Wednesday, August 21, 2019

SOIL WITHOUT LAND (2019, Nontawat Numbenchapol, documentary, A+30)


SOIL WITHOUT LAND (2019, Nontawat Numbenchapol, documentary, A+30)
ดินไร้แดน

1.ชอบเนื้อหาที่หนังนำเสนอมากๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย ชอบที่หนังเลือกที่จะนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้สู่การรับรู้ของผู้ชม

สาเหตุนึงที่เราไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน อาจจะเป็นเพราะมันไม่ค่อยตกเป็นข่าวด้วยมั้ง ไม่เหมือนเรื่องของชาวโรฮิงญา

ขอสารภาพว่า ก่อนหน้านี้เหมือนเราเคยได้ยินเรื่องกองกำลังรัฐฉานเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นมั้ง จากเพื่อนที่เป็นเกย์คนนึง เพื่อนเราเล่าว่า เขาไปเที่ยวเชียงใหม่ และได้มีเซ็กส์กับหนุ่มหล่อคนนึง พอรุ่งเช้า หนุ่มหล่อคนนั้นก็บอกเพื่อนเราว่า จริงๆแล้วเขาเป็นทหารของเจ้ายอดศึก และเขาต้องกลับขึ้นดอยแล้ว อะไรทำนองนี้

ซึ่งก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่ชายหนุ่มคนนั้นบอกเพื่อนเรา เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เขาเป็นทหารของเจ้ายอดศึกจริงๆ หรือเขาแต่งเรื่องขึ้นมา แต่มันเหมือนเป็นการรับรู้เพียงครั้งเดียวของเราที่มีต่อคนกลุ่มนี้ แล้วเราก็ไม่เคยได้ยินเรื่องของคนกลุ่มนี้อีก จนกระทั่งได้มาดูหนังสารคดีเรื่องนี้

2.จริงๆแล้วตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ เราจะนึกถึงหนังเกี่ยวกับชาวยิวในยุโรปช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ, นึกถึงหนังสารคดีต่างๆเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในเลบานอน (เพราะพวกเขาเหมือนเป็น คนไร้รัฐ เหมือนกัน) และนึกถึงหนังสารคดีเกี่ยวกับนักรบชาวซีเรีย อย่างเช่น THE RETURN TO HOMS (2013, Talal Derki) ด้วย เพราะ THE RETURN TO HOMS ก็ตามติดชีวิตของชายหนุ่มที่ควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแบบคนธรรมดา แต่ความขัดแย้งทางการเมืองก็ทำให้เขาต้องกลายเป็นนักรบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ตอนที่เราดูหนังกลุ่มข้างต้น เราจะรู้สึก “สบายใจ” ในระดับนึง เพราะตอนที่เราดูหนังเกี่ยวกับชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สอง เราจะบอกตัวเองว่า “มันเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากเราทั้งในด้าน เวลา และสถานที่”  และเวลาที่เราดูหนังสารคดีเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ และชาวซีเรีย เราก็จะบอกตัวเองว่า “มันเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากเรา ในแง่ของ สถานที่”

เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกแตกต่างออกไป เวลาที่ดู SOIL WITHOUT LAND ก็คือว่า เราไม่สามารถสร้างเกราะกำบังทางความรู้สึกให้กับตัวเองได้เหมือนเวลาที่เราดูหนังกลุ่มข้างต้น เพราะมันไม่มีระยะห่างทางเวลาและสถานที่ สำหรับเราแบบหนังกลุ่มข้างต้น ชาวไทใหญ่ในหนังเรื่องนี้อาศัยอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันกับเรา และอาศัยอยู่ไม่ห่างจากเรา แต่ชีวิตของพวกเขาลำบากกว่าเรามากๆ

3.ก่อนที่จะดูหนังเรื่องนี้ เราจะแอบสงสัยด้วยว่า มันจะแตกต่างจากหนังกลุ่ม “เกี่ยวก้อย” มากน้อยแค่ไหน เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้ดูหนังสั้นกลุ่มเกี่ยวก้อยที่ดีมากๆหลายเรื่อง ซึ่งหนังกลุ่มนี้จะนำเสนอเรื่องปัญหาชีวิตของชาวชาติพันธุ์ต่างๆโดยเฉพาะในภาคเหนือของไทย

พอได้ดู SOIL WITHOUT LAND จริงๆ ก็พบว่าเนื้อหามันแตกต่างกันมากๆ โดยเฉพาะในเรื่อง “ต้นเหตุของปัญหา” เพราะเวลาที่เราดูหนังกลุ่มเกี่ยวก้อยนั้น เราจะรู้สึกว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากกฎหมายของไทยที่ควรปรับปรุงแก้ไขในหลายๆจุด แต่ปัญหาไม่ได้เกิดจากรัฐบาลเมียนมาเป็นหลัก

ส่วนใน SOIL WITHOUT LAND นั้น ถึงแม้ชาวไทใหญ่ในเรื่องจะประสบปัญหาเวลามาทำงานในไทย แต่น้ำหนักของหนังส่วนใหญ่เน้นไปที่ปัญหาที่เกิดจากรัฐบาลพม่าที่ดำเนินมานานหลายสิบปี เราก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้มันน่าสนใจดี และหนังเรื่องนี้มันก็เลยช่วยขยายการรับรู้ของเราว่าปัญหาทางชาติพันธุ์ในภาคเหนือของไทยมันมีความแตกต่างหลากหลายมากกว่าที่เราเคยคิดไว้

ความแตกต่างอีกอันที่น่าสนใจก็คือว่า หนังกลุ่มเกี่ยวก้อยมักจะเน้น “ชีวิตเด็กเล็ก” เป็นหลัก ส่วน SOIL WITHOUT LAND นั้นเน้นไปที่ภารกิจของคนหนุ่ม ซึ่งเป็นภารกิจที่ยากลำบากมาก

4.รู้สึกสะเทือนใจกับ “ความรู้สึก unstable” เวลาดูหนังของ Nontawat หลายๆเรื่อง อาจจะเริ่มตั้งแต่ WEIDROSOPHER WORLD (2005) ที่เป็นความ unstable ทางกายภาพ เพราะมันเป็นหนังสารคดีที่ตามติดหนุ่มๆนักเล่นสเก็ตบอร์ด พวกเขาอาจจะล้มพลิกคว่ำคะมำหงาย ประสบอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา

พอมาถึง BOUNDARY ความรู้สึก unstable จะกลายเป็นเรื่องของ “ความไม่มั่นคงของชีวิต” แทน สำหรับชาวบ้านที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และความไม่มั่นคงของชีวิตนี้ ก็ปรากฏอยู่ใน BY THE RIVER (2013) ด้วย เพราะสารพิษในแม่น้ำอาจจะทำให้ subjects ในหนังล้มป่วยและเสียชีวิตได้

พอมาถึง SOIL WITHOUT LAND นี้ เราก็รู้สึกสะเทือนใจกับความไม่มั่นคงของชีวิตเช่นกัน และมันเป็นความรู้สึกไม่มั่นคงที่รุนแรงมากๆด้วย เพราะมันเป็นความไม่มั่นคงทาง “ตัวตน” อะไรบางอย่างน่ะ คือถ้าเทียบกับตัวเราเองแล้ว ถึงแม้เราจะรู้สึกไม่มั่นคงว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตข้างหน้าในชีวิตเรา แต่อย่างน้อยเราก็รู้สึก “มั่นใจ” ว่า เรามีสถานะที่ได้รับการรับรองทางกฎหมายจากรัฐบาลน่ะ คืออย่างน้อยเราก็รู้สึกมั่นคงกับตัวตนของเราในปัจจุบัน ว่าสามารถกินอยู่หลับนอนในประเทศของตัวเองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เพราะฉะนั้นตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยรู้สึกถึงความ unstable  ที่รุนแรงกว่าหนังเรื่องอื่นๆ เพราะเหมือน subjects ในหนังมีเรื่องให้ต้องกังวลมากมาย ต้องแบกรับทั้งปัญหาแบบ personal และ political ทั้งเรื่องของการทำมาหากินเพื่อหาเลี้ยงชีพให้ตนเอง และต้องกังวลกับการสู้รบกับทหารเมียนมาและว้าด้วย

No comments: