Showing posts with label DENMARK. Show all posts
Showing posts with label DENMARK. Show all posts

Sunday, July 31, 2022

AN ISLAND DRIFTS

 

ผลตรวจประจำวันอาทิตย์ที่ 31 ก.ค. 2022ไม่ติด

 

ตอนแรกนึกว่าตัวเองติดโควิดแน่แล้ว เพราะเมื่อวานมึนหัวตอนเช้า ก็เลยนอนกลางวันตั้งแต่ 11.00-15.00 น. ตื่นมาแล้วอาการดีขึ้น แต่พอดึก ๆ ก็มึนหัวมาก เหมือนเป็นไข้ เลยแดกพาราไป 2 เม็ด กับฟ้าทะลายโจร 4 เม็ด รู้สึกเหมือนเป็นไข้ตลอดทั้งคืน แต่ตัวไม่ร้อนนะ แต่มึนหัวเหมือนกับตอนที่เป็นไข้น่ะ

 

ตอนนี้ก็เลยไม่แน่ใจว่าอาการมึนหัวเกิดจากอะไร ถ้าไม่ได้เกิดจากโควิด หรือว่าเกิดจากที่เราโดนฝนตกใส่หัวตอนนั่งมอเตอร์ไซค์ไปดูหนังเรื่อง DELICIOUS ที่ DOC CLUB เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา คือวันนั้นเราเห็นแดดมันออกจ้าแล้วนะ เราก็เลยนั่งวินมอเตอร์ไซค์ออกจากซอยไป แต่ปรากฏว่ามันก็มีฝนตกพรำ ๆ ลงมาใส่หัวเราทั้ง ๆ ที่แดดออกจ้านี่แหละ ซวยมาก ๆ

 

A SUNDAY IN PORTSMOUTH (2022, Sigurd Kølster, Denmark, 24min, A+25)

 

1.พอเป็นหนังพูดภาษาอังกฤษแบบไม่มีซับไตเติล เราก็เลยตามเนื้อเรื่องไม่ทันในจุดที่ว่า ตกลงแล้วปมปัญหาในชีวิตของพระเอกคืออะไรกันแน่

 

2.สะเทือนใจกับปมปัญหาของนางเอกมาก ๆ ที่เป็นโรคเกี่ยวกับตา ซึ่งจะทำให้กลายเป็นคนตาบอดในเวลาต่อมา ดูแล้วนึกถึงตอนที่ตัวเองมีอาการจอประสาทตาฉีกขาด 4 จุดในปี 2019 และตอนที่เราผ่าตัดต้อกระจก 3 ครั้งในปี 2020-2021 แต่อาการของนางเอกหนักหนากว่าของเราหลายเท่า เพราะโรคของเธอดูเหมือนจะเป็นโรคที่รักษาไม่ได้

 

3.รู้สึกกึ๋ย ๆ นิดหน่อยในฉากที่พระเอกพยายามพูดต่อต้านการฆ่าตัวตาย

 

 

AN ISLAND DRIFTS (2021, Vivian Ip, Singapore, 19min, A+25)

 

เรื่องของการกดขี่กันเป็นชั้น ๆ ครูใหญ่ต้องการสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน ก็เลยเหมือนปรับหลักสูตรตารางสอนใหม่ ซึ่งยิ่งเป็นการเพิ่มความเคร่งเครียดให้กับครูและเด็ก ๆ ครูบางคนไม่เห็นด้วย แต่ตัวละครเอกของเรื่องซึ่งเป็นครูหนุ่มเห็นด้วย เพราะเขาต้องการสร้างผลงานดี ๆ และเขาก็จะไปกดดันเด็ก ๆ นักเรียนเพื่อให้เด็ก ๆ มีผลการเรียนดี ๆ เช่นกัน แต่การที่เขาไปเข้มงวดกับเด็ก ๆ ก็เลยส่งผลให้เด็กคนนึงกระโดดตึกตายไปเลย

 

ชอบการแสดงของครูหนุ่มในหนังเรื่องนี้มาก ๆ ดูแล้วนึกถึงคนบางคนที่เรารู้จักในชีวิตจริงที่มีอากัปกิริยาบุคลิกลักษณะแบบนี้ คือเราก็บรรยายเป็นคำพูดไม่ถูกเหมือนกัน แต่เหมือนกับว่า คนที่ “แคร์สายตาของคนอื่น ๆ” และต้องการให้ “ตัวเองดูดี ดู perfect ในสายตาของคนอื่น ๆ” คนที่ “แคร์มาตรฐานของสังคม” พยายามทำให้ตัวเองดูดีตามเกณฑ์ที่สังคมกำหนดไว้ บางคนมันมีบุคลิกลักษณะแบบครูหนุ่มในหนังเรื่องนี้จริง ๆ

Sunday, February 20, 2022

FLEE (2021, Jonas Roher Rasmussen, Denmark, documentary, animation, A+30)

 

FLEE (2021, Jonas Roher Rasmussen, Denmark, documentary, animation, A+30)

แอบตั้งชื่อภาษาไทยให้หนังเรื่องนี้ว่า “เผ่นแน่บ”

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1.เนื้อหาของหนังดีสุด ๆ ดูแล้วสงสารพระเอกมาก ๆ เพราะเขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับความลับ ก็เลยทำให้เขาไม่สามารถไว้ใจใครได้เลย แม้แต่ผัวของตัวเอง เพราะทุกคนที่รู้ความลับของเขาสามารถ blackmail เขาได้ทุกเมื่อ ถ้าหากเขาทำอะไรให้คนคนนั้นไม่พอใจ แบบที่ผัวเก่าของเขาทำกับเขา

 

2.แต่เขายังโชคดีกว่า subject ของ SILENT VOICE (2020, Reka Valerik, France/Belgium) ในแง่นึงนะ เพราะ subject ของ SILENT VOICE เป็นนักกีฬาหนุ่มจาก Chechnya ที่เป็นเกย์ และเขาถูกพี่ชายและคนในเชชเนียตามฆ่าหรือตามล่าเขา เพียงเพราะเขาเป็นเกย์ เขาก็เลยลี้ภัยมาเบลเยียม และต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ และลงเล่นกีฬาที่เขาถนัดไม่ได้อีก เพราะไม่งั้นชุมชนคนเชชเนียในประเทศต่าง ๆ อาจจะตามมาฆ่าเขาได้

 

เราก็เลยรู้สึกว่ามันงดงามสุด ๆ ที่พี่ชายคนโตของพระเอกของ FLEE ยอมรับความเป็นเกย์ของน้องชายได้

 

3.ดูแล้วนึกถึง PAIN AND GLORY (2019, Pedro Almodovar) ในแง่นึงด้วย เพราะเพื่อนเราบอกว่า มีคนตั้งทฤษฎีกันว่า จุดประสงค์นึงที่ Almodovar สร้าง PAIN AND GLORY ขึ้นมา ก็เพื่อใช้หนังเรื่องนี้เป็นเครื่องมือในการตามหาช่างก่อสร้าง (หรือช่างซ่อม?)/นายแบบหนุ่มหล่อ ที่เคยสร้างความระทวยให้เขาในวัยเด็ก แต่หายสาบสูญไปจากชีวิตของเขาในเวลาต่อมา ติดต่อหาตัวไม่ได้อีก เพราะฉะนั้นถ้าหากผู้ชายคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ และได้ดู PAIN AND GLORY อัลโมโดบาร์ก็อาจจะได้เจอกับผู้ชายคนนั้นอีกก็เป็นได้

 

พอเราดู FLEE เราก็เลยแอบคาดหวังแบบนั้นเหมือนกัน หวังว่าชายหนุ่มหล่อในฉาก JOYRIDE ฉากนั้น คนที่แยกหลบหนีไปสวิตเซอร์แลนด์ อาจจะได้ดูหนังเรื่อง FLEE และอาจจะได้พบกับตัว subject ในหนังเรื่องนี้อีก

 

4. สิ่งที่กรี๊ดสุด ๆ สำหรับเราเป็นการส่วนตัวใน FLEE ก็คือการที่พระเอกกับเราคลั่งไคล้ใหลหลงพิศวาสเสน่หา Jean-Claude Van Damme เหมือน ๆ กัน 5555

 

คือเรามีรสนิยมชอบหนุ่มหุ่นล่ำบึ้กแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วน่ะ แต่ยุคนั้นไม่มีนิตยสารนายแบบไทยหุ่นล่ำบึ้กเลย ผู้ชายไทยยุคนั้นไม่ค่อยมีกล้ามมากเท่ายุคนี้ ส่วนดาราฝรั่งกล้ามโตแบบ Arnold Schwarzenegger และ Sylvester Stallone ก็ไม่หล่อในสายตาของเรา ก็มี Jean-Claude Van Damme กับ Dolph Lundgren นี่แหละ ที่หล่อตรงสเปคเรามากที่สุด แต่ Dolph Lundgren ก็เล่นหนังได้แข็งทื่อมาก เพราะฉะนั้น Van Damme ก็เลยเหมือนเป็นหนึ่งใน “ดาราชายที่เราอยากมี sex ด้วยมากที่สุด” ในยุคนั้น 55555 คือเหมือนในยุคปลายทศวรรษ 1980-ต้น 1990 Van Damme นี่คือสุดยอดด้าน sexual fantasy ของเรา ในขณะที่ Hiroshi Abe นี่คือสุดยอดด้าน romantic fantasy ของเรา

 

จำได้ว่ายุคนั้นเราแทบน้ำลายฟูมปากตายคาโรง ตอนได้ดู DEATH WARRANT (1990, Deran Sarafian) ที่ Van Damme นำแสดง และต่อมาเราก็ซื้อวิดีโอเทปหนังเรื่อง DEATH WARRANT เก็บไว้ด้วย

 

พอดู FLEE แล้วพบว่าพระเอกหนังเรื่องนี้ก็คลั่งไคล้ Van Damme เหมือนกัน เราก็เลยหวนรำลึกถึงวัยสาวของเรามาก ๆ

Monday, January 06, 2020

MELODY OF MURDER (1944, Bodil Ipsen, Denmark, A+30)


MELODY OF MURDER (1944, Bodil Ipsen, Denmark, A+30)

คลาสสิคดี จริงๆแล้วรู้สึกว่ามันไม่ “ลุ้นระทึก” มากเท่าหนังในยุคเดียวกันของ Alfred Hitchcock และ Henri-Georges Clouzot แต่แค่นี้ก็ถือว่าใช้ได้ดีมากแล้วล่ะ

Monday, January 22, 2018

BIG TIME (2017, Kaspar Astrup Schröder, Denmark, documentary, A+30)

BIG TIME (2017, Kaspar Astrup Schröder, Denmark, documentary, A+30)

ในหนัง fiction นั้น ผู้เขียนบทมักจะเป็นผู้กำหนดความเป็นความตายของตัวละคร กำหนดความสุขความเศร้าของตัวละครได้ แต่ในหนังสารคดีบางเรื่องนั้น บางทีเราก็คิดว่า “พระเจ้า” หรือ “ชะตากรรม” เป็นผู้เขียนบทหนังสารคดีเรื่องนั้น บางทีพระเจ้าอาจจะมีอิทธิพลมากกว่าผู้กำกับ/ผู้เขียนบทหนังซะอีก

ในครึ่งแรกของหนังเรื่องนี้ เราได้รู้จักกับ Bjarke Ingels สถาปนิกหนุ่มชื่อดัง ตอนที่เขาอายุได้ 1 ขวบครึ่ง พ่อแม่ของเขาก็ประหลาดใจมากที่เขาดูหนังภาษาต่างประเทศรู้เรื่องหมดเลย ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นอัจฉริยะ และเป็นสถาปนิกที่ประสบความสำเร็จมากๆ เขาได้รับการว่าจ้างให้ร่วมออกแบบตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์บางตึกที่จะสร้างขึ้นใหม่ด้วย

แต่พอเข้าสู่ช่วงกลางเรื่อง Bjarke ก็มีอาการปวดหัว หมอตรวจพบว่าเขามีเนื้องอกในสมอง และอาจจะต้องเจาะกะโหลกเพื่อผ่าเอามันออกมา และเขาอาจจะทำงานได้เพียง 1-2 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ไม่งั้นเขาจะปวดหัวอย่างรุนแรง

เขามีอายุประมาณ 40 ปีตอนที่รู้เรื่องเนื้องอกในสมองนี้ เขาเคยคิดว่าเขายังเหลือเวลาทำงานอีก 40 ปีข้างหน้า แต่ตอนนี้มันอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว

ตอนครึ่งแรกของหนัง เรารู้สึกอิจฉาเขามากๆ คนอะไรชีวิตมันจะดีขนาดนี้ ประสบความสำเร็จ เก่งกาจได้ขนาดนี้ แต่พอหนังเข้าสู่ช่วงครึ่งหลัง เราก็บอกตัวเองว่า แค่วันนี้เรา “ไม่ปวดหัว” มันก็บุญมากๆแล้วล่ะ


เราค้นพบแล้วว่า หนังหลายๆเรื่องที่เราชอบสุดๆ มันคือหนังที่ดูจบแล้วเราบอกกับตัวเองว่า “นี่แหละชีวิต” และนี่ก็เป็นหนึ่งในหนังกลุ่มนี้ คือดูจบแล้วเราก็บอกกับตัวเองว่า “นี่แหละชีวิต” 

Tuesday, September 29, 2015

Film Wish List: THE GOLDEN SMILE (1935, Paul Fejos, Denmark)

Film Wish List: THE GOLDEN SMILE (1935, Paul Fejos, Denmark) Paul Fejos เป็นผู้กำกับชาวฮังการีที่เคยกำกับหนังเรื่อง “ข้าวกำมือเดียว” (1940) ที่ถ่ายทำในไทยและจะฉายที่ศาลายาวันอาทิตย์ที่ 4 ต.ค.นี้ เวลา 15.00 น. อย่างไรก็ดี Paul Fejos เคยกำกับหนังดีๆอีกมากมายหลายเรื่อง และหนึ่งในเรื่องที่เราอยากดูก็คือ THE GOLDEN SMILE ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับนักแสดงหญิงชื่อดังคนนึงที่เอา “การแสดง” เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองมากเสียจนตัวเธอเองพบว่า ตัวเธอไม่สามารถแสดงออก “อย่างจริงใจ” ได้อีกต่อไป ตายแล้วววววววววววววววววววววววววววววววว ชอบพล็อตแบบนี้มากๆเลยค่ะ

Sunday, September 13, 2015

THE SHAMER’S DAUGHTER (2015, Kenneth Kainz, Denmark, A+5)

THE SHAMER’S DAUGHTER (2015, Kenneth Kainz, Denmark, A+5)

--ชอบตัวละครเพื่อนนางเอกอย่างสุดๆ เพราะเพื่อนนางเอกเป็นเด็กหญิงวัยประมาณ 10 ขวบที่ดูกร้านโลกมากๆ และเธอมีมีดเป็นอาวุธ ชอบที่เธอเหมือนเป็นเด็กหญิงที่ซ่อนความรุนแรงไว้ในตัว

--มังกรในเรื่องนี้เหมือนตัวเหี้ยมากๆ

--เราว่าหนังเรื่องนี้ถ้าหากพลิกนิดหน่อย มันจะสามารถเข้าใกล้หนังแบบ SOPHIE SCHOLL – THE FINAL DAYS (2005, Marc Rothemund) ได้ 555 คือหนังเรื่องนี้มันเป็นหนังเทพนิยายน่ะ แต่ประเด็นเรื่อง “สังคมที่รังเกียจคนที่พูดความจริง” และ “ผู้ปกครองประเทศที่พยายามไล่ฆ่าคนที่พูดความจริง” ที่อยู่ในหนังเรื่องนี้นี่ มันสามารถนำมาดัดแปลงให้กลายเป็นหนังดราม่าดีๆได้ไม่ยาก

--จริงๆเราว่าหนังโอเคเลยแหละสำหรับเรา ถ้าหากมองว่ามันเป็น “หนังเทพนิยายสำหรับเด็ก” น่ะนะ แต่เราก็ชอบมันแค่ A+5 นะ เพราะเรารู้สึกว่า นางเอกมันควรจะเจอศัตรูที่มีอิทธิฤทธิ์สูงหลายๆตัวหน่อยน่ะ คือในหนังเรื่องนี้ เหมือนนางเอกกับแม่นางเอกมันจะเป็นตัวละครเพียงแค่สองตัวที่มีพลังจิต ส่วนผู้ร้ายในเรื่องก็ดูเหมือนอิทธิฤทธิ์น้อยมาก ซึ่งถ้าหากเป็นหนังแนวที่เราชอบจริงๆ มันควรจะมีตัวละครสัก 10 ตัวที่มีอิทธิฤทธิ์สูงออกมาตบกันน่ะ แบบในการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง CRYSTAL DRAGON (Ashibe Yuho)

SPL2: A TIME FOR CONSEQUENCES (2015, Cheang Pou-Soi, Hong Kong, A+30)
 ชอบลีลาของหัวหน้าพัศดีมากๆ เขามีมาดคล้ายขันทีตัวร้ายในหนังกำลังภายใน ชอบฉากที่เขาสู้กับจา พนมสุดๆ ที่เหมือนจา พนมจะใช้ท่าประจำจัดการกับเขา แต่เจอเขาเบี่ยงหลบ แล้วเอามือตบหน้า ชอบที่จา พนมไม่ได้เก่งสุดในเรื่อง แต่ตัวร้ายที่มาดเหมือนขันทีนี่แหละที่อาจจะเก่งสุด



Wednesday, January 20, 2010

THE FINAL BOW (A++++++++++)

(copy from my Facebook)

I saw MEMOTECH (2009, Rannvá Káradóttir, Marianna Mørkøre, A+++++) at Patravadi Theater. It is a part of a show called THE FINAL BOW (Cathy Seago + Shi Jing Xin + Ng Mei-yin + Wang Wei Quartet + Rannvá Káradóttir, A++++++++++), which is extremely amazing. In one part of this show, three female dancers and some musicians perform some dance and music in front of a white screen. There is a spotlight shining at the front of them, which make them cast their shadows onto the white screen behind them. But the screen is also showing a film about some dancing shadows and music-playing shadows. So the audience can't tell which shadows are the real shadows from the spotlight, and which shadows are the ones in the film. It gives me a very creepy, haunting feeling. It makes me feel as if I saw some ghosts dancing on the screen. It reminds me of the last scene in THE SCREEN AT KAMCHANOD, in which some ghosts are trying to break out of the white screen. However, if THE SCREEN AT KAMCHANOD is as haunting as THE FINAL BOW, it would have been one of my most favorite Thai films of all time.

Trailer for MEMOTECH
http://www.youtube.com/watch?v=xjbEjcmhc5k