Thursday, September 18, 2025

WHEN THREE GAY GERMAN FILM MASTERS FOUGHT AGAINST ONE ANOTHER IN 1979

 

เมื่อ 3 ปรมาจารย์หนังเกย์เยอรมันตบกันแหลก ตบกันแหลก ในปี 1979

 

เมื่อไม่กี่วันก่อน เราเห็นเพื่อนใน Facebook บางคนพูดถึง Werner Schroeter แล้วเพื่อนบางคนก็ระบุว่า Rainer Werner Fassbinder น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Schroeter

 

เราก็เลยไปค้นหนังสือ WEST GERMAN FILMMAKERS ON FILM: VISIONS AND VOICES ที่เคยมีให้ยืมในห้องสมุดสถาบันเกอเธ่ แล้วก็พบว่า มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะ Fassbinder เคยเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ Frankfurter Rundschau ในวันที่ 24 ก.พ. 1979 แล้วบอกว่า ตัวเขาเองได้เรียนรู้อะไรมากมายจาก Schroeter และก็มีผู้กำกับหนังเยอรมันตะวันตกอีกหลายคนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชโรเตอร์ โดยเฉพาะ Daniel Schmid, Ulrike Ottinger, Walter Bockmayer (ผู้กำกับหนังเรื่อง JANE IS JANE FOREVER ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับหญิงชราที่คิดว่าตัวเองเป็นเมียของทาร์ซาน), Eberhard Schubert (LYDIA) และ Hans Jürgen Syberberg โดยในกรณีของ Syberberg นั้น ฟาสบินเดอร์มองว่า ซีแบร์แบร์ก “ขโมย” หลายสิ่งหลายอย่างไปจากหนังของชโรเตอร์ 55555

 

เนื่องจากเราเองก็ชื่นชอบ Werner Schroeter อย่างรุนแรงสุดขีด เราก็เลยถือโอกาสนี้ คัดลอกบทความเกี่ยวกับ Schroeter จากหนังสือ WEST GERMAN FILMMAKERS ON FILM: VISIONS AND VOICES มาลงให้เพื่อน ๆ อ่านด้วยดีกว่า โดยบทความที่เราคัดลอกมานี้มีอยู่ 2 บทความด้วยกัน บทความแรกเขียนโดย Rosa von Praunheim ซึ่งเป็นปรมาจารย์หนังเกย์ชื่อดังของเยอรมนี โดยในบทความนี้เขาบอกว่า เขาชื่นชอบหนังยุคแรก ๆ ของชโรเตอร์มาก ๆ แต่เขาเกลียดหนังเรื่อง THE KINGDOM OF NAPLES (1978, Werner Schroeter) อย่างรุนแรง ซึ่งจะด้วยเหตุผลอะไรนั้น ก็เชิญเพื่อน ๆ อ่านได้ในบทความ With Fond Greetings to Champagne-Schroeter (1979)

 

ส่วนบทความที่สองนั้น เขียนโดย Fassbinder เพื่อด่า Rosa von Praunheim 55555 คือ Fassbinder ชื่นชอบชโรเตอร์และหนังเรื่อง THE KINGDOM OF NAPLES มาก ๆ และเขาไม่เห็นด้วยกับ Rosa von Praunheim อย่างรุนแรง ฟาสบินเดอร์ก็เลยเขียนชมชโรเตอร์และเขียนด่าฟอน เพราน์ไฮม์ลงหนังสือพิมพ์

 

เราว่าสองบทความนี้มันคลาสสิคมาก ๆ เพราะเราเองก็ชอบผู้กำกับหนังเกย์ทั้ง 3 คนนี้มาก ๆ ทั้ง Werner Schroeter, Rainer Werner Fassbinder และ Rosa von Praunheim และเราก็ยกย่องให้ทั้ง 3 คนนี้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ระดับ “ปรมาจารย์” ทั้ง 3 คนเลย การได้เห็นหนังของชโรเตอร์ส่งผลให้ฟอน เพราน์ไฮม์กับฟาสบินเดอร์ออกมาเขียนด่าทอตบตีกันอย่างรุนแรง ก็เลยถือเป็นปรากฏการณ์มาก ๆ สำหรับเรา นึกว่าเห็น ตงฟางปุ๊ป้าย, เหมยเชาฟง กับลี้มกโช้ว ออกมาปะทะกัน

 

แต่เราเองก็ยังไม่ได้ดู THE KINGDOM OF NAPLES นะ เราเคยดูหนังของ Werner Schroeter ไปแค่ 5 เรื่อง แต่ก็ยกให้ชโรเตอร์ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE FILMMAKERS OF ALL TIME และเราก็ชอบเขามากกว่าฟาสบินเดอร์ กับฟอน เพราน์ไฮม์ คือในบรรดา 3 คนนี้ เราชอบ Schroeter เป็นอันดับหนึ่ง, ฟาสบินเดอร์เป็นอันดับสอง และ von Praunheim เป็นอันดับสาม

 

เราว่าประเด็นที่ฟอน เพราน์ไฮม์กับฟาสบินเดอร์เขียนด่ากันนี้ มันน่าสนใจและน่าคิดดีด้วย เพราะฟอน เพราน์ไฮม์เหมือนไม่ชอบวิธีการนำเสนอตัวละครเกย์และคนจนในหนังของชโรเตอร์ เหมือนเขามองว่าตัวละครเหล่านี้ถูกนำเสนอในแบบ depressing เกินไป และฟาสบินเดอร์ก็โต้กลับว่า ฟอน เพราน์ไฮม์ไม่มีสิทธิ “ผูกขาด” วิธีการนำเสนอตัวละครเกย์

 

แน่นอนว่า ผู้กำกับทั้งสามคนนี้ต่างก็เป็นเกย์ และถ้าหากเราจำไม่ผิด ทั้งสามคนนี้เคยตบตีแย่งผู้ชายกันด้วย 55555 แต่ตอนนี้เราหาหลักฐานอ้างอิงไม่เจอ ที่บอกว่าทั้งสามคนเคยตบตีแย่งผู้ชายกัน เราก็เลยไม่แน่ใจว่าเราจำผิดหรือเปล่า

 

พอเราอ่านบทความเหล่านี้ เราก็เลยเข้าใจว่า ทำไมเราถึงชอบหนังของฟอน เพราน์ไฮม์น้อยที่สุดในบรรดา 3 คนนี้นะ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพราะว่า หนังของเขา “ด้อย” กว่าของอีก 2 คนนะ แต่เป็นเพราะว่าสไตล์หนังของเขาเข้าทางเราน้อยกว่าของอีก 2 คน

 

คือเรารู้สึกว่า หนังของ Rosa von Praunheim มีความเป็น ACTIVIST มากที่สุดในบรรดา 3 คนนี้น่ะ คือหนังของโรซ่ามันเหมือนทำออกมาเพื่อ “ขับเคลื่อนสังคม” เพื่อ “ผลักดันสังคมให้ก้าวหน้า” เพื่อ “กระตุ้นให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ถูกต้อง” เป็นหนังเพื่อเรียกร้องสิทธิเกย์และชี้ให้เห็นปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่ควรได้รับการแก้ไข อะไรทำนองนี้

 

เพราะฉะนั้นหนังของโรซ่าหลาย ๆ เรื่อง ก็เลยเหมือนถูก “ครอบงำ” ด้วย MESSAGE และ “จุดประสงค์ทางการเมือง” ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็เป็นหนังที่ดีสุด ๆ และเราก็ชอบมันอย่างสุด ๆ แต่อาจจะน้อยกว่าหนังของอีก 2 คนในกลุ่ม

 

ส่วนหนังของ Fassbinder นั้น เรามองว่า มันแตกต่างจากหนังของโรซ่าในแง่ที่ว่า ในขณะที่โรซ่ามองว่า “เกย์เป็นผู้ด้อยโอกาสในสังคม” (ซึ่งเขาก็มองได้ถูกต้อง โดยเฉพาะในทศวรรษ 1970 และ 1980) และโรซ่าก็ทำหนังออกมาเพื่อช่วย “ขับเคลื่อนสังคมไปในทิศทางที่ถูกต้อง” หนังของฟาสบินเดอร์กลับ “มองทั้ง gay and straight” ในแง่ลบอย่างเท่าเทียมกัน 55555

 

คือเราว่าฟาสบินเดอร์เป็นคนที่ “เข้าใจกิเลสมนุษย์” หรือเข้าใจ “ความชั่วร้ายของมนุษย์” อย่างลึกซึ้งมาก ๆ น่ะ เขาเข้าใจด้านลบของมนุษย์มากๆ และเขาก็ถ่ายทอดมันออกมาได้ดีสุด ๆ ในหนังของเขา และเขาก็ treat ตัวละคร queer and straight อย่างเท่าเทียมกัน ตัวละครไม่ว่าจะเพศอะไรในหนังของเขา ต่างก็ “เหี้ย” อย่างเท่าเทียมกันหมด ซึ่งเราก็ชอบตรงจุดนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

ส่วน Schroeter นั้น ถ่ายทอด “โลกจินตนาการ” ออกมาได้อย่างงดงาม เพริศแพร้ว พิลาสพิไล มไหศวรรย์ มหัศจรรย์ พันลึกที่สุดน่ะ เราก็เลยชอบหนังของเขามากที่สุดในบรรดา 3 คนนี้

 

หรือเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือว่า

 

Rosa von Praunheim เข้าใจปัญหาสังคมการเมืองที่รายล้อมรอบตัวเรา

Rainer Werner Fassbinder เข้าใจ “ด้านมืด” ที่แอบซ่อนอยู่ในจิตใจเราและผู้คนต่าง ๆ รอบตัวเรา

Werner Schroeter เข้าใจ “ความฝันและจินตนาการ” ของเรา (หรืออาจจะเข้าใจ “จิตใต้สำนึก” ของเรา)

 

แต่เราก็ชอบสุด ๆ ที่ “ปรมาจารย์หนังเกย์ทั้ง 3 คน” นี้ ทำหนังที่มีคุณค่าแตกต่างกันออกไปนะ และเราก็สนับสนุนให้มีการทำหนังแตกต่างกันออกไปหลายรูปแบบ ไม่ใช่แบบที่เราชอบสุด ๆ เพียงแบบเดียว เราสนับสนุนให้มีการทำทั้ง “หนังสะท้อนสังคมการเมืองได้อย่างหีแตกสุดขีด” แบบหนังของ Rosa von Praunheim, หนังที่ “สะท้อนความเหี้ยห่าของมนุษย์ทุกเพศ” แบบหนังของ Fassbinder และหนังที่ “พาเราเข้าสู่โลกจินตนาการที่งดงามที่สุด” แบบหนังของ Schroeter

 

ขอคารวะและกราบตีนปรมาจารย์หนังเกย์ทั้ง 3 คนมา ณ ที่นี้

 

Rosa von Praunheim

With Fond Greetings to Champagne-Schroeter (1979)

บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร FILMKRITIK ฉบับเดือนม.ค. 1979


The criticism of friends does not only show a lack of solidarity;it can, I think, be productive and stimulating. To go public with such criticism should help us to find a way out of this moribund and false cultural situation. Wolfgang Limmer took a first step in this direction with his devastating review in Spiegel of Edgar Reitz's film, Der Schneider von Ulm (The Tailor from Ulm).

I would have expected a much better film from Edgar and I hope he won't despair about the review, but instead gather energy for new and better films, the kind of work he has done in the past. (I thought Die Reise nach Wien [The Trip to Vienna] was a great and sensual film about women.) I think it was justified that he got clobbered because the three million marks he threw away on this production could have financed a whole bunch of films by newcomers. Werner Schroeter and I usually only had no more than 50,000 to 80,000 for our films and some of these run over two hours.

How many young people in Germany would be more than pleased to have 100,000 marks to make their first feature film? (I don't mean the film academy students who often make things too easy for themselves.)How much energy and intensity they would invest in this first opportu-nity, in contrast to the old hands who have played themselves out? (Film history shows us how directors' first films are often their best ones.)

The Kuratorium and the Ministry of the Interior are not enough.They usually only support people one already knows, people who have established themselves in the cultural scene.

The newcomers have to get organized or we oldsters should encour-age these young people and make them realize that the árrogant medium of film also belongs to them.

Two years ago we, that is, a producer friend of mine and his wife,had the idea to make ten films for 100,000 marks each. Entirely new people were to be given a chance to direct their first film, five men and five women. The directors' names were not to be given at the films'premieres, just the titles that were going to run-each film was to play for a week, every week a new premiere, and this in ten different German cities. The first film in Berlin was to be the second one in Hamburg, the third one in Cologne, etc.

We imagined that all of this would cause something of a sensation.

The producer wanted to get the necessary amount of a million marks in part from exhibitors (rental fees paid upfront) and from subsidies, etc.


We started writing people, encouraging them to write scripts from which we would choose. We wanted to be certain that the scripts would be close to reality and easy to understand, i.e., of use for the cinema. We wanted to form a group that would not leave the author alone, but would rather help him communicate his thoughts.

Work on this plan made the producer so sick that he has to this day not completely recovered.

This said in passing as an important impetus for the support of newcomers,which in my mind is more important than supporting a new film by Herzog or Fassbinder.

You have no idea how happy I was when I learned that Werner Schroeter had the money to make his first flm in 35mm.

In the past he had fascinated us with his dreamlike beautiful world of images and music, which nonetheless was not understood by mass au-diences. I hoped he could now put his talent to work to make a film that would not just please the culturally chic fringe.

While teaching with me in San Francisco during the summer of 1977, he finally showed me the script he had written together with Wolf Wondratschek, about whom he seemed to be ashamed.

He wanted to make the film in one of the largest slums in Europe, in Naples, a fortune teller predicted he would have a bad accident, he proceeded with work on the production bravely, nonetheless.

Then, once again, I was proud to hear about his great success in Cannes, about the grand prize in Taormina, the Silver Hugo in Chicago,etc. I could hardly wait and finally, two weeks ago, I saw the film Die neapolitanischen Geschwister (Kingdom of Naples) in a private screening.My joy quickly turned into pure horror and forces me now (as perhaps the only one amongst the joyous throng of Teutonic critics) to react nega-tively.

The film follows the history of Naples from the Second World War up to today concentrating on a pair of siblings. An Italian version of the Buchhol: family, consciously trivial and kitschy. The pseudo-documen-tary commentary is irritating, it feigns a realism which the film as a whole lacks.

 

In contrast to other Schroeter films, this one is without humor, it takes itself dead seriously. It deals with suffering and death in Italian families,constantly we see the funeral hearse, one woman dies in the midst of opera arias, others are shot, one mother goes crazy. The whore dies in the end, her scream is Schroeter's great revelation. She is damned reminiscent of Fassbinder: everything is in vain, we're all done for.

This makes me really furious. I refuse to believe that we can't summon up energy and courage to resist those powers that oppress us. I find the sobbing throes of Fassbinder's transvestite in [In einem Jahr mit] 13Mordlen (In a Year of 13 Moons) every bit as nauseating and self-pitying as Schroeter's sentimental masochism. Especially the poorest of the poor constantly evince an energy and joy which I fail to see in the overweight and lethargic middle class. Naples is a particularly good example of this.

Didn’t one quote Werner Schroeter in this regard in Spiegel, that he “so very much admired the courage and the energy of the poor brave people in Naples?”

 

What an outrageous thing to say. Champagne-Schroeter, who lies around after finishing his shooting with champagne and caviar, admires the courage of the poor people.

Especially the scenes with homosexuals in Schroeter's film made me angry. The Christian Democrat naturally has to be fat and disgusting. As evidence of his incredible decadence, he stands in front of an aquarium and, with trembling hands, tries to fondle a little boy. With cutaways,appropriately enough, to slithering slimy fish. Why didn't Herr Schroeter play this role himself as a demonstration of his homosexual self-hatred?


When I recently asked him to sign a coming-out statement by homosex-uals for the magazine Stern, he turned me down with the smug reply that Stern wasn't serious enough for him. He much preferred the tidbits of gossip in the same periodical.


Another scene where an exploitative female director of a factory is the incarnation of calamity, with red hair and too much makeup. She talks with a young employee (Viktoria). The music suggests all the evil in the world as the director sets out to seduce the young innocent. Lesbian intentions become apparent. At the moment when the pure child is later just about to be seduced by a rich friend of the family, she flees; the director, her eyes rolling in front of a blazing fire in the fabric hall,reminds one of the evil Cruella in the Walt Disney film, 101 Dalmatians.Herr Schroeter, with his decadent charm, would have been the appropri-ate person to play this role. Hasn't one learned in the meanwhile that it's not always the innocent children who get seduced but rather that usually just the opposite is the case?

Viktoria, one of the pale siblings with whom one cannot identify,in a marvelous phrase, says to her mother: “You ruined my life with this Negro” (the mother had fixed her up with him).


When one of the mothers goes insane, we see her in an asylum that is so hackneyed that one looks in vain in world literature for something so stupid. Of course the crazy woman has to sing with little flowers between her legs. Some other inmates, looking as insane as possible, accompany the brother and sister to the door.


Herr Schroeter might perhaps have done some research before he made the film. He would have found out that Italy in fact has one of the most progressive policies toward psychological disorders. The insane asylums have been shut down and, instead, one gives patients a chance to live in open communes.
If I were insane I would feel discriminated against by this scene.


But it is the hooker who has the largest cross to bear; she is repeatedly given the opportunity to stick out a leg exotically behind a red curtain. For her remain only the night and death and old age and ugliness, as she is made to formulate it so idiotically.


Cliché after cliché, like everything else in this film, and that without any thought and with no intention to undermine stereotypes.

Doesn't one know that hookers in our society are often a much more vital (and in any case more honest) possibility than the dull likes of a totally administered uncreative job?

Schroeter has a hard time with matters of content; when he tries, he is all too banal. Those on the right are fat and gay and redheaded, the simple people on the other hand are brave communists, but the party lacks a sense of reality and can't help them either. All that remains is despair.


There is for instance not a single reference to the Mafia in his film.But he was only able to make the film because he had the support of the Mafia, and isn't the Mana the most vital and important force in Italy?

Of course one is thankful that Schroeter is at least capable of telling a story (is it the stupid script that caused his failure?).But I would rather see him stick to his outstanding lyrical collages which made his old films so honest and fascinating. It makes me angry that the film dupes the spectator with its entertaining diversions and makes one overlook its many acts of discrimination. That is the only way I can explain its success.


Even the camera in his Naples film is impersonal, gray and blue. It passes on very little information and only helps the plot take its course (Thomas Mauch). The jubilation that Werner finally had enough money to put his camera on tracks led to one of the worst scenes in the film, the wedding scene. It is too arty and theatrical. In Schroeter's other films,where he did the camera work, he is a master of light and color and composition. He is personal, precise, and brilliant.


Even the music in his film is flat and used stupidly-and yet he has a reputation for being a master at finding just the right music.

One hears that Werner Schroeter plans to make an Italian trilogy.Italy has many more clichés just waiting for him.

The film demonstrates just how little personal contact he has with people living in Naples, even if the local color antics of certain actors often lead one to think differently. The acting is devoid of love and cold.The actors have no depth, neither formally nor in terms of content. Is this because the artist Werner Schroeter has become increasingly ego-centric and out of touch with others? Anyone who knows him realizes how hard a time he has understanding himself and others. He seems to be driven by hysteria and hecticness and aristocratic pretensions which are amusing when they parody themselves. His recent acclaim has paralyzed him. He takes himself seriously and unfortunately also the things that he used to quite rightfully make fun of.


He deserves fame and fortune, he earned them with more than twenty cutstanding films. It's just a pity that critics only start to sing praises and award prizes at the point where his work is at its worst and most superficial, but that is of course nothing new in the culture scene.

++++++++++

 

Rainer Werner Fassbinder

Homage to Werner Schroeter* (1979)

บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ Frankfurter Rundschau ฉบับวันที่ 24 ก.พ. 1979


Werner Schroeter was for over a decade-a long time, then, almost too long-the most important, the most exciting, the most influential as well as the most resolute director of an alternative film, a sort of film generally referred to as “underground" film, a well-meaning gesture that delimits, diminishes, and in the end suffocates this kind of film in a tender embrace.


In reality there is no such thing as an “underground" film. That only exists for those people who can neatly distinguish between an above, a below, and a place on high. In reality there are only films and they exist in the midst of a gray entirety. And there are also the people who make these films. And in the same way these people and their films differ from each other, so too of course do the reasons for making films. And many people simply cannot desist from making films until they finally have the one or the other silly credentials that prove they are professionals, these people wich their devil-may-care attitude about making films, no matter if it's 35mm or 8mm.

The culture scene, however, in many regards perhaps more powerful here than in other countries, has simply divided filmmakers into those it calls "professionals" and those it calls "underground," and insists on strictly maintaining this clear-cut distinction. If a person has been dubbed an “underground” director, he should, for simplicity's sake, re-main one, preferably forever. For that reason it is hardly ever the case in the FRG that a director can break out of the ghetto he has been stuck into and-this should not go unmentioned-one of course makes oneself more or less at home in such cubbyholes. And that makes a person quite easily become lazy or even cowardly, depending on your perspective. But the resistance to the move of a filmmaker from the “underground" to “mainstream cinema” in the German culture scene is strangely stubborn and unanimous, making many people discouraged and ruining for certain a great deal of talent.

Werner Schroeter,who will in years to come assume a place in film history similar to one I would describe in literature as somewhere be-tween Novalis, Lautréamont, and Louis Ferdinand Céline, was for ten years an “underground" director, a role one did not want to let him slip out of. The great filmic vision of Werner Schroeter's world was con-strained, repressed, and at the same time ruthlessly exploited. His films received the quite useful “underground” pedigree, which rendered them in a flash as beautiful, but nonetheless exotic plants, ones so far away which blossom in such a strange fashion that one in the end could not really deal with them. And ultimately, that goes without saying, also did not have to deal with them. And precisely that is just as simple as it is wrong and stupid. Because Werner Schroeter's films are not far away; even if they are beautiful, that still does not make them exotic. On the contrary.

 

The director Werner Schroeter, whom they tried to make into a miniature, whom they tried to imprison in tiny, foolish cubbyholes and to call his films, I'Il say it again and again, “underground" films, the kind of things which exist somehow, but only in the lower reaches, and besides, these films are too cheap to be important, especially in the minds of those people unwilling to grant them more money-this Werner Schroeter, anyway, has been graced with a much clearer and more comprehensive gaze onto this globe that we call earth than anyone else who produces art, no matter what kind. And just a little bit, it seems to me, this fortunate and privileged soul has access to strange and marvelous secrets of the universe.

If it is not self-evident, let me say in passing that this fortune and this greatness I have been describing of course in no way mean that the person I have depicted in this manner stands above everything and is satisfied, as a living being, as a physical body. On the contrary. Outside of myself, I do not know anyone else who chases so desperately and persistently after a most probably infantile, idiotic utopian vision of something like love (these words, ladies and gentlemen, make things painfully clear, do they not?) and constantly stands helplessly before the small brutal experiences. But: experience makes you grow stupid. Both of us will probably carry on in this fashion.

Back to matters at hand. Werner Schroeter, this was our starting point, has managed to do something which hardly ever happens. What exactly? Ten years “underground," supported by the department “Camera Film" at ZDF for years as a dependable fool whose work, you could bet on it, consistently brought the department hymns of praise from domestic and foreign observers, something that no doubt raised the self-estimation of these would-be midwives, but at the same time allowed them to look on blindly as just about every film by Werner Schroeter ended up costing a lot more than Schroeter was paid to make it. But for a long time this situation did not move them to generous, fresh ideas, why bother, anyway, when someone is in debt, they have no choice, they're almost dependent, so let them carry on like this. For a pittance. And anyway. Werner Schroeter, longer than many others, was stuck in this vicious circle, of course harboring the whole while a strong, indestructible hope that he might break out of it some day. To make films for the cinema.


Films for people, the more the better. But nothing seemed to change,nothing at all.


In the meanwhile there were only a very few people who had chances to make films who didn't borrow from Schroeter. I learned decisively from his films, that must be said or written in all clarity.Daniel Schmid is unthinkable without Schroeter, as is Ulrike Ottinger; Walter Bockmayer was able to learn a lot from Schroeter's films. There are a large number of students at the Film Academy in Munich whose films are fundamentally experiments influenced by Schroeter, from Eberhard Schubert to Bernd Schwamm. There are young colleagues in France for whom Schroeter's films are at least as important as Sternberg's. With good reason ultimately.


And a quite resourceful Schroeter-imitator has come forward,who,while Schroeter was waiting helplessly, skillfully marketed what he had pilfered from Schroeter. In Paris people for a good while actually believed this trafficker in matters of plagiarism, Hans Jürgen Syberberg. It was pretty exhausting to tell people in France that it wasn't we who were the epigons of the more slippery Syberberg, but that we had been the victims of a brutal ripoff, in part of our most personal wares. But even Syberberg, independent of the great desire to be able finally to let things surface,represents the great opportunity to make "great films" with Werner Schroeter's own personal discoveries, an opportunity denied the original talent.


Then, at a time when many, even Schroeter's friends,had slowly but surely begun to resign themselves to the fact that Schroeter would most likely never make a great feature film, that now after all the years of shyness, hesitation, and lacking opportunities, he would not put it together, the kind of situation in which quite a few despaired or simply gave up and others, after an unsuccessful attempt, like for instance Rosa von Praunheim's Berliner Bettwurst (Berlin Roly-Poly), became unjust and sad-now, in this situation, Werner Schroeter made the film Die neapoli-tanischen Geschwister (Kingdom of Naples). A great, significant film.In-credible, after all these terrible years of waiting, always on the verge of simply drying up. A film that one can place without hesitation among films like Visconti's Ossessione, Fellini's La Strada, Pasolini's Mamma Roma, Visconti's Rocco and His Brothers, Chabrol's Les Bonnes Femmes,Bresson's Le Diable probablement, Buñuel's The Exterminating Angel,among others.Germany thus does not only have three or five or tenfilm directors to offer, Germany now has one as well who has certainly been absent. A great breath of fresh air. A great one, plain and simple.

Finally, because this culture page is surely being read by many people who also read Filmkritik, a periodical referred to here on occasion with a
measure of enthusiasm, permit me to mention a repugnant and repulsive article that Rosa von Praunheim wrote there about Werner Schroeter's last film. One needs to air private matters to explain things here: Rosa von Praunheim and Werner Schroeter were very close a long time ago.While Rosa was already making films meant for a wider audience,Werner Schroeter began slowly to make films as well. But Schroeter made these early films for his friend, out of "love" for him. Rosa von Praunheim thanked him with mockery and derision. Played out precisely with the sorry superiority enjoyed by people who love less than their partners.Werner Schroeter's honesty and his unconditional objectivity toward Rosa von Praunheim sometimes had an almost debilitating effect.

Rosa von Praunheim, someone so progressive, whose mind is so much freer of our middle-class longings that he actually thinks he alone has the right, a monopoly of sorts, to use the medium film to reflect his own or whoever else's homosexuality: Werner Schroeter always obeyed this decree. Now, in Kingdom of Naples, Rosa von Praunheim thinks he has come across the one or the other supposed homosexual element. Reason enough, apparently, to disguise his own, God knows, justifable despair at still never having made a great film or never having had a chance to do so, to disguise his despair, even in front of himself.


Things are that bad, the kinds of things filmmakers in the FRG suffer, and I say this completely free of irony, things are so bad, that in order to ward off this pain, this fear, and this sorrow, they betray perhaps the only friend they have.

 

ภาพประกอบมาจากหนัง 4 เรื่องดังต่อไปนี้

 

1. THE DEATH OF MARIA MALIBRAN (1972, Werner Schroeter, West Germany, A+30)

 

2. WILLOW SPRINGS (1973, Werner Schroeter, West Germany)

 

3. FOX AND HIS FRIENDS (1975, Rainer Werner Fassbinder, West Germany, A+30)

 

4. IT IS NOT THE HOMOSEXUAL WHO IS PERVERSE, BUT THE SOCIETY IN WHICH HE LIVES (1971, Rosa von Praunheim, West Germany)

Tuesday, September 16, 2025

A LETTER FROM FICTIONAL MONACO

 

เพิ่งได้อ่านบทความ “จดหมายจากสยามกุ” ของคุณ โดม สุขวงศ์ ในเว็บไซต์ของหอภาพยนตร์ ชอบสุดขีด อยากให้มีการสร้างหนังเรื่อง “นิราศภูม่อน” ขึ้นมาจริง ๆ เรื่องของเจ้าหญิงซึ่งถูกรักโดยช้างตัวหนึ่ง

 

อ่าน “จดหมาย” ในบทความนี้แล้วนึกถึงเพื่อนเกย์ของเราในทศวรรษ 1980 คือเธอก็เป็นนักเรียนชายที่เรียนอยู่ที่กรุงเทพนี่แหละ แต่เธอเคยเขียนจดหมายไปหานิตยสาร “ดิฉัน” แล้วเขียนแต่งเรื่องแต่งราวในทำนองที่ว่า เธอเป็นลูกสาวทูตไทยในยุโรป และเธอชอบไปเที่ยวโมนาโคเป็นประจำ อะไรทำนองนี้ แต่ถึงแม้เธอจะใช้ชีวิตอยู่โมนาโค เธอก็ยังคงติดตามอ่านนิตยสาร “ดิฉัน” อยู่เป็นประจำ และเธอก็มาส่งจดหมายนี้ขณะที่เธอกลับมาเยี่ยมญาติที่กรุงเทพ

 

ถ้าจำไม่ผิด จดหมายของเธอได้ลงในนิตยสาร ดิฉัน ด้วยนะ แต่ไม่รู้ว่าเราจำผิดหรือเปล่า เพราะเราก็ไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน เราไม่ได้ซื้อนิตยสารฉบับนั้นเก็บไว้

 

เพราะฉะนั้น เราก็เลยเดาว่า Pradit Prabang ผู้เขียนจดหมายในบทความ “จดหมายจากสยามกุ” นี้ อาจจะคล้าย ๆ กับเพื่อนของเรา คือเขาสามารถ “สร้างโลกจินตนาการ” ขึ้นมาได้อย่างสนุกสนานมาก ๆ และระบายมันออกมาผ่านทางการเขียนจดหมายไปยังนิตยสารที่เขาชื่นชอบ

 

อ่านบทความ "จดหมายจากสยามกุ" ได้ที่

https://fapot.or.th/main/information/article2/view/149

 

Monday, September 15, 2025

A USEFUL GHOST VS. THE FAREWELL

 

หนังที่อยากฉายควบกับ A USEFUL GHOST ผีใช้ได้ค่ะ (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+30) ชุดที่ 9

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

THE FAREWELL – BERTOLT BRECHT’S LAST SUMMER (2000, Jan Schütte, Germany, A+30)
+ A USEFUL GHOST ผีใช้ได้ค่ะ (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+30)

 

อย่างที่เราได้เขียนไปแล้วว่า หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน A USEFUL GHOST ก็คือการที่ตัวละคร Nat เผชิญกับ dilemma ที่ยากจะตัดสินใจ ความรักความผูกพันที่เธอมีต่อสามีของเธอ ทำให้เธอต้องตัดสินใจเลือกว่า เธอจะทำในสิ่งที่เลวร้ายด้วยการให้ความร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลในการทำลายผี Tok และผีการเมืองตัวอื่น ๆ หรือไม่

 

สิ่งนี้ทำให้นึกถึงตัวเราเองหรือมนุษย์คนอื่น ๆ ที่ในบางครั้งต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากในชีวิต เพราะในบางครั้ง ชีวิตก็บังคับให้เราต้องเลือกว่า เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากที่สุดในแต่ละสถานการณ์ คือในบางครั้งเราก็จะเผชิญกับตัวเลือกสลับกันไปมาระหว่างสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้

 

1. อุดมการณ์

2. เพื่อน

3. ผัว หรือ ผู้ชาย

4. ครอบครัว

5. ความปลอดภัยของชีวิตตนเอง

6. เสียงสรรเสริญจากผู้อื่น (แต่เสียงสรรเสริญจากคนบางกลุ่ม ก็ต้องแลกมาด้วยเสียงสาปแช่งจากคนอีกกลุ่ม)

7. การนับถือตนเอง

 

เนื่องจากเราชอบ dilemma ของตัวละคร Nat มาก ๆ เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง THE FAREWELL – BERTOLT BRECHT’S LAST SUMMER (2000, Jan Schütte, Germany, A+30) ที่สร้างจากเรื่องจริง โดยในหนังเรื่องนี้ ตัวละคร Helene Weigel (Monica Bleibtreu) ก็เผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากคล้าย ๆ กัน

 

หนังเรื่อง THE FAREWELL – BERTOLT BRECHT’S LAST SUMMER ที่เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Bangkok International Film Festival เล่าเรื่องของ “เวลาเพียงหนึ่งวัน” ในหน้าร้อนปี 1956 ก่อนที่ Bertolt Brecht (ที่ทุกคนรู้จักกันดี) จะเสียชีวิตในอีกไม่กี่เดือนต่อมา

 

ในวันนั้น Brecht กับ Helene Weigel ซึ่งเป็นภรรยาของเขา กับกลุ่มเพื่อน ๆ ของเขา ได้ไปเที่ยวพักผ่อนกันที่ริมทะเลสาบ พวกเขาพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ ใช้เวลาอย่างเรื่อยเปื่อยกันไปเรื่อย ๆ หนังเรื่องนี้เหมือนนำเสนอ “การไปเที่ยวพักผ่อนริมทะเลสาบของคนกลุ่มหนึ่งในเวลาเพียงหนึ่งวัน” แต่มันกลับกลายเป็นหนึ่งในหนังที่ประทับใจเราอย่างไม่รู้ลืมในช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา

 

Brecht เป็นนักประพันธ์ชื่อดัง เขาเชื่อใน Marxist เขาเป็นศัตรูคนสำคัญของ Nazi เขาหนีออกจากเยอรมนีในปี 1933 เมื่อนาซีเริ่มเรืองอำนาจ และเขาก็ไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงในสหรัฐ แต่เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เขาก็โดนทางการสหรัฐหมายหัวว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ เขาก็เลยหนีภัยจากทางการสหรัฐมาใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมันตะวันออก และเขาก็พบว่า รัฐบาลคอมมิวนิสต์ในเยอรมันตะวันออก ก็มีความเป็นเผด็จการไม่แพ้กัน

 

คือชีวิตเขาหนักมาก คือต้องหนีภัย “นาซี” ไปอยู่อเมริกา แต่พอมาอยู่อเมริกา ก็เผชิญกับ “การล่าแม่มดคอมมิวนิสต์” เขาก็เลยหนีไปอยู่เยอรมันตะวันออก แล้วก็เผชิญกับ “เผด็จการคอมมิวนิสต์” อีก

 

แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเหตุการณ์เหล่านี้โดยตรง หนังเรื่องนี้เล่าเพียงแค่ “การไปพักผ่อนทะเลสาบหนึ่งวันของ Brecht” เท่านั้น แต่ก็สามารถสะท้อนชีวิตของเขาออกมาได้อย่างประทับใจไม่รู้ลืมมาก ๆ

 

สิ่งที่สร้างความสะเทือนใจให้เราอย่างรุนแรงสุดขีดในหนังเรื่องนี้ ก็คือเรื่องของ Helene Weigel เธอถูกเจ้าหน้าที่เยอรมันตะวันออกมายื่นข้อเสนอให้ในช่วงต้นเรื่องในทำนองที่ว่า ถ้าหากเธออยากให้สามีของเธออยู่รอดปลอดภัย เธอก็จะต้องแอบให้ความช่วยเหลือทางการเยอรมันตะวันออกในการจับตัวเพื่อน ๆ ของเธอ ที่ทางการมองว่ามีแนวคิดกระด้างกระเดื่อง เป็นภัยต่อรัฐบาลเผด็จการเยอรมันตะวันออก (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ เพราะเราดูหนังเรื่องนี้มานาน 20 กว่าปีแล้ว)

เพราะฉะนั้นในขณะที่ตัวละครตัวอื่น ๆ พักผ่อนกันอย่างสงบสุข มองดูแสงแดด และหมู่เมฆคล้อยเคลื่อนไปเรื่อย ๆ ที่ริมทะเลสาบ Helene Weigel ก็ต้องเผชิญกับ dilemma อันหนักอึ้งในใจตลอดเวลาว่า เธอจะเลือกเส้นทางไหนดี เธอคงรู้อยู่แล้วว่า การให้ความช่วยเหลือรัฐบาลเยอรมันตะวันออก เป็นสิ่งที่ผิด และเป็นสิ่งที่เลวร้าย แต่ถ้าหากเธอไม่ทำเช่นนั้น ชีวิตของ Brecht ก็จะไม่อยู่รอดปลอดภัย เธอจะเลือกอะไร ระหว่างชีวิตของผัว กับอุดมการณ์ความถูกต้อง

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เราดู A USEFUL GHOST เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง THE FAREWELL – BERTOLT BRECHT’S LAST SUMMER มาก ๆ เพราะเรารู้สึกว่า dilemma ของตัวละครหญิงสองตัวในหนังเรื่องนี้ มันมีบางส่วนที่ทำให้นึกถึงกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

แน่นอนว่า ตอนจบของ THE FAREWELL – BERTOLT BRECHT’S LAST SUMMER ถือเป็นหนึ่งในตอนจบของภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต คิดถึงทีไรก็รู้สึกอยากร้องไห้ แต่ร้องไม่ออก มันเจ็บปวดจนสุดจะทานทนสำหรับเรา

+++

ฉันรักเขา Zhou Zhengjie from THE SHADOW’S EDGE (2025, Larry Yang, Hong Kong/China, A+30)

Sunday, September 14, 2025

SOME POSTS ON MY FACEBOOK

 เอี้ยก้วย กับ ก๊วยเซียง ในเทศกาลหนัง  SIGNES DE NUIT


ถ่ายภาพโดย เจ้าแม่วังบุปผา ธรรมบุตร

เจอ SHINJUKU YAKUZA (อดีตเทพบุตรวงการหนังสั้น) ในเทศกาลภาพยนตร์ SIGNES DE NUIT
---
เรายังไม่ได้ดู SUPERMAN ภาคใหม่เลย แต่เพิ่งสังเกตว่า  ถ้าพิมพ์คำว่า superman โดยลืมเปลี่ยนภาษาในแป้นพิมพ์ laptop  มันจะกลายเป็นคำว่า "หียำพทฟื" 55555

อันนี้เป็นรูปของ Christopher Reeve, Brandon Routh, Henry Cavill และ David Corenswet ในบท หียำพทฟื เพื่อน ๆ คงจำได้ว่ารูปไหนเป็นของใคร

แถมด้วยรูปหุ่น หียำพทฟื หน้าโรงหนัง และรูปของ Tayfun Demir ที่นำแสดงใน หียำพทฟื เวอร์ชั่นของตุรกี
---
ซื้อปากกา BEARIS BUG มาให้ลูกหมีใช้จดชื่อผู้ชาย
---
FILM WISH LIST: ONLY WE KNOW (2025, Irene Villamor, Philippines)

หนังที่พูดถึงการพบรักกันระหว่างหญิงชรากับวิศวกรหนุ่ม เราไม่รู้ว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้อายุเท่าไหร่ แต่นักแสดงที่เล่นเป็นนางเอกมีอายุ 70 ปี ส่วนพระเอกอายุ 45 ปี

นางเอกหนังเรื่องนี้คือ Charo Santos-Concio ที่เคยแสดงในหนังขวัญใจเหล่า cinephiles ไทยจำนวนมากเรื่อง KISAPMATA (1981, Mike De Leo, A+30)

อยากดู ONLY WE KNOW มาก ๆ เพราะเราก็อยากพบรักกับชายหนุ่มที่มีอายุน้อยกว่าเรา 25 ปีเหมือนกัน 55555
---
ดีใจสุดขีดที่ Ava DuVernay เลือก HONEY (2010, Semih Kaplanoglu, Turkey)
---
เกิดสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง เลยเข้าไปดูใน spam mail และพบว่า งาน FLAHERTY SEMINAR ส่งอีเมลมาหาเราในวันที่ 16 มิ.ย. แต่เราไม่เห็น เพราะมันอยู่ใน SPAM MAIL กรี๊ดดดดดด
---
วันนี้ไปดูหนังทดลองที่เกอเธ่ เสร็จแล้วกะว่าจะดู THE PHOENICIAN SCHEME กับ SITAARE ZAMEEN PAR แต่เห็นจำนวนคนดูหนังสองเรื่องนี้ล้นทะลักมาก ดิฉันก็เลยลังเลใจ ว่าจะดูวันนี้หรือวันอื่น ๆ ดี 55555
---
เรายังไม่ได้ดู BALLERINA แต่เพิ่งรู้ว่ามี "นก" พันธุ์ "ว่าน-รก" อยู่ด้วย เราเดาว่า นกพันธุ์นี้คงชอบแพร่พันธุ์ต้นว่าน แล้วพอต้นว่านขึ้นเต็มสวนในบ้านของตัวละคร ตัวละครก็เลยโกรธ "แค้น-นก-ว่าน-รก"
---
หลังจากดู "พนอ" เมื่อหลายเดือนก่อน กูก็แดกห่อหมกไปแล้วหลายครั้ง เป็นหนึ่งในหนังที่ส่งผลกระทบต่อการแดกของกูจริง ๆ
---
One of the most impressive scenes in I A PIXEL, WE THE PEOPLE EPISODE 12: BIG CLEANING DAY (2025, Chulayarnnon Siriphol, video installation, 60min, A+30)
---
เพิ่งรู้ว่า เติร์ด Tilly Birds คืออนุโรจน์ เกตุเลขา ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง  LET THE DOVES FLY ที่เราชอบสุดขีด LET THE DOVES FLY ติดอันดับ 65 ของเราประจำปี 2018

https://celinejulie.blogspot.com/2019/05/favorite-films-2018.html?m=1
---
ไม่รู้ว่าเขาจะฉายเรื่องอะไร แต่อยากให้มีคนนำ  COMPULSION (1959, Richard Fleischer) กับ  SWOON (1992, Tom Kalin) เข้ามาฉายในกรุงเทพ
---
RIP P. ADAMS SITNEY (1944-2025)

Your book is a great inspiration for me.
---
ดู THE ONLY SON (1936, Yasujiro Ozu, Japan, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เสร็จ ก็ได้ขึ้นรถเมล์สาย 515  ตอนราว ๆ 17.35 น. ปรากฏว่ารถมาถึงอนุสาวรีย์ชัย ตอน 18.23 น. เร็วมาก ๆ นึกว่าสวยสง่าในราคาน้ำอัดลม
---
HOUSEFULL 5 (2025, Tarun Mansukhani, India, 150min) คนดูเยอะเหมือนกันนะ ชอบชื่อผู้กำกับ "ทารุณ"
---
อยากให้มีเด็กวัยรุ่นยุคนี้ เข้ามาดูหนังที่สร้างขึ้นเมื่อ 80-100 ปีก่อน แล้วอยู่ดี ๆ ก็ระลึกชาติได้ว่า ชาติที่แล้วกูเคยเกิดเป็นนางเอกหนังของ Mikio Naruse หรือชาติที่แล้วกูเคยตบกับ Lillian Gish และ  Theda Bara กลางกองถ่ายมาแล้ว
---
อยากให้มีคนทำโครงการนำ"หนังที่เคยถูกแบนห้ามฉายในไทยในอดีต" เข้ามาฉายใหม่ในไทย เพื่อเป็นหนึ่งในตัวอย่างของผลงานของรัฐบาลไทยชุดนี้ ที่เปิดกว้างเรื่องนี้มากกว่ารัฐบาลชุดก่อน ๆ อย่างเห็นได้ชัด

ตัวอย่างหนังที่เคยถูกแบนในไทยในอดีต

1. KUNDUN (1997, Martin Scorsese)

2. FRIVOLOUS LOLA (1998, Tinto Brass, Italy)

3. EYES WIDE SHUT (1999, Stanley Kubrick)

4. BLOW (2001, Ted Demme)

5. Y TU MAMA TAMBIEN (2001, Alfonso Cuaron, Mexico)

6. FUNNY GAMES (2007, Michael Haneke)

---
สรุปว่าตอนนี้เราได้ดู I A PIXEL, WE THE PEOPLE (2025, Chulayarnnon Siriphol, video installation, 24 hours) ไปแล้ว ใน episode 1, 2, 3, 4, 6, 7, 13, 14, 15, 16, 21, 22, 23, 24 หรือเพียงแค่ 14 ชั่วโมง ยังขาดอีก 10 ชั่วโมงที่เรายังไม่ได้ดู ไม่รู้ว่ามันจะมีการรีรันใหม่อีกหรทอเปล่า 55555

ภาพจาก I A PIXEL, WE THE PEOPLE EPISODE 22: LONG LIVE MICRO CINEMA (2025, Chulayarnnon Siriphol, video installation, 60min, A+30)  ซึ่งเป็นการนำหนังเก่าเรื่อง "คิดถึง...ไทยอินดี้" (2011, Chulayarnnon Siriphol, 7min) มา recycle ใหม่
--
ชอบสีโดนัทมาก ตอแหลมาก เขาเรียกว่าสี EMINENCE ใช่ไหมคะ
---
กินอาหารที่ food court ของมาบุญครองมาตั้งแต่ปี 1988-2025 หรือกินอาหารที่นี่ทุกปีมานาน 37 ปีแล้ว ชีวิตเราก็เท่านี้

ถ้าจำไม่ผิด ร้านอาหารมังสวิรัติ ใน food court มาบุญครอง ก็น่าจะอยู่มานานไม่ต่ำกว่า 37 ปีเช่นกัน

Lav Diaz เคยมากินอาหารมังสวิรัติที่ food court มาบุญครองในปี 2009 ด้วยนะ
---
เมื่อวานดูไป 12 เรื่อง

เรื่องที่ชอบเป็นอันดับ 1-3 คือ

1.ANAM (2025, ธนกร ปัญจปภาวิน, A+30)

2. TALUK-TUEK ยืด กระทบ ลง (2025, จิตริน ชั้นประเสริฐ, A+30)

3. YOU CAN CALL ME SKOI (2025, วรรณชนก ตรีเสถียร, A+30)
---
อยากให้มีคนเขียนเปรียบเทียบวัฒนธรรมแก๊งมอไซค์ในสหรัฐในทศวรรษ 1950-1960, ในญี่ปุ่นในทศวรรษ 1970 และวัฒนธรรม  แว๊นในไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
---
เราเป็นโรคริดสีดวงจมูกมานานหลายปีแล้ว ก็เลยต้องกินยา pseudoephedrine เป็นประจำ พอดีตอนนี้ยาใกล้หมด เราก็เลยไปโรงพยาบาลเพื่อให้หมอจ่ายยาให้ (เป็นยาที่เราซื้อเองไม่ได้) ปรากฏว่าทางโรงพยาบาลบอกว่า ทางโรงพยาบาลไม่ได้รับยานี้มานานหลายเดือนแล้ว เหมือนมันขาดตลาดมานานหลายเดือนแล้ว กรี๊ดดดดดดดดด แล้วฉันจะหายใจได้อย่างไร
---
RIP MARCEL OPHULS (1927-2025)

เราเคยดูหนังของเขาแค่เรื่องเดียว คือ THE MEMORY OF JUSTICE (1976, documentary, 278min) ที่มาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราชอบหนังเรื่องนั้นอย่างสุดขีดมาก ๆ หนังเรื่องนั้นติดอันดับ 5 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2016

https://www.facebook.com/share/p/16YrDbJJJR/

http://celinejulie.blogspot.com/2017/01/my-list-of-most-favorite-films-i-saw-in.html?m=1

---
เป็นครั้งแรกที่เราเห็นโฆษณาเครื่องดูดฝุ่นปรากฏขึ้นมาในฟีด facebook ของเรา 555555 รู้เลยว่าทำไม

ปกติเราเจอแต่โฆษณากางเกงในชายในฟีด facebook ของเรา
----
อยากตั้งรางวัล "หมอยทองคำ" GOLDEN PUBIC HAIR AWARD เพื่อมอบรางวัลให้แก่ภาพยนตร์โปรดในดวงใจของเราในแต่ละปี แต่เกรงว่า ผู้กำกับภาพยนตร์เหล่านั้น คงไม่อยากได้รับรางวัลนี้ 55555 (ล้อเล่นค่ะ)
---
อยากให้ในภาคใหม่นี้มีตัวละครกะเทยสาวที่มาพร้อม "หี AI" แล้วเจ๊แต๋วก็ถามว่า "มันใช้งานได้จริงไหม" แล้วเธอก็ตอบว่า "หีใช้ได้ค่ะ"

Saturday, September 13, 2025

VARIOUS POSTS ON MY FACEBOOK

 AN IMAGINARY FILM: หีเหินขึ้นฟ้า บอกลาหัวใจ ทิ้งไว้ที่สุวรรณภูมิ

---
กำลังอยากรู้อยู่พอดีว่า "effect ทางภาพ" ที่ใช้ในฉากฝันของมาร์ชใน A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) เขามีศัพท์เฉพาะเรียกว่าอะไร ก็พอดีเห็นคุณ Chonlasit โพสถึงสิ่งนี้ แล้วเรียกมันว่า "FILM BURN"

ไม่รู้เหมือนกันว่า มีหนังเรื่องอื่น ๆ ที่จงใจใช้เทคนิค FILM BURN แบบนี้อีกไหม ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ภาพยนตร์เรื่อง "แสงรังสี" (2011, Pimpaka Towira) ก็ใช้เทคนิคนี้เช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้จากขอบขวาของรูปนี้ ที่มาจากหนังเรื่อง "แสงรังสี"
--
ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ONE OF MY MOST FAVORITE TV SERIES OF ALL TIME ตอนเราเป็นเด็กในทศวรรรษ 1980 เราเติบโตมาด้วยความเชื่อที่ว่า พอเราโตเป็นผู้ใหญ่ เราจะหาผัวแบบหลินจุ้นเสียนในละครเรื่องนี้ได้ แต่ความฝันก็ยังคงเป็นเพียงความฝัน 555
---
หลังจากดู CACTUS PEARS  (2025, Rohan Kawanade, India, A+30) เราก็เลยอยากกินหนุ่มอินเดีย แล้วก็เลยแก้ขัดด้วยการกินอาหารอินเดียแทนไปก่อน

ในภาพเป็น  Pulao Jeera กับ Paneer Lawabdar

พอดู CACTUS PEARS (2025, Rohan Kawanade, India, A+30) ในวลาไล่เลี่ยกับ A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+30) แล้วก็อดหัวเราะในใจไม่ได้ในช่วงต้นเรื่อง เพราะว่าตัวละคร "แม่พระเอก" ใน CACTUS PEARS มีชื่อว่า Suman แล้วเธอก็มีลูกชายเป็นเกย์เหมือนกับใน A USEFUL GHOST

สรุปว่า ปีนี้เป็นปีของ "คุณแม่ชื่อ Suman" ค่ะ
---
ดูหนังโรงมาประมาณวันละ 4 เรื่องติดต่อกันในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตาม concept#ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า พอวันนี้ตัดสินใจดูหนังโรงแค่ 3 เรื่องเท่านั้นพอ จะได้กลับบ้านเร็วหน่อย ฝนก็เสือกตกหนัก
---
"ความเป็นเผด็จการแบบไม่ค่อยเต็มใจ" ของตัวละครอาภาศิริใน A USEFUL GHOST ทำให้นึกถึงตัวละครของคลาวเดียใน โศกาภิวัฒน์ โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย
---
เห็นคุณ STARK RAMSAY ตั้งคำถามว่า ถ้าหาก Eric Rohmer กำกับ MATERIALISTS (2025, Celine Song, A+) หนังมันจะออกมาเป็นอย่างไร

เราก็เลยจินตนาการว่า ถ้าหาก Eric Rohmer กำกับหนังเรื่องนี้ นางเอกของหนังมันต้องเป็น Sophie (Zoe Winters) จ้า และหนังมันจะเน้นไปที่ความซับซ้อนในใจเธอ ซึ่งรวมถึงความเรื่องมาก ความสำคัญตนผิด และความหวังอันโรแมนติกที่ริบหรี่ของเธอ ส่วนยัย Dakota Johnson เป็นได้เพียงแค่ตัวประกอบเท่านั้น 55555

เพราะเราว่าตัวละคร Sophie นี่แหละ คือญาติห่าง ๆ ของนางเอก THE GREEN RAY และ  AUTUMN TALE ของ Eric Rohmer
--
ชอบหนังเรื่องนี้ EDEN อย่างสุดขีด เรื่องของ "บารอนเนส" ที่พยายามปลุกปั่นสร้างความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม IDEALISTS กับกลุ่ม PRACTICAL
---
TAKE "A STREETCAR NAMED DESIRE" TO THE "HORNY FILM FESTIVAL" (AKA SCUD RETROSPECTIVE)

คลิปนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง 11 X 14 (1977, James Benning, A+30)  55555
---
กราบขอบพระคุณคุณเชนที่ช่วยจัดการลุงคนนี้

เคยเจอมนุษย์ถุงคนเดียวกันนี้ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เมื่อราวต้นปี 2023 ซึ่งโรงหนังของหอภาพยนตร์มีกฎ "ห้ามกินขนมและอาหารในโรงหนัง"

ตอนนั้นเราดูรอบ 13.00 น. ลุงคนนี้นั่งแถวเดียวกับเรา และทำเสียงกรอบแกรบเหมือนกินขนมตลอดเวลา ผ่านไปชั่วโมงนึงยังไม่หยุด เราเลยเดินไปบอกให้หยุด เขาก็เหมือนหยุด

ตอนนั้นหนังรอบ 13.00 น.จบราว ๆ 14.30 น. แล้วรอบต่อไปฉายเวลา 15.30 น. มีเวลาพักชั่วโมงนึง เราก็พยายามคิดในแง่ดีไว้ก่อนว่า ลุงคนนี้อาจจะหิวจัด รีบเร่งเดินทางมาไกล เขาอาจจะไม่มีเวลากินอาหารก่อนหน้านี้ เขาก็เลยเข้าไปกินในโรงหนังตอน 13.00 น. แต่ตอนนี้เขามีเวลาพักชั่วโมงนึงเต็ม ๆ นะ ถ้าเขาหิวจัด ไม่มีเวลากินอาหารจริง ๆ เขาก็จะมีเวลากินอาหารให้อิ่มตอน 1430-1530 นี่แหละ

ปรากฏว่ารอบ 1530 ลุงคนนี้ก็กลับมานั่งดูหนังต่อ และยังคงนั่งกินอาหารทำเสียงถุงกรอบแกรบดังสนั่นเหมือนเดิม เราก็เลยพบว่า เรามองเขาในแง่ดีเกินไป เขารู้ทั้งรู้ว่ามันสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น แต่เขาก็ยังทำ เราก็เลยเดินไปบอกเจ้าหน้าที่หอภาพยนตร์ให้มาเตือนเขา เจ้าหน้าที่ก็เลยไปเตือนเขา เขาก็เลยเลิกทำเสียงดัง แล้วหลังจากวันนั้น เราก็ไม่เจอเขาที่หอภาพยนตร์อีกเลยนับตั้งแต่ต้นปี 2023 เป็นต้นมา

วันนี้เราก็นั่งแถวหลังคุณเชนนี่แหละ แต่เราก็ไม่กล้าเตือนด้วยตัวเอง เพราะกฎของ HOUSE ไม่ได้ห้ามการกินขนมในโรงหนัง (จากจุดที่เรานั่ง เรามองไม่เห็นว่า เสียงดังมันเกิดจากการกินขนม หรือเขาแค่ขยับถุงพลาสติกเล่น ๆ)

เราเจอลุงคนนี้ตามเทศกาลภาพยนตร์มาตั้งแต่เดือนม.ค.ปี 2003 นะ  จำได้เลยว่าเห็นเขาครั้งแรกใน BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL ปี 2003 (ปีที่มี RETROSPECTIVE AGNES VARDA)

---
RED SONJA เหลือโรงน้อยมาก แล้วกว่าเราจะว่างดูก็ 2 ก.ย. กรี๊ดดดดด #ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า
---
วันนี้นัดเจอเพื่อน ๆ ที่รู้จักกันในยุค WEBBOARD  รุ่งเรือง

ประเด็นสำคัญในการประชุม: ความทรงจำที่มีต่อหนังเรื่อง AMERICAN GIGOLO (1980, Paul Schrader)
---
ตอนแรกนึกว่า "หนังคอนเสิร์ต" จะใช้บัตร M PASS ดูไม่ได้ แต่ปรากฏว่า หนังเรื่อง YOASOBI 5TH ANNIVERSARY DOME LIVE 2024 "SURREALISM" (2025, Junichi Hirayama, documentary, concert film, 157min, A+30) ใช้บัตร M PASS ดูได้นะคะ
---
อยากให้มีคนนำตัวละครผู้ร้ายจาก WERCKMEISTER HARMONIES (2000, Bela Tarr, Hungary, second viewing, A+30) กับตัวละครผู้ร้ายจาก WEAPONS (2025, Zach Cregger, A+30) มาปะทะกัน 55555
---
MISS JIT'S CINEMATIC UNIVERSE = LONGLEGS VS. WEAPONS VS. CALIGARI VS. DR.MABUSE VS. THE PRINCE FROM "WERCKMEISTER HARMONIES"
---
นึกถึงหนัง Scandinavia หลายเรื่องในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit ที่มีแต่เรื่อง awkward situations in family gathering ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ปัญหาสังคมของเขามันน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ หรือเปล่า เขาก็เลยต้องเล่าแต่เรื่องสมาชิกครอบครัวไม่พอใจกันเอง 55555
---
ประทับใจงานเสวนาของ DENNIS LIM มาก

"ฉันจะกลับมา
ฉันจะปล่อยคุณไป
ฉันชื่อไก่ ออลิเยร์"

(ผลจากการ AUTO TRANSLATION)
---
วันนี้ออกเดินทางจากราชเทวีตอน 08.58 น. มาถึงหอภาพยนตร์ ศาลายา ตอน 09.40 น. ใช้เวลาเดินทางทางบก 42 นาที
---
มานั่งชิงช้าเพื่อรอให้หนุ่มญี่ปุ่นลักพาตัวไปแบบในหนังเรื่อง WANDERING (2022, Lee Sang-il)
---
มาเที่ยวฟาร์มเลี้ยงแพะใกล้ ๆ หอภาพยนตร์ ศาลายา เพื่อบูชา ROBERT EGGERS
---
เดินผ่านแผงหนังสือลดราคา เราเลยซื้อหนังสือ 2 เล่มนี้มาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว 555

เราเคยเรียนกับอาจารย์ตรีศิลป์ บุญขจร อยู่คอร์สนึงมั้ง ในช่วงราว ๆ ปี 1991 พอเราเปิดดูรายชื่อทีมงานของหนังสือเล่มนี้ ก็พบชื่อคนที่เคยอยู่ในวงการหนังสั้นด้วย 555

ส่วน Dean Koontz เป็น one of my most favorite novelists when I was a kid
--
วันนี้ได้เจอคุณ Lyla ซึ่งเคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในบริษัทที่เราเคยทำงานอยู่ในช่วงราวปี 1998-1999
--
แดก Tandoori Prawn เพื่อเป็นพลีแด่ภาพยนตร์เรื่อง  THE FEAST (2023, Rishi Chandna, India, A+30) ที่เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit
--
THE MAN WHO OPPOSSES THE WORLD คนขวางโลก (1984, Permpol Choei-aroon, 137min, A+30)

เพิ่มพลยังคงครองตำแหน่ง ONE OF MY MOST FAVORITE THAI DIRECTORS OF ALL TIME ได้ต่อไป กราบจริง ๆ

นึกว่าต้องฉายควบกับ THE DEVIL, PROBABLY (1977, Robert Bresson, France)
--
กำไลข้อมือเจ้าแม่หมีมาร

โบราณเขาเชื่อกันว่า ใครใส่ "กำไลข้อมือเจ้าแม่หมีมาร" ในช่วงตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดิน จนถึงช่วงก่อนพระออกบิณฑบาต กำไลนั้นจะช่วยป้องกันภยันตรายจากรากษส, ปอบ, ผีดูดเลือด และมนุษย์ต่างดาวในแกแลกซีทางช้างเผือกได้ แต่ไม่สามารถกันภัยจากมนุษย์ต่างดาวที่มาจากกาแลกซีแอนโดรเมดาได้

ข้อห้ามสำคัญก็คือว่า ห้ามกิน มะม่วงหาว มะนาวโห่ ขณะใส่กำไลนี้ เพราะการทำเช่นนั้นจะเป็นการเชื้อเชิญ เวมานิกเปรตให้มาสิงสู่ในกำไลนี้ และเวมานิกเปรตจะมาแย่งผัวของคุณ!
--
--
--
--
--
ทุกอย่างเราแต่งขึ้นมาสด ๆ จบ 55555
---
เราเคยดูแค่ 6 เรื่องในลิสท์ปี 2006  ซึ่งได้แก่ CLIMATES, THE LIVES OF OTHERS, MEMORIES OF MATSUKO, RED ROAD, PAN'S LABYRINTH, SHORTBUS
---
เหมาะนำมาสร้างเป็นหนังมาก ๆ เรื่องของหญิงสาวที่ถูกสตรีต่างมิติลักพาผัวไป นางเอกเลยต้องตระเวนไปตามประตูมิติ 7 แห่งในไทย เพื่อแย่งผัวกลับคืนมา อะไรทำนองนี้ 555 งบสร้างหนังมาจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
---
ช่วง "ความ he ของชีวิต"

ช่วง 3 วันมานี้ที่อพาร์ทเมนท์ของเรา แอร์น้ำหยดหนักมาก น้ำจากแอร์ไหลเป็นน้ำตกเลย ทางอพาร์ทเมนท์บอกว่าจะมาซ่อมแอร์ให้ในวันศุกร์

ช่วงคืนวันอังคารกับพุธ เราก็เลยเปิดพัดลมนอน แต่เหมือนมันทำให้เรามีอาการ หอบหืดกำเริบ ทรมานมาก

คืนนี้แม่หมีเลยตัดสินใจ กระเตงลูกหมีมาเปิดโรงแรมนอน แล้วก็พบว่า เตียงมันใหญ่ดี เหมาะพาผู้ชายมานอนด้วยมาก ๆ แต่เสียดายที่แม่หมีไม่มีผัว ก็เลยคงได้แต่นอนกอดลูกหมีในโรงแรม 555
---
Edit เพิ่ม: พอได้ดูหนังเรื่อง MUKASHI MUKASHI ซ้ำอีกรอบ ก็แอบสงสัยว่า หรือจริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ต้องการเล่าเรื่อง "ตำนานเจ้าหญิงจากดวงจันทร์" อะไรแบบนั้นหรือเปล่า แต่เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน 555
---
ดูหนังเกาหลีใต้จากทศวรรษ 1950 หลาย ๆ เรื่องที่หอภาพยนตร์ ศาลายา แล้วก็เลยสงสัยว่า สกุลเงิน hwan มันคืออะไร พอดูหนังจบเลยต้องไปกูเกิลต่อ
---
อ่านแล้วนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง AN ESCALATOR IN WORLD ORDER (2011, Kim Kyung-man, South Korea, A+30) ที่พูดถึงความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดของสังคมเกาหลีใต้หลังจากจัดงานโอลิมปิกปี 1988

บางทีความเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น อาจจะรวมถึงความเปลี่ยนแปลงในวงการดนตรีด้วย
---
บันทึกว่า ประทับใจการเสวนาของคุณ Selma และคุณ Nanoguy ในงาน FLAHERTY เมื่อวานนี้มาก ทั้งในเรื่อง Palestine, the attempt of Israel to destroy both Palestinian lives and Palestinian IMAGES, the overabundance of images in the digital world nowadays, how will the consumption of films and images lead to a free Palestinian state, the interesting aspects of EXPERIMENTAL FILMS, how a camera can become a weapon and its limitations, how films can resist the absence of something, etc.

ประทับใจการเสวนาของคุณลาวัลย์ จิรสุรเดช และคุณ Panu Aree ในวันนี้ด้วย ที่พูดถึงสำนึกของความเป็น  global citizen ที่จะช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ทั่วโลกที่เกิดจากสำนึกของความเป็น "ชาติ" และการที่หนังสารคดีจะยังคงมีการผลิตต่อไป เพราะการต่อสู้ของคนต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไป
--
อยากกินมันฝรั่งกรอบยี่ห้อ "มั๊น มัน" อีก เพราะเรากินแล้วสิวไม่ขึ้น แต่เรากินมันฝรั่งบางยี่ห้อแล้วสิวหัวช้างขึ้นที่คางหรือคอทุกครั้ง ไม่รู้เป็นเพราะอะไร

---
เพิ่งรู้ว่า Malaysia มีตัว mascot เป็นน้องหมี เราเข้าใจว่าเป็น sun bear ลูกหมีถูกใจสิ่งนี้
---
เราไม่เข้าร่วม readers' votes ของ NEW YORK TIMES เพราะเหมือนมันเน้นเฉพาะหนังยาวที่ commercially released ใน USA ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามีเรื่องไหนบ้างที่เคยถูกจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในสหรัฐ เราก็เลยลองพิมพ์ชื่อหนังที่เราชอบสุด ๆ ไปมากมายหลายเรื่อง อย่างเช่น BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha), BEFORE THE STORM (2000, Reza Parsa, Sweden), BUNNY (2000, Mia Trachinger, USA), ZMEJ (2002, Aleksei Muradov, Russia), A PLACE ON EARTH (2001, Artour Aristakisian, Russia), RUHR (2009, James Benning), EVOLUTION OF A FILIPINO FAMILY (2004, Lav Diaz), etc.แต่หนังเหล่านี้ก็ไม่ได้อยู่ใน database ของมัน เสียเวลาไปมากมาย เราก็เลยท้อใจ ไม่ร่วมโหวตในที่สุด  555
---
เมื่อวานตอนแม่หมีกลับจาก Flaherty พอเปิดประตูเข้าห้องก็เจอลูกหมีกำลังอ่านวารสาร "อ่าน"  ฉบับเดือนก.ค.-ธ.ค. 2013
---
ลองนั่งรถเมล์สาย 163 เป็นครั้งแรกในชีวิตการแสดง ขึ้นจากป้ายตรงข้าม MAKRO SALAYA ตอน 19.19 น. มาลง THE MALL BANGKHAE  เพื่อต่อ MRT ตอน 19.59 น. สรุปว่าใช้เวลา 40 นาทีค่ะ
---
มาขึ้นรถเมล์ตรงข้าม MAKRO ศาลายา เพิ่งรู้ว่ามีรถเมล์สาย 163 แล่นจากนี่ไปถึงมาบุญครองด้วย
---
MAA (2025, Vishal Furia, India, 133min) จะเริ่มเข้าฉายในไทยในวันที่ 27 มิ.ย. กรี๊ดดดด เสร็จจากงาน  Flaherty  เราคงต้องรีบดูหนังเรื่องนี้ก่อน M3GAN 2.0
https://youtu.be/SvhpHIcy2R0?si=VNtDcNHJJCtRkIjS
---

ลูกหมีบอกว่า ชอบเพลง ASIAN GIRL, LOVERS ON VENUS, BACK TO THE BASIC, SUMMER CANDLES และ SNOW FLAKE NO MACHIKADO ของ Anri มาก ๆ แม่หมีเลยซื้อขนมร้าน ANRI มาให้ลูกหมีกิน ถึงแม้ร้าน ANRI กับนักร้องชื่อ  ANRI อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันก็ตาม 555
---
แดก DAL MAKHANI เพื่อเป็นพลีแด่หนังเรื่อง SITAARE ZAMEEN PAR (2025, R.S. Prasanna, India, A+30)
--
TOP TEN ของปี 2005 เราได้ดูแค่ 4 จาก 10 เรื่อง ซึ่งก็คือ

1. BROKEBACK MOUNTAIN เข้าฉายทั่วไปในไทย

2. CAPOTE 
เราได้ดูที่ HOUSE RCA

3. ELECTION
เข้าฉายทั่วไปในไทย


4. WALLACE & GROMIT: THE CURSE OF THE WERE-RABBIT

ถ้าจำไม่ผิด เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่ CENTRAL WORLD ใน BRITISH FILM FESTIVAL
---
อยากให้มีคนสร้างหนังเรื่อง "มนต์รัก TRANS SISTERS" เรื่องของสองสาว TRANS ผจญภัยในชนบทไทยช่วง WW III
---
ดู SPARROW (2008, ตู้ฉีฟ่ง) แล้วก็นึกถึง Jean-Pierre Melville อย่างรุนแรงเหมือนกัน

---
ฉันรักเขา Jo Hae-won from THE FLOWER IN HELL (1958, Shin Sang-ok, South Korea, A+30)

ก่อนดูหนังเรื่องนี้ เรานึกว่า FLOWER หมายถึง "สาวสวย" แต่ดูจบแล้วถึงเข้าใจว่า FLOWER = "หนุ่มหล่อจากบ้านนอก" นี่เอง 55555

---
เวลาเดินบนพื้นไม้ที่มีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เราจะนึกถึงหนังเรื่อง ANTEBELLUM (2020, Gerard Bush, Christopher Renz, A+30)
---
เพิ่งสังเกตว่า "เปิด DOOR เห็นผี" THEM BEHIND THE DOOR (2024, Joe Chien, Taiwan) ที่ CENTRAL  พระรามเก้า ฉายเป็นแบบเสียงภาษาจีน
---

THE UNEXPLAINABILITY OF LIFE AWARDS

 

หนังที่อยากฉายควบกับ A USEFUL GHOST ผีใช้ได้ค่ะ (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+30) ชุดที่ 8

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

TURNING THE BHUMI: THE UPRISING OF PEASANTS IN NORTHERN THAILAND, 1974-1976 (2025, Sorayut Aiemueayut, documentary, 52min, A+30)
+ A USEFUL GHOST ผีใช้ได้ค่ะ (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+30)

 

เราเพิ่งได้ดู TURNING THE BHUMI: THE UPRISING OF PEASANTS IN NORTHERN THAILAND, 1974-1976 (2025, Sorayut Aiemueayut, documentary, 52min, A+30) ที่ Gallery Ver เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ดูแล้วก็รู้สึกราวกับว่า หนังเรื่องนี้มันคือ “เวอร์ชั่นสารคดี” ของเรื่องราวของตัวละคร “กะเทยวิชาการ” ในหนังเรื่อง A USEFUL GHOST

 

ก่อนหน้านี้เราได้เขียนถึงหนังเรื่อง A USEFUL GHOST โดยเรามองว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของ “กะเทยวิชาการ” ที่นั่งอ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ของประเทศไทยทางอินเทอร์เน็ต และได้พบกับเรื่องราวของคณะราษฎร และผู้คนต่าง ๆ มากมายที่เคยถูกเข่นฆ่าหรือกดขี่เพราะปัญหาทางการเมืองในไทยในช่วงเวลาราว 100 ปีที่ผ่านมา กะเทยวิชาการคนนี้พอได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้แล้ว เขาก็เลยออกไปค้นหาความจริงเพิ่มเติม และการที่เขาซึ่งเป็นประชาชนคนหนึ่งจดจำเหยื่อทางการเมืองเหล่านี้ได้ สิ่งนี้ก็จะกลายเป็นฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอนกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่อไป

 

เราว่าหนังเรื่อง TURNING THE BHUMI นี่ก็เหมือนเป็นเวอร์ชั่นสารคดีของเรื่องราวข้างต้นเลย เพราะหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องของ “สตรีวิชาการ” คนหนึ่งที่นั่งอ่านเรื่องราวของผู้นำเกษตรกรหลายคนที่เคยถูกสังหารโหดในไทยในปี 1974-1976 และเธอก็เลยออกไปตามสัมภาษณ์ญาติ ๆ ของเหยื่อที่ถูกสังหารโหดในเหตุการณ์นั้น ผลที่ได้ก็คือหนังสารคดีเรื่องนี้ ซึ่งช่วยให้เราและผู้ชมคนอื่น ๆ ที่ไม่เคยรับรู้เรื่องราวเหล่านี้มาก่อน ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ ได้ช่วยกันจดจำเหตุการณ์ชั่วร้ายเหล่านี้ที่เคยเกิดขึ้นในไทย และเป็นเหมือนอย่างตัวละคร Elektra ในหนังเรื่อง  ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary) ที่พูดว่า

 

“I, Electra, who doesn't forget
While one person lives who doesn't forget
No one can forget

You have no power over me
Because Electra tortured is Electra
Electra dead is Electra
You have no power over me
Because I am justice

Though I know I can't kill you, I wait and don't forget
Every man you killed lives on in me”

+++++

“ไม่ทราบชีวิต” AWARDS

 

ถ้าหากเราตั้งรางวัล “ไม่ทราบชีวิต” ให้กับหนังที่เราได้ดูในปีนี้ ตอนนี้ก็มี 4 เรื่องที่เข้าชิงรางวัล “ไม่ทราบชีวิต” 55555 (หนังเหล่านี้ไม่ใช่หนังที่เราชอบมากที่สุดในปีนี้นะ แต่เป็นหนังที่เราชอบความพิศวงของมันอย่างรุนแรง)

 

1. 11 x 14 (1977, James Benning, USA, 81min)

 

ดูที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

2. THE HUMAN SURGE 3 (2023, Eduardo Williams, Argentina/Taiwan/Sri Lanka/Peru, 121min)

 

ดูที่ Bangkok Kunsthalle

 

3. BEL AMI (2024, Jun Geng, France, 121min)

 

ดูที่ ICON SIAM ในเทศกาล TILFF

 

4. LABYRINTH UNDER CYCLONE (2024, Achitaphon Piansukprasert, 109min)

 

ดูที่ HOUSE SAMYAN

 

ชอบหนังทั้ง 4 เรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก โดยเฉพาะ 11 x 14 ที่น่าจะติด TOP TEN หรือ TOP FIVE ของหนังที่เราชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปีนี้ สาเหตุที่เราชอบ 11 x 14 มาก ๆ เป็นเพราะว่า หนังเรื่องนี้มันเหมือน RESET หัวสมองของเราใหม่หมดเลยขณะที่ดูหนังเรื่องนี้น่ะ

 

คือปกติแล้วเวลาที่เราดูหนังปกติธรรมดาเรื่องนึง มันเหมือนกับว่า หัวสมองของเรามันจะมีระบบอัตโนมัติในการทำงานขณะที่ดูหนังเรื่องนั้นน่ะ เหมือนกับว่า หัวสมองของเราจะดูภาพกับเสียง ประมวลผลว่า เกิดอะไรขึ้นในเนื้อเรื่อง ตัวละครคือใคร ทำอะไรที่ไหนเมื่อไร ด้วยจุดประสงค์อะไร เกิด conflict อะไร ตัวละครไหนเราควรเอาใจช่วยมากน้อยแค่ไหน ฉากแต่ละฉากมันสัมพันธ์กันอย่างไร มันเล่าเรื่องเป็นเส้นตรงหรือตัดสลับเวลา  สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังทำให้เรานึกถึงประสบการณ์ชีวิตตัวเองอย่างไรบ้าง หนังเรื่องนี้สัมพันธ์กับคลังความรู้ในหัวสมองของเราอย่างไรบ้าง ทั้งเรื่องประวัติศาสตร์, การเมือง, สังคม, ภูมิศาสตร์, etc. จุดไหนของหนังทำให้เราเกิดอารมณ์ความรู้สึกอะไรบ้าง หนังเรื่องนี้กระตุ้นความคิดอะไรในหัวเราบ้าง, เราอยากถูกเย็ดโดยตัวละครชายหนุ่มตัวไหนบ้าง,  etc.

 

แต่เหมือนเวลาที่เราดู 11 x 14 หนังเรื่องนี้มันเข้ามา reset หัวสมองของเราใหม่หมดเลยน่ะ มันเหมือนกับว่า เวลาที่เราดูหนังเรื่องนี้ หัวสมองของเราไม่สามารถทำปฏิกิริยากับฉากแต่ละฉาก หรือ moment แต่ละ moment ในหนังเรื่องนี้ได้ด้วยวิธีการแบบที่เราใช้กับหนังทั่ว ๆ ไป เราก็เลยเหมือนต้องล้างเครื่อง ปิดเครื่อง กดปุ่ม restart reset หัวสมองของเราใหม่หมดเลย ระหว่างที่เราดูหนังเรื่องนี้ และเราก็ชอบอะไรแบบนี้อย่างสุดขีดที่สุด

 

เราว่า BEL AMI กับ THE HUMAN SURGE 3 ก็ส่งผลกระทบในแบบคล้าย ๆ กันนี้กับตัวเรา แต่อาจจะไม่รุนแรงถึงขั้นเดียวกับ 11 x 14 คือเวลาที่เราดู BEL AMI กับ THE HUMAN SURGE 3 เราก็เหมือนต้องปรับเปลี่ยนระบบประสาทระบบความคิดอะไรบางอย่างในหัวของเราขณะที่ดูหนังสองเรื่องนี้เหมือนกัน

 

ส่วน LABYRINTH UNDER CYCLONE นั้น เราก็ต้องปรับโหมดตัวเองเหมือนกัน แต่ไม่ได้ปรับโหมดอะไรใหม่มากนัก เพราะเราคุ้นชินกับหนังของคุณ Achitaphon แล้ว 55555

 

คือเหมือนเวลาที่เราดูหนังปกติธรรมดา เราก็แค่จูนคลื่น FM ในหัวของเราไปเรื่อย ๆ

 

แต่เวลาที่เราดูหนังของคุณ Achitaphon เราก็แค่เปลี่ยนไปใช้คลื่น AM ในหัวของเรา เพราะเรารู้แล้วว่าหนังของคุณ Achitaphon ใช้คลื่นแบบนี้

 

แต่เวลาที่เราดู 11 X 14, THE HUMAN SURGE 3 กับ BEL AMI มันเป็นคลื่นที่เราไม่คุ้นชินมาก่อน เราก็เลยต้องปรับโหมดใหม่หมด ไม่ใช้คลื่นวิทยุ แต่ใช้ “โทรจิต” หรือใช้ “คลื่นจิตใต้สำนึก” ในการดูหนัง 3 เรื่องนี้แทน 55555

 

จริง ๆ แล้ว หนังเรื่อง PETER HUJAR’S DAY (2025, Ira Sachs, A+30) กับ CENOTE (2019, Kaori Oda, Japan/Mexico, documentary, A+30) ก็ส่งผลให้เราต้องจูนหาคลื่นความถี่ใหม่เหมือนกันนะ และเราก็ชอบหนังสองเรื่องนี้อย่างรุนแรงในจุดนี้ เพียงแต่ว่าหนังสองเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ “พิศวง” มากนักในแง่เนื้อเรื่อง เราก็เลยไม่รู้ว่าจะใช้คำว่า “ไม่ทราบชีวิต” กับหนังสองเรื่องนี้ได้หรือเปล่า 55555

 



Wednesday, September 10, 2025

THE ROAD NOT TAKEN

 

สืบเนื่องจากโพสท์ของ “บันเทิงหน้าตุ๊ด” ที่เราแชร์มาข้างล่าง มีคนถามเรื่อง “เส้นทางชีวิต” ที่เราเคยเลือกเดินในอดีต เราก็เลยตอบไปตามนี้ แล้วก็เลย copy paste คำตอบดังกล่าวมาแปะไว้เป็นส่วนหนึ่งของ diary ชีวิตของเราเองด้วยดีกว่า

 

“ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เราชอบไปเที่ยว DJ STATION แล้วก็มี “อาเสี่ย” จากสิงคโปร์ และก็มีชายอ้วน ๆ จากอินเดียมาจีบเรา พวกเขารวยมาก แต่ตอนนั้นเราตัดสินใจผิดพลาดที่สุดในชีวิต เพราะเราปฏิเสธพวกเขาไป ตอนนั้นเราอยากได้ “ฝรั่งหนุ่มหล่อ” และมองว่าตัวเองก็ทำงานมีเงินเดือนดี ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นคบหาใครเพราะเขา “รวย” คือตอนนั้นเราอยากได้แต่คนหล่อ ๆ และไม่สนคนรวย ๆ เราก็เลยปฏิเสธคนรวย ๆ (ที่ไม่หล่อในสายตาของเรา)

 

ตอนนี้ก็ได้แต่นึกเสียดาย “โอกาสที่ดีที่สุดในชีวิต” ที่เคยมาให้เราคว้าไว้ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 แต่เราโง่ที่สุดที่ไม่คว้ามันเอาไว้ การทำงานหลังขดหลังแข็งเก็บเงินเองมันทรมานมาก ๆ

 

นึกถึงหนังเรื่อง CRAZY RICH ASIANS ทีไรแล้วก็ได้แต่ช้ำใจ นี่ถ้าหากเราไม่ปฏิเสธอาเสี่ยจากสิงคโปร์คนนั้นไปนะ ป่านนี้ชีวิตเราในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาคงมีความสุขกว่านี้ไปแล้วราว 1000 เท่า

 

“ชีวิตเหมือนเพลง บรรเลงผิดคีย์” จริง ๆ ค่ะ”

 

อยากย้อนเวลากลับไปเตือนตัวเองในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ไม่ให้เลือกเส้นทางชีวิตที่ผิดพลาดแบบที่เป็นอยู่นี้

Tuesday, September 09, 2025

A USEFUL GHOST VS. THE NAMES OF LOVE

 

หนังที่อยากฉายควบกับ A USEFUL GHOST ผีใช้ได้ค่ะ (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+30) ชุดที่ 7

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

THE NAMES OF LOVE (2010, Michel Leclerc, France, A+30)

+ A USEFUL GHOST ผีใช้ได้ค่ะ (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+30)

 

ฉาก “การร่วมรัก” ที่กลายเป็น “การส่งต่ออุดมการณ์ทางการเมือง” ระหว่างครองกับกะเทยวิชาการใน A USEFUL GHOST เราเดาเอาเองว่ามันคือการจงใจ tribute ให้หนังเรื่อง THE NAMES OF LOVE (2010, Michel Leclerc, France, A+30) ที่เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ เพราะหนังเรื่อง THE NAMES OF LOVE มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “สาวสวยที่มีแนวคิดเอียงซ้าย” ที่พยายามร่วมรักกับหนุ่มๆ หัวเอียงขวาจำนวนมากมายหลายคน พร้อมกับ “ส่งต่ออุดมการณ์ทางการเมือง” แบบเอียงซ้ายไปให้หนุ่ม ๆ จำนวนมากเหล่านั้นขณะร่วมรักกันไปด้วย

 

อันนี้คือเรื่องย่อของ THE NAMES OF LOVE ใน IMDB

A young, extroverted left-wing activist who sleeps with her political opponents to convert them to her cause is successful until she meets her match.

++++++++

เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า เราเคยซื้อหนังสือที่มี Dennis Lim เป็นบรรณาธิการด้วย นั่นก็คือหนังสือ THE VILLAGE VOICE FILM GUIDE: 50 YEARS OF MOVIES FROM CLASSICS TO CULT HITS เราซื้อมาจากร้าน KINOKUNIYA พารากอน ในปี 2007

 

 

Monday, September 08, 2025

BEL AMI

 

จำไม่ได้ว่า สุดสะแนน มี film burn ด้วยหรือเปล่า 🙂 ส่วนรูปนี้มาจาก "แสงรังสี" ที่เราเดาเอาเองว่า อาจจะเป็น "ฉากที่ตัดออกจาก" สุดสะแนน 555 "แสงรังสี" เป็นหนัง 2 นาทีที่ทำเป็นดีวีดีขายในโครงการ FILM POSTCARD ของกลุ่ม THIRD CLASS CITIZEN

 

พอดีตอนนั้นเราซื้อดีวีดี "แสงรังสี" มาเก็บไว้


ก่อนหน้านี้เราก็เคยเดาไว้ว่า หนังสั้นเรื่อง "แสงรังสี" มันคงเป็นอะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับ "สุดสะแนน" เราก็เลยเดาว่า มันคงเป็น "ฟุตเตจที่เหลือทิ้ง" หรือฟุตเตจที่ถ่ายไว้ แต่ไม่ได้ใช้ใน "สุดสะแนน"
 ไม่นึกมาก่อนว่า มันเป็นฟุตเตจที่เสีย และ film burn ในหนังเรื่องนี้คือ film burn ของจริง ไม่ใช่ effect ที่เพิ่งใส่เข้ามาทีหลังแต่อย่างใด


+++

BEL AMI (2024)

 

ONE OF MY MOST FAVORITE FILMS I SAW THIS YEAR เห็นด้วยมาก ๆ ที่บอกว่า หนังเรื่องนี้มันปะทะกับ UNIVERSAL LANGUAGE (2024, Matthew Rankin, Canada) ได้สบาย ๆ เลย และเราว่า ถ้าหากหนังเรื่องนี้มันพัฒนา "ความเสียสติ" ขึ้นไปมากกว่านี้ มันจะไปแตะระดับ THE DISCREET CHARM OF THE BOURGEOISIE (1972, Luis Bunuel) ได้เลย

 

เป็นหนังที่ "ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป" จริง ๆ

 


 

 

Sunday, September 07, 2025

A USEFUL GHOST VS. INCEPTION

 

หนังที่อยากฉายควบกับ A USEFUL GHOST ผีใช้ได้ค่ะ (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+30) ชุดที่ 5

 

พอดู A USEFUL GHOST แล้วก็นึกถึงหนังเรื่องอื่นๆ อีกมากมายโดยไม่ได้ตั้งใจ เราได้จับคู่ A USEFUL GHOST กับหนังเรื่องอื่น ๆ ไปแล้ว 4 กลุ่มตามที่ได้เคยเขียนไปแล้ว อันนี้เป็นกลุ่มที่ 5

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

TRIPLE  BILL FILM WISH LIST:

 

1. INCEPTION (2010, Christopher Nolan)

 

2. CEMETERY OF SPLENDOUR (2015, Apichatpong Weerasethakul)

 

3. A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke)

 

อันนี้เป็นส่วนต่อขยายจากที่เราได้เขียนถึงหนัง A USEFUL GHOST ไปแล้ว และเราตีความว่า ช่วงท้ายของหนังที่เป็น “การเอาคืนกลุ่มผู้มีอำนาจ” เป็นความฝัน ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งฝันร้ายของพอล, ฝันดีของมาร์ช, ฝันดีของกะเทยวิชาการ, ฝันดีของสาวใช้ของพอล และฝันดีของประชาชนบางกลุ่ม และตัวหนังเรื่อง A USEFUL GHOST ทั้งเรื่อง ก็อาจจะเป็น “ฝันดีของประชาชนบางกลุ่ม” เพราะ “ภาพยนตร์” หลาย ๆ เรื่องก็ทำหน้าที่เป็น wish fulfillment ให้กับผู้ชมบางกลุ่ม มาเป็นเวลานานนับร้อยปีแล้ว

 

ซึ่งจุดนี้ของ A USEFUL GHOST ก็เลยทำให้เรานึกถึง INCEPTION + CEMETERY OF SPLENDOUR ด้วย เพราะหนังทั้ง 3 เรื่องพูดถึงการเบลอเส้นแบ่งระหว่างความฝันกับความจริงเหมือนกัน และตอนจบของหนังทั้ง 3 เรื่อง ก็เป็นการตั้งคำถามเช่นกันว่า ตัวละครในหนังกำลังอยู่ในความฝัน หรือกำลังตื่นอยู่

 

โดยตอนจบของ INCEPTION นั้น ทำให้นึกถึง A USEFUL GHOST มาก ๆ เพราะว่า ลูกข่าง ใน INCEPTION นั้น ทำหน้าที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่า ตัวละครกำลังตื่นหรือกำลังฝัน

 

และเราก็มองว่าใน A USEFUL GHOST นั้น “effect ทางภาพแบบหนังที่ถ่ายด้วยฟิล์มยุคเก่า” อาจจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการบ่งชี้ว่า ตัวละครกำลังตื่นหรือกำลังฝัน ดังนั้นพอสิ่งนี้ปรากฏในช่วงท้ายสุดของหนัง มันก็เลยเอื้อให้เรามองว่า เป็นไปได้ที่ช่วงท้ายของหนังคือความฝัน

++++++++

หนังที่อยากฉายควบกับ A USEFUL GHOST ผีใช้ได้ค่ะ (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+30) ชุดที่ 6

 

พอเราอ่านเจอว่า คุณ Ratchapoom ชอบหนังโปรตุเกส เราก็เลยคิดโปรแกรมในจินตนาการนี้ขึ้นมา

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

TRUE AND TENDER IS THE NORTH (2008, Joao Botelho, Portugal, A+30)

+ A USEFUL GHOST ผีใช้ได้ค่ะ (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+30)

 

เพราะว่า TRUE AND TENDER IS THE NORTH (ซึ่งเคยเข้ามาฉายที่หอศิลป์กรุงเทพ) ก็ใช้ narrator ในการเล่าเรื่องเหมือนกัน และเป็น narrator ที่สามารถหยุดการแสดงของนักแสดงในเรื่องได้เป็นระยะ ๆ เพราะฉะนั้นตัวละคร narrator ในหนังเรื่องนี้จึงไม่ใช่ narrator ธรรมดา ๆ แบบ voiceover ในหนังสารคดี

 

นอกจากนี้ ตัว narrator ในหนังโปรตุเกสเรื่องนี้ ก็เล่าเรื่องราว “ความลับของครอบครัว aristorcrat” ครอบครัวหนึ่ง จุดนี้ก็เลยทำให้นึกถึง A USEFUL GHOST ด้วยนิดนึง

 

แต่จริง ๆ แล้วหนังสองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันเลยนะ เพียงแต่เราพยายามนึกว่า มีหนังโปรตุเกสเรื่องไหนบ้างที่เราเคยดู และมี narrator มาเล่าเรื่องในหนังเรื่องนั้น 55555

+++++

 

เมื่อวันเสาร์เราได้ดูหนังเรื่อง BEL AMI (2024, Jun Geng, A+30) ในเทศกาล TILFF ที่ ICON SIAM ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ แล้วเขาเอาสินค้าเกี่ยวกับหนังมาขายในงานด้วย ตอนแรกเราอยากซื้อเสื้อยืด แต่มันไม่มี SIZE XL เราก็เลยซื้อถุงผ้ากับพัดสามมิติมาแทน

 

ประทับใจเทศกาลหนัง TILFF อย่างสุดขีดที่สุด

Saturday, September 06, 2025

A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+30)

 

A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+30)

ผีใช้ได้ค่ะ

หรือ เมื่อ “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย” ค่อยๆ กลายไปเป็น “ดาวคืนเพ็ญมัวเด่นลืมท้าทาย”

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. Some quotes

 

1.1 Seasons change people change
I'll sacrifice tomorrow
Just to have you here today

วง Expose เคยร้องไว้ในปี 1987

 

1.2 “คนยังคง ยืนเด่นโดยท้าทาย”

 จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนไว้ในเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” ในช่วงราวปี 1960-1962 ขณะถูกขังอยู่ที่คุกลาดยาว

 

1.3 “ดาวคืนเพ็ญมัวเด่นลืมท้าทาย”

ไอดา อรุณวงศ์ เขียนไว้ในกลอน “ในสมุดบันทึก” สำหรับใช้อ่านประกอบการฉายภาพยนตร์เรื่อง BY THE TIME IT GETS DARK ดาวคะนอง (2016, Anocha Suwichakornpong) ในวันที่ 6 ต.ค. 2016

 

โดยท่อนสุดท้ายของกลอนนั้นระบุว่า

“ขอเยาะเย้ยทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ

ดาวคืนเพ็ญมัวเด่นลืมท้าทาย

ครั้นผืนฟ้าใกล้ดับจวนลับมลาย

ดินจะพราย-ไม่ว่ามี-หรือไม่-มีดาว

ดินจะกลาย-เป็น-หรือไม่-เป็นดาว!”

 

1.4

 I, Electra, who doesn't forget
While one person lives who doesn't forget
No one can forget

You have no power over me
Because Electra tortured is Electra
Electra dead is Electra
You have no power over me
Because I am justice

Though I know I can't kill you, I wait and don't forget
Every man you killed lives on in me

Once upon a time there lived in the faraway orient a wonderful bird. Brighter than the sun, more dazzling than the rainbow, lovelier than a jewel, for it was born of man's eternal dreams. Its father was liberty, its mother happiness. Wherever the bird flew, the heavy clouds parted, the sun shone, rainbows glistened in the sky, suffering abated, the oppressed stood tall, the weary gained strength, the poor grew angry. On it flew, westward, and people's faith grew stronger. Their strength increased.

And once landowners and factory workers cease to be, and there is neither bourgeois nor proletarian, rich or poor, oppressor or oppressed. Once there is not too much food for some, and not enough for others, when all may partake equally on the basket of plenty, when all shall sit as equals at justice's table, when the spirit shall shine in every window, then, and only then shall man live a life worthy of him, one of liberty, joy, peace. Yet the firebird shall still fly here above us, and still perish every day, to be reborn even more wondrous the day after. Blessed be your name, revolution."

ตัวละคร Elektra (Mari Töröcsik) กล่าวไว้ในภาพยนตร์เรื่อง ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary)

 

2. ชอบหนังเรื่อง A USEFUL GHOST มาก ๆ แต่เราจะไม่เน้นเขียนวิเคราะห์วิจารณ์หนังเรื่องนี้แต่อย่างใด เพราะคนอื่นๆ เขียนถึงสิ่งเหล่านั้นไปหมดแล้ว คือหนังเรื่องนี้อาจจะทำให้เรานึกถึงประเด็นต่าง ๆ แต่เพื่อน ๆ หรือคนอื่น ๆ ก็ได้เขียนถึงประเด็นที่เรานึกถึงไปเกือบหมดแล้ว และเราก็ได้แชร์งานเขียนของคนอื่น ๆ ที่เราเห็นด้วย มาไว้ที่หน้า wall ของเราแล้วหลายบทความ เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่เน้นเขียนอะไรที่มันซ้ำซ้อนกับสิ่งที่เราแชร์มาแล้วให้เสียเวลา 5555

 

เพราะฉะนั้นเราก็จะทำในสิ่งที่เรามักทำมาโดยตลอด นั่นก็คือไม่เขียนวิจารณ์หนัง แต่เราจะ “จดบันทึกประจำวัน” เพื่อจดว่าหนังเรื่องต่าง ๆ “ทำให้เรานึกถึงชีวิตของตัวเองอย่างไรบ้าง” และหนังเรื่องต่าง ๆ “ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่องอื่น ๆ และนึกถึงอะไรอีกบ้าง โดยที่ผู้สร้างหนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจแต่อย่างใด” 55555

 

3. ชอบฉากเปิดของ A USEFUL GHOST มาก ๆ คือฉากเปิดของหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงอะไรต่าง ๆ มากมายโดยที่ผู้สร้างหนังอาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้

 

ฉากเปิดของหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึง

 

3.1 รูปปูนปั้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งมันทำให้เรานึกถึงทั้งคณะราษฎร และปี 2475 (หรือ 1932)

 

3.2 พอรูปปูนปั้นมันค่อย ๆ สลายไปกลายเป็นฝุ่นผงท่ามกลาง “กระแสทุนนิยม” เราก็เลยนึกถึงทั้งการที่คนรุ่นปัจจุบันอาจจะลืมเลือนคณะราษฎร, การที่คนธรรมดา ๆ มีสถานะเป็นเหมือนเพียงฝุ่นผงเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งที่ดูไม่สลักสำคัญอะไรในยุคปัจจุบัน

 

3.3 การสลายไปของรูปปูนปั้นในฉากเปิดของหนัง มันสวนทางกับการที่ “แนท” กลายเป็นรูปปั้นในช่วงท้าย ๆ ของเรื่องด้วย ซึ่งมันก็ทำให้เรานึกถึงทั้งการที่สถาป้ตยกรรมเกี่ยวกับคณะราษฎรค่อย ๆ ถูกทำให้หายไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และการที่ “ลิ่วล้อเผด็จการ” อย่างเช่น แนทในช่วงหลังของเรื่อง ได้รับการเชิดชูจนกลายเป็นปูชนียบุคคลอย่างหนึ่ง

 

3.4 ฉากที่แสดงให้เห็นการสร้างรูปปูนปั้นโดยศิลปินเพื่อ represent “ประชาชนทุกหมู่เหล่า” หรืออะไรทำนองนี้ ทำให้เรานึกถึง “สไตล์ภาพยนตร์ของ Ratchapoom” โดยที่ผู้สร้างหนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจ 55555

 

คือเราว่าหนังหลาย ๆ เรื่องของ Ratchapoom ไม่ใช่หนังแนว Eric Rohmer แต่เป็นหนังแนว Jean-Luc Godard นั่นก็คือหนังของ Ratchapoom ไม่ได้เน้นสะท้อนมนุษย์แบบมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อชีวิตจิตใจจริง ๆ แบบหนังของ Rohmer แต่ตัวละครหลายตัวในหนังของ Ratchapoom เป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดไอเดียหรือแนวคิดหรือปัญหาทางสังคม, จริยธรรม, การเมืองต่าง ๆ เฉกเช่นเดียวกับหนังของ Godard

 

และเราว่าลักษณะนี้มันก็คล้าย ๆ กับศิลปินที่สร้างงานประติมากรรรม อย่างเช่น รูปปูนปั้น 55555 คือถ้าหากเราจะถ่ายทอดชีวิตประชาชนแบบมนุษย์จริงๆ เราก็คงต้องทำ “หนังสารคดี” ไปตามเก็บชีวิตชาวบ้าน แบบหนังอย่าง AGRARIAN UTOPIA (2009, Uruphong Raksasad) อะไรทำนองนี้ แต่งานศิลปะสามารถทำออกมาได้หลากหลายรูปแบบ เราสามารถสะท้อน “ประชาชนในสังคม” ในแบบอื่น ๆ เพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ ก็ได้ อย่างเช่น การสะท้อนประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ออกมาในรูปแบบของปูนปั้น ซึ่งพอมันออกมาในรูปแบบนั้น มันก็อาจจะออกมาดูไม่ใช่มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อเต้นตุบ ๆ จริง ๆ แต่มีความแข็งเกร็ง มีความเป็น “แบบ” มีความห่างไกลจากคนจริง ๆ ในระดับนึง แต่ก็สามารถรับใช้วัตถุประสงค์ของผู้สร้างงานได้ อย่างเช่น ผู้สร้างรูปปูนปั้นก็อาจจะต้องการสะท้อนว่า ประชาชนในสังคมประชาธิปไตยมีกลุ่มไหนบ้าง แต่ไม่ได้ต้องการจะสะท้อนว่า ชีวิตประจำวันของชาวนาเป็นอย่างไร

 

ซึ่งเราก็แอบรู้สึกอย่างนั้นกับหนังหลาย ๆ เรื่องของ Ratchapoom เพราะหนังของเขาก็ไม่ได้พยายามจะทำให้ตัวละครดูเป็นมนุษย์จริง ๆ แต่ตัวละครดูเป็นเครื่องมือเพื่อใช้สะท้อนแนวคิดต่าง ๆ ที่น่าสนใจ

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบสไตล์การแสดงแบบ “หน้าตาย” หรือแบบ stylized อะไรบางอย่างในหนังของ Ratchapoom มันเป็นความจงใจอยู่แล้วที่จะทำให้ตัวละครดูไม่เป็นมนุษย์จริง ๆ แบบในหนัง drama ทั่วไป เราว่า style การออกแบบตัวละครในหนังของ Ratchapoom อาจจะทำให้เรานึกถึงทั้งงานประติมากรรม, รูปปูนปั้น และตัวละครต่าง ๆ ในหนังของ Jean-Luc Godard หรืออาจสรุปได้ว่า ตัวละครบางตัวในหนังบางเรื่องของ Ratchapoom ทำให้เรานึกถึง comic books + ตำราวิชาการ ผสมอยู่ในตัวละครตัวเดียวกัน

 

มันเหมือนกับว่า ถ้าหากตัวละครเป็น “ขนมชิ้นหนึ่ง”  Ratchapoom ก็สร้างตัวละครด้วยการกลั่นกรอง “ตำราวิชาการ” ออกมาเป็น “แป้ง” และเทแป้งนั้นลงไปใน “แม่พิมพ์” แบบ “ตัวละครในหนังสือการ์ตูน” หรือ “ตัวละครที่ภายนอกดูมีความ stylized บางอย่าง” เพราะฉะนั้นตัวละครบางตัวในหนังบางเรื่องของเขาก็เลยทำให้เรานึกถึง “กรอบภายนอก” ที่ดูมีความคิกขำหุยฮาน่าจดจำ แบบตัวละครในหนังสือการ์ตูน โดยเฉพาะตัวละครกลุ่ม “ครอบครัวของพ่อของมาร์ช” ใน A USEFUL GHOST

 

แต่เมื่อเราเจาะลึกเข้าไปในแก่นของตัวละครบางตัวในหนังของ Ratchapoom เราก็จะพบว่ามันอัดแน่นไปด้วย “ตำราวิชาการ” อยู่ข้างในตัวละครเหล่านั้น 55555

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบฉาก “ศิลปินขณะพยายามสร้างรูปปูนปั้นเพื่อ represent ประชาชนทุกหมู่เหล่า” ในฉากเปิดของหนังเรื่องนี้มาก ๆ เพราะเราว่ามันล้อไปกับ “สไตล์การสร้างตัวละครในหนังของ Ratchapoom” โดยที่ผู้สร้างหนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ได้ ราวกับว่าฉากนี้มันเป็นการบอกกลาย ๆ ว่า เราจะไม่ได้เห็น “มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อจริง ๆ” ในหนังต่อไปนี้นะ แต่เราจะได้เจอตัวละครที่อาจจะดูแข็งเกร็งผิดปกติ แต่ตัวละครเหล่านั้น represent อะไรบางอย่าง โดยเฉพาะแนวคิดทางสังคมการเมือง

 

3.5 นอกจากฉากเปิดของ A USEFUL GHOST จะทำให้เรานึกถึงทั้ง “การเสื่อมสลายของสิ่งที่คณะราษฎรได้สร้างไว้” และ “อิทธิพลของโลกทุนนิยม” แล้ว ฉากเปิดของหนังเรื่องนี้ยังทำให้เรานึกถึง “ปัญหาสิ่งแวดล้อม” ในโลกยุคปัจจุบันด้วย

 

3.6 ฉากเปิดของ A USEFUL GHOST ทำให้เรานึกถึงภาพยนตร์เรื่อง THE XFREE (2000, วสันต์ สำโรง, 5min) โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะ THE XFREE เป็นหนังที่ไปถ่าย “เป้ากางเกงของรูปปูนปั้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” และถือเป็นหนึ่งในหนังไทยที่เราชอบมากที่สุดในชีวิต คือแค่ไอเดียก็ไม่ทราบว่าคิดมาได้อย่างไรแล้ว และมันก็เป็นไอเดียที่ดีมาก ๆ เพราะเราก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่า “เป้ากางเกง” ของรูปปูนปั้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มันจะน่าเร้าใจขนาดนี้ 55555

 

4. ในส่วนของเนื้อเรื่องของ A USEFUL GHOST นั้น เรารู้สึกไปเองว่า มันอาจจะเป็นเรื่องของ “กะเทยวิชาการ” ซึ่งตัวละครตัวนี้อาจจะเป็นได้ทั้งตัวแทนของประชาชนคนธรรมดา หรือตัวผู้สร้างหนังเรื่องนี้ กะเทยวิชาการคนนี้อาจจะนั่งอ่านสิ่งต่าง ๆ ทางอินเทอร์เน็ต และได้อ่านเรื่องของคณะราษฎร (ฝุ่นผงจากรูปปูนปั้น อาจจะปลิวมาเข้าจมูกของเขา ทำให้เขาจาม) เขาเริ่มเกิดความสงสัยใคร่รู้ในประวัติศาสตร์ที่ไม่เป็นทางการของไทย ประวัติศาสตร์ของผู้ถูกกดขี่ ของไพร่ ของประชาชนคนธรรมดา

 

และพอเขาสืบค้นไปเรื่อย ๆ เขาก็ได้พบกับเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อย่างเช่นเรื่องของ

 

4.1 นักต่อต้านเผด็จการในทศวรรษนึง ซึ่งอาจจะกลายไปเป็นลิ่วล้อเผด็จการในทศวรรษต่อ ๆ มา อย่างเช่น

 

4.1.1 แนท คือตัวละครตัวนี้ทำให้เรานึกถึง “เสรีนิยม” ในช่วงแรก เพราะตัวละครตัวนี้เหมือน represent “ความสัมพันธ์ทางเพศแบบแปลกประหลาด” (คนกับเครื่องดูดฝุ่น)

 

และคนที่เคยเป็นเสรีนิยมในทศวรรษนึง ก็อาจจะถุกต่อต้านโดย “ฝ่ายอนุรักษ์นิยม” (ครอบครัวของพ่อของมาร์ช) ในช่วงแรก แต่ต่อมา “ทุนนิยม” ก็จะขอความช่วยเหลือจาก “เสรีนิยม” (อเมริกา ?) เพื่อใช้ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ (พวกเรียกร้องสิทธิแรงงาน?)

 

และคนที่เคยเป็นเสรีนิยมเมื่อ 30-40 ปีก่อน พอแก่ตัวลง ก็อาจจะค่อย ๆ กลายไปเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบทุนนิยม, กลายไปเป็นพวกอนุรักษ์นิยม หรือกลายไปเป็นลิ่วล้อเผด็จการได้ในทศวรรษต่อ ๆ มา ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสังคมไทย แต่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก อย่างเช่นในหนังเรื่อง THE OLD GARDEN (2006, Im Sang-soo, South Korea) หรือในหนังเรื่อง “ช่างมันฉันไม่แคร์” (1986, ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล) ที่ activists ในวัยหนุ่มสาว กลายไปเป็น “ผู้ใหญ่ชนชั้นกลางฐานะดี” ในเวลาต่อมา

 

ตัวละครแนทอาจจะทำให้เรานึกถึง LGBTQ ที่เป็น “ลิ่วล้อเผด็จการ” ด้วย 55555 คือแนทอาจจะเป็น heterosexual แต่พอตัวละครของเธอ represent “ความสัมพันธ์ทางเพศที่แปลกประหลาด” มันก็เลยทำให้เรานึกถึง LGBTQ โดยไม่ได้ตั้งใจ คือในอดีตเมื่อหลายปีก่อน การเป็น LGBTQ หรือผู้ที่มีพฤติกรรมทางเพศแตกต่างจากขนบของสังคม อาจจะถือเป็น “ขบถต่อสังคม” ในตัวมันเอง เหมือนแนทที่ต้องลุกขึ้นต่อสู้อย่างรุนแรงเพื่อจะได้อยู่กับสามี แต่ถ้าหากเผด็จการหรือผู้มีอำนาจในสังคมไหน ฉลาด รู้จักปรับตัว เผด็จการนั้นก็จะค่อย ๆ หาทางคลายกฎบางอย่างในสังคมลง และการทำเช่นนั้นก็จะสามารถผนวก “ศัตรู” หรือ “ผู้ต่อต้าน” เข้ามาเป็นพันธมิตรได้ และการทำแบบนี้ก็จะช่วยต่ออายุให้เผด็จการหรือผู้มีอำนาจกลุ่มนั้นครองอำนาจต่อไปได้อีกระยะนึง

 

 

4.1.2 Tok

 

หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ตัวละครตัวนี้ทำให้เรานึกถึงคนที่อาจจะเคยเป็นคอมมิวนิสต์/สังคมนิยม/ซ้ายจัด ในทศวรรษ 1970 แต่อาจจะกลายไปเป็น “ลิ่วล้อเผด็จการ” ในยุคปัจจุบัน

 

โดยรวมแล้ว ตัวละครของ “แนท” และ Tok ก็เลยทำให้เรานึกถึงบทเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ และบทกลอนของคุณไอดา อรุณวงศ์โดยไม่ได้ตั้งใจ นึกถึงคนที่ในวัยหนุ่มสาวเคยเป็น “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย” แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป seasons change, people change มนุษย์ทุกคนก็ย่อมแปรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา และคนบางคนก็เลยกลายเป็น “ดาวคืนเพ็ญมัวเด่นลืมท้าทาย” หรือลิ่วล้อเผด็จการ ในที่สุด

 

4.2 นักต่อต้านเผด็จการที่ไม่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา อย่างเช่น “ครอง”

 

คือตัวละคร “ครอง” ทำให้เรานึกถึงทั้ง

 

4.2.1 ชื่อของเขา ทำให้เรานึกถึง “ครอง จันดาวงศ์” (1908-1961) เขาเป็นนักโทษทางการเมืองซึ่งถูกจับกุมในข้อหากบฏต่อความมั่นคงและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พร้อมกับผู้ถูกจับกุมคนอื่นๆ รวม 108 คน และถูกตัดสินให้ต้องโทษประหารชีวิตโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมในยุคของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยนายครองได้เปล่งคำขวัญ “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” เป็นประโยคสุดท้ายของชีวิตก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิต

 

4.2.2 ชะตากรรมของตัวละคร “ครอง” ทำให้เรานึกถึงศพที่ถูกพบในแม่น้ำโขงในปี 2018 ศพของสหายภูชนะ หรือชัชชาญ บุปผาวัลย์ และสหายกาสะลอง หรือไกรเดช ลือเลิศ 

 

4.2.3 สิ่งที่ตัวละคร “ครอง” ทำในหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึง activists หรือผู้ที่มีความสนใจทางการเมืองสังคม ที่คอยบอกเล่าถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ของนักต่อสู้ในรุ่นก่อน ๆ ทั้งนักต่อสู้ที่แปรพักตร์ไปแล้วและนักต่อสู้ที่ยังยึดมั่นในหลักการเดิม ให้กับ “คนรุ่นหลัง ๆ” ได้รับรู้

 

ดังนั้นพอตัวละครกะเทยวิชาการ นั่งอ่านอินเทอร์เน็ต หรืออ่านหนังสือ และออกไปสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เธอก็เลยกลายมาเป็น activist อีกคนนึง เป็นคนที่จะช่วยกระตุ้นสังคม, บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ให้คนอื่น ๆ ได้รับรู้ และทำหน้าที่เป็น “ฝันร้ายของเผด็จการ” ต่อไป

 

ตัวละครกะเทยวิชาการ ก็เลยทำให้เรานึกถึง Elektra ในหนังเรื่อง ELECTRA, MY LOVE มาก ๆ โดยเฉพาะบทพูดของตัวละคร Elektra ที่ว่า

 

I, Electra, who doesn't forget
While one person lives who doesn't forget
No one can forget

You have no power over me
Because Electra tortured is Electra
Electra dead is Electra
You have no power over me
Because I am justice

Though I know I can't kill you, I wait and don't forget
Every man you killed lives on in me

 

และเราว่าตัวละครกะเทยวิชาการตัวนี้เหมือนเป็นตัวแทนคนอย่างเรา ๆ ประชาชนคนธรรมดาที่ได้อ่านหรือรับรู้เรื่องราวของนักต่อสู้ในอดีต พอเราได้อ่านเรื่องราวเหล่านั้น “บุคคลหลายคนที่เคยถูกเผด็จการฆ่าตายในอดีต” ก็ได้เข้ามา “live on inside me” และพอเรา not forget “ความชั่วร้ายของเผด็จการ” เราก็สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ออกไป เพื่อให้คนอื่น ๆ not forget เรื่องราวความชั่วร้ายของเผด็จการด้วย

 

โดยที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจ เรารู้สึกราวกับว่า “ตัวหนังเรื่อง A USEFUL GHOST” เอง ก็เหมือนกับเป็น “สิ่งที่กะเทยวิชาการสร้างขึ้นหลังจากได้รับรู้เรื่องราวการต่อสู้ของคนต่าง ๆ ในอดีต” เพื่อช่วยกระตุ้นให้คนอื่น ๆ not forget เช่นกัน 555555

 

5.สิ่งหนึ่งที่ชอบมากเป็นพิเศษใน A USEFUL GHOST ก็คือว่า เราว่าหนังเรื่องนี้มันทำให้เรานึกถึง “บทบาทของภาพยนตร์ในฐานะ wish fulfillment” ด้วย

 

คือเราว่าถ้าหากไม่นับ “ฝันร้ายของพอล” ฉากความฝันของตัวละครอื่น ๆ ในหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะตัวละครมาร์ช มันมีลักษณะที่น่าสนใจ ก็คือว่า

 

5.1 มันเป็น “ความฝัน” ที่เป็นทั้ง dream และ daydream เพราะตัวละคร “รู้ตัวว่าตัวเองกำลังฝันอยู่” มันจึงไม่ใช่ความฝันที่ควบคุมไม่ได้ แต่เป็นความฝันที่สะท้อนความใฝ่ฝันของตัวละครว่าอยากให้ชีวิตเป็นอย่างไร ทั้ง

 

5.1.1 ในความฝันของมาร์ช เขาได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับภรรยาและลูก ในช่วงแรก ๆ แต่ต่อมาในช่วงหลังของเรื่องเมื่อ “แนท” ได้กลายไปเป็นลิ่วล้อเผด็จการอย่างเต็มตัว เธอกลายเป็นรูปปั้น ที่หล่นมาทับเขาในชีวิตจริง เขาก็จดจำแนทไม่ได้อีก และเธอก็ไม่ได้อยู่ในความฝันของเขาอีกต่อไป ฝันของเขาในช่วงหลังของเรื่องมีเพียงแค่เขากับลูกเท่านั้น

 

5.1.2 ในความฝันของ Suman เธอได้ไล่ฆ่าครอบครัวของสามีจนเหี้ยนเต้ ฝันของเธอจึงเป็นทั้ง dream และ daydream เช่นกัน

 

5.2 ในฉากความฝันของมาร์ช เราจะเห็นได้ชัดว่า มันมีการใช้ effects ทางภาพบางอย่าง ที่ทำให้ภาพความฝัน ดูเหมือน “ภาพยนตร์ที่ถ่ายด้วยฟิล์มในยุคเก่า ๆ”

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกราวกับว่า A USEFUL GHOST มันกำลังเทียบเคียง dream+daydream และ “ภาพยนตร์” เข้าด้วยกัน

 

เพราะบทบาทอย่างหนึ่งของภาพยนตร์ในช่วงเวลาร้อยกว่าปีที่ผ่านมา คือการสะท้อน “ความใฝ่ฝันของประชาชนบางกลุ่ม” โดยเฉพาะ “หนังประโลมโลกย์ที่จบอย่าง happy ending” หนังที่ตัวละครจน ๆ ได้พบรักกับหนุ่มรวย ๆ ฐานะดี อะไรทำนองนี้

 

หนังหลาย ๆ เรื่องถูกสร้างขึ้นมา เพื่อตอบสนอง “แรงปรารถนา” ของผู้สร้างหนังและผู้ชมบางกลุ่ม แรงปรารถนาทั้งที่ดูเหมือนเข้ากับขนบของสังคม (พ่อแม่ลูกใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แบบในความฝันของมาร์ช) และแรงปรารถนาที่เก็บกดไว้ ไม่กล้าพูดออกมาโดยตรง (ความฝันของ Suman)

 

และหนังบางเรื่องที่สะท้อนความใฝ่ฝันของผู้ชมบางกลุ่ม ก็อาจจะนำไปสู่ “การเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงในอนาคต” ด้วย อย่างเช่นในอเมริกา ที่มีการสร้างหนังที่มี “ตัวละครประธานาธิบดีผิวดำ” ตั้งแต่ปี 1933 เป็นต้นมา ตัวละคร “ประธานาธิบดีผิวดำ” ที่เริ่มปรากฏตัวเรื่อย ๆ ในหนังอเมริกันตั้งแต่ปี 1933 เรื่อยมา ก็น่าจะเป็นปัจจัยนึงที่ช่วยหล่อหลอมความคิดของผู้ชม และนำไปสู่การที่สหรัฐมีประธานาธิบดีผิวดำได้จริงในที่สุดในทศวรรษ 2000

 

เพราะฉะนั้นหนังที่เป็น WISH FULFILLMENT จึงอาจจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ WISH FULFILLMENT เท่านั้น แต่อาจจะช่วยค่อย ๆ สร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้จริงด้วย

 

6. ตอนแรกเรารู้สึกว่า องก์สุดท้ายของหนังมันคลี่คลายง่ายเกินไป ทำไมเหล่าผีจึงแก้แค้น “ผู้มีอำนาจ” ได้ง่ายจังเลย

 

แต่พอการแก้แค้นดำเนินไป เราก็เห็น effects ทางภาพแว่บ ๆ เหมือนใน “ฉากฝันของมาร์ช” และหนังก็จบด้วย end credits ที่ทำให้นึกถึง “ภาพยนตร์ที่ถ่ายด้วยฟิล์มในยุคโบราณ” ซึ่งก็ทำให้นึกถึง “ความฝันของมาร์ช” ในฉากก่อน ๆ หน้านี้เช่นกัน

 

เพราะฉะนั้นถ้าหาก A USEFUL GHOST บอกเราตั้งแต่ในฉากความฝันของมาร์ชในช่วงแรก ๆ ของหนังว่า ภาพยนตร์ คือ “dream+daydream ของคนบางกลุ่ม”

 

ช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้ ที่เป็น “การแก้แค้นกลุ่มผู้มีอำนาจ” จึงทำให้เรารู้สึกว่า มันอาจจะมีความเป็นไปได้หลายทางมาก ๆ คือ “การแก้แค้นกลุ่มผู้มีอำนาจ” ได้อย่างง่ายดาย มันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในความเป็นจริงแต่อย่างใด แต่อาจจะเป็น

 

6.1 ฝันร้ายของพอล เหมือนอย่างที่เพื่อน ๆ บางคนของเราตีความไว้

 

6.2 ฝันดีของมาร์ช

 

6.3 ฝันดีของกะเทยวิชาการ

 

6.4 ฝันดีของสาวใช้ของพอล เพราะเธอเป็นตัวละครหลักตัวนึงในความฝันนั้น ความฝันของเธออาจจะเหมือนความฝันของ Suman เพราะเธอได้ไล่ฆ่าคนที่เธออยากฆ่าในความฝัน

 

6.5 ฝันดีของ “ประชาชนบางกลุ่ม” ที่อยากแก้แค้นผู้มีอำนาจ ถึงแม้ทำไม่ได้เช่นนั้นในความเป็นจริง

 

เพราะการที่ end credit ของหนัง ทำให้นึกถึง “ฟิล์มภาพยนตร์ยุคเก่า” มันก็เลยเชื่อมไปยัง “ความฝันของมาร์ช” และมันก็เลยทำให้เรารู้สึกราวกับว่า การที่หนังทั้งเรื่องจบด้วย end credit แบบนี้ มันก็เลยเหมือนกับว่า หนังทั้งเรื่อง โดยเฉพาะองก์สุดท้ายของหนัง เป็นเหมือนกับ dream+daydream ของกะเทยวิชาการ, ของมาร์ช (ผู้ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการสังหารหมู่) และของประชาชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ

 

ประชาชนที่รู้สึกเหมือน Elektra ในหนังเรื่อง ELECTRA, MY LOVE ประชาชนที่เกลียดชัง “นักการเมืองฉ้อฉล”, “ผู้มีอิทธิพล” หรือ “เผด็จการ” ประชาชนที่รู้สึกว่า

 

Though I know I can't kill you, I wait and don't forget
Every man you killed lives on in me

 

 

7. อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบมากใน A USEFUL GHOST ก็คือการที่ตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้ (แนท) ไม่ใช่ hero ที่ขาวสะอาด แต่เป็นคนที่มีความเทา ๆ มีทั้งด้านดีและด้านเลวในตัวเอง เป็นมนุษย์ปุถุชนแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมมาก ๆ

 

คือเราชอบมากที่ตัวละครตัวนี้ต้องเจอกับ dilemma คือเธอรักผัว แต่การรักผัว ทำให้เธอต้องช่วยปราบปรามคอมมิวนิสต์ (แรงงานกระด้างกระเดื่องในโรงงาน) และการที่เธออยากมีลูก ก็ทำให้เธอต้องกลายไปเป็นลิ่วล้อเผด็จการด้วย

 

คือตัวละครตัวนี้ไม่ได้มีบทบาทเป็นเพียงแค่ “เหยื่อ” แต่เธอเป็นทั้ง “เหยื่อ” และ “ผู้กระทำ” สลับกันไปในแต่ละสถานการณ์ และเราว่าเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่จริงที่สุด และเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วโลก

 

อย่างเช่น ชาวยิวที่เคยรับบท “เหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ได้กลายเป็น “ผู้กระทำการสังหารหมู่” ชาวปาเลสไตน์ ในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา

 

หรือประชาชนในรัสเซีย ที่เคยถูกกดขี่ในระบอบซาร์ เคยเป็น “เหยื่อ” ของระบอบซาร์ ก็ได้ลุกขึ้นสู้ สถาปนาสหภาพโซเวียต ซึ่งตอนแรกก็ดูเหมือนจะดี แต่พอถึงยุคของ “สตาลิน” เท่านั้นแหละ

 

หรือในอิหร่าน ประชาชนหลายคนก็เคยถูกกดขี่ในยุคของ “พระเจ้าชาห์” เคยเป็น “เหยื่อ” ของพระเจ้าชาห์ แต่การปฏิวัติในอิหร่านในเวลาต่อมา ก็ส่งผลให้ “เหยื่อ” บางคน ได้กลายไปเป็น “เผด็จการ”

 

และยังมีใน Afghanistan และในอีกหลายประเทศ คนกลุ่มหนึ่งอาจจะเป็น “เหยื่อผู้ถูกกดขี่” ในสถานการณ์นึง แต่ในเวลาต่อมา พวกเขาก็ได้กลายเป็น “เผด็จการใจโหด”

 

และเราก็นึกถึงผู้นำกลุ่มต่อต้านเผด็จการในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 1992 ในไทย ที่ในทศวรรษต่อมา พวกเขาได้กลายไปเป็นอะไรไปกันบ้างแล้ว

 

เราก็เลยชอบมาก ๆ ที่ตัวละคร Nat และ Tok ในหนังเรื่องนี้ เป็นตัวละครที่เป็นทั้ง “เหยื่อ” และ “ผู้กระทำ” เพราะเราว่ามันจริงมาก ๆ เราพบเห็นคนแบบนี้ได้ในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในไทย

 

8. และตัวละคร Nat ก็ทำให้เรานึกถึงตัวเราเองด้วย เพราะเรามองว่า

 

8.1 ยิ่งเราแก่ตัวลงมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่ง compromise มากขึ้นเท่านั้น เหมือนตอนที่เรายังหนุ่ม ๆ สาว ๆ เราเป็นคนที่มีอุดมการณ์แรงกล้า แต่พอเราโตขึ้น พบเห็น “ความชั่วร้ายในจิตใจตนเอง” มากขึ้น เราก็จะยิ่งไม่กล้าด่าคนอื่น ๆ เพราะเราก็ค้นพบความชั่วร้ายเห็นแก่ตัวในใจตนเองเช่นกัน

 

และยิ่งเราโตขึ้น เราก็พบว่าหลาย ๆ ครั้ง คนเรามันเจอกับทางเลือกที่ยากลำบาก ซึ่งส่งผลให้คนเราบางครั้งตัดสินใจทำในสิ่งที่เห็นแก่ตัว และเป็นการทำร้ายคนอื่น ๆ และการที่เราได้พบเจอสถานการณ์แบบนี้ มันทำให้เราลดมาตรฐานที่ใช้ตัดสินคนอื่น ๆ ลงเรื่อย ๆ

 

8.2 “บุญคุณของศัตรูทางการเมือง”

 

สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากในตัวละคร Nat ก็คือการที่เธอเคยช่วยเหลือพอลในลิฟท์ หลังจากนั้นพอลก็เลยมาช่วยเหลือเธอที่โรงพัก และทั้งสองก็มีบุญคุณต่างตอบแทนอะไรกันไปเรื่อย ๆ

 

เราพบว่าอันนี้มันทำให้เรานึกถึงตัวเองมาก ๆ และมันอาจจะสอดคล้องกับชีวิตของคนอื่น ๆ ด้วย เพราะว่าหลาย ๆ ครั้งเราก็ติดหนี้บุญคุณของ “คนที่มีความเห็นทางการเมืองตรงกันข้ามกับเรา” โดยเฉพาะ “พ่อแม่ของเราเอง”

 

เราก็เลยชอบตรงจุดนี้มาก ๆ เราว่าสถานการณ์ของแนทที่ติดหนี้บุญคุณพอล และทำให้เธอลำบากใจที่จะปฏิเสธเขาในบางครั้ง มันทำให้เรานึกถึงตัวเอง เพราะว่าเราก็มีความเห็นทางการเมืองแบบนึง แต่คนที่มีความเห็นทางการเมืองตรงกันข้ามกับเรา หลาย ๆ ครั้งก็ล้วนเป็นคนที่มีบุญคุณอย่างยิ่งกับเรา ทั้งคนในครอบครัวเราเอง และคนอื่น ๆ อีกหลายคน

 

9. หนังเรื่อง A USEFUL GHOST น่าจะเป็น “หนังยาวของไทย” ที่เราชอบมากเป็นอันดับ 2 ของปีนี้นะ ส่วนอันดับหนึ่งของเราประจำปีนี้ยังคงเป็น สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่กลับออกจากป่า” หรือ INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY (1985, produced by Kraisak Choonhavan, documentary, 705 min)

 

แต่เราว่า A USEFUL GHOST นี่ช่วย “เติมเต็ม” หรือ “ยั่วล้อ” หนังอันดับหนึ่งของเราประจำปีนี้มาก ๆ เพราะว่าในหนังเรื่อง INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY นั้น มันมีการสัมภาษณ์ “อดีตคอมมิวนิสต์ไทย” หลายคน ซึ่งผู้ให้สัมภาษณ์หลายคน ก็มีสถานะคล้าย “ครอง” ใน A USEFUL GHOST คือผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนในหนังเรื่องนี้ ยังคงเป็น “คนที่น่านับถืออย่างยิ่ง” ในสายตาของเราในยุคปัจจุบัน

 

แต่ผู้ให้สัมภาษณ์บางคนในหนังเรื่อง INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY ก็ทำให้เรานึกถึง Nat และ Tok ใน A USEFUL GHOST อย่างช่วยไม่ได้ 55555

++++

 

วันนี้รู้สึกเหมือนได้ “เข้าเฝ้ากลุ่มเทพเจ้า” ในงาน Q&A ในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF ที่ ICON SIAM เพราะว่าเราได้ฟังความเห็นของ Scud ซึ่งถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE FILMMAKERS OF ALL TIME และสิ่งที่ทำให้เราหวีดร้องสุดเสียงก็คือว่า Adonis He ดารานำในหนังหลาย ๆ เรื่องของ Scud ก็มาร่วม Q&A ด้วย และเรารู้สึกว่าตัวจริงของเขาหล่อกว่าในหนังเสียอีก หรืออาจจะเป็นเพราะว่าในหนังเขาดู “เด็ก” เกินไปสำหรับรสนิยมของเรา แต่ปัจจุบันนี้ตัวจริงของเขาเติบโตเต็มที่เป็นชายฉกรรจ์แล้ว 55555 เห็น Adonis He แล้วรู้สึกว่า เขาคือ Joe Dallesandro ของยุคสมัยนี้

 

“ADONIS HE” IS NOT A HUMAN BEING. “ADONIS HE” IS A GOD, WALKING AMONG US ON THIS PLANET EARTH.

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1163183502295037

 

+++++

 

I worship Scud and Adonis He. การได้เห็นตัวจริงของ Adonis He ในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF ที่ ICON SIAM ถือเป็นจุดสูงสุดจุดหนึ่งในชีวิตของเรา

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1250093520224492