Showing posts with label FANTASY. Show all posts
Showing posts with label FANTASY. Show all posts

Saturday, July 29, 2017

WUKONG

FILMS I SAW ON 27-28 JULY 2017

in preferential order

1.WUKONG (2017, Derek Kwok, China, A+30)

--มันไม่ใช่หนังดี แต่มันเป็นหนังที่เราชอบสุดๆ คือเหมือนกับเรามี “บ่อกักเก็บความโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังอะไรบางอย่าง” อยู่ในใจเราน่ะ และหนังเรื่องนี้มันช่วยระบาย “บ่อกักเก็บความโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชัง” นี้ออกมา

--ไปๆมาๆนี่อาจจะเป็นไซอิ๋วเวอร์ชั่นที่เราชอบมากที่สุด เพราะในไซอิ๋วเวอร์ชั่นอื่นๆนั้น เราจะมีปัญหากับ “จักรวาลที่ถูกปกครองด้วยความดีงาม” หรือเง็กเซียนฮ่องเต้ อะไรทำนองนี้น่ะ แต่พอมาใน WUKONG นี่ มันไม่มีตัวละครเจ้าแม่กวนอิม ไม่มีเง็กเซียนฮ่องเต้ ไม่มีพระถังซำจั๋ง และไม่มี “ความดีงาม” อะไรบางอย่างที่เป็นปัญหากับเรา มันมีแต่ “สวรรค์เหี้ยๆ” และ “เทพผู้ปกครองสวรรค์ที่ชั่วช้าจัญไร” ไซอิ๋วเวอร์ชั่นนี้ก็เลยเหมือนกับสร้าง “จักรวาล” ที่ไม่เหมือนไซอิ๋วเวอร์ชั่นอื่นๆ และจักรวาลของไซอิ๋วเวอร์ชั่นนี้แหละ ที่มันตอบโจทย์ของเรา มันตรงใจเรามากที่สุด

--อาจจะเป็นเพราะเมื่อต้นเดือนนี้ เราได้ดู “ประชาชนนอก” ON THE FRINGE OF SOCIETY (1981, Manop Udomdej) มาด้วยมั้ง และหนังอย่าง “ประชาชนนอก” มันก็ช่วยกระตุ้น “บ่อกักเก็บความโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชัง” ในใจเราอย่างรุนแรงมาก แต่หนังเรื่อง “ประชาชนนอก” มันไม่ได้ช่วยให้เราได้ “ระบาย” มันออกมา เพราะตัวละครในหนังมันไม่ได้ “เอาคืน”

พอมาดู WUKONG เราก็เลยเหมือนมีการเอาตัวละครจากหนังสองเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกันโดยบังเอิญน่ะ คือเรารู้สึกเหมือนกับว่า ตัวละครกลุ่มหงอคง มันเหมือนกับนักศึกษาที่ไปออกค่ายพัฒนาชนบทน่ะ แบบนักศึกษาที่ไปช่วยชาวบ้านที่ยากจนข้นแค้น และถูกเอารัดเอาเปรียบในชนบท ซึ่งอันนี้หนังเรื่อง WUKONG ไม่ได้ตั้งใจ แต่เหมือนอารมณ์เรามันค้างมาจาก ประชาชนนอก พอมาดู WUKONG อารมณ์มันก็เลยต่อเนื่องกันโดยบังเอิญ 555

เพราะฉะนั้นพอตัวละครใน WUKONG มันได้แก้แค้น ได้ตอบโต้ทวยเทพบนสวรรค์ มันก็เลยเหมือนอารมณ์โกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังที่หมักหมมไว้ในใจเรา มันได้ระบายออกมาด้วย

--อีกสาเหตุหนึ่งที่เราชอบ WUKONG คือเรารู้สึกว่า จุดที่เราเกลียดสุดๆในหนังเรื่อง HERO (2002, Zhang Yimou) มันได้รับการตอบโต้โดยไม่ได้ตั้งใจในหนังเรื่องนี้

สาเหตุที่เราเกลียด HERO อย่างสุดๆเป็นเพราะว่า เรารู้สึกว่า HERO เหมือนจะสื่อสารว่า “เพื่อความสงบสุขของชาติบ้านเมือง เราต้องมองข้าม/ให้อภัยต่อการเข่นฆ่าชาวบ้านผู้บริสุทธิ์” น่ะ เหมือนหนังมันเข้าข้างตัวละครจักรพรรดิ ทั้งๆที่เขาเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ โดยหนัง justify การกระทำของจักรพรรดิว่า มันเป็นการทำไปเพื่อความสงบสุขของชาติบ้านเมือง

แต่ใน WUKONG นั้น ตัวละครทวยเทพ ก็อ้างว่าทำไปเพื่อสกัดกั้น chaos ทำไปเพื่อความสงบสุขของโลกมนุษย์และสวรรค์ บลา บลา บลา แต่หนังเรื่อง WUKONG ไม่ได้เข้าข้างทวยเทพเหล่านี้ เราก็เลยรู้สึกว่า  WUKONG มันมีทัศนคติตรงกับเรา ในขณะที่ HERO มีทัศนคติตรงข้ามกับเรา

2.THE BOAT HOUSE เรือนแพ (1961, Prince Panupan Yukol + Neramit, A+30)

3.DETECTIVE CONAN: CRIMSON LOVE LETTER (2017, Kobun Shizuno, Japan, animation, A+30)

4.ROUGH NIGHT (2017, Lucia Aniello, C+)
เหมือนเรามีปัญหากับ ethics บางอย่างของหนัง คือหนังนำเสนอกลุ่มตัวละครที่ “ทำตรงข้าม” กับเราเวลาเจอสถานการณ์บางอย่างน่ะ เพราะฉะนั้นมันก็เลยเหมือนกับว่า หนังนำเสนอกลุ่มตัวละครที่มีหลักจริยธรรมบางอย่างตรงข้ามกับเรา และเหมือนหนังมันจะค่อนข้างเห็นใจตัวละครกลุ่มนี้ด้วย แต่เราจะมีปัญหากับอะไรแบบนี้

รูปไม่ได้มาจาก WUKONG นะ แต่เป็นรูปของ Ou Hao ซึ่งเป็นหนึ่งในดาราใน WUKONG


Tuesday, November 22, 2016

FANTASTIC BEASTS AND WHERE TO FIND THEM (2016, David Yates, A+25)


MULTIVERSE DVARAVATI NO. 2 (2016, Rinyaphat Nithipattaraahnan, video installation)

 วิดีโอนี้จัดแสดงที่ BACC ชั้นสองนะ ใช้เวลาดูประมาณ 10 นาที น่าสนใจดีที่อยู่ดีๆก็มีการผลิตวิดีโอเกี่ยวกับ “ยุคทวาราวดี” และโบราณสถานยุคทวาราวดีในนครปฐมออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันในช่วงนี้ เพราะวิดีโอ LEVITATING EXHIBITION (2016, Ukrit Sa-nguanhai, A+30) ก็น่าจะพูดถึงโบราณสถานที่ใกล้เคียงกัน และน่าสนใจดีด้วยที่วิดีโอสองชิ้นนี้ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ทั้งๆที่อาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากโบราณสถานยุคทวาราวดีแห่งเดียวกัน

FANTASTIC BEASTS AND WHERE TO FIND THEM (2016, David Yates, A+25)

1.ถือว่าชอบมากกว่าหนังหลายๆภาคในหนังชุด HARRY POTTER แต่เราก็ไม่ได้ชอบในระดับ A+30 นะ และถือว่าชอบน้อยกว่าหนังกลุ่ม โลกเวทมนตร์อย่าง THE CIRCLE (2015, Levan Akin, Sweden) และ L.O.R.D: LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES (2016, Guo Jingming, China) อย่างรุนแรง แต่นั่นไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าหนังเรื่องไหนดีกว่าหนังเรื่องไหน แต่เกี่ยวกับเรื่องที่ว่ารสนิยมส่วนตัวของเราเป็นยังไง คือเรารู้สึกว่า FANTASTIC BEASTS AND WHERE TO FIND THEM อาจจะเป็นหนังที่ดีกว่าอีกสองเรื่องนั้น เพราะมันดูออกแบบโลกเวทมนตร์มาอย่างดีกว่ามาก คือมันดูคิดมาละเอียดกว่ามาก ในขณะที่โลกเวทมนตร์ใน LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES ดูเหมือนคิดมายังไม่เสร็จ เหมือนคิดมาครึ่งเดียวแล้วทำเป็นหนังออกมาเลย แล้วค่อยกลับไปคิดเพิ่มตอนสร้างภาคสอง อะไรทำนองนั้น เพราะฉะนั้น LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES จึงเรียกได้ว่าเป็นหนังที่แย่กว่า FANTASTIC BEASTS แต่เป็นหนังที่เราชอบมากกว่า FANTASTIC BEASTS ประมาณ 10 เท่า
2.คือพอดู FANTASTIC BEASTS แล้วก็ทำให้เข้าใจว่า ทำไมเราถึงไม่อินกับ HARRY POTTER น่ะ เพราะเราว่าโลกเวทมนตร์ใน HARRY POTTER และ FANTASTIC BEASTS มันขาดองค์ประกอบสองอย่างที่สำคัญสุดๆสำหรับเรา นั่นก็คือตัวละครหญิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วย พลังของความเกลียดชังและ ความต้องการจะทำลายล้างศัตรูอย่างรุนแรงมาก” (ซึ่งเราพบสิ่งนี้ได้ใน THE CIRCLE) และความมืดมนจริงๆ (ซึ่งเราพบสิ่งนี้ได้ใน LORD OF RAVAGING DYNASTIES) คือตัวละครหลักใน HARRY POTTER และ FANTASTIC BEASTS มันเป็นผู้ชายที่มี ความสว่างอยู่ในตัวมากเกินไปสำหรับเราน่ะ มันเหมือนพวกตัวละครประเภท SUPERMAN และ SPIDERMAN อะไรพวกนี้ ซึ่งตัวละครผู้ชายที่ดูสว่างมากๆแบบนี้ เราจะไม่อินด้วยเวลาดู และเรามักจะรู้สึกว่าตัวละครประเภทนี้มันทำให้หนังไม่สนุกสำหรับเรา เพราะตัวละครคนดีแบบนี้ยังไงก็ต้องเอาชนะศัตรูได้แน่ๆ และตัวละครเพื่อนๆของเขาก็มักจะมีความสว่างอยู่ในตัวมากเกินไปสำหรับเราด้วย เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่อินกับตัวประกอบที่อยู่ฝ่ายเดียวกับพระเอกในหนังชุด HARRY POTTER และ FANTASTIC BEASTS ด้วยเช่นกัน
เพราะฉะนั้นหนังแบบ THE CIRCLE และ LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES ก็เลยตอบสนองความต้องการของเราได้ตรงกว่า คือตัวละครพระเอกใน LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES จริงๆแล้วมันก็ดูสว่างสดใสเป็นคนดีเหมือนกับพระเอก FANTASTIC BEASTS น่ะนะ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือว่า ช่วงครึ่งหลังของ LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES ตัวละครพระเอกแทบไม่มีบทบาทเลย อยู่ดีๆช่วงครึ่งหลังของหนังก็เป็นการต่อสู้กันอย่างรุนแรงของตัวละครอิทธิฤทธิ์สูงราว 10 ตัวที่เราไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนดีหรือคนเลวกันแน่ และเราก็ชอบสถานการณ์แบบนี้มากๆ สถานการณ์ที่มีตัวละครอิทธิฤทธิ์สูงตบกันไปมา โดยเราไม่แน่ใจเลยว่าใครจะอยู่หรือใครจะตาย เพราะเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครดีหรือใครเลว คือสถานการณ์แบบนี้ยิ่งตอบสนองความต้องการของเราได้ตรงกว่าหนังชุด X-MEN อีกน่ะ เพราะหนังชุด X-MEN ก็เข้าทางเราในแง่ของการสร้างตัวละคร สีเทาที่มีอิทธิฤทธิ์สูงหลายๆตัวมาตบกันเหมือนกัน แต่ในหนังชุด X-MEN เราพอจะรู้ล่วงหน้าว่าตัวละครหลายๆตัวมันจะรอดตาย มันก็เลยทำให้เรารู้สึก ปลอดภัยมากเกินไปนิดนึง เราชอบหนังแบบที่ดูแล้วรู้สึก ไม่ปลอดภัยแบบ LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES มากกว่า โดยคำว่า ไม่ปลอดภัยในที่นี้หมายถึงว่า ไม่มีอะไรจะรับประกันได้ว่า ตัวละครตัวไหนจะอยู่หรือตาย ทุกตัวมีสิทธิตายได้ การเป็นพระเอก, เป็นนางเอก, เป็นคนดี หรือเป็นเพื่อนพระเอก ไม่ได้รับประกันว่าคุณจะมีชีวิตอยู่รอดจนถึงตอนจบของเรื่อง
คือปัจจัยเดียวกันนี้แหละมันทำให้เราไม่อินกับ HARRY POTTER และ FANTASTIC BEASTS มากนัก เพราะมันมี sense ของความปลอดภัยมากเกินไปสำหรับเรา เราชอบโลกจินตนาการแบบที่ทำให้เรารู้สึก insecure มากกว่า
ส่วน THE CIRCLE นั้นก็ตอบโจทย์เราในแง่ของการสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยได้ดีมากๆเหมือนกัน เพราะตัวละครที่เราคิดว่าเป็นนางเอกของเรื่อง อยู่ดีๆก็ถูกฆ่าตายไปเลยก่อนถึงกลางเรื่อง เราก็เลยรู้สึก insecure ไม่รู้แล้วว่าใครจะเป็นนางเอกกันแน่ และไม่รู้แล้วว่าตัวละครหญิงที่เหลืออยู่อีก 4-5 คน ใครกันแน่จะเป็นนางเอกของเรื่อง และมีอยู่กี่คนที่จะเหลือรอดชีวิตจนถึงตอนจบ
3.อีกจุดที่ทำให้ดูแล้วเข้าใจว่า ทำไมเราถึงไม่อินกับ HARRY POTTER และ FANTASTIC BEASTS ก็คือฉากไคลแมกซ์ของเรื่อง คือใน FANTASTIC BEASTS นั้น ตัวละครพระเอกเหมือนจะต่อสู้ในฉากไคลแมกซ์เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรทำ, เป็นสิ่งที่ถูกต้อง, ใช้ความดีงามเข้าสู้อะไรทำนองนั้นน่ะ มันไม่ได้มีพลังของความโกรธแค้นชิงชัง หรือความต้องการจะเข่นฆ่าศัตรูอย่างรุนแรงอยู่ในจิตใจของพระเอก
ซึ่งนั่นแตกต่างจากใน THE CIRCLE เพราะในฉากไคลแมกซ์ของ THE CIRCLE นั้น เราอินกับตัวละครหญิงบางตัวมากๆ เพราะพลังจิตของตัวละครหญิงบางตัวในหนังเรื่องนี้ มันเหมือนจะต้องอาศัย ความต้องการจะทำลายล้างศัตรูอย่างรุนแรงเป็นเชื้อเพลิงในการต่อสู้กับศัตรูน่ะ และเราจะอินกับอารมณ์ความรู้สึกทำนองนี้มากกว่าเยอะ
4.เห็นการใช้สัตว์ของพระเอกในบางฉาก แล้วทำให้นึกถึง หนูเตียวสายฟ้าของตัวประกอบหญิงในแปดเทพอสูรมังกรฟ้า
5.ฉากที่ชอบที่สุดสำหรับเราใน FANTASTIC BEASTS ก็คือฉากที่กลุ่มของ Samantha Morton ปะทะกับกลุ่มของ Jon Voight คือฉากแบบนี้นี่แหละที่เราอินด้วย หรือเรารู้สึกว่าสนุกดี เพราะเรารู้สึกว่าตัวละครสองกลุ่มนี้มันเลวทั้งคู่ มันเป็นกลุ่มคนเลวปะทะกับกลุ่มคนเลว และเราตัดสินใจไม่ได้ว่าใครเลวกว่ากัน หรือใครควรจะชนะ เรารู้แต่ว่า พอเห็นตัวละครคนเลวสองกลุ่มแบบนี้มาปะทะกัน แล้วเรารู้สึกว่าอารมณ์มันพลุ่งพล่านมาก มันกระตุ้นอารมณ์เราได้ดีสุดๆ แต่ถ้าเป็นตัวละครคนดีที่มีจิตใจสว่างมากๆ (ตามขนบหนัง superhero) มาปะทะกับคนเลว เราจะรู้สึกว่ามันไม่ค่อยสนุก
6.ดีใจที่ปีนี้มีหนังเกี่ยวกับโลกเวทมนตร์ที่เราชอบออกมาหลายเรื่อง นอกจาก 3เรื่องข้างต้นแล้ว เราก็ชอบ MISS PEREGRINE’S HOME FOR PECULIAR CHILDREN (2016, Tim Burton), DOCTOR STRANGE (2016, Scott Derrickson), THE BFG (2016, Steven Spielberg) และ ALICE THROUGH THE LOOKING GLASS (2016, James Bobin) มากในระดับหนึ่งด้วย เราว่าหนังทุกเรื่องในกลุ่มนี้สร้างสรรค์โลกเวทมนตร์ออกมาได้สวยงามดีสำหรับเรา
เราชอบ FANTASTIC BEASTS ในระดับพอๆกับ MISS PEREGRINE และ DOCTOR STRANGE นะ ข้อดีของ MISS PEREGRINE สำหรับเราก็คือว่า มันมีตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์สูงหลายๆตัวน่ะ (ซึ่งเป็นปัจจัยเดียวกับที่ทำให้เราชอบ X-MEN, THE CIRCLE และ LORD OF RAVAGING DYNASTIES) ส่วน DOCTOR STRANGE นั้น เราชอบในจุดที่ว่า มันเป็นการขยายจักรวาลของมาร์เวลเข้ามาในส่วนของโลกเวทมนตร์ด้วย มันก็เลยทำให้รู้สึกว่าจักรวาลของมาร์เวลมันกว้างใหญ่ดีสำหรับเรา
ส่วน THE BFG และ ALICE THROUGH THE LOOKING GLASS นั้น เราชอบในระดับประมาณ A+15 หรือน้อยกว่า FANTASTIC BEASTS หน่อยนึง เพราะเราว่าโลกเวทมนตร์ใน THE BFG กับ ALICE มัน ใสเกินไปสำหรับเรา
7.สรุปว่าชอบ FANTASTIC BEASTS มาก แต่มันไม่ใช่หนังในแนวทางเรา เพราะตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้ มีความปลอดภัยในชีวิตมากเกินไป และ มีความสว่างในตัวเองมากเกินไป” (เหมือนกับในหนัง superhero ส่วนใหญ่) เราชอบหนังเกี่ยวกับโลกเวทมนตร์แบบ THE CIRCLE และ LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES มากกว่าเยอะ เพราะตัวละครใน THE CIRCLE “ดูเหมือนไม่ค่อยมีความปลอดภัยในชีวิต” (ซึ่งตรงกับสิ่งที่เรารู้สึกในชีวิตประจำวัน) และเรารู้สึกว่า พลังความมืดใน LEGEND OF RAVAGING DYNASTIES มันดูรุนแรงทรงพลังกว่าใน FANTASTIC BEASTS และหนังโลกเวทมนตร์ส่วนใหญ่ที่สร้างโดยฮอลลีวู้ด


Sunday, September 13, 2015

THE SHAMER’S DAUGHTER (2015, Kenneth Kainz, Denmark, A+5)

THE SHAMER’S DAUGHTER (2015, Kenneth Kainz, Denmark, A+5)

--ชอบตัวละครเพื่อนนางเอกอย่างสุดๆ เพราะเพื่อนนางเอกเป็นเด็กหญิงวัยประมาณ 10 ขวบที่ดูกร้านโลกมากๆ และเธอมีมีดเป็นอาวุธ ชอบที่เธอเหมือนเป็นเด็กหญิงที่ซ่อนความรุนแรงไว้ในตัว

--มังกรในเรื่องนี้เหมือนตัวเหี้ยมากๆ

--เราว่าหนังเรื่องนี้ถ้าหากพลิกนิดหน่อย มันจะสามารถเข้าใกล้หนังแบบ SOPHIE SCHOLL – THE FINAL DAYS (2005, Marc Rothemund) ได้ 555 คือหนังเรื่องนี้มันเป็นหนังเทพนิยายน่ะ แต่ประเด็นเรื่อง “สังคมที่รังเกียจคนที่พูดความจริง” และ “ผู้ปกครองประเทศที่พยายามไล่ฆ่าคนที่พูดความจริง” ที่อยู่ในหนังเรื่องนี้นี่ มันสามารถนำมาดัดแปลงให้กลายเป็นหนังดราม่าดีๆได้ไม่ยาก

--จริงๆเราว่าหนังโอเคเลยแหละสำหรับเรา ถ้าหากมองว่ามันเป็น “หนังเทพนิยายสำหรับเด็ก” น่ะนะ แต่เราก็ชอบมันแค่ A+5 นะ เพราะเรารู้สึกว่า นางเอกมันควรจะเจอศัตรูที่มีอิทธิฤทธิ์สูงหลายๆตัวหน่อยน่ะ คือในหนังเรื่องนี้ เหมือนนางเอกกับแม่นางเอกมันจะเป็นตัวละครเพียงแค่สองตัวที่มีพลังจิต ส่วนผู้ร้ายในเรื่องก็ดูเหมือนอิทธิฤทธิ์น้อยมาก ซึ่งถ้าหากเป็นหนังแนวที่เราชอบจริงๆ มันควรจะมีตัวละครสัก 10 ตัวที่มีอิทธิฤทธิ์สูงออกมาตบกันน่ะ แบบในการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง CRYSTAL DRAGON (Ashibe Yuho)

SPL2: A TIME FOR CONSEQUENCES (2015, Cheang Pou-Soi, Hong Kong, A+30)
 ชอบลีลาของหัวหน้าพัศดีมากๆ เขามีมาดคล้ายขันทีตัวร้ายในหนังกำลังภายใน ชอบฉากที่เขาสู้กับจา พนมสุดๆ ที่เหมือนจา พนมจะใช้ท่าประจำจัดการกับเขา แต่เจอเขาเบี่ยงหลบ แล้วเอามือตบหน้า ชอบที่จา พนมไม่ได้เก่งสุดในเรื่อง แต่ตัวร้ายที่มาดเหมือนขันทีนี่แหละที่อาจจะเก่งสุด