Showing posts with label EAST GERMANY. Show all posts
Showing posts with label EAST GERMANY. Show all posts

Monday, July 13, 2026

FOUR THAI FILMS ABOUT NIGHT GUARD

 

แอบสงสัยว่า การที่ Shinji Somai เลือก Rentaro Mikuni มานำแสดงใน THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, A+30) นั้น เป็นเพราะ Shinji ต้องการพาดพิงถึงหนังเรื่อง THE BURMESE HARP (1956, Kon Ichikawa, Japan, A+30) หรือเปล่า เพราะว่าตัวละครที่ Rentaro Mikuni แสดงในหนังทั้งสองเรื่องนี้ มีความใกล้เคียงกันมากในระดับนึง เพียงแต่ว่าตัวละครตัวนึงไปก่อกรรมในฟิลิปปินส์ ส่วนอีกตัวนึงไปอยู่ในพม่า

+++

20. THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30)

 

ตัวละครเด็กในหนังเรื่องนี้ พูดคำว่า TADAIMA ตอนวิ่งกลับไปเอาหินลับมีดที่บ้าน

+++

 

PARASITE FAMILY (2021, Prapat Jiwarangsan, video installation, 5min)

 

THE FAMILY (2025, Prapat Jiwarangsan, video installation, 3min)

 

ตัววิดีโอจริงไม่ได้มีปื้นดำ ๆ แบบนี้นะ พอดีเราใช้มือถือถ่ายรูปจอทีวี แล้วมันก็เลยเกิด effect ทางภาพแบบนี้ และส่งผลให้ภาพที่ออกมาแตกต่างจากตัววิดีโอจริง

 

PARASITE FAMILY NO.3 (2024, Prapat Jiwarangsan)

 

THE MARRIAGE OF COUPLES NO. 1 (2025, Prapat Jiwarangsan)

 

THE MARRIAGE OF COUPLES NO. 2 (2025, Prapat Jiwarangsan)

+++

 

I worship Frank Beyer เราเคยดูหนังเรื่องนี้ตอนที่สถาบันเกอเธ่จัดงาน FRANK BEYER RETROSPECTIVE ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงามมาก ๆ ส่วนหนังของ Frank Beyer ที่เราชอบมากที่สุดคือ HELD FOR QUESTIONING (1983)

+++

 

รู้สึกว่าถ้าหากมีการนำการ์ตูนเรื่อง CRYSTAL DRAGON ของ Ashibe Yuho มาสร้างเป็นภาพยนตร์ เพลงของ Enya + Clannad นี่แหละที่เหมาะจะนำมาใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้

+++

คำถาม: ในบรรดาหนัง 4 เรื่องนี้ หนังเรื่องใดแตกต่างมากที่สุดจากหนังเรื่องอื่น ๆ (หรือหนังเรื่องใดไม่เข้าพวก)

 

1. A NIGHT ยามดึก (2013, Phongsakan Son-klin พงศกานต์ ซ่อนกลิ่น, 10min)

 

2. LINEUS LONGGISSIMUS เดือด (2017, Parin Ananpati, 27min)

 

3. NIGHT SHIFT กะ ดึก (2025, Ratintham Tangtrongsak รตินธรรม ตั้งตรงศักดิ์, 69min)

 

4. GUARD TONIGHT ยามดึก (2025, Thiti Maneesri, 13min)

 

คำตอบ: ภาพยนตร์ไทยทั้ง 4 เรื่องนี้มีตัวละครพระเอกเป็นยามหนุ่มที่ทำงานกะกลางคืนเหมือนกัน แต่หนังที่ไม่เข้าพวกก็คือ A NIGHT ยามดึก (2013, Phongsakan Son-klin พงศกานต์ ซ่อนกลิ่น, 10min) เพราะว่า A NIGHT ยามดึก เป็นหนังชีวิตแนว slice of life ส่วนหนังที่เหลืออีก 3 เรื่องล้วนเป็นหนังแนว horror

 

อันนี้เป็นความเห็นของคุณ Wiwat Lertwiwatwongsa ที่มีต่อหนังเรื่อง A NIGHT ยามดึก (2013)

 

“A +++++++++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ภาพฉายเชื่องช้าของยามกะดึก ท่ามกลางสถานที่ซึ่งเงียบเสียงลงแล้ว หนังจ้องมองยามกะดึก เดินตรวจตรา พูดคุยเรื่องไม่เป็นเรื่องกับเพื่อนยาม เล่มกับแมว ปอกส้ม กายบริหาร แอบงีบหลับ มันอาจจะเป็นคืนปีใหม่อันอึกทึกพราวพรายด้วยพลุเพลิง แต่มันเป็นอีกคืนเงียบเชียบเรียบเฉยของลุงยามคนหนึ่ง คืนเงียบๆที่น่าเบื่อพอๆกับที่มันสงบ

ชอบสายตาของหนังที่เว้นระยะประมาณพอดีกับตัวละคร และความเรียบเฉยไม่พยายามอะไรมากไปกว่าจ้องมองของมัน

งดงามมากๆ

  

ดู A NIGHT ยามดึก ได้ที่

https://www.youtube.com/watch?v=0-wt8eriHig

 

ดู LINEUS LONGGISSIMUS เดือด ได้ที่

https://www.youtube.com/watch?v=ITHCVEbnsoU&t=701s

 

Filmsick on A NIGHT

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10152275131238576&set=a.10152296403653576

+++

 

ตอนดูหนังเรื่อง STREETS OF GLORIA (2024, Felipe Sholl, Brazil, A+30) ในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF เราก็นึกถึงโพสท์นี้ของคุณ Zenki the Hunter

+++

 

เราเคยดูหนังเรื่องนี้แค่สองภาคแรก ซึ่งก็คือ DR. MABUSE, THE GAMBLER (1922, Fritz Lang, Germany, 155min) กับ THE TESTAMENT OF DR. MABUSE (1933, Fritz Lang, Germany) แต่เรายังไม่ได้ดูภาคสามของหนังชุดนี้ ซึ่งก็คือ THE 1,000 EYES OF DR. MABUSE (1960, Fritz Lang, West Germany)

+++

 

SOY SAUCE (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 11:04mins)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

Tuesday, December 09, 2025

DHURANDHAR

 

เรายังไม่ได้ไปดูวิดีโอของ Araya Rasdjarmrearnsook ในงาน THE SAME OLD KARMA เลย แต่ก่อนไปดู เราก็ขอตรวจสอบก่อนว่า เราเคยดูเรื่องไหนไปแล้วบ้างใน 23 เรื่องนี้ เราจะได้รู้ว่าเราสามารถหลบไปเข้าห้องน้ำหรือหลบไปหาผัวได้ตอนที่วิดีโอเรื่องไหนฉาย

 

เรื่องที่เคยดูแล้ว

 

1.READING FOR ONE FEMALE CORPSE (1997, Araya Rasdjarmrearnsook)

ติดอันดับ 23 ในลิสท์หนังสุดโปรดของเราประจำปี 2019

 

2.READING INAOW TO FEMALE CORPSE (2001, Araya Rasdjarmrearnsook)

 

3. A WALK (2002, Araya Rasdjarmrearnsook)

ติดอันดับ 37 ในลิสท์หนังสุดโปรดของเราประจำปี 2019

 

4.GLOME PEE: THE CRYING OF THE EARTH (2005-2006, ARAYA RASDJARMREARNSOOK

 

5.“FECES, LIFE, LOVE, LUST”

 

6.THE NINE-DAY PREGNANCY OF A SINGLE, MIDDLE-AGED ASSOCIATE PROFESSOR

 

7. IN THIS CIRCUMSTANCE, THE SOLE OBJECT OF ATTENTION SHOULD BE THE TREACHERY OF THE MOON (2009, Araya Rasdjarmrearnsook, Thailand)

 

8. SOME UNEXPECTED EVENTS SOMETIMES BRING MOMENTARY HAPPINESS (2009, Araya Rasdjarmrearnsook)
+
AFTERWARDS, REGRET RISES IN OUR MEMORY EVEN FOR BYGONE HARDSHIPS (2009, Araya Rasdjarmrearnsook)

 

9.THE TREACHERY OF THE MOON (2012, Araya Rasdjarmrearnsook, video installation, 13min)

 

10.NECESSITY'S RHYTHM (2020, Araya Rasdjarmrearnsook, video installation A+30)

 

11.DOG'S PALATIAL HOUSE (2022, Araya Rasdjarmrearnsook, video installation, A+30)

 

สรุปว่าเราเคยดูไปแค่ 11 จาก 23 เรื่องนี้ ยังไม่ได้ดูอยู่อีก 12 เรื่อง กรี๊ดดดดด

++++

พอดู KEEPER เจ้าที่ปีศาจ (2025, Osgood Perkins, A+30) แล้วก็ดีใจมาก ๆ ที่ Osgood Perkins ยังคงหนักแน่นในการทำหนังในแนวทางของตัวเองต่อไป ซึ่งก็คือหนังแนวที่นำเสนอ “THE WORLD WITHOUT GOD” “THE WORLD IN WHICH GOD IS ABSENT” “THE WORLD IN WHICH GOD DOESN’T EXIST, BUT SATAN/EVIL EXISTS.”

++++

 

เติม SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski, Germany, A+30) เข้าไปเป็นเรื่องที่ 4 ในลิสท์ “หนังที่เราได้ดูในปีนี้ ที่กำกับโดยผู้หญิง และมีฉากพลิกบนลงล่าง พลิกล่างขึ้นบน”

 

โดยใน SOUND OF FALLING นั้นมีบอกไว้อย่างชัดเจนถึงสาเหตุของฉากดังกล่าวด้วย เพราะตัวละครบอกว่า ดวงตาของมนุษย์เราเห็นภาพกลับหัว แต่หัวสมองของมนุษย์แปลงสัญญาณดังกล่าวให้กลับทิศทางอีกรอบนึง เพราะฉะนั้นตัวละครก็เลยสงสัยว่า จริง ๆ แล้วหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตมนุษย์เรามันเป็นตรงกันข้ามกับสิ่งที่มันเป็นหรือเปล่า สิ่งที่ถูกจริง ๆ แล้วอาจจะเป็นสิ่งที่ผิดก็ได้ อะไรทำนองนี้

 

แต่ถ้าหากนับหนังที่กำกับโดยผู้ชายด้วย ก็ต้องรวม KEEPER (2025, Osgood Perkins, A+30) ที่ให้คนดูได้เห็น “ภาพกลับหัว” ด้วยเหมือนกัน


https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid033QGKDoC5NBtHU85KPc3UJ5ugSusFieP5fyVkXwVThiXCmZ23KHM51vJ9ou8csqHyl

+++

 

ภาพยนตร์เรื่อง “หน่วยรบผู้เชี่ยวชาญ” หรือ DHURANDHAR (2025, Aditya Dhar, India, 3hrs 32mins, A+30) รอบ 20.30 น.คืนนี้ ตั๋วขายไปเกินครึ่งโรงแล้วนะคะ ใครจะดูก็ซื้อตั๋วไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ดีกว่านะคะ

 

ดิฉันดูหนังเรื่องนี้แล้ว ชอบในระดับ A+30 ค่ะ แต่หนังเรื่องนี้อาจจะติดอันดับประจำปีในอันดับที่ไม่สูงมากนัก เพราะว่ามันเป็น “หนังขวาจัดคลั่งชาติอินเดีย ที่อาจจะมีการใส่ร้ายปากีสถานอย่างรุนแรง” ค่ะ คือถ้าหากวัดจาก “ทัศนคติทางการเมือง” ของหนังเรื่องนี้ ก็คงต้องให้ F กันเลยทีเดียว เพราะทัศนคติทางการเมืองของมันเลวร้ายสุดขีด

 

แต่ถ้าหากเทียบกับ “หนังขวาจัดคลั่งชาติอินเดีย” อีกหลายสิบเรื่องที่ดิฉันเคยดูมา DHURANDHAR ก็ถือเป็นหนึ่งในหนังที่ดิฉันชอบมากที่สุดในกลุ่มนี้ เพราะว่าหนังในกลุ่มนี้เรื่องอื่น ๆ มักจะพูดถึงตัวละครแค่ 2 กลุ่ม ซึ่งก็คือ “กลุ่มผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรงชาวปากีสถาน” กับกลุ่ม “ทหารอินเดียผู้รักชาติยิ่งชีพ” แต่ DHURANDHAR มันแตกต่างจากหนังเรื่องอื่น ๆ ในกลุ่มนี้ เพราะว่าหนังเรื่องนี้มันเน้นพูดถึง “กลุ่มต่าง ๆ ในปากีสถาน” อย่างละเอียด ทั้งกลุ่มนักธุรกิจ, สายลับปากีสถาน, พรรคการเมืองในปากีสถานที่ตบตีกันเอง, กลุ่มตำรวจ, แขกปาทาน และที่สำคัญที่สุดก็คือกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดน Balochistan

 

การที่หนังเรื่อง DHURANDHAR เน้นพูดถึงปัญหาระหว่างรัฐบาลปากีสถาน กับกลุ่มกบฏ Balochistan ก็เลยเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดิฉันชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+30 ค่ะ เพราะหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องแรกที่ดิฉันได้ดูที่พูดถึงปัญหา Balochistan หลังจากที่ดิฉันเคยได้แต่อ่านข่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้ แต่ไม่เคยดูหนังที่พูดถึงประเด็นนี้มาก่อน

 

แต่ DHURANDHAR ไม่ใช่ “หนังบู๊สะบั้นหั่นแหลก” แบบ RRR (2022, S.S. Rajamouli, A+30) นะคะ หนังมีฉากบู๊น้อยมาก หนังเรื่องนี้มันเน้นแสดงให้เห็นถึง “โครงสร้างทางการเมืองในปากีสถาน” มากกว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วจะนึกถึงหนังอย่าง RAAJNEETI (2010, Prakash Jha, India, A+30) อะไรแบบนั้นมากกว่า

 

ซึ่งการที่หนังเรื่องนี้ไม่เน้นฉากบู๊ แต่เน้นแสดงให้เห็นถึง “โครงสร้างทางการเมืองอันซับซ้อน” ระหว่าง นักการเมือง, นักธุรกิจ, แก๊งนักเลง, ตำรวจ, สายลับ, กลุ่มอิทธิพลเชื้อชาติ (แก๊งแขกปาทาน), ศัตรูต่างชาติ, และ “ศัตรูภายในชาติ” (กบฏ Balochistan) ที่แต่ละกลุ่มต่างก็ช่วยเหลือกันเอง และต่างก็ห้ำหั่นกันเอง ฆ่าฟันกันเอง แล้วแต่สถานการณ์ ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร อะไรแบบนี้ก็เลยทำให้นึกถึง การเมืองไทย อยู่เหมือนกัน 55555

 

ในแง่นึง DHURANDHAR กับ WARFARE (2025, Alex Garland, Ray Mendoza, A+25) ก็เป็นหนังที่ทำให้ดิฉันรู้สึก “เสียดายอย่างสุดขีด” เหมือน ๆ กัน เพราะดิฉันชอบความ cinematic ของหนังสองเรื่องนี้อย่างสุดขีดคลั่งมาก ๆ แต่ทัศนคติทางการเมืองของหนังสองเรื่องนี้มันเลวร้ายจริง ๆ ดิฉันก็เลยไม่สามารถชอบหนังสองเรื่องนี้ได้มากเท่าที่ควร



Saturday, April 19, 2025

MY FAVORITE GERMAN FILMS IN THE 1960S-1980S

MY FAVORITE GERMAN FILMS IN THE 1960S-1980S

 

วันเสาร์ที่ 19 เม.ย.นี้มีการฉายหนังของกลุ่ม NEW GERMAN CINEMA 4 เรื่องที่ BACC แต่เราออกไปดูไม่ได้เพราะเราเป็นหวัด เสียดายมาก ๆ ตอนนี้เรายังคงพักผ่อนอยู่ในอพาร์ทเมนท์ของเรา และก็เลยคิดว่า ไหน ๆ เราก็ไปร่วมงานฉายหนังของกลุ่ม NEW GERMAN CINEMA ไม่ได้แล้ว เราก็ใช้เวลาว่างในตอนนี้ทำลิสท์รายชื่อผู้กำกับหนังในกลุ่มนี้และผู้กำกับหนังเยอรมันคนอื่น ๆ ในยุคเดียวกันด้วยเลยดีกว่า

 

ซึ่งจริง ๆ แล้วเราก็ไม่แน่ใจว่า ใครถูกจัดอยู่ในกลุ่ม NEW GERMAN CINEMA บ้างนะ ผู้กำกับหลายคนในลิสท์รายชื่อนี้ไม่ได้ถือว่าอยู่ในกลุ่ม NEW GERMAN CINEMA แต่อย่างใด (โดยเฉพาะผู้กำกับหนังจากเยอรมันตะวันออก) แต่เรารวมรายชื่อพวกเขาเข้ามาในลิสท์นี้ด้วย เพราะเราถือว่าพวกเขาเป็นผู้กำกับเยอรมันที่เคยทำหนัง “เริ่ด ๆ” ออกมาในช่วงทศวรรษ 1960-1980 เหมือนกัน เราก็เลยตั้งชื่อหัวข้อนี้ว่า MY FAVORITE GERMAN FILMS IN THE 1960S-1980S แทนที่จะตั้งชื่อหัวข้อว่า NEW GERMAN CINEMA

 

ตัวอย่างผู้กำกับที่ไม่ถือว่าอยู่ในกลุ่ม New German Cinema ก็คือ Doris Dörrie เพราะเพื่อนคนนึงของเราเคยบอกเราว่า เขาเคยเห็นคนเขียนว่า “New German Cinema began with the Oberhausen Manifesto and ended with Doris Dörrie

 

คือ Doris Dörrie นี่ ถือเป็นคนทำหนัง “บันเทิง” ที่เราชอบสุด ๆ เลยนะ ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนกับว่า เธอคือ GDH ของเยอรมนี อะไรทำนองนี้ 55555 เราก็เลยรวมเธอเข้ามาในลิสท์นี้ด้วย ถึงแม้ว่าเธอไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม New German Cinema แต่อย่างใด

 

MY FAVORITE GERMAN FILMS IN THE 1960S-1980S

 

(หนังบางเรื่องกำกับโดยผู้กำกับชาติอื่น ๆ นะ แต่เป็นหนังที่ได้ทุนสร้างหลักจากเยอรมนี)

 

Only one film per director

 

1. ACTION SITUATION (1983, Helge Leiberg, experimental film, East Germany)

 

2. ALABAMA: 2000 LIGHT YEARS FROM HOME (1969, Wim Wenders, West Germany)

 

3. ANGELS OF IRON (1981, Thomas Brasch)

 

4. ANGRY HARVEST (1985, Agnieszka Holland)

 

5. THE ASCENT OF CHIMBORAZO (1989, Rainer Simon, gay film, East Germany)

 

6. BAAL (1970, Volker Schlöndorff)

 

7. BARTLEBY (1976, Klaus Wyborny)

 

8. THE BASIS OF MAKE-UP (1983, Heinz Emigholz)

 

9. BERLIN CHAMISSOPLATZ (1980, Rudolf Thome, West Germany)

 

10. BLACK-WHITE-RED (1964, Helmut Herbst, animation, A+30)

 

11. BORN IN ’45 (1966, Jürgen Böttcher, East Germany)

 

12. THE BREAD OF THOSE EARLY YEARS (1962, Herbert Vesely)

 

13. THE BREAKDOWN (1988, Lutz Stützner + Klaus Georgi, East Germany, animation)

 

14. BREMEN FREEDOM (1972, Rainer Werner Fassbinder)

15. CALM PREVAILS OVER THE COUNTRY (1976, Peter Lilienthal)

 

16. CAT AND MOUSE (1967, Hans Jürgen Pohland)

 

17. CÉLESTE (1980, Percy Adlon)

 

18. CHRISTIANE F. (1981, Uli Edel)

 

19. CLASS ENEMY (1983, Peter Stein)

 

20. COMING OUT (1989, Heiner Carow, East Germany, gay film)

 

21. THE CURSE (1988, Ralf Huettner)

 

22. CYCLING THE FRAME (1988, Cynthia Beatt, documentary)

23. THE DEATH OF MARIA MALIBRAN (1972, Werner Schroeter)

 

อ่านเรื่องของ Werner Schroeter ได้ที่

https://twilightvirus.blogspot.com/2007/12/werner-schroeter-1-filmvirus-special.html

 

24. DOPPELSTECKER (DOUBLE PLUG) (1986, Richard Blank)

25. DREHORT BERLIN (1987, Helga Reidemeister, documentary)

 

26. EINMART (1981, Lutz Dammbeck, East Germany, animation)

 

27. ENT-ODER WEDER (RACHE 1) (1965, Bruno J. Böttgem, East Germany, animation)

 

28. FAREWELL TO FALSE PARADISE (1989, Tevfik Baser)

 

เรารู้สึกว่า Tevfik Baser นี่ถือเป็นหนึ่งในผู้กรุยทางให้กับ “ผู้กำกับชาวตุรกีในเยอรมนี” อย่างเช่น Fatih Akin และ Kutlug Ataman ในยุคต่อ ๆ มา

 

29. FREVEL (1983, Peter Fleischmann)

 

30. GO FOR IT, BABY (1968, May Spils)

 

31. GRUENSTEIN’S CLEVER MOVE (1985, Bernhard Wicki)

 

32. HEAVEN OF GLASS (1987, Nina Grosse)

 

33. HEILT HITLER! (1986, Herbert Achternbusch)

 

34. HELD FOR QUESTIONING (1983, Frank Beyer, East Germany)

35. HITLER: A FILM FROM GERMANY (1977, Hans-Jürgen Syberberg, 7hrs 22mins)

 

36. HOTHOUSE (DAS TREIBHAUS) (1987, Peter Goedel)

 

37. THE HUNGER YEARS: IN A LAND OF PLENTY (1980, Jütta Bruckner)

 

38. THE INEXTINGUISHABLE FIRE (1969, Harun Farocki)

 

39. KAMIKAZE 89 (1982, Wolf Gremm)

40. LAND OF SILENCE AND DARKNESS (1971, Werner Herzog, documentary)

41. THE LEFT-HANDED WOMAN (1977, Peter Handke)

 

42. A LESSON IN GERMAN STUDIES (1971, Peter Beauvais, miniseries, 3hrs 45mins)

 

43. LINA BRAAKE (1975, Bernhard Sinkel)

44. MADAME X: AN ABSOLUTE RULER (1978, Ulrike Ottinger)

45. A MADE MAN OR A FAKE FIFTY (EIN GEMACHTER MANN ODER FALSCHER FUFFZIGER)  (1978, Kurt Weiler, East Germany, animation)

 

46. MARIONETTEN (1964, Boris von Borresholm, West Germany, 11min, A+30)

 

47. MARLENE (1984, Maximilian Schell, documentary)

 

48. MATHIAS KNEISSL (1970, Reinhard Hauff)

49. MOSES AND AARON (1975, Jean-Marie Straub + Danièle Huillet)

50. MOTHER COURAGE AND HER CHILDREN (1961, Peter Palitzsch, Manfred Wekwerth, East Germany)

 

51. NIGHTSHADE (1972, Niklaus Schilling)

 

52. NIGHTSHIFT (1975, Krzysztof Zanussi, Edward Zebrowski)

53. THE PATRIOTIC WOMAN (1979, Alexander Kluge)

 

54. PEPPERMINT FREEDOM (1983, Marianne Rosenbaum)

55. THE SECOND AWAKENING OF CHRISTA KLAGES (1977, Margarethe von Trotta)

 

56. SEDUCTION: THE CRUEL WOMAN (1985, Elfi Mikesch, Monika Treut)

 

57. THE SLEEP OF REASON (1984, Ula Stöckl)

58. SOCCER AS NEVER BEFORE (1971, Hellmuth Costard)

 

59. SOLO SUNNY (1980, Konrad Wolf, Wolfgang Kohlhaase, East Germany)

 

60. SPRING SYMPHONY (1983, Peter Schamoni)

 

61. STRAIGHT THROUGH THE HEART (1983, Doris Dörrie)

62. THE SUBJECTIVE FACTOR (1981, Helke Sander)

 

63. SUPERMARKET (1973, Roland Klick)

 

64. TAXI ZUM KLO (1981, Frank Ripploh, gay film)

65. TWO FRIENDS KILL BY POISON (1978, Axel Corti)

66. A VIRUS KNOWS NO MORALS (1986, Rosa von Praunheim)

 

67. WALLER’S LAST TRIP (1989, Christian Wagner)

 

68. WHAT HAPPENED TO MAGDALENA JUNG? (1983, Christoph Schlingensief)

 

69. YASEMIN (1988, Hark Bohm)

70. YESTERDAY'S TOMORROW (1978, Wolfgang Staudte)

71. YUTHANA AND SIRIPON (1963, Hans Berthel, West Germany/Thailand, 45 min, A+30)

72. ZERO HOUR (1977, Edgar Reitz)

 

73. ZWEIKAMPF (DUEL) (1986, Gert Steinheimer)

 

หนังส่วนใหญ่ในลิสท์ข้างต้นเราได้ดูในรูปแบบฟิล์ม 16 มม.ที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 ซึ่งเป็นสถาบันที่เปลี่ยนเราให้กลายเป็น cinephile เพราะเราเริ่มกลายเป็น cinephile หรือเริ่มหลงรักการดูหนังอย่างบ้าคลั่ง เมื่อเราได้ดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY (1983, Peter Stein) ที่สถาบันเกอเธ่ในปี 1995

 

ถ้าหากนับเฉพาะผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเยอรมันในลิสท์ข้างต้นที่เราเคยดูหนังของเขาตั้งแต่ 3 เรื่องขึ้นไป เราก็เรียงตามลำดับความชอบส่วนตัวได้ดังนี้ (ไม่นับผู้กำกับแบบ Agnieszka Holland, Jean-Marie Straub ที่กำกับหนังหลายประเทศนะ)

 

1. Werner Schroeter

 

2. Ulrike Ottinger

 

3. Herbert Achternbusch

 

4. Alexander Kluge

 

5. Harun Farocki

 

6. Klaus Wyborny

 

7. Helke Sander

 

8. Rainer Werner Fassbinder

 

9. Hans-Jürgen Syberberg

 

10. Werner Herzog

 

11. Wim Wenders

 

12. Frank Beyer

 

13. Rosa von Praunheim

 

14. Volker Schlöndorff

 

15. Doris Dörrie

 

16. Percy Adlon

 

17. Monika Treut

 

18. Konrad Wolf

 

19. Hark Bohm

 

แต่จริง ๆ แล้วผู้กำกับหนังเยอรมันขั้นสุดยอดในทศวรรษ 1960-1980 ก็มีอีกหลายคนที่ไม่ได้อยู่ในลิสท์ข้างบน เพราะเรายังไม่ได้ดูหนังของพวกเขา หรือเราได้ดูหนังของพวกเขาในทศวรรษอื่น ๆ แทน

 

เราก็เลยทำ wish list ด้วย เผื่อใครสนใจหนังเยอรมันในทศวรรษ 1960-1980 จะได้เห็นภาพรวมได้ง่ายยิ่งขึ้น ได้เห็นทั้งรายชื่อผู้กำกับหนังที่เราเคยดูแล้ว และผู้กำกับหนังที่เรายังไม่เคยดู

 

MY WISH LIST FOR WEST GERMAN FILMS FROM THE 1960S-1980S

 

1.ALASKA (1969, Dore O., 18min)

 

2.ALBERT – WHY? (1978, Josef Rödl)

 

ชายหนุ่มคนหนึ่งถูกปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาลบ้า เขาเดินทางกลับมาอาศัยอยู่ที่บ้านเกิดของเขาในบาวาเรีย แต่ผู้คนไม่ต้อนรับเขา ทางออกเดียวที่เขามีคือการฆ่าตัวตาย

 

3.ANGELS WITH BURNT WINGS (1970, Zbynek Brynych)

 

มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นสองคนที่ฆ่าชู้รักของแม่ตาย แล้วหลังจากนั้นเด็กสองคนนี้ก็ฆ่าตัวตาย

 

4.BERLINER STADTBAHNBILDER (1982, Alfred Behrens, documentary, 60min)

 

5. DER BIß (1984, Marianne Enzensberger)

 

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับแวมไพร์สาวที่พยายามกัดเพื่อน ๆ ของเธอ เพื่อปลดปล่อยเพื่อน ๆ ของเธอให้หลุดพ้นจาก “สังคมชนชั้นกลาง”

 

6. THE BLACK PANTHER OF RATANA (1963, Juergen Roland, West Germany/Thailand)

 

7. THE CONSEQUENCE (1977, Wolfgang Petersen, gay film)

 

8. DEAR MOTHER, I’M ALL RIGHT (1972, Christian Ziewer)

 

9. DEATH TO THE SPECTATOR (1984, Vlado Kristl, 102min)

 

10. DISORDER AND EARLY SORROW (1976, Franz Seitz)
This film is adapted from Thomas Mann's novel.

 

11. DRAMA IN BLOND (1984, Lothar Lambert)

 

12. DREAMS SHOT TO HELL (Zerschossene Traeume) (1975, Peter Patzak) 99 min.

ชายหนุ่มคนหนึ่งถูกเอารัดเอาเปรียบโดยเกย์คนหนึ่งและสาวคลั่งเซ็กส์คนหนึ่ง เขาก็เลยหั้นมายึดอาชีพตำรวจเพื่อแก้แค้น นำแสดงโดย Yves Beneyton (THE LACEMAKER) และ Mathieu Carriere

 

13. EULOGY FOR KLARA HEYDEBREK (1969, Eberhard Fechner)

 

14. FAR FROM HOME (1975, Sohrab Shahid Saless)

 

15. FEAR IS A SECOND SHADOW (1974, Norbert Kueckelmann)


หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับนักข่าวหญิงที่หย่าขาดจากสามี และประสบปัญหาในการทำงาน เพราะเธอมักจะตกเป็นเหยื่อความกลัวของเธอเอง

 

16. GERMANY, PALE MOTHER (1980, Helma Sanders-Brahms)

 

17. GIBBI WESTGERMANY (1981, Christel Buschmann)

 

กิบบี้เป็นชายหนุ่มที่ต้องการความรักจากแม่ แต่เมื่อเขาไม่ได้รับสิ่งนั้น เขาก็เลยกลายเป็นคนวิกลจริต

 

18. THE GLACIER SYNDROME (Das Packeis-Syndrom) (1982, Peter Krieg) 60 min.

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับคลื่นความเย็นที่พัดเข้าถล่มนครซูริคของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นภัยธรรมชาติ แต่ปรากฏว่าคลื่นความเย็นนี้ทำให้ “สังคม” แข็งตัวตามไปด้วย

 

19. THE GLASS CELL (1983, Hans W. Geissendörfer)

 

20. I LOVE YOU, I KILL YOU (1970, Uwe Brandner)

21. I SLEEP WITH MY MURDERER (1970, Wolfgang Becker)

 

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับหญิงสาวผู้หิวกระหายเซ็กส์อย่างรุนแรง และเธอเป็นเมียของเจ้าของโรงงานผู้ร่ำรวยคนหนึ่ง

 

22. JANE IS JANE FOREVER (Jane bleibt Jane) (1976, Walter Bockmayer)

 

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับหญิงชราคนหนึ่งที่เริ่มเสียสติและคิดว่าตัวเองเป็นเมียของทาร์ซาน

 

23. KELEK (1969, Werner Nekes, 60min)

24. LEAVING IN ORDER TO ARRIVE (1981, Alexandra von Grote)

 

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับหญิงสาวสองคนที่เลิกรากัน และหนึ่งในนั้นพยายามจะค้นหาตัวเอง


25. LIFE IS INSANITY (1978, Petra Haffter)

 

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับหญิงสาวอายุ 16 ปีที่จดไดอารี่เกี่ยวกับความฝัน, ความปรารถนา และเรื่องราวความสัมพันธ์ของเธอกับผู้ชายคนหนึ่ง

 

26. LOVE IS SOMETHING TENDER (Liebe ist etwas Zaertliches) (1976, Sofia Scandurra) 92 min.

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับหญิงสาวชาวอิตาลีคนหนึ่งที่เดินทางกลับมาจากการพักร้อนที่ชายทะเล และตัดสินใจหย่าขาดจากสามี แม้คนอื่น ๆ จะมองว่าชีวิตสมรสของเธอเปี่ยมไปด้วยความสุข นำแสดงโดย Stefanie Sandrelli, Maria Schneider, Michele Placido.

 

27. MAIDEN’S WAR (1977, Alf Brustellin, Bernhard Sinkel, 143min)

 

ชีวิตของหญิงสาวสามคนที่เดินทางจาก Dessau ไปตั้งรกรากที่กรุงปรากในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง

 

28. MALOU (1981, Jeanine Meerapfel)

29. MARIE WARD – BETWEEN GALLOWS AND GLORY (1985, Angelika Weber)

 

หนังเกี่ยวกับชีวประวัติของ Marie Ward ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนเด็กหญิงในช่วง “สงครามสามสิบปี” ในยุโรปในปี 1618-1648 นำแสดงโดย Hannelore Elsner (NO PLACE TO GO) และ Irm Hermann

30. A MATRIMONY (1968, Hans Rolf Strobel, Heinrich Tichawsky)


31. MEN ARE THERE TO BE LOVED (1969, Eckhardt Schmidt)

 

หนังเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินทางมาจากทวีปที่จมลงไปแล้ว และเธอมีจุดประสงค์เพื่อมา “ปราบพยศ” ชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งเพื่อที่เธอจะได้นำกลับไปยังทวีปของเธอด้วย

 

32. MIRA’S HOUSE (Miras Haus) (1979, Dagmar Damek)

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวหญิงสาวคนหนี่งในภาคกลางของฝรั่งเศสที่ชอบทำตัวเป็นเผด็จการต่อแขกเหรื่อในบ้านพักตากอากาศของเธอ จนกระทั่งหญิงสาวคนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อกรกับเธอ นำแสดงโดยg Brigitte Fossey and Doris Kunstmann.


33. NEKROMANTIK (1988, Jörg Buttgereit)

 

34. THE NOAH’S ARK PRINCIPLE (1984, Roland Emmerich)

 

35. O.K. (1970, Michael Verhoeven)

 

หนังที่อื้อฉาวสุดขีดเรื่องนี้นำเสนอเหตุการณ์เดียวกับในภาพยนตร์เรื่อง CASUALTIES OF WAR (1989, Brian De Palma, A+30)


36. 1+1=3 (1979, Heidi Genee)

 

37. THE PARALLEL STREET (1962, Ferdinand Khittl)

38. THE POINT IS TO CHANGE IT (1973, Claudia von Alemann, documentary)

39. THE POWER OF MEN IS THE PATIENCE OF WOMEN (1978, Cristina Perincioli)

40. RAW FILM (1968, Birgit Heim + Wilhelm Heim)

 

41. THE SENSUOUS THREE (1972, Robert van Ackeren)

 

42. SOMETHING SELF EXPLANATORY (1971, Hartmut Bitomsky, Harun Farocki, documentary)

43. THAT'S ENOUGH FOR ME, I'M DROPPING OUT (1983, Gustav Ehmck)

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับลินดา เด็กสาววัยรุ่นที่เบื่อหน่ายบ้านของเธอ เธอก็เลยหนีออกจากบ้าน และพาแม่ของเธอหนีออกมาด้วย


44. TO BE A WOMAN THESE DAYS (1972, Roswitha vom Bruck + Denise De Boer)

 

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับหญิงสาวคลั่งเซ็กส์ที่แต่งงานแล้ว เธอออกผจญภัย และในที่สุดก็ได้พบกับชู้รักที่มอบความสุขให้แก่เธอได้


45. UNREACHABLE NEARNESS (1983, Dagmar Hirtz)

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตสมรสอันล่มสลายของชายหญิงวัย 30 กว่าปีคู่หนึ่ง โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่เพื่อนของพวกเขาพยายามจะฆ่าตัวตาย และมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ตัวภรรยาเคยแต่งงานมาแล้ว และเธอได้ทิ้งลูกคนก่อนไว้ให้สามีเก่าเลี้ยงดู


46. VERA ROMEYKE IS NOT ACCEPTABLE (1976, Max Willutzki)

 

หนังเรื่องนี้มีเกี่ยวกับครูสาวผู้มีแนวคิดแรงกล้าในทางการเมือง และมันก็นำมาซึ่งความขัดแย้งเกี่ยวกับวิธีการสอนหนังสือของเธอ และส่งผลให้เธอถูกสั่งย้าย

 

47. WHAT ARE PINA BAUSCH AND HER DANCERS DOING IN WUPPERTAL? (1983, Klaus Wildenhahn, documentary)

 

48. WITHOUT DATE (1962, Ottomar Domnick)

 

Ottomar Domnick ทำหนังแนวอวองท์การ์ดมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950


49. YODELLING IS NO SIN (1974, Ulli Lommel)

 

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกะหรี่สาวสองคนที่มาสร้างความปั่นป่วนในเมืองเมืองหนึ่งในบาวาเรีย

 

50. ZISCHKE (1986, Martin Theo Krieger)

 

ซิชเคอเป็นชายหนุ่มยากจนที่ต้องพยายามกระเสือกกระสนมีชีวิตรอดในเมือง Kreuzberg เขาได้พบกับกลุ่มกะหรี่และกลุ่มพังค์ และเขาพยายามจะตามหาพ่อของเขาซึ่งอยู่ในสถานที่อันห่างไกล

 

East German Films Wish List from the 1960s-1980s

 

1.THE ADVENTURES OF WERNER HOLT (1963, Joachim Kunert)

 

2.AMONG WHITE TOWELS (1983, Cornelia Schleime).

 

3.APPREHENSION (1982, Lothar Warneke)

 

4.VORSPIEL (1987, Peter Kahane)

 

5.THE BICYCLE (1982, Evelyn Schmidt)

 

6.FIRST SPACESHIP ON VENUS (1960, Kurt Maetzig, adapted from the novel of Stanislaw Lem)

 

7.DAS HAUS (1984, Thomas Heise)

 

8.HER THIRD (1972, Egon Günther)

 

9.I WAS, I AM, I SHALL BE (1974, Walter Heynowski + Gerhard Scheumann)

 

10.LEBEN IN WITTSTOCK (1985, Volker Koepp, documentary, 85min)

 

11.SABINE KLEIST, AGED 7 (1982, Helmut Dziuba)

 

12.SEVEN FRECKLES (1978, Herrmann Zschoche)

 

13.THOSE WHO LOVE THE EARTH (1961, Joachim Hellwig)

 

14.THREE BOTTLES OF TOKAY (1989, Udo Witter)

 

และหนังทดลองของ Gino Hahnemann, Cornelia Klauß, Via Lewandowsky, Thomas Frydetzki, Claus Löser, Tohm di Roes, Thomas Werner และ Barbara Köppel

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่

 

1.หนังสือ “GERMAN FILM ภาพยนตร์เยอรมัน ค.ศ. 1895-2011” ของ กรกช อัตตวิริยะนุภาพ

 

2. หนังสือ WEST GERMAN CINEMA SINCE 1945: A REFERENCE HANDBOOK ของ Richard C. Helt and Marie E. Helt

 

ห้องสมุดสถาบันเกอเธ่เคยนำหนังสือเล่มนี้มาขายในราคา 20 บาท!!!!!!!!!!! ทั้ง ๆ ที่หนังสือเล่มนี้มีความยาวถึง 736 หน้า กูก็เลยรีบซื้อมาในทันที

 

3. WEST GERMAN FILMMAKERS ON FILM: VISIONS AND VOICES (edited by Eric Rentschler)

 

รูปจาก (จากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง)

 

1. HELD FOR QUESTIONING (1983, Frank Beyer, East Germany)

 

2. HITLER: A FILM FROM GERMANY (1977, Hans-Jürgen Syberberg, 7hrs 22mins)

 

3. HEILT HITLER! (1986, Herbert Achternbusch)

 

4. MADAME X: AN ABSOLUTE RULER (1978, Ulrike Ottinger)

 

5. THE DEATH OF MARIA MALIBRAN (1972, Werner Schroeter)

 

6. FREVEL (1983, Peter Fleischmann)

 

7. BREMEN FREEDOM (1972, Rainer Werner Fassbinder)

8. HEAVEN OF GLASS (1987, Nina Grosse)

 

9. THE LEFT-HANDED WOMAN (1977, Peter Handke)

 

 


Wednesday, January 11, 2023

COMRADE COUTURE (2009, Marco Wilms, Germany, documentary, A+30)

 

COMRADE COUTURE (2009, Marco Wilms, Germany, documentary, A+30)

 

1.พอมันเป็นหนังสารคดีที่มีความเป็นส่วนตัว มันก็เลยออกมา "ได้อารมณ์ความรู้สึก" มาก ๆ สำหรับเรา และพอหนังเน้นสัมภาษณ์ "เพื่อนเก่า ๆ " ตัวผู้ให้สัมภาษณ์ก็เลยเหมือนเปิดใจต่อหน้ากล้องมาก ๆ ด้วย

 

ซึ่งเราว่า "หนังสารคดีสัมภาษณ์เพื่อนสนิท" หลาย ๆ เรื่อง ทั้งหนังไทยและหนังต่างชาติ มันได้ใจเราเพราะจุดนี้ คือเวลาเราดูหนังกลุ่มนี้ เราจะรู้สึกได้ว่า ผู้ให้สัมภาษณ์เต็มใจ รู้สึกเป็นมิตรกับคนที่อยู่หลังกล้อง และ "ถอดหน้ากากออก 1 ชั้น" เวลาให้สัมภาษณ์กับเพื่อนสนิทน่ะ พวกเขาแสดงอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่อาจจะไม่แสดงออกมาเวลาคุยกับคนแปลกหน้า เพราะฉะนั้นเวลาที่เราดูหนังสารคดีกลุ่มนี้ เราเลยรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์บางอย่างที่งดงามมาก ๆ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ไม่พบในหนังสารคดีที่มีระยะห่างระหว่างผู้กำกับกับ subjects

 

2.เนื้อหาส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้คือผู้กำกับหวนหาวันคืนเก่า ๆ ในทศวรรษ 1980 ในเยอรมันตะวันออก ยุคที่เขากับเพื่อน ๆ ชอบแอบจัดงาน fashion show ใต้ดิน พอเวลาผ่านมานาน 20 กว่าปีแล้ว เขาก็เลยออกตามหาเพื่อนเก่า ๆ กลุ่มนั้น และพยายามจัดงาน fashion show รำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

 

ซึ่งเพื่อนเก่า ๆ ของเขาก็รวมถึง designer สาวสุดเก๋ที่เคยประดิษฐ์ชุดจากอุปกรณ์ทำสวน แต่ปัจจุบันเธอเร่ขายชุดกันฝน, นายแบบ ที่ต่อมาได้เปลี่ยนศาสนาเป็นมุสลิม และกะเทยเปรี้ยว ที่ต่อมาโด่งดังจากการทำร้านทำผมที่รับตกแต่งหมอยด้วย

 

คือเราอินกับเนื้อหาตรงนี้อย่างมาก ๆ ในระดับนึง เพราะเรารู้สึกว่า energy บางอย่างที่เราเคยมีเวลาอยู่กับเพื่อน ๆ มัธยมในทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรษ 1990 มันเป็นสิ่งที่หายไป และแทบรื้อฟื้นขึ้นมาไม่ได้อีกในเวลาต่อมาน่ะ และเรารู้สึกว่า ช่วงนั้นมันเป็นช่วงที่เพื่อน ๆ "มีความคิดสร้างสรรค์" ที่ reach maximum point ของชีวิตด้วย เหมือนยุคนั้นเพื่อน ๆ มัธยมสามารถคิดศัพท์ใหม่ขึ้นมาได้ทุกวันน่ะ แต่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้แล้วในปัจจุบัน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมความคิดสร้างสรรค์ที่เคยพลุ่งพล่านอย่างสุด ๆ ในช่วงวัยรุ่น ถึงเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ มอดดับลงเรื่อย ๆ เมื่อพวกเราโตขึ้น

 

ปัจจัยข้างต้นก็เลยเป็นปัจจัยที่ทำให้เราอินกับหนังเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เพราะเราเข้าใจดีถึงความรู้สึกหวนหาวันคืนเก่า ๆ โดยเฉพาะวันคืนกับเพื่อน ๆ เก่า ๆ ที่เคยมี energy บางอย่างร่วมกัน แต่จริง ๆ แล้วสถานการณ์ของ Marco มีความซับซ้อนกว่าของเราเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนผลงาน fashion show ของเขาในทศวรรษ 1980 เป็นผลผลิตจากระบอบเผด็จการของเยอรมันตะวันออกด้วย การที่พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานดังกล่าวออกมาได้ เป็นเพราะว่าพวกเขารู้สึกเหมือนถูกกักขัง การถูกกักขังก็เลยเป็นการกระตุ้นให้เกิดจินตนาการถึงโลกกว้างที่พวกเขาไม่เคยเจอ และก็เลยเหมือนเป็นเชื้อเพลิงอย่างหนึ่งสำหรับความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาในยุคนั้น แต่พอเยอรมันตะวันออกล่มสลาย และพวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างเสรี ตะลุยโลกกว้างจริง ๆ พลังบางอย่างที่พวกเขาเคยมีในทศวรรษ 1980 ก็เลยไม่เหมือนเดิมอีก

 

3.ชอบการที่หนังไปสัมภาษณ์ฝ่ายเผด็จการด้วย ซึ่งก็คือจนท.ในกระทรวงหนึ่งของเยอรมันตะวันออกที่คอยสั่งจับวัยรุ่นหนุ่มสาวที่ทำตัวผิดแปลกไปจากคนอื่น ๆ ในสังคม โดยจนท.คนนั้นมีอายุราว 25 ปีเองมั้งตอนที่ทำหน้าที่นี้ แต่ปัจจุบันก็กลายเป็นลุงอ้วนคนหนึ่งไปแล้ว

 

4.รู้สึกว่าสถานการณ์ในเยอรมันตะวันออกมันรุนแรงมาก ๆ คือแค่ใครดูมีรูปลักษณ์ผิดไปจาก norm แม้เพียงนิดเดียว ก็สามารถถูกตำรวจจับกุมตัวไปได้แล้ว คือในคลิปที่ใช้ในหนังเรื่องนี้ มีชายหนุ่มคนหนึ่งแค่ไว้เครายาวหน่อย แล้วไปนั่งแถว Berlin Alexanderplatz หรืออะไรทำนองนี้ ตำรวจก็มารวบตัวเขาไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วฝรั่งที่ไว้เครายาวแบบนี้นี่คือสามารถหาได้ตามถนนข้าวสารในปัจจุบันด้วย คือดูเป็นอะไรที่ไม่แปลกตาเลยสำหรับเรา แต่ถือเป็นภัยสังคมในเยอรมันตะวันออก

 

ตัวกะเทยในหนังเรื่องนี้ก็เคยถูกตำรวจเยอรมันตะวันออกจับไปข่มขืนด้วย

 

5.ชีวิตของสาวดีไซเนอร์ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง BARBARA (2012, Christian Petzold) ด้วย เพราะเธอทนความเผด็จการของเยอรมันตะวันออกไม่ไหว ก็เลยหาผัวต่างชาติ และย้ายไปอยู่อเมริกา แต่ปรากฏว่าผัวทำตัวเป็นเผด็จการกับเธอ ห้ามเธอเปิดหน้าต่าง ห้ามเธอทำนู่นนั่นนี่ เธอก็เลยทิ้งผัว แล้วย้ายกลับมาอยู่เยอรมนีตามเดิม

 

6.ดูแล้วแอบนึกถึงคุณ “จตุพร แซ่อึง” ด้วย เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้พูดถึงการจัดงาน fashion show ที่ในแง่หนึ่งก็ถือเป็นการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในยุคนั้น