Wednesday, August 20, 2014

FIVE VERSIONS OF "THE SCAR"


สรุปว่าดูแผลเก่ามา 5 เวอร์ชั่น เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

1.ฝันเรียม (2006, ลัดดาวัลย์ สืบเพ็ง, 15min, A+30)
เป็นเวอร์ชั่นที่เสียสติที่สุด เวอร์ชั่นนี้สร้างโดยนิสิตของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ชอบฉากที่ตัวละครพายเรือบนบกมากๆ

2.แผลเก่า (2014, Teeranit Siangsanoh, 13min, A+30)
เวอร์ชั่นนี้ทำให้นึกถึงวิธีการสร้างหนังของ Jean-Marie Straub, Martin Arnold, Matthias Mueller อะไรพวกนี้ คือหนังของ Straub บางเรื่องมันเป็นการให้นักแสดงมาพูดบทต่อหน้ากล้อง มันเหมือนเป็นการตัด elements บางอย่างทางภาพยนตร์ที่ Straub ไม่สนใจออกไป แล้วเอา elements ทางภาพยนตร์บางอย่างมาใช้เท่านั้น หนังของ Teeranit เรื่องนี้ก็เหมือนกัน มันเป็นการเอาประโยคบางประโยคจากหนังเรื่อง “แผลเก่า” ของเชิด ทรงศรีมาใช้เท่านั้น และมันเอามาใช้ได้อย่างทรงพลังสุดๆสำหรับเรา

การเล่นกับ found footage, ภาพจากหนังเก่า, เสียงจากหนังเก่าอะไรพวกนี้ ทำให้นึกถึงหนัง found footage ของ Martin Arnold กับ Matthias Mueller ด้วย

3.แผลเก่า (1977, เชิด ทรงศรี)
จำได้แค่ว่าชอบในระดับนึง แต่จำรายละเอียดอะไรในหนังไม่ได้แล้ว

4.ขวัญ-เรียม (2001, สุทธากร สันติธวัช)
รู้สึกเฉยๆมากกับเวอร์ชั่นนี้ แต่ฉากนินนาท สินไชยแหวกว่ายอยู่ใต้น้ำติดตาดีจัง

5.แผลเก่า (2014, M.L. Bhandevanop Devakul, B+ )



Monday, August 18, 2014

Films seen at Reading Room on August 16-17, 2014

Films seen at Reading Room on August 16-17, 2014

1.IMAGES OF THE WORLD AND THE INSCRIPTION OF WAR (1989, Harun Farocki, documentary, A+30)

2.WORKERS LEAVING THE FACTORY (1995, Harun Farocki, documentary, A+30)

3.HOW TO LIVE IN THE GERMAN FEDERAL REPUBLIC (1990, Harun Farocki, documentary, A+30)

4.PRISON PICTURES (2000, Harun Farocki, documentary, A+30)

5.RESPITE (2007, Harun Farocki, documentary, A+30)

6.AS YOU SEE (1986, Harun Farocki, documentary, A+30)

7.STILL LIFE (1997, Harun Farocki, documentary, A+30)

8.WAR AT A DISTANCE (2003, Harun Farocki, documentary, A+25)

9.NOTHING VENTURED (2004, Harun Farocki, documentary, A+25)

This photo comes from IMAGES OF THE WORLD AND THE INSCRIPTION OF WAR.

ฉากนี้เป็นหนึ่งในฉากที่ชอบที่สุดฉากหนึ่งในหนังของ Farocki เพราะมันติดตาติดใจเรามากๆ และสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเราไม่แน่ใจว่ามันเชื่อมโยงกับส่วนอื่นๆของหนังเรื่องนี้อย่างไร ฉากนี้เป็นฉากที่กระตุ้นความคิดมากๆสำหรับเรา

การที่ฉากนี้กระตุ้นให้เราคิดไปถึงเรื่องต่างๆมากมายที่อาจจะเลยพ้นไปจากความตั้งใจของผู้กำกับ ส่งผลให้เราชอบฉากนี้อย่างสุดๆ และมันทำให้เรานึกถึงแนวคิดอันนึงที่เราได้จากหนังเรื่อง STILL LIFE ของ Farocki ด้วย นั่นก็คือแนวคิดที่ว่า พอเราเห็นภาพแก้วๆนึง แก้วนั้นมันก็มีความสมบูรณ์ในความเป็นตัวของตัวเองอยู่ แต่พอเราเอาคำคุณศัพท์อะไรไปบรรยายมันปุ๊บ อย่างเช่น “แก้วเงาวับ”, “แก้วคอระหง”, “แก้วที่มีรอยร้าวยาวหนึ่งองคุลี”, etc. คำคุณศัพท์เหล่านั้นอาจจะไปลดทอนความจริงหรือคุณลักษณะอื่นๆของแก้วนั้นได้ คือพอเราได้ยินคำว่า “แก้วเงาวับ” เราจะนึกถึงภาพๆนึงในหัวของเรา ซึ่งแน่นอนว่าภาพๆนั้นไม่สามารถทดแทนภาพแก้วดั้งเดิมที่เป็นที่มาของคำๆนั้นได้ หรือถ้าหากเรามองภาพนั้นโดยยึดมั่นกับคำว่า “แก้วเงาวับ” ที่มีคนเคยใช้บรรยายมัน เราก็มีแนวโน้มสูงมากที่จะละเลยการสังเกตเห็นหรือการรับรู้ถึงคุณลักษณะอื่นๆของแก้วใบนั้น คำว่า “แก้วเงาวับ” ไป reduce ความจริงเกี่ยวกับแก้วใบนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

เพราะฉะนั้นการที่เราไม่แน่ใจว่าฉากนี้ในหนังเรื่อง IMAGES OF THE WORLD AND THE INSCRIPTION OF WAR หมายความว่าอะไร มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าฉากนี้มันยังไม่ได้ถูก “ลดรูป” ลงไปเป็นความหมายที่เฉพาะเจาะจง หรือถูก “จำกัดความ” ลงไปเป็นความหมายที่เฉพาะเจาะจง ฉากนี้ยังคงมีความสมบูรณ์อยู่ในหัวของเรา มันยังไม่ถูกแปรค่าไปเป็นสิ่งที่สามารถบรรยายเป็นตัวอักษรได้ง่ายๆ มันยังไม่ถูกลดรูปหรือถูกจำกัดความลงไปด้วย “ความหมาย”

แต่ถึงแม้เราจะเข้าใจความหมายของมันในอนาคต เราก็ยังคงชอบฉากนี้อยู่ดีแหละนะ เพราะอย่างน้อยมันก็ได้กระตุ้นความคิดของเราไปมากแล้วในช่วงหลายวันที่ผ่านมา :-)




Saturday, August 16, 2014

A FETUS’ DREAM (2014, Bo Kittiphon, stage performance, A+30)

A FETUS’ DREAM (2014, Bo Kittiphon, stage performance, A+30)
 
ชอบดนตรีประกอบของ Baptiste Mauerhan มากๆ มันเป็นดนตรีสไตล์แบบที่เราชอบเป็นการส่วนตัวน่ะ
 
ช่วงแรกๆที่เป็น 4 คนเต้นเรารู้สึกชอบในระดับปานกลางนะ แต่พอคุณโบ กิตติพร ออกมาเท่านั้นแหละ ความชอบของเราก็พุ่งพรวดถึงขีดสุดเลย เพราะเรารู้สึกว่าคุณโบดูทรงพลังมีออร่ามากๆ ในละครเรื่องนี้ การเคลื่อนไหวของคุณโบในละครเรื่องนี้มันมีพลังตราตรึงมากๆสำหรับเรา เวลาเราเห็นคุณโบในการแสดงนี้ เรานึกไปถึงพวกรูปปั้น fertility goddess ของชนเผ่าโบราณเมื่อหลายพันปีก่อนน่ะ มันเหมือนกับว่าเราได้เห็น goddess ของอาณาจักรโบราณมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าเราเพื่อทำพิธีกรรมอันลี้ลับบางอย่าง คือเราว่าการแสดงนี้มันดูขลังและมีมนต์เสน่ห์มากๆน่ะ
 
สรุปว่ามันยากจะบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้นะ ว่าการแสดงของคุณโบในละครเรื่องนี้มัน overwhelm เราอย่างไรบ้าง แต่มันงดงามและทรงพลังสุดๆสำหรับเรา
 
อันนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับ A FETUS’ DREAM โดยตรง แต่เรารู้สึกว่าแปลกดีที่เราไม่รู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับการแสดงนี้ ในขณะที่เรามักจะรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับหนังหลายเรื่องที่เราเคยดูในอดีตที่จบลงด้วยการที่ “เด็กทารกถือกำเนิดขึ้นมา” เพื่อแสดงให้เห็นว่าหนังเรื่องนี้จบแบบ happy ending หรือเพื่อแสดงให้เห็นว่าการถือกำเนิดของทารกนี้แสดงให้เห็นว่ามนุษยชาติยังมีหวัง หรืออะไรทำนองนี้
 
เราว่าที่เราไม่รู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับการแสดงนี้ เป็นเพราะว่า เราไม่เข้าใจว่าแต่ละโมเมนท์ในการแสดงนี้สื่อถึงอะไร คือเราเพลิดเพลินไปกับการแสดงนี้ โดยไม่ได้เข้าใจความหมายของมัน เพราะฉะนั้นเราจึงไม่รู้สึกว่าเราได้รับแนวคิด/ข้อความ/สารที่เราไม่เห็นด้วยจากละครเรื่องนี้ คือถ้าหากเราเข้าใจความหมายของแต่ละลีลาในการแสดงนี้ เราอาจจะไม่ได้ชอบมันมากเท่านี้ก็ได้นะ เพราะเราไม่แน่ใจว่าเราจะเห็นด้วยกับมันหรือเปล่า 55555 แต่พอเราไม่ได้เข้าใจมัน เราก็เลยเพลิดเพลินไปกับมันอย่างมากๆ ครรภ์ที่เราเห็นในการแสดงนี้ ก็เลยเป็นแค่ครรภ์ หรือเป็นสิ่งที่ทำให้เรานึกถึงเรื่องอะไรก็ได้ที่เราอยากจะนึกถึงในหัวของเรา โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นสัญลักษณ์ของ “ความหวังของมนุษยชาติ” หรือ “อนาคตที่น่าจะดีขึ้น” แบบที่หนังบางเรื่องใช้กัน
 
แต่เราก็ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับหนังทุกเรื่องที่จบด้วยฉากการถือกำเนิดของเด็กทารกนะ เพราะหนังอย่าง DR. T & THE WOMEN (2000, Robert Altman) และ LES CREATURES (1966, Agnes Varda, A+30) ก็จบด้วยฉากการถือกำเนิดของเด็กทารกเหมือนกัน แต่เราก็ชอบหนังสองเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่าตอนจบของหนังสองเรื่องนี้มันไม่ได้สร้างความรู้สึก happy ending แบบน่าสะอิดสะเอียนให้แก่เรา
 
 
 

Thursday, August 14, 2014

SOME IDEAS OF HARUN FAROCKI

 
บางแนวคิดที่น่าสนใจของ Harun Farocki
 
ในหนังสารคดีเรื่อง DOCUMENTARY WORK: HARUN FAROCKI (2004, Christoph Hübner, A+20) นั้น คริสตอฟ ฮึบเนอร์ได้สัมภาษณ์ฮารุน ฟาร็อกกี และมีคำให้สัมภาษณ์ที่น่าสนใจหลายส่วน ส่วนนึงที่เราชอบมากๆเป็นส่วนที่ฮึบเนอร์ถามฟาร็อกกีขณะฟาร็อกกีกำลังเตรียมงาน video installation ที่เป็นจอทีวีสองจอ โดยแต่ละจอฉายวิดีโอที่ไม่เหมือนกัน โดยการจัดเตรียมภาพในจอสองจอพร้อมๆกันโดยที่ภาพในแต่ละจอไม่เหมือนกันแบบนี้ เป็นสิ่งที่ฮึบเนอร์เรียกว่า horizontal montage และเขาก็ถามฟาร็อกกีว่า
“การทำแบบนี้ช่วยเพิ่มทางเลือกให้คุณในฐานะผู้ตัดต่อด้วยไหม”
ซึ่งฟาร็อกกีก็ตอบว่า “แน่นอน” เพราะการเอาภาพมาเรียงต่อๆกันแบบในหนังทั่วไปมันดูอ่อนกว่าการดูภาพสองจอพร้อมกันแบบนี้ เพราะพอคุณไม่สามารถแสดงภาพสองจอพร้อมๆกันได้ คุณก็ต้องสร้างอารมณ์ดราม่ามากเกินควรในหลายๆครั้ง (ในการนำซีนต่างๆมาเรียงต่อๆกันแบบในหนังทั่วไป) และบางทีการดูซีนต่างๆมาเรียงต่อๆกันแบบในหนังทั่วไปมันอาจจะทำให้ผู้ชมบางคนสรุปความแบบนิรนัย (deduction) อย่างผิดพลาดได้ เพราะผู้ชมบางคนอาจจะตีความว่า “ฉาก A เป็นต้นเหตุของฉาก B” หรือ “ฉาก A นำไปสู่ฉาก B” (ทั้งที่จริงๆแล้วฟาร็อกกีไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมเชื่อมโยงฉาก A กับฉาก B ในแบบที่เป็นเหตุเป็นผลกันหรือเป็นลำดับเหตุการณ์กันแบบนั้น) ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับปัญหาของภาษาแบบที่นิทเช่เคยพูดถึงด้วย ในขณะที่นักปรัชญาชื่อ Flusser ก็พูดถึงปัญหานี้เช่นกัน โดย Flusser กล่าวว่า ในอนาคตเราจะไม่พูดว่า “A เป็นสาเหตุของ B” แต่เราจะพูดว่า “A ในส่วนที่สัมพันธ์กับ B” มันมีโครงสร้างของอำนาจอยู่ในไวยากรณ์ของภาษา หรืออยู่ในรูปประโยคที่เราใช้พูดกัน (เราเข้าใจว่านี่อาจจะเป็นปัญหาที่พบในภาษาเยอรมันมากกว่าภาษาอังกฤษ) และ Flusser ก็ต้องการขจัดโครงสร้างนี้ไป (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด) และฟาร็อกกีก็ทำเช่นนั้นกับภาพยนตร์ของเขาเหมือนกัน เขาต้องการขจัดโครงสร้างของอำนาจออกไปจากไวยากรณ์ภาพยนตร์ของเขา
 
เราไม่รู้เหมือนกันว่าเราเข้าใจสิ่งที่ฟาร็อกกีพูดถูกทั้งหมดหรือเปล่า แต่สิ่งที่เขาพูดทำให้เราคิดถึงหนังบางเรื่องที่เราชอบมากๆ อย่างเช่นหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge, Bruce Conner และ Teeranit Siangsanoh เพราะการเชื่อมโยงซีนต่างๆเข้าด้วยกันในหนังกลุ่มนี้มันไม่ใช่ “ฉาก A เป็นต้นเหตุของฉาก B” หรือ “ฉาก A นำไปสู่ฉาก B” แต่มันเป็น “ฉาก A สัมพันธ์กับฉาก B” โดยที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ามันสัมพันธ์กันยังไง แต่มันกระตุ้นให้เราจินตนาการถึงความเป็นไปได้ต่างๆมากมายในการเชื่อมโยงฉากต่างๆในหนังเรื่องนั้นเข้าด้วยกัน
 
สิ่งที่ฟาร็อกกีพูดถึงนี้ยังทำให้เรานึกถึงบทวิจารณ์หนังเรื่อง IN COMPARISON (2009, Harun Farocki) ของฟิล์มซิคด้วย เพราะฟิล์มซิคตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่น่าสนใจมากๆในหนังเรื่องนี้ก็คือ “FAROCKI ไม่ได้ทำหน้าที่เอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง การลำดับและเรียบเรียงภาพของหนัง ไม่ได้บอกว่าแบบไหนดีกว่าแบบไหน ในโลกทั้งใบอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้มีแบบหนึ่ง และมีแบบอื่นๆอยู่ การรับรู้ว่ามนุษย์มีแบบแผนที่แตกต่างกันสำคัญกว่าการประกาศว่าแบบใดคือแบบที่ถูกต้อง และในกรณีนี้ ภาพเปรียบโลกทั้งใบแสดงตนในฐานะของความต่างมากกว่าความเหลื่อมล้ำต่ำสูง
 
เราคิดว่าสิ่งที่ฟิล์มซิคเขียนในบทวิจารณ์นี้มันสัมพันธ์กับสิ่งที่ Farocki พูดมากๆ เพราะในหนังเรื่อง IN COMPARISON นั้น ฟาร็อกกีเรียงร้อยซีนการสร้างอิฐจากประเทศต่างๆเข้าด้วยกัน โดยไม่ได้ต้องการสร้างความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างการสร้างอิฐในประเทศต่างๆ มันเหมือนกับว่าฟาร็อกกีได้ “ขจัดโครงสร้างทางอำนาจออกไปจากไวยากรณ์ภาพยนตร์ของเขา” แล้วจริงๆ
 
อ่านบทวิจารณ์ของฟิล์มซิคได้ที่
 
นอกจากนี้ ฟาร็อกกียังให้สัมภาษณ์ในทำนองที่ว่า เขาชื่นชมหนังเรื่อง NUMERO DEUX (1975, Jean-Luc Godard) อย่างมากๆ โดยสิ่งที่เขาชื่นชมอย่างสุดขีดในหนังเรื่องนี้คือการใช้ motif ที่เราไม่รู้ว่าต้นกำเนิดของมันมาจากไหนและมันเชื่อมโยงกับส่วนอื่นๆของหนังได้อย่างไรในตอนแรก และการใช้ motif แบบไม่มี origin และปราศจาก connection แบบนี้มันก่อให้เกิด magic อย่างมากๆสำหรับเขา
 
อย่างไรก็ดี เขาบอกว่าการตัดต่อแบบ cross-cutting แบบนี้ก็เป็นสิ่งที่ดูเสร่อได้เหมือนกันในหนังทั่วๆไป โดยเขายกตัวอย่างเช่น ในหนังเรื่องหนึ่ง เราเห็นผู้หญิงเดินมาที่ชายหาด แล้วเราก็เห็นเลือด แล้วเราก็จะสงสัยว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังจะถูกฆ่าตาย หรือไม่เธอก็อาจฆ่าคนเมื่อ 5 ปีก่อน การใส่ซีนผู้หญิงเดินกับใส่ซีนเลือดมาเรียงต่อกันแบบนี้เป็นสิ่งที่ใช้ในการเปิดเรื่อง (exposition) แต่ถ้าหากใช้บ่อยๆเป็นประจำมันก็เสร่อ เพราะการทำเช่นนี้มันเป็นเพียงแค่การยั่วอารมณ์คนดูให้สงสัยว่า “เลือดนั้นมันเป็นของใครกันแน่” และเป็นการบอกคนดูว่า “เดี๋ยวคนดูก็จะรู้เองในภายหลังแหละจ้ะว่าเลือดนั้นมันของใคร แต่ตอนนี้เราขอล่อลวงให้คุณดูหนังของเราไปเรื่อยๆก่อน” และหนังบางเรื่องก็มักจะใช้วิธีการแบบนี้ โดยเอาฉากสำคัญตอนกลางเรื่องมาไว้ช่วงต้นเรื่อง ซึ่งเขามองว่ามันเป็นวิธีการที่เสร่อ ถ้าหากคุณใช้มันเพียงแค่ยั่วอารมณ์คนดูให้คาดหวังต่อไปเรื่อยๆว่าในที่สุดคนดูจะเข้าใจในสิ่งที่ได้เห็นในช่วงต้นเรื่อง อย่างไรก็ดี ฟาร็อกกีบอกว่าเขาก็ทำแบบนี้ในชีวิตประจำวันเช่นกัน เพราะในบางครั้งเวลาเขาจะพูดกับใครบางคน เขาก็ไม่ได้เริ่มด้วยการบอกว่าเขาต้องการจะพูดอะไร แต่ข้ามไปพูดจุดอื่นแทน วิธีการสื่อสารแบบนี้มันดูเหมือนจะฝังรากลึกอยู่ในหัวสมองของเรา
 
CH: Does the horizontal montage increase your choices as an editor?
HF: Definitely. After a little while a simple succession of pictures seems weak in comparison. Without this synchronicity you have to overdramatize, I often feel. Maybe the more profound reason is that erroneous deductions are made. That you say “because” or “A leads to B.” That’s approaching a Nietzsche-esque language critique. Flusser took it up, saying: In future we won’t say “A causes B,” but “A in relation to B.” Unlike in simple statements that we know from school: Accusative, the accusing case, one being the object of the other. To take all those power-related terms out of grammar. And this here is somehow similar. Sometimes I’m aware of the...I’ll demonstrate it to you later. There are some tempting ways in which you create a slight confusion, an interesting confusion, which is nothing but anticipation and repetition. When Godard made “NUMÉRO DEUX”, I was won over for the first time by a work with several images. That must have been about 28 years ago. I studied it closely, and the main effect results from a motif being introduced. We don’t know its origin or its connection. That creates a magical effect. You need to make sure that the anticipation won’t look cheap. That’s what is called cross-cutting, which is also used in standard editing. A woman walks on the beach. Then we see brief shots of blood, and later we find out that she’ll be attacked or that she attacked someone five years ago or whatever. At that moment the effect is that of exposition. But the constant use of exposition is nothing but cheap rhetoric.
 
CH: What is “the constant creation of exposition?”
HF: By that I mean the method of constantly anticipating without knowing what is announced. To create an effect like I just said: A woman walks on the beach and you see blood. Whose blood is it? That’s exposition. It says: “You’ll find out later. But first we’ll lure you.” That’s also how you start a story. You open in mid-sentence: “The detonation knocked him over.” Then:  “Frank was twelve years old...” And to my mind that’s cheap rhetoric, if you can’t think of anything else but using it for effect. I do that too in everyday life. I never start with what I want to tell. Instead I jump in. Only then do I explain the context of what I want to tell. This seems to be deeply ingrained.
 

Wednesday, August 13, 2014

IMAGES OF THE WORLD AND THE INSCRIPTION OF WAR (1988, Harun Farocki, A+30)


Paul Arthur เคยเขียนบทความเกี่ยวกับ essay films ไว้ในนิตยสาร Film Comment ฉบับ Jan/Feb 2003 ซึ่งเป็นบทความที่มีประโยชน์มากๆ และอ่านแล้วก็ทำให้นึกถึงหนังของ Harun Farocki ที่จะฉายที่รีดดิ้งรูมในวันเสาร์-อาทิตย์นี้ด้วย

 

Arthur เขียนถึงลักษณะของหนัง essay films ว่า  หนัง essay films หลายเรื่องไม่ได้เล่าเรื่องราวของคนดังและไม่ได้เล่าเจาะไปที่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง และหนัง essay films หลายเรื่องก็ไม่ได้เล่าเรื่องราวของเหตุการณ์ในอดีตแบบเรียงตามลำดับเวลา และไม่ได้เล่าเรื่องราวในอดีตผ่านทางมุมมองที่เป็นกลาง และสิ่งนี้ทำให้หนัง essay films แตกต่างจากหนังสารคดีแบบธรรมดาโดยเฉพาะหนังสารคดีของ Ken Burns ทั้งนี้ หนัง essay films หลายเรื่องมักจะนำเสนอกรอบเวลาที่แตกต่างกัน 2-3 กรอบและผสมกรอบเวลาที่แตกต่างกันนี้เข้าด้วยกัน เหมือนกับว่ามีหลาย tense ซ้อนทับกันอยู่ภายในจุดเดียวกัน

 

นอกจากนี้ หนัง essay films ยังมักจะหยิบยืมภาษาหนังจากตระกูลอื่นๆมาผสมเข้าด้วยกันด้วย ซึ่งรวมถึงหนังตระกูล cinema verite, หนังแนวกวี และหนังสารคดีที่นำเสนอปัญหาสังคม

 

หนัง essay films ยังสามารถนำเสนอสไตล์, โทน หรือวิธีการพูดกับผู้ชมที่แตกต่างกันภายในหนังเรื่องเดียวกันได้ด้วย และในการทำเช่นนี้ หนัง essay films จึงมักจะทำลาย unity of time and place ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะพบในหนังสารคดีแบบธรรมดา

 

สิ่งที่ Paul Arthur เขียนข้างบนนี้ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง IMAGES OF THE WORLD AND THE INSCRIPTION OF WAR (1988, Harun Farocki, A+30) ที่จะฉายที่รีดดิ้งรูมในวันอาทิตย์ที่ 17 ส.ค.นี้ เพราะหนังเรื่องนี้มีการนำเสนอกรอบเวลาที่แตกต่างกันหลายกรอบภายในหนังเรื่องเดียวกัน โดยมีการผสมกรอบเวลาเหล่านี้เข้าด้วยกัน และมีการทำลาย unity of time and place อย่างเห็นได้ชัดด้วย

 

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราชอบ IMAGES OF THE WORLD AND THE INSCRIPTIONS OF WAR อย่างมากๆ คือหนังเรื่องนี้มีจุดหนึ่งที่ทำให้เราอยากร้องไห้โดยที่ผู้สร้างหนังไม่ได้ตั้งใจ คือ Harun Farocki นี่เป็นผู้กำกับที่ไม่ต้องการเรียกน้ำตาคนดูและไม่ต้องการเร้าอารมณ์คนดูอย่างตื้นเขินแน่ๆ แต่มันมีจุดหนึ่งในหนังเรื่องนี้ที่มันทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดมาก ซึ่งเป็นจุดที่ผู้สร้างหนังไม่ได้ตั้งใจ และจุดนี้เกิดจากการทำลาย unity of time and place ในหนังด้วย

 

จุดที่ทำให้เราอยากร้องไห้ในหนังเรื่องนี้คือช่วงที่หนังเล่าเรื่องราวของความโหดร้ายในค่ายกักกันเอาช์วิตซ์ในสงครามโลกครั้งที่สอง และตัดสลับกับการเล่าเรื่องราวพฤติกรรมที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสทำกับชาวแอลจีเรียในช่วงทศวรรษ 1960 และตัดสลับกับภาพเครื่องจักรทำงานในโรงงานประกอบรถยนต์ในยุคปัจจุบัน และตัดสลับกับภาพกราฟฟิกอะไรสักอย่าง และตัดสลับกับภาพโมเดลหมู่บ้านหรืออะไรทำนองนี้ หนังมีการตัดสลับภาพเหล่านี้ไปมา มันเป็นการผสมกรอบเวลาทั้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง, ทศวรรษ 1960 และยุคปัจจุบันเข้าด้วยกัน และนำเสนอทั้งเหตุการณ์ในยุโรปและแอลจีเรียสลับกันไปมาด้วย

 

แล้วอยู่ดีๆหนังก็ตัดฉึบไปเป็นการบรรยายถึงรากศัพท์ของคำว่า Enlightenment ในภาษาเยอรมัน

 

จุดนี้ทำให้เราอยากร้องไห้โดยที่หนังไม่ได้ตั้งใจ เพราะในขณะที่เรารู้สึกเศร้าไปกับเหตุการณ์ในเอาช์วิตซ์และแอลจีเรียตามที่หนังบรรยายอยู่นั้น พออยู่ดีๆหนังก็พูดถึงรากศัพท์ของคำว่า Enlightenment ขึ้นมาในทันที เราก็เลยไพล่ไปนึกถึงยุค Enlightenment ของยุโรปในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 หรืออะไรทำนองนี้ และมันก็ทำให้เรารู้สึกเศร้ามาก เพราะมันทำให้เราไพล่ไปคิดถึงเรื่องที่ว่า มนุษยชาติได้ผ่านพ้นยุคที่เรียกว่า ENLIGHTENMENT มาแล้ว แล้วดูสิว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากยุคนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันจนคนตายไปเป็นจำนวนหลายล้านคนยังไงล่ะ มันเหมือนกับว่ามนุษยชาติไม่ได้ฉลาดขึ้นเลยหรือไม่ได้ประเสริฐขึ้นเลย แม้จะผ่านยุค Enlightenment มาแล้วก็ตาม มันเหมือนกับว่ามนุษยชาตินี่มันเหี้ยจริงๆ

 

สรุปว่าการตัดสลับเวลาและการทำลาย unity of time and place ในหนังเรื่องนี้มันมีจุดหนึ่งที่ส่งผลกระทบทางอารมณ์กับเราอย่างรุนแรงมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ก่อนที่หนังจะพูดถึงคำว่า Enlightenment มันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับคำว่า Enlightenment อย่างสิ้นเชิง ความ contrast กันอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในวินาทีนั้นในหนังเรื่องนี้มันทำให้เรารู้สึกอยากร้องไห้ เพราะมันทำให้เรารู้สึกสิ้นหวังกับมนุษยชาติจ้ะ

Tuesday, August 12, 2014

Favorite quote from DOCUMENTARY WORK: HARUN FAROCKI (2004, Christoph Hübner, A+20):

 
Favorite quote from DOCUMENTARY WORK: HARUN FAROCKI (2004, Christoph Hübner, A+20):
 
หนังสารคดีเรื่องนี้เป็นการสัมภาษณ์ Harun Farocki และ Farocki ก็บอกว่าหนังที่มีอิทธิพลกับเขาอย่างรุนแรงมากคือ NUMÉRO DEUX (1975, Jean-Luc Godard) นอกจากนี้ ละครเวทีของ Bertolt Brecht กับศิลปะป็อปอาร์ตของอเมริกาก็มีอิทธิพลกับเขามากๆด้วย เพราะป็อปอาร์ตเป็นการนำเศษเสี้ยวของความจริงมาขยายหรือลดทอน หรือบางทีก็ทำเพียงแค่สร้างระยะห่างขึ้นมา และการทำเช่นนี้ก็สามารถสร้างวิธีการมองที่แตกต่างไปจากเดิมได้อย่างสิ้นเชิง
 
“...the breakthrough of American Pop Art. It takes a part of reality, blows it up, or gives it a half-tone effect, or just creates a distance. And by doing so it causes a completely new way of looking. Sometimes in an outrageously simple way or in an ambiguous manner, like with Warhol. There it’s almost identical with the object, though the “Brillo Box” is now in a museum. The intention is a very different one here. It’s not critical, may be affirmative, or even meditative, but politically it’s entirely different. These two things have influenced me most of all. I even try to exchange the two terms—the strategy of Pop Art and the strategy of Bertolt Brecht. I don’t distinguish them and declare them to be different. It’s like a productive misunderstanding. You understand a word wrongly, and that gives you a new idea.”
 

THREE FILMS FROM FACULTY OF COMMUNICATION ARTS, CHULALONGKORN UNIVERSITY


SAHAAB (2014, Vasan Mahakiattikun, A+30)

 

สิ่งที่ทำให้ชอบ SAHAAB อย่างสุดๆคือผมดูแล้วรู้สึก “เจ็บปวด” น่ะครับ แต่ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่มันรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดอะไรบางอย่าง ผมก็เลยชอบมากๆน่ะครับ

 

ชอบการที่ตัวละครไม่สามารถ reconcile กันได้เลยในตอนจบด้วย คือตามที่ผมเข้าใจนั้น ตัวละครแม่ก็ไม่สามารถคืนดีกับยายหรือครอบครัวเก่าได้อยู่ดี ผมก็เลยชอบสุดๆตรงจุดนี้ ในขณะที่หนังที่สร้างตามสูตรสำเร็จ มักจะจบลงด้วยการที่สมาชิกครอบครัวคืนดีกันได้

 

อีกสิ่งที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ คือมันเป็น conflict ระหว่างแม่กับยายหรือแม่กับญาติๆด้วย ในขณะที่หนังส่วนใหญ่มันจะเป็น conflict ระหว่างแม่กับลูก หนังเรื่อง SAHAAB ก็เลยมีความโดดเด่นจากหนังทั่วๆไปเป็นอย่างมาก

 

THE TEARS OF A SHARK (2014, Utarn Sukkonnakorn, A+)

 

จริงๆแล้วเรื่อง “น้ำตาปลาฉลาม” ก็ดูเหมือนจะมีอะไรตลกๆหรือไม่เข้าที่เข้าทางอยู่บ้าง แต่ชอบที่หนังจบด้วยการที่ตัวละครนางเอกก็ยังลืมคนเก่าไม่ได้อย่างสนิทใจอยู่ดี คือเรารู้สึกว่าหนังมันเป็น slice of life ที่จับเอาโมเมนท์ช่วงที่นางเอกกำลังจะเริ่มเปิดใจให้ผู้ชายคนเก่าเข้ามาในชีวิต แต่ก็ยังลืมคนเก่าได้ไม่หมด เราก็เลยชอบที่หนังนำเสนอโมเมนท์ที่มันก้ำๆกึ่งๆแบบนี้ คือถ้าหากหนังจบลงด้วยการที่นางเอกตัดใจจากคนเก่าได้อย่างสิ้นเชิง เราจะไม่ชอบหนังเรื่องนี้ในทันที

 

ชอบฉากที่นางเอกกับพระเอกเดินคุยกันเป็นเวลายาวนานริมแม่น้ำด้วย แต่เสียดายที่มันไม่เป็น long take คือถ้าหากฉากนั้นเป็นนางเอกกับพระเอกเดินคุยกัน long take สัก 10 นาที มันจะกลายเป็นหนังที่เข้าทางเรามากๆ

 

MENSTRUAL SYNCHRONY (2014, Jirassaya Wongsutin, A+30)

 

จุดหนึ่งที่ชอบมากๆเลยใน “วันนั้นของเดือน” ก็คือว่า เรารู้สึกว่าอารมณ์ความรู้สึกในหนังเรื่องนี้มันละเอียดอ่อนกว่าหนังสั้นเรื่องอื่นๆน่ะ คือเรารู้สึกว่าอารมณ์ความรู้สึกในหนังเรื่องนี้มันมีความเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆในทุกๆ 5 วินาทีหรือในทุกๆประโยคที่ตัวละครพูดออกมาน่ะ

 

 คือในหนังสั้นๆทั่วๆไป เราอาจจะพบว่า อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครมันอาจจะเปลี่ยนจากจุด A ไปจุด B ในทุกๆหนึ่งนาที หรืออะไรทำนองนี้

 
แต่ในหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกว่ามันละเอียดอ่อนมาก คือเรารู้สึกว่ามันมีความเคลื่อนไหวทางอารมณ์ความรู้สึกในทุกๆ 5 วินาที ซึ่งเรารู้สึกว่ามันต้องเป็นผู้กำกับที่เก๋าจริงๆ หรือเข้าใจมนุษย์มากๆจริงๆ มันถึงจะทำแบบนี้

Films seen in the First Silent Film Festival in Thailand

 
Films seen in the First Silent Film Festival in Thailand
 
1.NERVEN (1919, Robert Reinert, Germany, A+30)
 
2.THE WATER MAGICIAN (1933, Kenji Mizoguchi, Japan, A+30)
 
3.LITTLE TOYS (1933, Sun Yu, China, A+30)
 
4.THE PLEASURE GARDEN (1926, Alfred Hitchcock, UK, A+15)
 
5.PRIX DE BEAUTÉ (1930, Augusto Genina, France, A+15)
 
6.THE RING (1927, Alfred Hitchcock, UK, fell asleep while watching)
 
 
Silent Films Wish List
 
1.THE BRIDGE (1929, Joris Ivens, Netherlands, documentary, 11min)
2.THE CURSED VILLAGE (1930, Florián Rey, Spain)
3.THE FAITHFUL HEART (1923, Jean Epstein, France)
4.FANTOMAS (1914, Louis Feuillade, France, 334min)
5.THE GIRL WITH THE HATBOX (1927, Boris Barnet, USSR, 68min)
6.THE IRON HORSE (1924, John Ford, USA, 150min)
7.JOHAN (1921, Mauritz Stiller, Sweden, 84min)
8.LABOR ON THE DOURO RIVER (1931, Manoel de Oliveira, Portugal, documentary, 20min)
9.THE OUTLAW AND HIS WIFE (1917, Victor Sjöström, Sweden)
10.THE PERILS OF PAULINE (1914, Louis J. Gasnier + Donald MacKenzie, USA, 199min)
11.SATAN’S RHAPSODY (1917, Nino Oxilia, Italy, 45min)
 
 

Monday, August 11, 2014

Another quote from IMAGES OF THE WORLD AND THE INSCRIPTION OF WAR (1988, Harun Farocki, A+30)

 
Favorite quote from IMAGES OF THE WORLD AND THE INSCRIPTION OF WAR (1988, Harun Farocki, A+30):
 
“ที่ชานชาลาสถานีรถไฟที่เอาช์วิตซ์ มีการแยกชาวยิวออกเป็นสองกลุ่ม นั่นก็คือกลุ่มชาวยิวที่สามารถทำงานได้ ส่วนคนที่ทำงานไม่ได้ก็ถูกส่งไปรมแก๊สตาย การแบ่งแยกคนออกเป็นสองกลุ่มแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่มาพร้อมกับการดูถูกเหยียดหยามมนุษยชาติคือการเชิดชูบูชาการทำงาน”
 
“On the arrival platforms at Auschwitz, the division was made: death or work. Inherent is the notion that along with contempt for humanity is the idolization of work.”
 
พอเราดูหนังเรื่อง NERVEN (1919, Robert Reinert, A+30) เมื่อวานนี้ เราก็เลยรู้สึกว่ามันมี dialogue กับหนังเรื่อง IMAGES OF THE WORLD AND THE INSCRIPTION OF WAR โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะ NERVEN แสดงให้เห็นถึงปัญหาของทุนนิยม, อุตสาหกรรม, การประท้วงตามท้องถนนโดยใช้ความรุนแรง, etc. แต่จบลงด้วยการบอกว่า มนุษย์เราควรหวนคืนสู่ธรรมชาติ ทำการเกษตร และตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง แต่นั่นก็จะทำให้เกิด “ความเครียด” แบบใหม่เช่นกัน
 
ในขณะที่ NERVEN จบลงด้วย “การเชิดชูการทำงาน และความเครียดที่มาพร้อมกับสิ่งนี้” ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หนังเรื่อง IMAGES OF THE WORLD AND THE INSCRIPTION OF WAR ก็แสดงให้เราเห็นว่า ถ้าหากการเชิดชูการทำงานมันถูกผลักให้ไปสุดโต่งในยุคสมัยของนาซีแล้ว มันจะก่อให้เกิดการสังหารหมู่ประชาชนจำนวนมากตามมา
 
IMAGES OF THE WORLD AND THE INSCRIPTION OF WAR จะฉายที่รีดดิ้งรูม ในวันอาทิตย์ที่ 17 ส.ค.นี้นะจ๊ะ