Showing posts with label LEBANON. Show all posts
Showing posts with label LEBANON. Show all posts

Wednesday, April 01, 2026

Claire, Chloe, Pauline, Suzanne, Maud, Astree, Reinette, Mirabelle, The Marquise

 

WHEN I SAW YOU (2012, Annemarie Jacir, Palestine) น่าดูสุดขีด อย่าจำชื่อหนังเรื่องนี้สลับกับ I WANT TO SEE (2008, Joana Hadjithomas, Khalil Joreige, Lebanon, A+30)

 

พอพูดถึง Annemarie Jacir เราก็นึกขึ้นมาได้ว่า เราเคยดู A FEW CRUMBS FOR THE BIRDS (2005, Annemarie Jacir, Jordan, A+30) ตอนที่หนังเรื่องนี้มาฉายในกรุงเทพ และ A FEW CRUMBS FOR THE BIRDS ก็ติดอันดับ 13 ในลิสท์หนังสุดโปรดที่เราได้ดูในปี 2014

++++

 

เห็นคุณภู่มณีเขียนถึงหนังของ Eric Rohmer เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ในบรรดา “หนังที่กำกับโดย Eric Rohmer และใส่ชื่อตัวละครหญิงเข้ามาไว้ในชื่อหนัง” เราเคยดูก็แต่ Claire, Chloe, Pauline, Suzanne, Maud, Astree, Reinette, Mirabelle, The Marquise

 

ในบรรดาหนังกลุ่มนี้ เราชอบ FOUR ADVENTURES OF REINETTE AND MIRABELLE (1987) มากที่สุด

 

แต่ถ้าหากถามว่าชอบตัวละครหญิงตัวไหนมากที่สุดในบรรดา Claire, Chloe, Pauline, Suzanne, Maud, Astree, Reinette, Mirabelle, The Marquise เราก็ขอตอบว่า เราชอบ Maud (Françoise Fabian) ใน MY NIGHT AT MAUD’S (1969) มากที่สุด คือถ้าหากเราเป็นผู้หญิง เราก็อยากเป็นแบบ Maud มากที่สุด

 

แต่ยังมีหนังของ Eric Rohmer อีกหลายเรื่องที่เรายังไม่ได้ดู ที่นำชื่อตัวละครหญิงมาเป็นชื่อหนัง อย่างเช่น

 

1. THE ADVENTURES OF ROSETTE (1983, 71min)

 

2. CATHERINE DE HEILBRONN (1980, 131min)

สร้างจากบทประพันธ์ของ Heinrich von Kleist

 

3. NADJA IN PARIS (1964, 13min)

 

4. PRESENTATION, OR CHARLOTTE AND HER STEAK (1960, 12min)

 

5. VERONICA AND HER DUNCE (1958, 18min)

 

6. BÉRÉNICE (1954, 15min)

สร้างจากบทประพันธ์ของ Edgar Allan Poe

 

แล้วคุณล่ะคะ ชอบใครมากที่สุดในบรรดา Claire, Chloe, Pauline, Suzanne, Maud, Astree, Reinette, Mirabelle, The Marquise

 

แต่ถ้าหากพูดถึงหนังของ Eric Rohmer โดยรวม ๆ เราก็ชอบ THE GREEN RAY (1986) มากที่สุดนะ THE GREEN RAY นี่ถือเป็น one of my most favorite films of all time เลย

 

ภาพจาก THE ADVENTURES OF ROSETTE

++++

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เราเพิ่งรู้ว่า Jean-Claude Brialy เป็นเกย์ และเขามีสามีที่มีอายุน้อยกว่าเขา 29 ปี

 

เรามองว่าเขาหล่อมาก ๆ ในสายตาของเรา เราเคยตกหลุมรักเขาอย่างรุนแรงมากจากหนังอย่าง LE BEAU SERGE (1958, Claude Chabrol), CHRISTINE (1958, Pierre Gaspard-Huit), THE COUSINS (1959, Claude Chabrol), A WOMAN IS A WOMAN (1961, Jean-Luc Godard), CLAIRE’S KNEE (1970, Eric Rohmer), etc.

 

ภาพจาก CLAIRE’S KNEE

++++

SARCOPHAGUS OF DRUNKEN LOVES (2023, Joana Hadjithomas, Khalil Joreige, Lebanon, 8min, A+15)

 

ISMYRNA (2023, Joana Hadjithomas, Khalil Joreige, Lebanon, about Turkey, documentary, 50min, A+30)

 

เราดูทาง e-flux

 

PALIMPSESTS (2017, Joana Hadjithomas, Khalil Joreige, Lebanon, 12min, A+30)

 

เราดูทาง e-flux

 

 

Monday, April 21, 2025

RAINER WERNER FASSBINDER’S FILMS IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

อยากไปร้าน MR. BEAR COTTON CHEESE CAKE ที่นิวยอร์ค

++++++++

ฉันหลงรัก Hiroshi Abe มานาน 38 ปีแล้ว กรี๊ดดดดดดด นี่ชีวิตสมรสของดิฉันกับเขายืนยาวมานานถึง 38 ปีแล้วหรือเนี่ย ดีใจที่สามียังมีละครทีวีดี ๆ ให้เล่นอยู่

 

เราหลงรักเขาครั้งแรกตอนที่เห็นเขาในนิตยสาร “ทีวีรีวิว” ตอนนั้นเขาโด่งดังจากหนังเรื่อง HAIKARA-SAN GA TORU (1987, Masamichi Sato) ที่นำแสดงโดย Yoko Minamino และสร้างมาจากหนังสือการ์ตูนของ Yamato Waki ที่เราชอบสุดขีด แต่เรายังไม่เคยได้ดูหนังเรื่องนี้เลยนะ

+++++

 

RAINER WERNER FASSBINDER’S FILMS IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

เราเคยดูหนังที่กำกับโดย Rainer Werner Fassbinder ไปเพียงแค่ 20 เรื่อง ยังขาดอีกหลายเรื่องที่เรายังไม่ได้ดู ซึ่งถ้าหากเรียงตามลำดับความชอบของตัวเองในบรรดา 20 เรื่องที่ได้ดู ก็จะเป็นดังนี้

 

1.BREMEN FREEDOM (1972)

 

เราเคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไว้ใน IMDB ในวันที่ 4 พ.ย.ปี 2000

https://www.imdb.com/review/rw0121408/?ref_=ur_urv

 

2. THE THIRD GENERATION (1979)

 

3. KATZELMACHER (1969)

 

4. THE NIKLASHAUSEN JOURNEY (1970)

 

5. THE BITTER TEARS OF PETRA VON KANT (1972)

 

6. ALI: FEAR EATS THE SOUL (1974)

 

7. VERONIKA VOSS (1982)

 

8. MOTHER KUSTERS GOES TO HEAVEN (1975)

 

9. FOX AND HIS FRIENDS (1975)

 

10. IN A YEAR WITH 13 MOONS (1978)

 

11. BERLIN ALEXANDERPLATZ (1980, 15hrs 31mins)

 

12. THE MARRIAGE OF MARIA BRAUN (1979)

 

13. QUERELLE (1982)

 

14. NORA HELMER (1974)

 

15. I ONLY WANT YOU TO LOVE ME (1976)

 

16. LOVE IS COLDER THAN DEATH (1969)

 

17. THE MERCHANT OF FOUR SEASONS (1972)

 

18. LILI MARLEEN (1981)

 

19. THE STATIONMASTER’S WIFE (1977)

 

20. DESPAIR (1978)

 

หนังส่วนใหญ่ของ Fassbinder ที่เราได้ดู เราได้ดูในรูปแบบฟิล์ม 16 ม.ม.ที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 โดยเฉพาะในตอนที่มีการจัดงาน Rainer Werner Fassbinder’s Retrospective ที่สถาบันเกอเธ่ในปี 1998

 

ส่วน BERLIN ALEXANDERPLATZ นั้น เราได้ดูภาพยนตร์/ละครโทรทัศน์เรื่องนี้ตอนที่มันเข้ามาฉายในกรุงเทพในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย. 2005 โดยคุณกัลปพฤกษ์ เป็นผู้จัดงานฉายหนังเรื่องนี้ในกรุงเทพในครั้งนั้น

 

ในความเห็นส่วนตัวของดิฉันเองนั้น ดิฉันชอบ Rainer Werner Fassbinder มากเป็นอันดับ 8 ในบรรดาผู้กำกับภาพยนตร์กลุ่ม NEW GERMAN CINEMA ค่ะ โดยชอบเขาในลำดับรองจาก Werner Schroeter, Ulrike Ottinger, Herbert Achternbusch, Alexander Kluge, Harun Farocki, Klaus Wyborny, Helke Sander

 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเห็นของดิฉันได้ที่

https://web.facebook.com/photo?fbid=10237605801547722&set=a.10223045281543822

+++++++

 

ขอจดบันทึกความทรงจำของตัวเองว่า ตอนที่ดิฉันดูหนังเรื่อง THE BAYOU มฤตยูงาบ (2025, Taneli Mustonen, Brad Watson, UK, A+25) ดิฉันนึกถึง “ดาบมังกรหยก” โดยไม่ได้ตั้งใจค่ะ 5555555555555

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

 

THE BAYOU อาจจะเป็นหนังห่วยแตกในสายตาของหลาย ๆ คน แต่ดิฉันชอบมากค่ะ เพราะดิฉัน “อิน” กับหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง 555 โดยปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดิฉันชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ ก็คือหนังเรื่องนี้สร้าง “ตัวละครหญิง 4 ตัว” ที่มีบุคลิกแตกต่างกันไป และตัวละครหญิง 4 ตัวนี้ทำให้ดิฉันนึกถึง “ดาบมังกรหยก” โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย 55555

 

คือใน “ดาบมังกรหยก” นั้น ฉากไคลแม็กซ์ฉากหนึ่งในละครเรื่องนี้ คือตอนที่เตียบ่อกี้ (เหลียงเฉาเหว่ย) ติดอยู่ในเกาะกับตัวละครกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรวมถึงหญิงสาว 4 คนที่หลงรักเขา ซึ่งได้แก่

 

1. ฮึงลี้ (เฉินอันอิ๋ง) ที่มีนิสัยดุร้าย โหดเหี้ยม แต่ก็ร้ายแบบเปิดเผย

 

2. เสี่ยวเจียว (เส้าเหม่ยฉี) สาวเรียบร้อย ที่ยอมเสียสละตัวเองเพื่อช่วยเหลือทุกคนบนเกาะ เธอยอมรับตำแหน่งประมุขพรรคเม้งก่า เปอร์เชีย เพื่อช่วยเหลือคนอื่น ๆ บนเกาะให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของทูตเมฆลิ่วล่อง, ทูตลมศักดิ์สิทธิ์ และทูตจันทร์รำไพ

 

3.องค์หญิงเตี๋ยเมี่ยง (หลีเหม่ยเสียน) ที่ฉลาดเฉลียว และนิสัยดี

 

4. จิวจี้เยียก (เติ้งชุ่ยเหวิน) ที่ต่อมาได้เป็นประมุขพรรคง้อไบ๊ ภายนอกเธอดูเป็นคนเรียบร้อย นิสัยดี แต่ธาตุแท้เป็นคนร้ายลึก ชั่วร้ายสุด ๆ โหดเหี้ยมมาก ๆ

 

และพอเราดู THE BAYOU เราก็เลยนึกถึง “ดาบมังกรหยก” โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะหนังจระเข้อาละวาดเรื่องนี้มีตัวละครหญิงที่สำคัญ 4 คน ซึ่งได้แก่

 

1. Malika (Elisha Applebaum) ซึ่งเป็นคนที่เหี้ยมาก แต่เหี้ยและชั่วแบบเปิดเผย ไม่มีลับลมคมนัย เราก็เลยนึกถึง ฮึงลี้

 

2. Zoe (Isabelle Bonfrer) สาวนิสัยดี ที่เสียสละตัวเองให้จระเข้กิน เพื่อจะได้ช่วยเหลือคนอื่น ๆ ในกลุ่มให้รอด เราก็เลยนึกถึง เสี่ยวเจียว

 

3. Kyle (Athena Strates) สาวนิสัยดีและฉลาด เราก็เลยนึกถึง องค์หญิงเตี๋ยเมี่ยง

 

4. Alice (Maradena Aragão) สาวสวยน่ารัก ภายนอกเธอเป็นคนน่าสงสาร ดูเป็นคนดี แต่จริง ๆ แล้วเธอชั่วร้ายสุดขีด สนใจแต่หนทางรวยของตัวเอง โดยไม่สนใจชีวิตของเพื่อน ๆ เราก็เลยนึกถึง จิวจี้เยียก

 

เหมือนเราชอบการสร้างบุคลิกตัวละครหญิง ใน “ดาบมังกรหยก” อย่างรุนแรงสุดขีดน่ะ และพอเรามาเจอหนังที่มีการสร้างบุคลิกตัวละครหญิงในแบบคล้าย ๆ กันโดยไม่ได้ตั้งใจใน THE BAYOU มันก็เลยเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้ตามไปด้วย 55555

 

ใน “ดาบมังกรหยก” นั้น เราอินกับ “ฮึงลี้” มากที่สุดนะ “ฮึงลี้” นื่ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE CHARACTERS OF ALL TIME เลย

 

แต่ใน THE BAYOU นั้น เราอินกับ Zoe มากที่สุดนะ เพราะเรารู้เลยว่าเราจะตัดสินใจแบบเดียวกับเธอถ้าหากอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คือกูว่ายน้ำไปให้จระเข้กินไปเลย จบ ๆ กันไป จะหนีไปทำไมให้เหนื่อย กูเหน็ดเหนื่อยกับการมีชีวิตอยู่มากพอแล้ว

 

ดู “ดาบมังกรหยก” ตอนที่เตียบ่อกี้ติดเกาะกับหญิงสาวที่หลงรักเขา 4 คนได้ที่

https://www.youtube.com/watch?v=7mp9HiV1lpA

 

รูปของดาราฮ่องกงเรา copy มาจากเพจ “เก้ากระบี่เดียวดาย” นะ

++++

 

พอพูดถึง POPE FRANCIS (1936-2025) เราก็จะนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง IN VIAGGIO: THE TRAVELS OF POPE FRANCIS (2022, Gianfranco Rosi, 80min) ที่เราได้ดูตอนที่หนังเรื่องนี้มาฉายในงาน World Film Festival of Bangkok ที่ SF Central World ในปี 2022 จำได้ว่าเราชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร

 

ส่วนหนังอีกเรื่องเกี่ยวกับ Pope Francis ที่เราอยากดูมาก ก็คือเรื่อง POPE FRANCIS: A MAN OF HIS WORD (2018, Wim Wenders, documentary, 96min)

 

ซึ่งจริง ๆ แล้วเราก็แทบไม่มีความรู้เรื่อง Pope แต่อย่างใด แต่เรารู้สึกว่า การที่ผู้กำกับอย่าง Wim Wenders และ Gianfranco Rosi เลือกที่จะมาทำหนังสารคดีเกี่ยวกับ Pope องค์นี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ

 

เพจ Filmvirus Program เคยพูดถึงหนังเรื่อง POPE FRANCIS: A MAN OF HIS WORD ด้วย

https://web.facebook.com/photo?fbid=577706835920672&set=a.354671201557571

https://web.facebook.com/photo/?fbid=670483103309711&set=a.354671201557571

+++++++

 

เราชอบ FRANCES (1982, Graeme Clifford) อย่างรุนแรงสุดขีด กราบตีน Jessica Lange ในเรื่องนี้ของจริง

 

เราชอบเพลง FRANCES ของวง The Painted Word ในอัลบัมชุด LOVELIFE (1989) ด้วย เพลงนั้นก็พูดถึง Frances Farmer เหมือนกับหนังเรื่อง FRANCES

 

ออสการ์นำหญิงปีนั้นดุเดือดสุดขีด นอกจาก SOPHIE’S CHOICE กับ MISSING แล้ว ผู้เข้าชิงอีกสองคนก็คือ Debra Winger จาก AN OFFICER AND A GENTLEMAN (1982, Taylor Hackford) กับ Julie Andrews จาก VICTOR/VICTORIA (1982, Blake Edwards) เรียกได้ว่าตัดสินยากมาก ๆ

 

นึกถึงตอนเราอยู่มัธยมในทศวรรษ 1980 ตอนนั้นเพื่อนสนิทคนหนึ่งในกลุ่มของเราจองเป็น Meryl Streep ในหนังเกือบทุกเรื่อง ส่วนเราจองเป็น Debra Winger ในหนังทุกเรื่อง 55555

++++++

 

CHINESE INK (2016, Ghassan Salhab, Lebanon, 53min, A+30)

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่เว็บไซต์นี้จนถึงตี 5 ของวันอังคารที่ 22 เม.ย.

https://www.festivalscope.com/film/lencre-de-chine/

 

หนังเชิงกวีที่งดงามสุดขีด ชอบการเรียงร้อยสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการเรียงร้อย “วิวอันธรรมดาสามัญในชีวิตประจำวัน” อย่างเช่น รถขนขยะกำลังเก็บขยะ, แสงอาทิตย์บนกำแพง, etc. เข้ากับช็อตอื่น ๆ อย่างเช่น คลิปหนังเก่า, ฉากวิวจากรถไฟท่ามกลางหิมะตกหนัก, หน้ากระดาษหนังสือ, คลิปทหารกำลังปฏิบัติการ

 

อีกองค์ประกอบสำคัญในหนัง ก็คือเสียง voiceover จากหลากหลายแหล่ง

 

ถ้าหากไม่นับเสียง voiceover หรือถ้าหากเราดูแค่การใช้ภาพและการร้อยเรียงภาพในหนังเรื่องนี้ มันก็จะทำให้เรานึกถึงหนังของ Wachara Kanha และ Teeranit Siangsanoh มาก ๆ เพราะหนังสองคนนี้ก็ชอบร้อยเรียง “ภาพจากชีวิตประจำวัน” เข้าด้วยกันได้อย่างงดงามราวบทกวีเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าหนังของสองคนนี้จะไม่มีเสียง voiceover แนวปรัชญาเหมือนหนังเรื่องนี้

 

แต่พอหนังเรื่องนี้มีเสียง voiceover แนวปรัชญา และเสียง voiceover เชิงกวีเข้ามาประกอบด้วย จุดนี้ของหนังก็เลยทำให้นึกถึงหนังของ Marguerite Duras ด้วยนิดนึง

 

ชอบเสียง voiceover ในหนังมาก ๆ โดยเฉพาะตอนที่พูดว่า “การยกกล้องขึ้นถ่ายความจริงตรงหน้าเพียงช็อตเดียว อาจจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และถ้าหากเราต้องการจะเปลี่ยนแปลงโลก เราก็ต้องเรียงร้อยภาพต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และตัดต่อฉากเหล่านั้น แต่การเรียงร้อยและตัดต่อดังกล่าวก็จะเท่ากับเป็นการให้ความหมายต่อสิ่งต่าง ๆ ตามอำเภอใจของเราเอง และเท่ากับเป็นการทำร้ายความเป็นจริง และทำให้ความเป็นจริงกลายเป็นสิ่งที่พิกลพิการไป จริง ๆ แล้วนี่เป็นกระบวนการของการบิดเบือนความจริง การสร้างของเทียม เพื่อจะได้บ่งชี้ถึงการมีชีวิตอยู่  ในขณะที่ในความเป็นจริงนั้น สิ่งเดียวที่ดำรงอยู่คือความตาย” (ไม่รู้เราแปลถูกหรือเปล่านะ 55555)

 

In order to change, one must link the images together, edit them; but in this manner, one would be giving meaning to things arbitrarily, thus wounding reality, amputating it. It is in fact a process of rigging reality, artificially, in order to suggest that there is life, when in fact there is only death.”

 

สรุปว่าเราได้ดูหนังของ Ghassan Salhab 3 เรื่องแล้ว โดยอีกสองเรื่องที่ดูก่อนหน้านี้ก็คือ AN OPEN ROSE/WARDA (2019) ที่พูดถึง Rosa Luxemburg และหนังเรื่อง 1958 (2009) ที่พูดถึงชีวิตของแม่ของผู้กำกับ ควบคู่ไปกับประวัติศาสตร์ของตะวันออกกลาง เราเคยเขียนถึงหนังสองเรื่องนี้ไปแล้ว

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10237554164696833&set=a.10236654765052404

https://web.facebook.com/photo?fbid=10237539173682067&set=a.10236654765052404

 

คิดว่า Ghassan Salhab นี่น่าจะเป็นหนึ่งในยอดฝีมือของเลบานอนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เลยนะ รู้สึกว่าเลบานอนนี่มีผู้กำกับที่น่าสนใจเยอะมาก ๆ ซึ่งรวมถึง Marwa Arsanios (I’VE HEARD 3 STORIES), Joana Hadjithomas (I WANT TO SEE), Khalil Joreige (I WANT TO SEE), Nadine Labaki (CAPERNAUM), Walid Raad (HOSTAGE: THE BACHAR TAPES), Myriam El Hajj (DIARIES FROM LEBANON), Rania Stephan (THE THREE DISAPPERANCES OF SOAD HOSNI), Ziad Doueiri (WEST BEIRUT), Selim Mourad (THIS LITTLE FATHER OBSESSION), Farah Shaer (I OFFERED YOU PLEASURE), Randa Chahal Sabag (ผู้กำกับ THE KITE ที่เสียชีวิตไปแล้วในปี 2008), Maroun Bagdadi (ผู้กำกับ OUT OF LIFE ที่เสียชีวิตไปแล้วในปี 1993)  ซึ่งทุกคนในกลุ่มนี้ก็ทำหนังได้ดีวิเศษมาก โดยเฉพาะ Marwa Arsanios กับ Walid Raad แต่เราได้ดูหนังของผู้กำกับในกลุ่มนี้เพียงแค่คนละไม่กี่เรื่อง ก็เลยบอกไม่ได้ว่าหนังของใครเข้าทางเรามากที่สุด แต่เราได้ดูหนังของ Ghassan Salhab เป็นจำนวน 3 เรื่องแล้ว ก็เลยยกให้เขาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเลบานอนที่ยังมีชีวิตอยู่ที่เราชื่นชอบมากที่สุดเป็นการส่วนตัวในตอนนี้ก็แล้วกัน แต่ถ้าหากรวมผู้กำกับที่เสียชีวิตไปแล้ว เราก็อาจจะชอบ Jocelyn Saab มากที่สุด

Tuesday, April 15, 2025

RIP DAVID LYNCH

 

หนังเกี่ยวกับวัยรุ่นที่เราได้ดูตอนที่เราเป็นวัยรุ่น และนักแสดงก็เป็นวัยรุ่น พอเราโตขึ้นเรื่อย ๆ เราก็จะรู้สึกเหมือนกับว่า นักแสดงและตัวละครเหล่านั้น grow old together ไปกับเราด้วย

+++

NABBIE’S LOVE (1999, Yuji Nakae) นี่เราชอบสุดขีดมาก ๆ หนังเรื่องนี้เคยมาฉายหลายรอบที่ Japan Foundation ถนนอโศก

+++++++

DAVID LYNCH (1946-2025)

 

David Lynch เสียชีวิตในวันที่ 16 ม.ค. 2025 แต่เรายังไม่ได้เขียนไว้อาลัยเขาเลย ตอนนี้เราพอมีเวลาว่าง ก็เลยเขียนถึงเขาหน่อยดีกว่า

 

หนัง/ละครของ David Lynch ที่เคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

 

1.MULHOLLAND DRIVE (2001)

2.TWIN PEAKS (1990-1991, TV Series)

3.LOST HIGHWAY (1997)

4.WILD AT HEART (1990)

5.ERASERHEAD (1977)

6.THE GRANDMOTHER (1970, 34min)                     

7.DUNE (1984)

8.BLUE VELVET (1986)

9.THE ELEPHANT MAN (1980)

10.TWIN PEAKS: FIRE WALK WITH ME (1992)

11.HOTEL ROOM (1993)

 

เพราะฉะนั้นตอนนี้ ภารกิจที่เราอยากทำก่อนตาย ก็คือหาดู TWIN PEAKS SEASON THREE (2017), INLAND EMPIRE (2006, 180min) และ THE STRAIGHT STORY (1999) ค่ะ

 

THE ELEPHANT MAN นี่เราได้ดูตอนมันมาฉายทางช่อง 7 เมื่อราว 40 ปีก่อนนะ คิดว่าถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่องนี้อีกรอบในแบบเสียง soundtrack เราน่าจะชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

 

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราชอบ HOTEL ROOM น้อยสุดในบรรดาหนังของ David Lynch ที่เราได้ดู เป็นเพราะว่าเราได้ดูหนังเรื่องนี้แบบพูดอังกฤษ โดยไม่มีซับไตเติลด้วยแหละ เราก็เลยฟังบทสนทนาไม่ค่อยออก และดูไม่ค่อยรู้เรื่อง เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในปี 2007 ตอนไปดูงานศิลปะ DRIFT ของคุณ Sathit Sattarasart ที่ Rose Hotel ใกล้ ๆ วัดหัวลำโพง โดยงานศิลปะนี้จัดแสดงอยู่ในห้องห้องหนึ่งของโรงแรม และพอเราเข้าไปในห้องนั้น เราก็จะได้ดูงานศิลปะ และสามารถเลือกดูดีวีดีเรื่องใดก็ได้ที่วางอยู่ในห้องนั้นด้วย เราก็เลยเลือกดูดีวีดี HOTEL ROOM ในตอนนั้น

 

และถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ประทับใจกับหนังเรื่อง HOTEL ROOM มากนัก (เพราะเราฟังไม่ค่อยออก) แต่ก็ประทับใจประสบการณ์ครั้งนั้นมาก รู้สึกว่ามันประหลาดดี ที่การเลือกดีวีดีเพื่อดูหนังในห้องห้องหนึ่งของโรงแรม กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะด้วย

 

ถ้าหากพูดถึง David Lynch โดยรวม ๆ แล้ว เราก็ชอบเขาอย่างสุดขีดนะ รู้สึกว่า wavelength ของเขาตรงกับเรามากพอสมควร มันเหมือนกับว่าโลกจินตนาการของเขานำเสนอ realm ที่ exist อยู่ระหว่าง “หนังสยองขวัญ” กับ “แดนสนธยา twilight zone” น่ะ หรือเหมือนกับว่า โลกในหนังของเขามันมีความเฮี้ยนแบบหนังสยองขวัญกับแดนสนธยาผสมรวมอยู่ด้วย แต่โลกของเขาไม่ได้ถูกกำกับด้วยตรรกะของศาสนาแบบหนังผี และไม่ได้ถูกกำกับด้วยตรรกะของ sci-fi แบบ TWILIGHT ZONE หลาย ๆ ตอน โลกจินตนาการของเขาก็เลยมีทั้งข้อดีของหนังสยองขวัญและ TWILIGHT ZONE ผสมรวมอยู่ด้วย แต่ก็มีอิสระมากกว่าหนังสยองขวัญและ TWILIGHT ZONE ด้วยเช่นกัน มันเหมือนโลกจินตนาการของเขามันมีความสยองขวัญ, ความน่ากลัว, ความบ้าบอ, ความวิปริต, ความบูดเบี้ยว, การมองโลกในแง่ร้าย และมีอิสระแห่งจินตนาการผสมรวมอยู่ด้วยกันในแบบที่เข้าทางเราอย่างรุนแรง

 

เราได้ดู MULHOLLAND DRIVE ทางวิดีโอเทปที่ซื้อมาจากร้านลูกแมวในห้างมาบุญครองในช่วงต้นทศวรรษ 2000 และวิดีโอเทปม้วนนี้ก็เลยกลายเป็นหนึ่งในม้วนที่เราดูซ้ำบ่อยที่สุดในชีวิต แต่เราไม่ได้ดู MULHOLLAND DRIVE ซ้ำทั้งเรื่องนะ เราดูซ้ำไปซ้ำมาแค่ฉากที่ Rebekah del Rio ออกมาร้องเพลง LLORANDO น่ะ  มีอยู่ช่วงนึงของชีวิตที่เราต้องดูวิดีโอฉากร้องเพลงฉากนี้ทุกคืน เพราะมันทำให้จิตใจเราเป็นสุขสุดๆ โดยที่เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมฉากนี้ถึงส่งผลกระทบต่อเราอย่างรุนแรงสุดๆแบบนี้ หรือว่าฉากนี้มันตอกย้ำว่าหลายสิ่งบนโลกนี้คือ "มายา" เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพอเราดูฉากร้องเพลงฉากนี้ เราก็จะรู้สึกว่าจิตใจเราสงบ เราสามารถปล่อยวางจากสิ่งต่าง ๆ ได้ แล้วเราก็จะเข้านอนในคืนนั้นอย่างมีความสุข เพราะฉะนั้นเราก็เลยดูฉากร้องเพลงฉากนี้เกือบทุกคืนก่อนเข้านอนในช่วงนึงของชีวิต และเราก็ยอมรับกับตัวเองว่า David Lynch สามารถส่งผลกระทบต่อ “จิตใต้สำนึก” ของเราได้อย่างรุนแรงจริง ๆ และน่าจะรุนแรงกว่าผู้กำกับอีกหลาย ๆ คนด้วย

 

ส่วนละครทีวี TWIN PEAKS ที่เราเคยดูทางช่อง 3 นั้น ก็ถือเป็นหนึ่งในละครทีวีที่เราชื่นชอบมากที่สุดในชีวิตเลย คือเราได้ดูละครทีวีเรื่องนี้ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นช่วงที่เราแทบไม่เคยดู “หนังอาร์ต” และ “หนังเซอร์เรียล” ใด ๆ มาก่อน เพราะฉะนั้นละครทีวีเรื่องนี้ก็เลยทำให้เราเหวอมาก และทำให้เราได้รับรู้ว่า ละครทีวีมันสามารถทำอะไรแบบนี้ได้ด้วย มันสามารถนำเสนอสิ่งที่ไม่ต้องการคำอธิบายอะไรแบบนี้ได้ด้วย คือในช่วงต้นของละครทีวีเรื่องนี้ มันเหมือนกับว่าจะเป็นละครทีวีแนวปริศนาฆาตกรรม ที่มุ่งเน้นไปยังประเด็นที่ว่า “ใครคือฆาตกร” (แบบพวกละครทีวีของไทยที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ Agatha Christie อย่างเช่น ทะเลเลือด และ พรสีเลือด) และเน้นไปที่การสร้างอารมณ์ “ตื่นเต้น ลุ้นระทึก” แต่พอเราดูไปเรื่อย ๆ เราก็พบว่า มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย ละครทีวีที่มีตัวละครถูกฆาตกรรมอย่างลึกลับ มันก็สามารถเลือกที่จะโฟกัสหรือนำเสนออะไรอื่น ๆ ได้อย่างเป็นอิสระ และเราก็พบว่า สิ่งที่สำคัญสำหรับเรามากที่สุดในละครทีวีเรื่องนี้ ก็คือ “บรรยากาศ” เราตกหลุมรักบรรยากาศของ TWIN PEAKS มาก ๆ ทั้งบรรยากาศของภาพ, ของเพลงประกอบ, ของดนตรีประกอบ, ของเมือง Twin Peaks ทั้งในโลกของคนเป็น และของ “แดนลี้ลับ” ที่อยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วย สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขที่สุดในละครเรื่องนี้ ไม่ใช่การลุ้นว่าใครคือฆาตกร แต่เป็นการได้ดู “ความมืดที่โอบล้อมสัญญาณไฟจราจร” ในละครทีวีเรื่องนี้ ก่อนหน้านี้ “ความฟิน” ของเราที่ได้รับจากละครทีวีเรื่องอื่นๆ เกิดจาก “เนื้อเรื่อง” แต่พอเราได้ดู TWIN PEAKS เราก็พบว่า ความฟินในการดู มันเกิดจากการดู “ความมืดที่โอบล้อมสัญญาณไฟจราจร” ได้ด้วยเช่นกัน

https://www.youtube.com/watch?v=Bpo7278lCfA

 

อีกสิ่งที่เราชอบมากใน TWIN PEAKS ก็คือ “อะไรต่าง ๆ ที่เราไม่สามารถหาคำอธิบายได้” ทั้งเรื่องของแดนลี้ลับ, ฉากอะไรต่าง ๆ อย่างเช่น ฉากวิญญาณของ Joan Chen ในลูกบิดลิ้นชัก, ทำไมตัวละคร log lady ต้องมาพร้อมกับไฟติด ๆ ดับ ๆ, etc. 

 

เพราะฉะนั้นประสบการณ์การดูละคร TWIN PEAKS ทางช่อง 3 ของเราในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ก็เลยเป็นอะไรที่ “เปิดกะโหลก” ของเราอย่างรุนแรงที่สุด คือมันเหมือนกับว่า ละครทีวีเรื่องนี้เป็นละครทีวีเรื่องแรก ๆ ที่เราได้ดูที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเราอย่างรุนแรงผ่านทาง “เนื้อเรื่อง” เป็นหลัก แต่ส่งผลกระทบต่อเราอย่างรุนแรงผ่านทาง “อะไรที่เราอธิบายไม่ได้” เป็นหลัก หรืออาจจะกล่าวได้ว่า มันเป็นละครทีวีเรื่องแรกที่เราได้ดู ที่ส่งผลกระทบต่อ “จิตใต้สำนึก” ของเราเป็นหลัก (ไม่รู้เราใช้คำถูกหรือเปล่านะ 55555)

 

แน่นอนว่าตอนนั้นในปี 1991 เรากับเพื่อน ๆ กะเทยในกลุ่มของเรา ก็มีการ assign บทกันจนครบทุกคนในกลุ่มว่าใครรับบทเป็นใครในละครทีวี TWIN PEAKS ซึ่งตอนนั้นเรารับบทเป็น Donna Hayward (Lara Flynn Boyle) แต่ไป ๆ มา ๆ เรากลับชอบ role play เล่นเป็น Sara Palmer (Grace Zabriskie) แทน เพราะมันมีฉากสำคัญฉากนึงในละครทีวีเรื่องนี้ที่ตัวละคร Sara Palmer “คลานลงบันได” มาด้วยท่วงท่าที่พิสดาร เราก็เลยลอง role play ทำตาม ผลปรากฏว่าเจ็บปวดระบมไปทั้งตัวในความพยายามคลานลงบันไดในครั้งนั้นค่ะ 55555

 

พอเราเริ่มเป็น cinephile ในปี 1995 และได้ดูหนังอาร์ตและหนังยุโรปมากขึ้น เราก็ยังคงชอบ David Lynch อย่างรุนแรงเหมือนเดิมนะ (แต่ก็อาจจะชอบเขาน้อยกว่าผู้กำกับหนังยุโรปหลาย ๆ คน อย่างเช่น Werner Schroeter และ Jacques Rivette) เพราะเรื่องนี้มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า หนังของใคร “ดี” กว่าหนังของใคร หนังของใคร “พิสดาร” กว่าหนังของใคร หรือหนังของใคร “มีคุณค่าทางศิลปะ” มากกว่าหนังของใครน่ะ แต่มันขึ้นอยู่กับว่า wavelength ของเราตรงกับใคร หรือใกล้เคียงกับใครมากน้อยแค่ไหน และ “โลกจินตนาการ” ของเราเอง ใกล้เคียงกับโลกจินตนาการของผู้กำกับคนไหนมากน้อยแค่ไหน และเราก็รู้สึกว่า โลกจินตนาการในหนังของ David Lynch มันใกล้เคียงกับเรามากพอสมควร หรือโลกจินตนาการในหนังของเขา มันมี “เสน่ห์ดึงดูด” เราอย่างรุนแรงสุดขีด เราอยากเข้าไปผจญภัยในโลกจินตนาการในหนังของเขาอย่างรุนแรงมาก ๆ โดยเฉพาะใน TWIN PEAKS, MULHOLLAND DRIVE และ WILD AT HEART

 

เหมือนเมื่อราว 25 ปีก่อน สิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ก็คือการที่เพื่อนสนิทของเราสักคนนึง โทรศัพท์มาหาเราตอนตีสาม เรียกเราออกไปเจอที่หน้าปากซอย แล้วหลังจากนั้นเรากับกลุ่มเพื่อนสนิทก็เดินทางไปยังคลับแห่งนึง แล้วก็ผจญภัยเข้าสู่โลกลี้ลับแบบใน Club Silencio ในหนัง MULHOLLAND DRIVE หรือโลกแบบหนัง TWIN PEAKS 55555

 

โดยส่วนตัวแล้ว เรารู้สึกว่าโลกจินตนาการในหนังของ David Lynch มันอาจจะเป็น “ประเทศเพื่อนบ้าน” กับ “โลกจินตนาการ” ในหนังของ Maya Deren, Philippe Grandrieux, Nina Menkes, Teeranit Siangsanoh, Scott Barley, Olivier Smolders, Enzo Cillo, Taiki Sakpisit อะไรทำนองนั้นน่ะ มันมี “ความลี้ลับดำมืดที่มีมนตร์เสน่ห์อย่างรุนแรง” เหมือนกัน แต่โลกของ Lynch ยังมีเนื้อเรื่องและผูกติดกับสภาพจิตตัวละครอยู่ เพราะฉะนั้นโลกของเขาก็เลยจะยังคงมีความใกล้เคียงกับโลกของ Maya Deren, Nina Menkes, Ingmar Bergman อะไรทำนองนี้อยู่ แต่ถ้าหากโลกของเขาลด “เนื้อเรื่อง” ลง และหันไปเน้นบรรยากาศมากขึ้น มันก็จะเข้าใกล้โลกของ Teeranit Siangsanoh, Scott Barley, Enzo Cillo, Taiki Sakpisit มากขึ้น และถ้าหากมันดับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นรูปธรรมทิ้งไปให้หมด ให้เหลือแต่เพียง “ความลี้ลับดำมืด” อันเป็นนามธรรมเพียงอย่างเดียว มันก็จะเป็นโลกของ Takashi Makino

 

อีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้เราหลงใหลโลกในหนังของ David Lynch มากเป็นพิเศษ เป็นเพราะว่าเรามักจะไม่อินกับ “ความรัก” ในหนังโรแมนติกโดยทั่วไป และไม่อินกับ “ความรักความผูกพันระหว่างสมาชิกครอบครัว” ในหนังโดยทั่วไป ทั้งหนังเอเชียและหนังฮอลลีวู้ดด้วยแหละ และเรารู้สึกว่า โลกในหนังหลาย ๆ เรื่องของ David Lynch มันไม่ “ขับไสไล่ส่ง” เราด้วย “ความรักความผูกพันระหว่างสมาชิกครอบครัว” โดยเฉพาะโลกในหนังอย่าง THE GRANDMOTHER, ERASERHEAD และ WILD AT HEART ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกครอบครัวในหนังเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เข้าทางเราอย่างสุดขีดมาก ๆ (แต่เราอาจจะเปลี่ยนใจเมื่อได้ดู THE STRAIGHT STORY 55555)

 

เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่า David Lynch ส่งผลกระทบต่อผู้กำกับหนังไทยมากน้อยแค่ไหน แต่เราคิดว่าหนังของเขาสามารถฉายควบกับ “หนังสั้นไทยกลุ่มมายารัศมี” ได้ โดยเราเคยรวบรวมรายชื่อ “หนังสั้นไทยกลุ่มมายารัศมี” ไว้ที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10232666977840216&set=a.10201990635270824

 

ส่วนอันนี้เป็นรายชื่อ MY MOST FAVORITE CHARACTERS IN DAVID LYNCH’S UNIVERSE

 

1.Marietta Fortune (Diane Ladd) from WILD AT HEART

 

2.Mystery Man (Robert Blake) from LOST HIGHWAY

 

3. The Log Lady (Catherine E. Coulson) from TWIN PEAKS และ TWIN PEAKS: FIRE WALK WITH ME

ไม่ทราบชีวิต

https://www.youtube.com/watch?v=1A9PT3brNrU

 

4. DEA Agent Dennis (David Duchovny) from TWIN PEAKS

ตัวละครตัวนี้ถือเป็นตัวละคร “ตำรวจกะเทย” ตัวละครแรกในชีวิตเลยมั้งที่เราได้ดู
https://www.youtube.com/watch?v=1A9PT3brNrU

 

5. Laura Palmer (Sheryl Lee) from TWIN PEAKS และ TWIN PEAKS: FIRE WALK WITH ME

รู้สึกว่าตัวละครตัวนี้มีความเฮี้ยนบางอย่างซ่อนอยู่ในตัว อย่างเช่นในฉากนี้

https://www.youtube.com/watch?v=6VPFi-GxqiA

https://www.youtube.com/watch?v=KlIlWsQ2FEk

 

6. Sarah Palmer (Grace Zabriskie) from TWIN PEAKS

ตัวละครที่เราเอามา role play จนเราได้รับบาดเจ็บ

 

7. Lil the Dancer (Kimberly Ann Cole) from TWIN PEAKS: FIRE WALK WITH ME

https://www.youtube.com/watch?v=5Ug-p6vg8vI

 

8. Lady in the Radiator (Laurel Near) from ERASERHEAD

 

9. Mutant Baby ใน ERASERHEAD

 

10. Lady Jessica (Francesca Annis) from DUNE

 

11. Alia (Alicia Witt) from DUNE

 

12. Rebekah Del Rio from MULHOLLAND DRIVE

 

13. Magician (Richard Green) from MULHOLLAND DRIVE

 

14. Grandmother (Dorothy McGinnis) from THE GRANDMOTHER

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราชอบหนังของ David Lynch มาก ๆ เป็นเพราะว่า เขาเลือก “นักแสดงชาย” ได้ตรงสเปคของเราอย่างรุนแรงมาก ๆ ค่ะ 55555 เราชอบนักแสดงชายในหนังของเขาเหล่านี้มาก ๆ

 

1. Kyle MacLachlan ใน DUNE, BLUE VELVET, TWIN PEAKS

 

2. James Marshall from TWIN PEAKS

 

3. Chris Isaak ใน TWIN PEAKS: FIRE WALK WITH ME

 

4. Balthazar Getty ใน LOST HIGHWAY

 

5. Bill Pullman ใน LOST HIGHWAY

 

6. Justin Theroux from MULHOLLAND DRIVE

 

อีกจุดที่ทำให้เราชอบหนัง/ละครของ David Lynch มาก ๆ ก็คือ sense ด้านการเลือกดนตรีประกอบและเพลงประกอบของเขานี่แหละ โดยเฉพาะใน BLUE VELVET และ TWIN PEAKS กราบตีน Angelo Badalamenti และ Julee Cruise มาก ๆ

 

++++++++

 

ดูรายชื่อหนังในสาย DIRECTORS’ FORTNIGHT ของ Cannes 2025 ได้ที่นี่
https://www.quinzaine-cineastes.fr/en/news/the-2025-selection

 

กรี๊ด อยากดู KOKUHO (2025, Lee Sang-il) อย่างรุนแรงที่สุด เพราะ Lee Sang-il เคยกำกับ WANDERING (2022, Japan) ที่เป็นหนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2022

 

และเราก็อยากดู DEATH DOES NOT EXIST (2025, Félix Dufour-Laperrière, animation, 80min) มาก ๆ ด้วย เพราะว่า Félix Dufour-Laperrière เคยกำกับ M: SMALL ARCHITECTURES AND BRIEF NEBULAS (2009) ที่ติดอันดับ 5 ในลิสท์หนังสุดโปรดของเราประจำปี 2009

 

เรื่องย่อของ DEATH DOES NOT EXIST

After a failed armed attack against wealthy landowners, Hélène abandons her companions and flees into the forest, where metamorphoses and major upheavals disrupt the order of things.

 

รูปจาก DEATH DOES NOT EXIST

++++++++++

 

AN OPEN ROSE/WARDA (2019, Ghassan Salhab, Lebanon, about Germany, 72min, A+30)

 

หนังงดงามสุดขีดมาก ๆ กราบตีน Ghassan Salhab ของจริง หนังเรื่องนี้นำเสนอจดหมายที่ Rosa Luxemburg เขียนถึงเพื่อนขณะที่ตัว Rosa ติดคุกอยู่ ตัวจดหมายนี้ไม่ได้พูดถึงการเมืองมากนัก แต่พูดถึงการจ้องมองท้องฟ้าสีเทา, บรรยายถึงความมหัศจรรย์ของสีเทา, พูดถึง Rudyard Kipling, พูดถึงผึ้ง และอะไรอื่น ๆ อีกมากมาย

 

ถือเป็นหนังเรื่องที่สองที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Rosa Luxemburg ที่เราได้ดู หลังจากที่เราเคยดู THE CAPITAL OF ACCUMULATION (2010, Raqs Media Collective) ซึ่งติดอันดับ 7 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2018 โดยถึงแม้ว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้จะพูดถึง Rosa Luxemburg เหมือนกัน และพยายามเชื่อมโยง Rosa Luxemburg กับ “โลกยุคปัจจุบัน” เหมือนกัน แต่หนังทั้งสองเรื่องนี้แตกต่างจากกันอย่างรุนแรง และโฟกัสกันไปคนละจุด เพราะว่า THE CAPITAL OF ACCUMULATION นั้นเน้นเนื้อหาสาระทางสังคมเศรษฐศาสตร์การเมืองอย่างหนักแน่น เป็นหนังแนวกระตุ้นความคิดคนดูตลอดเวลา ส่วน AN OPEN ROSE/WARDA เป็นหนังที่มีความงดงามทางกวีสูงสุดขีดมาก และเปิดให้เราได้รู้จักกับแง่มุมอื่นๆ ของ Rosa Luxemburg ด้วย โดยที่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งบทบาททางการเมืองของเธอ

 

AN OPEN ROSE/WARDA เปิดให้ดูฟรีออนไลน์ในช่วงนี้นะ

https://www.festivalscope.com/film/une-rose-ouverte-warda/

 

TIMELINE OF STORIES IN INDIAN FILMS

 

ช่วงนี้มีนกหลายตัวจ้องจะมาทำรังที่ระเบียงห้องเรา เราต้องคอยออกไปไล่ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นนกพันธุ์อะไรบ้าง

++++++++++

TIMELINE OF STORIES IN INDIAN FILMS OR FILMS ABOUT INDIA THAT I SAW

 

พอเราได้ดูหนังอินเดียไปสักพักหนึ่ง เราก็เริ่มงง ๆ ว่า เหตุการณ์ในหนังอินเดีย (และศรีลังกา) เรื่องไหนเกิดก่อนเรื่องไหน เราก็เลยทำลิสท์นี้ขึ้นมาดีกว่า

 

--MOHENJO DARO (2016, Ashutosh Gowariker, 169min, A+15)

เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในปี 2016 ก่อนคริสต์ศักราช หรือเมื่อ 4041 ปีก่อน ตรงกับยุคของฟาโรห์เมนตุโฮเทปที่สองของอียิปต์

 

--AMRAPALI (1966, Lekh Tandon, 119min, A+30)

เกี่ยวกับพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธ พระโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร อชาตศัตรูครองราชย์ในปี 492-460 ก่อนคริสต์ศักราช หรือในปีพ.ศ. 51 ถึงปีพ.ศ. 83

 

--ALEXANDER (2004, Oliver Stone, 175min)

พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชมีชีวิตในปี 356-323 ก่อนคริสต์ศักราช

 

--สิคีริยา (นิยายของโสภาค สุวรรณ)

 

อันนี้เป็นนิยายที่เราชอบสุดขีด พูดถึงราชวงศ์สิงหลของศรีลังกา ในยุคของพระเจ้าดธุเสนา ซึ่งครองราชย์ในปีค.ศ. 455-473, พระเจ้ากัสสปะที่หนึ่ง ซึ่งครองราชย์ในปี 473-495 และพระเจ้าโมคคลานะที่หนึ่ง ซึ่งครองราชย์ในปี 497-515

 

--DAT MO CYUN ปรมาจารย์ ตั๊กม้อ (1986, ละครทีวี)

นำแสดงโดยหลี่เหลี่ยงเหว่ย (Ray Lui)  ปรมาจารย์ ตั๊กม้อ ท่านเกิดเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 3 ของพระมหากษัตริย์แคว้นคันธาระ ประเทศอินเดีย ใกล้เมืองมัทราสในปัจจุบัน มีนัยน์ตาสีฟ้า ท่านได้จาริกจากอินเดียไปเมืองจีน เมื่อราว ค.ศ. 526 ได้เดินทางไปยังเมืองกวางตุ้งของจีน เข้าเฝ้าจักรพรรดิเหลียงอู่ตี้ (ข้อมูลจาก wikipedia)

 

--XUAN ZANG (2016, Huo Jianqi, China/India)

เล่าเรื่องของ “พระถังซัมจั๋ง” ที่เดินทางจากจีนไปอินเดียในยุคของจักรพรรดิถังไท่จงแห่งราชวงศ์ถัง พระถังซัมจั๋งมีชีวิตอยู่ในปี 602-664 ส่วนจักรพรรดิถังไท่จงครองราชย์ปี 626-649

 

--PADMAAVAT (2018, Sanjay Leela Bhansali, India, 164min, A+25)

เกี่ยวกับราชินีปัทมาวตีในราชาสถาน และสุลต่าน Alauddin Khalji ซึ่งมีชีวิตอยู่ในปี 1266-1316 โดยหนังเรื่องนี้พูดถึงการที่สุลต่านองค์นี้ชนะทัพมองโกลได้ด้วย

 

ไม่แน่ใจว่าสุลต่านองค์นี้รบกับข่านคนใดของมองโกล แต่อาจจะเป็นกุบไลข่านก็ได้ เพราะกุบไลข่านมีชีวิตอยู่ในปี 1215-1294 เพราะฉะนั้นเรื่องราวของ PADMAAVAT ก็น่าจะเกิดขึ้นหลังจากเรื่องราวของ “มังกรหยก” เพราะ “มังกรหยก” พูดถึง “เจงกิสข่าน” ซึ่งมีชีวิตอยู่ในปี 1162-1227

 

และเรื่องราวใน PADMAAVAT ก็น่าจะเกิดขึ้นในช่วงหลังจากเรื่องราวของหนังเรื่อง ALEXANDER NEVSKY (1938, Sergei Eisenstein, Dmitriy Vasilev, Soviet Union) ด้วย เพราะเจ้าชาย Alexander Nevsky มีชีวิตอยู่ในปี 1221-1263

 

--A JOURNEY BEYOND THE THREE SEAS (1957, Vasili Pronin และ Khwaja A. Abbas, India/Soviet Union, 152min)

สร้างจากเรื่องจริงของพ่อค้าชาวรัสเซียชื่อ Afanasy Nikitin ซึ่งเคยเดินทางมาเยือนอินเดียในช่วงราวปี 1471-1474 และได้มาเยือนอาณาจักรวิชัยนคร และอาณาจักร Bahmani ในอินเดียในช่วงนั้น

 

--JODHAA AKBAR (2008, Ashutosh Gowariker, 213min, A+30)

เกี่ยวกับจักรพรรดิ Akbar ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์โมกุล พระองค์มีชีวิตในปี 1542-1605

 

--MUGHAL-E-AZAM (1960, K. Asif, 197min, A+30)

เกี่ยวกับเจ้าชาย Salim พระโอรสของจักรพรรดิ Akbar เจ้าชายองค์นี้ต่อมาได้ขึ้นมาเป็นจักรพรรดิ Jahangir ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์โมกุล พระองค์มีชีวิตในปี 1569-1627

 

--SHIRAZ (1928, Franz Osten, India/UK/Germany)

เกี่ยวกับ Shah Jehan จักรพรรดิองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์โมกุล ซึ่งมีชีวิตอยู่ในปี 1592-1666

 

--CHHAAVA (2025, Laxman Utekar, 161min, A+25)

เกี่ยวกับ Sambhaji Maharaj กษัตริย์องค์ที่สองของอาณาจักร Maratha พระองค์มีชีวิตในปี 1657-1689 ตบกับจักรพรรดิ Aurangzeb ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์โมกุล Aurangzeb มีชีวิตอยู่ในปี 1618-1707

 

--BAJIRAO MASTANI (2015, Sanjay Leela Bhansali, India, A+25)

เกี่ยวกับอัครมหาเสนาบดี Bajirao I ซึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดีคนที่ 7 แห่งอาณาจักร Maratha โดย Bajirao I นั้นมีชีวิตอยู่ในปี 1700-1740

 

--VANITY FAIR (2004, Mira Nair, USAUK/India, 141min)

หนังมีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับอินเดีย และพูดถึงสงครามนโปเลียน ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1803-1815

 

--MANIKARNIKA: THE QUEEN OF JHANSI (2019, Radha Krishna Jagarlamudi, Kangana Ranaut, India, A+25)

เกี่ยวกับ “รานี ลักษมีไบ” ผู้นำชาวอินเดียในการต่อสู้กับอังกฤษในปี 1857 ยุคของเธอตรงกับยุคของราชินีวิคตอเรีย ซึ่งปกครองอังกฤษในปี 1837-1901 และใกล้เคียงกับยุคของสุนทรภู่ (1786-1855)

 

--AROUND THE WORLD IN 80 DAYS (1989, Buzz Kulik, miniseries, 266min)

สร้างจากนิยายของ Jules Verne เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในปี 1872

 

--THE HOME AND THE WORLD (1984, Satyajit Ray, 140min, A+30)

เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในปี 1907

 

--WHY COLONEL BUNNY WAS KILLED (2010, Miranda Pennell, UK, 27min, A+30)

เนื้อเรื่องบางส่วนมาจากหนังสือ AMONG THE WILD TRIBES OF THE AFGHAN FRONTIER (1908, Theodore Leighton Pennell)

 

--RRR (2022, S. S. Rajamouli, 182min, A+30)

เนื้อเรื่องเกิดในปี 1920

 

--A PASSAGE TO INDIA (1984, David Lean, UK, 164min, A+30)

เนื้อเรื่องเกิดในทศวรรษ 1920

 

--QUEENIE (1987, Larry Pearce, miniseries, 233min, A+30)

เกี่ยวกับ Merle Oberon สาวลูกครึ่งอังกฤษ-อินเดีย ซึ่งมีชีวิตอยู่ในปี 1911-1979

 

--BLACK NARCISSUS (1947, Michael Powell, Emeric Pressburger, UK, 100min, A+30)

เนื้อเรื่องเกิดในช่วงท้ายของยุคที่อังกฤษปกครองอินเดีย

 

--GANDHI (1982, Richard Attenborough, UK/India, A+30)

Gandhi มีชีวิตอยู่ในปี 1869-1948

 

--RANGOON (2017, Vishal Bhardwaj, 170min)

อินเดียและพม่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

 

ส่วน “จุฬาตรีคูณ” กับ BAAHUBALI นั้น พูดถึงกษัตริย์ที่ไม่มีตัวตนจริง เราก็เลยไม่สามารถใส่เข้าไปใน timeline ได้จ้ะ

 

รายชื่อข้างต้นครอบคลุมเฉพาะหนังที่เราเคยดูแล้ว ถ้าหากเพื่อน ๆ คนไหนอยากแนะนำหนังอิงประวัติศาสตร์เรื่องอื่น ๆ ของอินเดีย ก็แนะนำกันมาได้นะจ๊ะ

 

CHINA TIMELINE

https://web.facebook.com/photo?fbid=10227244116752078&set=a.10223045281543822

 

COMMUNISTS TIMELINE

https://www.facebook.com/share/p/sracvJPHdkfSac8K/?mibextid=oFDknk

 

FRANCE TIMELINE

https://www.facebook.com/share/p/Ve3RuK4XTqtbMyLz/?mibextid=oFDknk

 

JAPAN TIMELINE

https://www.facebook.com/share/p/XuFiu9MUkApJhZ8D/?mibextid=oFDknk

 

MIDDLE EAST VIOLENCE TIMELINE

https://www.facebook.com/share/p/4gRcVvhtTLxXXPho/?mibextid=oFDknk 

 

ROMAN EMPIRE TIMELINE
https://www.facebook.com/share/p/FapNYVgaGoNS4Tcm/?mibextid=oFDknk

 

RUSSIA TIMELINE

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10233210185100058&set=a.10223045281543822

+++++++

 

เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ก็เลยสงสัยว่า A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) ถือเป็นหนังยาวเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ของไทยที่ได้ฉายในสาย CRITICS’ WEEK หรือเปล่า

 

แล้วมีหนังยาวของไทยเรื่องไหนเคยได้ฉายในสาย DIRECTORS’ FORTNIGHT ไหม

 

ส่วนในสาย UN CERTAIN REGARD นั้น เราเข้าใจว่า TEARS OF THE BLACK TIGER (2000, Wisit Sasanatieng) ถือเป็นเรื่องแรกของไทยมั้ง ที่ได้ฉายในสายนี้

 

ส่วนหนังของ Apichatpong Weeresethakul นั้น ก็ได้ฉายในสายประกวดและสาย UN CERTAIN REGARD เป็นประจำ

 

เผื่อใครมีความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังไทยในสายต่าง ๆ ของคานส์ ก็มา comment กันได้นะคะ

 

หนังหลาย ๆ เรื่องที่เคยฉายในสาย CRITICS’ WEEK เป็นหนังที่เราชอบสุดขีด อย่างเช่น

 

1. UNDER THE MOONLIGHT (2001, Reza Mir-Karimi, Iran)

 

2. TOO YOUNG TO DIE (2002, Park Jin-Pyo, South Korea)

 

3. SINCE OTAR LEFT (2003, Julie Bertucelli, France)

 

4. RECONSTRUCTION (2003, Christoffer Boe, Denmark)

 

5. A COMMON THREAD (2004, Éléonore Faucher, France)

 

6. THIRST (2004, Tawfik Abu Wael, Israel/Palestine)

 

7. OR (MY TREASURE) (2004, Karen Yedaya, Israel)

 

8. DUCK SEASON (2004, Fernando Eimbcke, Mexico)

 

9. ME AND YOU AND EVERYONE WE KNOW (2005, Miranda July)

 

10. LITTLE JERUSALEM (2005, Karin Albou, France)

 

11. A STRANGER OF MINE (2005, Kenji Uchida, Japan)

 

12. PINGPONG (2006, Matthias Luthardt, Germany)

 

13. FUNUKE SHOW SOME LOVE, YOU LOSERS! (2007, Daihachi Yoshida, Japan)

 

14. THE MILKY WAY (2007, Lina Chamie, Brazil)

 

15. JELLYFISH (2007, Etgar Keret, Shira Geffen, Israel/France)

 

16. THE ORPHANAGE (2007, Juan Antonio Bayona, Spain)

 

17. BELLE ÉPINE (2010, Rebecca Zlotowski, France)

 

18. TAKE SHELTER (2011, Jeff Nichols)

 

19. THE LUNCHBOX (2013, Ritesh Batra, India)

 

20. THE TRIBE (2014, Myroslav Slaboshpytskyi, Ukraine)

 

Edit เพิ่ม: คุณดรสะรณมาตอบแล้วว่า หนังยาวของไทยที่เคยฉายในสาย DIRECTORS’ FORTNIGHT คือ MONRAK TRANSISTOR (2001, Pen-Ek Ratanaruang) กับ PLOY (2007, Pen-Ek Ratanaruang) ขอบคุณคุณดรสะรณมาก ๆ ครับ

+++++++++

1958 (2009, Ghassan Salhab, Lebanon, documentary, 66min, A+30)

 

เราเพิ่งได้ดูหนังสารคดีเชิงกวีเรื่องนี้ หนังพูดถึงชีวิตของแม่ของผู้กำกับขณะที่เธออาศัยอยู่ในประเทศเซเนกัล และหนังก็พูดถึงประวัติศาสตร์ของเลบานอน, อียิปต์ และอิรักในช่วงปี 1958 ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน คือเรามักจะได้ยินเรื่องของเลบานอนก็ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองในเลบานอนอย่างเต็มตัวแล้ว เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าเลบานอนมันเผชิญกับความขัดแย้งรุนแรงมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ด้วย

 

แต่สิ่งที่เราหวีดร้องสุดเสียงก็คือว่า หนังเรื่องนี้พูดถึงการสังหารหมู่กษัตริย์และราชวงศ์อิรักในปี 1958 ด้วย เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย คือเวลาที่เราพูดถึงความทรงจำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อิรัก เราก็มักจะนึกถึงเรื่อง “สงครามระหว่างอิรักกับอิหร่านในทศวรรษ 1980” เราไม่เคยรู้เรื่องราวอะไรของอิรักในช่วงก่อนที่จะเกิดสงครามนั้นเลย

 

พอดูหนังเรื่อง 1958 จบ เราก็เลยต้องไป google หาอ่านเรื่องการสังหารหมู่กษัตริย์และราชวงศ์อิรักในปี 1958 ด้วย มันรุนแรงมาก ๆ

 

“ในเวลา 8.00 น. หัวหน้ากองทหาร อับดุล ซัททาร์ ซะบาอะ อัล-อิโบซี ได้นำกองทัพปฏิวัติเข้าทำร้ายข้าราชสำนักในพระราชวัง มีคำสั่งกราบทูลพระบรมวงศานุวงศ์ได้แก่ พระเจ้าฟัยศ็อลมกุฎราชกุมารอับดัลอิละฮ์เจ้าหญิงฮิยาม (พระชายาในมกุฎราชกุมารและเป็นพระมาตุจฉาในกษัตริย์)สมเด็จพระราชินีนาฟิสซา บินต์ อัลอิละฮ์ (พระมารดาในสมเด็จพระราชชนนีอะลียะฮ์และมกุฎราชกุมารอับดัลอิละฮ์ และเป็นพระอัยยิกาในกษัตริย์)เจ้าหญิงคะดิยะห์ อับดิยะห์ (พระเชษฐภคินีในสมเด็จพระราชชนนีอะลียะฮ์และมกุฎราชกุมารอับดัลอิละฮ์ และเป็นพระมาตุจฉาในกษัตริย์) และข้าราชบริพารจำนวนหนึ่งให้เสด็จลงมายังลานสนามในพระราชวังพร้อมๆกัน จากนั้นมีคำสั่งให้ทุกพระองค์หันพระองค์เข้ากับกำแพง ที่ซึ่งทุกพระองค์ถูกกราดยิงด้วยปืนกลในทันที ร่างของทั้งห้าพระองค์ร่วงลงพื้นสนามพร้อมกับร่างของข้าราชบริพาร พระเจ้าฟัยศ็อลยังไม่สวรรคตในทันทีหลังการระดมยิงครั้งแรก ทรงถูกนำพระองค์ส่งโรงพยาบาลโดยผู้จงรักภักดีแต่ก็เสด็จสวรรคตระหว่างทาง สิริพระชนมายุ 23 พรรษา เจ้าหญิงฮิยามทรงรอดพระชนม์ชีพจากการปลงพระชนม์หมู่มาได้แต่ก็ทรงพระประชวรอย่างสาหัสจากการระดมยิงและทรงถูกผู้จงรักภักดีพาพระองค์เสด็จออกนอกประเทศ พระศพของมกุฎราชกุมารอับดัลอิละฮ์ถูกลากไปตามถนนและถูกตัดเป็นชิ้นๆ ข่าวการปลงพระชนม์หมู่เกี่ยวกับมกุฎราชกุมารอับดัลอิละฮ์ได้มีการรายงานว่า "ประชาชนนักปฏิวัติโยนพระศพของมกุฎราชกุมารอับดัลอิละฮ์ลงบนถนนดั่งเช่นสุนัขและฉีกพระศพออกเป็นชิ้นๆ จากนั้นพวกเขาก็ทำการเผาพระศพ" ถือเป็นจุดสิ้นสุดระบอบกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรฮัชไมต์อิรักและเป็นโศกนาฏกรรมของระบอบกษัตริย์ 37 ปีในอิรัก”

 

ข้อมูลข้างต้นมาจาก wikipedia นะ ส่วนรูปประกอบคือรูปของกษัตริย์ Faisal II ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของอิรัก

 

หนังเรื่อง 1958 เปิดฉายให้ดูฟรีออนไลน์ในช่วงนี้นะ

https://www.festivalscope.com/film/1958/

++++

 

ขอแอบเกาะกระแสความสำเร็จที่ภาพยนตร์เรื่อง A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) ได้รับเลือกให้ฉายในสาย CRITICS’ WEEK ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีนี้ ด้วยการแปะรายชื่อภาพยนตร์ที่กำกับโดยคุณ Ratchapoom ที่เราเคยดูมาแล้ว

 

PARTIAL FILMOGRAPHY OF RATCHAPOOM BOONBUNCHACHOKE

(เฉพาะหนังที่เราเคยดูนะ)

 

1.MA VIE INCOMPLETE ET INACHEVEEE (2007, Ratchapoom Boonbunchachoke)

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่

https://www.youtube.com/watch?v=-wA1RGj68QE

 

2. CHUTIMA (2007, Ratchapoom Boonbunchachoke)

 

3. UNPRONOUNCABLE IN THE LINGUISTIC IMPERIALISM OF YOURS (2008, Ratchapoom Boonbunchachoke)

 This film shows an interview with a female Thai artist. For the first half of this film, my friend and I believed it was a real documentary. We only came to realize that this film is a mockumentary when the artist starts talking about her masturbation show.

 

4. BODILY FLUID IS SO REVOLUTIONARY ของเหลวที่หลั่งจากกาย (2009, Ratchapoom Boonbunchachoke, queer film, 41min)

เราเคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ใน

 https://celinejulie.blogspot.com/2009/06/transcend-boundaries.html

 

5. MERMAID WEARING PANTS (2009, Ratchapoom Boonbunchachoke, 7min)

 

6. Dites Lui que je ne veux pas etre Sous-titre เสียงออกไม่ได้ในราชอาณาจักรทางภาษาของคุณ (2011, Ratchapoom Boonbunchachoke, 22min)

 

7. LA DOUBLE VIE DE MANIEJAN มะนีจันเปล่งเสียงไม่ได้ในทวิภูมิทางภาษาของคุณ (2013, Ratchapoom Boonbunchachoke, 30min)

https://celinejulie.blogspot.com/2013/07/la-double-vie-de-maniejan-2013.html

 

 8. MADAM ANNA, NIPPLES, MACARON, PONYANGKAM, AND BASIC EDUCATION (2014, Ratchapoom Boonbunchachoke, 41min, A+30)

แหม่มแอนนา หัวนม มาคารอง โพนยางคำ และการศึกษาขั้นพื้นฐาน

 https://web.facebook.com/photo/?fbid=10204962888775304&set=a.10204350827754161

 

9.Ma Vie Incomplete et Inachevee Vol. 1&2 (2007+2014) 9 min

 

10. INSURGENCY BY A TAPIR ความเศร้าของภูตผี (2016, Ratchapoom Boonbunchachoke, Wachara Kanha, Chulayarnnon Siriphol, Chaloemkiat Saeyong, 104min)

 https://web.facebook.com/photo/?fbid=10210779471306232&set=a.10210385200369705

 

11. RED ANINSRI; OR, TIPTOEING ON THE STILL TREMBLING BERLIN WALL อนินทรีย์แดง (2020, Ratchapoom Boonbunchachoke, 30min, A+30)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10224321113838832&set=a.10223742745819993

 

Edit เพิ่ม: 12. เกมโบกรถ THE HITCHHIKING GAME (2007, Ratchapoom Boonbunchachoke)

 

ไปเช็คข้อมูลแล้ว เราเคยดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 4 มิ.ย. 2011 แต่เราจำข้อมูลอะไรในหนังเรื่องนี้ไม่ได้แล้ว 55555

***********

เราเพิ่งพูดถึงหนังของคุณ Ratchapoom ในคลิป “ดูหนังกับมาเหม่ยจำบัง 5”

https://www.youtube.com/watch?v=eBc5xNkYbSM

 

เราเคยเขียนถึงหนังของคุณ Ratchapoom ในปี 2011 ไว้ที่นี่

https://celinejulie.blogspot.com/2011/06/ratchapoom-boonbunchachokes.html

 

เราเคยเขียนถึงหนังของคุณ Ratchapoom ในปี 2012 ไว้ที่นี่

http://www.experimentalconversations.com/article/part-2-of-mysterious-objects-from-thailand/

 

ขอเป็นกำลังใจให้ A USEFUL GHOST ประสบความสำเร็จมาก ๆ นะคะ

***************

Edit เพิ่ม: เผื่อคนเห็นรูปที่เราแปะไว้แล้วงง เราก็เลยจะอธิบายว่า หากเรียงรูปจากซ้ายไปขวา จากแถวบนลงล่าง รูปจะเรียงดังนี้

 

1.รูปโปสเตอร์งานฉายหนัง retrospective ของคุณ Ratchapoom ในวันที่ 4 มิ.ย. 2011

 

2. รูปจากหนังเรื่อง MA VIE INCOMPLETE ET INACHEVEEE

 

3. รูปจากหนังเรื่อง BODILY FLUID IS SO REVOLUTIONARY 

 

4. รูปจากหนังเรื่อง BODILY FLUID IS SO REVOLUTIONARY 

 

5. รูปจาก A USEFUL GHOST

 

6. รูปจากหนังเรื่อง BODILY FLUID IS SO REVOLUTIONARY 

 

7. รูปจาก LA DOUBLE VIE DE MANIEJAN 

 

8. รูปจาก INSURGENCY BY A TAPIR 

 

9. รูปจาก RED ANINSRI; OR, TIPTOEING ON THE STILL TREMBLING BERLIN WALL 

+++++++

ชอบหนังเรื่อง YOU HIDE ME มาก ๆ เหมือนมันเป็น prequel ของ DAHOMEY (2024, Mati Diop, documentary, France/Senegal/Benin)

Saturday, January 12, 2019

A LETTER FROM BEIRUT (1979, Jocelyn Saab, France/Lebanon, documentary, A+30)


BEIRUT IS NO LONGER NEVER (1976, Jocelyn Saab, France/Lebanon, documentary, A+30)
A LETTER FROM BEIRUT (1979, Jocelyn Saab, France/Lebanon, documentary, A+30)

1.ถ้าหาก Chile มี Patricio Guzmán และ Cambodia มี Rithy Panh Lebanon ก็มี Jocelyn Saab นี่แหละ ที่เป็นผู้บันทึกความพังพินาศ ล่มสลายของประเทศตนเองออกมาได้อย่างทรงพลัง, เจ็บปวด แต่มีความงดงามในทางมุมมองด้วยในเวลาเดียวกัน

2.รู้สึกว่าเสียง voiceover ในหนังสองเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ คือภาพที่ปรากฏในหนังสองเรื่องนี้มันก็ทรงพลังและมีคุณค่าสุดๆอยู่แล้ว แต่ถ้าหากขาดเสียง voiceover ที่เป็นบทรำพึงรำพันส่วนตัว หนังเรื่องนี้ก็อาจจะเป็นเพียง “หนังสารคดีเชิงข่าว/ข้อมูล” ที่มีคุณค่ามากๆในเชิงบันทึกประวัติศาสตร์/เหตุการณ์/ถ่ายทอดความเป็นจริงน่ะ เพราะภาพในหนังมันบันทึกสภาพบ้านเมืองในกรุงเบรุตในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมือง เราได้เห็นชีวิตอันยากลำบากของผู้คนในช่วงนั้น และใน A LETTER FROM BEIRUT หนังก็ได้สัมภาษณ์คนหลายๆคนที่น่าสนใจด้วย คือแค่ลำพังภาพ+บทสัมภาษณ์เหล่านี้มันก็ดีสุดๆอยู่แล้ว

แต่หนังมันยังเพิ่มความเหนือชั้นมากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเสียง voiceover ที่เป็นบทรำพึงรำพันส่วนตัวของตัวผู้กำกับ และเราว่าสิ่งนี้มันช่วยห่มคลุมเหตุการณ์เลวร้ายสุดๆในหนังด้วย “ความรู้สึกที่งดงาม” บางอย่าง และมันช่วยยกระดับหนังเรื่องนี้ขึ้นไปอีก คือนอกจากหนังเรื่องนี้จะมีคุณค่าในเชิงข่าว/สารคดี/บันทึกประวัติศาสตร์แล้ว มันยังมีความทรงพลังทางอารมณ์ความรู้สึกในแบบงานศิลปะชั้นดีด้วย

เราก็เลยนึกถึงพวกหนังของ Patricio Guzmán และ Rithy Panh เพราะเราว่าสองคนนี้ก็ถ่ายทอดเหตุการณ์สังหารหมู่หรือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศตนเอง ออกมาด้วยพลังทางศิลปะเช่นกัน และไม่ได้เป็นเพียงแค่การร้อยเรียงข้อมูลแบบสารคดีเพียงอย่างเดียว

จริงๆแล้วนึกถึงพวกหนังของ Chris Marker และ Harun Farocki ด้วย คือเราว่าถ้าหาก Marker หรือ Farocki มาเกิดใน Lebanon ผู้กำกับสองคนนี้ก็อาจจะทำหนังแบบ Jocelyn Saab ออกมาก็ได้ แต่เนื่องจาก Marker อยู่ในฝรั่งเศส และ Farocki อยู่ในเยอรมนี ทั้งสองก็เลยถ่ายทอดความเลวร้ายของชาติตะวันตกหรืออะไรไปแทน

3.ในส่วนของเหตุการณ์ที่ถ่ายทอดออกมาในหนังสองเรื่องนี้นั้น มันทำให้นึกถึงสงครามกลางเมืองในบอสเนีย, อิรัก และซีเรียมากๆ และมันก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆที่เหตุการณ์แบบนี้มันไม่ได้จบลงแค่ที่เลบานอนในทศวรรษ 1970-1980 แต่มันยังคงเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะที่ซีเรียในปัจจุบัน

Saturday, January 05, 2008

FASSBINDER, THE DEVIL, PROBABLY

As I don’t have a computer, I decide to use my blog as my own database to collect everything I wrote. So these are my comments in various places:

--in Girish’s blog:
http://www.girishshambu.com/blog/2007/12/favorites-2007.html

Noel, I'm glad you like PALMS. Second Run DVD releases this DVD. I think Second Run DVD is a great company. Their DVD catalogue includes THE PARTY AND THE GUESTS (Jan Nemec), THE THIRD PART OF THE NIGHT (Andrzej Zulawski), MARKETA LAZAROVA (Frantisek Vlacil), PASSENGER (Andrzej Munk), and INTERROGATION (Ryszard Bugajski). (I still haven't seen the last three mentioned here.)


--in Zach’s blog:
http://elusivelucidity.blogspot.com/2007/12/years-end.html

I love SO CLOSE very much. If you like Hong Kong action films, I also recommend INVISIBLE TARGET (2007, Benny Chan). I hope the film will be released there soon.


--in Peter Nellhaus’ blog:
http://www.coffeecoffeeandmorecoffee.com/archives/2007/12/my_best_of_2007.html#more

Happy New Year to you, Peter.

I'm glad you still remember THE SPERM. I also hope it will be more famous than this.


http://www.coffeecoffeeandmorecoffee.com/archives/2008/01/im_a_cyborg_but.html#more

I like this film very much. In my first viewing, I felt very confused and couldn’t follow some storylines, but I understood it more in the second viewing. I prefer this film to OLDBOY and SYMPATHY FOR LADY VENGEANCE.


--in Mubarak Ali’s blog:
http://supposedaura.blogspot.com/2008/01/to-year-gone.html

Glad to see AUTOHYSTORIA and THE POWER OF EMOTION in your list.

I had never heard of Wael Noureddine and Kyle Canterbury. But after I saw them in your list, I tried to find information about them and found that they are very interesting.


--in Matthew Hunt’s blog:
http://www.matthewhunt.com/blog/2008/01/happy-new-year.html

Happy new year to you and Dech.I spent my last day in 2007 watching SATANTANGO, and I finished watching it in 2008. :-)


--in Filmsick’s blog:
http://filmsick.exteen.com/20080105/the-third-generation-r-w-fassbinder-1979-terrorism-is-a-stup


ดีใจมากค่ะที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ หนังเรื่องนี้ติดอันดับ ONE OF MY MOST FAVORITE OPENING CREDITS EVER ค่ะ และนอกจากเครดิตเปิดเรื่องแล้ว ดิฉันก็ชอบหลายๆอย่างในหนังเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งรวมถึงการปะทะกันครั้งสำคัญระหว่างสามเจ้าแม่ Bulle Ogier, Margit Carstensen และ Hanna Schygulla

พอดีค้นเจอบทสัมภาษณ์ของฟาสบินเดอร์ เขาพูดถึงหนังเรื่อง THE DEVIL PROBABLY (1977, Robert Bresson, A+) ด้วยค่ะ คิดว่าน่าสนใจดี ก็เลยคัดลอกมาให้อ่าน

This is an excerpt from the book THE ANARCHY OF THE IMAGINATION (printed by The John Hopkins University Press). It comes from an interview in February 1979 of Fassbinder by Wolfram Schuette.

Rainer Werner Fassbinder: “In the last few years I’ve seen eight or nine films that meant a lot to me, and two theater productions and a few musicals that contained more hope and utopia than a thousand encounters. I’m thinking of SOLARIS [by Andrei Tarkovsky], then THE DEVIL PROBABLY [by Robert Bresson], Zadek’s two most recent productions of OTHELLO and A WINTER’S TALE; then there’s a film by Maurice Pialat with the title WE WON’T GROW OLD TOGETHER; then I’ve seen Visconti’s THE DAMNED thirty times. THE DEVIL PROBABLY is certainly the film of an old man, but no one can deny that the film is incredibly young in spirit—whether it’s a glorification of suicide or an acceptance of it, or as I think, the opposite, that is, that Bresson says: You have more opportunities to live your life if you accept death. It’s simply incredibly beautiful, even just from the point of view of form, when you see that someone who’s so old, and had already reached an end with LANCELOT, didn’t simply churn out an “old man’s film” with THE DEVIL PROBABLY. Because that isn’t an old man’s film but a young film.”


--in Twilight Virus’ blog:
http://twilightvirus.blogspot.com/2007/12/blog-post_30.html

หนังเยอรมันเกี่ยวกับพฤติกรรมแปลกๆของผู้โดยสารบนรถไฟ หนูเดาว่าน่าจะเป็นเรื่อง LINE 1 (1988, Reinhard Hauff, A+) ค่ะ หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากละครเพลง


----------------------------------------------------------------

--in Bioscope Webboard
http://www.bioscopemagazine.com/

อันนี้เป็นอันดับหนังทดลองประจำปี 2007 ของ Ed Halter จาก Village Voice ค่ะ โดย Halter เลือกเฉพาะหนังทดลองที่เขาชอบมากแต่ยังไม่มีโอกาสเขียนวิจารณ์ในปี 2007

http://www.villagevoice.com/film/0801,halter,78745,20.html





--Harrytuttle ก็ให้ INLAND EMPIRE เป็นอันดับหนึ่งประจำปี 2007 ค่ะ และให้ SYNDROMES AND A CENTURY ได้รางวัล BEST CAMERAWORK

หวังว่าคงยังจำกันได้นะคะว่า Harrytuttle คนนี้เคยเขียนชื่นชม AFTERNOON TIMES ของทศพล บุญสินสุขด้วย

ดูผลรางวัลอย่างละเอียดของ Harrytuttle ได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ
http://screenville.blogspot.com/2008/01/tuttle-awards-2007.html


--รายชื่อหนังประจำปีของอีกคนนึงที่น่าสนใจมากๆ ก็คือของ Mubarak Ali ค่ะ ดูรายชื่อหนังประจำปีของเขาได้ที่
http://supposedaura.blogspot.com/2008/01/to-year-gone.html

หนังที่น่าสนใจในรายชื่อของเขาก็รวมถึง

1.JULY TRIP (2007, 35 min) ของ Wael Noureddine
หนังแนว essay เกี่ยวกับสงครามเลบานอน

อ่านบทวิจารณ์ JULY TRIP ของ Andy Rector ได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้ค่ะ
http://kinoslang.blogspot.com/2007/02/july-trip.html

Wael Noureddine เคยกำกับหนังสั้นเรื่อง FROM BEIRUT WITH LOVE (2005) ซึ่งสามารถหาดูได้ในรูปแบบดีวีดี โดยอยู่ในดีวีดีชุด RESISTANCE(S) ซึ่งสั่งซื้อได้จากเว็บไซท์ข้างล่างนี้
http://www.lowave.com/?language=EN&section=shop&display=focus&focus_ref=LOWAVE017DVD


2. THE SEARCH ของ KYLE CANTERBURY

อ่านบทวิจารณ์ภาพยนตร์ของ KYLE CANTERBURY ที่เขียนโดย Fred Camper ได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้ค่ะ
http://www.fredcamper.com/Film/Canterbury.html

------------------------------------------------

ภาพจากหนังของ SHANA MOULTON

These are images from Shana Moulton’s films. She is in Ed Halter’s 2007 list.







Thursday, June 21, 2007

DIMA EL HORR INTERVIEWED BY APICHATPONG WEERASETHAKUL

RECENTLY CELINEJULIE HAS COMMENTED IN BIOSCOPE WEBBOARD:
http://www.bioscopemagazine.com/smf/index.php?topic=71.150


ตอบน้อง merveillesxx

ไม่แน่ใจว่าพระเอกหนังเรื่อง “ตั๋วรักพลิกล็อค” ชื่อ “ภัสพงษ์ อร่ามเสรีวงศ์” หรือเปล่า พอดีดูในสูจิบัตรของงานหนังกางจอ 14 เขาบอกว่าดารานำของ “ตั๋วรักพลิกล็อค” คือคนนี้กับ “ศรีรุ่ง หวังเอกเทียนชัย” (เดาว่าเป็นชื่อของนางเอก)


INTERESTING THINGS

1.INTERESTING PROGRAM
“40 YEARS OF VIDEO ART IN GERMANY”

TUESDAY 26 JUNE 19.00 AT GOETHE INSTITUTE IN BANGKOK
For more information, please read
http://www.goethe.de/ins/th/ban/en2397032.htm


2. INTERESTING BOOK
“DEMOCRACY AND NATIONAL IDENTITY IN THAILAND”
by Michael Kelly Connors

For more information in Thai about this book, please read
http://konmongnang.exteen.com/20070621/entry

The cover of this book
http://farm2.static.flickr.com/1361/577928526_b54b3c1436_o.jpg


3.INTERESTING NEWS
Dima El Horr, a Lebanese female filmmaker, receives grant from the Global Fund Initiative (GFI), to make the film EVERYDAY IS A HOLIDAY.

I read this news from Michael Guillen’s blog here:
http://theeveningclass.blogspot.com/2007/06/global-film-initiativeawards-granted-to.html

I have never seen any films by Dima El Horr, but I have been wanting to see her films since 1998 when I read a Thai book called “FILMVIRUS”. In this book, Apichatpong Weerasethakul, who is a friend of Dima El Horr, interviewed her after he and Sonthaya Subyen, the editor of FILMVIRUS, saw THE STREET (1997, Dima El Horr) and like it.

The long interview is published in Thai in FILMVIRUS. There are many interesting things in the interview, such as

3.1 Dima El Horr said that she is cinematically influenced by Alain Resnais and HIROSHIMA MON AMOUR, though her film doesn’t look like Resnais’ films.

3.2 Many people thought that THE STREET might be influenced by BICYCLE THIEVES (1948, Vittorio De Sica)

3.3 Apichatpong thought that THE STREET might be influenced by Abbas Kiarostami, but Dima El Horr denied it.

3.4 Dima El Horr said that though she studied film in USA, her film would still be different from other American film students, because NOBODY CAN TEACH OTHER PEOPLE HOW TO VIEW THE WORLD. (I translate this from Thai. I don’t know which exact English words she said in the interview.)


4.INTERESTING DVD

WHERE HAS YOUR HIDDEN SMILE GONE? (2001, Pedro Costa)

This film is about the editing process of the film SICILIA! by Jean-Marie Straub and Daniele Huillet.

You can buy this DVD from the link below:
http://www.cdgo.com/artigoDetalhe.php?idArtigo=2764855&lang=EN

This DVD has English, Portuguese and Italian subtitles. It is sold together with a Portuguese book.

“DVD (inclui «Onde Jaz o Teu Sorriso?» + «Daniele Huillet, Jean-Marie Straub, cineastas / cinema, de notre temps» + curtas-metragens ineditas de Pedro Costa, Daniele Huillet e Jean-Mari Straub + filmografias, legendas e menus em portugues, ingles e italiano) + livro (inclui dialogos integrais do filme, fotogramas e textos de Jacques Ranciere, Emmanuel Burdeau, Thierry Lounas, Joao Benard da Costa)”


Acquarello wrote about WHERE HAS YOUR HIDDEN SMILE GONE? here: http://filmref.com/notes/archives/2006/09/where_has_your_hidden_smile_go.html

I know about this DVD from Mubarak Ali’s blog:
http://supposedaura.blogspot.com/2007/05/on-pyaasa.html#comments



5.FAVORITE SONG

BELIEVE – NATHAN HAINES FEATURING SHELLY NELSON
http://www.myspace.com/nathanhaines

You can listen to a sample of BELIEVE, a beautiful chill-out song, from the link below:
http://www.tunetribe.com/Artist?artist_id=8066