ตอบน้อง merveillesxx
http://celinejulie.blogspot.com/2007/01/my-most-important-obstacle-is-myself.html#comments
พี่ก็นึกภาพตัวเองทำงานเป็นอาจารย์ไม่ออกเหมือนกัน แต่ถ้าหากมีลูกศิษย์หนุ่มๆอย่าง BENOIT MAGIMEL มาตามตื๊อแบบใน THE PIANO TEACHER แล้วล่ะก็ คงจะถือเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าน่าลิ้มลองเป็นอย่างยิ่ง
ตอบคุณ filmsick จากเอ็นทรี่นี้
http://filmsick.exteen.com/20070116/music-k-5-sleep-walk
เพลงเพราะจริงๆด้วย มันให้อารมณ์หลอนๆอยู่ด้วยเหมือนกัน ฟังแล้วนึกถึงหนังของ DAVID LYNCH และเพลงของสุดหล่อ CHRIS ISAAK
--เพิ่งเห็นว่าคุณเชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ เล่นหนังอิสราเอลเรื่อง WHAT A WONDERFUL PLACE (2005, EYAL HALFON) ด้วย
http://www.variety.com/awardcentral_review/VE1117927649.html?nav=reviews07&categoryid=1986&cs=1&p=0
--เมื่อวานนี้ได้ดูหนังเยอรมันเรื่อง STATUS YO! (2004, TILL HASTREITER, A-)
http://www.imdb.com/title/tt0432360/
Copy from screenout webboard
http://xq28.net/s/viewtopic.php?p=198924#198924
-คุณอยากให้ชีวิตคุณเหมือนกับภาพยนตร์เรื่องอะไร
ถ้าหากจะมีการนำชีวิตดิฉันไปดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ ดิฉันก็หวังว่าในอนาคตตอนจบของชีวิตดิฉันน่าจะเป็นเหมือนตอนจบของหนังอย่าง
1. THE GREEN RAY (1986, ERIC ROHMER, A++++++++)
http://mapage.noos.fr/e.rohmer/images/photo%20rayon%201.jpg
http://mapage.noos.fr/e.rohmer/images/photo%20rayon%203.jpg
2. THE HOLIDAY (2006, NANCY MEYERS, A+)
3. BLUE MOON (2002, ANDREA MARIA DUSL, A+++++)
4. UP, DOWN, FRAGILE (1995, JACQUES RIVETTE, A++++++++++)
5.DEJA VU (1997, HENRY JAGLOM, A+++++)
ชอบเพลง WHITE CLIFFS OF DOVER ในหนังเรื่อง DEJA VU ในระดับ A+++++ ฟังเพลงนี้ในหนังเรื่องนี้ทีไรต้องร้องไห้ทีนั้น
ฟังเพลง WHITE CLIFFS OF DOVER ได้ที่
http://www.youtube.com/watch?v=BIaGxtSetJQ
There'll be bluebirds over,
The white cliffs of Dover,
Tomorrow, just you wait and see.
There'll be love and laughter,
And peace ever after,
Tomorrow, when the world is free.
The shepherd will tend his sheep,
The valley will bloom again,
And Johnny will go to sleep
In his own little room again.
There'll be bluebirds over,
The white cliffs of Dover,
Tomorrow, just you wait and see.......
ใน YOU TUBE มีเพลง WHITE CLIFFS OF DOVER ในเวอร์ชันของ ROBSON & JEROME ด้วย แต่ไม่ชอบเวอร์ชันนี้เลย
http://www.youtube.com/watch?v=xhAJ9qkMHOw
และหวังว่าหนังที่ดัดแปลงสร้างจากชีวิตของดิฉันจะไม่ออกมาคล้ายหนังเรื่อง
1. HOTEL (2004, JESSICA HAUSNER, A+++++)
2. NOI ALBINOI (2003, DAGUR KARI, A+)
3. LA CEREMONIE (1995, CLAUDE CHABROL, A+)
4. THE LOST CITY (2005, ANDY GARCIA, A+)
5. DEATH AND THE MAIDEN (1994, ROMAN POLANSKI, A-)
ตอบคุณโอลิเวอร์
อยากดู THE RAINBOW กับ CRIMES OF PASSION (1984) เหมือนกัน
ลองอ่านบทวิจารณ์ CRIMES OF PASSION ดูแล้ว รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้น่าสนใจมากๆ เพราะนักวิจารณ์บอกว่า
1.ตัวละครพระเอกนางเอกของหนังเรื่องนี้มีความเป็นโบดแลร์ (BAUDELAIREAN) ซึ่งดิฉันก็ไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร เพราะดิฉันไม่เคยอ่านบทประพันธ์ของ CHARLES BAUDELAIRE มาก่อน
http://en.wikipedia.org/wiki/Charles_Baudelaire
http://cco.cambridge.org/extract?id=ccol052183094x_CCOL052183094XA007
It might surprise readers who know only Baudelaire's dubious reputation as a sadist, a blasphemer, an addict or a poet of depravity that his literary and critical works are motivated in large part by a passionate ethical commitment. While his masterpiece, Les Fleurs du Mal (THE FLOWERS OF EVIL), appears to overturn the conventional hierarchy of good and bad, his poetry does not literally celebrate criminals or prostitutes, nor does he truly condescend to women, the poor and the infirm.
2. บทสนทนาแบบสองแง่สองง่ามในหนังเรื่องนี้คมคายที่สุดนับตั้งแต่หนังยุคของ HUMPHREY BOGART + LAUREN BACALL เป็นต้นมา
BOGART + BACALL เคยเล่นหนังด้วยกันเรื่อง
2.1 TO HAVE AND HAVE NOT (1944, HOWARD HAWKS)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B0000B1OGH.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1061490288_.jpg
Harry Morgan and his alcoholic sidekick, Eddie, are based on the island of Martinique and crew a boat available for hire. However, since the second world war is happening around them business is not what it could be and after a customer who owes them a large sum fails to pay they are forced against their better judgement to violate their preferred neutrality and to take a job for the resistance transporting a fugitive on the run from the Nazis to Martinique. Through all this runs the stormy relationship between Morgan and Marie "Slim" Browning, a resistance sympathizer and the sassy singer in the club where Morgan spends most of his days.
2.2 THE BIG SLEEP (1946, HOWARD HAWKS)
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B000FFJYA2.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V64947723_.jpg
2.3 DARK PASSAGE (1947, DELMER DAVES)
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B0000B1OGG.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1120626029_.jpg
Bogart plays a man convicted of murdering his wife who escapes from prison in order to prove his innocence. Bogart finds that his features are too well known, and is forced to seek some illicit backroom plastic surgery. The entire pre-knife part of the film is shot from a Bogart's-eye-view, with us seeing the fugitive for the first time as he starts to recuperate from the operation in the apartment of a sympathetic young artist (played by Bacall) for whom he soon finds affection. But what he's really after is revenge.
2.4 KEY LARGO (1948, JOHN HUSTON)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/0790746999.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1120618761_.jpg
John Huston (The Maltese Falcon) directed this smart thriller about a gangster (Edward G. Robinson) who holds a number of people hostage in a hotel in the Florida Keys during a tropical storm. Humphrey Bogart is the returning war veteran who takes on the villains, and Lauren Bacall is on hand as one of the people on the wrong end of Robinson's gun. Somewhat similar in tone to Howard Hawks's To Have and Have Not (which also featured Bogart and Bacall), this moody movie captures a certain despair offset by the bond between individuals united by common purpose. Claire Trevor won an Academy Award for her part as Robinson's alcoholic girlfriend.
--เห็นคุณ OLIVER พูดถึง D.H. LAWRENCE ก็เลยจะบอกว่าตอนนี้นิยายเรื่อง LADY CHATTERLEY ของ D.H. LAWRENCE ได้รับการดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์อีกครั้งด้วยฝีมือการกำกับของ PASCALE FERRAN และได้รับคำชมอย่างรุนแรงมากจากนักวิจารณ์ โดยมี MARINA HANDS รับบทเป็นเลดี้แชตเตอร์เลย์
MARINA HANDS เคยเล่นหนังเรื่อง THE BARBARIAN INVASIONS (2003, A-), TELL NO ONE (2006, GUILLAUME CANET), LES AMES GRISES (2005, YVES ANGELO), ON THE TIPS OF HER FINGERS (2002, YVES ANGELO), และ LA FIDELITE (2000, ANDRZEJ ZULAWSKI) ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ MADAME DE LA FAYETTE ส่วนดารานำชายใน LADY CHATTERLEY คือ JEAN-LOUIS COULLOC'H
คำวิจารณ์ LADY CHATTERLEY (2006) ในเว็บไซท์ของ FILM COMMENT
After a 12-year silence, the director of Petits arrangements avec les morts (A+++++) and L’Age des possibles (A-) confirms that she’s one of the greatest filmmakers in France today. Taking up a British lit classic that later became a hippie free-love standard, she renews the genre of literary adaptation, avoiding all sentimentality. Her subjects here are the way time unfolds, the slow blossoming of desire, and a woman’s emancipation. The film’s greatest achievement lies in its lovemaking scenes, which are treated without salaciousness but with a stubborn determination to capture sex in all its discomfort, clumsiness, and disappointment.—Frederic Bonnaud
Thursday, January 18, 2007
MOST FAVORITE FILMS OF 2006 PART 4
8. KOENIG’S SPHERE (2003, Percy Adlon, เยอรมนี)
http://www.percyadlon.com/large_images/lg_lookingup.jpg
ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ Percy Adlon นำเสนอเรื่องราวของฟริทซ์ เคอนิก ประติมากรวัยชราชาวบาวาเรีย เจ้าของผลงาน THE SPHERE ซึ่งเป็นลูกโลกประหลาดที่เคยตั้งอยู่ที่ลานโทบิน พลาซ่า ที่อยู่ตรงกลางระหว่างตึกแฝดเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ โดยหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องตั้งแต่การก่อสร้างงานประติมากรรมชิ้นนี้, การฆ่าตัวตายของผู้ร่วมงานบางคน, ผลงานจิตรกรรมของเคอนิกที่ดูเหมือนจะบ่งชี้ถึงลางสังหรณ์บางอย่าง เรื่อยมาจนถึงเรื่องที่ประติมากรรมชิ้นนี้ถูกทำลายในเหตุการณ์ตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ถล่มในวันที่ 11 ก.ย.ปี 2001, ความเศร้าโศกเสียใจของเคอนิกเมื่อได้มาเห็นผลงานสุดที่รักของเขาพังยับเยิน, ความดีใจเล็กๆน้อยๆของเคอนิกเมื่อเขาได้พบประชาชนเดินดินบางคนที่เห็นคุณค่าของงานประติมากรรมชิ้นนี้ และการที่งานประติมากรรมชิ้นนี้ได้รับการบูรณะอีกครั้ง
สาเหตุที่ทำให้ดิฉันชอบ KOENIG’S SPHERE มากๆเป็นเพียงเพราะว่าหนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันร้องไห้ไป 3 รอบขณะที่ดู โดยเฉพาะในฉากที่เคอนิกกำลังจะเดินเข้าไปดูซากของ THE SPHERE เขาไม่สามารถเดินตรงเข้าไปดูซากของงานประติมากรรมของเขาได้ในทันที เพราะพื้นที่นั้นยังคงมีตำรวจและคนงานคอยควบคุมดูแลการเก็บเศษซากตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ในบริเวณนั้นอยู่ ดิฉันรู้สึกชื่นชอบการตัดต่อในฉากนี้อย่างสุดๆ เพราะขณะที่เคอนิกกำลังจะเดินเข้าไปดูซากนั้น อยู่ดีๆหนังก็ตัดมาเป็นภาพถ่ายของเคอนิกกับภรรยาที่ถ่ายกับ THE SPHERE เมื่อราว 30 ปีก่อน การตัดต่อระหว่างภาพอดีตของการให้กำเนิดสิ่งที่เรารักและปัจจุบันเมื่อสิ่งนั้นถูกทำลายในฉากนี้ ทำให้ดิฉันรู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับเคอนิกในฉากนั้นอย่างมากๆ การได้ดูฉากดังกล่าวทำให้ดิฉันรู้สึกเหมือนกับว่าดิฉันเป็นคุณแม่ที่อยู่ที่สถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม และกำลังจะขออนุญาตตำรวจเพื่อเข้าไปดูศพลูกสาวที่ถูกฆ่าตาย และขณะที่ตัวเองกำลังจะเดินเข้าไปเห็นศพของลูกสาวนั้น อยู่ดีๆภาพของลูกสาวขณะที่ยังเป็นเด็กทารกที่อยู่ในอ้อมกอดของดิฉันเมื่อ 30 ปีก่อนก็ผุดขึ้นมาhttp://www.ifar.org/911photos/pub11.jpg
ในภาพยนตร์เรื่อง KOENIG’S SPHERE นั้น เราจะเห็นได้ว่าผู้คนทั่วไปและแม้แต่ตัวเคอนิกเองต่างก็พูดว่าการที่ THE SPHERE ถูกทำลายไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญอะไรมากนักเมื่อเทียบกับจำนวนคนที่ล้มตายหลายพันคนในตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แต่ถึงแม้ปากของเคอนิกจะพูดอย่างนั้น ดิฉันก็คิดว่าเขาคงรู้สึกเจ็บปวดอยู่ลึกๆ เพราะ THE SPHERE เปรียบได้เหมือนกับเป็นลูกคนหนึ่งของเขา และการที่ลูกสุดที่รักของเขาถูกทำลายไปโดยไม่มีคนสนใจ น่าจะสร้างความรู้สึกเจ็บปวดจนเหลือแสนให้แก่เขาแต่เมื่อเคอนิกเดินทางไปที่นิวยอร์คอีกครั้ง เขาก็พบกับตำรวจสาวคนหนึ่งที่จดจำ THE SPHERE ได้ เธอแสดงอาการตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับประติมากรผู้สร้าง THE SPHERE โดยบังเอิญ และเรียกเพื่อนๆของเธอให้มาดูเคอนิก ดิฉันคิดว่าเคอนิกคงรู้สึกยินดีและปลาบปลื้มใจเป็นล้นพ้น ที่พบว่าอย่างน้อยในโลกนี้ก็ยังมีตำรวจหญิงคนหนึ่งที่ชื่นชอบผลงานของเขา, ยังคงจดจำผลงานนั้นได้ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับประติมากรเจ้าของผลงานที่ถูกทำลายไปแล้วนี้ และนี่ก็เป็นอีกฉากหนึ่งที่ทำให้ดิฉันร้องไห้ค่ะ
ฉากจบของหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ดิฉันร้องไห้เช่นกัน โดยในตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้ เคอนิกพูดถึงประโยคของ John Updike (นักประพันธ์ชื่อดัง) ที่ว่า “THE TRUTH IN ART CAN BE FOUND IN THE PAIN IT SHELTERS.” และเขาก็พูดเหมือนกับว่าการที่ THE SPHERE ถูกทำลาย ทำให้เขาเข้าใจประโยคนี้ในที่สุดดิฉันไม่เข้าใจว่าประโยคนี้แปลว่าอะไร แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองสามารถเข้าใจความรู้สึกของ เคอนิกที่มีต่อประโยคนี้ และมันเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดมากๆ และหลังจากนั้นทุกครั้งที่ดิฉันนึกถึงฉากจบนี้ ดิฉันก็จะรู้สึกอยากร้องไห้ นอกจากนี้ ประโยคนี้ยังช่วยให้ดิฉันได้แง่มุมเพิ่มมากขึ้นในการชมภาพยนตร์ด้วย โดยทำให้ดิฉันเริ่มตั้งคำถามต่อภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่ได้ชมว่า “ความเจ็บปวดใดบ้างหนอที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์เรื่องนั้น”
อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใดที่ KOENIG’S SPHERE จะกำกับโดยผู้กำกับชาวเยอรมัน โดยเฉพาะเมื่อนำมาเทียบกับภาพยนตร์สารคดีอเมริกันเกี่ยวกับสถาปนิกเรื่อง SKETCHES OF FRANK GEHRY (2005, Sydney Pollack) เพราะ SKETCHES OF FRANK GEHRY มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ฝันที่เป็นจริงของสถาปนิก” และมีลักษณะคล้ายภาพยนตร์อเมริกันหลายเรื่องที่พูดถึง American Dream หรือแนวคิดแบบ “ถ้าหากคุณมุมานะอดทน คุณจะประสบความสำเร็จในชีวิต” แต่ในทางตรงกันข้าม ภาพยนตร์เยอรมันเรื่อง KOENIG’S SPHERE กลับมีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ฝันร้ายที่เป็นจริงของประติมากร” และดิฉันก็คิดว่าภาพยนตร์เยอรมันมีแนวโน้มจะถ่ายทอดเรื่องราวแบบ “ความจริงอันโหดร้าย” หรือ “ฝันสลาย” ได้ดีมากๆอยู่แล้ว
ภาพผลงานอีกชิ้นหนึ่งของ FRITZ KOENIG
http://www.staedtische-galerie-erlangen.de/seiten/6_sammlung/bestand/bilder/600px/koenig2.jpg
ภาพผลงานของ FRANK GEHRY
http://cv.uoc.es/~991_04_005_01_web/fitxer/guggenheim.jpg
http://www.latrobe.edu.au/spacescience/swunit/images/odeillo_solar_furnace_large.jpg
http://www.edinburgharchitecture.co.uk/jpgs/frank_gehry_site4.jpg
http://alatan.nsys.by/images/products/Prague_dancing%20house.JPG
http://www.e-architect.co.uk/barcelona/jpgs/fish_frank_gehry_9.jpg
นอกจาก KOENIG’S SPHERE แล้ว หนังสารคดีของผู้กำกับเยอรมันเรื่องอื่นๆที่ดิฉันชอบสุดๆยังรวมถึงเรื่อง
8.1 COLD HOMELAND (1995, Volker Koepp)
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B00004RUBQ.03._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056668049_.jpg
8.1.1 ภาพปกดีวีดีหนังเรื่อง SHADE COUNTRY – JOURNEY AFTER MASUREN (2005, VOLKER KOEPP)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000GIY4GC.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V62719915_.jpg
8.1.2 ภาพปกดีวีดีหนังเรื่อง POMMERLAND (2005, VOLKER KOEPP)
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B000GIY4G2.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V62719533_.jpg
8.1.3 ภาพปกดีวีดีภาพยนตร์เรื่อง THIS YEAR IN CZERNOWITZ (2004, VOLKER KOEPP)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000GIY4FS.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V62719525_.jpg
8.1.4 ปกดีวีดีหนังเรื่อง UCKERMARK (2002, VOLKER KOEPP)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000GIY4FI.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V62719525_.jpg
8.1.5 ภาพปกดีวีดีหนังเรื่อง KURISCHE NEHRUNG (2001, VOLKER KOEPP)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000GIY4F8.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V62719923_.jpg
8.1.6 ภาพปกดีวีดีหนังเรื่อง MR. ZWILLING AND MRS. ZUCKERMANN (1999, VOLKER KOEPP)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000GIY4EY.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V62719525_.jpg
8.2 LAND OF SILENCE AND DARKNESS (1971, Werner Herzog)
8.3 THE HOUSEWIFE’S FLOWER (1999, Dominik Wessely)
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B000058DSV.03._SS500_SCLZZZZZZZ_V1057221089_.jpg
ปกดีวีดีละครทีวีเรื่อง WIND FORCE 8 – THE EMIGRANT SHIP 1855 (2005, DOMINIK WESSELY)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00099IGIK.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V57232287_.jpg
8.4 WITTSTOCK, WITTSTOCK (1997, Volker Koepp)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00005QTUD.03._SS500_SCLZZZZZZZ_V1069162760_.jpg
8.5 AIDE MEMOIRE – GAY DOCUMENT FOR REMEMBERING (1995, Michael Brynntrup)
http://www.brynntrup.de/
http://www.brynntrup.de/filmo/images/46am/46am_lachen_a.jpg
ภาพจากหนังบางเรื่องของ MICHAEL BRYNNTRUP ซึ่งเคยมีงานฉายหนัง RETROSPECTIVE ของเขาในกรุงเทพในปี 2001
http://www.totentanz-online.de/medien/film/images/1994-michael-brynntrup.JPG
KAIN AND ABEL (1994, MICHAEL BRYNNTRUP)
http://www.emaf.de/1995/Pics/ScreenShots/008.gif
BLUE BOX BLUES (STAGING A PHOTO SHOOT) (2005, MICHAEL BRYNNTRUP)
http://www.imagesfestival.com/images/production/817.jpg
MICHAEL BRYNNTRUP
http://iceca.chiangmai.ac.th/events/docu/private2/michael%20brynntrup.jpg
8.6 BUENA VISTA SOCIAL CLUB (1999, Wim Wenders)
8.7 QUEENS DON’T CRY (2002, Rosa von Praunheim)
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B00009PM7X.03._SS500_SCLZZZZZZZ_V1105971167_.jpg
ภาพจาก SILENCE = DEATH (1990, ROSA VON PRAUNHEIM)
http://www.thebody.com/visualaids/web_gallery/2004/giovanis/images/13_large.jpg
ปกดีวีดีภาพยนตร์เรื่อง DIE BETTWURST (1971) และ DIE BERLINER BETTWURST (1975, ROSA VON PRAUNHEIM)
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B00018S13Y.03._SS500_SCLZZZZZZZ_V1083749762_.jpg
ROSA VON PRAUNHEIM ซึ่งเคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ RAINER WERNER FASSBINDER และ WERNER SCHROETER
http://www.fueradecampo.cl/filmografias/imagenes/praunheim.jpg
8.8 DREHORT BERLIN (1987, Helga Reidemeister)
http://www.basisfilm.de/texaskabul/Texas-Kabul-Presse/03-PF-TexasKabul-l.jpg
ภาพจาก TEXAS KABUL (2004, HELGA REIDEMEISTER)
http://www.basisfilm.de/texaskabul/Texas-Kabul-Presse/01-PF-TexasKabul-l.jpg
http://www.basisfilm.de/texaskabul/Texas-Kabul-Presse/02-FP-TexasKabul-l.jpg
8.9 OFF SEASON (1997, Pepe Danquart + Mirjam Quinte)
ปกดีวีดี HELL ON WHEELS (2004, PEPE DANQUART)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B0006TROAY.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V55788985_.jpg
ปกดีวีดี ANGEL OF DEATH (2002, PEPE DANQUART)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B0000X4KOE.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1132625738_.jpg
8.10 CROSSING THE BRIDGE: THE MUSIC OF ISTANBUL (2005, Fatih Akin)
http://www.twitchfilm.net/pics/crossing.jpg
9. LIFE IS SHORT 2 (2006, ทศพล บุญสินสุข)
LIFE IS SHORT 2 เป็นภาพยนตร์สั้นของคุณทศพล บุญสินสุข หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่ดิฉันชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต หนังสั้นเรื่องนี้ประกอบด้วยเรื่องสั้นๆมารวมกันประมาณ 10 เรื่อง เท่าที่พอจำได้ รู้สึกว่าจะมีเรื่อง BEER, HOMESICK, HIDE, FRIENDS, THE MAN WHO TRIED TO STOP THE WORLD, IN THE EVENING, RAIN WILL COME, POD AND BEAR, DRIVEN และ DOG IN THE RAIN โดยที่แต่ละส่วนดูเหมือนจะไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด บางส่วนก็เป็นแอนิเมชั่น, บางส่วนก็เป็นการถ่ายภาพเสาไฟฟ้า, กระป๋องเบียร์, สัตว์ริมชายหาด, พงหญ้า, นกที่เกาะตามสายไฟ, ตุ๊กตา, วิวที่มองผ่านหน้าต่างรถออกไปยังข้างทาง และตุ๊กตาหมากลางสายฝน
สาเหตุที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้ก็คล้ายกับ KOENIG’S SPHERE นั่นก็คือว่าหนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันร้องไห้อย่างรุนแรงมากๆ แต่แตกต่างกันตรงที่ดิฉันพอเข้าใจว่าอะไรใน KOENIG’S SPHERE ที่ทำให้ดิฉันร้องไห้ แต่ดิฉันกลับยากจะบอกได้ว่าอะไรกันแน่ใน LIFE IS SHORT 2 ที่ทำให้ดิฉันร้องไห้อย่างรุนแรง เพราะหนังสั้นเรื่องนี้ไม่มีเนื้อเรื่องเลย ฉากแต่ละฉากในหนังเรื่องนี้ไม่มี “เนื้อหาสาระ” แต่ดิฉันกลับรู้สึกว่าฉากแต่ละฉากในหนังเรื่องนี้มันสามารถถ่ายทอดความเหงาเศร้าเข้าสู่หัวใจดิฉันได้อย่างรุนแรง แต่มันไม่ใช่ความเศร้าแบบที่ดูแล้วทำให้รู้สึกหดหู่หรืออยากจะฆ่าตัวตาย แต่มันเป็นความเศร้าแบบที่ทำให้เราร้องไห้และรู้สึกเหมือนเราได้ปลดปล่อยความทุกข์ความกังวลหลายๆอย่างในจิตใจออกไปพร้อมกับน้ำตานั้น หากจะเปรียบเทียบง่ายๆก็คือว่า การดู LIFE IS SHORT 2 ทำให้ดิฉันรู้สึกเหมือนกับได้รับการเยียวยาทางจิตใจอย่างรุนแรง ดิฉันจำได้ว่าก่อนที่ดิฉันจะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันกำลังมีปัญหาชีวิตส่วนตัวที่ทำให้อึดอัดคับข้องใจและเป็นทุกข์อย่างมาก แต่หลังจากที่ดิฉันได้ดูหนังเรื่องนี้จบและได้ร้องไห้ออกไป ดิฉันกลับรู้สึกหายกังวลกับชีวิตไปด้วย และรู้สึกว่าชีวิตเราไม่จำเป็นต้องแบกความกังวลดังกล่าวไว้ในใจโดยไม่จำเป็นเลย
ทำไม LIFE IS SHORT 2 และหนังหลายๆเรื่องของคุณทศพล บุญสินสุข โดยเฉพาะ SHE IS READING NEWSPAPER (2005) ถึงมีความสามารถในการเยียวยาจิตใจผู้ชมอย่างดิฉัน ดิฉันก็คงตอบไม่ได้เหมือนกัน และคิดว่าบางทีอาจจะมีแต่เพียงนักจิตวิเคราะห์เท่านั้นที่อาจจะตอบได้
หากพูดถึงโครงสร้างของหนังแล้ว LIFE IS SHORT 2 มีโครงสร้างที่ทำให้นึกถึง “ห้ามอุ่นไข่ในไมโคเวฟเดี๋ยวระเบิดตูม!” (2005, ทศพล บุญสินสุข) เพราะภาพยนตร์สองเรื่องนี้ประกอบด้วยส่วนย่อยๆหลายส่วนมาประกอบกัน โดยที่ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไง แต่ “ห้ามอุ่นไข่ในไมโคเวฟเดี๋ยวระเบิดตูม!” ให้อารมณ์ค่อนข้างอบอุ่น แต่ LIFE IS SHORT 2 ให้อารมณ์เหงาเศร้ามากๆ นอกจากนี้ โครงสร้างของหนังสองเรื่องนี้ ยังทำให้นึกถึงหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge โดยเฉพาะ THE POWER OF EMOTIONS (1983) ที่ประกอบด้วยส่วนย่อยๆหลายส่วนที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ด้วย “หลักเหตุผล” แต่เชื่อมโยงกันได้ในทาง “อารมณ์”
นอกจาก LIFE IS SHORT 2 แล้ว ปี 2006 ยังเป็นปีที่มีภาพยนตร์ไทยแนวแปลกๆออกมาอีกมากมายหลายเรื่อง โดยภาพยนตร์ไทยแนวแปลกที่ดิฉันชอบสุดๆในปี 2006 ก็รวมถึงเรื่อง
9.1 DRIPPING (2004, จักรวาล นิลธำรงค์)
9.2 FANTASMAGORIE (2004, Surachai Pattanakijpaibool)
9.3 ย่ำค่ำย่ำเช้า (2004, นิติพงศ์ ถิ่นทัพไทย)
9.4 HATE (2004, ชวิทย์ แว่วสว่างวงศ์)
9.5 เมืองเอก 1579 (2006, เสรีย์ หล้าชนบท)
9.6 HAPPINESS IS…(2005, ธเนศ มรรคาสกุล)
9.7 บทเพลงกับหมู่ดาว (2006, สุรสิทธิ์ บรรพลา)
9.8 วาสิฏฐี (2006, ภานุทัต วิเศษวงศ์)
9.9 8-9 (2005, นวกานต์ ราชานาค)
9.10 CITY REPORT (2006, ชาคริต วิชัยยุทธิ์)
10. UNTITLED (A DIFFERENT TIME) (2004, Helen Fletcher)
ดิฉันได้ดูภาพยนตร์แอนิเมชั่นของอังกฤษความยาว 4 นาทีเรื่องนี้ในเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทยในซอยทองหล่อ หนังเรื่องนี้ประกอบด้วยภาพเพียงช็อตเดียว และเป็นภาพวาดของร่างกายผู้หญิงคนหนึ่งที่ค่อยๆประกอบกันขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างขณะที่เธอนอนหลับ หนังเรื่องนี้ให้อารมณ์นิ่งๆและหลอนมาก และมันสร้างความรู้สึกแปลกๆที่ยากจะบรรยาย สรุปว่าดิฉันให้หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 10 ประจำปีเพราะมัน “หลอน” จนดิฉันยากจะลืมเลือนค่ะ
หลังจากได้ดูแอนิเมชั่นเรื่องนี้ ดิฉันก็ได้ไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ และพบว่าข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้น่าสนใจมาก โดย Helen Fletcher ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ระบุว่า การที่ร่างกายของผู้หญิงคนนี้อยู่ในภาวะกระจัดกระจายในช่วงต้นเรื่อง บ่งชี้ว่าผู้หญิงคนนี้กำลังอยู่ในความฝัน หรือกำลังอยู่ในภาวะสภาพจิตแหลกสลาย และการที่ร่างกายของผู้หญิงคนนี้ค่อยๆประกอบกันเป็นรูปเป็นร่าง แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงคนนี้กำลังจะตื่น หรืออาจจะ “เลิกล้มความคิดที่จะฆ่าตัวตาย”
ถ้าเข้าใจไม่ผิด แรงบันดาลใจที่ทำให้ Helen Fletcher กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ คือความสามารถของมนุษย์ในการมีชีวิตรอดท่ามกลางสถานการณ์ที่โหดเหี้ยมและเลวร้าย และความสามารถแบบนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจในบางครั้ง โดยเฉพาะในกรณีของ Bruno Bettelheim ซึ่งเป็นนักจิตวิเคราะห์เด็ก โดยเขาเคยต้องใช้ชีวิตในค่ายกักกันชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ถึงแม้เขาจะรอดชีวิตมาได้จากค่ายกักกัน เขากลับตัดสินใจฆ่าตัวตายในปี 1990
สิ่งที่ Helen Fletcher สนใจก็คือประเด็นเรื่องที่มนุษย์เรามีทางเลือกในการฆ่าตัวตาย และการที่ทางเลือกดังกล่าวอาจช่วยให้มนุษย์มีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพราะพวกเขารู้ว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ยังคงมีทางเลือกนี้หลงเหลืออยู่ โดย Helen Fletcher ได้ยกเอาคำกล่าวของ Friedrich Nietzsche มาใช้ในเอกสารประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย ซึ่งก็คือคำกล่าวที่ว่า “The thought of suicide is a great source of comfort: with it a calm passage is to be made across many a bad night.”
นอกจาก UNTITLED (A DIFFERENT TIME) แล้ว หนังที่มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายที่ดิฉันชอบสุดๆยังรวมถึงเรื่อง
10.1 THE DEVIL, PROBABLY (1977, Robert Bresson)
http://www.mastersofcinema.org/bresson/Posters/LeDiableProbablement/probably1.jpg
10.2 SYLVIA (2003, Christine Jeffs)
10.3 LE FEU FOLLET (1963, Louis Malle)
http://images-eu.amazon.com/images/P/B000CR7V80.08.LZZZZZZZ.jpg
10.4 NO PLACE TO GO (2000, Oskar Roehler, เยอรมนี)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000J4QR22.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V34860045_.jpg
10.5 THE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, ออสเตรีย)
10.6 AFTER (2005, Kim Noce, อังกฤษ)
10.7 SUMMER PALACE (2006, Lou Ye)
10.8 SIMON (2004, Eddy Terstall, เนเธอร์แลนด์)
http://www.a-film.nl/film/poster/RELx550/r0000635.jpg
10.9 อกตัญญู (THE INGRATITUDE) (2005, เศรษฐวิทย์ พันธุ์เพ็ง)
10.10 SERIAL SELF (1999, Brigitte Zieger)
http://www.art-action.org/site/_images/catalog/00_01/1269.gif
ละครเวทีที่ดิฉันชื่นชอบมากที่สุดประจำปี 2006
1. THE STRING OF FRAGMENTATION
ผลงานของ อัตตาหิ อัตตโนนาโถ โปรดักชั่น
กำกับโดย ภาณิศา ภูวภิรมย์ขวัญ
2. MAHAJANOK NEVER SAY DIE EPISODE 2
ผลงานของ กลุ่มละครมะขามป้อม
กำกับโดย ประดิษฐ ประสาททอง
3. ปลิว
ผลงานของ กลุ่มหน้ากากเปลือย
กำกับโดย จตุรชัย ศรีจันทร์วันเพ็ญ
4. วันทอง…นางผู้เป็นมากกว่าหญิงสองใจ
กำกับโดย มานพ มีจำรัส
5. THE GURU THEATRE
ผลงานของ B-FLOOR
กำกับโดย ธีระวัฒน์ มุลวิไล
6.เธอ…ที่รัก หรือ BE LOVED
ผลงานของ FLOWER OF LOVE ENTERTAINMENT
กำกับโดย วรรณศักดิ์ ศิริหล้า
7. พบรัก
ผลงานของ แปดคูณแปด
กำกับโดย นิกร แซ่ตั้ง
8. SLOWFLY/V.i.c.t.o.r.i.a.
กำกับโดย Monica Emilie Herstad
9. ไม่เป็นเรื่อง
ผลงานของ NEW MASKS CLUB
กำกับโดย พัชร์รุจา กาญจนโกศล
10. หญิงเปรย หรือ HER VOICE
ผลงานของ ON BOX THEATRE GROUP
กำกับโดย สายฟ้า ตันธนา
http://www.percyadlon.com/large_images/lg_lookingup.jpg
ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ Percy Adlon นำเสนอเรื่องราวของฟริทซ์ เคอนิก ประติมากรวัยชราชาวบาวาเรีย เจ้าของผลงาน THE SPHERE ซึ่งเป็นลูกโลกประหลาดที่เคยตั้งอยู่ที่ลานโทบิน พลาซ่า ที่อยู่ตรงกลางระหว่างตึกแฝดเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ โดยหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องตั้งแต่การก่อสร้างงานประติมากรรมชิ้นนี้, การฆ่าตัวตายของผู้ร่วมงานบางคน, ผลงานจิตรกรรมของเคอนิกที่ดูเหมือนจะบ่งชี้ถึงลางสังหรณ์บางอย่าง เรื่อยมาจนถึงเรื่องที่ประติมากรรมชิ้นนี้ถูกทำลายในเหตุการณ์ตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ถล่มในวันที่ 11 ก.ย.ปี 2001, ความเศร้าโศกเสียใจของเคอนิกเมื่อได้มาเห็นผลงานสุดที่รักของเขาพังยับเยิน, ความดีใจเล็กๆน้อยๆของเคอนิกเมื่อเขาได้พบประชาชนเดินดินบางคนที่เห็นคุณค่าของงานประติมากรรมชิ้นนี้ และการที่งานประติมากรรมชิ้นนี้ได้รับการบูรณะอีกครั้ง
สาเหตุที่ทำให้ดิฉันชอบ KOENIG’S SPHERE มากๆเป็นเพียงเพราะว่าหนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันร้องไห้ไป 3 รอบขณะที่ดู โดยเฉพาะในฉากที่เคอนิกกำลังจะเดินเข้าไปดูซากของ THE SPHERE เขาไม่สามารถเดินตรงเข้าไปดูซากของงานประติมากรรมของเขาได้ในทันที เพราะพื้นที่นั้นยังคงมีตำรวจและคนงานคอยควบคุมดูแลการเก็บเศษซากตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ในบริเวณนั้นอยู่ ดิฉันรู้สึกชื่นชอบการตัดต่อในฉากนี้อย่างสุดๆ เพราะขณะที่เคอนิกกำลังจะเดินเข้าไปดูซากนั้น อยู่ดีๆหนังก็ตัดมาเป็นภาพถ่ายของเคอนิกกับภรรยาที่ถ่ายกับ THE SPHERE เมื่อราว 30 ปีก่อน การตัดต่อระหว่างภาพอดีตของการให้กำเนิดสิ่งที่เรารักและปัจจุบันเมื่อสิ่งนั้นถูกทำลายในฉากนี้ ทำให้ดิฉันรู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับเคอนิกในฉากนั้นอย่างมากๆ การได้ดูฉากดังกล่าวทำให้ดิฉันรู้สึกเหมือนกับว่าดิฉันเป็นคุณแม่ที่อยู่ที่สถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม และกำลังจะขออนุญาตตำรวจเพื่อเข้าไปดูศพลูกสาวที่ถูกฆ่าตาย และขณะที่ตัวเองกำลังจะเดินเข้าไปเห็นศพของลูกสาวนั้น อยู่ดีๆภาพของลูกสาวขณะที่ยังเป็นเด็กทารกที่อยู่ในอ้อมกอดของดิฉันเมื่อ 30 ปีก่อนก็ผุดขึ้นมาhttp://www.ifar.org/911photos/pub11.jpg
ในภาพยนตร์เรื่อง KOENIG’S SPHERE นั้น เราจะเห็นได้ว่าผู้คนทั่วไปและแม้แต่ตัวเคอนิกเองต่างก็พูดว่าการที่ THE SPHERE ถูกทำลายไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญอะไรมากนักเมื่อเทียบกับจำนวนคนที่ล้มตายหลายพันคนในตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แต่ถึงแม้ปากของเคอนิกจะพูดอย่างนั้น ดิฉันก็คิดว่าเขาคงรู้สึกเจ็บปวดอยู่ลึกๆ เพราะ THE SPHERE เปรียบได้เหมือนกับเป็นลูกคนหนึ่งของเขา และการที่ลูกสุดที่รักของเขาถูกทำลายไปโดยไม่มีคนสนใจ น่าจะสร้างความรู้สึกเจ็บปวดจนเหลือแสนให้แก่เขาแต่เมื่อเคอนิกเดินทางไปที่นิวยอร์คอีกครั้ง เขาก็พบกับตำรวจสาวคนหนึ่งที่จดจำ THE SPHERE ได้ เธอแสดงอาการตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับประติมากรผู้สร้าง THE SPHERE โดยบังเอิญ และเรียกเพื่อนๆของเธอให้มาดูเคอนิก ดิฉันคิดว่าเคอนิกคงรู้สึกยินดีและปลาบปลื้มใจเป็นล้นพ้น ที่พบว่าอย่างน้อยในโลกนี้ก็ยังมีตำรวจหญิงคนหนึ่งที่ชื่นชอบผลงานของเขา, ยังคงจดจำผลงานนั้นได้ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับประติมากรเจ้าของผลงานที่ถูกทำลายไปแล้วนี้ และนี่ก็เป็นอีกฉากหนึ่งที่ทำให้ดิฉันร้องไห้ค่ะ
ฉากจบของหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ดิฉันร้องไห้เช่นกัน โดยในตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้ เคอนิกพูดถึงประโยคของ John Updike (นักประพันธ์ชื่อดัง) ที่ว่า “THE TRUTH IN ART CAN BE FOUND IN THE PAIN IT SHELTERS.” และเขาก็พูดเหมือนกับว่าการที่ THE SPHERE ถูกทำลาย ทำให้เขาเข้าใจประโยคนี้ในที่สุดดิฉันไม่เข้าใจว่าประโยคนี้แปลว่าอะไร แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองสามารถเข้าใจความรู้สึกของ เคอนิกที่มีต่อประโยคนี้ และมันเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดมากๆ และหลังจากนั้นทุกครั้งที่ดิฉันนึกถึงฉากจบนี้ ดิฉันก็จะรู้สึกอยากร้องไห้ นอกจากนี้ ประโยคนี้ยังช่วยให้ดิฉันได้แง่มุมเพิ่มมากขึ้นในการชมภาพยนตร์ด้วย โดยทำให้ดิฉันเริ่มตั้งคำถามต่อภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่ได้ชมว่า “ความเจ็บปวดใดบ้างหนอที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์เรื่องนั้น”
อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใดที่ KOENIG’S SPHERE จะกำกับโดยผู้กำกับชาวเยอรมัน โดยเฉพาะเมื่อนำมาเทียบกับภาพยนตร์สารคดีอเมริกันเกี่ยวกับสถาปนิกเรื่อง SKETCHES OF FRANK GEHRY (2005, Sydney Pollack) เพราะ SKETCHES OF FRANK GEHRY มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ฝันที่เป็นจริงของสถาปนิก” และมีลักษณะคล้ายภาพยนตร์อเมริกันหลายเรื่องที่พูดถึง American Dream หรือแนวคิดแบบ “ถ้าหากคุณมุมานะอดทน คุณจะประสบความสำเร็จในชีวิต” แต่ในทางตรงกันข้าม ภาพยนตร์เยอรมันเรื่อง KOENIG’S SPHERE กลับมีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ฝันร้ายที่เป็นจริงของประติมากร” และดิฉันก็คิดว่าภาพยนตร์เยอรมันมีแนวโน้มจะถ่ายทอดเรื่องราวแบบ “ความจริงอันโหดร้าย” หรือ “ฝันสลาย” ได้ดีมากๆอยู่แล้ว
ภาพผลงานอีกชิ้นหนึ่งของ FRITZ KOENIG
http://www.staedtische-galerie-erlangen.de/seiten/6_sammlung/bestand/bilder/600px/koenig2.jpg
ภาพผลงานของ FRANK GEHRY
http://cv.uoc.es/~991_04_005_01_web/fitxer/guggenheim.jpg
http://www.latrobe.edu.au/spacescience/swunit/images/odeillo_solar_furnace_large.jpg
http://www.edinburgharchitecture.co.uk/jpgs/frank_gehry_site4.jpg
http://alatan.nsys.by/images/products/Prague_dancing%20house.JPG
http://www.e-architect.co.uk/barcelona/jpgs/fish_frank_gehry_9.jpg
นอกจาก KOENIG’S SPHERE แล้ว หนังสารคดีของผู้กำกับเยอรมันเรื่องอื่นๆที่ดิฉันชอบสุดๆยังรวมถึงเรื่อง
8.1 COLD HOMELAND (1995, Volker Koepp)
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B00004RUBQ.03._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056668049_.jpg
8.1.1 ภาพปกดีวีดีหนังเรื่อง SHADE COUNTRY – JOURNEY AFTER MASUREN (2005, VOLKER KOEPP)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000GIY4GC.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V62719915_.jpg
8.1.2 ภาพปกดีวีดีหนังเรื่อง POMMERLAND (2005, VOLKER KOEPP)
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B000GIY4G2.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V62719533_.jpg
8.1.3 ภาพปกดีวีดีภาพยนตร์เรื่อง THIS YEAR IN CZERNOWITZ (2004, VOLKER KOEPP)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000GIY4FS.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V62719525_.jpg
8.1.4 ปกดีวีดีหนังเรื่อง UCKERMARK (2002, VOLKER KOEPP)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000GIY4FI.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V62719525_.jpg
8.1.5 ภาพปกดีวีดีหนังเรื่อง KURISCHE NEHRUNG (2001, VOLKER KOEPP)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000GIY4F8.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V62719923_.jpg
8.1.6 ภาพปกดีวีดีหนังเรื่อง MR. ZWILLING AND MRS. ZUCKERMANN (1999, VOLKER KOEPP)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000GIY4EY.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V62719525_.jpg
8.2 LAND OF SILENCE AND DARKNESS (1971, Werner Herzog)
8.3 THE HOUSEWIFE’S FLOWER (1999, Dominik Wessely)
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B000058DSV.03._SS500_SCLZZZZZZZ_V1057221089_.jpg
ปกดีวีดีละครทีวีเรื่อง WIND FORCE 8 – THE EMIGRANT SHIP 1855 (2005, DOMINIK WESSELY)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00099IGIK.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V57232287_.jpg
8.4 WITTSTOCK, WITTSTOCK (1997, Volker Koepp)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00005QTUD.03._SS500_SCLZZZZZZZ_V1069162760_.jpg
8.5 AIDE MEMOIRE – GAY DOCUMENT FOR REMEMBERING (1995, Michael Brynntrup)
http://www.brynntrup.de/
http://www.brynntrup.de/filmo/images/46am/46am_lachen_a.jpg
ภาพจากหนังบางเรื่องของ MICHAEL BRYNNTRUP ซึ่งเคยมีงานฉายหนัง RETROSPECTIVE ของเขาในกรุงเทพในปี 2001
http://www.totentanz-online.de/medien/film/images/1994-michael-brynntrup.JPG
KAIN AND ABEL (1994, MICHAEL BRYNNTRUP)
http://www.emaf.de/1995/Pics/ScreenShots/008.gif
BLUE BOX BLUES (STAGING A PHOTO SHOOT) (2005, MICHAEL BRYNNTRUP)
http://www.imagesfestival.com/images/production/817.jpg
MICHAEL BRYNNTRUP
http://iceca.chiangmai.ac.th/events/docu/private2/michael%20brynntrup.jpg
8.6 BUENA VISTA SOCIAL CLUB (1999, Wim Wenders)
8.7 QUEENS DON’T CRY (2002, Rosa von Praunheim)
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B00009PM7X.03._SS500_SCLZZZZZZZ_V1105971167_.jpg
ภาพจาก SILENCE = DEATH (1990, ROSA VON PRAUNHEIM)
http://www.thebody.com/visualaids/web_gallery/2004/giovanis/images/13_large.jpg
ปกดีวีดีภาพยนตร์เรื่อง DIE BETTWURST (1971) และ DIE BERLINER BETTWURST (1975, ROSA VON PRAUNHEIM)
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B00018S13Y.03._SS500_SCLZZZZZZZ_V1083749762_.jpg
ROSA VON PRAUNHEIM ซึ่งเคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ RAINER WERNER FASSBINDER และ WERNER SCHROETER
http://www.fueradecampo.cl/filmografias/imagenes/praunheim.jpg
8.8 DREHORT BERLIN (1987, Helga Reidemeister)
http://www.basisfilm.de/texaskabul/Texas-Kabul-Presse/03-PF-TexasKabul-l.jpg
ภาพจาก TEXAS KABUL (2004, HELGA REIDEMEISTER)
http://www.basisfilm.de/texaskabul/Texas-Kabul-Presse/01-PF-TexasKabul-l.jpg
http://www.basisfilm.de/texaskabul/Texas-Kabul-Presse/02-FP-TexasKabul-l.jpg
8.9 OFF SEASON (1997, Pepe Danquart + Mirjam Quinte)
ปกดีวีดี HELL ON WHEELS (2004, PEPE DANQUART)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B0006TROAY.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V55788985_.jpg
ปกดีวีดี ANGEL OF DEATH (2002, PEPE DANQUART)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B0000X4KOE.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1132625738_.jpg
8.10 CROSSING THE BRIDGE: THE MUSIC OF ISTANBUL (2005, Fatih Akin)
http://www.twitchfilm.net/pics/crossing.jpg
9. LIFE IS SHORT 2 (2006, ทศพล บุญสินสุข)
LIFE IS SHORT 2 เป็นภาพยนตร์สั้นของคุณทศพล บุญสินสุข หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่ดิฉันชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต หนังสั้นเรื่องนี้ประกอบด้วยเรื่องสั้นๆมารวมกันประมาณ 10 เรื่อง เท่าที่พอจำได้ รู้สึกว่าจะมีเรื่อง BEER, HOMESICK, HIDE, FRIENDS, THE MAN WHO TRIED TO STOP THE WORLD, IN THE EVENING, RAIN WILL COME, POD AND BEAR, DRIVEN และ DOG IN THE RAIN โดยที่แต่ละส่วนดูเหมือนจะไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด บางส่วนก็เป็นแอนิเมชั่น, บางส่วนก็เป็นการถ่ายภาพเสาไฟฟ้า, กระป๋องเบียร์, สัตว์ริมชายหาด, พงหญ้า, นกที่เกาะตามสายไฟ, ตุ๊กตา, วิวที่มองผ่านหน้าต่างรถออกไปยังข้างทาง และตุ๊กตาหมากลางสายฝน
สาเหตุที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้ก็คล้ายกับ KOENIG’S SPHERE นั่นก็คือว่าหนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันร้องไห้อย่างรุนแรงมากๆ แต่แตกต่างกันตรงที่ดิฉันพอเข้าใจว่าอะไรใน KOENIG’S SPHERE ที่ทำให้ดิฉันร้องไห้ แต่ดิฉันกลับยากจะบอกได้ว่าอะไรกันแน่ใน LIFE IS SHORT 2 ที่ทำให้ดิฉันร้องไห้อย่างรุนแรง เพราะหนังสั้นเรื่องนี้ไม่มีเนื้อเรื่องเลย ฉากแต่ละฉากในหนังเรื่องนี้ไม่มี “เนื้อหาสาระ” แต่ดิฉันกลับรู้สึกว่าฉากแต่ละฉากในหนังเรื่องนี้มันสามารถถ่ายทอดความเหงาเศร้าเข้าสู่หัวใจดิฉันได้อย่างรุนแรง แต่มันไม่ใช่ความเศร้าแบบที่ดูแล้วทำให้รู้สึกหดหู่หรืออยากจะฆ่าตัวตาย แต่มันเป็นความเศร้าแบบที่ทำให้เราร้องไห้และรู้สึกเหมือนเราได้ปลดปล่อยความทุกข์ความกังวลหลายๆอย่างในจิตใจออกไปพร้อมกับน้ำตานั้น หากจะเปรียบเทียบง่ายๆก็คือว่า การดู LIFE IS SHORT 2 ทำให้ดิฉันรู้สึกเหมือนกับได้รับการเยียวยาทางจิตใจอย่างรุนแรง ดิฉันจำได้ว่าก่อนที่ดิฉันจะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันกำลังมีปัญหาชีวิตส่วนตัวที่ทำให้อึดอัดคับข้องใจและเป็นทุกข์อย่างมาก แต่หลังจากที่ดิฉันได้ดูหนังเรื่องนี้จบและได้ร้องไห้ออกไป ดิฉันกลับรู้สึกหายกังวลกับชีวิตไปด้วย และรู้สึกว่าชีวิตเราไม่จำเป็นต้องแบกความกังวลดังกล่าวไว้ในใจโดยไม่จำเป็นเลย
ทำไม LIFE IS SHORT 2 และหนังหลายๆเรื่องของคุณทศพล บุญสินสุข โดยเฉพาะ SHE IS READING NEWSPAPER (2005) ถึงมีความสามารถในการเยียวยาจิตใจผู้ชมอย่างดิฉัน ดิฉันก็คงตอบไม่ได้เหมือนกัน และคิดว่าบางทีอาจจะมีแต่เพียงนักจิตวิเคราะห์เท่านั้นที่อาจจะตอบได้
หากพูดถึงโครงสร้างของหนังแล้ว LIFE IS SHORT 2 มีโครงสร้างที่ทำให้นึกถึง “ห้ามอุ่นไข่ในไมโคเวฟเดี๋ยวระเบิดตูม!” (2005, ทศพล บุญสินสุข) เพราะภาพยนตร์สองเรื่องนี้ประกอบด้วยส่วนย่อยๆหลายส่วนมาประกอบกัน โดยที่ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไง แต่ “ห้ามอุ่นไข่ในไมโคเวฟเดี๋ยวระเบิดตูม!” ให้อารมณ์ค่อนข้างอบอุ่น แต่ LIFE IS SHORT 2 ให้อารมณ์เหงาเศร้ามากๆ นอกจากนี้ โครงสร้างของหนังสองเรื่องนี้ ยังทำให้นึกถึงหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge โดยเฉพาะ THE POWER OF EMOTIONS (1983) ที่ประกอบด้วยส่วนย่อยๆหลายส่วนที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ด้วย “หลักเหตุผล” แต่เชื่อมโยงกันได้ในทาง “อารมณ์”
นอกจาก LIFE IS SHORT 2 แล้ว ปี 2006 ยังเป็นปีที่มีภาพยนตร์ไทยแนวแปลกๆออกมาอีกมากมายหลายเรื่อง โดยภาพยนตร์ไทยแนวแปลกที่ดิฉันชอบสุดๆในปี 2006 ก็รวมถึงเรื่อง
9.1 DRIPPING (2004, จักรวาล นิลธำรงค์)
9.2 FANTASMAGORIE (2004, Surachai Pattanakijpaibool)
9.3 ย่ำค่ำย่ำเช้า (2004, นิติพงศ์ ถิ่นทัพไทย)
9.4 HATE (2004, ชวิทย์ แว่วสว่างวงศ์)
9.5 เมืองเอก 1579 (2006, เสรีย์ หล้าชนบท)
9.6 HAPPINESS IS…(2005, ธเนศ มรรคาสกุล)
9.7 บทเพลงกับหมู่ดาว (2006, สุรสิทธิ์ บรรพลา)
9.8 วาสิฏฐี (2006, ภานุทัต วิเศษวงศ์)
9.9 8-9 (2005, นวกานต์ ราชานาค)
9.10 CITY REPORT (2006, ชาคริต วิชัยยุทธิ์)
10. UNTITLED (A DIFFERENT TIME) (2004, Helen Fletcher)
ดิฉันได้ดูภาพยนตร์แอนิเมชั่นของอังกฤษความยาว 4 นาทีเรื่องนี้ในเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทยในซอยทองหล่อ หนังเรื่องนี้ประกอบด้วยภาพเพียงช็อตเดียว และเป็นภาพวาดของร่างกายผู้หญิงคนหนึ่งที่ค่อยๆประกอบกันขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างขณะที่เธอนอนหลับ หนังเรื่องนี้ให้อารมณ์นิ่งๆและหลอนมาก และมันสร้างความรู้สึกแปลกๆที่ยากจะบรรยาย สรุปว่าดิฉันให้หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 10 ประจำปีเพราะมัน “หลอน” จนดิฉันยากจะลืมเลือนค่ะ
หลังจากได้ดูแอนิเมชั่นเรื่องนี้ ดิฉันก็ได้ไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ และพบว่าข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้น่าสนใจมาก โดย Helen Fletcher ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ระบุว่า การที่ร่างกายของผู้หญิงคนนี้อยู่ในภาวะกระจัดกระจายในช่วงต้นเรื่อง บ่งชี้ว่าผู้หญิงคนนี้กำลังอยู่ในความฝัน หรือกำลังอยู่ในภาวะสภาพจิตแหลกสลาย และการที่ร่างกายของผู้หญิงคนนี้ค่อยๆประกอบกันเป็นรูปเป็นร่าง แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงคนนี้กำลังจะตื่น หรืออาจจะ “เลิกล้มความคิดที่จะฆ่าตัวตาย”
ถ้าเข้าใจไม่ผิด แรงบันดาลใจที่ทำให้ Helen Fletcher กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ คือความสามารถของมนุษย์ในการมีชีวิตรอดท่ามกลางสถานการณ์ที่โหดเหี้ยมและเลวร้าย และความสามารถแบบนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจในบางครั้ง โดยเฉพาะในกรณีของ Bruno Bettelheim ซึ่งเป็นนักจิตวิเคราะห์เด็ก โดยเขาเคยต้องใช้ชีวิตในค่ายกักกันชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ถึงแม้เขาจะรอดชีวิตมาได้จากค่ายกักกัน เขากลับตัดสินใจฆ่าตัวตายในปี 1990
สิ่งที่ Helen Fletcher สนใจก็คือประเด็นเรื่องที่มนุษย์เรามีทางเลือกในการฆ่าตัวตาย และการที่ทางเลือกดังกล่าวอาจช่วยให้มนุษย์มีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพราะพวกเขารู้ว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ยังคงมีทางเลือกนี้หลงเหลืออยู่ โดย Helen Fletcher ได้ยกเอาคำกล่าวของ Friedrich Nietzsche มาใช้ในเอกสารประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย ซึ่งก็คือคำกล่าวที่ว่า “The thought of suicide is a great source of comfort: with it a calm passage is to be made across many a bad night.”
นอกจาก UNTITLED (A DIFFERENT TIME) แล้ว หนังที่มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายที่ดิฉันชอบสุดๆยังรวมถึงเรื่อง
10.1 THE DEVIL, PROBABLY (1977, Robert Bresson)
http://www.mastersofcinema.org/bresson/Posters/LeDiableProbablement/probably1.jpg
10.2 SYLVIA (2003, Christine Jeffs)
10.3 LE FEU FOLLET (1963, Louis Malle)
http://images-eu.amazon.com/images/P/B000CR7V80.08.LZZZZZZZ.jpg
10.4 NO PLACE TO GO (2000, Oskar Roehler, เยอรมนี)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000J4QR22.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V34860045_.jpg
10.5 THE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, ออสเตรีย)
10.6 AFTER (2005, Kim Noce, อังกฤษ)
10.7 SUMMER PALACE (2006, Lou Ye)
10.8 SIMON (2004, Eddy Terstall, เนเธอร์แลนด์)
http://www.a-film.nl/film/poster/RELx550/r0000635.jpg
10.9 อกตัญญู (THE INGRATITUDE) (2005, เศรษฐวิทย์ พันธุ์เพ็ง)
10.10 SERIAL SELF (1999, Brigitte Zieger)
http://www.art-action.org/site/_images/catalog/00_01/1269.gif
ละครเวทีที่ดิฉันชื่นชอบมากที่สุดประจำปี 2006
1. THE STRING OF FRAGMENTATION
ผลงานของ อัตตาหิ อัตตโนนาโถ โปรดักชั่น
กำกับโดย ภาณิศา ภูวภิรมย์ขวัญ
2. MAHAJANOK NEVER SAY DIE EPISODE 2
ผลงานของ กลุ่มละครมะขามป้อม
กำกับโดย ประดิษฐ ประสาททอง
3. ปลิว
ผลงานของ กลุ่มหน้ากากเปลือย
กำกับโดย จตุรชัย ศรีจันทร์วันเพ็ญ
4. วันทอง…นางผู้เป็นมากกว่าหญิงสองใจ
กำกับโดย มานพ มีจำรัส
5. THE GURU THEATRE
ผลงานของ B-FLOOR
กำกับโดย ธีระวัฒน์ มุลวิไล
6.เธอ…ที่รัก หรือ BE LOVED
ผลงานของ FLOWER OF LOVE ENTERTAINMENT
กำกับโดย วรรณศักดิ์ ศิริหล้า
7. พบรัก
ผลงานของ แปดคูณแปด
กำกับโดย นิกร แซ่ตั้ง
8. SLOWFLY/V.i.c.t.o.r.i.a.
กำกับโดย Monica Emilie Herstad
9. ไม่เป็นเรื่อง
ผลงานของ NEW MASKS CLUB
กำกับโดย พัชร์รุจา กาญจนโกศล
10. หญิงเปรย หรือ HER VOICE
ผลงานของ ON BOX THEATRE GROUP
กำกับโดย สายฟ้า ตันธนา
MOST FAVORITE FILMS OF 2006 PART 3
6. เคียด หรือ SILENCE WILL SPEAK (2006, พัลลภ ฮอหรินทร์)
สาเหตุที่ดิฉันชอบหนังเรื่องนี้มากๆก็มีเพียงแค่ว่าดิฉันรู้สึกมีความสุขมากๆที่ได้ดูหนังเรื่องนี้เท่านั้นเอง หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากหลายฉากที่ดิฉันดูแล้วไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร ตั้งแต่ฉากบนรถเมล์, ฉากชายหนุ่มถ่ายภาพกรุงเทพในเวลาปัจจุบัน ที่ตัดสลับกับภาพถ่ายกรุงเทพในอดีตเมื่อราว 100 ปีก่อน, ฉากชายหนุ่มนั่งพับนกกระดาษขณะรถติด ก่อนที่รถจะแล่นไปจนถึงทะเล, ฉากชายหนุ่มคนหนึ่งขโมยกระเป๋าถือของผู้หญิง, ฉากชายหนุ่มคนหนึ่งพบกับเหตุการณ์ไฟดับจนต้องอาศัยแสงเทียนเป็นเครื่องนำทาง, ฉากที่มีการใช้เสียงเพลงชาติ, ฉากการไปเลือกตั้ง, ฉากคนบนรถไฟฟ้า เรื่อยมาจนถึงภาพจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ, เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงต่อต้านทักษิณเมื่อต้นปี 2006, คปค. และจบลงด้วยภาพหญิงสาวทำหน้าตาแปลกๆขณะที่ตัวเลขสัญญาณไฟจราจรกำลังถอยหลังไปเรื่อยๆและดูเหมือนตัวเลขจะหยุดอยู่ที่ “19”
ตอนที่ดิฉันเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันไม่ได้อ่านเรื่องย่อของหนังมาก่อน แต่ที่ตัดสินใจเลือกดูเป็นเพราะว่าชอบ EVERYTHING WILL FLOW (2000, พัลลภ ฮอหรินทร์) และ A HALF-LIFE OF CARBON 14 (2005, พัลลภ ฮอหรินทร์) อย่างมากๆ และพอเข้าไปดูแล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ SILENCE WILL SPEAK เป็นหนังที่ไปไกลกว่า EVERYTHING WILL FLOW ที่ยังพอมีเนื้อเรื่องให้จับต้องได้ แต่ถึงแม้ EVERYTHING WILL FLOW มีเนื้อเรื่อง ดิฉันกลับรู้สึกว่า EVERYTHING WILL FLOW ดูแล้วชวนง่วงนอนเล็กน้อยในช่วงท้ายเรื่อง ในขณะที่ SILENCE WILL SPEAK ดูแล้วไม่รู้สึกง่วงนอนเลย แต่รู้สึกตื่นเต้นตลอดเวลาโดยไม่รู้ว่าเพราะอะไร
หลังดู SILENCE WILL SPEAK จบ ดิฉันก็ได้ยินจากเพื่อนว่า จริงๆแล้ว SILENCE WILL SPEAK มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย ดิฉันก็เลยรู้สึกทึ่งกับหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น เพราะในขณะที่ดูหนังเรื่องนี้นั้น ดิฉันแทบไม่ได้ “ตีความ” หลายๆฉากที่เห็นในหนังเลยแม้แต่นิดเดียว ฉากหลายๆฉากในหนังที่เป็นกิจวัตรของผู้คนในเมืองใหญ่นั้น ดิฉันดูแล้วรู้สึกเพลิดเพลินไปกับมันอย่างมากๆ แต่ไม่ทันได้ฉุกคิดเลยแม้แต่น้อยว่าฉากเหล่านั้นมีความหมายทางการเมืองอย่างใดซ่อนอยู่บ้าง ขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันก็พอจะเดาออกว่าหนังคงมีประเด็นการเมืองซ่อนอยู่บ้าง โดยดูจากฉากที่พูดถึงการเมืองอย่างตรงๆอย่างเช่นฉากการไปเลือกตั้ง, เสียงเพลงชาติ, ฉากพฤษภาทมิฬ และฉากการชุมนุมประท้วงในช่วงต้นปี 2006 แต่ดิฉันไม่ได้คิดจะโยงฉากกิจวัตรประจำวันในหนังเข้ากับประเด็นการเมืองแต่อย่างใดในขณะที่นั่งดู
การที่ได้รู้ในภายหลังว่า SILENCE WILL SPEAK มีคุณค่ามากกว่า “ความเพลิดเพลินในการนั่งดูชีวิตคนกรุงเทพ” ทำให้ดิฉันรู้สึกอยากดูหนังเรื่องนี้ในรอบสองมากยิ่งขึ้น และอาจจะทำให้ความรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้พุ่งสูงขึ้นไปอีก
ถ้าหากตัดสินคุณค่าของ SILENCE WILL SPEAK ในแง่ของ “ความสัมฤทธิ์ผลทางการสื่อ “สาร” ต่อตัวดิฉัน” หนังเรื่องนี้ก็อาจจะสอบตก เพราะดิฉันไม่ได้สำเหนียกถึงประเด็นการเมืองในฉากกิจวัตรประจำวันในหนังเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ดิฉันอาจจะได้รับ “สาร” เพียง 5-10 % ของสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อแต่ดิฉันไม่ได้ดูหนังเพราะต้องการรับ “สาร” เพียงอย่างเดียว ดิฉันดูหนังเพราะต้องการ “ความสุข”, “ความเพลิดเพลิน” และ “ความบันเทิง” และ SILENCE WILL SPEAK ก็ให้ความสุขและความเพลิดเพลินทางอารมณ์แก่ดิฉันอย่างสุดๆอย่างที่หนังไทยเรื่องอื่นๆในปีนี้ทำไม่ได้ “ความเพลิดเพลินอย่างสุดๆในฉากกิจวัตรประจำวัน” และ “อารมณ์ที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุด” ในฉากพฤษภาทมิฬในหนังเรื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้ SILENCE WILL SPEAK เป็นหนึ่งในหนังไทยที่ดิฉันชอบที่สุดในปีนี้
SILENCE WILL SPEAK ทำให้ดิฉันรู้สึกทึ่งกับคุณพัลลภอย่างมากๆ เพราะเขาสามารถทำหนังเรื่องนี้ให้ตอบสนองผู้ชมได้ทั้งกลุ่มที่ชื่นชอบการตีความ ซึ่งน่าจะเข้าใจ “สาร” หลายๆอย่างในหนังของเขา และสามารถตอบสนองผู้ชมกลุ่มที่ไม่ชื่นชอบการตีความ อย่างเช่น ดิฉัน ซึ่งไม่เข้าใจสารในฉากประมาณ 90 % ของหนัง แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองได้รับ “ความเพลิดเพลินอย่างสุดๆ” จากการนั่งดูฉากเหล่านั้น
หนังเรื่อง SILENCE WILL SPEAK ทำให้ดิฉันนึกถึงหนังเรื่องอื่นๆอีกหลายๆเรื่องที่อาจจะเต็มไปด้วยสัญลักษณ์และความหมาย แต่ถึงคุณดูแล้วไม่เข้าใจสัญลักษณ์ในหนังเลยแม้แต่นิดเดียว คุณก็ยังรู้สึกทึ่ง, เพลิดเพลิน และตะลึงลานไปกับภาพที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ยิน และได้รับ “ความสุข” อย่างมากๆจากการดูหนังเรื่องนั้น ถึงแม้ไม่ได้รับ “สาร” ใดๆจากหนังเรื่องนั้น บางทีถ้าหากจะเปรียบเทียบอย่างหยาบๆ ก็อาจจะเปรียบเทียบได้ว่า ผู้สร้างหนังเรื่องประเภทนี้มอบ “ตัวต่อเลโก้” ให้ผู้ชม และผู้ชมที่ชอบ “ใช้ความคิด” ก็จะสามารถนำตัวต่อเลโก้เหล่านั้นมาต่อเป็นฐานทัพเรือได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวตามที่ผู้สร้างหนังต้องการ แต่ผู้ชมที่ “ไม่ชอบใช้ความคิด” อย่างดิฉัน กลับรู้สึกเพลิดเพลินมากๆ ที่ได้นั่งพิจารณาสีสันและรูปร่างของตัวต่อเลโก้แต่ละชิ้น และเอาตัวต่อเลโก้เหล่านั้นมานั่งต่อเป็นโอ่งมังกรหรือชักโครกหรืออะไรบ้าๆบอๆ โดยไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วเขาให้เอามาต่อเป็นฐานทัพเรือ แต่ก็มีความสุขมากๆที่ได้นั่งเล่นกับตัวต่อเลโก้เหล่านั้น (หรือนั่งดูฉากแต่ละฉากในหนังเรื่องนั้น)
นอกจาก SILENCE WILL SPEAK แล้ว หนังที่ “สร้างความเพลิดเพลิน” อย่างสุดๆให้แก่ดิฉัน โดยที่ดิฉัน “ไม่สามารถเข้าใจ” มันได้เลยแม้แต่นิดเดียว ก็มีเช่น TAKE THE 5:10 TO DREAMLAND (1976, Bruce Conner), THE DEATH OF MARIA MALIBRAN (1972, Werner Schroeter), AGATHA AND THE UNLIMITED READINGS (1981, Marguerite Duras), FREAK ORLANDO (1981, Ulrike Ottinger), THE GARDEN (1990, Derek Jarman), THE COLOR OF POMEGRANATES (1968, Sergei Parajanov), QUICK BILLY (1971, Bruce Baillie)
ไม่มีรูปจาก THE DEATH OF MARIA MALIBRAN มาให้ดู แต่นำรูปจาก DEUX (2002, WERNER SCHROETER) มาให้ดูแทนก็แล้วกัน
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/00/02/53/08/affiche.jpg
ISABELLE HUPPERT + ROBINSON STEVENIN ใน DEUX
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/00/02/53/08/p1.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/00/02/53/08/p2.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/00/02/53/08/p3.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/00/02/53/08/p4.jpg
ปี 2006 เป็นปีที่มีหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองหลายเรื่องเข้ามาเปิดฉายในกรุงเทพ ทั้งนี้ นอกจาก SILENCE WILL SPEAK แล้ว หนังการเมืองเรื่องอื่นๆที่ดิฉันชอบมากที่ได้ดูในปี 2006 ยังรวมถึงเรื่อง
6.1 หนัง “ผี”: 16 ปีแห่งความหลัง (2006, ปราปต์ บุนปาน)
6.2 THE ACCORD (2005, Beatrice Guelpa + Nicolas Wadimoff)
6.3 SHORT WORKING DAY (1981, Krzysztof Kieslowski, โปแลนด์)
6.4 THE PRESIDENT’S LAST BANG (2005, Im Sang-soo)
http://www.seoulselection.com/files/shop_attach/742p-attach-3.jpg
http://www.seoulselection.com/files/shop_attach/742p-attach-8.jpg
http://www.seoulselection.com/files/shop_attach/742p-attach-7.jpg
http://www.seoulselection.com/files/shop_attach/742p-attach-5.jpg
http://www.seoulselection.com/files/shop_attach/742p-attach-4.jpg
6.5 ไม่มีอะไรให้ดู (DON’T EVEN THINK ABOUT IT) (2006, สุชาติ สวัสดิ์ศรี)
ถ้าจำไม่ผิด ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะมีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับ
--จอมพล ผิน ชุณหะวัณ
http://www.rta.mi.th/command/command15.htm
http://www.rta.mi.th/command/command15.jpg
--ถนอม กิตติขจร
http://www.army1.rta.mi.th/ABOUTUS/history_commanders/018.GIF
--ประภาส จารุเสถียร
http://www.army1.rta.mi.th/ABOUTUS/history_commanders/019.GIF
--สฤษดิ์ ธนะรัชต์
http://www.army1.rta.mi.th/ABOUTUS/history_commanders/017.GIF
--เผ่า ศรียานนท์
http://www.moi.go.th/adminold/22.gif
และหลังจากหนังจบ ก็มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับกุหลาบ สายประดิษฐ์ ด้วย
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000044368
http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=285724
6.6 12:08 EAST OF BUCHAREST (2006, Corneliu Porumboiu, โรแมเนีย)
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/60/15/79/18716385.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/60/15/79/18653883.jpg
6.7 THE LOST CITY (2005, Andy Garcia)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000C3L2PC.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V64957511_.jpg
6.8 แขก (IN BETWEEN) (2006, ภาณุ อารี)
6.9 GOOD MORNING (2006, มนต์ศักดิ์ หินประกอบ)
6.10 ทศเหลี่ยม (2006, อิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์)
7. SOCCER AS NEVER BEFORE (1971, Hellmuth Costard, เยอรมันตะวันตก)
ภาพยนตร์เรื่องนี้บันทึกภาพของจอร์จ เบสต์ นักฟุตบอลสุดหล่อชื่อดังขณะแข่งขันฟุตบอลในนัดหนึ่ง หนังเรื่องนี้ให้ความเพลิดเพลินอย่างมากๆโดยที่ดิฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเฮลมุธ คอสตาร์ดทำได้อย่างไร ในการดูหนังเรื่องนี้ เราแทบไม่เห็นเกมการแข่งขันอย่างแท้จริงเลย เราได้เห็นแต่จอร์จ เบสต์เดินไปเดินมารอบสนาม ขณะที่เฝ้ารอจังหวะเหมาะๆที่จะเข้าไปเล่นลูกบอล, ส่งต่อลูกบอลให้เพื่อน หรือยิงเข้าประตู แต่ในเวลาส่วนใหญ่แล้ว ลูกบอลไม่ได้อยู่ที่ปลายเท้าของเขา และผู้ชมก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นลูกบอลอยู่ที่จุดใดในสนามกันแน่ สิ่งนี้ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังเกี่ยวกับกีฬาฟุตบอลเรื่องอื่นอย่างมากๆ เพราะหนังเกี่ยวกับฟุตบอลเรื่องอื่นๆ กล้องจะจับไปที่ตัวลูกฟุตบอลเป็นสำคัญ และสิ่งที่ติดอยู่ในเฟรมภาพก็คือนักฟุตบอลที่อยู่ใกล้ตัวลูกฟุตบอลในเวลานั้น แต่หนังเรื่องนี้กลับให้ความสำคัญกับนักฟุตบอลเพียงคนเดียว โดยการที่ลูกฟุตบอลจะหลุดเข้ามาอยู่ในเฟรมภาพด้วยหรือไม่นั้น ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้กำกับให้ความสำคัญแต่อย่างใด
http://cache.deadspin.com/sports/georgebest.jpg
http://www.blogstudio.com/woodgnome/Best1.jpg
วิธีการถ่ายทำแบบนี้ ทำให้หนังเรื่องนี้เหมาะกับชื่อเรื่อง SOCCER AS NEVER BEFORE อย่างมากๆ ในการดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้เข้าใจความเหนื่อยยากและความทรหดอดทนของการเป็นนักฟุตบอลมากกว่าการดูหนังเกี่ยวกับฟุตบอลเรื่องอื่นๆ การดูหนังเรื่องนี้ ทำให้ดิฉันได้ใช้เวลาอยู่กับนักฟุตบอลตลอดการแข่งขันนัดหนึ่ง และได้เห็นว่าเขาต้องใช้เวลานานเพียงใดกับการวิ่งไปวิ่งมาหรือเดินไปเดินมารอบสนาม โดยที่ลูกฟุตบอลไม่ได้เฉียดใกล้เข้ามาที่ปลายเท้าของเขา ช่วงเวลาที่นักฟุตบอลอยู่ห่างจากลูกฟุตบอลแบบนี้ เป็นช่วงเวลาที่หนังเรื่องอื่นๆไม่เคยให้ความสำคัญ แต่หนังเรื่องนี้กลับให้ความสำคัญ และมันทำให้ดิฉันรู้สึกเข้าใจและชื่นชมนักฟุตบอลอย่างมากๆ พวกเขาไม่เคยได้หยุดพัก พวกเขาต้องจับตามองไปที่ลูกบอลตลอดเวลา พวกเขาต้องคิดตลอดเวลาว่าควรวิ่งไปดักรออยู่ที่จุดใด พวกเขาเหมือนกับเต็มไปด้วย “พลังงานศักย์” ในจิตใจที่ต้องเติมอัดแน่นอยู่ในตัวตลอด และมันจะได้รับการปลดปล่อยออกมาเป็นดั่ง “พลังงานจลน์” ทางจิตใจก็ต่อเมื่อลูกฟุตบอลผ่านเข้ามาที่ปลายเท้าของเขา แต่ดูเหมือนว่าเขาจะได้โอกาสปลดปล่อยพลังงานจลน์ทางจิตใจออกมาเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นในการแข่งขันนัดหนึ่งๆ และการที่พวกเขาต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการแข่งขันไปกับการ “ดักรอ” ลูกฟุตบอลเช่นนี้ มันคงเป็นสิ่งที่ยากลำบากทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างมากๆ
ในขณะที่หนังโดยทั่วไปมักจะให้ความสำคัญกับ “ช่วงเวลาที่เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง” อย่างเช่นช่วงเวลาที่ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะคลอดลูก, ช่วงเวลาที่ใครบางคนเดินทางมาถึงจุดๆหนึ่ง, ช่วงเวลาที่ใครบางคนลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง, ช่วงเวลาที่นักฟุตบอลได้เตะลูกฟุตบอล หนังอย่าง SOCCER AS NEVER BEFORE กลับเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับช่วงเวลาในชีวิตที่หลายคนมองข้าม หนังเรื่องนี้ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่นักฟุตบอล “รอ” ที่จะเตะลูกฟุตบอล และก็อาจจะมีหนังบางเรื่องเช่นกันที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงขณะกำลังตั้งครรภ์ไปเรื่อยๆก่อนที่จะคลอดลูก, ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่คนๆหนึ่ง “ใช้เวลาไปกับการรอ” คนอื่นๆที่ยังเดินทางมาไม่ถึงจุดนัดพบ, ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่ใครบางคน”นั่งนิ่งๆเป็นเวลาหลายนาที”เพื่อตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง อย่างเช่นในภาพยนตร์เรื่อง SECRET DEFENSE (1998, Jacques Rivette) ดิฉันรู้สึกชอบหนังประเภทนี้อย่างมากๆค่ะ เพราะมันทำให้ดิฉันได้เห็นคุณค่าของช่วงเวลาหลายช่วงในชีวิตที่ดิฉันเคยมองข้ามมันไป ดิฉันเคยมองว่าช่วงเวลาเหล่านี้มันช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อในชีวิต และดิฉันอยากจะกระโดดข้ามมันไปโดยใช้เครื่องรีโมทคอนโทรลกายสิทธิ์แบบที่พระเอกภาพยนตร์เรื่อง CLICK (2006, Frank Coraci) ชอบทำ แต่หนังแบบ SOCCER AS NEVER BEFORE ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าช่วงเวลาที่ดูเหมือนน่าเบื่อนี่แหละ จริงๆแล้วมันเต็มไปด้วยความงดงามในแบบของมันเอง และมันแสดงให้เห็นถึงความอดทนของมนุษย์และความจริงบางอย่างของชีวิตมนุษย์ได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00005TNFA.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056704449_.jpg
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดิฉันชอบหนังเรื่องนี้มากๆก็คือความหล่อเหลาของจอร์จ เบสต์ หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันนึกถึงสิ่งที่เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกเอาไว้ว่า “ประโยชน์อย่างหนึ่งของภาพยนตร์ก็คือมันเปิดโอกาสให้เราได้จ้องมองผู้ชายหล่อๆได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงกลัวอะไร” และดิฉันก็รู้สึกว่า SOCCER AS NEVER BEFORE ตอบสนองตัณหาราคะในใจดิฉันได้อย่างเต็มที่มากๆ แต่ในขณะเดียวกัน ดิฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมการดู SOCCER AS NEVER BEFORE ถึงให้ความเพลิดเพลินแก่ดิฉันได้มากกว่าการดูหนังโป๊หลายเท่านัก SOCCER AS NEVER BEFORE เป็นหนังที่แทบไม่มีเนื้อเรื่อง ผู้ชายในเรื่องก็ไม่ได้แก้ผ้า และเขาก็ไม่ได้ทำท่าทางยั่วยวนหรือจงใจปลุกเร้าอารมณ์หื่นในตัวผู้ชมเลย แต่ไปๆมาๆแล้ว คุณสมบัติแบบนี้ของหนังเรื่องนี้ กลับดูเหมือนจะสร้างความเริงรมย์ให้แก่ดิฉันได้มากกว่าการดูหนังโป๊เสียอีก
นอกจาก SOCCER AS NEVER BEFORE จะเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับกีฬาที่แตกต่างไปจากภาพยนตร์กีฬาโดยทั่วไปแล้ว อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจใน SOCCER AS NEVER BEFORE ก็คือการที่หนังเรื่องนี้อาจจะเรียกว่าเป็นหนังสารคดีได้ด้วยเช่นกัน เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังเรื่องนี้เป็นการบันทึกเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ส่งสารหรือให้ข้อมูลแก่ผู้ชมแบบหนังสารคดีโดยทั่วไป SOCCER AS NEVER BEFORE ดูเหมือนจะช่วยขยายขอบเขตของคำว่าหนังสารคดีให้กว้างไกลออกไปมากยิ่งขึ้น และนั่นก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ผู้กำกับชาวเยอรมันในทศวรรษ 1970 โดยเฉพาะ Hellmuth Costard ถนัดเป็นยิ่งนัก เพราะผู้กำกับหลายคนในกลุ่มนี้มักจะทำหนังที่มีทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่ง, เรื่องจริงที่คล้ายกับเรื่องแต่ง, เรื่องแต่งที่คล้ายกับเรื่องจริงมาผสมปนเปกันไปหมดจนยากจะจัดจำแนกได้ว่าหนังของพวกเขาเป็นแนวบ้าอะไรกันแน่ ตัวอย่างหนังลูกผสมในกลุ่มนี้ก็น่าจะรวมถึงหนังเรื่อง FATA MORGANA (1971, Werner Herzog), REALTIME (1983, Hellmuth Costard + Juergen Ebert) และหนังหลายเรื่องของ Alexander Kluge
***ภาพยนตร์ของ ALEXANDER KLUGE จะเปิดฉายที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันอาทิตย์ที่ 21 ม.ค. นี้ เวลา 15.00 น.
อ่านเรื่องของ ALEXANDER KLUGE ได้ในหนังสือฟิล์มไวรัส 2
รูปจาก FATA MORGANA
http://www.kinowelt.de/material/cover/850_FataMorgana_DVD-D-3.jpg
http://www.fueradecampo.cl/republica/imagenes/fatamorgana.jpg
นอกจาก SOCCER AS NEVER BEFORE แล้ว หนังที่มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับกีฬาเรื่องอื่นๆที่ดิฉันชอบมากๆยังรวมถึงเรื่อง
7.1 THE CHAMPIONS (2003, Christoph Huebner, เยอรมนี)
http://www.germany.info/relaunch/info/missions/consulates/newyork/webcal/champions.jpg
http://www.cineclub.de/images/2003/07/die_champions_1.jpg
7.2 PETERKA: YEAR OF DECISION (2003, Vlado Skafar, สโลเวเนีย)
http://skimuseum.free.fr/actu/engelberg02/peterka.jpg
http://www.k120.de/hinterzarten/SLO/Peterka/080803_145148_Peterka_gr.jpg
http://www2.arnes.si/~gljsentvid10/oseb_stran/primoz_peterka1.jpg
7.3 A LEAGUE OF THEIR OWN (1992, Penny Marshall)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/0800177258.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056491197_.jpg
7.4 MILLION DOLLAR BABY (2004, Clint Eastwood)
http://www.guiadecamaras.com/argentina/million_dollar_800.jpg
7.5 JUMP BOYS (2005, Lin Yu-hsien, ไต้หวัน)
http://www.ivideo.com.tw/img_video/25727.jpg
7.6 โลกปะราชญ์ (WEIRDROSOPHER WORLD) (2006, นนทวัฒน์ นำเบญจพล + อาทิตย์ พันธ์นิกุล)
7.7 SWIMMING UPSTREAM (2003, Russell Mulcahy, ออสเตรเลีย)
http://www.somethingcools.com/poster/images/i_poster/swimming_upstream.jpg
http://moodswings.sitesled.com/jesse/gallery/movies/upstream04.jpeg
7.8 GIVE IT ALL (1998, Itsumichi Isomura)
อันนี้เป็นปกดีวีดีหนังเกย์เรื่อง CLOSE YOUR EYES AND HOLD ME (1999, ITSUMICHI ISOMURA)
http://ec3.images-amazon.com/images/P/B00014K5T6.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1078181017_.jpg
A businessman becomes obsessed with a beautiful woman who vanishes after being hit by his car. Tormented, he tracks her to an underworld transvestite club where he enteres a seduction that threatens to destroy him!
7.9 WATERPROOF (1986, Jean-Louis Le Tacon)
7.10 AIKI (2002, Daisuke Tengan)
http://www.papero.de/Aiki/Aiki.JPG
ปล. หลังจากรีบร้อนทำอันดับนี้ส่งให้ OPEN แล้ว ก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ในภายหลังว่า หนังที่มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับกีฬาที่ชอบที่สุดในชีวิตอีกเรื่องนึงคือ STRONG SHOULDERS (2003, URSULA MEIER, A+++++++++)
สาเหตุที่ดิฉันชอบหนังเรื่องนี้มากๆก็มีเพียงแค่ว่าดิฉันรู้สึกมีความสุขมากๆที่ได้ดูหนังเรื่องนี้เท่านั้นเอง หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากหลายฉากที่ดิฉันดูแล้วไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร ตั้งแต่ฉากบนรถเมล์, ฉากชายหนุ่มถ่ายภาพกรุงเทพในเวลาปัจจุบัน ที่ตัดสลับกับภาพถ่ายกรุงเทพในอดีตเมื่อราว 100 ปีก่อน, ฉากชายหนุ่มนั่งพับนกกระดาษขณะรถติด ก่อนที่รถจะแล่นไปจนถึงทะเล, ฉากชายหนุ่มคนหนึ่งขโมยกระเป๋าถือของผู้หญิง, ฉากชายหนุ่มคนหนึ่งพบกับเหตุการณ์ไฟดับจนต้องอาศัยแสงเทียนเป็นเครื่องนำทาง, ฉากที่มีการใช้เสียงเพลงชาติ, ฉากการไปเลือกตั้ง, ฉากคนบนรถไฟฟ้า เรื่อยมาจนถึงภาพจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ, เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงต่อต้านทักษิณเมื่อต้นปี 2006, คปค. และจบลงด้วยภาพหญิงสาวทำหน้าตาแปลกๆขณะที่ตัวเลขสัญญาณไฟจราจรกำลังถอยหลังไปเรื่อยๆและดูเหมือนตัวเลขจะหยุดอยู่ที่ “19”
ตอนที่ดิฉันเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันไม่ได้อ่านเรื่องย่อของหนังมาก่อน แต่ที่ตัดสินใจเลือกดูเป็นเพราะว่าชอบ EVERYTHING WILL FLOW (2000, พัลลภ ฮอหรินทร์) และ A HALF-LIFE OF CARBON 14 (2005, พัลลภ ฮอหรินทร์) อย่างมากๆ และพอเข้าไปดูแล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ SILENCE WILL SPEAK เป็นหนังที่ไปไกลกว่า EVERYTHING WILL FLOW ที่ยังพอมีเนื้อเรื่องให้จับต้องได้ แต่ถึงแม้ EVERYTHING WILL FLOW มีเนื้อเรื่อง ดิฉันกลับรู้สึกว่า EVERYTHING WILL FLOW ดูแล้วชวนง่วงนอนเล็กน้อยในช่วงท้ายเรื่อง ในขณะที่ SILENCE WILL SPEAK ดูแล้วไม่รู้สึกง่วงนอนเลย แต่รู้สึกตื่นเต้นตลอดเวลาโดยไม่รู้ว่าเพราะอะไร
หลังดู SILENCE WILL SPEAK จบ ดิฉันก็ได้ยินจากเพื่อนว่า จริงๆแล้ว SILENCE WILL SPEAK มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย ดิฉันก็เลยรู้สึกทึ่งกับหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น เพราะในขณะที่ดูหนังเรื่องนี้นั้น ดิฉันแทบไม่ได้ “ตีความ” หลายๆฉากที่เห็นในหนังเลยแม้แต่นิดเดียว ฉากหลายๆฉากในหนังที่เป็นกิจวัตรของผู้คนในเมืองใหญ่นั้น ดิฉันดูแล้วรู้สึกเพลิดเพลินไปกับมันอย่างมากๆ แต่ไม่ทันได้ฉุกคิดเลยแม้แต่น้อยว่าฉากเหล่านั้นมีความหมายทางการเมืองอย่างใดซ่อนอยู่บ้าง ขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันก็พอจะเดาออกว่าหนังคงมีประเด็นการเมืองซ่อนอยู่บ้าง โดยดูจากฉากที่พูดถึงการเมืองอย่างตรงๆอย่างเช่นฉากการไปเลือกตั้ง, เสียงเพลงชาติ, ฉากพฤษภาทมิฬ และฉากการชุมนุมประท้วงในช่วงต้นปี 2006 แต่ดิฉันไม่ได้คิดจะโยงฉากกิจวัตรประจำวันในหนังเข้ากับประเด็นการเมืองแต่อย่างใดในขณะที่นั่งดู
การที่ได้รู้ในภายหลังว่า SILENCE WILL SPEAK มีคุณค่ามากกว่า “ความเพลิดเพลินในการนั่งดูชีวิตคนกรุงเทพ” ทำให้ดิฉันรู้สึกอยากดูหนังเรื่องนี้ในรอบสองมากยิ่งขึ้น และอาจจะทำให้ความรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้พุ่งสูงขึ้นไปอีก
ถ้าหากตัดสินคุณค่าของ SILENCE WILL SPEAK ในแง่ของ “ความสัมฤทธิ์ผลทางการสื่อ “สาร” ต่อตัวดิฉัน” หนังเรื่องนี้ก็อาจจะสอบตก เพราะดิฉันไม่ได้สำเหนียกถึงประเด็นการเมืองในฉากกิจวัตรประจำวันในหนังเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ดิฉันอาจจะได้รับ “สาร” เพียง 5-10 % ของสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อแต่ดิฉันไม่ได้ดูหนังเพราะต้องการรับ “สาร” เพียงอย่างเดียว ดิฉันดูหนังเพราะต้องการ “ความสุข”, “ความเพลิดเพลิน” และ “ความบันเทิง” และ SILENCE WILL SPEAK ก็ให้ความสุขและความเพลิดเพลินทางอารมณ์แก่ดิฉันอย่างสุดๆอย่างที่หนังไทยเรื่องอื่นๆในปีนี้ทำไม่ได้ “ความเพลิดเพลินอย่างสุดๆในฉากกิจวัตรประจำวัน” และ “อารมณ์ที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุด” ในฉากพฤษภาทมิฬในหนังเรื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้ SILENCE WILL SPEAK เป็นหนึ่งในหนังไทยที่ดิฉันชอบที่สุดในปีนี้
SILENCE WILL SPEAK ทำให้ดิฉันรู้สึกทึ่งกับคุณพัลลภอย่างมากๆ เพราะเขาสามารถทำหนังเรื่องนี้ให้ตอบสนองผู้ชมได้ทั้งกลุ่มที่ชื่นชอบการตีความ ซึ่งน่าจะเข้าใจ “สาร” หลายๆอย่างในหนังของเขา และสามารถตอบสนองผู้ชมกลุ่มที่ไม่ชื่นชอบการตีความ อย่างเช่น ดิฉัน ซึ่งไม่เข้าใจสารในฉากประมาณ 90 % ของหนัง แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองได้รับ “ความเพลิดเพลินอย่างสุดๆ” จากการนั่งดูฉากเหล่านั้น
หนังเรื่อง SILENCE WILL SPEAK ทำให้ดิฉันนึกถึงหนังเรื่องอื่นๆอีกหลายๆเรื่องที่อาจจะเต็มไปด้วยสัญลักษณ์และความหมาย แต่ถึงคุณดูแล้วไม่เข้าใจสัญลักษณ์ในหนังเลยแม้แต่นิดเดียว คุณก็ยังรู้สึกทึ่ง, เพลิดเพลิน และตะลึงลานไปกับภาพที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ยิน และได้รับ “ความสุข” อย่างมากๆจากการดูหนังเรื่องนั้น ถึงแม้ไม่ได้รับ “สาร” ใดๆจากหนังเรื่องนั้น บางทีถ้าหากจะเปรียบเทียบอย่างหยาบๆ ก็อาจจะเปรียบเทียบได้ว่า ผู้สร้างหนังเรื่องประเภทนี้มอบ “ตัวต่อเลโก้” ให้ผู้ชม และผู้ชมที่ชอบ “ใช้ความคิด” ก็จะสามารถนำตัวต่อเลโก้เหล่านั้นมาต่อเป็นฐานทัพเรือได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวตามที่ผู้สร้างหนังต้องการ แต่ผู้ชมที่ “ไม่ชอบใช้ความคิด” อย่างดิฉัน กลับรู้สึกเพลิดเพลินมากๆ ที่ได้นั่งพิจารณาสีสันและรูปร่างของตัวต่อเลโก้แต่ละชิ้น และเอาตัวต่อเลโก้เหล่านั้นมานั่งต่อเป็นโอ่งมังกรหรือชักโครกหรืออะไรบ้าๆบอๆ โดยไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วเขาให้เอามาต่อเป็นฐานทัพเรือ แต่ก็มีความสุขมากๆที่ได้นั่งเล่นกับตัวต่อเลโก้เหล่านั้น (หรือนั่งดูฉากแต่ละฉากในหนังเรื่องนั้น)
นอกจาก SILENCE WILL SPEAK แล้ว หนังที่ “สร้างความเพลิดเพลิน” อย่างสุดๆให้แก่ดิฉัน โดยที่ดิฉัน “ไม่สามารถเข้าใจ” มันได้เลยแม้แต่นิดเดียว ก็มีเช่น TAKE THE 5:10 TO DREAMLAND (1976, Bruce Conner), THE DEATH OF MARIA MALIBRAN (1972, Werner Schroeter), AGATHA AND THE UNLIMITED READINGS (1981, Marguerite Duras), FREAK ORLANDO (1981, Ulrike Ottinger), THE GARDEN (1990, Derek Jarman), THE COLOR OF POMEGRANATES (1968, Sergei Parajanov), QUICK BILLY (1971, Bruce Baillie)
ไม่มีรูปจาก THE DEATH OF MARIA MALIBRAN มาให้ดู แต่นำรูปจาก DEUX (2002, WERNER SCHROETER) มาให้ดูแทนก็แล้วกัน
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/00/02/53/08/affiche.jpg
ISABELLE HUPPERT + ROBINSON STEVENIN ใน DEUX
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/00/02/53/08/p1.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/00/02/53/08/p2.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/00/02/53/08/p3.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/00/02/53/08/p4.jpg
ปี 2006 เป็นปีที่มีหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองหลายเรื่องเข้ามาเปิดฉายในกรุงเทพ ทั้งนี้ นอกจาก SILENCE WILL SPEAK แล้ว หนังการเมืองเรื่องอื่นๆที่ดิฉันชอบมากที่ได้ดูในปี 2006 ยังรวมถึงเรื่อง
6.1 หนัง “ผี”: 16 ปีแห่งความหลัง (2006, ปราปต์ บุนปาน)
6.2 THE ACCORD (2005, Beatrice Guelpa + Nicolas Wadimoff)
6.3 SHORT WORKING DAY (1981, Krzysztof Kieslowski, โปแลนด์)
6.4 THE PRESIDENT’S LAST BANG (2005, Im Sang-soo)
http://www.seoulselection.com/files/shop_attach/742p-attach-3.jpg
http://www.seoulselection.com/files/shop_attach/742p-attach-8.jpg
http://www.seoulselection.com/files/shop_attach/742p-attach-7.jpg
http://www.seoulselection.com/files/shop_attach/742p-attach-5.jpg
http://www.seoulselection.com/files/shop_attach/742p-attach-4.jpg
6.5 ไม่มีอะไรให้ดู (DON’T EVEN THINK ABOUT IT) (2006, สุชาติ สวัสดิ์ศรี)
ถ้าจำไม่ผิด ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะมีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับ
--จอมพล ผิน ชุณหะวัณ
http://www.rta.mi.th/command/command15.htm
http://www.rta.mi.th/command/command15.jpg
--ถนอม กิตติขจร
http://www.army1.rta.mi.th/ABOUTUS/history_commanders/018.GIF
--ประภาส จารุเสถียร
http://www.army1.rta.mi.th/ABOUTUS/history_commanders/019.GIF
--สฤษดิ์ ธนะรัชต์
http://www.army1.rta.mi.th/ABOUTUS/history_commanders/017.GIF
--เผ่า ศรียานนท์
http://www.moi.go.th/adminold/22.gif
และหลังจากหนังจบ ก็มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับกุหลาบ สายประดิษฐ์ ด้วย
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000044368
http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=285724
6.6 12:08 EAST OF BUCHAREST (2006, Corneliu Porumboiu, โรแมเนีย)
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/60/15/79/18716385.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/60/15/79/18653883.jpg
6.7 THE LOST CITY (2005, Andy Garcia)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000C3L2PC.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V64957511_.jpg
6.8 แขก (IN BETWEEN) (2006, ภาณุ อารี)
6.9 GOOD MORNING (2006, มนต์ศักดิ์ หินประกอบ)
6.10 ทศเหลี่ยม (2006, อิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์)
7. SOCCER AS NEVER BEFORE (1971, Hellmuth Costard, เยอรมันตะวันตก)
ภาพยนตร์เรื่องนี้บันทึกภาพของจอร์จ เบสต์ นักฟุตบอลสุดหล่อชื่อดังขณะแข่งขันฟุตบอลในนัดหนึ่ง หนังเรื่องนี้ให้ความเพลิดเพลินอย่างมากๆโดยที่ดิฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเฮลมุธ คอสตาร์ดทำได้อย่างไร ในการดูหนังเรื่องนี้ เราแทบไม่เห็นเกมการแข่งขันอย่างแท้จริงเลย เราได้เห็นแต่จอร์จ เบสต์เดินไปเดินมารอบสนาม ขณะที่เฝ้ารอจังหวะเหมาะๆที่จะเข้าไปเล่นลูกบอล, ส่งต่อลูกบอลให้เพื่อน หรือยิงเข้าประตู แต่ในเวลาส่วนใหญ่แล้ว ลูกบอลไม่ได้อยู่ที่ปลายเท้าของเขา และผู้ชมก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นลูกบอลอยู่ที่จุดใดในสนามกันแน่ สิ่งนี้ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังเกี่ยวกับกีฬาฟุตบอลเรื่องอื่นอย่างมากๆ เพราะหนังเกี่ยวกับฟุตบอลเรื่องอื่นๆ กล้องจะจับไปที่ตัวลูกฟุตบอลเป็นสำคัญ และสิ่งที่ติดอยู่ในเฟรมภาพก็คือนักฟุตบอลที่อยู่ใกล้ตัวลูกฟุตบอลในเวลานั้น แต่หนังเรื่องนี้กลับให้ความสำคัญกับนักฟุตบอลเพียงคนเดียว โดยการที่ลูกฟุตบอลจะหลุดเข้ามาอยู่ในเฟรมภาพด้วยหรือไม่นั้น ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้กำกับให้ความสำคัญแต่อย่างใด
http://cache.deadspin.com/sports/georgebest.jpg
http://www.blogstudio.com/woodgnome/Best1.jpg
วิธีการถ่ายทำแบบนี้ ทำให้หนังเรื่องนี้เหมาะกับชื่อเรื่อง SOCCER AS NEVER BEFORE อย่างมากๆ ในการดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้เข้าใจความเหนื่อยยากและความทรหดอดทนของการเป็นนักฟุตบอลมากกว่าการดูหนังเกี่ยวกับฟุตบอลเรื่องอื่นๆ การดูหนังเรื่องนี้ ทำให้ดิฉันได้ใช้เวลาอยู่กับนักฟุตบอลตลอดการแข่งขันนัดหนึ่ง และได้เห็นว่าเขาต้องใช้เวลานานเพียงใดกับการวิ่งไปวิ่งมาหรือเดินไปเดินมารอบสนาม โดยที่ลูกฟุตบอลไม่ได้เฉียดใกล้เข้ามาที่ปลายเท้าของเขา ช่วงเวลาที่นักฟุตบอลอยู่ห่างจากลูกฟุตบอลแบบนี้ เป็นช่วงเวลาที่หนังเรื่องอื่นๆไม่เคยให้ความสำคัญ แต่หนังเรื่องนี้กลับให้ความสำคัญ และมันทำให้ดิฉันรู้สึกเข้าใจและชื่นชมนักฟุตบอลอย่างมากๆ พวกเขาไม่เคยได้หยุดพัก พวกเขาต้องจับตามองไปที่ลูกบอลตลอดเวลา พวกเขาต้องคิดตลอดเวลาว่าควรวิ่งไปดักรออยู่ที่จุดใด พวกเขาเหมือนกับเต็มไปด้วย “พลังงานศักย์” ในจิตใจที่ต้องเติมอัดแน่นอยู่ในตัวตลอด และมันจะได้รับการปลดปล่อยออกมาเป็นดั่ง “พลังงานจลน์” ทางจิตใจก็ต่อเมื่อลูกฟุตบอลผ่านเข้ามาที่ปลายเท้าของเขา แต่ดูเหมือนว่าเขาจะได้โอกาสปลดปล่อยพลังงานจลน์ทางจิตใจออกมาเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นในการแข่งขันนัดหนึ่งๆ และการที่พวกเขาต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการแข่งขันไปกับการ “ดักรอ” ลูกฟุตบอลเช่นนี้ มันคงเป็นสิ่งที่ยากลำบากทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างมากๆ
ในขณะที่หนังโดยทั่วไปมักจะให้ความสำคัญกับ “ช่วงเวลาที่เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง” อย่างเช่นช่วงเวลาที่ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะคลอดลูก, ช่วงเวลาที่ใครบางคนเดินทางมาถึงจุดๆหนึ่ง, ช่วงเวลาที่ใครบางคนลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง, ช่วงเวลาที่นักฟุตบอลได้เตะลูกฟุตบอล หนังอย่าง SOCCER AS NEVER BEFORE กลับเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับช่วงเวลาในชีวิตที่หลายคนมองข้าม หนังเรื่องนี้ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่นักฟุตบอล “รอ” ที่จะเตะลูกฟุตบอล และก็อาจจะมีหนังบางเรื่องเช่นกันที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงขณะกำลังตั้งครรภ์ไปเรื่อยๆก่อนที่จะคลอดลูก, ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่คนๆหนึ่ง “ใช้เวลาไปกับการรอ” คนอื่นๆที่ยังเดินทางมาไม่ถึงจุดนัดพบ, ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่ใครบางคน”นั่งนิ่งๆเป็นเวลาหลายนาที”เพื่อตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง อย่างเช่นในภาพยนตร์เรื่อง SECRET DEFENSE (1998, Jacques Rivette) ดิฉันรู้สึกชอบหนังประเภทนี้อย่างมากๆค่ะ เพราะมันทำให้ดิฉันได้เห็นคุณค่าของช่วงเวลาหลายช่วงในชีวิตที่ดิฉันเคยมองข้ามมันไป ดิฉันเคยมองว่าช่วงเวลาเหล่านี้มันช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อในชีวิต และดิฉันอยากจะกระโดดข้ามมันไปโดยใช้เครื่องรีโมทคอนโทรลกายสิทธิ์แบบที่พระเอกภาพยนตร์เรื่อง CLICK (2006, Frank Coraci) ชอบทำ แต่หนังแบบ SOCCER AS NEVER BEFORE ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าช่วงเวลาที่ดูเหมือนน่าเบื่อนี่แหละ จริงๆแล้วมันเต็มไปด้วยความงดงามในแบบของมันเอง และมันแสดงให้เห็นถึงความอดทนของมนุษย์และความจริงบางอย่างของชีวิตมนุษย์ได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00005TNFA.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056704449_.jpg
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดิฉันชอบหนังเรื่องนี้มากๆก็คือความหล่อเหลาของจอร์จ เบสต์ หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันนึกถึงสิ่งที่เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกเอาไว้ว่า “ประโยชน์อย่างหนึ่งของภาพยนตร์ก็คือมันเปิดโอกาสให้เราได้จ้องมองผู้ชายหล่อๆได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงกลัวอะไร” และดิฉันก็รู้สึกว่า SOCCER AS NEVER BEFORE ตอบสนองตัณหาราคะในใจดิฉันได้อย่างเต็มที่มากๆ แต่ในขณะเดียวกัน ดิฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมการดู SOCCER AS NEVER BEFORE ถึงให้ความเพลิดเพลินแก่ดิฉันได้มากกว่าการดูหนังโป๊หลายเท่านัก SOCCER AS NEVER BEFORE เป็นหนังที่แทบไม่มีเนื้อเรื่อง ผู้ชายในเรื่องก็ไม่ได้แก้ผ้า และเขาก็ไม่ได้ทำท่าทางยั่วยวนหรือจงใจปลุกเร้าอารมณ์หื่นในตัวผู้ชมเลย แต่ไปๆมาๆแล้ว คุณสมบัติแบบนี้ของหนังเรื่องนี้ กลับดูเหมือนจะสร้างความเริงรมย์ให้แก่ดิฉันได้มากกว่าการดูหนังโป๊เสียอีก
นอกจาก SOCCER AS NEVER BEFORE จะเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับกีฬาที่แตกต่างไปจากภาพยนตร์กีฬาโดยทั่วไปแล้ว อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจใน SOCCER AS NEVER BEFORE ก็คือการที่หนังเรื่องนี้อาจจะเรียกว่าเป็นหนังสารคดีได้ด้วยเช่นกัน เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังเรื่องนี้เป็นการบันทึกเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ส่งสารหรือให้ข้อมูลแก่ผู้ชมแบบหนังสารคดีโดยทั่วไป SOCCER AS NEVER BEFORE ดูเหมือนจะช่วยขยายขอบเขตของคำว่าหนังสารคดีให้กว้างไกลออกไปมากยิ่งขึ้น และนั่นก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ผู้กำกับชาวเยอรมันในทศวรรษ 1970 โดยเฉพาะ Hellmuth Costard ถนัดเป็นยิ่งนัก เพราะผู้กำกับหลายคนในกลุ่มนี้มักจะทำหนังที่มีทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่ง, เรื่องจริงที่คล้ายกับเรื่องแต่ง, เรื่องแต่งที่คล้ายกับเรื่องจริงมาผสมปนเปกันไปหมดจนยากจะจัดจำแนกได้ว่าหนังของพวกเขาเป็นแนวบ้าอะไรกันแน่ ตัวอย่างหนังลูกผสมในกลุ่มนี้ก็น่าจะรวมถึงหนังเรื่อง FATA MORGANA (1971, Werner Herzog), REALTIME (1983, Hellmuth Costard + Juergen Ebert) และหนังหลายเรื่องของ Alexander Kluge
***ภาพยนตร์ของ ALEXANDER KLUGE จะเปิดฉายที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันอาทิตย์ที่ 21 ม.ค. นี้ เวลา 15.00 น.
อ่านเรื่องของ ALEXANDER KLUGE ได้ในหนังสือฟิล์มไวรัส 2
รูปจาก FATA MORGANA
http://www.kinowelt.de/material/cover/850_FataMorgana_DVD-D-3.jpg
http://www.fueradecampo.cl/republica/imagenes/fatamorgana.jpg
นอกจาก SOCCER AS NEVER BEFORE แล้ว หนังที่มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับกีฬาเรื่องอื่นๆที่ดิฉันชอบมากๆยังรวมถึงเรื่อง
7.1 THE CHAMPIONS (2003, Christoph Huebner, เยอรมนี)
http://www.germany.info/relaunch/info/missions/consulates/newyork/webcal/champions.jpg
http://www.cineclub.de/images/2003/07/die_champions_1.jpg
7.2 PETERKA: YEAR OF DECISION (2003, Vlado Skafar, สโลเวเนีย)
http://skimuseum.free.fr/actu/engelberg02/peterka.jpg
http://www.k120.de/hinterzarten/SLO/Peterka/080803_145148_Peterka_gr.jpg
http://www2.arnes.si/~gljsentvid10/oseb_stran/primoz_peterka1.jpg
7.3 A LEAGUE OF THEIR OWN (1992, Penny Marshall)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/0800177258.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056491197_.jpg
7.4 MILLION DOLLAR BABY (2004, Clint Eastwood)
http://www.guiadecamaras.com/argentina/million_dollar_800.jpg
7.5 JUMP BOYS (2005, Lin Yu-hsien, ไต้หวัน)
http://www.ivideo.com.tw/img_video/25727.jpg
7.6 โลกปะราชญ์ (WEIRDROSOPHER WORLD) (2006, นนทวัฒน์ นำเบญจพล + อาทิตย์ พันธ์นิกุล)
7.7 SWIMMING UPSTREAM (2003, Russell Mulcahy, ออสเตรเลีย)
http://www.somethingcools.com/poster/images/i_poster/swimming_upstream.jpg
http://moodswings.sitesled.com/jesse/gallery/movies/upstream04.jpeg
7.8 GIVE IT ALL (1998, Itsumichi Isomura)
อันนี้เป็นปกดีวีดีหนังเกย์เรื่อง CLOSE YOUR EYES AND HOLD ME (1999, ITSUMICHI ISOMURA)
http://ec3.images-amazon.com/images/P/B00014K5T6.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1078181017_.jpg
A businessman becomes obsessed with a beautiful woman who vanishes after being hit by his car. Tormented, he tracks her to an underworld transvestite club where he enteres a seduction that threatens to destroy him!
7.9 WATERPROOF (1986, Jean-Louis Le Tacon)
7.10 AIKI (2002, Daisuke Tengan)
http://www.papero.de/Aiki/Aiki.JPG
ปล. หลังจากรีบร้อนทำอันดับนี้ส่งให้ OPEN แล้ว ก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ในภายหลังว่า หนังที่มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับกีฬาที่ชอบที่สุดในชีวิตอีกเรื่องนึงคือ STRONG SHOULDERS (2003, URSULA MEIER, A+++++++++)
MOST FAVORITE FILMS OF 2006 PART 2
3. WOLF CREEK (2005, Greg McLean, ออสเตรเลีย)
WOLF CREEK เป็นหนังสยองขวัญที่มีโครงสร้างแตกต่างจากหนังสยองขวัญโดยทั่วไป เพราะครึ่งแรกของหนังเรื่องนี้นั้นแทบไม่ได้มีความเป็นหนังสยองขวัญอยู่เลย ครึ่งแรกของหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวการเดินทางท่องเที่ยวของชายหนุ่มหนึ่งคนและหญิงสาวสองคน และหนังนำเสนอเรื่องราวในส่วนนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ตัวละครสามคนนี้ไม่ได้เป็นชายหนุ่มหญิงสาวที่มีคุณสมบัติเด่นเพียงแค่ “ความเซ็กซี่” และ “ความกลัดมัน” แบบที่พบได้ในหนังสยองขวัญส่วนใหญ่ แต่พวกเขามีความขัดเขิน, ความลังเลใจ, ความเป็นห่วงเป็นใยความรู้สึกของเพื่อน หรือมีการแสดงออกที่มีความเป็นมนุษย์อย่างมากๆ
จุดหนึ่งที่ดิฉันชอบมากในหนังเรื่องนี้คือการที่หนังทำให้เรารู้สึกราวกับว่า เหยื่อในหนัง เป็น “มนุษย์ผู้น่าสงสาร” เป็นมนุษย์ที่เคยใช้ชีวิตมานาน 20 ปีจริงๆ และพวกเขาเป็นมนุษย์ที่มีความฝัน, ความหวัง, ความรัก และไม่ได้เป็นเพียง “ตัวละคร” ที่ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อ “ถูกฆ่าตาย” แบบที่พบได้ในหนังสยองขวัญทั่วไป ในความรู้สึกส่วนตัวของดิฉัน ตัวละครใน WOLF CREEK ดูเหมือนมนุษย์จริงๆยิ่งกว่าตัวละครในหนังดราม่าหลายเรื่องเสียอีก
http://miac.uqac.ca/MIAC/40.jpg
นอกจากการสร้างตัวละครที่ดูมีชีวิตเลือดเนื้อและจิตวิญญาณจริงๆแล้ว อีกจุดหนึ่งที่ดิฉันชอบมากใน WOLF CREEK ก็คือการถ่ายทอด “ธรรมชาติ” ในเรื่อง หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นทัศนียภาพในชนบทออสเตรเลียที่สวยงามจนสุดจะบรรยาย แต่ความงามของทัศนียภาพในหนังเรื่องนี้กลับให้ความรู้สึกที่ตรงกันข้ามอย่างรุนแรงกับเหตุการณ์อันโหดร้ายที่เกิดขึ้นในเรื่อง ชะตากรรมอันน่าสงสารของมนุษย์ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามใน WOLF CREEK ทำให้ดิฉันนึกถึงงานวรรณกรรมบางเรื่องที่ดูเหมือนจะตั้งคำถามต่อความโหดร้ายของ “จักรวาล” อย่างเช่น นิยายเรื่อง TESS OF THE D’UBERVILLES ที่ประพันธ์โดย Thomas Hardy ซึ่งมีประโยคที่นางเอกพูดกับพระเอกว่า “I shouldn’t mind learning why—why the sun do shine on the just and the unjust alike.” , นิยายเรื่อง LORD OF THE FLIES ของ William Golding ที่มีฉากผีเสื้อบินเริงร่าอย่างสวยงามในขณะที่สุกรถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม และบทกวี APPARENTLY WITH NO SURPRISE ของ Emily Dickinson ที่พูดถึงดอกไม้ผู้เริงร่าที่ถูกฆ่าตัดหัวอย่างกะทันหัน ในขณะที่พระอาทิตย์ก็ดูเหมือนจะเฉยชาต่อเหตุการณ์ดังกล่าว
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B0002O7XVI.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1091677876_.jpg
http://ec2.images-amazon.com/images/P/0780022084.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056486510_.jpg
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00005O06X.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1057223994_.jpg
ดิฉันคิดว่า APPARENTLY WITH NO SURPRISE สื่อถึงอารมณ์ “ความโหดร้ายของจักรวาล” ได้ใกล้เคียงกับ WOLF CREEK มากๆค่ะ ก็เลยขออนุญาตนำกลอนบทนี้มาให้อ่านกันด้วย เพราะมันเข้ากับหนังเรื่องนี้มากๆ
Apparently with no surprise,To any happy flower, The frost beheads it at its play,In accidental power.The blond assassin passes on.The sun proceeds unmoved,To measure off another day,For an approving God.
รูปของ EMILY DICKINSON
http://www.unc.edu/~gura/dickinson/ed1.jpg
ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ผลิตภาพยนตร์ที่ดิฉันชอบสุดๆออกมามากมายหลายเรื่อง ทั้งนี้ นอกจาก WOLF CREEK แล้ว ภาพยนตร์ออสเตรเลียที่ดิฉันชอบสุดๆยังรวมถึงเรื่อง
3.1 KICKFLIPPER: FRAGMENTS EDIT (2003, Shuan Gladwell)
***ภาพยนตร์ของ SHAUN GLADWELL +CRAIG WALSH จะมาจัดฉายที่ CHULALONGKORN UNIVERSITY ART CENTRE ในวันที่ 1 ก.พ. – 6 มี.ค. สอบถามข้อมูลได้ที่ 02-218-2965
http://www.nga.gov.au/HomeSweetHome/Images/LRG/1.jpg
3.2 EPSILON (1997, Rolf de Heer)
3.3 INNOCENCE (2000, Paul Cox)
http://www.mun.ca/film/image/2002w/innocence.jpg
3.4 LINEAGE OF THE DIVINE (2002, Monika Tichacek)
http://www.asialink.unimelb.edu.au/arts/exhibitions/divine1.jpg
http://www.realtimearts.net/rt53/ticha.jpg
3.5 MUSPILLI (2004, Stefan Popescu)
3.6 KISS OR KILL (1997, Bill Bennett)
http://www.douban.com/lpic/s1484646.jpg
3.7 AMELIA ROSE TOWERS (1992, Jackie Farkas)
http://www.sensesofcinema.com/contents/00/1/amelia.html
http://www.sensesofcinema.com/images/amelia.jpg
3.8 BETTER THAN SEX (2000, Jonathan Teplitzky)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00009QUH7.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1071106288_.jpg
3.9 PICNIC AT HANGING ROCK (1975, Peter Weir)
http://www.dvdbeaver.com/film/dvdcompare/picnic/0.25.12-cri.jpg
3.10 LANTANA (2001, Ray Lawrence)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B0000639HN.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056708637_.jpg
อ่านบทวิจารณ์ LANTANA ที่ดีมากๆโดยคุณพล พะยาบได้ที่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aloneagain&month=10-2006&date=06&group=1&blog=1
4. CAPOTE (2005, Bennett Miller)
หนังที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริงเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของทรูแมน คาโปที (Philip Seymour Hoffman) นักเขียนชื่อดังในสหรัฐในปี 1959 โดยในปีนั้นเขาได้ทราบข่าวการฆาตกรรมอันโหดเหี้ยมและไร้เหตุผลในเมืองโฮลคอมบ์ รัฐแคนซัส ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งครอบครัวเป็นจำนวน 4 คน ดังนั้นคาโปทีจึงเดินทางไปเมืองนี้เพื่อติดตามคดี และเขาเน้นสัมภาษณ์เพอร์รี สมิธ ซึ่งเป็นหนึ่งในฆาตกรโหด อย่างไรก็ดี เขาเริ่มรู้สึกผูกพันกับเพอร์รีมากขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกอยากช่วยเหลือเพอร์รี แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกอยากให้เพอร์รีถูกประหารชีวิต เพื่อที่เขาจะได้มีตอนจบที่เหมาะสมให้กับหนังสือ IN COLD BLOOD ของเขา
จุดหนึ่งที่ทำให้ดิฉันชอบภาพยนตร์เรื่องนี้มากๆ ก็คือความรู้สึกที่ว่าตัวละครอย่างคาโปทีเป็นตัวละครที่ใกล้เคียงดิฉันมากกว่าตัวละครที่พบเห็นได้ในภาพยนตร์ทั่วๆไป ดิฉันพบว่าคาโปทีทำอะไรหลายๆอย่างหรือตัดสินใจอะไรหลายๆอย่างที่อาจจะใกล้เคียงกับดิฉัน เพราะหลายๆครั้งดิฉันรู้สึกสนใจอยากสัมภาษณ์ฆาตกรชาวไทยหลายๆคน แต่ก็ไม่กล้าพอ (และหลังจากดู CAPOTE จบแล้ว ดิฉันก็รู้สึกว่า “ความไม่กล้า” ของตัวเองอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว) และดิฉันคงถูกดึงดูดเข้าหาเพอร์รี สมิธ (รับบทโดย Clifton Collins Jr.) อย่างรุนแรงในทันทีที่เห็นเขาในกรง ความผูกพันระหว่างคาโปทีกับเพอร์รี สมิธสร้างความรู้สึกซาบซึ้งกินใจให้ดิฉันอย่างมากๆ ถีงแม้มันจะเต็มไปด้วยการแสวงหาประโยชน์จากกันและกันก็ตามถึงแม้ดิฉันจะไม่เห็นด้วยที่คาโปทีแสวงหาประโยชน์จากฆาตกร แต่ก็ชอบที่หนังเรื่องนี้นำเสนอด้านลบของคาโปทีอย่างไม่ปิดบัง ประโยคที่บาดใจที่สุดประโยคนึงในหนังเรื่องนี้คือประโยคที่ตำรวจถามคาโปทีในทำนองที่ว่า “ชื่อหนังสือ IN COLD BLOOD มันหมายถึงการกระทำของฆาตกร หรือมันหมายถึงการที่คุณยังคงคุยกับฆาตกรอยู่” หนังเรื่องนี้นำเสนอด้านมืดในตัวคาโปทีออกมาได้อย่างน่าสนใจมาก ในขณะที่หนังเรื่องอื่นๆ นำเสนอตัวละครสีดำขาว หรือเทา แต่ตัวละครอย่างคาโปทีและฆาตกรของเขาดูเหมือนจะเต็มไปด้วยสีดำ แต่ก็เป็นความดำในแบบที่แตกต่างกัน มีเฉดของสีดำที่แตกต่างกันในการตัดสินใจกระทำการแต่ละครั้ง มีความรู้สึกผิดบาปและความสุขที่เจือปนกันในสัดส่วนที่แตกต่างกันไปในการที่ตัวละครคิดชั่ว, พูดชั่ว หรือทำชั่วในแต่ละครั้ง ถ้าหาก CAPOTE เปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่ ดิฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้อาจตั้งชื่อได้ใหม่ว่า 40 SHADES OF BLACK หรือไม่ก็ TOUCH OF EVILเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าคาโปทีทำถูกหรือทำผิดที่ไม่ยอมช่วยเหลือฆาตกร เขาไม่ยอมช่วยเหลือฆาตกรด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ แต่ถึงแม้เขามีเจตนาที่ไม่ถูกต้อง การกระทำของเขาก็อาจจะถูกต้องแล้วก็ได้ ถ้าหากเขาช่วยเหลือฆาตกรอย่างเต็มที่ เขาอาจจะต้องสำนึกเสียใจในภายหลังแบบที่พระเอกภาพยนตร์เรื่อง CRONICAS (2004, Sebastian Cordero, เม็กซิโก) ต้องประสบก็เป็นได้ คาโปทีเหมือนกับเผชิญกับทางเลือกที่มีแต่เสียกับเสีย ไม่ว่าเขาจะช่วยหรือไม่ช่วยฆาตกร เขาก็ต้องเสียใจในภายหลัง เขาต้องเลือกเพียงแค่ว่าทางเลือกไหนที่จะทำให้เขาเสียใจน้อยกว่ากันดิฉันชอบความเคร่งขรึมจริงจังหนักแน่นของหนังด้วย CAPOTE เล่าเรื่องด้วยวิธีการที่ธรรมดาที่สุด เรียบง่ายที่สุด ไม่มีโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ซับซ้อน ไม่มีการโชว์เทคนิคการถ่ายภาพที่สวยงามจนต้องร้องอู้ฮู ไม่มีอะไรที่ตื่นตาเลย แต่ในฉากหน้าที่เรียบง่ายธรรมดา เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมานี้ กลับมีความหนักแน่นทางอารมณ์บางอย่างที่ดิฉันรู้สึกจูนติดกับมันอย่างมากๆ ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าโดยปกติแล้วดิฉันมีแนวโน้มที่จะชอบหนังที่พิสดารแหวกแนว แต่หนังอย่าง CAPOTE, MONSTER (2003, Patty Jenkins), A HOME AT THE END OF THE WORLD (2004, Michael Mayer), THE ASSASSINATION OF RICHARD NIXON (2004, Neils Mueller), EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING (2000, Claude Mourieras, ฝรั่งเศส) และรวมไปถึงหนังหลายเรื่องของ Maurice Pialat ก็เป็นหนังที่ดิฉันชอบสุดๆเหมือนกัน ทั้งๆที่หนังเหล่านี้เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมาด้วยวิธีการที่ธรรมดามากๆ แต่มันมีความหนักแน่นทางอารมณ์ในทุกๆฉากที่จูนตรงกับอารมณ์ของดิฉันอย่างเต็มที่ และหนังกลุ่มนี้นี่แหละที่มักทำให้ดิฉันนึกฉงนสงสัยอยู่เสมอว่าผู้กำกับทำทุกอย่างให้ออกมาลงตัวตรงใจของดิฉันได้ยังไง โดยไม่ต้องอาศัยความพิสดารมาล่อใจดิฉันเลย
รูปจาก EVERYTHING'S FINE, WE'RE LEAVING (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ในหนังสือ ฟิล์มไวรัส 3)
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/04/86/11/048611_af.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/04/86/11/048611_ph1.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/04/86/11/048611_ph2.jpg
รูปของ CLAUDE MOURIERAS ผู้กำกับ EVERYTHING'S FINE, WE'RE LEAVING
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/04/86/11/048611_ph4.jpg
ปี 2006 เป็นปีที่มีหนังเกย์เข้ามาเปิดฉายในกรุงเทพมากมายหลายเรื่อง ทั้งนี้ นอกจาก CAPOTE แล้ว หนังเกย์ที่ดิฉันชอบมากๆในปี 2006 ยังรวมถึงเรื่อง
4.1 BROKEBACK MOUNTAIN (2005, Ang Lee)
4.2 แก๊งชะนีกับอีแอบ (METROSEXUAL) (2006, ยงยุทธ ทองกองทุน)
4.3 ODETE (TWO DRIFTERS) (2005, Joao Pedro Rodrigues, โปรตุเกส)
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/35/80/43/18464403.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/35/80/43/18425900.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/35/80/43/18425907.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/35/80/43/18425908.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/35/80/43/18425905.jpg
4.4 BIG BANG LOVE, JUVENILE A (2006, Takashi Miike)
4.5 I DON'T WANT TO SLEEP ALONE (2006, Tsai Ming-liang)
4.6 MASAHISTA (THE MASSEUR) (2005, Brillante Mendoza, ฟิลิปปินส์)
http://www.viennale.at/cgi-bin/img.pl?id=7817
4.7 ปลายทาง (YOU ARE WHERE I BELONG TO) (2006, ธัญสก พันสิทธิวรกุล)
4.8 รัก/ผิด/บาป (IN THE NAME OF SIN) (2006, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ + นิกร ศรีพงศ์วรกุล)
4.9 รุ้ง (2006, เด่นชัย คีรีรักษ์)
4.10 ในห้องนั้น (THE ROOM) (2006, คมสันต์ บุญญะวิตร)
5. SOPHIE SCHOLL: THE FINAL DAYS (2005, Marc Rothemund, เยอรมนี)
หนังเรื่องนี้ก็สร้างขึ้นจากเรื่องจริงเหมือน CAPOTE แต่แตกต่างกันตรงที่โซฟี โชลล์ ตัวละครเอกของหนังเรื่องนี้เป็นเหมือน “บุคคลในอุดมคติ” หรือบุคคลที่เราอยากเคารพในชีวิตจริง มากกว่าจะเป็นบุคคลที่มีข้อบกพร่องใกล้เคียงกับตัวเราอย่างคาโปที
จุดที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ก็คือการที่หนังดูเหมือนจะให้แรงกระตุ้นกับผู้ชมอย่างรุนแรงในการลุกขึ้นต่อสู้กับความชั่ว, ความอยุติธรรม หรือสิ่งผิดแม้ต้องยอมสละด้วยชีวิต และหนังก็ไม่ได้เร้าอารมณ์ผู้ชมอย่างรุนแรงด้วยวิธีการแบบหนังฮอลลีวู้ด แต่นำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยการรักษาระดับอารมณ์ไว้ในขีดขั้นที่พอเหมาะ หนังนำเสนอเหตุการณ์ต่างๆอย่างเรียบง่าย และมีการปรุงแต่งทางอารมณ์เพียงเล็กน้อย ไม่มีการใช้ดนตรีประกอบที่พร่ำเพรื่อ และถึงแม้เหตุการณ์ในหนังจะเอื้อต่อการบีบน้ำตาคนดู หรือเอื้อต่อการเป็นเมโลดราม่าอย่างมากๆ แต่หนังกลับไม่ได้ทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นเมโลดราม่าเลยแม้แต่น้อย
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/36/35/73/18608397.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/36/35/73/18608398.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/36/35/73/18608399.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/36/35/73/18608402.jpg
ประเด็นในหนังก็น่าสนใจดี เพราะในขณะที่การกระทำของโซฟี โชลล์เป็นการทำดี แต่เธอกลับถูกมองว่า “ทรยศชาติ” และ “ทำผิดกฎหมาย” ตัวละครอย่างโซฟี โชลล์ทำให้ดิฉันนึกถึงตัวละครหญิงอีกหลายๆคนในหนังหรือละครเวทีที่มุ่งมั่นในการทำความดีแม้ต้องสวนทางกับผู้มีอำนาจในสังคมหรือแม้ต้องแลกด้วยชีวิต ตัวละครเหล่านี้ก็มีเช่น “ซอนย่า”(รับบทโดย Lena Stolze) หญิงสาวผู้ขุดคุ้ยหาความจริงเกี่ยวกับนาซีในหมู่บ้านที่ต้องการกลบฝังความจริงในภาพยนตร์เรื่อง THE NASTY GIRL (1990, Michael Verhoeven, เยอรมนี), อลิซ พอล (รับบทโดย Hilary Swank) หญิงสาวผู้เรียกร้องสิทธิในการออกเสียงของสตรีใน IRON JAWED ANGELS (2004, Katja von Garnier), โจน ออฟ อาร์ค (รับบทโดย Maril Falconetti) วีรสตรีของฝรั่งเศสใน THE PASSION OF JOAN OF ARC (1928, Carl Theodor Dryer, เดนมาร์ก), อาริอาดเน่ (รับบทโดยภาวิณี สมรรคบุตร) หญิงสาวในตำนานกรีกผู้เทิดทูนความจริงในละครเวทีเรื่อง “เส้นด้ายในความมืด” (2005, กำกับโดยพนิดา ฐปนางกูร) และแอนธิโกเน หญิงสาวในตำนานกรีกผู้สละชีพเพื่อความถูกต้องในละครเวทีเรื่อง “แอนธิโกเน ผู้มีพลังใจดุจไฟไม่มอดดับ” (2006, กำกับโดยสินีนาฏ เกษประไพ) การได้ชมตัวละครหญิงที่กล้าหาญชาญชัยและมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าแบบนี้ช่วยให้กำลังใจผู้ชมในการต่อสู้กับความเลวร้ายในชีวิตได้อย่างดีมากๆเลยค่ะ
รูปของ LENA STOLZE จาก THE NASTY GIRL
http://dbs.schule.de/zdf/bilder/18398_3.jpg
HILARY SWANK ใน IRON JAWED ANGELS
http://www.rgj.com/news/files/2004/02/11/39552_250.jpg
การแสดงอันสุดยอดของ Julia Jentsch ในบทของโซฟี โชลล์ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดิฉันชอบหนังเรื่องนี้อย่างมากๆ ทั้งนี้ นอกจากการแสดงของนางเอกหนังเรื่องนี้แล้ว การแสดงของนักแสดงหญิงคนอื่นๆที่ดิฉันชื่นชอบสุดๆในปี 2006 ยังรวมถึงเรื่อง
5.1 Birgit Minichmayr ใน YOU BET YOUR LIFE (2005, Antonin Svoboda, ออสเตรีย)
http://www.players.de/64/bild1k.jpg
5.2 Fusako Urabe ใน BASHING (2005, Masahiro Kobayashi)
5.3 Nathalie Baye ใน THE LITTLE LIEUTENANT (2005, Xavier Beauvois)
รูปของ NATHALIE BAYE จาก DETECTIVE (1985, JEAN-LUC GODARD)
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/36/15/70/18456510.jpg
5.4 พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์ ใน "โคลิค เด็กเห็นผี" (2006, พัชนนท์ ธรรมจิรา)
5.5 Kang Hye-jeong ใน LOVE PHOBIA (2006, Kang Ji-eun)
5.6 Elizabeth Mitchell (คนที่พยายามลักพาเด็ก) ใน RUNNING SCARED (2006, Wayne Kramer)
5.7 Pinky de Leon (สาวแก่ที่หลอกกินฟรีผู้ชายขายตัว) ใน MAGDALENA: THE UNHOLY SAINT (2004, Laurice Guillen, ฟิลิปปินส์)
5.8 Eva Birthistle ใน AE FOND KISS… (2004, Ken Loach)
http://thecia.com.au/reviews/f/images/fond-kiss-0.jpg
5.9 Susie Porter ใน BETTER THAN SEX (2000, Jonathan Teplitzky)
http://www.thecaterpillarwish.com/USERIMAGES/prod%20stills%20-%202262%20copy.jpg
5.10 Seema Biswas ใน WATER (2005, Deepa Mehta)
WOLF CREEK เป็นหนังสยองขวัญที่มีโครงสร้างแตกต่างจากหนังสยองขวัญโดยทั่วไป เพราะครึ่งแรกของหนังเรื่องนี้นั้นแทบไม่ได้มีความเป็นหนังสยองขวัญอยู่เลย ครึ่งแรกของหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวการเดินทางท่องเที่ยวของชายหนุ่มหนึ่งคนและหญิงสาวสองคน และหนังนำเสนอเรื่องราวในส่วนนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ตัวละครสามคนนี้ไม่ได้เป็นชายหนุ่มหญิงสาวที่มีคุณสมบัติเด่นเพียงแค่ “ความเซ็กซี่” และ “ความกลัดมัน” แบบที่พบได้ในหนังสยองขวัญส่วนใหญ่ แต่พวกเขามีความขัดเขิน, ความลังเลใจ, ความเป็นห่วงเป็นใยความรู้สึกของเพื่อน หรือมีการแสดงออกที่มีความเป็นมนุษย์อย่างมากๆ
จุดหนึ่งที่ดิฉันชอบมากในหนังเรื่องนี้คือการที่หนังทำให้เรารู้สึกราวกับว่า เหยื่อในหนัง เป็น “มนุษย์ผู้น่าสงสาร” เป็นมนุษย์ที่เคยใช้ชีวิตมานาน 20 ปีจริงๆ และพวกเขาเป็นมนุษย์ที่มีความฝัน, ความหวัง, ความรัก และไม่ได้เป็นเพียง “ตัวละคร” ที่ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อ “ถูกฆ่าตาย” แบบที่พบได้ในหนังสยองขวัญทั่วไป ในความรู้สึกส่วนตัวของดิฉัน ตัวละครใน WOLF CREEK ดูเหมือนมนุษย์จริงๆยิ่งกว่าตัวละครในหนังดราม่าหลายเรื่องเสียอีก
http://miac.uqac.ca/MIAC/40.jpg
นอกจากการสร้างตัวละครที่ดูมีชีวิตเลือดเนื้อและจิตวิญญาณจริงๆแล้ว อีกจุดหนึ่งที่ดิฉันชอบมากใน WOLF CREEK ก็คือการถ่ายทอด “ธรรมชาติ” ในเรื่อง หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นทัศนียภาพในชนบทออสเตรเลียที่สวยงามจนสุดจะบรรยาย แต่ความงามของทัศนียภาพในหนังเรื่องนี้กลับให้ความรู้สึกที่ตรงกันข้ามอย่างรุนแรงกับเหตุการณ์อันโหดร้ายที่เกิดขึ้นในเรื่อง ชะตากรรมอันน่าสงสารของมนุษย์ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามใน WOLF CREEK ทำให้ดิฉันนึกถึงงานวรรณกรรมบางเรื่องที่ดูเหมือนจะตั้งคำถามต่อความโหดร้ายของ “จักรวาล” อย่างเช่น นิยายเรื่อง TESS OF THE D’UBERVILLES ที่ประพันธ์โดย Thomas Hardy ซึ่งมีประโยคที่นางเอกพูดกับพระเอกว่า “I shouldn’t mind learning why—why the sun do shine on the just and the unjust alike.” , นิยายเรื่อง LORD OF THE FLIES ของ William Golding ที่มีฉากผีเสื้อบินเริงร่าอย่างสวยงามในขณะที่สุกรถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม และบทกวี APPARENTLY WITH NO SURPRISE ของ Emily Dickinson ที่พูดถึงดอกไม้ผู้เริงร่าที่ถูกฆ่าตัดหัวอย่างกะทันหัน ในขณะที่พระอาทิตย์ก็ดูเหมือนจะเฉยชาต่อเหตุการณ์ดังกล่าว
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B0002O7XVI.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1091677876_.jpg
http://ec2.images-amazon.com/images/P/0780022084.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056486510_.jpg
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00005O06X.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1057223994_.jpg
ดิฉันคิดว่า APPARENTLY WITH NO SURPRISE สื่อถึงอารมณ์ “ความโหดร้ายของจักรวาล” ได้ใกล้เคียงกับ WOLF CREEK มากๆค่ะ ก็เลยขออนุญาตนำกลอนบทนี้มาให้อ่านกันด้วย เพราะมันเข้ากับหนังเรื่องนี้มากๆ
Apparently with no surprise,To any happy flower, The frost beheads it at its play,In accidental power.The blond assassin passes on.The sun proceeds unmoved,To measure off another day,For an approving God.
รูปของ EMILY DICKINSON
http://www.unc.edu/~gura/dickinson/ed1.jpg
ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ผลิตภาพยนตร์ที่ดิฉันชอบสุดๆออกมามากมายหลายเรื่อง ทั้งนี้ นอกจาก WOLF CREEK แล้ว ภาพยนตร์ออสเตรเลียที่ดิฉันชอบสุดๆยังรวมถึงเรื่อง
3.1 KICKFLIPPER: FRAGMENTS EDIT (2003, Shuan Gladwell)
***ภาพยนตร์ของ SHAUN GLADWELL +CRAIG WALSH จะมาจัดฉายที่ CHULALONGKORN UNIVERSITY ART CENTRE ในวันที่ 1 ก.พ. – 6 มี.ค. สอบถามข้อมูลได้ที่ 02-218-2965
http://www.nga.gov.au/HomeSweetHome/Images/LRG/1.jpg
3.2 EPSILON (1997, Rolf de Heer)
3.3 INNOCENCE (2000, Paul Cox)
http://www.mun.ca/film/image/2002w/innocence.jpg
3.4 LINEAGE OF THE DIVINE (2002, Monika Tichacek)
http://www.asialink.unimelb.edu.au/arts/exhibitions/divine1.jpg
http://www.realtimearts.net/rt53/ticha.jpg
3.5 MUSPILLI (2004, Stefan Popescu)
3.6 KISS OR KILL (1997, Bill Bennett)
http://www.douban.com/lpic/s1484646.jpg
3.7 AMELIA ROSE TOWERS (1992, Jackie Farkas)
http://www.sensesofcinema.com/contents/00/1/amelia.html
http://www.sensesofcinema.com/images/amelia.jpg
3.8 BETTER THAN SEX (2000, Jonathan Teplitzky)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00009QUH7.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1071106288_.jpg
3.9 PICNIC AT HANGING ROCK (1975, Peter Weir)
http://www.dvdbeaver.com/film/dvdcompare/picnic/0.25.12-cri.jpg
3.10 LANTANA (2001, Ray Lawrence)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B0000639HN.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056708637_.jpg
อ่านบทวิจารณ์ LANTANA ที่ดีมากๆโดยคุณพล พะยาบได้ที่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aloneagain&month=10-2006&date=06&group=1&blog=1
4. CAPOTE (2005, Bennett Miller)
หนังที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริงเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของทรูแมน คาโปที (Philip Seymour Hoffman) นักเขียนชื่อดังในสหรัฐในปี 1959 โดยในปีนั้นเขาได้ทราบข่าวการฆาตกรรมอันโหดเหี้ยมและไร้เหตุผลในเมืองโฮลคอมบ์ รัฐแคนซัส ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งครอบครัวเป็นจำนวน 4 คน ดังนั้นคาโปทีจึงเดินทางไปเมืองนี้เพื่อติดตามคดี และเขาเน้นสัมภาษณ์เพอร์รี สมิธ ซึ่งเป็นหนึ่งในฆาตกรโหด อย่างไรก็ดี เขาเริ่มรู้สึกผูกพันกับเพอร์รีมากขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกอยากช่วยเหลือเพอร์รี แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกอยากให้เพอร์รีถูกประหารชีวิต เพื่อที่เขาจะได้มีตอนจบที่เหมาะสมให้กับหนังสือ IN COLD BLOOD ของเขา
จุดหนึ่งที่ทำให้ดิฉันชอบภาพยนตร์เรื่องนี้มากๆ ก็คือความรู้สึกที่ว่าตัวละครอย่างคาโปทีเป็นตัวละครที่ใกล้เคียงดิฉันมากกว่าตัวละครที่พบเห็นได้ในภาพยนตร์ทั่วๆไป ดิฉันพบว่าคาโปทีทำอะไรหลายๆอย่างหรือตัดสินใจอะไรหลายๆอย่างที่อาจจะใกล้เคียงกับดิฉัน เพราะหลายๆครั้งดิฉันรู้สึกสนใจอยากสัมภาษณ์ฆาตกรชาวไทยหลายๆคน แต่ก็ไม่กล้าพอ (และหลังจากดู CAPOTE จบแล้ว ดิฉันก็รู้สึกว่า “ความไม่กล้า” ของตัวเองอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว) และดิฉันคงถูกดึงดูดเข้าหาเพอร์รี สมิธ (รับบทโดย Clifton Collins Jr.) อย่างรุนแรงในทันทีที่เห็นเขาในกรง ความผูกพันระหว่างคาโปทีกับเพอร์รี สมิธสร้างความรู้สึกซาบซึ้งกินใจให้ดิฉันอย่างมากๆ ถีงแม้มันจะเต็มไปด้วยการแสวงหาประโยชน์จากกันและกันก็ตามถึงแม้ดิฉันจะไม่เห็นด้วยที่คาโปทีแสวงหาประโยชน์จากฆาตกร แต่ก็ชอบที่หนังเรื่องนี้นำเสนอด้านลบของคาโปทีอย่างไม่ปิดบัง ประโยคที่บาดใจที่สุดประโยคนึงในหนังเรื่องนี้คือประโยคที่ตำรวจถามคาโปทีในทำนองที่ว่า “ชื่อหนังสือ IN COLD BLOOD มันหมายถึงการกระทำของฆาตกร หรือมันหมายถึงการที่คุณยังคงคุยกับฆาตกรอยู่” หนังเรื่องนี้นำเสนอด้านมืดในตัวคาโปทีออกมาได้อย่างน่าสนใจมาก ในขณะที่หนังเรื่องอื่นๆ นำเสนอตัวละครสีดำขาว หรือเทา แต่ตัวละครอย่างคาโปทีและฆาตกรของเขาดูเหมือนจะเต็มไปด้วยสีดำ แต่ก็เป็นความดำในแบบที่แตกต่างกัน มีเฉดของสีดำที่แตกต่างกันในการตัดสินใจกระทำการแต่ละครั้ง มีความรู้สึกผิดบาปและความสุขที่เจือปนกันในสัดส่วนที่แตกต่างกันไปในการที่ตัวละครคิดชั่ว, พูดชั่ว หรือทำชั่วในแต่ละครั้ง ถ้าหาก CAPOTE เปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่ ดิฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้อาจตั้งชื่อได้ใหม่ว่า 40 SHADES OF BLACK หรือไม่ก็ TOUCH OF EVILเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าคาโปทีทำถูกหรือทำผิดที่ไม่ยอมช่วยเหลือฆาตกร เขาไม่ยอมช่วยเหลือฆาตกรด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ แต่ถึงแม้เขามีเจตนาที่ไม่ถูกต้อง การกระทำของเขาก็อาจจะถูกต้องแล้วก็ได้ ถ้าหากเขาช่วยเหลือฆาตกรอย่างเต็มที่ เขาอาจจะต้องสำนึกเสียใจในภายหลังแบบที่พระเอกภาพยนตร์เรื่อง CRONICAS (2004, Sebastian Cordero, เม็กซิโก) ต้องประสบก็เป็นได้ คาโปทีเหมือนกับเผชิญกับทางเลือกที่มีแต่เสียกับเสีย ไม่ว่าเขาจะช่วยหรือไม่ช่วยฆาตกร เขาก็ต้องเสียใจในภายหลัง เขาต้องเลือกเพียงแค่ว่าทางเลือกไหนที่จะทำให้เขาเสียใจน้อยกว่ากันดิฉันชอบความเคร่งขรึมจริงจังหนักแน่นของหนังด้วย CAPOTE เล่าเรื่องด้วยวิธีการที่ธรรมดาที่สุด เรียบง่ายที่สุด ไม่มีโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ซับซ้อน ไม่มีการโชว์เทคนิคการถ่ายภาพที่สวยงามจนต้องร้องอู้ฮู ไม่มีอะไรที่ตื่นตาเลย แต่ในฉากหน้าที่เรียบง่ายธรรมดา เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมานี้ กลับมีความหนักแน่นทางอารมณ์บางอย่างที่ดิฉันรู้สึกจูนติดกับมันอย่างมากๆ ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าโดยปกติแล้วดิฉันมีแนวโน้มที่จะชอบหนังที่พิสดารแหวกแนว แต่หนังอย่าง CAPOTE, MONSTER (2003, Patty Jenkins), A HOME AT THE END OF THE WORLD (2004, Michael Mayer), THE ASSASSINATION OF RICHARD NIXON (2004, Neils Mueller), EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING (2000, Claude Mourieras, ฝรั่งเศส) และรวมไปถึงหนังหลายเรื่องของ Maurice Pialat ก็เป็นหนังที่ดิฉันชอบสุดๆเหมือนกัน ทั้งๆที่หนังเหล่านี้เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมาด้วยวิธีการที่ธรรมดามากๆ แต่มันมีความหนักแน่นทางอารมณ์ในทุกๆฉากที่จูนตรงกับอารมณ์ของดิฉันอย่างเต็มที่ และหนังกลุ่มนี้นี่แหละที่มักทำให้ดิฉันนึกฉงนสงสัยอยู่เสมอว่าผู้กำกับทำทุกอย่างให้ออกมาลงตัวตรงใจของดิฉันได้ยังไง โดยไม่ต้องอาศัยความพิสดารมาล่อใจดิฉันเลย
รูปจาก EVERYTHING'S FINE, WE'RE LEAVING (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ในหนังสือ ฟิล์มไวรัส 3)
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/04/86/11/048611_af.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/04/86/11/048611_ph1.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/04/86/11/048611_ph2.jpg
รูปของ CLAUDE MOURIERAS ผู้กำกับ EVERYTHING'S FINE, WE'RE LEAVING
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/04/86/11/048611_ph4.jpg
ปี 2006 เป็นปีที่มีหนังเกย์เข้ามาเปิดฉายในกรุงเทพมากมายหลายเรื่อง ทั้งนี้ นอกจาก CAPOTE แล้ว หนังเกย์ที่ดิฉันชอบมากๆในปี 2006 ยังรวมถึงเรื่อง
4.1 BROKEBACK MOUNTAIN (2005, Ang Lee)
4.2 แก๊งชะนีกับอีแอบ (METROSEXUAL) (2006, ยงยุทธ ทองกองทุน)
4.3 ODETE (TWO DRIFTERS) (2005, Joao Pedro Rodrigues, โปรตุเกส)
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/35/80/43/18464403.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/35/80/43/18425900.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/35/80/43/18425907.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/35/80/43/18425908.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/35/80/43/18425905.jpg
4.4 BIG BANG LOVE, JUVENILE A (2006, Takashi Miike)
4.5 I DON'T WANT TO SLEEP ALONE (2006, Tsai Ming-liang)
4.6 MASAHISTA (THE MASSEUR) (2005, Brillante Mendoza, ฟิลิปปินส์)
http://www.viennale.at/cgi-bin/img.pl?id=7817
4.7 ปลายทาง (YOU ARE WHERE I BELONG TO) (2006, ธัญสก พันสิทธิวรกุล)
4.8 รัก/ผิด/บาป (IN THE NAME OF SIN) (2006, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ + นิกร ศรีพงศ์วรกุล)
4.9 รุ้ง (2006, เด่นชัย คีรีรักษ์)
4.10 ในห้องนั้น (THE ROOM) (2006, คมสันต์ บุญญะวิตร)
5. SOPHIE SCHOLL: THE FINAL DAYS (2005, Marc Rothemund, เยอรมนี)
หนังเรื่องนี้ก็สร้างขึ้นจากเรื่องจริงเหมือน CAPOTE แต่แตกต่างกันตรงที่โซฟี โชลล์ ตัวละครเอกของหนังเรื่องนี้เป็นเหมือน “บุคคลในอุดมคติ” หรือบุคคลที่เราอยากเคารพในชีวิตจริง มากกว่าจะเป็นบุคคลที่มีข้อบกพร่องใกล้เคียงกับตัวเราอย่างคาโปที
จุดที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ก็คือการที่หนังดูเหมือนจะให้แรงกระตุ้นกับผู้ชมอย่างรุนแรงในการลุกขึ้นต่อสู้กับความชั่ว, ความอยุติธรรม หรือสิ่งผิดแม้ต้องยอมสละด้วยชีวิต และหนังก็ไม่ได้เร้าอารมณ์ผู้ชมอย่างรุนแรงด้วยวิธีการแบบหนังฮอลลีวู้ด แต่นำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยการรักษาระดับอารมณ์ไว้ในขีดขั้นที่พอเหมาะ หนังนำเสนอเหตุการณ์ต่างๆอย่างเรียบง่าย และมีการปรุงแต่งทางอารมณ์เพียงเล็กน้อย ไม่มีการใช้ดนตรีประกอบที่พร่ำเพรื่อ และถึงแม้เหตุการณ์ในหนังจะเอื้อต่อการบีบน้ำตาคนดู หรือเอื้อต่อการเป็นเมโลดราม่าอย่างมากๆ แต่หนังกลับไม่ได้ทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นเมโลดราม่าเลยแม้แต่น้อย
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/36/35/73/18608397.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/36/35/73/18608398.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/36/35/73/18608399.jpg
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/36/35/73/18608402.jpg
ประเด็นในหนังก็น่าสนใจดี เพราะในขณะที่การกระทำของโซฟี โชลล์เป็นการทำดี แต่เธอกลับถูกมองว่า “ทรยศชาติ” และ “ทำผิดกฎหมาย” ตัวละครอย่างโซฟี โชลล์ทำให้ดิฉันนึกถึงตัวละครหญิงอีกหลายๆคนในหนังหรือละครเวทีที่มุ่งมั่นในการทำความดีแม้ต้องสวนทางกับผู้มีอำนาจในสังคมหรือแม้ต้องแลกด้วยชีวิต ตัวละครเหล่านี้ก็มีเช่น “ซอนย่า”(รับบทโดย Lena Stolze) หญิงสาวผู้ขุดคุ้ยหาความจริงเกี่ยวกับนาซีในหมู่บ้านที่ต้องการกลบฝังความจริงในภาพยนตร์เรื่อง THE NASTY GIRL (1990, Michael Verhoeven, เยอรมนี), อลิซ พอล (รับบทโดย Hilary Swank) หญิงสาวผู้เรียกร้องสิทธิในการออกเสียงของสตรีใน IRON JAWED ANGELS (2004, Katja von Garnier), โจน ออฟ อาร์ค (รับบทโดย Maril Falconetti) วีรสตรีของฝรั่งเศสใน THE PASSION OF JOAN OF ARC (1928, Carl Theodor Dryer, เดนมาร์ก), อาริอาดเน่ (รับบทโดยภาวิณี สมรรคบุตร) หญิงสาวในตำนานกรีกผู้เทิดทูนความจริงในละครเวทีเรื่อง “เส้นด้ายในความมืด” (2005, กำกับโดยพนิดา ฐปนางกูร) และแอนธิโกเน หญิงสาวในตำนานกรีกผู้สละชีพเพื่อความถูกต้องในละครเวทีเรื่อง “แอนธิโกเน ผู้มีพลังใจดุจไฟไม่มอดดับ” (2006, กำกับโดยสินีนาฏ เกษประไพ) การได้ชมตัวละครหญิงที่กล้าหาญชาญชัยและมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าแบบนี้ช่วยให้กำลังใจผู้ชมในการต่อสู้กับความเลวร้ายในชีวิตได้อย่างดีมากๆเลยค่ะ
รูปของ LENA STOLZE จาก THE NASTY GIRL
http://dbs.schule.de/zdf/bilder/18398_3.jpg
HILARY SWANK ใน IRON JAWED ANGELS
http://www.rgj.com/news/files/2004/02/11/39552_250.jpg
การแสดงอันสุดยอดของ Julia Jentsch ในบทของโซฟี โชลล์ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดิฉันชอบหนังเรื่องนี้อย่างมากๆ ทั้งนี้ นอกจากการแสดงของนางเอกหนังเรื่องนี้แล้ว การแสดงของนักแสดงหญิงคนอื่นๆที่ดิฉันชื่นชอบสุดๆในปี 2006 ยังรวมถึงเรื่อง
5.1 Birgit Minichmayr ใน YOU BET YOUR LIFE (2005, Antonin Svoboda, ออสเตรีย)
http://www.players.de/64/bild1k.jpg
5.2 Fusako Urabe ใน BASHING (2005, Masahiro Kobayashi)
5.3 Nathalie Baye ใน THE LITTLE LIEUTENANT (2005, Xavier Beauvois)
รูปของ NATHALIE BAYE จาก DETECTIVE (1985, JEAN-LUC GODARD)
http://a69.g.akamai.net/n/69/10688/v1/img5.allocine.fr/acmedia/medias/nmedia/18/36/15/70/18456510.jpg
5.4 พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์ ใน "โคลิค เด็กเห็นผี" (2006, พัชนนท์ ธรรมจิรา)
5.5 Kang Hye-jeong ใน LOVE PHOBIA (2006, Kang Ji-eun)
5.6 Elizabeth Mitchell (คนที่พยายามลักพาเด็ก) ใน RUNNING SCARED (2006, Wayne Kramer)
5.7 Pinky de Leon (สาวแก่ที่หลอกกินฟรีผู้ชายขายตัว) ใน MAGDALENA: THE UNHOLY SAINT (2004, Laurice Guillen, ฟิลิปปินส์)
5.8 Eva Birthistle ใน AE FOND KISS… (2004, Ken Loach)
http://thecia.com.au/reviews/f/images/fond-kiss-0.jpg
5.9 Susie Porter ใน BETTER THAN SEX (2000, Jonathan Teplitzky)
http://www.thecaterpillarwish.com/USERIMAGES/prod%20stills%20-%202262%20copy.jpg
5.10 Seema Biswas ใน WATER (2005, Deepa Mehta)
MOST FAVORITE FILMS OF 2006 PART 1
ดิฉันได้จัดทำอันดับหนังประจำปี 2006 แล้วค่ะ โดยอยู่ในลิงค์นี้รวมกับอันดับหนังของคนอื่นๆ
http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/1398
อ่านอันดับของดิฉันพร้อมกับดูรูปประกอบ 151 รูปได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=4125
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=4150
ขอคัดลอกอันดับของตัวเองในลิงค์ข้างบนมาให้อ่านกันที่นี่ด้วยนะคะ
อันดับประจำปี 2006
- MdS –
http://celinejulie.blogspot.com
เรียงตามลำดับความชอบส่วนตัว
ภาพยนตร์ที่ชื่นชอบในปี 2006
1. ANAT(T)A (2006, อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร และ โคอิจิ ชิมิสุ)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายที่แกลเลอรี่บนชั้น 7 หอกลาง จุฬาในช่วงเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ชื่อของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการเล่นกับคำว่า “อนัตตา” ในภาษาไทย และ “ANATA” ในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า YOU ดิฉันไม่แน่ใจในความหมายของภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่เดาว่าคำว่า you ในที่นี้ อาจจะหมายถึงการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ปล่อยให้ “ผู้ชม” แต่ละคนแต่งเรื่องในใจตัวเองได้ตามใจชอบภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการฉายภาพวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพเป็นเวลาประมาณ 50-60 นาทีโดยไม่มีเนื้อเรื่องเลย บางภาพก็เป็นวิวบนรถเมล์, วิวสองข้างทางถนน, วิวแม่น้ำ, วิวในวัด, วิวท้องฟ้า, วิวกิ่งไม้ใบหญ้า แต่ที่ดิฉันชื่นชอบมากที่สุดก็คือวิวพระอาทิตย์ขึ้นประมาณ 10 นาที และวิวอาทิตย์ตกประมาณ 10 นาทีอย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ใช่ภาพ แต่เป็นเสียง เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดโอกาสให้ผู้ชมทุกคนสร้างดนตรีประกอบขึ้นมาได้เอง โดยผู้ชมแต่ละคนสามารถเลือกกดปุ่มใดก็ได้ตามใจชอบจากปุ่มทั้งหมดราว 50 ปุ่มที่ห้อยระโยงระยางอยู่หน้าจอภาพยนตร์ โดยปุ่มแต่ละปุ่มจะแทนเสียงต่างๆกันไป ตั้งแต่เสียงหรีดหริ่งเรไร, เสียงหมาเห่า, เสียงนกแต่ละประเภท, เสียงรถตุ๊กๆ, เสียงประทัด, เสียงกุ๊งกิ๊ง โดยเมื่อผู้ชมกดปุ่มแต่ละปุ่มแล้ว โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะทำการผสมเสียงต่างๆออกมาให้ได้ยิน ดังนั้นในการชมภาพยนตร์เรื่องนี้แต่ละครั้งแต่ละรอบ เสียงซาวด์แทรคที่ผู้ชมได้ยินจะไม่เคยซ้ำกันเลยเสียงซาวด์แทรคแต่ละอย่างที่ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้นำมาให้เลือกกดนั้น ไพเราะเพราะพริ้งและช่วยกระตุ้นจินตนาการได้อย่างดีมากๆเลยค่ะ ฟังแล้วเพลินมากๆ ถ้าหากใครสนใจฟังเสียงซาวด์แทรคของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็สามารถเข้าไปฟังได้ที่บล็อกของคุณโคอิจิ ชิมิสุ ที่ http://www.myspace.com/eastablishrec2 การได้นั่งดูพระอาทิตย์ค่อยๆขึ้นจากขอบฟ้าริมแม่น้ำ และการได้นั่งดูพระอาทิตย์ค่อยๆตกหายไปในหมู่เมฆเป็นเวลาราวสิบกว่านาทีในภาพยนตร์เรื่องนี้พร้อมกับได้ฟังดนตรีประกอบที่เลิศล้ำ เป็นประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่ให้ความสุขแก่ดิฉันมากที่สุดในปี 2006 ค่ะ และทำให้ดิฉันได้ตระหนักว่าจริงๆแล้วความสุขที่สุดในชีวิตอยู่ใกล้ตัวอย่างแทบคาดไม่ถึงเลย ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ดิฉันคิดถึงประโยคที่บางคนพูดเอาไว้ว่า “Heaven is a place on earth.” และยิ่งไปกว่านั้น หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกอีกว่า จริงๆแล้วนั้น “Heaven is a place in Bangkok.” หรืออยู่ในใจของใครก็ได้บนโลกนี้ ถ้าหากคนๆนั้นเรียนรู้ที่จะทำให้สวรรค์อยู่ในใจของตัวเอง และพบว่าคนเราไม่ต้องการอะไรมากมายเลยในชีวิตนี้ เพราะเพียงแค่การได้นั่งดูก้อนเมฆค่อยๆเขยื้อนไปเรื่อยๆ นั่นก็คือ “สวรรค์ที่สุดของที่สุด” แล้ว
ทั้งนี้ นอกจาก ANAT(T)A แล้ว ภาพยนตร์ที่ดิฉันชอบสุดๆที่มาเปิดฉายตามแกลเลอรี่ในกรุงเทพในปี 2006 ยังรวมถึงเรื่อง
1.1 THE INSANE (2006, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข)
รูปจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆของอารยา ราษฎร์จำเริญสุข
http://www.taipeitimes.com/images/2005/06/16/20050615191817.jpeg
http://www.universes-in-universe.de/specials/2005/politics-of-fun/img/img-24.jpg
http://www.universes-in-universe.de/specials/2005/politics-of-fun/img/img-25.jpg
http://www.universes-in-universe.de/car/venezia/bien51/img/foto-tour/img-23.jpg
เคยเห็นหนังสือของคุณอารยา ราษฎร์จำเริญสุขมีขายที่ B2S สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าวด้วย
1.2 NIRVANA (2002, Szuper Gallery)
1.3 SAY HELLO TO PEACE AND TRANQUILITY (2001, Dagmar Keller + Martin Wittwer)
http://www.drawnbyreality.info/images/SayHello3.jpg
http://www.drawnbyreality.info/images/SayHello5.jpg
http://www.drawnbyreality.info/images/SayHello8.jpg
http://www.drawnbyreality.info/images/SayHello10.jpg
1.4 HERO (2006, ทวีศักดิ์ ศรีทองดี)
http://www.thavibu.com/special/flavours/thaweesak.htm
ตัวอย่างผลงานของทวีศักดิ์ ศรีทองดี
MISS OO
http://www.picassomio.com/images/art/pm-19446-large.jpg
CUT
http://www.picassomio.com/images/art/pm-19451-large.jpg
TRY ME
http://www.picassomio.com/images/art/pm-19455-large.jpg
ELEGANT
http://www.picassomio.com/images/art/pm-19456-large.jpg
STRANGER
http://www.picassomio.com/images/art/pm-22358-large.jpg
DING NAT
http://www.picassomio.com/images/art/pm-22355-large.jpg
MP3
http://www.picassomio.com/images/art/pm-19453-large.jpg
MIKI
http://www.picassomio.com/images/art/pm-41088-large.jpg
SLOW MOTION
http://www.picassomio.com/images/art/pm-41082-large.jpg
POLLY
http://www.picassomio.com/images/art/pm-41098-large.jpg
MYZ (2006)
http://www.thavibu.com/thailand/thaweesak_srithongdee/THA8003L.jpg
MOOT (2006)
http://www.thavibu.com/thailand/thaweesak_srithongdee/THA883L.jpg
1.5 DESIRE (2006, ชนกนันท์ ติรกาญจนา)
1.6 THE NINE-DAY PREGNANCY OF A SINGLE, MIDDLE-AGED ASSOCIATE PROFESSOR (2006, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข)
1.7 AFTER ALL (2002, Volker Eichelmann + Roland Rust)
1.8 PUGILIST SERIES 449 (2006, Alex Davies)
เว็บไซท์ของ ALEX DAVIES
http://schizophonia.com/
ภาพจากผลงานของ ALEX DAVIES
http://www.flickr.com/photos/alexdavies/sets/72157594327205148/
--PUGILIST SERIES 449
http://schizophonia.com/film/Pugilist449.jpg
--FLUTTER (2006, ALEX DAVIES)
http://schizophonia.com/installation/flutter/image/Flutter01.jpg
--SWARM (ALEX DAVIES)
http://schizophonia.com/installation/swarm/image/image/Swarm02.jpg
--REFLUX (ALEX DAVIES)
http://schizophonia.com/installation/reflux/image/RF07.jpg
--FILTER FEEDER (ALEX DAVIES)
http://schizophonia.com/installation/filterfeeder/image/163-6374_img.jpg
1.9 NANG KWAK: EQUAL OPPORTUNITY? (2006, สาครินทร์ เครืออ่อน + ไมเคิล เชาวนาศัย)
http://www.rama9art.org/artisan/2006/april/nangkwak/index.html
1.10 DINING TIME (2006, Shigeaki Iwai)
รายละเอียดเกี่ยวกับผลงาน RENOVATION WITH A STRANGER (2003, SHIGEAKI IWAI)
http://www.rum46.dk/udstillinger/shigeakiiwai/shigeaki.html
ภาพจาก 100 HUMMINGS (1992, SHIGEAKI IWAI)
http://k47.pbase.com/g3/80/606380/2/53483033.199402GinzaIwai03.jpg
ผลงานอื่นๆของ SHIGEAKI IWAI
http://www.iaska.com.au/images/iaska/artists/shigeaki/shig01_lrg.jpg
http://www.iaska.com.au/images/iaska/artists/shigeaki/shig03_lrg.jpg
http://www.iaska.com.au/images/iaska/artists/shigeaki/shig06_lrg.jpg
http://www.iaska.com.au/images/iaska/artists/shigeaki/shig02_lrg.jpg
2. OBABA (2005, Montxo Armendariz, สเปน)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายที่สยามพารากอนในเดือนก.พ.ปี 2006 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ไปถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีที่หมู่บ้านชื่อโอบาบา เธอได้เข้าไปข้องเกี่ยวกับปริศนากิ้งก่าในหมู่บ้าน และชีวิตของชาวบ้านหลายคนที่ต่างก็มีอดีตที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่เคยเป็นนักเรียนในชั้นเรียนเดียวกันเมื่อหลายสิบปีก่อน
จุดหนึ่งที่ชอบมากๆใน OBABA คือการที่หนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในกรอบแนวหนังใดๆ หนังเรื่องนี้เหมือนกับเอาตัวละครจากหนังหลายแนวเข้ามาไว้ด้วยกัน โดยตัวละครลูร์เดส (รับบทโดย Barbara Lennie) ซึ่งเป็นนางเอกของหนังเรื่องนี้นั้นมีลักษณะคล้ายนางเอกหนังสยองขวัญ เธอเป็นนางเอกประเภท “สอใส่เกือก” ที่ชอบสอดรู้สอดเห็นจนพาตัวเองเข้าไปตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย ความอยากรู้อยากเห็นของเธอทำให้เธอมีลักษณะคล้ายกับนางเอกหนังเรื่อง THESIS (1996, Alejandro Amenabar), THE RING FINGER (2005, Diane Bertrand) และ HOTEL (2004, Jessica Hausner) นอกจากนี้ เธอยังมีความมุมานะอย่างมากในการขุดคุ้ยเรื่องราวของชาวบ้าน และนั่นทำให้เรานึกถึงนางเอกประเภทนักข่าวหัวเห็ดที่หัวรั้นอย่างมากๆ โดยเฉพาะบทนักสร้างภาพยนตร์ที่ Krystyna Janda เคยแสดงไว้ในหนังการเมืองเรื่อง MAN OF MARBLE (1977, Andrzej Wajda) ส่วนตัวประกอบสำคัญใน OBABA นั้นก็มีเช่น ตัวละครคุณครูสาว (แสดงโดย Pilar Lopez de Ayala) ที่มีสัมพันธ์ทางเพศกับเด็กหนุ่มวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งตัวละครคุณครูคนนี้เหมือนกับหลุดออกมาจากหนัง
ดราม่าหนักๆอย่าง ALL THINGS FAIR (1995, Bo Widerberg) หรือ ALL AMERICAN GIRL: THE MARY KAY LETOURNEAU STORY (2000, Lloyd Kramer), ตัวละครวิศวกรหนุ่มชาวเยอรมัน (Peter Lohmeyer) ผู้ตกหลุมรักชนบทสเปน ซึ่งเหมือนหลุดออกมาจากหนังดราม่าเบาๆแนว “ชายหนุ่มผู้พยายามแสวงหาที่ทางของตัวเอง” อย่างเช่นในหนังเรื่อง PLAYA DEL FUTURO (2005, Peter Lichtefeld) ที่นำแสดงโดย Peter Lohmeyer เหมือนกัน, ตัวละครฆาตกรที่มีปมทางจิต ซึ่งเหมือนหลุดออกมาจากหนังแนวแอคชัน/จิตวิทยา และตัวละครชื่อเอสเตบาน (รับบทโดย Ryan Cameron) ซึ่งเป็นเด็กชายผู้เห็นสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยตัวละครตัวนี้เหมือนหลุดออกมาจากหนังเด็กแนว Coming of Age
การที่ OBABA แสดงให้เห็นว่าตัวละครประกอบแต่ละตัวในหนังต่างก็มี “ชีวิต” เป็นของตัวเอง เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการของดิฉันอย่างมากๆหลังจากดูหนังจบไปแล้ว หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกสงสัยใคร่รู้มากๆว่า แล้วชีวิตของตัวละครคนอื่นๆที่เคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับตัวละครเหล่านี้ล่ะ พวกเขาจะมีชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง และชีวิตของพวกเขาจะออกมาคล้ายกับหนังแนวทางใด OBABA กระตุ้นให้ดิฉันรู้สึกอยากช่วยแต่งเรื่องราวประวัติชีวิตให้กับตัวละครประกอบในหนังเป็นอย่างมาก ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกว่า ถึงแม้ภาพยนตร์ได้จบไปแล้ว เราก็ยังคงสามารถแสวงหาความสนุกจากภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ต่อไปด้วยการจินตนาการถึงประวัติชีวิตของตัวละครตัวอื่นๆตามที่ใจเราต้องการ
ภาพยนตร์ที่เปิดฉายในกรุงเทพในปี 2006 หลายเรื่องมีโครงสร้างประกอบด้วยเรื่องราวย่อยๆมาประกอบรวมเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ นอกจาก OBABA แล้ว ภาพยนตร์ที่ดิฉันชอบมากๆในปี 2006 ที่ใช้โครงสร้างแบบ "หลายเรื่องรวมกัน" ยังรวมถึง
2.1 THE BURIED FOREST (2005, Kohei Oguri)
http://www.cineasie.com/CinemaJaponais/ForetOublie/ForetOublieAff.jpg
http://www.cineasie.com/CinemaJaponais/ForetOublie/la%20foret%20oubliee%202.jpg
http://www.cineasie.com/CinemaJaponais/ForetOublie/la%20foret%20oubliee%204.jpg
2.2 BE WITH ME (2005, Eric Khoo, สิงคโปร์)
2.3 MOTEL CACTUS (1997, Park Ki-yong)
http://www.cinemakorea.com/motel_cactus.htm
http://images.amazon.com/images/P/B000A59QHI.01.LZZZZZZZ.jpg
http://www.cinemakorea.com/motel_cactus.jpg
2.4 HOODWINKED! (2005, Cory Edwards)
http://www.cinematicwallpaper.com/movie-pictures/wallpapers/Hoodwinked_wallpaper/hoodwinked.sized.jpg
2.5 A STRANGER OF MINE (2005, Kenji Uchida)
http://cinephiliac.com/img/2006/A-Stranger-Of-Mine.jpg
2.6 ODE TO JOY (2005, Anna Kazejak-Dawid + Jan Komasa + Maciej Migas, โปแลนด์)
http://www.lff.org.uk/films_details.php?FilmID=1116
2.7 WARSAW (2003, Dariusz Gajewski, โปแลนด์)
http://www.ignis.org/2005-0223-PL-film.jpg
http://www.polskieradio.pl/kultura/_photo/736_t.gif
2.8 TAPAS (2005, Jose Corbacho + Juan Cruz, สเปน)
http://arrobaspain.com/cine/image/2005/200505w300tapas.jpg
http://adorocinema.cidadeinternet.com.br/filmes/tapas/tapas02.jpg
2.9 LOOK BOTH WAYS (2005, Sarah Watt, ออสเตรเลีย)
http://thecia.com.au/reviews/l/images/look-both-ways-poster-1.jpg
http://thecia.com.au/reviews/l/images/look-both-ways-8.jpg
2.10 ONE DAY IN EUROPE (2005, Hannes Stoehr, เยอรมนี)
http://www.cineclub.de/images/2005/04/one-day-in-europe-p.jpg
http://thecia.com.au/reviews/o/images/one-day-in-europe-3.jpg
http://thecia.com.au/reviews/o/images/one-day-in-europe-1.jpg
รูปของ HANNES STOEHR
http://www.cineclub.de/images/2005/04/one-day-in-europe-5.jpg
ปล.หลังจากรีบเร่งจัดทำอันดับนี้เพื่อส่งให้ OPEN ในวันที่ 3 ม.ค. ก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ในภายหลังว่าตัวเองลืม ME AND YOU AND EVERYONE WE KNOW ซึ่งน่าจะติดอันดับหนังกลุ่ม "หลายเรื่องรวมกัน" ที่ดิฉันชอบมากในปี 2006 ด้วย
http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/1398
อ่านอันดับของดิฉันพร้อมกับดูรูปประกอบ 151 รูปได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=4125
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3437&start=4150
ขอคัดลอกอันดับของตัวเองในลิงค์ข้างบนมาให้อ่านกันที่นี่ด้วยนะคะ
อันดับประจำปี 2006
- MdS –
http://celinejulie.blogspot.com
เรียงตามลำดับความชอบส่วนตัว
ภาพยนตร์ที่ชื่นชอบในปี 2006
1. ANAT(T)A (2006, อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร และ โคอิจิ ชิมิสุ)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายที่แกลเลอรี่บนชั้น 7 หอกลาง จุฬาในช่วงเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ชื่อของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการเล่นกับคำว่า “อนัตตา” ในภาษาไทย และ “ANATA” ในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า YOU ดิฉันไม่แน่ใจในความหมายของภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่เดาว่าคำว่า you ในที่นี้ อาจจะหมายถึงการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ปล่อยให้ “ผู้ชม” แต่ละคนแต่งเรื่องในใจตัวเองได้ตามใจชอบภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการฉายภาพวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพเป็นเวลาประมาณ 50-60 นาทีโดยไม่มีเนื้อเรื่องเลย บางภาพก็เป็นวิวบนรถเมล์, วิวสองข้างทางถนน, วิวแม่น้ำ, วิวในวัด, วิวท้องฟ้า, วิวกิ่งไม้ใบหญ้า แต่ที่ดิฉันชื่นชอบมากที่สุดก็คือวิวพระอาทิตย์ขึ้นประมาณ 10 นาที และวิวอาทิตย์ตกประมาณ 10 นาทีอย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ใช่ภาพ แต่เป็นเสียง เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดโอกาสให้ผู้ชมทุกคนสร้างดนตรีประกอบขึ้นมาได้เอง โดยผู้ชมแต่ละคนสามารถเลือกกดปุ่มใดก็ได้ตามใจชอบจากปุ่มทั้งหมดราว 50 ปุ่มที่ห้อยระโยงระยางอยู่หน้าจอภาพยนตร์ โดยปุ่มแต่ละปุ่มจะแทนเสียงต่างๆกันไป ตั้งแต่เสียงหรีดหริ่งเรไร, เสียงหมาเห่า, เสียงนกแต่ละประเภท, เสียงรถตุ๊กๆ, เสียงประทัด, เสียงกุ๊งกิ๊ง โดยเมื่อผู้ชมกดปุ่มแต่ละปุ่มแล้ว โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะทำการผสมเสียงต่างๆออกมาให้ได้ยิน ดังนั้นในการชมภาพยนตร์เรื่องนี้แต่ละครั้งแต่ละรอบ เสียงซาวด์แทรคที่ผู้ชมได้ยินจะไม่เคยซ้ำกันเลยเสียงซาวด์แทรคแต่ละอย่างที่ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้นำมาให้เลือกกดนั้น ไพเราะเพราะพริ้งและช่วยกระตุ้นจินตนาการได้อย่างดีมากๆเลยค่ะ ฟังแล้วเพลินมากๆ ถ้าหากใครสนใจฟังเสียงซาวด์แทรคของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็สามารถเข้าไปฟังได้ที่บล็อกของคุณโคอิจิ ชิมิสุ ที่ http://www.myspace.com/eastablishrec2 การได้นั่งดูพระอาทิตย์ค่อยๆขึ้นจากขอบฟ้าริมแม่น้ำ และการได้นั่งดูพระอาทิตย์ค่อยๆตกหายไปในหมู่เมฆเป็นเวลาราวสิบกว่านาทีในภาพยนตร์เรื่องนี้พร้อมกับได้ฟังดนตรีประกอบที่เลิศล้ำ เป็นประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่ให้ความสุขแก่ดิฉันมากที่สุดในปี 2006 ค่ะ และทำให้ดิฉันได้ตระหนักว่าจริงๆแล้วความสุขที่สุดในชีวิตอยู่ใกล้ตัวอย่างแทบคาดไม่ถึงเลย ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ดิฉันคิดถึงประโยคที่บางคนพูดเอาไว้ว่า “Heaven is a place on earth.” และยิ่งไปกว่านั้น หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกอีกว่า จริงๆแล้วนั้น “Heaven is a place in Bangkok.” หรืออยู่ในใจของใครก็ได้บนโลกนี้ ถ้าหากคนๆนั้นเรียนรู้ที่จะทำให้สวรรค์อยู่ในใจของตัวเอง และพบว่าคนเราไม่ต้องการอะไรมากมายเลยในชีวิตนี้ เพราะเพียงแค่การได้นั่งดูก้อนเมฆค่อยๆเขยื้อนไปเรื่อยๆ นั่นก็คือ “สวรรค์ที่สุดของที่สุด” แล้ว
ทั้งนี้ นอกจาก ANAT(T)A แล้ว ภาพยนตร์ที่ดิฉันชอบสุดๆที่มาเปิดฉายตามแกลเลอรี่ในกรุงเทพในปี 2006 ยังรวมถึงเรื่อง
1.1 THE INSANE (2006, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข)
รูปจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆของอารยา ราษฎร์จำเริญสุข
http://www.taipeitimes.com/images/2005/06/16/20050615191817.jpeg
http://www.universes-in-universe.de/specials/2005/politics-of-fun/img/img-24.jpg
http://www.universes-in-universe.de/specials/2005/politics-of-fun/img/img-25.jpg
http://www.universes-in-universe.de/car/venezia/bien51/img/foto-tour/img-23.jpg
เคยเห็นหนังสือของคุณอารยา ราษฎร์จำเริญสุขมีขายที่ B2S สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าวด้วย
1.2 NIRVANA (2002, Szuper Gallery)
1.3 SAY HELLO TO PEACE AND TRANQUILITY (2001, Dagmar Keller + Martin Wittwer)
http://www.drawnbyreality.info/images/SayHello3.jpg
http://www.drawnbyreality.info/images/SayHello5.jpg
http://www.drawnbyreality.info/images/SayHello8.jpg
http://www.drawnbyreality.info/images/SayHello10.jpg
1.4 HERO (2006, ทวีศักดิ์ ศรีทองดี)
http://www.thavibu.com/special/flavours/thaweesak.htm
ตัวอย่างผลงานของทวีศักดิ์ ศรีทองดี
MISS OO
http://www.picassomio.com/images/art/pm-19446-large.jpg
CUT
http://www.picassomio.com/images/art/pm-19451-large.jpg
TRY ME
http://www.picassomio.com/images/art/pm-19455-large.jpg
ELEGANT
http://www.picassomio.com/images/art/pm-19456-large.jpg
STRANGER
http://www.picassomio.com/images/art/pm-22358-large.jpg
DING NAT
http://www.picassomio.com/images/art/pm-22355-large.jpg
MP3
http://www.picassomio.com/images/art/pm-19453-large.jpg
MIKI
http://www.picassomio.com/images/art/pm-41088-large.jpg
SLOW MOTION
http://www.picassomio.com/images/art/pm-41082-large.jpg
POLLY
http://www.picassomio.com/images/art/pm-41098-large.jpg
MYZ (2006)
http://www.thavibu.com/thailand/thaweesak_srithongdee/THA8003L.jpg
MOOT (2006)
http://www.thavibu.com/thailand/thaweesak_srithongdee/THA883L.jpg
1.5 DESIRE (2006, ชนกนันท์ ติรกาญจนา)
1.6 THE NINE-DAY PREGNANCY OF A SINGLE, MIDDLE-AGED ASSOCIATE PROFESSOR (2006, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข)
1.7 AFTER ALL (2002, Volker Eichelmann + Roland Rust)
1.8 PUGILIST SERIES 449 (2006, Alex Davies)
เว็บไซท์ของ ALEX DAVIES
http://schizophonia.com/
ภาพจากผลงานของ ALEX DAVIES
http://www.flickr.com/photos/alexdavies/sets/72157594327205148/
--PUGILIST SERIES 449
http://schizophonia.com/film/Pugilist449.jpg
--FLUTTER (2006, ALEX DAVIES)
http://schizophonia.com/installation/flutter/image/Flutter01.jpg
--SWARM (ALEX DAVIES)
http://schizophonia.com/installation/swarm/image/image/Swarm02.jpg
--REFLUX (ALEX DAVIES)
http://schizophonia.com/installation/reflux/image/RF07.jpg
--FILTER FEEDER (ALEX DAVIES)
http://schizophonia.com/installation/filterfeeder/image/163-6374_img.jpg
1.9 NANG KWAK: EQUAL OPPORTUNITY? (2006, สาครินทร์ เครืออ่อน + ไมเคิล เชาวนาศัย)
http://www.rama9art.org/artisan/2006/april/nangkwak/index.html
1.10 DINING TIME (2006, Shigeaki Iwai)
รายละเอียดเกี่ยวกับผลงาน RENOVATION WITH A STRANGER (2003, SHIGEAKI IWAI)
http://www.rum46.dk/udstillinger/shigeakiiwai/shigeaki.html
ภาพจาก 100 HUMMINGS (1992, SHIGEAKI IWAI)
http://k47.pbase.com/g3/80/606380/2/53483033.199402GinzaIwai03.jpg
ผลงานอื่นๆของ SHIGEAKI IWAI
http://www.iaska.com.au/images/iaska/artists/shigeaki/shig01_lrg.jpg
http://www.iaska.com.au/images/iaska/artists/shigeaki/shig03_lrg.jpg
http://www.iaska.com.au/images/iaska/artists/shigeaki/shig06_lrg.jpg
http://www.iaska.com.au/images/iaska/artists/shigeaki/shig02_lrg.jpg
2. OBABA (2005, Montxo Armendariz, สเปน)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายที่สยามพารากอนในเดือนก.พ.ปี 2006 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ไปถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีที่หมู่บ้านชื่อโอบาบา เธอได้เข้าไปข้องเกี่ยวกับปริศนากิ้งก่าในหมู่บ้าน และชีวิตของชาวบ้านหลายคนที่ต่างก็มีอดีตที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่เคยเป็นนักเรียนในชั้นเรียนเดียวกันเมื่อหลายสิบปีก่อน
จุดหนึ่งที่ชอบมากๆใน OBABA คือการที่หนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในกรอบแนวหนังใดๆ หนังเรื่องนี้เหมือนกับเอาตัวละครจากหนังหลายแนวเข้ามาไว้ด้วยกัน โดยตัวละครลูร์เดส (รับบทโดย Barbara Lennie) ซึ่งเป็นนางเอกของหนังเรื่องนี้นั้นมีลักษณะคล้ายนางเอกหนังสยองขวัญ เธอเป็นนางเอกประเภท “สอใส่เกือก” ที่ชอบสอดรู้สอดเห็นจนพาตัวเองเข้าไปตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย ความอยากรู้อยากเห็นของเธอทำให้เธอมีลักษณะคล้ายกับนางเอกหนังเรื่อง THESIS (1996, Alejandro Amenabar), THE RING FINGER (2005, Diane Bertrand) และ HOTEL (2004, Jessica Hausner) นอกจากนี้ เธอยังมีความมุมานะอย่างมากในการขุดคุ้ยเรื่องราวของชาวบ้าน และนั่นทำให้เรานึกถึงนางเอกประเภทนักข่าวหัวเห็ดที่หัวรั้นอย่างมากๆ โดยเฉพาะบทนักสร้างภาพยนตร์ที่ Krystyna Janda เคยแสดงไว้ในหนังการเมืองเรื่อง MAN OF MARBLE (1977, Andrzej Wajda) ส่วนตัวประกอบสำคัญใน OBABA นั้นก็มีเช่น ตัวละครคุณครูสาว (แสดงโดย Pilar Lopez de Ayala) ที่มีสัมพันธ์ทางเพศกับเด็กหนุ่มวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งตัวละครคุณครูคนนี้เหมือนกับหลุดออกมาจากหนัง
ดราม่าหนักๆอย่าง ALL THINGS FAIR (1995, Bo Widerberg) หรือ ALL AMERICAN GIRL: THE MARY KAY LETOURNEAU STORY (2000, Lloyd Kramer), ตัวละครวิศวกรหนุ่มชาวเยอรมัน (Peter Lohmeyer) ผู้ตกหลุมรักชนบทสเปน ซึ่งเหมือนหลุดออกมาจากหนังดราม่าเบาๆแนว “ชายหนุ่มผู้พยายามแสวงหาที่ทางของตัวเอง” อย่างเช่นในหนังเรื่อง PLAYA DEL FUTURO (2005, Peter Lichtefeld) ที่นำแสดงโดย Peter Lohmeyer เหมือนกัน, ตัวละครฆาตกรที่มีปมทางจิต ซึ่งเหมือนหลุดออกมาจากหนังแนวแอคชัน/จิตวิทยา และตัวละครชื่อเอสเตบาน (รับบทโดย Ryan Cameron) ซึ่งเป็นเด็กชายผู้เห็นสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยตัวละครตัวนี้เหมือนหลุดออกมาจากหนังเด็กแนว Coming of Age
การที่ OBABA แสดงให้เห็นว่าตัวละครประกอบแต่ละตัวในหนังต่างก็มี “ชีวิต” เป็นของตัวเอง เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการของดิฉันอย่างมากๆหลังจากดูหนังจบไปแล้ว หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกสงสัยใคร่รู้มากๆว่า แล้วชีวิตของตัวละครคนอื่นๆที่เคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับตัวละครเหล่านี้ล่ะ พวกเขาจะมีชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง และชีวิตของพวกเขาจะออกมาคล้ายกับหนังแนวทางใด OBABA กระตุ้นให้ดิฉันรู้สึกอยากช่วยแต่งเรื่องราวประวัติชีวิตให้กับตัวละครประกอบในหนังเป็นอย่างมาก ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกว่า ถึงแม้ภาพยนตร์ได้จบไปแล้ว เราก็ยังคงสามารถแสวงหาความสนุกจากภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ต่อไปด้วยการจินตนาการถึงประวัติชีวิตของตัวละครตัวอื่นๆตามที่ใจเราต้องการ
ภาพยนตร์ที่เปิดฉายในกรุงเทพในปี 2006 หลายเรื่องมีโครงสร้างประกอบด้วยเรื่องราวย่อยๆมาประกอบรวมเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ นอกจาก OBABA แล้ว ภาพยนตร์ที่ดิฉันชอบมากๆในปี 2006 ที่ใช้โครงสร้างแบบ "หลายเรื่องรวมกัน" ยังรวมถึง
2.1 THE BURIED FOREST (2005, Kohei Oguri)
http://www.cineasie.com/CinemaJaponais/ForetOublie/ForetOublieAff.jpg
http://www.cineasie.com/CinemaJaponais/ForetOublie/la%20foret%20oubliee%202.jpg
http://www.cineasie.com/CinemaJaponais/ForetOublie/la%20foret%20oubliee%204.jpg
2.2 BE WITH ME (2005, Eric Khoo, สิงคโปร์)
2.3 MOTEL CACTUS (1997, Park Ki-yong)
http://www.cinemakorea.com/motel_cactus.htm
http://images.amazon.com/images/P/B000A59QHI.01.LZZZZZZZ.jpg
http://www.cinemakorea.com/motel_cactus.jpg
2.4 HOODWINKED! (2005, Cory Edwards)
http://www.cinematicwallpaper.com/movie-pictures/wallpapers/Hoodwinked_wallpaper/hoodwinked.sized.jpg
2.5 A STRANGER OF MINE (2005, Kenji Uchida)
http://cinephiliac.com/img/2006/A-Stranger-Of-Mine.jpg
2.6 ODE TO JOY (2005, Anna Kazejak-Dawid + Jan Komasa + Maciej Migas, โปแลนด์)
http://www.lff.org.uk/films_details.php?FilmID=1116
2.7 WARSAW (2003, Dariusz Gajewski, โปแลนด์)
http://www.ignis.org/2005-0223-PL-film.jpg
http://www.polskieradio.pl/kultura/_photo/736_t.gif
2.8 TAPAS (2005, Jose Corbacho + Juan Cruz, สเปน)
http://arrobaspain.com/cine/image/2005/200505w300tapas.jpg
http://adorocinema.cidadeinternet.com.br/filmes/tapas/tapas02.jpg
2.9 LOOK BOTH WAYS (2005, Sarah Watt, ออสเตรเลีย)
http://thecia.com.au/reviews/l/images/look-both-ways-poster-1.jpg
http://thecia.com.au/reviews/l/images/look-both-ways-8.jpg
2.10 ONE DAY IN EUROPE (2005, Hannes Stoehr, เยอรมนี)
http://www.cineclub.de/images/2005/04/one-day-in-europe-p.jpg
http://thecia.com.au/reviews/o/images/one-day-in-europe-3.jpg
http://thecia.com.au/reviews/o/images/one-day-in-europe-1.jpg
รูปของ HANNES STOEHR
http://www.cineclub.de/images/2005/04/one-day-in-europe-5.jpg
ปล.หลังจากรีบเร่งจัดทำอันดับนี้เพื่อส่งให้ OPEN ในวันที่ 3 ม.ค. ก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ในภายหลังว่าตัวเองลืม ME AND YOU AND EVERYONE WE KNOW ซึ่งน่าจะติดอันดับหนังกลุ่ม "หลายเรื่องรวมกัน" ที่ดิฉันชอบมากในปี 2006 ด้วย
IMITATION OF FICTIONAL LIFE
เมื่อกี้เพิ่งคุยกับเพื่อน เดาว่าอันดับหนังของคุณบุญส่ง นาคภู่อาจจะพิมพ์ชื่อเรื่องผิดเล็กน้อย
>> 2. Distant Voices มันเป็นยิ่งกว่าหนัง คือ มันข้ามพรมแดนของความเป็นหนังไปแล้ว มันกลายเป็นเรื่องจริง<<
เข้าใจว่าที่จริงแล้วหนังเรื่องนี้ไม่ได้ชื่อ DISTANT VOICES แต่เป็น INNOCENT VOICES (2004, LUIS MANDOKI)
ส่วนอันดับหนังของดิฉันก็พิมพ์ชื่อเรื่องผิดเล็กน้อยเช่นกัน เพราะอันดับ 1 ของดิฉันคือ ANAT(T)A ไม่ใช่ ANATA แหะๆๆ
ตอบคุณ FILMSICK
--อ่านที่คุณ FILMSICK เขียนไว้ใน OPEN แล้ว
>>10. FLANDERS /BRUNO DUMONT
เป็นเรื่องน่าแตกตื่นยินดีที่หนังของBRUNO DUMONT ได้เข้าฉายในเมืองไทย น่าเสียดายที่มันเข้าฉายและลาโรงไปอย่างเงียบเชียบ (จนน่าแตกตื่น) ครั้งนี้ HANEKE น้อย (ฉายาส่วนตัวที่ผมตั้งขึ้นเอง) เล่าประเด็น POST 9/11 ในรูปแบบของตัวเองครบครัน <<
ก็เลยจะบอกว่า ไม่ได้มีแค่คุณ FILMSICK คนเดียวที่คิดว่า BRUNO DUMONT มีส่วนคล้ายกับ MICHAEL HANEKE เพราะ STEPHEN BROWER แห่ง SENSES OF CINEMA ก็คิดคล้ายกัน โดยเขายกย่องให้ BRUNO DUMONT กับ MICHAEL HANEKE เป็น ABSOLUTE MASTER OF THE CINEMA OF DIS-EASE
http://www.sensesofcinema.com/contents/06/38/world_poll1.html#Brower
--อ่านที่คุณ FILMSICK เขียนไว้ในเอ็นทรี่นี้แล้ว
http://filmsick.exteen.com/20070117/entry
ก็เลยขอเพิ่มเติมรายชื่อภาพยนตร์ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบของดิฉันด้วย
1. AMAZING THAILAND (1998, PANUTTA YOOSUKSAWAT + SORAYA NAKHASUWAN หรือ ปณัฎฐา อยู่สุขสวัสดิ์ + โสรยา นาคะสุวรรณ, A++++++++++)
ก่อนที่จะดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันไม่เคยไปเที่ยวถนนข้าวสารมาก่อน แต่หลังจากได้ดูหนังสารคดีเรื่องนี้ ดิฉันก็พบว่าถนนข้าวสารน่าสนใจมากๆ แล้วก็เลยไปเที่ยวถนนข้าวสารเป็นบางครั้งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รวมทั้งพาเพื่อนๆไปด้วย หนังเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตดิฉันในระดับนึง แต่อาจจะส่งผลกระทบต่อชีวิตเพื่อนๆดิฉันมากกว่าดิฉัน เพราะการที่ดิฉันพาเพื่อนๆผู้หญิงไปเที่ยวถนนข้าวสาร ส่งผลให้เพื่อนคนนึงของดิฉันเกือบได้ผัวเป็นหนุ่มน่ารักจากอังกฤษ และเพื่อนอีกคนนึงของดิฉันเกือบได้ผัวเป็นหนุ่มน่ารักจากไอร์แลนด์ ถ้าหากไม่มีการสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา ดิฉันก็คงไม่ได้ไปเที่ยวถนนข้าวสาร และชีวิตของเพื่อนๆดิฉันคงไม่ได้เฉียดใกล้สวรรค์ฉิมพลีมากเท่านี้
2. A SUMMER'S TALE (1996, ERIC ROHMER, A++++++++++)
หนังเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ดิฉันพูดคุยกับหนุ่มหล่อแปลกหน้าที่พบตามชายหาด และมันนำมาซึ่งสิ่งดีๆมากมาย โฮะๆๆๆๆๆๆ
3. FALLEN ANGELS (1995, WONG KAR-WAI, A++++++++++)
ดิฉันเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เวลาเดินไปไหนมาไหน มักจะรู้สึกว่าผู้คนรอบข้างกำลังมองดิฉันด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาเดินเข้าไปในสีลมซอยสอง แต่หลังจากได้ดู FALLEN ANGELS แล้ว ดิฉันก็รู้สึกประทับใจกับ "หลี่เจียซิน" ในหนังเรื่องนี้มาก เพราะท่าทางการเดินของเธอมันดู "ไม่ยี่หระ" มากๆ หลังจากได้ดู FALLEN ANGELS เมื่อใดก็ตามที่ดิฉันเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง ดิฉันก็จะพยายามคิดว่าตัวเองเป็นหลี่เจียซินใน FALLEN ANGELS และไม่รู้สึกยี่หระหรืออินังขังขอบต่อสายตาคนอื่นๆอีกต่อไป
4. TWIN PEAKS (1990, A+++++++++++++++++)
http://www.imdb.com/title/tt0098936/
คลั่งไคล้ใหลหลงละครทีวีเรื่องนี้อย่างสุดๆตอนที่มันมาฉายทางช่อง 3 และถึงกับพยายามเลียนแบบตัวละครในเรื่องนี้อยู่ฉากนึง นั่นก็คือฉากที่ SARAH PALMER (รับบทโดย GRACE ZABRISKIE) คลานลงบันไดด้วยอาการที่ประหลาดมากๆ จำไม่ได้แน่นอนว่าฉากนี้อยู่ในตอนที่เท่าไหร่ของเรื่อง แต่ถ้าจำไม่ผิด ฉากคลานลงบันไดนี้อยู่ในตอนที่ MADELEINE FERGUSON (รับบทโดย SHERYL LEE) กำลังจะถูกฆ่าตาย
ดิฉันพยายามคลานลงบันไดเลียนแบบ SARAH PALMER บ้าง ปรากฏว่ามัน "เจ็บ" ตัวมากๆเวลาร่างกายครูดไปกับขั้นบันไดแต่ละขั้น ไม่รู้เหมือนกันว่า GRACE ZABRISKIE แสดงฉากนั้นได้ยังไง หรือมีการใช้สเปเชียล เอฟเฟคท์อะไรช่วยหรือเปล่า เพราะถ้าหากคลานแบบนั้นจริงๆ มันก็น่าจะทำให้ผู้แสดงเจ็บตัวอยู่มิใช่น้อย
5. THE FORGOTTEN (2004, JOSEPH RUBEN, A)
http://www.imdb.com/title/tt0356618/
ชอบท่าทางการวิ่งของ JULIANNE MOORE ในหนังเรื่องนี้มากๆ ถ้าจำไม่ผิด ในหนังเรื่องนี้มีฉากที่เธอวิ่ง วิ่ง วิ่ง บ่อยมาก และเส้นผมของเธอก็จะสะบัดพลิ้วไปมาอย่างสวยงามราวกับนางงามออด๊าซ
หลังจากได้ดู THE FORGOTTEN เวลาที่ดิฉันจะไปไหนมาไหน ดิฉันก็มักจะ "วิ่ง" แทน "เดิน" ถึงแม้ไม่มีความจำเป็นต้องวิ่งแต่อย่างใด โดยเฉพาะเวลาที่ข้ามถนน ดิฉันจะวิ่งอย่างรวดเร็วที่สุด พร้อมกับจินตนาการว่าตัวเองมีเส้นผมยาวสยายสะบัดพลิ้วไปมาขณะที่วิ่งด้วย ฮ่าๆๆๆๆ
6. THE STORY OF QIU JU (1992, ZHANG YIMOU, A+)
http://www.imdb.com/title/tt0105197/
ขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ เห็นกงลี่อุ้มลูกในหลายๆฉาก แล้วก็เลยรู้สึกอยากอุ้มลูกบ้าง ดิฉันก็เลยเอาผ้าห่มหาห่อตัวตุ๊กตาหมี แล้วก็อุ้มตุ๊กตาหมีในห่อผ้าห่มไปเรื่อยๆขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ และถึงแม้ดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว ในเวลาว่างในบางครั้ง ดิฉันก็จะเอาผ้าห่มมาห่อตัวตุ๊กตาหมีแล้วก็อุ้มมันไปมา พร้อมกับบอกตัวเองว่า "ฉันคือ QIU JU"
ดูหน้าตุ๊กตาหมีของดิฉันได้ที่
http://celinejulie.blogspot.com/2006/10/my-daughter-teddy-bear.html
ภาพยนตร์ที่ดิฉันไม่ได้เลียนแบบ แต่มันตรงกับชีวิตจริงดิฉัน
THE BLACK DAHLIA (2006, BRIAN DE PALMA, A+/A)
ขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ รู้สึกประทับใจกับหนังเรื่องนี้มากๆ เพราะมันมีหลายส่วนที่ตรงกับชีวิตจริงของดิฉัน โดยเฉพาะตัวละคร MADELEINE LINSCOTT (HILARY SWANK) เพราะเธอมีพฤติกรรมบางอย่างที่คล้ายคลึงกับดิฉัน เธอเคยทำในสิ่งที่ดิฉันเคยทำไปแล้ว และเธอก็เคยทำในสิ่งที่ดิฉันอยากจะทำ แต่ยังไม่ได้ทำด้วย นั่นก็คือ "การนอนกับคนที่หน้าตาเหมือนกับตัวเอง" ถ้าหากในอนาคต ดิฉันได้ทำตามความฝันของตัวเองด้วยการนอนกับคนที่หน้าตาเหมือนกับตัวเองจริงๆ นั่นก็ไม่ได้เป็นเพราะว่าดิฉันเลียนแบบ THE BLACK DAHLIA แต่อย่างใด แต่นั่นเป็นเพราะว่าดิฉันตั้งใจไว้อย่างนี้อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนได้ดูหนังเรื่องนี้
>> 2. Distant Voices มันเป็นยิ่งกว่าหนัง คือ มันข้ามพรมแดนของความเป็นหนังไปแล้ว มันกลายเป็นเรื่องจริง<<
เข้าใจว่าที่จริงแล้วหนังเรื่องนี้ไม่ได้ชื่อ DISTANT VOICES แต่เป็น INNOCENT VOICES (2004, LUIS MANDOKI)
ส่วนอันดับหนังของดิฉันก็พิมพ์ชื่อเรื่องผิดเล็กน้อยเช่นกัน เพราะอันดับ 1 ของดิฉันคือ ANAT(T)A ไม่ใช่ ANATA แหะๆๆ
ตอบคุณ FILMSICK
--อ่านที่คุณ FILMSICK เขียนไว้ใน OPEN แล้ว
>>10. FLANDERS /BRUNO DUMONT
เป็นเรื่องน่าแตกตื่นยินดีที่หนังของBRUNO DUMONT ได้เข้าฉายในเมืองไทย น่าเสียดายที่มันเข้าฉายและลาโรงไปอย่างเงียบเชียบ (จนน่าแตกตื่น) ครั้งนี้ HANEKE น้อย (ฉายาส่วนตัวที่ผมตั้งขึ้นเอง) เล่าประเด็น POST 9/11 ในรูปแบบของตัวเองครบครัน <<
ก็เลยจะบอกว่า ไม่ได้มีแค่คุณ FILMSICK คนเดียวที่คิดว่า BRUNO DUMONT มีส่วนคล้ายกับ MICHAEL HANEKE เพราะ STEPHEN BROWER แห่ง SENSES OF CINEMA ก็คิดคล้ายกัน โดยเขายกย่องให้ BRUNO DUMONT กับ MICHAEL HANEKE เป็น ABSOLUTE MASTER OF THE CINEMA OF DIS-EASE
http://www.sensesofcinema.com/contents/06/38/world_poll1.html#Brower
--อ่านที่คุณ FILMSICK เขียนไว้ในเอ็นทรี่นี้แล้ว
http://filmsick.exteen.com/20070117/entry
ก็เลยขอเพิ่มเติมรายชื่อภาพยนตร์ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบของดิฉันด้วย
1. AMAZING THAILAND (1998, PANUTTA YOOSUKSAWAT + SORAYA NAKHASUWAN หรือ ปณัฎฐา อยู่สุขสวัสดิ์ + โสรยา นาคะสุวรรณ, A++++++++++)
ก่อนที่จะดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันไม่เคยไปเที่ยวถนนข้าวสารมาก่อน แต่หลังจากได้ดูหนังสารคดีเรื่องนี้ ดิฉันก็พบว่าถนนข้าวสารน่าสนใจมากๆ แล้วก็เลยไปเที่ยวถนนข้าวสารเป็นบางครั้งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รวมทั้งพาเพื่อนๆไปด้วย หนังเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตดิฉันในระดับนึง แต่อาจจะส่งผลกระทบต่อชีวิตเพื่อนๆดิฉันมากกว่าดิฉัน เพราะการที่ดิฉันพาเพื่อนๆผู้หญิงไปเที่ยวถนนข้าวสาร ส่งผลให้เพื่อนคนนึงของดิฉันเกือบได้ผัวเป็นหนุ่มน่ารักจากอังกฤษ และเพื่อนอีกคนนึงของดิฉันเกือบได้ผัวเป็นหนุ่มน่ารักจากไอร์แลนด์ ถ้าหากไม่มีการสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา ดิฉันก็คงไม่ได้ไปเที่ยวถนนข้าวสาร และชีวิตของเพื่อนๆดิฉันคงไม่ได้เฉียดใกล้สวรรค์ฉิมพลีมากเท่านี้
2. A SUMMER'S TALE (1996, ERIC ROHMER, A++++++++++)
หนังเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ดิฉันพูดคุยกับหนุ่มหล่อแปลกหน้าที่พบตามชายหาด และมันนำมาซึ่งสิ่งดีๆมากมาย โฮะๆๆๆๆๆๆ
3. FALLEN ANGELS (1995, WONG KAR-WAI, A++++++++++)
ดิฉันเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เวลาเดินไปไหนมาไหน มักจะรู้สึกว่าผู้คนรอบข้างกำลังมองดิฉันด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาเดินเข้าไปในสีลมซอยสอง แต่หลังจากได้ดู FALLEN ANGELS แล้ว ดิฉันก็รู้สึกประทับใจกับ "หลี่เจียซิน" ในหนังเรื่องนี้มาก เพราะท่าทางการเดินของเธอมันดู "ไม่ยี่หระ" มากๆ หลังจากได้ดู FALLEN ANGELS เมื่อใดก็ตามที่ดิฉันเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง ดิฉันก็จะพยายามคิดว่าตัวเองเป็นหลี่เจียซินใน FALLEN ANGELS และไม่รู้สึกยี่หระหรืออินังขังขอบต่อสายตาคนอื่นๆอีกต่อไป
4. TWIN PEAKS (1990, A+++++++++++++++++)
http://www.imdb.com/title/tt0098936/
คลั่งไคล้ใหลหลงละครทีวีเรื่องนี้อย่างสุดๆตอนที่มันมาฉายทางช่อง 3 และถึงกับพยายามเลียนแบบตัวละครในเรื่องนี้อยู่ฉากนึง นั่นก็คือฉากที่ SARAH PALMER (รับบทโดย GRACE ZABRISKIE) คลานลงบันไดด้วยอาการที่ประหลาดมากๆ จำไม่ได้แน่นอนว่าฉากนี้อยู่ในตอนที่เท่าไหร่ของเรื่อง แต่ถ้าจำไม่ผิด ฉากคลานลงบันไดนี้อยู่ในตอนที่ MADELEINE FERGUSON (รับบทโดย SHERYL LEE) กำลังจะถูกฆ่าตาย
ดิฉันพยายามคลานลงบันไดเลียนแบบ SARAH PALMER บ้าง ปรากฏว่ามัน "เจ็บ" ตัวมากๆเวลาร่างกายครูดไปกับขั้นบันไดแต่ละขั้น ไม่รู้เหมือนกันว่า GRACE ZABRISKIE แสดงฉากนั้นได้ยังไง หรือมีการใช้สเปเชียล เอฟเฟคท์อะไรช่วยหรือเปล่า เพราะถ้าหากคลานแบบนั้นจริงๆ มันก็น่าจะทำให้ผู้แสดงเจ็บตัวอยู่มิใช่น้อย
5. THE FORGOTTEN (2004, JOSEPH RUBEN, A)
http://www.imdb.com/title/tt0356618/
ชอบท่าทางการวิ่งของ JULIANNE MOORE ในหนังเรื่องนี้มากๆ ถ้าจำไม่ผิด ในหนังเรื่องนี้มีฉากที่เธอวิ่ง วิ่ง วิ่ง บ่อยมาก และเส้นผมของเธอก็จะสะบัดพลิ้วไปมาอย่างสวยงามราวกับนางงามออด๊าซ
หลังจากได้ดู THE FORGOTTEN เวลาที่ดิฉันจะไปไหนมาไหน ดิฉันก็มักจะ "วิ่ง" แทน "เดิน" ถึงแม้ไม่มีความจำเป็นต้องวิ่งแต่อย่างใด โดยเฉพาะเวลาที่ข้ามถนน ดิฉันจะวิ่งอย่างรวดเร็วที่สุด พร้อมกับจินตนาการว่าตัวเองมีเส้นผมยาวสยายสะบัดพลิ้วไปมาขณะที่วิ่งด้วย ฮ่าๆๆๆๆ
6. THE STORY OF QIU JU (1992, ZHANG YIMOU, A+)
http://www.imdb.com/title/tt0105197/
ขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ เห็นกงลี่อุ้มลูกในหลายๆฉาก แล้วก็เลยรู้สึกอยากอุ้มลูกบ้าง ดิฉันก็เลยเอาผ้าห่มหาห่อตัวตุ๊กตาหมี แล้วก็อุ้มตุ๊กตาหมีในห่อผ้าห่มไปเรื่อยๆขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ และถึงแม้ดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว ในเวลาว่างในบางครั้ง ดิฉันก็จะเอาผ้าห่มมาห่อตัวตุ๊กตาหมีแล้วก็อุ้มมันไปมา พร้อมกับบอกตัวเองว่า "ฉันคือ QIU JU"
ดูหน้าตุ๊กตาหมีของดิฉันได้ที่
http://celinejulie.blogspot.com/2006/10/my-daughter-teddy-bear.html
ภาพยนตร์ที่ดิฉันไม่ได้เลียนแบบ แต่มันตรงกับชีวิตจริงดิฉัน
THE BLACK DAHLIA (2006, BRIAN DE PALMA, A+/A)
ขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ รู้สึกประทับใจกับหนังเรื่องนี้มากๆ เพราะมันมีหลายส่วนที่ตรงกับชีวิตจริงของดิฉัน โดยเฉพาะตัวละคร MADELEINE LINSCOTT (HILARY SWANK) เพราะเธอมีพฤติกรรมบางอย่างที่คล้ายคลึงกับดิฉัน เธอเคยทำในสิ่งที่ดิฉันเคยทำไปแล้ว และเธอก็เคยทำในสิ่งที่ดิฉันอยากจะทำ แต่ยังไม่ได้ทำด้วย นั่นก็คือ "การนอนกับคนที่หน้าตาเหมือนกับตัวเอง" ถ้าหากในอนาคต ดิฉันได้ทำตามความฝันของตัวเองด้วยการนอนกับคนที่หน้าตาเหมือนกับตัวเองจริงๆ นั่นก็ไม่ได้เป็นเพราะว่าดิฉันเลียนแบบ THE BLACK DAHLIA แต่อย่างใด แต่นั่นเป็นเพราะว่าดิฉันตั้งใจไว้อย่างนี้อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนได้ดูหนังเรื่องนี้
Tuesday, January 16, 2007
INDIA SONG REVISITED
--เมื่อวานนี้ลืมใส่ A WALK THROUGH H (1978, PETER GREENAWAY, A+) ไปในรายชื่อหนังที่ตัวเองได้ดู ถ้าหากจัดอันดับหนังเรื่องนี้ในรอบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา หนังเรื่องนี้จะอยู่อันดับ 4 รองจาก THE 10TH DISTRICT COURT: MOMENTS OF TRIAL และอยู่เหนือ “IN”
ตอบคุณ VESPERTINE
สุวันนะเค้ด สุวันนะเขต
วันนี้ถูกผี INDIA SONG เข้าสิง เพราะอยู่ดีๆก็นึกอยากเลียนแบบ ANNE MARIE STRETTER ด้วยการเดินเยื้องย่างหน้ากระจกพร้อมกับเท้าสะเอวข้างนึง โดยค่อยๆเดินก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว พร้อมกับเชิดหน้าเล็กน้อย แบบที่ ANNE MARIE STRETTER ทำตอนเดินเข้าไปในโรงแรมกลางเกาะ รู้สึกเหมือนตัวเองได้กลับไปเป็นเด็กๆอีกครั้ง เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้ทำท่าทางเลียนแบบตัวละครในภาพยนตร์มานานแล้ว แต่พอได้ดู INDIA SONG ก็เลยทำให้รู้สึกอยากทำท่าทางเลียนแบบตัวละครขึ้นมาอีก
หลังจากดู INDIA SONG จบ ดิฉันกับเพื่อนๆก็คุยกันว่า ถ้าหากจะรีเมคหนังเรื่องนี้อีกครั้ง ควรที่จะไปถ่ายทำที่โรงแรมโซฟิเทล หัวหิน เพราะโรงแรมนี้มีการตกแต่งที่เหมือนกับยุคอาณานิคม และควรจะให้ “เจเน็ต เขียว” มารับบทพากย์เป็นแม่หญิงลาวในเวอร์ชันใหม่
ตอบน้อง merveillesxx (หรือ นัง merveillesxx)
ดีใจมากค่ะที่ได้อ่านสิบอันดับหนังของน้อง merveillesxx
พี่ไม่ว่าอะไรหรอกค่ะที่น้องไปนินทาพี่เช่นนั้น พี่ชอบมากค่ะ ว่าแต่ว่าน้องอยากได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “น้อง” หรือ “นัง” ดีคะ พี่จะได้เรียกให้ถูกต้องตามอัธยาศัยของน้อง ฮ่าๆๆๆๆ
รู้สึกประหลาดใจที่ปีนี้ VILLAGE VOICE ไม่ได้ทำอันดับหนังประจำปีของตัวเองเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดจากอะไร แต่เพิ่งรู้จากนิตยสาร FILM COMMENT ว่า VILLAGE VOICE โดนบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาฮุบกิจการไป แล้วเจ้าของใหม่ก็ไล่ DENNIS LIM กับ MICHAEL ATKINSON ออก เพราะเจ้าของใหม่ไม่ชอบรสนิยมดีๆของสองคนนี้ พอได้อ่านข่าวนี้แล้วก็รู้สึกเศร้าใจเป็นยิ่งนัก ไม่รู้เหมือนกันว่าการไล่นักวิจารณ์ดีๆสองคนนี้ออกมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรหรือเปล่ากับการที่ VILLAGE VOICE ไม่ได้ทำอันดับหนังประจำปีนี้
ตอบคุณ filmsick
เขียนถึง INDIA SONG ได้ถูกใจดิฉันมากๆค่ะ ชอบที่คุณเขียนมากๆ
การดูหนังเรื่องนี้แล้วเข้าใจเนื้อเรื่องผิด ถือเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ เพราะความเข้าใจของดิฉันที่มีต่อเนื้อหาในหนังเรื่องนี้ก็เปลี่ยนไปทุกครั้งในการดูแต่ละรอบเหมือนกัน ยิ่งดิฉันดูหนังเรื่องนี้มากรอบเท่าไหร่ ก็ยิ่งสังเกตพบสิ่งที่ตัวเองไม่ทันสังเกตในรอบก่อนๆมากขึ้นเท่านั้น
พอดีลองไปค้นสิ่งที่ตัวเองเคยเขียนถึง INDIA SONG ใน SCREENOUT ก็เลยก็อปปี้ข้อความเก่าๆที่ตัวเองเคยเขียนมาแปะไว้ในที่นี้ด้วย
--จาก SCREENOUT หน้า 27
วันนี้ซื้อ Practicalities ซึ่งเป็นหนังสือแนวเรียงความของ Marguerite Duras มาค่ะ ลองเปิดผ่านๆดูก็เจอประโยคที่น่าสนใจมาก ซึ่งก็คือความเห็นของ Duras ที่ว่า “THE MEN ARE HOMOSEXUALS. ALL MEN ARE POTENTIALLY HOMOSEXUALS—ALL THAT’S MISSING IS AWARENESS OF THE FACT, AN INCIDENT OR REVELATION THAT WILL BRING IT HOME TO THEM.”
และความเห็นของ Duras ที่ว่า “HETEROSEXUALITY IS DANGEROUS. IT TEMPTS YOU TO AIM AT A PERFECT DUALITY OF DESIRE. IN HETEROSEXUAL LOVE THERE’S NO SOLUTION. MAN AND WOMAN ARE IRRECONCILABLE.”
น่าเสียดายที่หนังเรื่อง India Song ของดูราส์ ที่กำลังจะมาฉายในกรุงเทพในเร็ววันนี้ไม่ได้พูดถึงประเด็นเรื่อง Homosexual ค่ะ แต่ดูราส์เคยกำกับหนังเรื่องนึงชื่อ Nathalie Granger (A+++++) ที่ตัวละครเอกในหนังเรื่องนั้นมีลักษณะส่อไปในทางเลสเบียนบ้างเหมือนกัน
พอดีเจอคำวิจารณ์เกี่ยวกับหนังเรื่อง India Song ของ Duras ก็เลยคัดลอกมาให้อ่านกันค่ะ
1.นิตยสาร American Cinematographer ยกย่องหนังเรื่องนี้ที่ “its imaginative use of voices creating an echo chamber effect that perpetuates the past.”
2.Molly Haskell นักวิจารณ์หญิงชื่อดังของสหรัฐพูดถึง India Song ว่าเป็น “Marguerite Duras’ most perfectly realized film, the most FEMININE film I have seen, ... a rarefied work of lyricism, despair, and passion, ... imbued with a kind of primitive emotional hunger that is all the more moving for its austere setting.”
--จาก SCREENOUT หน้า 30
ขอแจ้งข้อมูลกับคุณอ้วนนิดนึงค่ะ เมื่อวานบอกข้อมูลผิดไปเกี่ยวกับหนังเรื่อง INDIA SONG ในหนังเรื่อง INDIA SONG จะมีผู้ชายผมสีเข้มหน้าตาดีคนนึง (ดาราคนนี้คือ DIDIER FLAMAND) ดิฉันบอกคุณอ้วนไปว่าตัวละครคนนี้คือ FRENCH AMBASSADOR ซึ่งเป็นสามีของนางเอก แต่พอตอนหลังไปเช็คข้อมูลดูแล้ว ปรากฏว่าดิฉันเข้าใจผิดค่ะ ตัวละครคนนี้คือ “เพื่อนของครอบครัว STRETTER” ซึ่งเป็นหนึ่งในชู้รักของนางเอก ส่วนตัวละคร FRENCH AMBASSADOR นั้นไม่ได้ปรากฏรูปร่างให้เราได้เห็นกันเลย คนดูจะได้ยินแต่เสียงของตัวละครตัวนี้เท่านั้น
สรุปตัวละครที่ปรากฏ “รูปร่าง” ให้เห็นใน INDIA SONG
1.ANNE-MARIE STRETTER หรือนางเอกของเรื่อง ที่รับบทโดย DELPHINE SEYRIG
2.THE VICE CONSUL OF LAHORE รับบทโดย MICHEL LONSDALE เขาคือผู้ชายอ้วนๆไว้หนวดไว้เคราที่ใส่ชุดขาว เขาหลงรักนางเอก และตะโกนกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งสุดชีวิตในช่วงหลังของเรื่อง
3.MICHAEL RICHARDSON รับบทโดย CLAUDE MANN เขาคือชู้รักของนางเอกที่นางเอกมอบหัวใจให้ เขาคือผู้ชายผมสีอ่อนที่ชอบกอดกับนางเอก แต่คนดูจะไม่ได้ยินเสียงของเขาเลยตลอดทั้งเรื่องนี้
4.YOUNG ATTACHE รับบทโดย MATHIEU CARRIERE เขาคือชายหนุ่มที่ผอมมากๆ เขาเข้าไปคุยกับ VICE CONSUL อยู่ระยะนึง
5.FRIEND OF THE STRETTERS ที่รับบทโดย DIDIER FLAMAND ในช่วงต้นเรื่อง เราจะเห็นคนสามคนนอนอยู่กลางพื้นห้อง สองในสามคนนั้นคือ “คู่รักแห่งแม่น้ำคงคา หรือนางเอกกับไมเคิล ริชาร์ดสัน” ส่วนผู้ชายคนที่ 3 ที่นอนอยู่ด้วยก็คือชู้รักคนนี้นี่เอง
6.GEORGE CROWN รับบทโดย VERNON DOBTCHEFF คนดูจะได้ยินเสียงเขาแป๊บเดียวในงานเลี้ยง แต่เขามาปรากฏกายให้เห็นหลังจากฉากงานเลี้ยงจบไปแล้ว ถ้าดิฉันจำไม่ผิด เขาเป็นผู้ชายหัวล้านๆที่ยืนอยู่ข้างหลังเตียงตั่งที่นางเอกทอดกายอยู่ และเป็นหนึ่งในคนที่ไปที่เกาะกลางสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคากับนางเอก
7.คนใช้ชาวอินเดีย
--จาก SCREENOUT หน้า 31
ความเห็นของคุณอ้วนที่มีต่อ INDIA SONG
>>ส่วนตัวแล้วรู้สึกอึ้งมากๆถึงมากที่สุดที่ภาพและเสียงของหนังเรื่องนี้มี "จังหวะ" ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในหนังเรื่องอื่นๆที่เคยได้ดูมา
ขณะที่กำลังนั่งดูหนังเรื่องนี้นั้น ในบางช่วงก็เริ่มรู้สึกไม่แน่ใจเหมือนกันว่าภาพที่เราเห็นในหนังนั้นเป็นภาพ "ความจริง" จริงๆหรือไม่ หรือจริงๆแล้วเป็นเพียงภาพ "ความคิด" ในจิตใจของตัวละครตัวใดตัวหนึ่งหรือหลายๆตัว
เพราะเสียงที่ปรากฏให้ได้ยินในหนังมีการเปลี่ยนสลับกันไปมาระหว่างเสียงของตัวละครในท้องเรื่องและเสียงของใครก็ไม่ทราบได้ที่พูดเหมือนกำลังนินทาตัวละครในหนัง
ราวกับผู้สร้างจงใจให้เกิดการสลับมุมมองของคนดูที่มีต่อภาพที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ยิน
เช่นตอนที่หนังใช้เสียงของใครก็ไม่ทราบที่เหมือนกำลังนินทาตัวละครกันอยู่นั้น คนดูก็เหมือนเข้าไป “สู่รู้” เรื่องราวของตัวละครกับเขาด้วย มันเป็นช่วงเวลาที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังร่วมวงนินทาชาวบ้าน และภาพที่เราได้เห็นในขณะนั้น เป็นเสมือน “ภาพความคิด” ที่ “คนนอก” มองตัวละครที่กำลังถูกนินทา
แต่ตอนที่หนังใช้เสียงของตัวละครคุยกันนั้น คนดูก็เหมือนเข้าไป “ล่วงรู้” จิตใจของตัวละครอย่างไรอย่างนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่เหมือนกับว่าเรากำลังสดับตรับฟังเสียงเรียกร้องในจิตวิญญาณของตัวละคร และภาพที่เราได้เห็นในขณะนั้น เป็นเสมือน “ภาพความคิด” ที่ “ตัวละคร” มองตัวของเขาเอง
หนังเรื่องนี้จึงสร้างผลกระทบทางจิตสำนึกของคนดูอย่างมากเพราะมีการใช้ภาพและเสียงที่มีมิติแตกต่างกันมาเข้าคู่กันโดยที่คนดูต้องคอยปรับมุมมองของเขาอยู่ตลอด
โดยเฉพาะภาพของคู่รักที่ยืนแนบชิดใกล้ในมุมมืดของห้องที่โดยปกติแล้วภาพแบบนี้น่าจะให้ความรู้สึกวาบหวามทางอารมณ์ แต่หนังเรื่องนี้กลับเลือกใช้เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของตัวละครชายตัวหนึ่งมาจับเข้าคู่กับภาพๆนี้ ผลก็คือ มันให้ความรู้สึกเจ็บปวดบาดลึกในทำนองที่เหมือนหัวใจกำลังโดนกรีดแยกออกเป็นเสี่ยงๆจนแทบจะขาดใจตายไปเสียตรงนั้น
มันแสดงให้เห็นถึง “อีกด้านหนึ่ง” ของศิลปะการใช้ภาพและเสียงที่ชวนให้เราปลดปล่อยจิตวิญญาณภายในใจของตัวเราเองให้ล่องลอย, ดื่มด่ำ, และเจ็บปวดไปกับมุมต่างๆของมัน
และบางทีหนังเรื่องนี้อาจจะทำให้เราได้ตระหนักเป็นสำคัญว่า ความสุขอย่างที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตของมนุษย์ก็คือ การที่ “ภาพ” และ “เสียง” ในจิตใจของเรามัน “พูด” ตรงกันนั่นเอง<<
ความรู้สึกเพิ่มเติมจากการดู INDIA SONG
1.ลองสังเกตดูแล้วก็พบว่าเสียงผู้หญิงสองคนที่คุยกันในช่วงต้นของ INDIA SONG น่าจะเป็นคู่เลสเบียนกันจริงๆ เพราะจะมีประโยคนึงที่ผู้หญิงคนนึงพูดถึงความรักที่มีต่อผู้หญิงอีกคนนึง แต่ถ้าหากไม่ทันสังเกต ก็จะไม่รู้ เพราะเสียงคนคุยกันเหล่านี้มักจะใช้ “สรรพนาม” ในการพูดคุย และเราก็จะไม่เข้าใจว่าสรรพนามแต่ละครั้งที่พวกเขาพูดถึง มันหมายถึงตัวละครตัวไหนกันแน่ หรือมันหมายถึงผู้บรรยายคนอื่นๆที่ไม่ได้ปรากฏ “ตัว” ให้ “เห็น” ในเรื่อง
2.สองประโยคที่ยังคงชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้ก็คือ
2.1 “SHE ASKED FOR THE DIRECTIONS TO GET LOST.” คำว่า SHE ในที่นี้หมายถึงหญิงขอทาน ดิฉันไม่แน่ใจว่าประโยคนี้หมายความว่าอะไรกันแน่ แต่มันดูเหมือนจะแปลว่า “เธอถามหาเส้นทางที่จะทำให้เธอหลงทาง” ซึ่งมันเป็นอะไรที่เฮี้ยนมากๆ เพราะปกติแล้วมีแต่คนที่ถามหาเส้นทางเพื่อจะได้ไม่หลงทาง แต่หญิงขอทานคนนี้กลับถามหาเส้นทางที่จะช่วยให้เธอหลงทาง
2.2 “ผมรักคุณ เพราะคุณรักไมเคิล ริชาร์ดสัน” ประโยคนี้เป็นประโยคที่รองกงสุลพูดกับนางเอก ซึ่งก็ให้ความรู้สึกที่เฮี้ยนมากๆ สำหรับดิฉัน มันเป็นอะไรที่แปลกแต่ก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้จริง ประโยคนี้มันสามารถตีความได้เป็น “ผมรักคุณ เพราะคุณรักผู้ชายคนอื่น” หรือ “ผมรักคุณ ตราบใดที่คุณยังไม่รักผม”
3.รู้สึกประหลาดดีที่ในฉากตอนต้นเรื่อง ตัวละคร THE YOUNG GUEST ไม่ได้มานอนถอดเสื้อข้างๆนางเอก แต่กลับเลือกไปนอนแผ่อยู่ข้างๆไมเคิล ริชาร์ดสันแทน ก็เลยทำให้ฉากนี้ตัวละครในเรื่องดูเหมือนเป็นไบเซ็กชวลขึ้นมา โดยไม่รู้ว่า DURAS จงใจหรือเปล่า
4.ถ้าเข้าใจไม่ผิด ใน INDIA SONG มีเนื้อหาตอนนึงที่บอกว่ามีคนอินเดียป่วยเป็นโรคเรื้อนตายไปหลายคน และก็มีคนผิวขาวอีกหลายคนที่ฆ่าตัวตายไปทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้ป่วยไข้อะไรเลย แต่คนผิวขาวเหล่านี้อาจจะฆ่าตัวตายเพราะรู้สึกผิด
จุดนี้ทำให้นึกถึงอะไรหลายๆอย่าง ที่เกี่ยวกับความโหดร้ายทางร่างกายที่เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ แต่กลับส่งผลกระทบทางจิตใจกับคนอีกคนนึง อย่างเช่นเรื่องทหารอเมริกันจำนวนมากที่ฆ่าตัวตายในอิรักในปัจจุบัน, เรื่องที่ IRIS CHANG ผู้เขียนหนังสือ “หลั่งเลือดที่นานกิง” ฆ่าตัวตาย และเคยได้ยินว่ามีคนหลายคนตายไปในแอฟริกาทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้ป่วยไข้อะไรเลย แต่พวกเขาเพียงแค่ได้เห็นคนเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก จนมันส่งผลบางอย่างต่อจิตใจของพวกเขา และทำให้พวกเขาอยู่ดีๆก็ตายตามไปด้วย นอกจากนี้ ยังทำให้นึกถึงหนังเรื่อง PERSONA ด้วยเช่นกัน ที่ตัวละครที่แสดงโดย LIV ULLMANN ดูข่าวเรื่องพระเผาตัวตายในเวียดนาม ซึ่งข่าวเหล่านี้อาจจะส่งผลกระทบบางอย่างต่อจิตใจของตัวละครตัวนี้
ANNE MARIE STRETTER เอง ก็ดูเหมือนจะฆ่าตัวตายหลังจากที่มีเสียงบรรยายพูดถึงสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในปี 1937-1938 ด้วยเช่นกัน
5.ถ้ามีเวลาว่าง ก็อยากจะอ่านนิยาย THE RAVISHING OF LOL V. STEIN ของ MARGUERITE DURAS เพราะตัวละคร LOLA VALERIE STEIN นี้ได้รับการพูดถึงใน INDIA SONG ด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ได้ปรากฏตัวในเรื่อง
LOLA VALERIE STEIN คือคู่หมั้นของ MICHAEL RICHARDSON แต่ MICHAEL RICHARDSON กลับตกหลุมรัก ANNE MARIE STRETTER และถอนหมั้น LOLA VALERIE STEIN ไป ชีวิตของ LOLA VALERIE STEIN หลังจากนั้นก็ชิบหายไม่แพ้ชีวิตของ ANNE MARIE STRETTER เพราะเหตุการณ์การถูกถอนหมั้นครั้งนั้นสร้างบาดแผลทางจิตใจอย่างร้ายแรงสุดขีดให้กับ LOLA และถึงแม้ LOLA จะแต่งงาน, มีผัว และมีลูกแล้ว 3 คน เธอก็ยังลืมเหตุการณ์ที่ถูกนางเอก INDIA SONG แย่งผัวในครั้งนั้นไม่ได้ และ LOLA ต้องหาทางเยียวยาจิตใจจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น และในที่สุด LOLA ก็มีชู้กับผัวของเพื่อนสนิทของเธอเอง
http://www.amazon.com/Ravishing-Lol-Stein-Marguerite-Duras/dp/0394743040
One night, at a ball at the municipal casino of Town Beach, near S. Thala, 18 year-old Lola Valerie Stein watched Anne-Marie Stretter, wife of the French Consul in Calcutta, and Michael Richardson, fiance of Lol. V. Stein, fall instantly, irrevocably, and obviously in love. She watched them until dawn, her friend Tatiana Karl by her side.Only when they were about to leave did she cry out, she wanted to follow them. They didn't hear her cries.
Lol Stein was nineteen years old when her fiance, Michael Richardson, abandoned her. The moment lives starkly in Lol's memory, even after she's been married for ten years, after she's had three children, after she should have moved on with her life. The memory endures until it can be revised, until Lol can make a new memory to replace it.
Tatiana Karl, Lol's best friend in childhood, was with Lol the night her fiance left her. He did it publicly, at a prominent dance in the Town Beach casino, while Lol and Tatiana watched. Lol collapses in a state of depression, becomes uncommunicative, changes. She is brought back to South Tahla, the place of her birth, to recover. It is here that she meets John Bedford, marries him and seemingly moves on with her life, literally leaving South Tahla, as well, for ten years and breaking off all contact with old friends, including Tatiana. But the memory lingers, darkly, and can only be erased when Lol and her husband return to South Tahla, return to the place where the memory was made.
Lol works at erasing the mental trauma of her past with a new memory, a memory wrought from obsession, voyeurism, and calculated seduction. She resumes her relationship with Tatiana, now married, and makes a new relationship with Tatiana's lover. Haunting and erotically charged, marked by a disturbing psychological aridity, and written in a complex, non-linear style marked by the shifting viewpoint of its narrator, "The Ravishing of Lol Stein" is another example of why Marguerite Duras deserves to be ranked as one of the finest writers of Twentieth century literature.
6.ส่วนตัวละคร vice consul ใน INDIA SONG นั้น ก็จะได้รับการพูดถึงอย่างชัดๆในนิยายเรื่อง THE VICE CONSUL ของ MARGUERITE DURAS โดยทั้ง ANNE-MARIE STRETTER, MICHAEL RICHARDSON และรองกงสุล นั้นก็เป็นตัวละครสำคัญใน THE VICE CONSUL ด้วย โดยในนิยายเรื่องนี้ เราจะได้รู้จักกับตัวละครอีกตัวนึงที่ชื่อ PETER MORGAN ซึ่งเป็นคนสนิทอีกคนของ ANNE-MARIE STRETTER โดยตัวละครปีเตอร์ มอร์แกนคนนี้ได้พบกับหญิงขอทานคนนึง เขาเลยนำแรงบันดาลใจที่ได้รับจากการพบปะกับหญิงขอทานคนนั้น มาแต่งเป็นนิยายเกี่ยวกับสาวเวียดนามคนนึงที่เดินทางด้วยเท้าเป็นเวลา 10 ปีมาจนถึงกัลกัตตา โดยสาวเวียดนามคนนี้ได้นอนกับคนโรคเรื้อนทุกคืนๆๆ แต่เธอไม่เคยติดโรคเรื้อน
http://www.amazon.com/Vice-Consul-Imaginaire-Ser-Marguerite-Duras/dp/2070298442
http://www.ejumpcut.org/archive/onlinessays/JC05folder/WomanOfGanges.html
The main story of The Vice-Consul is the irreproachable wife of the French Ambassador, irreproachable in the sense that no one knows what she does except the men with whom she is intimate. One of them is Michael Richard, who was visiting Calcutta one day and heard her playing the piano. Another of these intimates is Peter Morgan, who is writing the story with which the book begins, of a young Vietnamese girl who was thrown out by her mother when she became pregnant and as a result of continual famine and misery became mad. After ten years of walking she reached Calcutta, where she remained, having finally found a place where she could lose herself. Although she sleeps with the lepers every night, she has not yet contracted leprosy. The model for this character is an actual beggar woman whom Peter Morgan follows around Calcutta. A man who would like to be an intimate of Anne-Marie Stretter is the former Vice Consul of Lahore, presently awaiting new orders in Calcutta. He is the scandal of colonial circles, having inexplicably fired from his window in Lahore upon the lepers and dogs asleep in the gardens of Shalimar. The question, as someone puts it, is whether the killing of lepers and dogs is really killing?
Out of the extremely complex narrative structure and imagery of The Vice Consul emerges an intimacy of non-relationship and identity between the two women, Anne-Marie Stretter and the beggar woman, one thin from privation, and the other thin from decadence, and the man, the Vice Consul, who responded to the intolerable proximity of colonialism and misery by irrational violence.
7.ตัวละครจากนิยาย/ละครเวที 3 เรื่องของ MARGUERITE DURAS ซึ่งได้แก่ THE RAVISHING OF LOL V. STEIN, THE VICE CONSUL และ INDIA SONG ได้มาปะทะกันอีกครั้งในนิยายเรื่อง L’AMOUR ของ MARGUERITE DURAS โดยใน L’AMOUR นี้เราจะได้ทราบชะตากรรมของไมเคิล ริชาร์ดสันว่าเป็นอย่างไรบ้างหลังจาก ANNE-MARIE STRETTER ฆ่าตัวตายไปแล้วในตอนจบของ INDIA SONG
L'Amour is set on the Town Beach near S. Thala. There is a woman who is some in carnation of Lol. V. Stein, who is either dead or escaped from prison, who is pregnant, guarded by a madman who paces the beach, and regarded by another, who is perhaps Michael Richardson. This man has returned after a long absence—we are told that Michael Richardson left India after the death of Anne Marie Stretter. He visits a woman who may be Tatiana Karl; she too seems to have died a long time ago.
8. ตัวละครจาก THE RAVISHING OF LOL V. STEIN, THE VICE CONSUL, INDIA SONG และ L’AMOUR เคยได้รับการนำเสนอในภาพยนตร์เรื่อง WOMAN OF THE GANGES (1974, MARGUERITE DURAS) ด้วย โดย WOMAN OF THE GANGES นำเสนอให้เห็น “ภาพ” ของผู้ชายคนนึงที่มาที่โรงแรมริมชายหาดเพื่อฆ่าตัวตาย แต่เขากลับต้องเผชิญหน้ากับคนบ้า 4 คน แต่ผู้ชมจะได้ฟัง “เสียง” ของผู้หญิงสองคนคุยกันตลอดเวลาของหนังเรื่องนี้ โดยผู้หญิงสองคนนี้คุยกันถึงเรื่องราวของ LOLA VALERIE STEIN, MICHAEL RICHARDSON, ANNE-MARIE STRETTER และ TATIANA CARL และในเวลาเดียวกัน ผู้หญิงหนึ่งในเจ้าของเสียงคุยนี้ (สมมุติว่าชื่อเอ) ก็พูดถึงความรักที่มีต่อผู้หญิงที่เป็นเจ้าของเสียงคุยอีกคนนึง (สมมุติว่าชื่อบี) โดยที่เอให้สัญญาว่าถ้าหากบีต้องการให้เอฆ่าบี เอก็จะทำตามความต้องการนั้น
The soundtrack consists primarily of the Voices, two women who tell each other the story of Lol. V. Stein and Michael Richardson and Anne-Marie Stretter and Tatiana Karl, as well as they can—they seem to have forgotten—one of them loves the other and agrees that she would kill her if asked to do so.
9. การที่ตัวละครในหนังเรื่อง WOMAN OF THE GANGES, INDIA SONG และ HER NAME IS VENICE UNDER THE CALCUTTA DESERT (1976) มีความคาบเกี่ยวซ้อนทับกันอย่างรุนแรงนี้ ทำให้นึกถึงหนังของ WONG KAR-WAI ที่ตัวละครในหนังหลายๆเรื่องของเขาดูเหมือนจะโยงเข้าหากันได้อย่างหลวมๆ แถมตัวละครหญิงขอทานใน INDIA SONG ยังมี “คู่เปรียบเทียบ” เป็น “หญิงเวียดนามในจินตนาการของตัวละครที่ชื่อ PETER MORGAN” อีก การที่ตัวละครตัวนึงเป็นเงาสะท้อนของตัวละครอีกตัว ก็ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง “2046” ด้วยเหมือนกัน
10.เมื่อวันอาทิตย์ได้คุยกับคุณ FILMSICK และเพื่อนๆว่าผู้กำกับบางคนดูเหมือนจะทำหนังเบาลงๆเมื่ออายุมากขึ้น อย่างเช่น JOHN WATERS (ซึ่งเคยบูชา MARGUERITE DURAS ในหนังเรื่องนึงของเขา) แต่ก็มีผู้กำกับบางคนเหมือนกันที่ยิ่งแก่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำหนังบ้าหนังเฮี้ยนหนังแรงมากขึ้นเท่านั้น เท่าที่อาจจะพอเข้าข่ายบ้างก็มี
10.1 PIER PAOLO PASOLINI ที่ทำ SALO OR 120 DAYS OF SODOM (1975, A+) เป็นเรื่องสุดท้าย
10.2 ROBERT BRESSON ที่ทำหนังที่ให้ความรู้สึกสุดขั้วมากๆสำหรับดิฉันในช่วงท้ายๆของชีวิต อย่างเช่น THE DEVIL PROBABLY (A+) และ L’ARGENT (A++++++++++)
10.3 MARGUERITE DURAS เพราะดิฉันคิดว่าหนังเรื่องหลังๆของเธอน่าจะดูสุดขั้วยิ่งกว่า INDIA SONG เสียอีก อย่างเช่น AGATHA AND THE UNLIMITED READINGS (1981, A++++++++++++++) ที่เต็มไปด้วยภาพประตูนิ่งๆ, หน้าต่างนิ่งๆ และ THE ATLANTIC MAN (1981) ที่ช่วงเวลาถึง 3 ใน 4 ของหนังเรื่องนี้ ผู้ชมจะไม่ได้เห็นภาพอะไรเลย นอกจากหน้าจอมืดๆ
11.หนึ่งในคำชมที่มีต่อ DURAS ที่ดิฉันชอบมากที่สุด คือคำชม (หรือเปล่า) ที่ JACQUES RIVETTE มีต่อ DURAS โดย RIVETTE เคยพูดถึงหนังเรื่อง UNDER THE SUN OF SATAN (1987, MAURICE PIALAT) ว่าเปียลาต์กำกับหนังเรื่องนี้ได้ดีพอประมาณ แต่หนังเรื่องนี้สร้างมาจากบทประพันธ์ที่ยากจะดัดแปลงเป็นหนังได้ เพราะแก่นหลักของนิยายเรื่องนี้ที่เกี่ยวกับการพบกับซาตานนั้น เกิดขึ้นในคืนที่มืดดำ เกิดขึ้นในคืนที่มืดมนอนธการที่สุดของที่สุด และมีแต่เพียง MARGUERITE DURAS เท่านั้นที่สามารถถ่ายทอดฉากแบบนี้จากตัวหนังสือออกมาเป็นภาพยนตร์ได้
http://www.sensesofcinema.com/contents/01/16/rivette.html
But I really believe that Bernanos is unfilmable. Diary of a Country Priest remains an exception. In Under the Sun of Satan, I like everything concerning Mouchette [Sandrine Bonnaire's character], and Pialat acquits himself honorably. But it was insane to adapt the book in the first place since the core of the narrative, the encounter with Satan, happens at night - black night, absolute night. Only Duras could have filmed that.
ตอบคุณ VESPERTINE
สุวันนะเค้ด สุวันนะเขต
วันนี้ถูกผี INDIA SONG เข้าสิง เพราะอยู่ดีๆก็นึกอยากเลียนแบบ ANNE MARIE STRETTER ด้วยการเดินเยื้องย่างหน้ากระจกพร้อมกับเท้าสะเอวข้างนึง โดยค่อยๆเดินก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว พร้อมกับเชิดหน้าเล็กน้อย แบบที่ ANNE MARIE STRETTER ทำตอนเดินเข้าไปในโรงแรมกลางเกาะ รู้สึกเหมือนตัวเองได้กลับไปเป็นเด็กๆอีกครั้ง เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้ทำท่าทางเลียนแบบตัวละครในภาพยนตร์มานานแล้ว แต่พอได้ดู INDIA SONG ก็เลยทำให้รู้สึกอยากทำท่าทางเลียนแบบตัวละครขึ้นมาอีก
หลังจากดู INDIA SONG จบ ดิฉันกับเพื่อนๆก็คุยกันว่า ถ้าหากจะรีเมคหนังเรื่องนี้อีกครั้ง ควรที่จะไปถ่ายทำที่โรงแรมโซฟิเทล หัวหิน เพราะโรงแรมนี้มีการตกแต่งที่เหมือนกับยุคอาณานิคม และควรจะให้ “เจเน็ต เขียว” มารับบทพากย์เป็นแม่หญิงลาวในเวอร์ชันใหม่
ตอบน้อง merveillesxx (หรือ นัง merveillesxx)
ดีใจมากค่ะที่ได้อ่านสิบอันดับหนังของน้อง merveillesxx
พี่ไม่ว่าอะไรหรอกค่ะที่น้องไปนินทาพี่เช่นนั้น พี่ชอบมากค่ะ ว่าแต่ว่าน้องอยากได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “น้อง” หรือ “นัง” ดีคะ พี่จะได้เรียกให้ถูกต้องตามอัธยาศัยของน้อง ฮ่าๆๆๆๆ
รู้สึกประหลาดใจที่ปีนี้ VILLAGE VOICE ไม่ได้ทำอันดับหนังประจำปีของตัวเองเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดจากอะไร แต่เพิ่งรู้จากนิตยสาร FILM COMMENT ว่า VILLAGE VOICE โดนบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาฮุบกิจการไป แล้วเจ้าของใหม่ก็ไล่ DENNIS LIM กับ MICHAEL ATKINSON ออก เพราะเจ้าของใหม่ไม่ชอบรสนิยมดีๆของสองคนนี้ พอได้อ่านข่าวนี้แล้วก็รู้สึกเศร้าใจเป็นยิ่งนัก ไม่รู้เหมือนกันว่าการไล่นักวิจารณ์ดีๆสองคนนี้ออกมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรหรือเปล่ากับการที่ VILLAGE VOICE ไม่ได้ทำอันดับหนังประจำปีนี้
ตอบคุณ filmsick
เขียนถึง INDIA SONG ได้ถูกใจดิฉันมากๆค่ะ ชอบที่คุณเขียนมากๆ
การดูหนังเรื่องนี้แล้วเข้าใจเนื้อเรื่องผิด ถือเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ เพราะความเข้าใจของดิฉันที่มีต่อเนื้อหาในหนังเรื่องนี้ก็เปลี่ยนไปทุกครั้งในการดูแต่ละรอบเหมือนกัน ยิ่งดิฉันดูหนังเรื่องนี้มากรอบเท่าไหร่ ก็ยิ่งสังเกตพบสิ่งที่ตัวเองไม่ทันสังเกตในรอบก่อนๆมากขึ้นเท่านั้น
พอดีลองไปค้นสิ่งที่ตัวเองเคยเขียนถึง INDIA SONG ใน SCREENOUT ก็เลยก็อปปี้ข้อความเก่าๆที่ตัวเองเคยเขียนมาแปะไว้ในที่นี้ด้วย
--จาก SCREENOUT หน้า 27
วันนี้ซื้อ Practicalities ซึ่งเป็นหนังสือแนวเรียงความของ Marguerite Duras มาค่ะ ลองเปิดผ่านๆดูก็เจอประโยคที่น่าสนใจมาก ซึ่งก็คือความเห็นของ Duras ที่ว่า “THE MEN ARE HOMOSEXUALS. ALL MEN ARE POTENTIALLY HOMOSEXUALS—ALL THAT’S MISSING IS AWARENESS OF THE FACT, AN INCIDENT OR REVELATION THAT WILL BRING IT HOME TO THEM.”
และความเห็นของ Duras ที่ว่า “HETEROSEXUALITY IS DANGEROUS. IT TEMPTS YOU TO AIM AT A PERFECT DUALITY OF DESIRE. IN HETEROSEXUAL LOVE THERE’S NO SOLUTION. MAN AND WOMAN ARE IRRECONCILABLE.”
น่าเสียดายที่หนังเรื่อง India Song ของดูราส์ ที่กำลังจะมาฉายในกรุงเทพในเร็ววันนี้ไม่ได้พูดถึงประเด็นเรื่อง Homosexual ค่ะ แต่ดูราส์เคยกำกับหนังเรื่องนึงชื่อ Nathalie Granger (A+++++) ที่ตัวละครเอกในหนังเรื่องนั้นมีลักษณะส่อไปในทางเลสเบียนบ้างเหมือนกัน
พอดีเจอคำวิจารณ์เกี่ยวกับหนังเรื่อง India Song ของ Duras ก็เลยคัดลอกมาให้อ่านกันค่ะ
1.นิตยสาร American Cinematographer ยกย่องหนังเรื่องนี้ที่ “its imaginative use of voices creating an echo chamber effect that perpetuates the past.”
2.Molly Haskell นักวิจารณ์หญิงชื่อดังของสหรัฐพูดถึง India Song ว่าเป็น “Marguerite Duras’ most perfectly realized film, the most FEMININE film I have seen, ... a rarefied work of lyricism, despair, and passion, ... imbued with a kind of primitive emotional hunger that is all the more moving for its austere setting.”
--จาก SCREENOUT หน้า 30
ขอแจ้งข้อมูลกับคุณอ้วนนิดนึงค่ะ เมื่อวานบอกข้อมูลผิดไปเกี่ยวกับหนังเรื่อง INDIA SONG ในหนังเรื่อง INDIA SONG จะมีผู้ชายผมสีเข้มหน้าตาดีคนนึง (ดาราคนนี้คือ DIDIER FLAMAND) ดิฉันบอกคุณอ้วนไปว่าตัวละครคนนี้คือ FRENCH AMBASSADOR ซึ่งเป็นสามีของนางเอก แต่พอตอนหลังไปเช็คข้อมูลดูแล้ว ปรากฏว่าดิฉันเข้าใจผิดค่ะ ตัวละครคนนี้คือ “เพื่อนของครอบครัว STRETTER” ซึ่งเป็นหนึ่งในชู้รักของนางเอก ส่วนตัวละคร FRENCH AMBASSADOR นั้นไม่ได้ปรากฏรูปร่างให้เราได้เห็นกันเลย คนดูจะได้ยินแต่เสียงของตัวละครตัวนี้เท่านั้น
สรุปตัวละครที่ปรากฏ “รูปร่าง” ให้เห็นใน INDIA SONG
1.ANNE-MARIE STRETTER หรือนางเอกของเรื่อง ที่รับบทโดย DELPHINE SEYRIG
2.THE VICE CONSUL OF LAHORE รับบทโดย MICHEL LONSDALE เขาคือผู้ชายอ้วนๆไว้หนวดไว้เคราที่ใส่ชุดขาว เขาหลงรักนางเอก และตะโกนกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งสุดชีวิตในช่วงหลังของเรื่อง
3.MICHAEL RICHARDSON รับบทโดย CLAUDE MANN เขาคือชู้รักของนางเอกที่นางเอกมอบหัวใจให้ เขาคือผู้ชายผมสีอ่อนที่ชอบกอดกับนางเอก แต่คนดูจะไม่ได้ยินเสียงของเขาเลยตลอดทั้งเรื่องนี้
4.YOUNG ATTACHE รับบทโดย MATHIEU CARRIERE เขาคือชายหนุ่มที่ผอมมากๆ เขาเข้าไปคุยกับ VICE CONSUL อยู่ระยะนึง
5.FRIEND OF THE STRETTERS ที่รับบทโดย DIDIER FLAMAND ในช่วงต้นเรื่อง เราจะเห็นคนสามคนนอนอยู่กลางพื้นห้อง สองในสามคนนั้นคือ “คู่รักแห่งแม่น้ำคงคา หรือนางเอกกับไมเคิล ริชาร์ดสัน” ส่วนผู้ชายคนที่ 3 ที่นอนอยู่ด้วยก็คือชู้รักคนนี้นี่เอง
6.GEORGE CROWN รับบทโดย VERNON DOBTCHEFF คนดูจะได้ยินเสียงเขาแป๊บเดียวในงานเลี้ยง แต่เขามาปรากฏกายให้เห็นหลังจากฉากงานเลี้ยงจบไปแล้ว ถ้าดิฉันจำไม่ผิด เขาเป็นผู้ชายหัวล้านๆที่ยืนอยู่ข้างหลังเตียงตั่งที่นางเอกทอดกายอยู่ และเป็นหนึ่งในคนที่ไปที่เกาะกลางสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคากับนางเอก
7.คนใช้ชาวอินเดีย
--จาก SCREENOUT หน้า 31
ความเห็นของคุณอ้วนที่มีต่อ INDIA SONG
>>ส่วนตัวแล้วรู้สึกอึ้งมากๆถึงมากที่สุดที่ภาพและเสียงของหนังเรื่องนี้มี "จังหวะ" ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในหนังเรื่องอื่นๆที่เคยได้ดูมา
ขณะที่กำลังนั่งดูหนังเรื่องนี้นั้น ในบางช่วงก็เริ่มรู้สึกไม่แน่ใจเหมือนกันว่าภาพที่เราเห็นในหนังนั้นเป็นภาพ "ความจริง" จริงๆหรือไม่ หรือจริงๆแล้วเป็นเพียงภาพ "ความคิด" ในจิตใจของตัวละครตัวใดตัวหนึ่งหรือหลายๆตัว
เพราะเสียงที่ปรากฏให้ได้ยินในหนังมีการเปลี่ยนสลับกันไปมาระหว่างเสียงของตัวละครในท้องเรื่องและเสียงของใครก็ไม่ทราบได้ที่พูดเหมือนกำลังนินทาตัวละครในหนัง
ราวกับผู้สร้างจงใจให้เกิดการสลับมุมมองของคนดูที่มีต่อภาพที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ยิน
เช่นตอนที่หนังใช้เสียงของใครก็ไม่ทราบที่เหมือนกำลังนินทาตัวละครกันอยู่นั้น คนดูก็เหมือนเข้าไป “สู่รู้” เรื่องราวของตัวละครกับเขาด้วย มันเป็นช่วงเวลาที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังร่วมวงนินทาชาวบ้าน และภาพที่เราได้เห็นในขณะนั้น เป็นเสมือน “ภาพความคิด” ที่ “คนนอก” มองตัวละครที่กำลังถูกนินทา
แต่ตอนที่หนังใช้เสียงของตัวละครคุยกันนั้น คนดูก็เหมือนเข้าไป “ล่วงรู้” จิตใจของตัวละครอย่างไรอย่างนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่เหมือนกับว่าเรากำลังสดับตรับฟังเสียงเรียกร้องในจิตวิญญาณของตัวละคร และภาพที่เราได้เห็นในขณะนั้น เป็นเสมือน “ภาพความคิด” ที่ “ตัวละคร” มองตัวของเขาเอง
หนังเรื่องนี้จึงสร้างผลกระทบทางจิตสำนึกของคนดูอย่างมากเพราะมีการใช้ภาพและเสียงที่มีมิติแตกต่างกันมาเข้าคู่กันโดยที่คนดูต้องคอยปรับมุมมองของเขาอยู่ตลอด
โดยเฉพาะภาพของคู่รักที่ยืนแนบชิดใกล้ในมุมมืดของห้องที่โดยปกติแล้วภาพแบบนี้น่าจะให้ความรู้สึกวาบหวามทางอารมณ์ แต่หนังเรื่องนี้กลับเลือกใช้เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของตัวละครชายตัวหนึ่งมาจับเข้าคู่กับภาพๆนี้ ผลก็คือ มันให้ความรู้สึกเจ็บปวดบาดลึกในทำนองที่เหมือนหัวใจกำลังโดนกรีดแยกออกเป็นเสี่ยงๆจนแทบจะขาดใจตายไปเสียตรงนั้น
มันแสดงให้เห็นถึง “อีกด้านหนึ่ง” ของศิลปะการใช้ภาพและเสียงที่ชวนให้เราปลดปล่อยจิตวิญญาณภายในใจของตัวเราเองให้ล่องลอย, ดื่มด่ำ, และเจ็บปวดไปกับมุมต่างๆของมัน
และบางทีหนังเรื่องนี้อาจจะทำให้เราได้ตระหนักเป็นสำคัญว่า ความสุขอย่างที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตของมนุษย์ก็คือ การที่ “ภาพ” และ “เสียง” ในจิตใจของเรามัน “พูด” ตรงกันนั่นเอง<<
ความรู้สึกเพิ่มเติมจากการดู INDIA SONG
1.ลองสังเกตดูแล้วก็พบว่าเสียงผู้หญิงสองคนที่คุยกันในช่วงต้นของ INDIA SONG น่าจะเป็นคู่เลสเบียนกันจริงๆ เพราะจะมีประโยคนึงที่ผู้หญิงคนนึงพูดถึงความรักที่มีต่อผู้หญิงอีกคนนึง แต่ถ้าหากไม่ทันสังเกต ก็จะไม่รู้ เพราะเสียงคนคุยกันเหล่านี้มักจะใช้ “สรรพนาม” ในการพูดคุย และเราก็จะไม่เข้าใจว่าสรรพนามแต่ละครั้งที่พวกเขาพูดถึง มันหมายถึงตัวละครตัวไหนกันแน่ หรือมันหมายถึงผู้บรรยายคนอื่นๆที่ไม่ได้ปรากฏ “ตัว” ให้ “เห็น” ในเรื่อง
2.สองประโยคที่ยังคงชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้ก็คือ
2.1 “SHE ASKED FOR THE DIRECTIONS TO GET LOST.” คำว่า SHE ในที่นี้หมายถึงหญิงขอทาน ดิฉันไม่แน่ใจว่าประโยคนี้หมายความว่าอะไรกันแน่ แต่มันดูเหมือนจะแปลว่า “เธอถามหาเส้นทางที่จะทำให้เธอหลงทาง” ซึ่งมันเป็นอะไรที่เฮี้ยนมากๆ เพราะปกติแล้วมีแต่คนที่ถามหาเส้นทางเพื่อจะได้ไม่หลงทาง แต่หญิงขอทานคนนี้กลับถามหาเส้นทางที่จะช่วยให้เธอหลงทาง
2.2 “ผมรักคุณ เพราะคุณรักไมเคิล ริชาร์ดสัน” ประโยคนี้เป็นประโยคที่รองกงสุลพูดกับนางเอก ซึ่งก็ให้ความรู้สึกที่เฮี้ยนมากๆ สำหรับดิฉัน มันเป็นอะไรที่แปลกแต่ก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้จริง ประโยคนี้มันสามารถตีความได้เป็น “ผมรักคุณ เพราะคุณรักผู้ชายคนอื่น” หรือ “ผมรักคุณ ตราบใดที่คุณยังไม่รักผม”
3.รู้สึกประหลาดดีที่ในฉากตอนต้นเรื่อง ตัวละคร THE YOUNG GUEST ไม่ได้มานอนถอดเสื้อข้างๆนางเอก แต่กลับเลือกไปนอนแผ่อยู่ข้างๆไมเคิล ริชาร์ดสันแทน ก็เลยทำให้ฉากนี้ตัวละครในเรื่องดูเหมือนเป็นไบเซ็กชวลขึ้นมา โดยไม่รู้ว่า DURAS จงใจหรือเปล่า
4.ถ้าเข้าใจไม่ผิด ใน INDIA SONG มีเนื้อหาตอนนึงที่บอกว่ามีคนอินเดียป่วยเป็นโรคเรื้อนตายไปหลายคน และก็มีคนผิวขาวอีกหลายคนที่ฆ่าตัวตายไปทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้ป่วยไข้อะไรเลย แต่คนผิวขาวเหล่านี้อาจจะฆ่าตัวตายเพราะรู้สึกผิด
จุดนี้ทำให้นึกถึงอะไรหลายๆอย่าง ที่เกี่ยวกับความโหดร้ายทางร่างกายที่เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ แต่กลับส่งผลกระทบทางจิตใจกับคนอีกคนนึง อย่างเช่นเรื่องทหารอเมริกันจำนวนมากที่ฆ่าตัวตายในอิรักในปัจจุบัน, เรื่องที่ IRIS CHANG ผู้เขียนหนังสือ “หลั่งเลือดที่นานกิง” ฆ่าตัวตาย และเคยได้ยินว่ามีคนหลายคนตายไปในแอฟริกาทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้ป่วยไข้อะไรเลย แต่พวกเขาเพียงแค่ได้เห็นคนเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก จนมันส่งผลบางอย่างต่อจิตใจของพวกเขา และทำให้พวกเขาอยู่ดีๆก็ตายตามไปด้วย นอกจากนี้ ยังทำให้นึกถึงหนังเรื่อง PERSONA ด้วยเช่นกัน ที่ตัวละครที่แสดงโดย LIV ULLMANN ดูข่าวเรื่องพระเผาตัวตายในเวียดนาม ซึ่งข่าวเหล่านี้อาจจะส่งผลกระทบบางอย่างต่อจิตใจของตัวละครตัวนี้
ANNE MARIE STRETTER เอง ก็ดูเหมือนจะฆ่าตัวตายหลังจากที่มีเสียงบรรยายพูดถึงสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในปี 1937-1938 ด้วยเช่นกัน
5.ถ้ามีเวลาว่าง ก็อยากจะอ่านนิยาย THE RAVISHING OF LOL V. STEIN ของ MARGUERITE DURAS เพราะตัวละคร LOLA VALERIE STEIN นี้ได้รับการพูดถึงใน INDIA SONG ด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ได้ปรากฏตัวในเรื่อง
LOLA VALERIE STEIN คือคู่หมั้นของ MICHAEL RICHARDSON แต่ MICHAEL RICHARDSON กลับตกหลุมรัก ANNE MARIE STRETTER และถอนหมั้น LOLA VALERIE STEIN ไป ชีวิตของ LOLA VALERIE STEIN หลังจากนั้นก็ชิบหายไม่แพ้ชีวิตของ ANNE MARIE STRETTER เพราะเหตุการณ์การถูกถอนหมั้นครั้งนั้นสร้างบาดแผลทางจิตใจอย่างร้ายแรงสุดขีดให้กับ LOLA และถึงแม้ LOLA จะแต่งงาน, มีผัว และมีลูกแล้ว 3 คน เธอก็ยังลืมเหตุการณ์ที่ถูกนางเอก INDIA SONG แย่งผัวในครั้งนั้นไม่ได้ และ LOLA ต้องหาทางเยียวยาจิตใจจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น และในที่สุด LOLA ก็มีชู้กับผัวของเพื่อนสนิทของเธอเอง
http://www.amazon.com/Ravishing-Lol-Stein-Marguerite-Duras/dp/0394743040
One night, at a ball at the municipal casino of Town Beach, near S. Thala, 18 year-old Lola Valerie Stein watched Anne-Marie Stretter, wife of the French Consul in Calcutta, and Michael Richardson, fiance of Lol. V. Stein, fall instantly, irrevocably, and obviously in love. She watched them until dawn, her friend Tatiana Karl by her side.Only when they were about to leave did she cry out, she wanted to follow them. They didn't hear her cries.
Lol Stein was nineteen years old when her fiance, Michael Richardson, abandoned her. The moment lives starkly in Lol's memory, even after she's been married for ten years, after she's had three children, after she should have moved on with her life. The memory endures until it can be revised, until Lol can make a new memory to replace it.
Tatiana Karl, Lol's best friend in childhood, was with Lol the night her fiance left her. He did it publicly, at a prominent dance in the Town Beach casino, while Lol and Tatiana watched. Lol collapses in a state of depression, becomes uncommunicative, changes. She is brought back to South Tahla, the place of her birth, to recover. It is here that she meets John Bedford, marries him and seemingly moves on with her life, literally leaving South Tahla, as well, for ten years and breaking off all contact with old friends, including Tatiana. But the memory lingers, darkly, and can only be erased when Lol and her husband return to South Tahla, return to the place where the memory was made.
Lol works at erasing the mental trauma of her past with a new memory, a memory wrought from obsession, voyeurism, and calculated seduction. She resumes her relationship with Tatiana, now married, and makes a new relationship with Tatiana's lover. Haunting and erotically charged, marked by a disturbing psychological aridity, and written in a complex, non-linear style marked by the shifting viewpoint of its narrator, "The Ravishing of Lol Stein" is another example of why Marguerite Duras deserves to be ranked as one of the finest writers of Twentieth century literature.
6.ส่วนตัวละคร vice consul ใน INDIA SONG นั้น ก็จะได้รับการพูดถึงอย่างชัดๆในนิยายเรื่อง THE VICE CONSUL ของ MARGUERITE DURAS โดยทั้ง ANNE-MARIE STRETTER, MICHAEL RICHARDSON และรองกงสุล นั้นก็เป็นตัวละครสำคัญใน THE VICE CONSUL ด้วย โดยในนิยายเรื่องนี้ เราจะได้รู้จักกับตัวละครอีกตัวนึงที่ชื่อ PETER MORGAN ซึ่งเป็นคนสนิทอีกคนของ ANNE-MARIE STRETTER โดยตัวละครปีเตอร์ มอร์แกนคนนี้ได้พบกับหญิงขอทานคนนึง เขาเลยนำแรงบันดาลใจที่ได้รับจากการพบปะกับหญิงขอทานคนนั้น มาแต่งเป็นนิยายเกี่ยวกับสาวเวียดนามคนนึงที่เดินทางด้วยเท้าเป็นเวลา 10 ปีมาจนถึงกัลกัตตา โดยสาวเวียดนามคนนี้ได้นอนกับคนโรคเรื้อนทุกคืนๆๆ แต่เธอไม่เคยติดโรคเรื้อน
http://www.amazon.com/Vice-Consul-Imaginaire-Ser-Marguerite-Duras/dp/2070298442
http://www.ejumpcut.org/archive/onlinessays/JC05folder/WomanOfGanges.html
The main story of The Vice-Consul is the irreproachable wife of the French Ambassador, irreproachable in the sense that no one knows what she does except the men with whom she is intimate. One of them is Michael Richard, who was visiting Calcutta one day and heard her playing the piano. Another of these intimates is Peter Morgan, who is writing the story with which the book begins, of a young Vietnamese girl who was thrown out by her mother when she became pregnant and as a result of continual famine and misery became mad. After ten years of walking she reached Calcutta, where she remained, having finally found a place where she could lose herself. Although she sleeps with the lepers every night, she has not yet contracted leprosy. The model for this character is an actual beggar woman whom Peter Morgan follows around Calcutta. A man who would like to be an intimate of Anne-Marie Stretter is the former Vice Consul of Lahore, presently awaiting new orders in Calcutta. He is the scandal of colonial circles, having inexplicably fired from his window in Lahore upon the lepers and dogs asleep in the gardens of Shalimar. The question, as someone puts it, is whether the killing of lepers and dogs is really killing?
Out of the extremely complex narrative structure and imagery of The Vice Consul emerges an intimacy of non-relationship and identity between the two women, Anne-Marie Stretter and the beggar woman, one thin from privation, and the other thin from decadence, and the man, the Vice Consul, who responded to the intolerable proximity of colonialism and misery by irrational violence.
7.ตัวละครจากนิยาย/ละครเวที 3 เรื่องของ MARGUERITE DURAS ซึ่งได้แก่ THE RAVISHING OF LOL V. STEIN, THE VICE CONSUL และ INDIA SONG ได้มาปะทะกันอีกครั้งในนิยายเรื่อง L’AMOUR ของ MARGUERITE DURAS โดยใน L’AMOUR นี้เราจะได้ทราบชะตากรรมของไมเคิล ริชาร์ดสันว่าเป็นอย่างไรบ้างหลังจาก ANNE-MARIE STRETTER ฆ่าตัวตายไปแล้วในตอนจบของ INDIA SONG
L'Amour is set on the Town Beach near S. Thala. There is a woman who is some in carnation of Lol. V. Stein, who is either dead or escaped from prison, who is pregnant, guarded by a madman who paces the beach, and regarded by another, who is perhaps Michael Richardson. This man has returned after a long absence—we are told that Michael Richardson left India after the death of Anne Marie Stretter. He visits a woman who may be Tatiana Karl; she too seems to have died a long time ago.
8. ตัวละครจาก THE RAVISHING OF LOL V. STEIN, THE VICE CONSUL, INDIA SONG และ L’AMOUR เคยได้รับการนำเสนอในภาพยนตร์เรื่อง WOMAN OF THE GANGES (1974, MARGUERITE DURAS) ด้วย โดย WOMAN OF THE GANGES นำเสนอให้เห็น “ภาพ” ของผู้ชายคนนึงที่มาที่โรงแรมริมชายหาดเพื่อฆ่าตัวตาย แต่เขากลับต้องเผชิญหน้ากับคนบ้า 4 คน แต่ผู้ชมจะได้ฟัง “เสียง” ของผู้หญิงสองคนคุยกันตลอดเวลาของหนังเรื่องนี้ โดยผู้หญิงสองคนนี้คุยกันถึงเรื่องราวของ LOLA VALERIE STEIN, MICHAEL RICHARDSON, ANNE-MARIE STRETTER และ TATIANA CARL และในเวลาเดียวกัน ผู้หญิงหนึ่งในเจ้าของเสียงคุยนี้ (สมมุติว่าชื่อเอ) ก็พูดถึงความรักที่มีต่อผู้หญิงที่เป็นเจ้าของเสียงคุยอีกคนนึง (สมมุติว่าชื่อบี) โดยที่เอให้สัญญาว่าถ้าหากบีต้องการให้เอฆ่าบี เอก็จะทำตามความต้องการนั้น
The soundtrack consists primarily of the Voices, two women who tell each other the story of Lol. V. Stein and Michael Richardson and Anne-Marie Stretter and Tatiana Karl, as well as they can—they seem to have forgotten—one of them loves the other and agrees that she would kill her if asked to do so.
9. การที่ตัวละครในหนังเรื่อง WOMAN OF THE GANGES, INDIA SONG และ HER NAME IS VENICE UNDER THE CALCUTTA DESERT (1976) มีความคาบเกี่ยวซ้อนทับกันอย่างรุนแรงนี้ ทำให้นึกถึงหนังของ WONG KAR-WAI ที่ตัวละครในหนังหลายๆเรื่องของเขาดูเหมือนจะโยงเข้าหากันได้อย่างหลวมๆ แถมตัวละครหญิงขอทานใน INDIA SONG ยังมี “คู่เปรียบเทียบ” เป็น “หญิงเวียดนามในจินตนาการของตัวละครที่ชื่อ PETER MORGAN” อีก การที่ตัวละครตัวนึงเป็นเงาสะท้อนของตัวละครอีกตัว ก็ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง “2046” ด้วยเหมือนกัน
10.เมื่อวันอาทิตย์ได้คุยกับคุณ FILMSICK และเพื่อนๆว่าผู้กำกับบางคนดูเหมือนจะทำหนังเบาลงๆเมื่ออายุมากขึ้น อย่างเช่น JOHN WATERS (ซึ่งเคยบูชา MARGUERITE DURAS ในหนังเรื่องนึงของเขา) แต่ก็มีผู้กำกับบางคนเหมือนกันที่ยิ่งแก่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำหนังบ้าหนังเฮี้ยนหนังแรงมากขึ้นเท่านั้น เท่าที่อาจจะพอเข้าข่ายบ้างก็มี
10.1 PIER PAOLO PASOLINI ที่ทำ SALO OR 120 DAYS OF SODOM (1975, A+) เป็นเรื่องสุดท้าย
10.2 ROBERT BRESSON ที่ทำหนังที่ให้ความรู้สึกสุดขั้วมากๆสำหรับดิฉันในช่วงท้ายๆของชีวิต อย่างเช่น THE DEVIL PROBABLY (A+) และ L’ARGENT (A++++++++++)
10.3 MARGUERITE DURAS เพราะดิฉันคิดว่าหนังเรื่องหลังๆของเธอน่าจะดูสุดขั้วยิ่งกว่า INDIA SONG เสียอีก อย่างเช่น AGATHA AND THE UNLIMITED READINGS (1981, A++++++++++++++) ที่เต็มไปด้วยภาพประตูนิ่งๆ, หน้าต่างนิ่งๆ และ THE ATLANTIC MAN (1981) ที่ช่วงเวลาถึง 3 ใน 4 ของหนังเรื่องนี้ ผู้ชมจะไม่ได้เห็นภาพอะไรเลย นอกจากหน้าจอมืดๆ
11.หนึ่งในคำชมที่มีต่อ DURAS ที่ดิฉันชอบมากที่สุด คือคำชม (หรือเปล่า) ที่ JACQUES RIVETTE มีต่อ DURAS โดย RIVETTE เคยพูดถึงหนังเรื่อง UNDER THE SUN OF SATAN (1987, MAURICE PIALAT) ว่าเปียลาต์กำกับหนังเรื่องนี้ได้ดีพอประมาณ แต่หนังเรื่องนี้สร้างมาจากบทประพันธ์ที่ยากจะดัดแปลงเป็นหนังได้ เพราะแก่นหลักของนิยายเรื่องนี้ที่เกี่ยวกับการพบกับซาตานนั้น เกิดขึ้นในคืนที่มืดดำ เกิดขึ้นในคืนที่มืดมนอนธการที่สุดของที่สุด และมีแต่เพียง MARGUERITE DURAS เท่านั้นที่สามารถถ่ายทอดฉากแบบนี้จากตัวหนังสือออกมาเป็นภาพยนตร์ได้
http://www.sensesofcinema.com/contents/01/16/rivette.html
But I really believe that Bernanos is unfilmable. Diary of a Country Priest remains an exception. In Under the Sun of Satan, I like everything concerning Mouchette [Sandrine Bonnaire's character], and Pialat acquits himself honorably. But it was insane to adapt the book in the first place since the core of the narrative, the encounter with Satan, happens at night - black night, absolute night. Only Duras could have filmed that.
Subscribe to:
Posts (Atom)