Wednesday, June 25, 2014

MOST FAVORITE TV SERIES: RED SENSATION or AKAI KIZUNA

MOST FAVORITE TV SERIES: RED SENSATION or AKAI KIZUNA (1977-1978, Japan, 1260mins or 21 hours, A+30)
 
Yasuo Furuhata, the director of POPPOYA – THE RAILROAD MAN (1999), also directed some episodes of this TV series.
 
I just knew that one of my most favorite TV series of all time is RED SENSATION (1977-1978, A+30). It stars Momoe Yamakuchi. I fell totally in love with this TV series when I was young, but it is hard for me to find information about Japanese TV series on the internet, because I don’t know Japanese. I wish a company releases this TV series as a DVD boxset with English subtitles.
 
I think this TV series is now available as DVD without English subtitles
 
The theme song of RED SENSATION
http://www.youtube.com/watch?v=89VZUsWzNb0
 
Photos from RED SENSATION
 
ตอนเด็กๆเคยดูละครทีวี 3 เรื่องที่นำแสดงโดยโมโมเอะ ยามากุจิที่มาฉายทางช่อง 7 กับช่อง 5 เรื่องนึงคือเรื่อง AKAI GIWAKU (1975-1976) ที่เธอเล่นเป็นผู้หญิงที่โดนพิษกัมมันตภาพรังสีจนทำให้เป็นโรคลิวคีเมีย อีกเรื่องคือ AKAI SHOGEKI (1976) ที่เธอเล่นเป็นคนพิการ แต่เราไม่ค่อยชอบ 2 เรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะนางเอกของ 2 เรื่องนี้ดูเป็นผู้หญิงที่อ่อนแอปวกเปียกมาก แต่อีกเรื่องนึงคือที่ใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “เพลิงรัก” หรือ RED SENSATION ที่มาฉายทางช่อง 5 เป็นเรื่องที่เราชอบสุดๆ เพราะในเรื่องนี้โมโมเอะเล่นเป็นจิ๊กกี๋สาวก๋ากั่น และเนื้อเรื่องทำออกมาสนุกน่าติดตามมากๆ
 
 

Saturday, June 21, 2014

Films seen in the THE FOURTH REFUGEE FILM FESTIVAL 2014


Films seen in the THE FOURTH REFUGEE FILM FESTIVAL 2014

 

1.LIFE IN A FOREIGN LAND: BURMESE IN JAPAN (2012, Doi Toshikuni, Japan, documentary, 100min, A+30)

 

2.EUROPE TRAP (2012, Anna Giralt Gris, Spain, documentary, 45min, A+25)

 

3.MONSIEUR LAZHAR (2011, Philippe Falardeau, Canada, A+25)

 

4.NEW WALLS: WOMEN REFUGEES IN EASTERN EUROPE (2012, Paula Palacios, Ukraine/Spain, documentary, 81min, A+15)

 

5.EXIT (2013, Boris Paval Conen, Netherlands, 90min, A+)

 

6.REEL TIME: BANISHED KIDS (2012, Eleazar L. Del Rosario, Philippines/Malaysia, documentary, 59min, B+ )

Tuesday, June 17, 2014

FILMS ABOUT WORSHIP AND BLASPHEMY

 
มีเพื่อนคนนึงถามเราตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.ว่า เขาอยากให้เราแนะนำหนังที่
 
“1. หนังที่ตัวละครแสดงพิธีกรรมหรือการเคารพต่ออะไรซักอย่าง ทั้งสถาบัน ศาสนา การเมือง เพศ ครอบครัว ลัทธิ ผู้นำ ชนชั้น ทีมบอล etc.
 
 2. หนังที่ตัวละครแสดงการหมิ่น สิ่งต่างๆ ในข้อ 1. เช่น การ blasphemy”
 
แต่เนื่องจากเกิดการรัฐประหารขึ้น ชีวิตของเราก็เลยโลบังพังพินาศไปช่วงนึง เราก็เลยไม่ได้ตอบเขา กว่าจะมาได้ตอบเขาจริงๆ เวลาก็ผ่านไปเกือบเดือนนึงพอดี
 
อันนี้เป็นรายชื่อหนังที่เราตอบเขาไป เราเอามาแปะไว้ในที่นี้ด้วย เผื่อมีใครสนใจหนังกลุ่มนี้เหมือนกัน
 
SPOILERS ALERT
(มีการเปิดเผยตอนจบของหนังบางเรื่อง)
 
1.AGORA (2009, Alejandro Amenábar)
หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของหญิงสาวนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งของผู้นำทางศาสนา
 
2.THE ASSASSINATED SUN (2003, Abdelkrim Bahloul)
หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของกวีคนหนึ่งชื่อ Jean Senac ที่อาศัยอยู่ในแอลจีเรีย เขาถูกฆ่าตายอย่างเป็นปริศนา แต่เป็นที่เชื่อกันว่าความเป็นเกย์และความเป็น free spirit ของเขาสร้างความไม่พอใจให้พวกเคร่งจารีตในแอลจีเรียในยุคนั้น และอาจเป็นสาเหตุให้เขาถูกฆ่าตาย
 
3.THE AUTOBIOGRAPHY OF NICOLAE CEAUSESCU (2010, Andrei Ujica, Romania, documentary)
หนังสารคดีเรื่องนี้รวบรวมคลิปข่าวการทำงานต่างๆของนิโคไล เชาเชสกู ผู้นำเผด็จการของโรมาเนียในยุคสงครามเย็น โดยหนังสารคดีเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ระบอบเผด็จการใช้วิธีการอย่างไรบ้างในการนำเสนอภาพผู้นำของประเทศต่อสายตาประชาชน
 
ฉากเด็ดของหนังคือฉากที่เชาเชสกูไปเยือนเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นประเทศเผด็จการสุดขั้วเหมือนกัน และเชาเชสกูก็ได้รับการต้อนรับอย่างเอิกเกริกอลังการงานสร้างมากๆในเกาหลีเหนือ
 
4.THE DAY I BECAME A WOMAN (2000, Marziyeh Meshkini, Iran)
หนังเรื่องนี้สะท้อนกฎเกณฑ์/แรงกดดันทางสังคมที่มีต่อผู้หญิง และความพยายามที่จะฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ดังกล่าว
 
5.THE DEVILS (1971, Ken Russell)
หนังเรื่องนี้มีเค้าโครงมาจากเหตุการณ์จริงในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่พระคาร์ดินัลของคาทอลิกรูปหนึ่งในฝรั่งเศสพยายามทำลายเมืองๆหนึ่งที่เป็นฐานที่มั่นของฝ่ายโปรเตสแตนต์ พระคาร์ดินัลรูปนี้ก็เลยพยายามหาเรื่องใส่ร้ายพระที่เป็นผู้นำของเมืองนี้ หนังเรื่องนี้มีฉากที่น่าจะเข้าข่าย blasphemy อยู่บ้างเหมือนกัน
 
อันนี้เป็นฉากหนึ่งในหนังเรื่องนี้
 
6.DEVIL’S PLAYGROUND (2002, Lucy Walker, documentary)
หนังสารคดีเรื่องนี้ติดตามบันทึกชีวิตของวัยรุ่นชาวอามิชกลุ่มหนึ่ง พวกเขาต้องใช้ชีวิตในสังคมที่เคร่งศาสนามากๆของชาวอามิช แต่พวกเขาจะได้รับอนุญาตให้ใช้ชีวิตในโลกโลกีย์สมัยใหม่ได้ช่วงนึง เพื่อให้พวกเขาได้เลือกว่าจะใช้ชีวิตในสังคมภายนอก หรือจะกลับมาใช้ชีวิตแบบชาวอามิชต่อไป
 
7.DOIN’ THE DO มิวสิควิดีโอของ Betty Boo
อันนี้ไม่รู้เข้าข่ายหนังที่แสดงพฤติกรรมท้าทายผู้มีอำนาจหรือเปล่า MV นี้เล่าเรื่องของนักเรียนหญิงที่ถูกอาจารย์+อาจารย์ใหญ่เรียกไปดุด่า แต่เหมือนเธอมีฝาแฝดอีกคนที่เป็นสาวแร่ด และอีสาวแร่ดนี้ก็บุกมาปะทะอาจารย์+อาจารย์ใหญ่ในโรงเรียน
 
8.ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary)
หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากตำนานกรีก และเล่าเรื่องของอีเล็กตร้า หญิงบ้าที่พยายามต่อต้านเอจิสธุส ทรราชย์ที่ปกครองประเทศด้วยการทำให้ประชาชนหวาดกลัวจนไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้าน หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังที่ชอบที่สุดในชีวิต ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่
 
9.FABLES (2012, Sina Wittayawiroj)
อันนี้เป็นอะนิเมชั่นสั้นๆเกี่ยวกับคนที่เชื่อฟังอำนาจเผด็จการ แต่การเชื่อฟังเผด็จการนำไปสู่ความชิบหาย
 
10.THE HANGMAN (1964, Les Goldman + Paul Julian)
อันนี้เป็นอะนิเมชั่นสั้นๆครับ เล่าเรื่องของผู้คนในเมืองๆนึงที่เหมือนตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ และการที่พวกเขาไม่ยอมลุกขึ้นมาขัดขืน ก็เลยส่งผลให้คนในเมืองถูกฆ่าตายไปเรื่อยๆ
 
11.THE HOTEL NEW HAMPSHIRE (1984, Tony Richardson)
เนื้อหาส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับครอบครัวนึงในเมืองเล็กๆในอเมริกา ลูกสาวของครอบครัวนี้ (แสดงโดยโจดี้ ฟอสเตอร์) ถูกรุมโทรม แต่ผู้ชายที่รุมโทรมเป็นพวกนักกีฬาประจำโรงเรียนที่ทำชื่อเสียงให้เมืองนี้ เพราะฉะนั้นผู้ชายกลุ่มนี้ก็เลยเหมือนไม่โดนลงโทษครับ (ถ้าจำไม่ผิด)
 
12.THE LAST BOLSHEVIK (1993, Chris Marker)
หนังสารคดีเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ในยุคที่สตาลินเรืองอำนาจในโซเวียตนั้น มีผู้กำกับหนังกลุ่มหนึ่งที่ทำหนังเชิดชูสตาลินด้วย แต่เมื่อโซเวียตล่มสลายลง ผู้กำกับหนังกลุ่มนั้นก็ถูกประณาม แต่มีบางกรณีที่น่าสนใจ นั่นก็คือกรณีของ Alexander Medvedkin เพราะเขาเป็นผู้กำกับหนังที่ดีมาก แต่ก็เหมือนมีหลักฐานว่า เขาเคยทำหนังเชิดชูสตาลินด้วยเหมือนกัน ซึ่งบางคนก็บอกว่านั่นเป็นเรื่องที่ให้อภัยได้ เพราะว่าเขาคงถูกบังคับในทางตรง หรือไม่ก็ถูกบีบในทางอ้อมให้ทำแบบนั้น แต่ก็มีบางคนที่ประณาม Medvedkin ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะคนที่เคยลุกขึ้นต่อต้านสตาลินในยุคนั้น และถูกทรมานในยุคนั้น และลูกหลานของคนกลุ่มนี้ เพราะคนกลุ่มนี้มองว่าการลุกขึ้นต่อต้านสตาลินในยุคนั้นและการถูกทรมานในยุคนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่การยอมก้มหัวให้สตาลิน
 
ในช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้มีบางฉากที่น่าประทับใจมาก นั่นก็คือฉากที่ประชาชนรัสเซียหลังการล่มสลายของโซเวียตใช้ตีนเหยียบรูปปั้นของเลนิน (ถ้าเราจำไม่ผิด)
 
13.THE MILKY WAY (1968, Luis Buñuel)
หนังเรื่องนี้สะท้อนความเหลวไหลไร้สาระของความเชื่อในนิกายต่างๆทางศาสนา ตัวละครตัวนึงอาจจะเชื่อถือศรัทธาในอะไรบางอย่างอย่างจริงจัง แต่ตัวละครอีกตัวนึงก็อาจจะมองว่าสิ่งนั้นเป็นความเชื่อที่ผิดพลาดอย่างมากๆ
 
14.MY TEACHER EATS BISCUIT (คนกราบหมา) (1996, Ing K)
 
15.THE NASTY GIRL (1989, Michael Verhoeven)
หนังเยอรมันเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของหญิงสาวคนนึงที่อยู่ในหมู่บ้านที่อ้างว่าชาวบ้านในหมู่บ้านนี้เคยต่อต้านฮิตเลอร์ในช่วง WWII แต่พอหญิงสาวคนนี้ลองสืบค้นประวัติศาสตร์จริงๆ ก็พบว่ามันไม่ใช่เช่นนั้น
 
16.THE NINTH GATE (1999, Roman Polanski)
ถ้าจำไม่ผิด หนังเรื่องนี้นำเสนอตัวละครที่บูชาซาตาน 3 คน แต่ทั้ง 3 คนนี้กลับเป็นศัตรูที่พยายามฆ่ากันเอง เพียงเพราะคัมภีร์บูชาซาตานของ 3 คนนี้มีความแตกต่างจากกันเพียงเล็กน้อย และทั้งสามคนนี้ต่างก็พยายามกล่าวอ้างว่าคัมภีร์บูชาซาตานของตนเป็นคัมภีร์ที่ถูกต้องที่สุด
 
17.OFFSIDE (2006, Jafar Panahi, Iran)
อิหร่านมีกฎห้ามผู้หญิงเข้าไปดูการแข่งขันฟุตบอลในสนาม แต่ก็มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่พยายามฝ่าฝืนกฎนี้
 
18.ONE HUNDRED STEPS (2000, Marco Tullio Giordana, Italy)
หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของดีเจคนหนึ่งในซิซิลีที่กล้าพูดความจริงเกี่ยวกับมาเฟีย ซึ่งส่งผลให้เขาถูกฆ่าตายในที่สุด
 
19.AN ORDINARY EXECUTION (2009, Marc Dugain)
หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างสตาลินกับแพทย์หญิงคนหนึ่งที่รักษาสตาลินด้วยความกลัวและต้องรับมือกับข้อผูกมัดต่างๆที่สตาลินบัญชามา โดยหนังเรื่องนี้สะท้อนความหวาดกลัวของประชาชนที่มีต่อสตาลินในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นยุคที่ประชาชนหลายคน “ถูกทำให้หายสาบสูญไป” และหนังเรื่องนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับนิยายของ Franz Kafka และ George Orwell ด้วย
 
20.THE PARTY AND THE GUESTS (1966, Jan Nemec, Czechoslovakia)
หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับชายหญิงกลุ่มหนึ่งที่เดินเล่นอยู่ในป่าละเมาะ ก่อนจะปะทะกับอันธพาลกลุ่มหนึ่ง พวกเขาจะเลือกเช่นไรระหว่างการทำตามคำสั่งของอันธพาลกลุ่มนี้แต่โดยดี และรื่นเริงไปกับงานปาร์ตี้ที่อันธพาลกลุ่มนี้จัดขึ้น หรือว่าพวกเขาจะลุกขึ้นคัดค้านอันธพาลกลุ่มนี้
 
21.PLANKING (2011, Chulayarnnon Siriphol)
หนังเรื่องนี้บันทึกภาพคนที่ทำ planking ตามสถานที่ต่างๆ ในเวลาเดียวกับที่หลายๆคนยืนตรงเคารพธงชาติ
 
22.PRIEST (1994, Antonia Bird)
หนังเกี่ยวกับพระหนุ่มรูปหล่อที่ชาวบ้านศรัทธา แต่เมื่อความจริงเปิดเผยว่าเขาเป็นเกย์ ชาวบ้านจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับพระรูปนี้
 
23.REPUBLIC OF SIN (FEVER MOUNTS AT EL PAO) (1959, Luis Bunuel)
หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับชายหนุ่มคนนึงที่อยู่ในประเทศที่เป็นระบอบเผด็จการ เขาเขาพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบนี้จากภายใน ด้วยการทำตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ยอมประนีประนอมกับระบอบในระดับนึง แต่ในตอนจบเขาก็พบว่าต่อให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นตำแหน่งใหญ่แค่ไหน แต่ถ้าหากเขาไม่ได้เป็นประธานาธิบดี เขาก็ไม่สามารถแก้ไขกฎเล็กๆน้อยๆที่เขาเห็นว่ามันสำคัญมากได้ นั่นก็คือกฎการใส่โซ่ตรวนนักโทษการเมือง
 
 ในตอนจบของหนังเรื่องนี้ เขาได้เป็นผู้ว่าการเกาะเกาะนึง และเขาก็ตัดสินใจสั่งให้ปลดโซ่ตรวนนักโทษการเมืองในเกาะนั้น ถึงแม้ว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ประธานาธิบดีสั่งลงโทษประหารชีวิตเขาก็ตาม การที่เขาตัดสินใจละเมิดคำสั่งในตอนจบของเรื่อง มันเท่ากับว่าเขาเลือกที่จะฆ่าตัวตาย เพราะเขาทนระบอบนี้ไม่ไหวอีกต่อไป
 
24.LE SILENCE (2004, Orso Miret)
พระเอกของหนังเรื่องนี้พบกับ moral dilemma ในสังคมของเกาะคอร์ซิกา เพราะเขาเป็นพยานที่เห็นเหตุการณ์ฆาตกรรม แต่กลุ่มเพื่อนๆและกลุ่มสังคมของเขาไม่ต้องการให้เขาให้การกับตำรวจ แล้วเขาจะเลือกเช่นไร ระหว่างการทำตามมโมสำนึกของตนเอง กับการทำตามแรงกดดันจากสังคมที่ต้องการให้เขาปิดปากเงียบ
 
25.SILENT WEDDING (2008, Horatiu Malale, Romania)
หนังเรื่องนี้พูดถึงช่วงที่สตาลินตาย แล้วมีการออกกฎว่าประเทศบริวารในเครือโซเวียตห้ามจัดงานรื่นเริงเป็นเวลา 7 วันหรืออะไรทำนองนี้ แต่ปรากฏว่าชาวบ้านแห่งหนึ่งในโรมาเนียมีกำหนดจะจัดงานแต่งงานกันอยู่แล้ว พวกเขาก็เลยแอบจัดงานแต่งงานกันอย่างลับๆ ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง และสิ่งนี้ก็นำไปสู่โศกนาฏกรรมอันเลวร้าย
 
26.6PM (2011, Sinjai Piraisangjun + Palakorn Jiamtiranat, 20min)
หนังสารคดีเรื่องนี้บันทึกภาพคนกลุ่มหนึ่งที่เต้นรำกันอย่างเอิกเกริกในเวลาที่คนอื่นๆเคารพธงชาติในเวลา 6 โมงเย็นที่อนุสาวรีย์ชัย และคนกลุ่มนี้ก็ยืนตรงเคารพธงชาติกันในเวลาอื่นๆที่ไม่ใช่ 6 โมงเย็น
 
27.STORM OVER ASIA (1928, Vsevolod Pudovkin)
หนังเรื่องนี้มีการนำเสนอภาพพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ แต่หนังเรื่องนี้ใช้วิธีการบางอย่างที่ทำให้พิธีกรรมในหนังเรื่องนี้ออกมาดูน่าขัน
 
28.THE SWIMMER (1981, Irakli Kvirikadze, USSR)
เนื้อหาส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับยุคสตาลินในโซเวียตรัสเซีย ตัวละครตัวนึงมีลูกชายตัวเล็กๆอายุประมาณ 5-6 ขวบ แล้วลูกชายคนนี้ก็เล่นซนด้วยการเอาตุ๊กตาสตาลินตัวเล็กๆไปหย่อนในตู้เลี้ยงปลา แต่พอดีเจ้าหน้าที่รัฐมาเห็นเข้า ก็เลยมองว่ามันเป็น blasphemy และสั่งให้เอาพ่อของเด็กคนนี้ไปประหารชีวิต
 
29.13 ROSES (2007, Emilio Martínez Lázaro, Spain)
หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของหญิงสาว 13 คนที่ถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือกลุ่มกบฏในการต่อต้านนายพลฟรังโก ซึ่งเป็นเผด็จการที่ปกครองสเปน และหญิงสาว 13 คนนี้ก็ถูกตัดสินประหารชีวิต
 
30.THE THREE INVENTORS (1980, Michel Ocelot)
หนังเรื่องนี้นำเสนอครอบครัวนักประดิษฐ์พ่อแม่ลูกที่ประดิษฐ์สิ่งของต่างๆที่มีประโยชน์ แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของสังคม และนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมที่สุดแสนสะเทือนใจ
 
ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่
 
31.THE UNFINISHED SONG (2001, Maziar Miri, Iran)
อิหร่านมีกฎห้ามผู้หญิงร้องเพลงในที่สาธารณะ แต่พระเอกของหนังเรื่องนี้พยายามตามหานักร้องหญิงคนหนึ่งที่หายสาบสูญไป และพบกับอุปสรรคมากมายในระหว่างการตามหา
 
32.UNVOLLSTÄNDIGE UND UNFINISHED VOL.2 (2014, Ratchapoom Boonbunchachoke)
หนังเรื่องนี้มีบางส่วนที่พูดถึงขี้หมาที่มีรูปร่างคล้ายสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งทำให้คนพากันมาบูชาขี้หมาก้อนนั้น
 
33.THE YEAR OF THE CANNIBALS (1970, Liliana Cavani, Italy)
หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากตำนาน Antigone ของกรีก และมีเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศที่อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการ โดยทางการจะฆ่าคนที่คัดค้านระบอบนี้ และทิ้งศพของพวกเขาไว้ตามท้องถนน โดยใครก็ตามที่พยายามจะเคลื่อนย้ายศพไปทำพิธีก็จะถูกฆ่าตายตามไปด้วย อย่างไรก็ดี นางเอกพยายามจะเคลื่อนย้ายศพเหล่านี้
 
The photo comes from ELECTRA, MY LOVE.
 

ENTITY (2014, Kwanruetai Chinbunnark, A+)

เขียนถึงหนังสั้นสองเรื่องควบ
 
1.ENTITY (2014, Kwanruetai Chinbunnark, A+)
จริงตนาการ (ขวัญฤทัย ชินบุนนาค)
 
2.IMAGINE IS VEY OK (2014, Jutamat Piromruen, A-)
IMAGINE IS VERY OK (จุฑามาศ ภิรมย์รื่น)
 
SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
 
หนังสั้นสองเรื่องนี้มีจุดที่กระทบความรู้สึกเราในแบบที่คล้ายคลึงกัน หรือสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ เราก็เลยเขียนควบเลยก็แล้วกัน
 
สิ่งที่เราติดใจมากที่สุดในหนังสั้นสองเรื่องนี้ ก็คือพฤติกรรมของตัวละครเอกที่มัน disturbing หรือรบกวนจิตใจเราน่ะ เราชอบการสร้างตัวละครแบบนี้นะ คือเราว่าตัวพระเอกใน ENTITY กับตัวนางเอกใน IMAGINE IS VERY OK มันทำในสิ่งที่ morally wrong สำหรับเรา เพราะพระเอกใน ENTITY แอบติดกล้องลับเพื่อลอบดูนางเอก ส่วนนางเอกใน IMAGINE IS VERY OK ก็โกหกเพื่อนๆ แต่ถึงแม้ว่าตัวละครสองตัวนี้จะทำในสิ่งที่ morally wrong ในความเห็นของเรา เราก็ไม่ได้คิดว่าพวกเขาเป็นคนชั่วหรือคนเลว คือเราไม่สามารถตัดสินตัวละครสองตัวนี้ได้อย่างง่ายๆน่ะ เรารังเกียจพฤติกรรมของตัวละครสองตัวนี้ก็จริง แต่เราก็ไม่อาจเรียกพวกเขาว่าคนเลวได้อย่างสนิทปาก และหนังสองเรื่องนี้ก็ไม่ได้ลงโทษตัวละครสองตัวนี้อย่างชัดเจนด้วย เราก็เลยรู้สึกว่าหนังสองเรื่องนี้มัน disturbing สำหรับเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะการสร้างตัวละครประเภทขาวจัด ดำจัดเป็นสิ่งที่ง่าย ในขณะที่การสร้างตัวละครที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกกำกวม, ไม่สบายใจ, จัดประเภทได้ยาก แบบในหนังสองเรื่องนี้นี่แหละ เป็นสิ่งที่ยากกว่า และเป็นสิ่งที่เราชอบ
 
อย่างไรก็ดี สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราชอบ ENTITY มากกว่า IMAGINE IS VERY OK คือเราไม่แน่ใจว่าตัวหนัง IMAGINE IS VERY OK มีทัศนคติอย่างไรกันแน่ต่อตัวนางเอกของเรื่อง คือใน ENTITY นั้น เรารู้สึกว่าหนังมองพระเอกของเรื่องอย่างค่อนข้าง objective หน่อยๆ คือไม่ได้เข้าข้าง, ไม่ได้ตัดสิน, ไม่ได้ประณาม เราก็เลยรู้สึกโอเคกับการนำเสนอพฤติกรรมที่ morally wrong ของพระเอกใน ENTITY แต่ใน IMAGINE IS VERY OK นั้น หนังก้าวล่วงเข้าไปในมุมมองของนางเอก และนำเสนอโลกที่อยู่ในความคิดของนางเอกออกมา และแนวคิดของนางเอกมันก็เป็นแนวคิดที่ disturbing มากๆสำหรับเรา เราก็เลยไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วหนังเรื่องนี้มันมองนางเอกอย่างไรกันแน่ มันเห็นด้วยกับนางเอกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นการดู IMAGINE IS VERY OK ก็เลยทำให้เราไม่ happy มากเท่ากับการดู ENTITY เพราะในแง่นึงเรารู้สึกว่าทัศนคติของ ENTITY เป็นสิ่งที่เรายอมรับได้อย่างสบายใจ แต่เราไม่รู้ว่าจริงๆแล้วทัศนคติของ IMAGINE IS VERY OK ที่มีต่อตัวนางเอกเป็นอย่างไร เรารู้แต่ว่าเรารู้สึก disturb มากๆกับนางเอกของเรื่องนี้ เราก็เลยให้เกรดแค่ A- เพื่อสะท้อนว่าเราชอบหนังเรื่องนี้มากในระดับนึง แต่ไม่ถึงขั้นชอบมากอย่างสนิทใจ
 
อีกสิ่งที่เราพบว่าหนังสองเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกัน ก็คือเรารู้สึกว่าพระเอกของ ENTITY และนางเอกของ IMAGINE IS VERY OK มีปัญหาเดียวกันในความเห็นส่วนตัวของเรา นั่นก็คือ “การไม่พูดตรงๆ” แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการสร้างตัวละครที่ไม่พูดตรงๆเป็นสิ่งที่ผิดนะ การสร้างตัวละครที่มีปัญหาแบบตัวละครสองตัวนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วในหนัง เพราะมันเป็นการนำเสนอว่ามีมนุษย์บางคนที่มีปัญหาแบบนี้จริงๆ และเราสามารถพบคนแบบนี้จริงๆได้มากมายรอบตัวเรา สิ่งที่เราจะเขียนต่อไปนี้ไม่ใช่การบอกว่าหนังเรื่องนี้มีจุดบกพร่อง แต่เป็นการระบายความรู้สึกของเราที่มีต่อตัวละครสองตัวนี้
 
เราว่าพระเอกของ ENTITY อาจจะมีชีวิตที่มีความสุขกว่านี้นะ ถ้าหากเขาจีบนางเอกตรงๆไปเลย ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นเรื่องยากอะไร จีบตรงๆไปเลย ถ้าหากเขาชอบ ก็ happy ending ไป ถ้าหากเขาไม่ชอบ ก็ตัดใจไป แทนที่จะใช้วิธีถ้ำมองเป็นเวลาหลายเดือนแบบนี้ แต่ในแง่นึง หนังก็ไม่ได้บอกเราอย่างชัดเจนว่า พระเอกรักนางเอกหรือเปล่า บางทีพระเอกอาจจะเป็นแค่คนโรคจิตคนนึง ที่ไม่ได้ต้องการนางเอกเป็นแฟนแต่อย่างใด เขาอาจจะแค่มีความสุขที่ได้ถ้ำมองนางเอกเท่านั้น แต่ไม่ได้ต้องการมีความสัมพันธ์กับนางเอกในชีวิตจริง
 
ส่วนนางเอกของ IMAGINE IS VERY OK นั้นรบกวนจิตใจเรามากเพราะเราเข้าใจว่าเธอใช้วิธีพูดโกหกเพื่อรับมือกับเพื่อนๆของเธอ คือถ้าหากเราเป็นเธอ เราก็คงพูดกับเพื่อนตรงๆไปเลยว่า “กูไม่มีผัว และกูไม่มีเงิน จบ” และถ้าเพื่อนๆของเราจะดูถูกเราเพราะจุดนี้ เราก็ไม่แคร์ เพราะสิ่งที่สำคัญคือการที่เราต้องยืนหยัดในทัศนคติของเราที่ว่า “การไม่มีผัว และการเป็นคนจน มันไม่ใช่สิ่งผิด เพราะฉะนั้นเราไม่เห็นจะต้องอายอะไร ถ้าใครมองว่าการเป็นคนจน เป็นสิ่งผิด มึงนั่นแหละที่ผิด”
 
เราว่าสิ่งที่น่าสนใจใน IMAGINE IS VERY OK ก็คือการสะท้อนภาพความป่วยไข้สองระดับในสายตาของเรา คือเพื่อนๆของนางเอกดูเหมือนจะมีความป่วยไข้ในระดับนึง ในแง่ที่เป็นคนบ้าสินค้าแบรนด์เนม, ใช้ของฟุ่มเฟือย, ทำตามกระแสสังคม แต่เราว่านางเอกของเรื่องป่วยไข้ยิ่งกว่าเพื่อนๆของเธอซะอีก เพราะในแง่นึงเรามองว่า lifestyle ของเพื่อนๆนางเอกนั้น ถึงแม้มันจะเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ แต่มันก็เป็น “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของเขา” คือเขาจะใช้กระเป๋าหรือตุ้มหูราคาแพงเท่าไหร่ มันก็เป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของเขา มันไม่ได้หนักหัวคนอื่นๆซักหน่อย ตราบใดที่เขาไม่ได้ไปขโมยเงินคนอื่นๆหรือบังคับให้คนอื่นๆคิดเหมือนเขาหรือทำตามอย่างเขา แต่เรามองว่าการที่นางเอกโกหกเพื่อนๆ หรือไม่จริงใจกับเพื่อนๆน่ะ เป็นสิ่งที่แย่ยิ่งกว่าสิ่งที่เพื่อนๆนางเอกทำเสียอีก คือเรามองว่าการที่เพื่อนๆจะมี lifestyle ไม่เหมือนเรา มันเป็นสิ่งที่เรารับได้ คือมึงจะเป็นผู้ดีตีนแดงหรือเป็นกะหรี่ กูก็รับมึงได้ ตราบใดที่เขาไม่มาก้าวก่ายสิทธิเสรีภาพของเรา แต่การโกหกแบบที่นางเอกหนังเรื่องนี้ทำ มันเป็นสิ่งที่น่าสมเพชเสียยิ่งกว่าสิ่งที่เพื่อนๆของเธอทำ
 
เอาล่ะ คราวนี้จะเขียนแยกเป็นเรื่องๆ
 
ในส่วนของ ENTITY นั้น เราชอบการถ่ายทำตั้งแต่ต้นจนจบเลยนะ สิ่งที่เราชอบในหนังเรื่องนี้ก็มีเช่น
 
1.การถ่ายภาพในระยะค่อนข้างไกลหน่อย โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของเรื่อง
 
2.การที่หนังเหมือน shift ตัวละครที่เราติดตาม คือในตอนแรกเราเหมือนกับมองหนังผ่านทางมุมมองของนางเอกน่ะ และเราก็แอบคิดว่านางเอกต้องพยายามอ่อยพระเอกแน่ๆเลย แต่พอครึ่งเรื่องหลังหนังก็เปลี่ยนจากมุมมองของนางเอกมาเป็นมุมมองของพระเอกเฉยเลย
 
3.ชอบการผ่านเลยของเวลาโดยคนดูไม่ทันตั้งตัว คือเรานึกว่าเหตุการณ์ในหนังเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 3 วัน แต่พอดูจบถึงเพิ่งรู้ว่าเหตุการณ์ในหนังเกิดขึ้นในเวลาหลายเดือน
 
4.ดูแล้วทำให้นึกถึง A SHORT FILM ABOUT LOVE (1988, Krzysztof Kieslowski) ที่เป็นเรื่องของหนุ่มถ้ำมองเหมือนกัน เพียงแต่ว่า ENTITY สะท้อนเทคโนโลยีของยุคสมัยปัจจุบันในการถ้ำมองและในการบันทึกข้อมูล ในขณะที่พระเอกของ A SHORT FILM ABOUT LOVE ต้องใช้กล้องส่องทางไกลในการถ้ำมองในยุคนั้น
 
ส่วน IMAGINE IS VERY OK นั้น เราไม่มีความเห็นอะไรที่เป็นพิเศษนะต่อองค์ประกอบต่างๆในหนัง เราว่าส่วนใหญ่มันก็ออกมาใช้ได้น่ะ เราเพียงแต่มีมีปัญหากับทัศนคติของนางเอกหรือวิธีการที่นางเอกใช้รับมือกับปัญหาเท่านั้นแหละ