Sunday, December 30, 2018

WAVES + DROWNING DEW


WAVES (2018, Samak Kosem, video installation, approximately 37min, A+30)

ดูแล้วนึกถึงหนังไตรภาคชุด SUN (2012, Teeranit Siangsanoh, 163min) มากๆ เพราะหนังไตรภาคชุด SUN เป็นการบันทึกกิจวัตรประจำวันของคนในภาคใต้ โดยเฉพาะกิจวัตรของคนที่ชายหาด แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า WAVES เหมือนมีประเด็นเรื่อง “การต่อต้านถ่านหิน” เป็นแกนกลาง ในขณะที่ SUN ดูเหมือนจะไม่มีประเด็นเรื่องสังคมการเมืองใดๆที่เป็นรูปธรรมให้จับต้องได้เลย เพราะฉะนั้นหนังไตรภาคชุด SUN ก็เลยดูเป็นอะไรที่นามธรรมกว่ามากๆ

คือเวลาที่เราดูหนังไตรภาคชุด SUN ของ Teeranit นั้น เรามองดูคนเล่นน้ำที่ชายหาดไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้เลยว่าหนังต้องการจะส่งสารอะไรใดๆ แต่เวลาเราดูฉากคนเล่นน้ำที่ชายหาดใน WAVES ซึ่งแทบไม่ต่างอะไรไปจากฉากใน SUN นั้น เราเหมือนจะดูฉากดังกล่าวด้วยความคิดที่ว่า “ถ้าหากมีเหมือง, โรงไฟฟ้า, โรงงานอุตสาหกรรมมาตั้งบริเวณนี้ แล้วประชาชนจะยังเล่นน้ำที่ชายหาดได้เหมือนเดิมหรือเปล่านะ” เพราะฉะนั้นฉากที่เหมือนกันมากๆใน WAVES กับSUN ก็เลยให้อารมณ์ที่แตกต่างกันในการดู มันเหมือนกับอารมณ์ที่ได้จากการดู SUN มันอยู่ในรูปของก๊าซ ส่วนอารมณ์ที่ได้จากการดู WAVES มันอยู่ในรูปของ “ของเหลว” หรืออาจจะเปรียบเทียบได้ว่า การดู SUN มันเหมือนกับว่า Teeranit ให้ “แป้ง” เรามา แล้วเราจะเอาแป้งนั้นไปทำขนมอะไรก็ได้ ส่วนการดู WAVES นั้นเหมือนกับว่า เราได้กินขนมเค้กที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

DROWNING DEW (2017, Art Labor, Truong Que Chi, Do Van Hoang, Vietnam, video installation, approximately 35min, A+30)

ชอบสุดๆ วิดีโอนี้แบ่งออกเป็น 6 ตอน ซึ่งได้แก่ BONES, DEATH, CROW, CHARCOAL, GRASSHOPPER และ DEW ซึ่งทั้งหมดน่าจะเป็นการนำเสนอชีวิต/วัฒนธรรม/ประเพณี/ความเชื่อ ของชาวบ้านในพื้นที่เฉพาะเจาะจงพื้นที่หนึ่งในเวียดนาม ขณะที่พื้นที่นั้นเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงจากการสร้างเขื่อนหรือการทำไร่กาแฟหรือโลกสมัยใหม่ อะไรทำนองนี้ ชอบตอน CROW มากๆ ที่เป็นเหมือนพิธีกรรมประหลาดอะไรสักอย่าง ถ้าจำไม่ผิด

ตอน BONES ทำให้นึกถึง MELANCHOLY OF A VIDEO (2013, Ukrit Sa-nguanhai) เพราะทั้ง MELANCHOLY OF A VIDEO และ BONES เหมือนจะนำเสนอกิจวัตรประจำวันหลักของหนุ่มๆในชนบทในยุคปัจจุบัน นั่นก็คือการขี่มอเตอร์ไซค์ โดยไม่ใช่การขี่เพื่อทำงานหรือเพื่อเดินทาง แต่ขี่เล่นๆไปเรื่อยๆ

ตอน DEW ก็ติดตามากๆ ที่เป็นชาวบ้านไปรอรับน้ำค้างจากใต้ต้นไม้ใหญ่

DREAM (2018, Wachara Kanha, documentary, A+30)


DREAM (2018, Wachara Kanha, documentary, A+30)
ความฝัน

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่

เหมือนเป็นการนำเอาสารคดี 3-4 เรื่องมาผสมเข้าเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งได้แก่สารคดีเกี่ยวกับคนไร้บ้าน, คนเลี้ยงนก, คนชรา, ชาวประมง และความฝันของคนต่างๆ โดยภาพส่วนใหญ่ในหนังเรื่องนี้คือภาพจากสารคดีคนชราและชาวประมง  และมีการใช้เสียงสัมภาษณ์จากหนังสารคดีเหล่านี้ด้วยราว 30% แต่เสียงอีก 70% ที่เหลือในหนังเป็นเสียงสัมภาษณ์บุคคลทั่วไปเกี่ยวกับความฝันของพวกเขา โดยความฝันในที่นี้คือความฝันในตอนนอนหลับ ที่สะเปะสะปะ, ไร้เหตุผล, ไร้คำอธิบายใดๆ

เพราะฉะนั้นภาพกับเสียงในหนังก็เลยสอดคล้องกันบ้าง และไม่สอดคล้องกันบ้าง โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะได้เห็นภาพหนุ่มๆชาวประมงทำงานกันอย่างเหน็ดเหนื่อย และได้ฟังเสียงของคนต่างๆพูดถึงความฝันของตัวเองควบคู่ไปกับภาพหนุ่มประมงเหล่านั้น

รู้สึกว่าการผสานสองส่วนที่ไม่สอดคล้องกันเข้าด้วยกันในหนังเรื่องนี้ มันก็ดี แต่มันก็ไม่ได้เข้ากันแบบสุดๆนะ คือเราว่าถ้าหากหนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีเกี่ยวกับชาวประมง หรือคนชราไปเลย มันอาจจะ “จืด” ไปหน่อย คือเราก็จะได้แต่เนื้อหาที่น่าสนใจ แต่ภาพในหนังที่ตรงไปตรงมากับเนื้อหา ก็อาจจะทำให้หนังเหมือนขาดพลังอะไรบางอย่าง

การนำเสียงที่ไม่เข้ากับภาพมาใช้ในหนังเรื่องนี้ มันก็เลยช่วยเพิ่มพลังให้กับหนังได้เป็นอย่างดี ถึงแม้มันจะยังไม่ลงตัวแบบสุดๆก็ตาม

LOVE (2019, Wachara Kanha, 28min A+30)
สิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิ

--เข้าใจว่าหนังน่าจะเริ่มเผยแพร่ต่อสาธารณชนในปี 2019 เราก็เลยใส่ปีของหนังเป็นปี 2019

1.เหมือนเป็นหนังเรื่องแรกในรอบหลายปีของวชร ที่เป็น fiction ที่ใช้นักแสดงมาแสดงแบบจริงๆจังๆ เพราะก่อนหน้านี้วชรเคยทำหนัง fiction มาบ้างในช่วงปี 2010 ในช่วงที่ทำหนังส่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัย อย่างเช่น “คำพิพากษาของความรัก” (THE JUDGE) (2010, 25min) แต่หลังจากนั้นวชรก็หันมาทำหนังทดลองเป็นหลัก ซึ่งไม่ใช่หนังที่เล่าเรื่องราว fiction แบบ narrative เหมือนหนังทั่วๆไป เพิ่งจะมีหนังเรื่องนี้นี่แหละที่น่าจะเป็น narrative fiction เรื่องแรกในรอบ 6-7 ปีของวชร ถ้าจำไม่ผิด

2.เข้าใจว่าหนังมีส่วนที่เป็น autobiography อยู่ราว 70-80% และมีส่วนที่เป็น “ความเหนือจริง” อยู่อีก 20-30% ซึ่งเราชอบมากๆที่หนังใส่ความเหนือจริงเข้ามาด้วย เพราะมันช่วยให้หนังไม่แบนเกินไปจนเป็น autobiography

3.ชอบที่ setting หลักในหนังมันง่ายดี เป็นแค่คู่รักคุยกันขณะรอให้สุกี้เดือด โดยที่บทสนทนาในหนังน่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ต่างๆในชีวิต ซึ่งการพึ่งพิงประสบการณ์จริงเป็นหลักแบบนี้ มันก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อย ข้อดีก็คือมันสมจริง, เป็นธรรมชาติ, เป็นการบันทึก slice of life ได้ดีมากๆ แต่ข้อด้อยก็คือ มันเหมือนยังขาดพลังอะไรบางอย่างที่จะช่วยให้มันรุนแรงได้มากกว่านี้ คือเหมือนผู้สร้างหนังกับ “สิ่งที่หนังพูดถึง” มันใกล้กันมากเกินไป จนมันขาดแง่มุมบางอย่างที่จะช่วยให้หนังทรงพลังมากขึ้น ถ้าหากมันถูกนำเสนอด้วยแง่มุมที่ถอยห่างออกมาหน่อยจากตัว subjects

4.ถ้าเทียบกับหนังไทยด้วยกัน เราก็ชอบหนังเรื่องนี้แบบสุดๆนะ ชอบความที่หนังมันดูเหมือนง่ายๆ สบายๆ (ในแง่การถ่ายทำ) แต่สามารถบันทึกความเศร้า ความเจ็บปวดบางอย่างของชีวิตจริงได้ดี

แต่ถ้าหากเทียบกับหนังต่างประเทศแล้ว เราว่าอะไรแบบนี้ยังพัฒนาได้อีกนะ โดยดูได้จากหนังอย่าง THE LONG DAY CLOSES (1992, Terence Davies, UK) ที่เป็น autobiography เหมือนกัน แต่ทำออกมาเป็นแบบ poetic มากๆ และมันทรงพลังสุดๆ

หรือถ้าหากจะทำหนังแบบนักแสดงคุยกันไปเรื่อยๆแล้ว เราว่าหนังของ Eric Rohmer, Mike Leigh อะไรแบบนี้ ก็น่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีในการศึกษาว่า จะทำหนังที่ตัวละครคุยกันให้ออกมา “เข้มข้น” หรือทรงพลังได้มากกว่านี้ได้อย่างไร

Sunday, December 23, 2018

TEN YEARS THAILAND


TEN YEARS THAILAND (2018)
--SUNSET (Aditya Assarat, A+30)
--CATOPIA (Wisit Sasanatieng, A+30)
--PLANETARIUM (Chulayarnnon Siriphol, A+30)
--SONG OF THE CITY (Apichatpong Weerasethakul, A+30)

1.ขี้เกียจเขียน เพราะรู้สึกว่าอ่านที่คนอื่นๆเขียนแล้วดีกว่าเยอะเลย 555 ถ้าพูดถึงภาพรวมแล้วก็ชอบหนังมาก แต่ไม่ได้มีอะไรที่ surprise เราอย่างรุนแรง เหมือนก่อนที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้ เราได้รู้เรื่องย่ออะไรต่างๆมาบ้างแล้ว และได้อ่านคำวิจารณ์จากเมืองนอกไปบ้างแล้ว เราก็เลยเกิดจินตนาการของตัวเองหลังจากได้รู้เรื่องย่อ/คำวิจารณ์ แล้วพอเข้าไปดูหนังจริงๆ ก็พบว่าหนังจริงๆมันไม่ได้มีอะไรแตกต่างหรือ surprise เรามากนัก เมื่อเทียบกับจินตนาการของเราหลังจากได้รู้เรื่องย่อ/คำวิจารณ์เหล่านั้น 555 ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็น “หนังสั้น” 4 เรื่องด้วยมั้ง เพราะฉะนั้นมันก็เลยเหมือนกับว่าเรื่องย่อ/คำวิจารณ์ต่างๆที่ได้อ่านมา มันสามารถบรรยายครอบคลุมหนังสั้นแต่ละเรื่องได้เกือบหมด แต่ถ้าหากมันเป็นหนังยาว มันก็จะมีอะไรหลายๆส่วนที่เรื่องย่อ/คำวิจารณ์ บรรยายครอบคลุมได้ไม่หมด

2.จริงๆแล้วชอบ 4 เรื่องในระดับใกล้เคียงกันมาก ถ้าให้เลือกเรื่องที่ชอบที่สุดก็อาจจะเป็น PLANETARIUM แต่ก็ชอบมากกว่าอีก 3 เรื่องแค่กระจึ๋งเดียวเท่านั้น 555 แต่เรื่องที่ surprise ที่สุดคือ CATOPIA เพราะปกติแล้วเราจูนไม่ติดกับหนังของ Wisit โดยเฉพาะหนังอย่าง KAMELIA: IRON PUSSY (2010, Wisit Sasanatieng) ที่เป็นหนังแนว omnibus เหมือนกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนังที่เราจูนไม่ติดเลย แต่ปรากฏว่า CATOPIA นี่จูนติดมากๆ ทั้งๆที่มันก็อาจจะไม่ได้ดีกว่าอีก 3 เรื่องที่เหลือ การที่เราจูนติดกับหนังของ Wisit เรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ประหลาดใจที่สุดสำหรับเรา 555 ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่า เรามักจะจูนติดกับหนังที่มีพลังของ “ความเกลียดชัง” ด้วยมั้ง เราก็เลยจูนติดกับหนังเรื่องนี้ได้ง่าย

3. SUNSET งดงามดี ทหารหล่อน่ารักจังเลย 555 ดูแล้วนึกถึงพวกหนังอย่าง 6 TO 6 (2010, Aditya Assarat, 20min) เพราะ 6 TO 6 ก็โฟกัสไปที่ตัวละครชนชั้นแรงงานเหมือนกัน, มีความ gentle มากๆเหมือนกัน และเหมือนมีความเป็นการเมืองเหมือนกัน แต่ความเป็นการเมืองใน 6 TO 6 ดูจางมาก หรืออาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้ แต่ SUNSET นั้นเป็นการเมืองตรงๆ

ดูแล้วก็แอบนึกถึงความหวาดกลัวของตัวเองเวลาเขียนถึงภาพยนตร์ไทย/งานศิลปะไทยต่างๆ อย่างล่าสุดก็คือเวลาเขียนถึงภาพวาดของ Pachara Piyasongsoot สองภาพที่เราชอบสุดๆที่ ARTIST+RUN คือกลัวว่าเวลาเขียนถึงอะไรแบบนี้ แล้วจะมีคนที่มีความคิดทางการเมืองตรงข้ามกับเรามาอ่านเจอ แล้วไม่พอใจ ก็เลยไปแจ้งตำรวจ/ทหารให้ไปแบนงานนั้นซะ

นึกถึงนิทรรศการภาพวาดงานนึงด้วย ที่เราชอบสุดๆ แต่เราตัดสินใจไม่ลงภาพจากนิทรรศการนั้นใน facebook ของเราเลย เพราะเรากลัวว่ามันอาจจะนำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยทั้งต่อตัวเราเองและต่อตัวศิลปินได้ ถ้าหากอยู่ดีๆมีใครจ้องจะหาเรื่องอะไรขึ้นมา เหมือนเราอยู่ในยุคล่าแม่มดเมื่อ 400-500 ปีก่อนจริงๆ จะทำอะไรก็ไม่แน่ใจว่ามันจะถูกใครหาเรื่องใส่ร้ายได้ง่ายๆหรือเปล่า

เราไม่มีปัญหากับวิธีการนำเสนอทหารในหนังเรื่องนี้นะ เพราะเราเป็นโรคบ้าผู้ชายหล่อๆ 555 แต่เราก็ตั้งข้อสงสัยว่า ถ้าหากหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่กำกับโดยยุทธนา มุกดาสนิท หรือกำกับโดยผู้กำกับนิรนามที่เราไม่เคยได้ยินชื่อ หรือรู้จักแนวคิดทางการเมืองของเขามาก่อน เราจะดูหนังเรื่องนี้ด้วยความคลางแคลงใจมากกว่าเดิมหรือเปล่า คือมันเหมือนกับว่า เราดูหนังเรื่องนี้ด้วยความสบายใจ เพราะเราค่อนข้างมั่นใจในแนวคิดทางการเมืองของผู้กำกับ แต่ถ้าหากหนังเรื่องนี้กำกับโดยคนที่เราไม่รู้จักมาก่อน เราจะดูหนังเรื่องนี้ด้วยความสบายใจเท่านี้มั้ย เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

4.CATOPIA จริงๆแล้วเราว่ามันเหมือนหนังสั้นแนวเสื้อเหลือง-เสื้อแดงเมื่อ 7-8 ปีก่อนมากๆ เพียงแต่มันปรับแต่งรูปโฉมโนมพรรณใหม่ให้เป็นหนังไซไฟเก๋ๆ คือเมื่อ 7-8 ปีก่อน มันจะมีหนังสั้นอย่าง สี THE COLOUR (2010, Panja Saitong, 20min) และ “แปลกแยก” (2011, Akkapon Ritjitpian) ที่เล่าเรื่องของพระเอกที่ต้องคอยปกปิดแนวคิดทางการเมืองของตัวเอง เมื่ออยู่ในสังคมที่มีแนวคิดทางการเมืองตรงข้ามกับเขา โดยพระเอกของ THE COLOUR นั้น ต้องเปลี่ยนสีเสื้อของตัวเองไปเรื่อยๆ เวลาเดินผ่านย่านต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของเขา

แต่เนื่องจากเราชอบ THE COLOUR และ “แปลกแยก” มากๆ เราก็เลยไม่มีปัญหาอะไรกับการที่ CATOPIA มีอะไรบางอย่างคล้ายๆกับหนังสั้นเหล่านั้น

5.PLANETARIUM ชอบที่ visual ของเข้มันแปลกแตกต่างจากหนังสั้นอีก 3 เรื่องไปเลย มันก็เลยดูโดดเด่นดี

แต่จริงๆแล้วมันก็มีลักษณะเป็น “เข้ Megahit” เหมือนกันนะ เพราะมันมีทั้งส่วนที่มาจาก PLANKING (2011), MYTH OF MODERNITY (2013) และฉากการเต้นรอบกองไฟในหนังเรื่องนี้ ก็ทำให้นึกถึงฉากหนึ่งใน FORGET ME NOT (2018) ด้วย

ฉากการจับคนในหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึงประสบการณ์ตอนรัฐประหารในปี 2014 ด้วย ที่เพื่อนคนนึงโดนจับไป

6.SONG OF THE CITY เหมือนเราชอบหนังเรื่องนี้เพิ่มขึ้นเยอะ หลังจากได้อ่านที่คนอื่นๆเขียน 555 เพราะตอนที่ดู เราคาดหวังว่ามันจะมีอะไรเฮี้ยนๆ เหวอๆมากกว่านี้ ปรากฏว่าไม่มีเลย เหมือนหนังมันนิ่งเรียบมากๆ แต่พอได้มาอ่านที่บางคนเขียนว่ามันทำให้นึกถึงอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าที่ประเทศไทยไม่มีอะไรพัฒนาไปเลย ทุกอย่างยังดูเงียบเหงาเศร้าซึมเหมือนเดิม อยู่ภายใต้ความเชื่อแบบเดิม เราก็เลยชอบหนังมากขึ้น

ความนิ่งเรียบของหนังเรื่องนี้ทำให้ดูแล้วนึกถึงหนังบางเรื่องของพี่เจ้ย อย่าง THE ANTHEM (2006) และ METEORITES (2007) ที่ภายนอกดูนิ่งเรียบมากๆเหมือนกัน แต่ก็อาจจะเปิดโอกาสให้คนดูแต่ละคนตีความอะไรได้เยอะภายใต้ฉากหน้าที่นิ่งเรียบนั้น

การที่ SONG OF THE CITY โฟกัสไปที่อนุสาวรีย์และภาพปูนปั้น ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง BRUTALITY IN STONE (1961, Alexander Kluge, Peter Schamoni, documentary) ด้วย เพราะ BRUTALITY IN STONE เป็นการสำรวจสถาปัตยกรรมในยุคนาซี และแสดงให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมในยุคนั้น หรือ scale ต่างๆที่ใช้ในสถาปัตยกรรมในยุคนั้น มันส่องสะท้อนการเหยียดมนุษย์อย่างไรบ้าง หรือสะท้อนความเชื่อ-แนวคิดทางการเมืองอย่างไรบ้าง

7.สรุปว่าชอบ TEN YEARS THAILAND มากๆ แต่เอาจริงๆแล้วก็ไม่มีหนังเรื่องไหนใน 4 เรื่องนี้ที่ wavelength ตรงกับเราอย่างรุนแรง คือถ้าหากพูดถึงหนังการเมืองไทยที่ wavelength ตรงกับเรามากที่สุดในปีนี้ มันก็คงต้องเป็น THE GIRL (2018, Jittrapa Bumroongchai) เพราะเราว่า THE GIRL มันมีความขึ้งเคียด/เกลียดชัง/ทุกข์ทรมานบางอย่างที่เราจูนติดกับมันมากๆ ซึ่งเป็น wavelength แบบที่เรามักจะพบในหนังของ David Cronenberg ด้วย

  

Sunday, December 16, 2018

DOWN A DARK HALL


DOWN A DARK HALL (2018, Rodrigo Cortés, Spain/USA, A+15)
โรงเรียนปีศาจ

ชอบไอเดียของโรงเรียนนี้ แต่เหมือนหนังยังขาดความเข้มข้นอะไรบางอย่างที่จะทำให้หนังสนุกกว่านี้ได้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังอย่าง SUSPIRIA ทั้งสองเวอร์ชั่นที่พูดถึงโรงเรียนอาถรรพณ์เหมือนกัน หรือเทียบกับหนังอย่าง THE CIRCLE (2015, Levan Akin, Sweden) ที่พูดถึงกลุ่มเด็กสาวที่มีบุคลิกแตกต่างกันไป และต้องเผชิญกับอาถรรพณ์ลี้ลับเหมือนกัน

Saturday, December 15, 2018

BITH CAR CHASE SCENE SET 14 TIMES


BITH CAR CHASE SCENE SET 14 TIMES (2018, Phaisit Phanphruksachat, A+30)

ชอบสุดๆ ชอบหนัง found footage แบบนี้มากๆ หนังเรื่องนี้เป็นการนำฉากตัวละครขับรถไล่ล่ากันใน BULLET IN THE HEAD (1990, John Woo) มาเรียงต่อกัน 14 ครั้ง โดยมีทั้งเวอร์ชั่นพากย์เยอรมัน, ฝรั่งเศส, อังกฤษ, ไทย และเวอร์ชั่นที่ดูดเสียงออก และจริงๆแล้ว ในแต่ละซีนที่ไล่ล่ากันนั้น มันมีการตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบันอยู่ในซีนนั้นด้วย

ดูแล้วเพลิดเพลินมากๆ ทั้งๆที่มันเป็นการดูฉากเดิมซ้ำกัน 14 ครั้ง ดูแล้วนึกถึง MARILYN TIMES FIVE (1973, Bruce Conner) ที่เอาฉากที่ถ่าย Marilyn Monroe มา repeat 5 ครั้ง โดยที่มันอาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรมากมาย

จริงๆแล้วมันมีหนังอีกกลุ่มที่ใช้การ repeat แบบนี้นะ แต่หนังกลุ่มนี้จะเป็นหนังการเมืองที่การ repeat จะมีความหมาย อย่างเช่น REPEATING DRAMATIC (2008, Arpapun Plungsirisoontorn), OBSERVATION OF THE MONUMENT (2008, Michael Shaowanasai) และ EUROPA 2005 – 27 OCTOBER (2006, Jean-Marie Straub, Danièle Huillet) แต่หนังเรื่องนี้ของพี่เคี้ยงกับ MARILYN TIMES FIVE จะแตกต่างออกไป เพราะหนังสองเรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ได้สื่อสารประเด็นอะไรผ่านทางการ repeat

เสียดายเรายังไม่ได้ดู BULLET IN THE HEAD แต่พอดูฉากนี้แล้วก็สงสัยว่า มันเป็นแรงบันดาลใจให้หนังเรื่อง OVER DRIVE (2018, Eiichiro Hasumi) หรือเปล่า 555 เพราะ OVER DRIVE ก็มีฉากชายหนุ่มสองคนขับรถแข่งกัน โดยที่ตัวละครสองคนนี้ก็เคยขี่จักรยานแข่งกันในอดีตเหมือนกัน

กอดคอกันไว้ อย่าให้ใครเจาะกะโหลก PHAISIT TRAILER (Phaisit Phanphruksachat, A+)

เสียดายเรายังไม่เคยดู BULLET IN THE HEAD ก็เลยไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็น trailer ที่ตรงใจเรามากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ดี การดูหนังเรื่องนี้ก็ทำให้เราตระหนักว่า จริงๆแล้วมันมีหนังหรือ “ภาพเคลื่อนไหว” ที่น่าสนใจกลุ่มหนึ่งอยู่ใน Youtube ที่เรายังไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจัง นั่นก็คือหนังที่นำ found footage จากหนังต่างๆมาร้อยเรียงใหม่ตามใจตัวเองนี่แหละ อย่างเช่น

1.หนังเรื่องนี้ที่พี่เคี้ยงสร้าง trailer ขึ้นมาใหม่ตามใจตัวเอง

2.IF ETERNAL SUNSHINE OF THE SPOTLESS MIND WAS A THRILLER FILM (2018, Witchayut Pornprasert, A+) ที่นำคลิปจาก ETERNAL SUNSHINE มาร้อยเรียงใหม่ให้เป็นหนัง thriller ซึ่งหนังแบบนี้ใน youtube น่าจะมีเยอะมากๆ ที่นำหนัง genre นึงมาตัดต่อใหม่ ใส่ดนตรีประกอบใหม่ เพื่อทำให้เป็นหนัง genre อื่นในแบบขำๆ

3.หนังกลุ่ม “imaginary soundtrack” ที่นำคลิปจากหนังเรื่องนึง มาใส่เพลงประกอบใหม่ตามใจตนเอง อย่างเช่นคลิปนี้ที่นำเพลง SINGLE AGAIN ของ Mariya Takeuchi มาใส่ในหนัง THAT DAY, ON THE BEACH (1983, Edward Yang)

สรุปว่าอยากให้มีคนทำลิสท์ของ “ภาพเคลื่อนไหว” เด็ดๆในกลุ่มนี้

DIE ALONE IN THE AFTERNOON (Phaisit Phanphruksachat, A+25)
ตอนบ่ายตายคนเดียว

เหมือนหนังไม่มีอะไรมากไปกว่าการถ่ายใครสักคนนอนในแบบ extreme close up พอดูจบแล้วก็เลยบอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง บอกได้แค่ว่า  “ชอบชื่อหนังมากๆ” 555


I HAVE DREAMS


I HAVE DREAMS (2018, Chumpon Apisuk, video installation, A+10)

พอเห็นหน้า subjects แต่ละคนแล้ว เราก็ identify ตัวเองกับ subjects ได้ในทันที 555 ชอบมากๆที่เขาเลือก subjects เป็นผู้หญิงกลุ่มนี้

แต่เสียดายที่วิดีโอชิ้นนี้มันไม่ได้เจาะลึกอะไรมากไปกว่านี้น่ะ มันก็เลยดูผิวๆมากๆ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาที่คล้ายกับภาพยนตร์เรื่อง WE ALL KNOW EACH OTHER (2007, Phuttiphong Aroonpheng, 57min) ที่สัมภาษณ์คนญี่ปุ่น 37 คนในเมือง Fukuoka และแต่ละคนได้พูดอะไรน้อยมากๆ คือเราก็ชอบทั้ง WE ALL KNOW EACH OTHER และ I HAVE DREAMS น่ะแหละ เราว่างานทั้งสองชิ้นนี้มันมี concept ที่น่าสนใจ แต่ตัว concept  ของมันก็ดันไม่เปิดโอกาสให้เราได้ทำความรู้จักกับ subject แต่ละคนมากไปกว่านี้

ดู I HAVE DREAMS แล้วนึกถึง SOI NANA (2012, Fan Hsiao-lan) ด้วย แต่ SOI NANA สัมภาษณ์ subjects แต่ละคนแบบเจาะลึก เราก็เลยชอบ SOI NANA อย่างสุดๆ

ROMA


ROMA (2018, Alfonso Cuarón, Mexico, A+30)

1.พอดู ROMA แล้วก็อยากให้มีคน remake ละครทีวีเรื่อง “ขบวนการคนใช้” (1977, ภัทราวดี ศรีไตรรัตน์, อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ) มาเป็นหนังอีกครั้ง โดยเปลี่ยนเนื้อเรื่องใหม่หมด โดยให้นางเอกเป็นสาวใช้ที่มาจากหมู่บ้านในต่างจังหวัดที่มี “ลูกเสือชาวบ้าน” และเธอก็มาทำงานเป็นคนใช้ในกรุงเทพในช่วงปี 2519

2.ชอบการออกแบบซีนต่างๆในหนังมาก ตั้งแต่ซีนแรกก็กราบตีนแล้ว ที่ถ่ายพื้นห้อง, น้ำล้าง และเงาสะท้อนของเครื่องบิน ชอบ tracking shots ในหนังด้วย

3.รู้สึกว่าหนังมันงดงามมาก แต่เอาจริงๆแล้วเราก็ไม่ได้อินกับหนังนะ 555 ซึ่งแตกต่างจากหนัง “คนใช้-เจ้านาย” ของลาตินอเมริกาเรื่องอื่นๆอย่าง GENTE DE BIEN (2014, Franco Lolli, Colombia) และ LIVE-IN MAID (2004, Jorge Gaggero, Argentina) ที่เราจะอินกับมันอย่างรุนแรง และเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมเราถึงไม่อินกับ ROMA หรือว่าเป็นเพราะนางเอกของ ROMA มันเป็นคนที่มี character ไม่เหมือนเรา

4.เหมือนดู ROMA จบแล้ว ความรู้สึกที่เราได้รับไม่ใช่ “ชีวิตคนจนช่างยากลำบากเสียจริงๆ ชีวิตสาวใช้ช่างยากลำบากเสียจริงๆ ต้องอดทนจริงๆ” แบบที่เราคาดหวังไว้ในตอนแรกน่ะ แต่ความรู้สึกที่เราได้รับในตอนจบก็คือ “ครอบครัวของนายจ้างนี่ช่างดีเลิศประเสริฐศรีเสียจริงๆ ผิดคาดมากๆ สาวใช้ตั้งท้องก็ไม่ไล่ออก แต่ยังช่วยพาไปฝากครรภ์กับคุณหมอดีๆ แถมนายจ้างยังฝ่าอันตรายไปช่วยซื้อเปลเลี้ยงลูกให้สาวใช้อีก เด็กๆในหนังก็ไม่ใช่เด็กเลว” คือดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว เราไม่ได้รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่นำเสนอชีวิตสาวใช้ในแบบที่โดนใจเรามากที่สุด (หนังเรื่องไหนล่ะ จะมาแข่งกับ LA CEREMONIE ได้ในจุดนี้) แต่อาจจะยกให้หนังเรื่องนี้เป็น “หนังที่นำเสนอกลุ่มตัวละครนายจ้างที่ดีเลิศประเสริฐศรีมากที่สุดเท่าที่เราเคยดูมา” 555

5.ที่แท้ GRAVITY (2013, Alfonso Cuarón) มันก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก MAROONED (1969, John Sturges) นี่เอง

6.ตอนนี้อยากดู RED DAWN (1989, Jorge Fons, Mexico) มากๆ เพราะ RED DAWN สร้างจากเหตุการณ์จริงที่ทหารฆ่านักศึกษาจำนวนหลายร้อยคนในเม็กซิโกในวันที่ 2 ต.ค. 1968


RESIDE


RESIDE (2018, Wisit Sasanatieng, A+25)
สิงสู่

ชอบความ hysteria แบบ Andrzej Zulawski ชอบที่ตัวละครทุกคนดูเหมือนมีพลังเวทมนต์ของตัวเอง

คือเราเข้าไปดูหนังเรื่องนี้โดยไม่รู้เรื่องย่อมาก่อนน่ะ ดูจากโปสเตอร์แล้วก็นึกว่าคงเป็นเรื่องของตระกูลโบราณอะไรสักอย่างในบ้านผีสิง แบบตัวละครพ่อแม่ลูกพี่ชายน้องสาวอะไรทำนองนี้ ซึ่งในหนังแบบนี้ ตัวละครมักจะเป็น “คนธรรมดา” ที่เจอผีปีศาจ

แต่พอเข้าไปดูแล้วก็พบว่า มันเป็นเรื่องของสำนักจิตต์อสงไขย และตัวละครก็ไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกัน แต่เป็นเหมือนเจ้าแม่กับลูกศิษย์ในสำนัก เพราะฉะนั้นตัวละครทุกคนก็เลยดูเหมือนจะมีอิทธิฤทธิ์ ใช้พลังปราบผีกันได้ทุกคน ซึ่งอะไรแบบนี้จะเข้าทางเรามากกว่าตัวละคร “คนธรรมดา” เจอปีศาจ

ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า “รุ่นพี่” หลายเท่า เหมือนรุ่นพี่มันมี wavelength บางอย่างที่เราจูนไม่ติดกับมันเลย แต่เราก็อาจจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้แบบสุดๆนะ เหมือนเราไม่ค่อยชอบความเร้าอารมณ์ หรือการเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีการต่างๆในหนังของ Wisit น่ะ

รู้สึกด้วยว่า พลอย ศรนรินทร์ เล่นเรื่องหนังเรื่องนี้ได้ “ไม่เป็นมนุษย์” มากที่สุดเท่าที่เคยดูมา เราว่าการแสดงของพลอยใน “ผีโทรศัพท์” ยังดูเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อชีวิตจริงๆมากกว่านี้หลายเท่า

แต่อันนี้ไม่ใช่ความผิดของพลอยนะ เราว่ามันเป็นสไตล์การกำกับเฉพาะตัวของ Wisit น่ะ ซึ่งจะไม่ค่อยเน้นความเป็นมนุษย์ของตัวละครอยู่แล้ว แต่เน้น style อะไรบางอย่างมากกว่า ซึ่งพอมันเป็นหนังสไตล์ไปเลยอย่าง TEARS OF THE BLACK TIGER ที่เน้นให้ตัวละครโพสท่าแบบหนังยุคเก่า มันก็จะเข้ากันกับหนังได้ดี แต่ในหนังที่เน้น style แบบนี้ เราก็จะไม่รู้สึกผูกพันกับอารมณ์ความรู้สึกเลือดเนื้อจิตวิญญาณของตัวละครเท่าไหร่นัก

จุดอ่อนจุดนี้ในหนังของ Wisit ก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีปัญหามากนักใน “สิงสู่” เช่นกัน เพราะสิงสู่มันมีความ hysteria, ความ cult และอาจจะมีประเด็นการเมืองมาเป็นจุดแข็งที่ช่วยทดแทนจุดอ่อนได้

Friday, December 14, 2018

THE OTHER SIDE OF HOPE (2017, Aki Kaurismäki, Finland, A+30)


THE OTHER SIDE OF HOPE (2017, Aki Kaurismäki, Finland, A+30)

รู้สึก identify ตัวเองกับเด็กฝึกงาน/สาวเสิร์ฟ Mirja (Nuppu Koivu) ในหนัง ทั้งๆที่เธอเป็นแค่ตัวประกอบ ที่ไม่มีบทบาทสำคัญอะไร และทำหน้าตานิ่งๆตลอดทั้งเรื่อง คือการที่หนังไม่ได้เล่าอะไรเกี่ยวกับเรื่องของเธอ มันทำให้เราจินตนาการเรื่องของเธอต่อเติมเข้าไปในแบบที่สัมพันธ์กับตัวเองได้น่ะ

คือการที่เรา identify ตัวเองกับเธอ เพราะเรารู้สึกว่า เธอก็คงเป็นคนจนๆคนนึง ที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ และพยายามทำงานของตัวเองให้ดีที่สุดไปเรื่อยๆ อดทนทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ตัวเองจะสามารถมีฐานะดีกว่านี้ขึ้นมาได้หรือไม่ และในขณะที่ร้านอาหารพยายามจะพัฒนาตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เข้ากับโลก เธอก็คงทำได้แค่อดทนทำงานของตัวเองให้ดีที่สุดต่อไป หน้านิ่งๆของเธอทำให้เราจินตนาการต่อไปว่า มันคือใบหน้าของความอดทนและความเข้มแข็งในแบบของตัวเอง

และบางทีเธออาจจะปลอบใจตัวเอง เหมือนที่เราปลอบใจตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในขณะนี้ก็ได้ว่า ถึงแม้เราจะจน และต้องทนทำงานต่อไปเรื่อยๆ ก็ยังมีชีวิตคนอื่นๆที่ลำบากสาหัสสากรรจ์กว่าเราร้อยเท่าพันทวี ชีวิตเราแย่ แต่ก็มีคนที่แย่กว่าเราหลายเท่านัก ทั้งผู้ลี้ภัยจากซีเรียและอิรักในหนัง หรือคนอีกมากมายบนโลกนี้ที่ชีวิตดราม่าหนักกว่าเราหลายเท่า

คือเราขี้เกียจเขียนถึงประเด็นผู้ลี้ภัยน่ะ 555 เพราะเราว่าหนังเรื่องนี้ก็นำเสนอประเด็นผู้ลี้ภัยได้ “ดีตามคาด” แล้ว แต่ก็ไม่ได้มีอะไรรุนแรงกว่าหนังสารคดีเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยอีกหลายสิบเรื่องที่เราเคยดูมา เพราะฉะนั้นในเมื่อประเด็นผู้ลี้ภัยในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่โดดเด้งที่สุดสำหรับเรา แล้วอะไรคือสิ่งที่เรารู้สึกดีกับมันเป็นการส่วนตัวมากที่สุดในหนังเรื่องนี้ และบางทีสิ่งนั้นก็คือสิ่งที่พบได้ในหนังของ Aki Kaurismaki อีกหลายเรื่อง นั่นก็คือการนำเสนอคนธรรมดา จนๆ ฐานะไม่ดี ที่กัดฟันสู้ชีวิตต่อไปเรื่อยๆ คนธรรมดาแบบนี้อาจจะไม่ได้มีชีวิตที่หนักสุดๆแบบผู้ลี้ภัยที่เป็นพระเอกของเรื่อง แต่หนังก็นำเสนอคนธรรมดาอย่างสาวเสิร์ฟคนนี้ได้ในแบบที่มี aura บางอย่างที่โดนใจเรา

ชอบที่หนังเรื่องนี้ไม่มีประเด็นเรื่อง “ความรักโรแมนติก” ด้วย มันก็เลยเหมือนเป็นการนำเสนอความหวังของชีวิต ของคนที่อาจจะไม่ได้มีความรักหนุ่มสาวเป็นเครื่องมือในการช่วยชุบชูจิตใจแต่อย่างใด

LOST IN A BORGESIAN LABYRINTH (2018, David King, Australia, 7min, A+30)



LOST IN A BORGESIAN LABYRINTH (2018, David King, Australia, 7min, A+30)

This film makes me feel as if it is a Zen riddle. Hahaha. The film is very thought-provoking for me. It presents a man walking through a scrubland, and it seems the film tries to connect a scrubland or nature with an infinite library. The film also refers to literary works by Jorge Luis Borges and Italo Calvino, which I know nothing about. I have no idea what this film means or tries to say. It does not try to say something simple like, “Nature is a vast source of knowledge.”, or “To read a book is to travel to unknown places.” What is the link between a scrubland and a library? I don’t know. But at least the film can me think, though I cannot find any answers. As puzzling as a Zen riddle.


Wednesday, December 12, 2018

SAT WIBAK NAK LOKE


สัตว์วิบากหนักโลก (2003, Phaisit Phanphruksachat, 78min)

ขอบันทึกไว้ว่าได้ดูหนังเรื่องนี้เป็นรอบที่ 4 และส่งผลให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังยาวของไทยเพียงไม่กี่เรื่องที่เราได้ดูถึง 4 รอบ 555 โดยรอบที่หนึ่งเราได้ดูในปี 2008 ในงานที่จัดฉายโดยกลุ่ม Third Class Citizen ที่สำนักงานของ Bioscope Magazine ส่วนรอบสองได้ดูในงาน Filmvirus Wildtype ที่จัดที่หอศิลป์จามจุรี น่าจะเป็นในช่วงต้นปี 2009 ส่วนรอบสามได้ดูในงาน Retrospective ของ Phaisit ที่จัดที่ BACC ในปี 2011 ส่วนรอบนี้เป็นรอบที่ 4

หนังยาวของไทยอีกเรื่องที่เราได้ดูถึง 4 รอบก็คือ BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha)

ส่วน AFTERNOON TIMES (2005, Tossapol Boonsinsukh, 90min) กับ “เมืองในหมอก” (เพิ่มพล เชยอรุณ) เราก็ได้ดูหลายรอบ แต่ไม่แน่ใจว่าได้ดูเรื่องละ 3 รอบหรือเปล่า

สัตว์วิบากหนักโลก ติดอันดับหนึ่งหนังยาวของไทยที่เราชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2008 ด้วยนะ

 

Tuesday, December 11, 2018

THE CRUELTY AND THE SOY-SAUCE MAN+ (2000, Phaisit Phanphruksachat, 106 min, A+30)


THE CRUELTY AND THE SOY-SAUCE MAN+ (2000, Phaisit Phanphruksachat, 106 min, A+30)
จอมโหดมนุษย์ซีอิ๊ว+

1.ฉากคุยกันบางฉากในหนังเรื่องนี้นี่ถือเป็นหนึ่งในฉากคลาสสิคสำหรับเราไปเลย เพราะมันดูจริงมาก ทรงพลังมากๆ มันมีพลังดิบสดบางอย่างแบบที่หาไม่ได้ในหนังเรื่องอื่นๆ แต่อาจจะพอมีที่เทียบเคียงได้บ้าง อย่างเช่น

1.1 ฉากคุยกันในหนังของ Eric Rohmer แต่ฉากคุยกันในหนังของ Rohmer มันจะไม่ดู macho เท่านี้

 1.2 ฉากคุยกันในหนังของ Mike Leigh แต่ฉากคุยกันในหนังไมค์ ลีห์ จะไม่ macho เท่านี้ และฉากคุยกันในหนังไมค์ ลีห์จะมี "สาระ", "ความหมาย" หรือมีความสัมพันธ์กับเส้นเรื่องหลัก มากกว่าหนังของ Phaisit

1.3 ฉากผู้ชายเมาเหล้าคุยกันในหนังเรื่อง THE DIRECTOR OF SOUTHPOLE (2012, Vorakorn Ruetaivanichkul) แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า ฉากผู้ชายเมาเหล้าคุยกันในหนังของวรกร มันถูกนำเสนอในฐานะ “สารคดี” แต่ฉากผู้ชายคุยกันอย่างถึงพริกถึงขิงในหนังเรื่องนี้ มันถูกนำเสนอในฐานะของ fiction มันก็เลยเหมือนกับว่าฉากผู้ชายคุยกันตามความเป็นจริงนี้ มันถูกนำมาเล่นแร่แปรธาตุอะไรบางอย่าง จนทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา หรือถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกับว่า คนนึงถ่ายภาพตุ๊กตาหมี แล้วก็บอกว่า “นี่คือตุ๊กตาหมี” แต่อีกคนนึงถ่ายภาพตุ๊กตาหมี แล้วก็บอกว่า “นี่อาจจะเป็นตุ๊กตาหมีของลูกสาวมาเฟียที่ถูกฆ่าตายอย่างลึกลับ” เพราะฉะนั้นภาพตุ๊กตาหมีภาพเดียวกัน มันก็เลยอาจจะส่งผลกระทบทางอารมณ์, ความรู้สึก และจินตนาการของผู้ชมอย่างแตกต่างกันมากๆก็ได้ เพราะวิธีการนำเสนอภาพนั้นมันแตกต่างกัน ทั้งๆที่มันเป็นภาพเดียวกัน

1.4 ดูแล้วนึกถึงฉากผู้ชายคุยกันในหนังเรื่อง DIASPORA UTOPIA (2017, Supawit Buaket) ด้วย แต่ถ้าเทียบกันแล้ว จะเห็นได้ชัดเลยว่า ฉากคุยกันในหนังของ Phaisit มันพิเศษหรือมัน unique ยังไง เพราะฉากเพื่อนผู้ชายคุยกันใน DIASPORA UTOPIA มันเป็นฉากที่มี function แบบในหนังทั่วๆไป นั่นก็คือคุยกันเพื่อสะท้อนปัญหาสังคมตามที่หนังต้องการนำเสนอ และอาจจะทำให้ตัวละครดูเป็นมนุษย์ที่จับต้องได้มากขึ้น (เรารู้ประวัติภูมิหลังของพระเอกผ่านทางบทสนทนา เราเข้าใจพระเอก, เพื่อนๆของเขา และสภาพแวดล้อมของเขามากขึ้นผ่านทางบทสนทนา) แต่ฉากคุยกันในหนังของ Phaisit มันเหมือนเลยพ้นไปจากการทำหน้าที่ของ “บทสนทนาที่ดี” แบบในหนังทั่วๆไป มันเหมือนเป็นการคว้าจับบทสนทนาที่น่าจดจำ, ห้วงขณะที่น่าจดจำมาเก็บบันทึกไว้ โดยที่มันไม่จำเป็นต้องส่องสะท้อนอะไรมากนักก็ได้

1.5 ดูแล้วนึกถึงบทสนทนากวนตีนๆในหนังของ Quentin Tarantino และหนังที่รับอิทธิพลมาจาก Tarantino ด้วย อย่างเช่นหนังเรื่อง “อำพราง” (2010, Tani Thitiprawat) ที่ให้ตัวละครสมาชิกแก๊งนักฆ่าถกกันเป็นเวลานานเรื่องการใช้ทิชชูในห้องน้ำ แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า ในหนังของ Phaisit นั้น เราจะรู้สึกว่า จุดประสงค์ของการใส่บทสนทนาแบบนี้เข้ามา ไม่ใช่เพื่อ “สร้างอารมณ์กวนตีน” กับผู้ชมแบบในหนังของ Tarantino น่ะ คือมันเป็นการใส่บทสนทนาแบบสมจริงที่มักจะไม่ได้เห็นในหนังทั่วๆไปเข้ามาในหนังเหมือนๆกัน แต่ในหนังของ Tarantino นั้น มันเหมือนกับว่าเขาใส่เข้ามา เพราะเขารู้ว่ามัน “ผิดที่ผิดทาง” และจงใจเล่นสนุกกับความรู้สึกผิดที่ผิดทางนั้น (หนัง genre แอคชั่นไม่ควรจะมีบทสนทนาเรื่องชีวิตประจำวันเป็นเวลายาวนาน) แต่ในหนังของ Phaisit นั้น มันไม่ได้ถูกใส่เข้ามาเพราะมัน “ผิดที่ผิดทาง” แต่มันถูกใส่เข้ามาเพราะมันดูเหมาะสมของมันเองจริงๆ

1.6 ถ้าจะมีฉากคุยกันยาวๆฉากใด ที่ทำให้เรารู้สึกรุนแรงได้มากเท่ากับฉากตัวละครคุยกันใน THE CRUELTY AND THE SOY-SAUCE MAN นั่นก็คงจะเป็นฉากตัวละครระบายความในใจอย่างยาวนานใน THE MOTHER AND THE WHORE (1973, Jean Eustache, 217min)

2.ชอบการคุยกันเรื่องเต้าหู้กับเต้าฮวยมากๆ จริงๆช่วงนี้ของหนังนี่นำไปปะทะกับ BEFORE SUNRISE ได้เลย

3.ถ้าหากเลือกผู้กำกับคนใดในโลก ที่สามารถปะทะกับ Phaisit Phanphruksachat ได้แล้ว เราก็คิดว่าอาจจะมีแค่ Herbert Achternbusch จากเยอรมนีนี่แหละ ที่สามารถปะทะได้ ในแง่ความทุนต่ำ, บ้าบอคอแตก, ขี้เล่น, การไม่อินังขังขอบกับความสมจริงอะไรใดๆอีกต่อไป แต่หนังของ Achternbusch อาจจะ “การเมือง” กว่า หรือเน้นสาระมากกว่าหนังของ Phaisit

Monday, December 10, 2018

THAI FILM WISH LIST


พอได้ดู “จอมโหดมนุษย์ซีอิ๊ว” (2000, Phaisit Phanphruksachat, A+30) แล้ว ก็ได้คุยกับเพื่อนๆเรื่องหนังยาวของไทยในยุคนั้น แล้วก็พบว่า มันมีหนังขนาดกลางและขนาดยาวของไทยหลายเรื่องมากๆที่เรายังไม่เคยดู และไม่รู้ว่าจะหาดูได้ที่ไหน หวังแต่ว่าจะมีใครเอาหนังเหล่านี้กลับมาฉายให้พวกเราได้ดูกันอีก

หนังที่เรายังไม่เคยดู ก็มีเช่นเรื่อง

1.เถื่อนบริสุทธิ์ (2002, Weerasak Suyala, 50min)
นิทาน-ราตรี (2004, ยุทธพงศ์ พีระยุทธพงศ์, 50min)
3.KFC/KILL FAT COOK (2005, กุลชาติ จิตขจรวานิช, Nattapong Rungraung, 129min)
Film Wish List: MY ANGEL โปรดเก็บผมไว้ในใจเถอะคนดี (2005, Sumeth Puangoag, 69min)
5.MY COMMUNITY (2005, Pisut Srimhok, 59min, documentary)
6.STILL ALIVE (2006, Suwan Huangsirisakul, documentary, 90min)
BLACK SHADOW นินจาเงา (2007, Wissanukorn Suwannasri, 54min)
Film Wish List: NORRAKALLASOON: FAITH DOGMA นรกาฬสูร: ทิฐิแห่งศรัทธา  (2007, Rutt Deeprom, 99min)

Wednesday, December 05, 2018

AL BERTO (2017, Vicento Alves do Ó, Portugal, A+30)


AL BERTO (2017, Vicento Alves do Ó, Portugal, A+30)

1.แค่ฉากเปิดก็รู้แล้วว่าหนังเรื่องนี้เข้าทางเราสุดๆอย่างแน่นอน 555 เหมือนมันมีความเหวอบางอย่างในฉากเปิด ตัวละครคุยกันแบบงงๆ ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร แต่อารมณ์ที่ได้มันใช่มากๆ

2.ชอบการถ่ายในหลายซีนมากๆ ทั้งฉากพระเอกเดินที่ริมชายหาด, ฉากพระเอกเจอกับคู่รักที่บ้านครั้งแรก (การจัดแสงเงาในฉากนี้ติดตามากๆ), ฉากพระเอกจับได้ว่าแฟนมีชู้ (ฉากนี้ก็แสงเงาหนักมากเช่นกัน) หรือฉาก Sara ร้องไห้ในช่วงท้ายเรื่อง ชอบทุกฉากที่แม่เลี้ยงของ João Maria โผล่มาด้วย รู้สึกว่าตัวละครตัวนี้น่าสนใจดี

3.รู้สึกว่าจริงๆแล้วตัวละครหนุ่มสาวแหกขนบในหนังเรื่องนี้ สามารถไปอยู่ในหนังของ Rainer Werner Fassbinder ได้ แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มองตัวละครหนุ่มสาวเหล่านี้ในทางบวกเป็นส่วนใหญ่ เหมือนผู้สร้างหนังรักตัวละครเหล่านี้ และมองว่าผู้ร้ายคือ “สังคมอนุรักษ์นิยม หัวโบราณ ใจแคบ” แต่ถ้าหากตัวละครเหล่านี้ไปอยู่ในหนังของ Fassbinder ตัวละครเหล่านี้ก็จะถูกขุดคุ้ยด้านลบขึ้นมาตีแผ่เป็นส่วนใหญ่