman), AGATHA AND THE LIMITLESS READINGS (1981, Marguerite Duras), WINDOWS (1999, Apichatpong Weerasethakul), RUHR (2009, James Benning) คือจะให้เราจ้องประตูลิฟท์ 10 นาที, จ้องหน้าต่าง 20 นาทีอะไรแบบนี้ เป็นสิ่งที่เราทำได้สบายมาก ถ้าหากหนังมันถ่ายทอดอะไรแบบนี้ออกมาได้อย่างมีมนต์สะกดจริงๆ แต่พอให้เราต้องดูคนงานก่อสร้างทำงานแบบ “ดิบ” มากๆอย่างนี้ เราก็ยอมรับว่า เราจูนติดได้ยากเหมือนกัน 555

6.แต่ก็ชอบหนังมากๆอยู่ดีนะ ถือว่ามันเป็นการทดลองทำอะไรแปลกๆใหม่ๆที่น่าสนใจดี มีความเป็นตัวของตัวเอง และก็ไม่ประนีประนอมกับคนดูจริงๆ เป็นหนังที่เราต้องใช้ความอดทนในการดูมากพอๆกับหนังอย่าง YOU HAVE TO WAIT, ANYWAY (2007, Nawapol Thamrongrattanarit, 22min), THE RAPE OF BANGKOK ข่มขืนกรุงเทพ (2011, Wachara Kanha, Teeranit Siangsanoh, 90min) และ “นิราศเขาวงกต” (2014, Prap Boonpan, 268min) เพราะหนังเหล่านี้ก็ถ่ายทอดซีนต่างๆที่บางทีแทบไม่มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นเป็นเวลานานเหมือนๆกัน และก็ไม่ได้เน้นความสวยงามด้านภาพมากนักด้วย แต่ก็ถือว่าชอบหนังกลุ่มนี้มากๆอยู่ดีน่ะแหละ และบางทีการที่ต้องใช้ความอดทนในการดู ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้หนังมันน่าจดจำได้เหมือนกัน

MY SONG CHART 30 YEARS AGO


MY SONG CHART 30 YEARS AGO

เมื่อ 30 ปีก่อน หรือเมื่อต้นปี 1989 ตอนนั้นเราอยู่ม.4 กำลังจะขึ้นม. 5 มันเป็นช่วงที่เรามีความสุขที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต และเราก็มักจะรำลึกถึงอดีตเมื่อ 30 ปีก่อนเสมอเวลาที่เราเศร้าสร้อยหรือท้อแท้ใจ

กิจกรรมหนึ่งที่เรามักจะทำในตอนนั้น ก็คือการทำอันดับเพลงประจำสัปดาห์ เหมือนกับที่เพื่อนๆของเราในยุคนั้นทำกัน เราชอบการทำอันดับเพลงประจำสัปดาห์ของเรากับเพื่อนๆมากๆ มันเหมือนกับว่า เพลงที่เราชอบบางทีมันไม่ขึ้นอันดับสูงๆในชาร์ทเพลงของอังกฤษหรืออเมริกา แต่มันก็ขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ทของเราหรือเพื่อนๆบางคน มันเหมือนกับว่า เราทุกคนต่างก็มีอำนาจในการทำชาร์ทเพลงของตนเอง ไม่ใช่แค่นิตยสาร Billboard, Music Week, Oricon และสถานีวิทยุต่างๆที่มีสิทธิทำชาร์ทเพลง เราทุกคนต่างก็มีสิทธิให้เพลงที่เราชอบ “ขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ท” ของเราเองได้

เรากับเพื่อนบางคนทำชาร์ทเพลงแบบนี้ตั้งแต่ปี 1989-1994 เราหยุดทำชาร์ทเพลงไปในปี 1994 เพราะตอนนั้นเรียนปีสุดท้ายในมหาลัย แล้วเรียนหนัก เลยไม่มีเวลาทำ เราหยุดทำชาร์ทเพลงไปด้วยพักนึงในปี 1990 เพราะตอนนั้นเพิ่งเข้ามหาลัย แล้วไม่ค่อยมีเวลาตามฟังเพลง+ทำชาร์ทเพลงเหมือนกัน

คิดๆดูแล้ว การทำชาร์ทเพลงตั้งแต่ปี 1989 มันคงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีนิสัยชอบจัดอันดับหนังประจำปีในเวลาต่อมา 555 และเราก็ชอบมากๆด้วยที่เพื่อนๆทำอันดับหนังประจำปีของตนเอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า หนังที่เราชอบ บางทีมันไม่ได้รางวัล หรือมันไม่ได้ขึ้นอันดับหนึ่งของนิตยสารหนัง หรือของนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ แต่เราทุกคนก็สามารถให้หนังที่เราชอบ “ขึ้นอันดับหนึ่ง” ในลิสท์ของตนเองได้ หนังอย่าง 30 YEARS OF ADONIS (2017, Scud) คงไม่ติดโผอันดับของนักวิจารณ์หลายคน แต่เราก็สามารถให้มันติดลิสท์ของเราได้

ตอนนี้ก็เลยคิดว่า จะลองบันทึกอันดับเพลงของตัวเองเมื่อ 30 ปีก่อน ลงไว้ในที่นี้ด้วย เพราะเราจดมันไว้ด้วยดินสอ และตอนนี้มันก็จางจนอ่านแทบไม่ออกแล้ว ก็เลยคิดว่า เราจดบันทึกมันไว้ในคอมพิวเตอร์ด้วยน่าจะดีกว่า เหมือนเป็นการ digitalize diary ของตัวเอง

ใครเคยทำอะไรแบบนี้ ก็เล่าให้ฟังกันบ้างก็ได้นะ

WEEK 1 1 JAN-7 JAN 1989

1.I SHOULD BE SO LUCKY – Kylie Minogue

2.IT’S THE LOVER (NOT THE LOVE) – Tiffany

3.ESCAPE 3:00 AM – Shohjo-Tai

4.ONLY IN MY DREAMS – Debbie Gibson

5.KITCHEN PATROL – Shohjo-Tai

6.ALL THIS TIME – Tiffany

7.DROP THAT BOMB – Tiffany

8.SHAKE YOUR LOVE – Debbie Gibson

9.RADIO ROMANCE – Tiffany

10.FOOLISH BEAT – Debbie Gibson

Monday, December 31, 2018

DEAD AIR + OTW


DEAD AIR สิ้นลม (2018, Weerapat Emprasertsuk, 17min, A+30)

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

งดงามสุดๆ หนังจับภาพหมาตัวนึงที่ดูเหมือนนอนหายใจร่อแร่ ใกล้ตาย ตัดสลับกับภาพแมกไม้ต่างๆที่บางทีก็หยุดนิ่ง บางทีก็ไหวติงอยู่ไกลๆ และช่วงครึ่งหลังของหนังก็กลายเป็นภาพมินิมัลของเส้นต่างๆที่ไหวติงไปเรื่อยๆ

หนังเหมือนเป็นการใคร่ครวญถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ซึ่งถ้ามองในด้านนี้ หนังก็จะมีจุดที่คล้ายกับ IN A BLUR OF DESIRE (2007, Araya Rasdjarmrearnsook) ที่จับภาพช่วงเวลาสุดท้ายของสัตว์ใกล้ตาย แต่ดีที่หนังเรื่องนี้กับวิดีโอของ Araya ใช้วิธีการที่แตกต่างกันไป

DEAD AIR มีพลังสะกดจิตสูงมาก เราชอบทั้งช่วงครึ่งแรกและครึ่งหลังของหนัง เราว่าช่วงครึ่งแรกของหนังเลือกเฟรมภาพได้งามมากๆ ซีนแมกไม้แต่ละซีนถ่ายออกมาได้งามมาก โดยเฉพาะซีนที่มีกิ่งไม้ไหวติงอยู่ไกลๆ เราว่าซีนนั้นเลือกถ่ายมาได้ดีมาก

ช่วงครึ่งหลังของหนังก็เป็นมรณานุสติที่ดีมากๆ

คุณ Weerapat เคยกำกับ MOTHER EARTH (2014, 16min) ซึ่งเป็นหนังที่เราชอบสุดๆเหมือนกัน

ดู MOTHER EARTH ได้ที่นี่


OTW เพื่อน (ตาย) ร่วมทาง (2018, Nuttapol Sirirojjanananont, 23min, A+30)

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

Cult จริงๆ 555 จริงๆแล้วอยากให้ช่วงกลางเรื่อง ที่เป็นตัวละครหนี มันยาวกว่านี้ หรือลุ้นระทึกกว่านี้ ส่วนการหักมุมในช่วงท้ายเรื่อง เราว่ามันดูมีความลักลั่นบางอย่าง เพราะมันถูกใส่เข้ามาเหมือนเพื่อ “หักมุม” ตามสิ่งที่หนัง genre นี้มักทำกัน แต่มันเหมือนไม่ได้ถูก hint มาก่อนหน้านี้อย่างดีพอ

TAKASHI MAKINO


THE LOW STORM (2009, Takashi Makino, Japan, 15min, A+30)

เสียงพายุ, ภาพของคลื่นทะเล, ภาพของนกบิน, ภาพของนกบินท่ามกลางพายุที่เกิดจาก visual effects เหล่านี้คือสิ่งที่จะพบได้ในหนังเรื่องนี้

รู้สึกว่า Takashi Makino เก่งมากในการเลือก “โทนสี” สำหรับหนังเรื่องต่างๆ ของเขา เหมือนหนังเรื่องต่างๆของเขามันไม่มีเนื้อเรื่องอยู่แล้ว มันมีแต่ภาพกับบรรยากาศ ซึ่งสิ่งนี้อาจจะคล้ายกับหนังของ Teeranit Siangsanoh แต่หนังของ Teeranit จะไม่มีการใช้ visual effects ในขณะที่ Makino จะปรับโทนสีของแต่ละซีนให้ออกมาดูงดงามสุดๆในหนังเรื่องต่างๆของเขา

หนังของ Takashi Makino เรื่องนี้ยังคงงดงามเหมือนเรื่องอื่นๆ แต่เรื่องนี้ดูเหมือนจะมี “พลังสะกดจิต” น้อยกว่าเรื่องอื่นๆของเขา

INTER VIEW (2010, Takashi Makino, Japan, 23min, A+30)

หนักมาก เหมือน 10 นาทีแรกเป็นภาพจอสีฟ้าที่มีร่องรอยกระดำกระด่างปรากฏบนหน้าจอให้เห็นเป็นระยะๆ ท่ามกลางเสียงดนตรีที่หลอกหลอนสุดๆ แล้วพอเข้าสู่นาทีที่ 15 เราถึงเพิ่งเห็นภาพลางๆเหมือนกับวิวที่ถ่ายจากหน้าต่างรถไฟ ก่อนจะมีภาพนกบินหรือภาพอะไรอื่นๆตามมา

เป็นหนังที่ไปสุดทางอีกเรื่องนึงจริงๆ ชอบความไม่ประนีประนอมของมันมากๆ

GHOST OF OT301 (2014, Takashi Makino, Japan, 9min, A+30)

ช่วงครึ่งแรกของหนังนี่หลอกหลอนที่สุด ทั้งดนตรีประกอบ ทั้งภาพมันหลอกหลอนมากๆ แต่พอเข้าสู่ช่วงครึ่งหลัง เราถึงค่อยเห็นภาพลางๆของชาวบ้านฝรั่ง เหมือนกับเป็น found footage จากเมื่อ 50 ปีก่อน และดนตรีก็ค่อยๆผ่อนคลายลง

เหมือนเป็นการผสมผสานกันระหว่างความหลอกหลอนจาก SUSPIRIA (2018), การใช้ found footage แบบ Peter Tscherkassky และ music video FOREVER BLUE (1989) ของ Swing Out Sister


Sunday, December 30, 2018

WHY COLONEL BUNNY WAS KILLED (2010, Miranda Pennell, UK, 27min, A+30)


WHY COLONEL BUNNY WAS KILLED (2010, Miranda Pennell, UK, 27min, A+30)

1.ถึงแม้หนังจะตั้งชื่อเรื่องว่า WHY COLONEL BUNNY WAS KILLED แต่พอดูจบแล้ว เราก็ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใดว่า เพราะเหตุใดเขาถึงถูกฆ่า เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Colonel Bunny เป็นใคร และเหตุฆาตกรรมเขาเป็นอย่างไร เพราะหนังไม่ได้เล่าถึงเหตุการณ์นั้นเลย หนังไม่ได้พูดถึง Colonel Bunny อะไรเลยด้วย นอกจากว่ามีภาพถ่ายสถานที่แห่งหนึ่งปรากฏขึ้นมาในช่วงกลางของหนัง และมีคำเขียนไว้ใต้ภาพถ่ายนั้นว่า นี่เป็นจุดที่ Colonel Bunny ถูกฆ่า

2.หนังทั้งเรื่องเหมือนเป็นการผสมผสานองค์ประกอบสามอย่างเข้าด้วยกัน นั่นก็คือภาพถ่ายเมื่อราว 100 ปีก่อนของกองทหารอังกฤษในแถบอินเดีย/อัฟกานิสถาน/ปัญจาบ หรืออะไรทำนองนี้, เสียง voiceover ที่หยิบเอาบางส่วนจากหนังสือ AMONG THE WILD TRIBES OF THE AFGHAN FRONTIER (1908, Theodore Leighton Pennell) มาเล่าให้ผู้ชมฟัง และเสียง sound effects ที่ทรงพลังมากๆ

3.องค์ประกอบทั้งสามอย่างนี้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวสุดๆ และแต่ละองค์ประกอบก็ยอดเยี่ยมมากๆด้วย โดยในส่วนของภาพถ่ายนั้น กล้องมีการโฟกัสไปยัง background เลือนๆในบางภาพ ซึ่ง background เลือนๆนั้นเป็นรูปของคนรับใช้ชาวพื้นเมือง ซึ่งน่าจะเป็นชาวอัฟกัน/อินเดีย/ปัญจาบ

การเลือกโฟกัสอะไรแบบนี้ มันทำให้เกิดอารมณ์ thriller ขึ้นมาได้ดีมาก ในแง่นึงมันทำให้นึกถึงหนังเรื่อง TRAIN OF SHADOWS (1997, José Luis Guerin,Spain) ที่นำเอาฟุตเตจหนังเก่าที่ดูเหมือนไม่มีอะไรสลักสำคัญ มาสำรวจตรวจสอบ เพ่งพินิจพิจารณาใหม่ เพื่อดูว่ามันบ่งชี้ถึงเบาะแสการหายตัวไปของคนคนหนึ่งในทศวรรษ 1920 ได้หรือเปล่า  และมันทำให้นึกถึงหนังเรื่อง BLOW-UP (1966, Michelangelo Antonioni) ด้วย ที่เป็นการเอาภาพถ่ายสวนสาธารณะมาส่องขยาย เพื่อหาเบาะแสฆาตกรรมหรืออะไรทำนองนี้

4.เสียง voiceover ที่เป็นการเอาบันทึกในปี 1908 มาเล่าใหม่ ก็น่าสนใจมากๆ เพราะมันเล่าถึงความขัดแย้งด้านศาสนาตั้งแต่ปี 1908 ซึ่งพอได้ยินเรื่องราวความขัดแย้งในปี 1908 แล้ว มันก็เลยแทบไม่น่าประหลาดใจที่ Afghanistan จะกลายเป็นประเทศที่น่ากลัวสุดๆในอีก 100 ปีต่อมา

5.เสียง sound effects นี่ยอดเยี่ยมสุดๆ ออกแบบมาได้ดีงามมากๆ เพราะหนังทั้งเรื่องมันเป็น “ภาพนิ่ง” น่ะ เพราะฉะนั้นมันก็เลยต้องพึ่งพาการไหลเลื่อนของเสียง, การสร้างบรรยากาศความเคลื่อนไหวผ่านทางเสียง นี่แหละ ที่จะช่วยให้หนังเรื่องนี้มันดูไม่หยุดนิ่งได้